คัดลอกลิงก์เเล้ว

[OS:TWICE] ไม่มีอะไรอยู่ในสมองฉันเลย (JEONGYEON x NAYEON)

โดย kwaRI-n

Nothing in my brain มันเจ็บปวดใจที่เธอไม่ชัดjane

ยอดวิวรวม

140

ยอดวิวเดือนนี้

11

ยอดวิวรวม


140

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


2
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  30 พ.ค. 63 / 13:07 น.
นิยาย [OS:TWICE] ͧѹ (JEONGYEON x NAYEON)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้




p n v . - ไม่มีอะไรอยู่ในสมองฉันเลย






Nothing in my brain
มันเจ็บปวดร้าว ที่เธอไม่ชัดjane


JEONGYEON x NAYEON
#2yeon






 



สวัสดีค่ะ -/\- ชิบทูยอนมาตั้งนานยังไม่แต่งฟิคคู่นี้สักเรื่องเพราะเสพผลงานของไรเตอร์ท่านอื่น
เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเลย ยังไงขอฝากวันช็อตเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ ^^

ปล. เรื่องนี้มีคำหยาบนะคะ เพื่ออรรถรส

#HappyEunhaDay
tb

เนื้อเรื่อง อัปเดต 30 พ.ค. 63 / 13:07


 

 

ปี๊บ ปี๊บ

 

“!!!” คนบนเตียงสะดุ้งตื่นทันทีที่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก เป็นเวลาปลุกอันแรกที่เขาตั้งไว้ไม่ได้เลื่อนเลย ร่างสูงอ้าปากหาวกว้างเพราะนอนไม่เต็มอิ่มเนื่องจากนอนไปได้แค่สี่ชั่วโมงเอง วันนี้สอบปลายภาควันเดียวจบเลยรู้ตัวว่านอกจากพกดินสอปากกาไปทำก็มีร่างกายส่วนวิญญาณถูกเตียงดูด แล้วจะเอาอะไรไปสอบ

 

ไม่รู้เว้ย! ไม่รู้อะไรทั้งนั้น!!!

 

ยูจองยอนขยี้หัวตัวเองจนผมสั้นๆฟูฟ่อง คนปลายทางบอกหลับฝันดีตั้งแต่สองทุ่มกว่าๆ ซึ่งไม่ใช่เวลาปกติของคนนั้น ดูเหมือนตัดบทสนทนาดื้อๆเลยมากกว่า

 

‘พรุ่งนี้ตื่นเอง ไม่ปลุกหรอก:P ’

 

จองยอนเอนตัวล้มปุบนหมอนใบโตอีกครั้ง นิ้วเรียวไถโทรศัพท์อ่านแชทเก่าๆของเรา มันที่สวยงามจนใจฟูเหมือนดอกไม้บาน

 

จุดเริ่มต้นมาจากความโง่ในเรื่องเรียนของจองยอนเอง บางครั้งจองยอนก็ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองฝ่าฝันจนมาอยู่มอห้าได้ยังไง ห้องเรียนเราแบ่งเป็น 3 กลุ่มอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มเรียนดี กลุ่มเรียนปานกลาง และกลุ่มที่เรียนย่ำแย่ชห. และแน่นอนว่ายูจองยอนอยู่กลุ่มสุดท้าย โชคดีที่ครูไม่เคยบลัฟ แถมเพื่อนใจดี คนเก่งก็ไม่หยิ่ง ก็เป็นสวรรค์หน่อยๆอ่ะนะ

 

แต่ไม่ใช่ว่าจองยอนหยุดอยู่กับที่ เขาก็พยายามพัฒนาตลอด....แต่นั่นแหละ คนหัวช้ามันก็ลำบากหน่อยๆ

 

เพราะการบ้านวิชาคำนวณนั้นยากจนต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทที่สุด แต่เพราะสัญญาณเน็ตของบ้านอีกฝ่ายล่มจึงต้องมาลอกในวันรุ่งขึ้น จองยอนอุตส่าห์มาเช้าเพื่อการนี้ แต่เพื่อนเจ้ากรรมดันลาป่วยเพราะท้องเสีย(ตอนโทรบอกยังอยู่ในห้องน้ำอยู่เลย) และตอนนี้มันเช้ามากๆๆๆชนิดที่ว่าเขาอยู่ในห้องเรียนคนเดียว

“โอ๊ย ทำยังไงดีเนี่ย” สมการแสนง่ายสำหรับบางคน แต่คุณเข้าใจความเรียนไม่เก่งมั้ย อะไรๆก็ดูยากไปหมด 2+2 ยังยากเล้ย

 

ครืดดด

 

เสียงเปิดประตูดังขึ้นเรียกให้จองยอนเงยหน้าขึ้นมอง ปรากฎเด็กสาวที่ตัวเล็กกว่าเขา เธอก็ดูอึ้งๆเหมือนกันที่เจอจองยอนที่นี่เวลานี้
 

“เอ่อ อะ อรุณสวัสดิ์ นายอน” จองยอนทักอย่างกล้าๆกลัวๆเพราะเราไม่เคยคุยกันเลย แถมมาดเด็กเนิร์ดที่ดูจริงจังจนรู้สึกเกร็งขึ้นมาดื้อๆ
“อรุณสวัสดิ์...ยูจองยอนสินะ” อิมนายอนตอบอย่างเป็นมิตร เธอพอรู้จักเด็กบ๊วยคนนี้อยู่แต่นั่นแหละ...เราไม่เคยคุยกันเลยจึงยากที่เริ่มบทสนทนา พอนายอนตอบเสร็จ จองยอนพยักหน้าหงึกหงักแล้วหลบหน้าไปมองสมุดการบ้านที่ยังสะอาดอยู่ โต๊ะของนายอนเองนั่งห่างกันแค่โต๊ะของเพื่อนสนิทคั่น

 

นี่อาจเป็นเหตุผลเพื่อนสนิทเขาหัวดีกว่านิดหน่อยล่ะมั้ง

 

จองยอนเผลอพ่นลมอย่างหัวเสีย เขาดูตัวอย่างในหนังสือแต่ก็ยังทำไม่ได้ ในหนังสือกับการบ้านวิธีทำมันคนละอย่างเลยแฮะ

“การบ้านเหรอ?” จองยอนสะดุ้ง จู่ๆ นายอนก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขาซึ่งตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

“อะ อื้อ” คนตัวสูงพยักหน้า

“ก็อยากสอนอยู่หรอกนะ แต่ฉันต้องไปชมรมน่ะสิ” เธอพูดพลางเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง ทิ้งให้จองยอนสงสัยกับคำพูดของเธอ

“อะ อะไรน่ะ?” คนหัวช้าตามไม่ทัน จู่ๆ คนตัวเล็กยื่นสมุดการบ้านวิชานั้นให้

“ไม่มีเวลาแล้วนี่ รีบๆทำซะ” นายอนเขย่าสมุดให้อีกคนรับไป จองยอนก็รับมาอย่างลนลาน

“เอ่อ..จะดีเหรอ ฉัน...ไม่สนิทกับเธอนะ” จองยอนพูดตามใจจริง ที่ผ่านมาเขาไม่เคยขอลอกการบ้านใครนอกจากเพื่อนสนิท ใช่แหละ เป็นครั้งแรกที่เราคุยกันแล้วนายอนมายื่นความช่วยเหลือให้ เธอเป็นคนใจดีสมคำร่ำลือ แต่มันก็ดูงงๆอยู่แหละ

“ตอนนี้เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนละกัน รีบๆทำเถอะ” นายอนเบี่ยงประเด็น เธอคงจะรีบไปชมรมจริงๆ

“ทำเสร็จแล้วก็เก็บไว้ที่เธอก่อน พอฉันมาค่อยคืน” พูดจบ เธอก็ออกจากห้องเรียนไปเลย ประกอบกับเพื่อนคนอื่นๆเริ่มทยอยมากันแล้ว จองยอนจึงต้องเร่งมือลอกการบ้านแล้ว

“โห” เขาร้องอย่างตื่นตาตื่นใจ คำตอบมีครบทุกข้อไว้ให้เขาลอกเรียบร้อย ตัวหนังสือเป็นระเบียบและอ่านง่าย เขาไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน แน่นอนว่านายอนอยู่กลุ่มแรกที่บอกไปข้างต้น แม้เธอไม่มีตำแหน่งสำคัญอะไรในห้องเรียน แต่เธอก็เป็นคนดังพอควร ดูจากชมรมที่เธออยู่ นั่นคือชมรมหมากล้อม ที่ใครๆก็บอกว่ามันหินมาก แค่สมัครเข้าก็ยากแล้ว และใครที่อยู่ในชมรมนั้นมักเป็นหัวกะทิกันทุกคน

 

เอาเป็นว่า อิมนายอนได้ช่วยชีวิตเขาไว้ ยังไงก็ต้องขอบคุณเธอแน่นอน


ทว่าเราไม่มีโอกาสได้คุยกันต่อหน้าเลย อย่างว่าแหละ นายอนเป็นคนฮอตและมีเพื่อนเยอะ แตกต่างกับจองยอนที่มีเพื่อนแค่คนเดียว พอเพื่อนไม่มาก็หงอยเป็นหมาเหงาไป จนเลิกเรียนแล้วก็ไม่มีช่องว่างให้คุยกันเลย พอกลับถึงบ้านจองยอนจึงทักไปในแชทส่วนตัว

 

‘เธอคือ...ยูจองยอนใช่มั้ย?’

 

‘ใช่แล้ว’

‘ขอบคุณที่ให้ลอกการบ้าน’

‘ไม่ได้เธอ ฉันแย่แน่ๆ’

 

‘ไม่เป็นไรหรอก เพื่อนเดือดร้อนก็ต้องช่วยกัน’

 

‘ใจดีจัง ซึ้งไปหมดแล้วTvT’

 

‘^^ ’

 

‘เอ่อ ฉันถามอะไรอย่างนึงได้มั้ย?’

 

‘ได้ ถามมาสิ’

 

‘เธอมาเวลานี้ทุกวันเลยเหรอ’

 

‘เปล่าหรอก วันนี้ฉันต้องเข้าชมรมเลยต้องมาเช้าเป็นพิเศษ’

 

‘อ๋อ’

‘ว่าแต่ เธออยากให้ฉันทำอะไรตอบแทนเธอมั้ย’

‘เธอเหมือนช่วยชีวิตฉันเลย จริงๆนะ’

 

‘ 555+’

‘งั้นให้เธอตั้งใจเรียนและสอบให้เกรดขึ้นให้ได้’

 

‘เอ่อ ฉันพยายามแล้วนะ’

‘แต่ขอโทษนะนายอน’

‘คือฉันโง่อ่ะTT’

 

‘ 555+’

‘อย่าคิดอย่างนั้นสิ ’

 

‘ฉัน ฉันทำไม่ได้จริงๆ ขอโทษนะที่ทำให้ผิดหวัง’

 

‘งั้นเอางี้’

‘ถ้าเธอไม่เข้าใจก็ถามฉันได้ตลอด’

 

‘เห้ย แบบนี้ฉันต้องกวนเธอบ่อยแน่ๆ’

‘เกรงใจเธอแย่’

 

‘ให้สิทธิ์พิเศษสำหรับเธอคนเดียว’

‘ถามฉันได้ตลอดเวลา’

‘ถ้าฉันไม่ตอบ’

 

‘คือเธอรำคาญ?’

 

‘เปล่า ฉันหลับ’

‘55555+’

 

 

“ยูจองยอน!!!! ไอ้ลูกคนนี้นี่จะลงมากี่โมงกี่ยาม!!!!! วันนี้มีสอบไม่ใช่เรอะ!!!!!”

 

เสียงแม่แผดดังมาจากชั้นล่างเรียกสติอันน้อยนิด จองยอนเหลือบตามองนาฬิกา รู้สึกเวลาผ่านไปพอสมควรจึงลุกขึ้นยืดตัว แต่กระนั้นวิญญาณก็ยังโดนเตียงดูดต่อไป จองยอนวางโทรศัพท์แล้วไปอาบน้ำแต่งตัว

 

คนใสซื่อได้ยินประโยคนนั้นจากคนใจดี จึงมีความกล้าหาญที่ถามเรื่องโจทย์ที่ทำไม่ได้และอีกฝ่ายก็ไม่รำคาญที่จะตอบ นานๆเข้า เรื่องการบ้านก็เรื่องมีเรื่องส่วนตัวปนมา จนทุกวันนี้ เรื่องการบ้านกลายเป็นเรื่องส่วนน้อยกัน เรื่องส่วนมากก็คือ‘เรื่องของเรา’

 

ยิ่งรู้จัก ยิ่งรู้ว่าเราแตกต่างกันขนาดไหนแต่ก็กลับเข้ากันอย่างลงตัว

 

‘อาบให้เกิน 6 นาทีนะ อย่าอาบไวเดี๋ยวไม่สะอาด’

 

จองยอนอ่านแชทเมื่อสี่เดือนก่อน แต่ข้อความล่าสุดเมื่อคืนจนตอนนี้นายอนยังไม่ตอบกลับมา

 

 

ถามว่าวันนี้เอาไรไปสอบ

ไม่รู้...เพราะเธอเอาคำตอบไปหมดแล้ว

 

 

•••••••••••••••••

 

 

‘send link’

 

‘อะไรอ่ะ?’

 

‘เพลงไง’

‘เอาไว้ฟังตอนรอรถเมล์’

 

‘นายอนนี่ใจดีจังเลย’

‘ไว้จะฟังตอนขึ้นรถได้แล้วนะ’

 

‘ดีแล้ว’

‘คนเยอะมั้ยน่ะ’

 

‘เยอะตลอดอ่ะ เบื่อมาก’

‘น่าอิจฉามีคนมาส่งแบบนี้’

 

‘ 5555+’

‘ขี้บ่นนะเนี่ย’

 

‘น่าเบื่อไปหมดเลย อยากนอนนน’

 

‘แล้วขึ้นรถยัง’

 

‘ขึ้นแล้วจ้า’

‘คนแน่นมากกก’

 

‘ฟังเพลงด้วยนะ’

 

‘กะลังเปิดอยู่จ้า’

‘ชอบฟังแนวอินเลิฟเหรอ?’

 

‘ก็...นะ’

‘เพราะป่ะล่ะ?’

 

‘เพราะดีนะ แต่ไม่อิน ถถถถถ’

 

 

‘เอ้าาาา’

 

‘ปกติฉันชอบฟังเพลงอกหัก’

 

‘แต่ฉันไม่ชอบ’

 

‘แย่จัง กะจะส่งให้สักหน่อย’

 

‘ถ้าจองยอนส่งมาฉันก็ฟัง’

 

‘เอ้า ไหนว่าไม่ชอบ’

 

‘ฟังเฉยๆ ไม่ได้ชอบสักหน่อย’

 

 

‘เย็นชาจัง T.T’

 

 

 

“โย่ว! วอทซับ” ฮิราอิ โมโมะโผล่มากอดคอ จองยอนดึงหูฟังออกและม้วนเก็บใส่กระเป๋า

“ตาดำชิบหายเลยนะมึงเนี่ย” จองยอนพะเยิดหน้าอย่างเซ็งๆ

“เออ โคตรง่วง” เพราะการสอบของโรงเรียนนี้มีวันเดียวซึ่งต้องมาเช้าและกลับเย็นกว่าวันปกติ ทุกวิชาที่เรียนมาก็เทกระจาดใส่คนสอบจนเละกันไปข้าง

“เปิดมาวิชาแรก อิ้งเลยจ้า กูตายเหมียนหมา”

“แม่งไม่ต่างกันอ่ะ”

“แล้วมึงเป็นไงบ้าง?”

“กูเหรอ? ก็อดนอนเหมือนเดิม”

“เปล่าๆ หมายถึง...มึงกับนายอน

“........” จองยอนนิ่งไป

 

เธอเปลี่ยนไปตั้งแต่หลังแข่งหมากล้อมกับโรงเรียนอื่นพร้อมสมาชิกชมรม ใครๆก็รู้ว่ารุ่นพี่เมียวอิ มินะ นักเรียนแลกเปลี่ยนชาวญี่ปุ่นตามจีบนายอน คนๆนั้นเป็นคนดังพอสมควรและเป็นคนที่กล้าแสดงออก เรื่องที่เขาชอบนายอนจึงไม่ได้มีแค่คนในชมรมที่รู้ จองยอนไม่รู้ว่านายอนไปคุยอะไรกับพี่เขามาบ้าง ทว่าตั้งแต่นั้นมา เราก็คุยกันน้อยลงจนน่าใจหาย

 

อิมนายอนอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไป

อาจจะทำตัวชัดเจนขึ้นโดยไม่บอกให้เขารู้ตัว

 

“กูว่ากูต้องมูฟออนแล้วว่ะ”

“เอาจริงดิ”

“อื้อ” จองยอนพยักหน้า

“เอาเหอะ ทำอะไรก็ได้ที่มึงสบายใจอ่ะ” โมโมะตบบ่าเพื่อนสนิท เขาเองก็รับรู้ความเป็นไปของคู่นี้ตลอดแต่ไม่อาจก้าวก่ายได้ ทำได้แค่รอปลอบกับเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น

“แล้วอ่านหนังสือมาป่ะ?”

“โอ้โห มึงถามแบบนี้กับกูได้ยังไง เจอเรื่องแบบนี้จะอ่านได้ไงวะ”

“โทษละกัน” ไม่ใช่ว่าไม่อ่านเลย แต่พยายามอ่านแต่ไม่เข้าหัวเลยมากกว่า แม้จะอ่านถึงตีสองก็เถอะ พอตื่นแล้วคือสมองโล่งมากกกกเหมือนไม่มีอะไรอยู่จริงๆ

“งั้นรีบอ่านกันเหอะ ครึ่งชั่วโมงพอทันอยู่” โมโมะลากมานั่งที่ระเบียงหน้าห้องพร้อมเปิดหนังสือเตรียมอ่าน จองยอนเองก็ทำเช่นกัน แต่เขากลับชะงักเนื่องจากนายอนเดินผ่านตรงหน้าไป เธอไม่เห็นเขาเพราะกำลังคุยกับเพื่อนๆอยู่

“เป็นไรวะ?”

“เปล่า อ่านหนังสือเถอะ”
 

 

 

 

“เริ่มสอบได้” สิ้นเสียงครู ทุกคนก็ลงมือสอบทันที

“!!!!” จองยอนอ่านข้อแรกก็ถึงกับเหวอ ไม่ใช่ว่าเขาอ่านอิ้งไม่ออกแต่ปัญหาคือ...มันแปลว่าไรวะ

“นักเรียนมีเวลา 30 นาทีในการทำข้อสอบ ใครทำเสร็จแล้วพลิกกระดาษคำตอบปิดไว้ดีๆ ป้องกันการลอก” บางครั้งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมโรงเรียนนี้ต้องจริงจังกับการสอบกลางภาคหรือปลายภาค สอบเอาเกรดเฉยๆไม่ได้ไปเป็นนายร้อยตำรวจสักหน่อย อีกนิดต้องสแกนวัตถุโลหะก่อนเข้าห้องสอบแล้วมั้ง!
จองยอนจ้องโจทย์ข้อแรกอย่างเอาเป็นเอาตาย ข้อสอบทุกวิชามีไม่ถึง 40 ข้อก็จริง แต่ก็แลกกับความโหดสัสรัสเซียของแต่ละข้อ เก่งมาจากไหนก็แพ้โจทย์ที่ครูออก

“........” ยูจองยอนจำได้ว่าคำศัพท์คำนี้เคยถามนายอน เขาเงยหน้ามองคนนั่งหน้าสุดของแถวซึ่งกำลังตั้งใจสอบอย่างดี

 

 

 

‘Speechless แปลว่าอะไรอ่ะ’

 

‘เงียบไง’

 

‘แล้วCrossroads อ่ะ’

 

‘สี่แยกไง’

 

‘ยากจัง~~’

‘ฉันต้องทำข้อสอบไม่ได้แน่ๆเลย’

 

‘อันที่จริงเวลาท่องศัพท์ มันมีเคล็ดลับให้จำได้อยู่นะ’

 

‘จริงอ่ะ วิธีอะไรเหรอ’

 

‘คอลมาสิ’

 

‘หา?’

 

‘ถ้าได้ยินเสียง มันจะจำได้ง่ายกว่านะ’

 

เพียงแวบเดียว เขานึกเข้าข้างตัวเองไปว่านายอนอยากได้ยินเสียงของเขา แต่เปล่าหรอก นายอนคงอยากให้เขาจำศัทพ์ได้แม่นๆมากกว่า

 

 

 

•••••••••••••••••

 

 

 

“กูอยากแดกข้อสอบให้มันหายๆไป อยากแดกครูเข้าไปด้วย! ออกข้อสอบยากเพื่อไรวะ!!” โมโมะบ่นยาวหลังจากสอบครึ่งเช้าเสร็จสิ้นไปแล้ว ตอนนี้เรากำลังจะกินข้าวเที่ยงซึ่งห่อกันมาเองที่โต๊ะหินอ่อนหน้าตึก

“ทำได้บ้างมั้ย”

“ส่วนมากสุ่ม เจ้าแม่กวนอิมต้องช่วยกูบ้างแหละ ไหว้บูชาทุกวัน” เจ้าพีชตอบพลางแกะห่อผัดไทและซองพลาสติกห่อตะเกียบออก

“มึงอ่ะ?”

“แล้วแต่บุญแต่กรรมอ่ะนะ” จองยอนตอบพร้อมคีบก๋วยเตี๋ยวแห้งเข้าปาก

“พวกเธอ พวกเรานั่งด้วยได้มั้ย?” ทั้งคู่ชะงักไปเมื่อได้ยินคนตัวเล็กมีไฝใต้ริมฝีปากเอ่ยขออนุญาต แถมไม่ได้มาคนเดียวด้วย

“เอาดิ้” โมะโมขยับให้ซนแชยองนั่งได้สะดวก จองยอนเองก็ทำเช่นกันโดยคิมดาฮยอนมานั่งข้าง โต๊ะกว้างๆดูแคบลงทันตา แชยองและดาฮยอนเป็นเพื่อนสนิทของนายอน ทั้งสองแก๊งเลยคุ้นเคยกันบ้าง

“ที่เหลือไปไหนล่ะ” โมโมะถามขึ้นเมื่อเห็นว่าอยู่กันไม่ครบ

“นายอนแวะไปชมรมน่ะ จีฮโยเลยไปเป็นเพื่อน”

“อ๋อ”

“จะว่าไป นายอนดูเครียดๆนะ ไม่เคยเห็นนายอนคิ้วขมวดตอนช่วงสอบเลย”

“ข้อสอบยากไปล่ะมั้ง เดี๋ยวนี้ครูแม่งอัพเกรดความยากไปเพื่อไรไม่รู้” โมโมะแอบสบตาจองยอนแล้วถามทางโทรจิตว่า‘มึงรู้เรื่องนี้มั้ย’ แน่นอนว่าจองยอนส่ายหัว

“ตายยากจริง พูดถึงปุ๊บมาปั๊บ” ทุกคนในวงเหลียวมองสองคนสุดท้ายกำลังเดินมาทางนี้

“ที่เต็มยังเนี่ย” ปาร์คจีฮโยถามขึ้น

“ที่ข้างจองยอนยังว่างอยู่น่ะ ไปนั่งสิ” แชยองชี้ จองยอนตาเหลือกหันไปมองข้างๆซึ่งเพื่อนสนิทตนนั่ง ยังมีช่องว่างคั่นกลางอยู่จริงด้วย พลางมองหน้าโมโมะว่าจะทำยังไงดีซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่รู้เหมือนกัน

“แต้งกิ้ว” กลายเป็นจีฮโยเองที่มานั่งเสียบช่องว่างนั่นแทน สรุปนายอนก็นั่งตรงข้ามเขาซึ่งมองหน้ากันง่ายกว่าอีก

 

เอาว่ะ เกร็งไม่แพ้กัน

 

“ครูโจวกะจะให้พวกชมรมไปส่งรุ่นพี่น่ะสิ” นายอนหมายถึงโจวจื่อวี่ ครูประจำชมรมหมากล้อม ซึ่งจบเทอมนี้ เมียวอิ มินะ เด็กแลกเปลี่ยนพ่วงตำแหน่งรองประธานชมรมจะบินกลับประเทศญี่ปุ่น

“งี้เธอต้องถือดอกไม้ไปให้พี่เขาแน่ๆอ่ะดิ วิ้ววว” ดาฮยอนกับแชยองที่ไม่รู้เรื่องของเราจึงแซวเพื่อนกันสนุก หารู้ไม่ว่ามีสี่คนกำลังเกร็งกิเดสขึ้นมาดื้อๆ โมโมะที่ว่าบ่นหิวตอนแรกตอนนี้เหมือนกรามแข็งแทบเคี้ยวเส้นผัดไทไม่ได้ จีฮโยเองก็เหลือบมองจองยอนสลับกับนายอน ส่วนนายอนต้องปั้นหน้าทำเหมือนไม่มีอะไร

“ก็ต้องงั้นแหละ ทำเป็นมารยาทอ่ะ”

“ไม่ใช่มารยาทสิ ความรักไงๆ”

“หยุดชิปสักทีเถอะ! ถือว่าขอร้อง”

“อ่ะแหน๊~~~ เขินอ่ะดิ”

“ว้อยยยยยย!!!!!” ขณะที่นายอนกำลังรับมือเพื่อนตัวเล็ก จองยอนก็วางตะเกียบและพับก๋วยเตี๋ยวแห้งที่พร่องไม่ถึงครึ่งห่อ แล้วลุกขึ้นยืน

“ไปละ ฉันอิ่มแล้ว”

“เอ้า แดกแค่นั้นเดี๋ยวก็หิวตายหรอก” โมโมะท้วง ตอนนี้ทั้งวงงงปนอึ้ง

“มันไม่อร่อยอ่ะ”

“ไม่อร่อยก็ต้องกินเว้ย วันนี้เลิกเย็นเลยนะ”

“กลัวไร แดกข้อสอบไง” จองยอนเก็บขยะอย่างรวดเร็วและตีแหกจากวงข้าวไปเลย

“เฮ้ย! มันแดกไม่ด้ายยย!!!! เฮ้ย ไอ้จอง!!!” โมโมะตะโกนตามอย่างเหนื่อยใจทั้งที่รู้ว่ามันไม่ฟัง พอดื้อก็งี้

“จองยอนเค้าหงุดหงิดอะไรอ่ะ” แชยองถามอย่างไม่เข้าใจ ตอนนี้คนตัวเล็กสองคนงงเป็นไก่ตาแตก

“สงสัยวันนี้กับข้าวไม่อร่อยมั้ง มันเลยเซ็งๆ” โมโมะตอบเบี่ยงๆไป

“.........” นายอนนิ่งเงียบ ทำไมเธอจะไม่รู้ล่ะว่าสาเหตุมันคืออะไร ก๋วยเตี๋ยวแห้งร้านนั้นจองยอนชอบมันมากจนแนะนำให้เธอไปลองกิน ไม่มีทางเทง่ายๆแบบนี้หรอก

 

 

 

จองยอนกวักน้ำล้างหน้าจนใบหน้าเปียกไปหมด จำใจทิ้งของโปรดไปก็รู้สึกเสียดายขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นก็กินไม่ลงอยู่ดี เก็บไว้กินตอนเย็นก็บูดอีก ช่างเถอะ...ทนหิวสักหน่อยละกัน

 

ติ้ง! เสียงแจ้งเตือนจากแอพพลิเคชั่นแชทดังขึ้นสงสัย จองยอนหยิบออกจากกระเป๋ากระโปรงพลางคิดว่าเพื่อนสนิทคงตามหา ปรากฎว่า

 

 

‘ทำไมกินข้าวนิดเดียว’

 

 

ไม่ใช่ซะงั้น

 

 

‘ไม่หิวน่ะ’

‘ไหนว่ามันไม่อร่อย’

 

‘มันก็ไม่ต่างกันแหละ’

 

‘แวะสหกรณ์ซื้อไรกินด้วย’

 

‘บอกว่าไม่หิวไง’

 

‘จองยอน’

‘ไม่ดื้อสิ’


 

“ให้ตายสิ”

มาไม้นี้อีกแล้ว

 

 

‘ไม่มีเวลาหรอก ฉันต้องไปอ่านหนังสืออีก’

 

‘ก็มาอ่านกับพวกฉันไง’

 

‘ลืมไปรึเปล่าว่าฉันชอบอ่านคนเดียว’

 

 

 

แชทขึ้นว่าอ่าน แต่ไม่มีอะไรตอบกลับมา

นั่นสินะ มูฟออนแล้ว ต้องทำให้ได้

ฉันไม่อยากแพ้เธอตลอดไปหรอกนะ

 

 

 

 

 

ครูดดดดดดด

 

เสียงดูดกล่องนมดังไปทั่วบริเวณระเบียงหน้าห้องสอบ ไม่ต้องเกรงใจใครเพราะเวลานี้ทุกคนต่างอยู่ห้องสมุดกัน

 

“อยู่นี่นี่เอง” เพื่อนสนิทเดินมาหาแล้วยื่นของบางอย่างให้

“ไรอ่ะ?”

“แหกตาดูสิ” จองยอนรับมา เป็นนมถั่วเหลืองยี่ห้อเดียวกับที่เขากำลังดื่มอยู่

“มึงซื้อมาให้กูเหรอ”

“เปล่า นายอนซื้อมาแล้วฝากให้มึง”

“..........”

“คืนเหอะ กูกินไปแล้ว” เขย่ากล่องเปล่าที่ดูดจนยับให้เพื่อนสนิทดู ไม่ได้จ้อจี้เพราะเขาก็เพิ่งซื้อจากสหกรณ์มา

“รับๆไว้เหอะน่า”

“ไหนว่าอยากให้กูมูฟออน”

“กูทิ้งก็ได้อ่ะ”

“อย่าเลยว่ะ กูเสียดายของ”

“อิสัส! มึงจะเอาไงเนี่ย!!”

“..........” จองยอนเองก็สับสน โมโมะเห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจ

“เออๆๆ อยากกินก็กิน ไม่กินก็ทิ้งไปละกัน” เอากล่องนมยัดใส่ช่องเก็บของข้างกระเป๋าแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ทิ้งให้จองยอนมองเหม่อไปนอกระเบียง

 

 

ถึงจะหัวไม่ดี แต่เขาก็จำได้นะว่า ตอนสอบกลางภาค นายอนไม่ทิ้งเขาไว้คนเดียวแบบนี้ เธอเคี่ยวเข็ญให้เขาอ่านหนังสือแถมจัดตารางให้ด้วย

 

 

‘วิดีโอคอลกัน’

 

‘เห จะดีเหรอ?’

 

‘เธอบอกว่าอ่านหนังสือไม่เข้าหัวไม่ใช่เหรอ’

 

‘มันก็จริงอ่ะ’

‘แต่จะกวนเธอแย่เลยอ่ะดิ’

 

‘จะกวนฉันได้ไง ฉันเป็นคนชวนเธอเลยนะ’

‘หรือเธอไม่สะดวก’

 

‘เปล่าๆๆ’

‘แต่มันแบบ...’

 

‘??’

 

‘ฉัน...ไม่ค่อยชินกับการวิดีโอคอลอ่ะ’

‘ขอโทษนะTT’

 

‘ไม่เห็นเป็นไรเลย’

‘งั้นเปิดกล้องทิ้งไว้แล้วทำไรก็ทำ โอเคมั้ย?’

 

‘ปกติเธอทำแบบนี้เหรอ’

 

‘ก็...ไม่ค่อยอ่ะ’

‘ปกติพวกฉันจะติวเป็นกลุ่มอยู่แล้ว’

‘พออ่านคนเดียวมันก็เหงาๆหน่อย’

 

‘ถ้าเธอเหงา ฉันเปิดกล้องก็ได้’

‘แต่ห้องฉันรกนะ อย่าล้อล่ะ!’

 

‘จะพยายามนะ^^ ’

 

 

ปกติเราคอลกันเกือบทุกวัน แต่ไม่เคยเปิดกล้องเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ตอนนี้มีสอบกลางภาคจึงโหมไปกับกองหนังสือที่ต้องยัดเข้าสมอง แน่นอนว่าจองยอนขาดนายอนไม่ได้เลยล่ะ

 

ติ้ง!

 

เสียงแจ้งเตือนที่ไม่คุ้นหูซึ่งมันเตือนเวลาคนปลายทางวิดีคอลมาหา จองยอนรีบจัดผมเผ้าให้มันดูเรียบร้อยแล้วกดปุ่มเปิดกล้อง ปรากฎใบหน้านายอนพร้อมสวมแว่นตากรอบกลม ทันที่ที่เห็นจองยอนเผลอสติหลุดไปชั่วขณะ ตอนอยู่ที่โรงเรียนเธอไม่แต่งหน้าหนักก็จริง แต่พอเห็นหน้าสดแบบนี้นายอนก็สวยไปอีกแบบ

“จองยอน ได้ยินป่าว” อีกฝ่ายเรียก

“อื้อๆ ได้ยินๆ”

“ห้องรกจริงด้วย”

“เดี๋ยว ไหนว่าไม่ล้อไง”

“ไม่รู้ไม่ชี้~” นายอนโยกศีรษะไปมาประกอบคำพูด ดูน่าหมั่นไส้มากแต่จองยอนกลับมองว่าน่ารัก

“สรุปว่าเราต่างคนต่างอ่านกันเงียบๆใช่ป่าว” จองยอนถามขึ้น

“ปกติเธอติวหนังสือแบบไหนอ่ะ”

“ก็...อ่านคนเดียวแหละ”“โมโมะก็ด้วยเหรอ”

“ใช่ ยิ่งเจ้าโมะไม่ชอบให้ใครมากวนมันตอนอ่านด้วย”

“อ๋อ ทำแบบนี้จนชินแล้วสินะ”

“ใช่ มีสมาธิไปอีกแบบนะ” ใช่แหละมีสมาธิ แต่ถามว่าเข้าหัวมั้ย...ก็ไม่

“แล้วฉันมาเปิดกล้องใส่แบบนี้ เกร็งรึเปล่า”

“อ่อ...ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ปัญหาคือ...”

“.......?”

“ถ้าฉันมัวแต่มองหน้าเธอจนหนังสือไม่เข้าหัวก็แย่สิ” จองยอนบอกไปอย่างซื่อๆตรงๆแบบนั้น จู่ๆนายอนหันไปทางอื่นเฉยแต่จองยอนก็เห็นว่าเธอแอบยิ้มอยู่

“ยิ้มให้ใครเหรอ?”

“ปะเปล่า! ไม่ได้ยิ้มสักหน่อย”

“อ่อ” จองยอนพยักหน้าพลางคิดว่าตัวเองคงตาฝาดไป

“นี่ จองยอน”

“หืม?”

“มีวิธีนึงที่ทำให้เธอจำเนื้อหาได้แม่นๆนะ”

“จริงเหรอ”

“ใช่ ไม่รู้ว่าจะเวิร์คกับเธอมั้ยนะ แต่อยากลองดูมั้ย”

“เอาสิ! วิธีไรอ่ะ”

“มาติวกับฉันกันสองคนไง”

“อะ เอ๋!?”

 

 

 

 

“รอสัญญาณแล้วเริ่มทำพร้อมกันนะคะ” มินาโตะซากิ ซานะเป็นผู้คุมสอบในภาคบ่าย หล่อนเป็นครูสอนวิชาดนตรี เคยทาบทามสองสหายเข้าวงโย เห็นใจดีแบบนี้เวลาเข้าโหมดโหด เธอก็โหดใช่ย่อย จองยอนกับโมโมะเองก็กลัวจึงปฏิเสธไป

 

ข้อสอบวิชาสัตว์และพันธุ์พืชไม่มีไรยาก จองยอนเองก็พอทำได้ ทว่าเขาชะงักเมื่อเห็นโจทย์ข้อหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับเกสรดอกไม้....ดอกไม้

 

พาลนึกถึงร้านขายดอกไม้ สถานที่พบเจอของเราในวันนั้น

 

 

 

 

เป็นครั้งแรกที่เราคุยกันต่อหน้าและมีกันแค่เราสองคน แค่สองคน... เน้นคำว่า สอง—คน

จองยอนประหม่ามาก แม้ได้กลิ่นหอมของหมู่ดอกไม้ก็ไม่ทำใจเย็นลงเลย เขาใส่เสื้อแจ็คเก็ตทรงเบสบอล กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ เป็นปกติที่เวลาไปนอกบ้าน แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องเลือกชุดนานมาก(ทั้งๆที่แต่งแบบเดียวกันแต่คนละสี) ทีไปเที่ยวกับโมโมะไม่เห็นต้องทำขนาดนี้

“รอนานมั้ย?” นายอนมาถึง เธอสวมชุดเดรสสีขาวล้วน ดูน่ารักสมวัยและมันเข้ากับเธอมากๆ ทำเอาจองยอนแทบสิ้นสติกับความน่ารักของอีกฝ่าย

“มะมะไม่นานเลย!” คนตัวสูงตอบอย่างล่กๆ พอนายอนได้ยินคำตอบนั้นก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันกระต่าย จองยอนรู้สึกเหมือนหัวใจจะระเบิดอยู่รอมร่อแล้ว

 

โอ๊ย จะมีสมาธิไปติวหนังสือมั้ย

 

“งั้นไปกันเถอะ”

“อะ อื้อ” จุดหมายของพวกเราไม่ไกลจากร้านดอกไม้มากนักจึงไม่ต้องพึ่งรถสาธารณะ แดดตอนแปดโมงครึ่งก็ไม่ได้แรงมากนัก ทางที่เดินก็อยู่ในร่มแต่ใบหน้าจองยอนกลับแดงไปหมด

“ร้อนเหรอ หน้าแดงจัง” นายอนสังเกตเห็นจึงถามขึ้น

“ใช่ๆๆๆๆ ร้อนมากเลยเนอะ” จองยอนตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด แต่ท่าทางลุกลี้ลุกลนแบบนั้นทำเอาคนตัวเล็กยกยิ้มมุมปากเพราะดูอาการออก

“ค่อยยังชั่วนึกว่าเขินฉันซะอีก”

 

ถ้าเธอทำตัวน่ารักแบบนี้อีกฉันจะเป็นลมจริงๆแล้วนะ TT

 

ไม่นานนัก เราก็มาถึงหอสมุดกลางแล้ว เป็นครั้งแรกเลยที่จองยอนเข้าหอสมุดของประเทศ เพิ่งรู้ว่ารูปร่างหน้าตาเป็นแบบนี้ ทั้งใหญ่โตและทันสมัย น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ

“เพราะใหญ่แบบนี้แหละ คนเลยมาใช้บ่อย เวลาใช้ห้องส่วนตัวต้องจองล่วงหน้าเป็นอาทิตย์เลย”

“งั้นที่เรามานี่ เธอต้องลำบากจองน่ะสิ”

“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันน่ะขาประจำจนสนิทกับผู้จัดการแล้ว ถ้าคนไม่ล้นก็มีห้องให้ใช้ตลอด”

“ว้าว” นายอนเดินนำพาจองยอนไปแลกบัตรผ่านทางเข้า-ออก และพามาที่ห้องประชุมส่วนตัวขนาดเล็ก เพราะเป็นกระจกใสทั้งหมดถึงดูโล่งสบายตาถ้าต้องการความส่วนตัวมากกว่านี้ก็มีมู่ลี่อลูมิเนียมปิดไว้ไม่ให้คนนอกมองเห็น นายอนวางกระเป๋าจองที่ไว้ก่อนพาจองยอนไปเอาหนังสือ

“ฉันเพิ่งรู้นะเนี่ยว่ามีแยกห้องส่วนตัวไว้ด้วย”

“ที่โรงเรียนเราก็มีนะ เธอไม่เคยเข้าไปเหรอ” คนตัวสูงส่ายหน้า นายอนยกยิ้มอย่างนึกเอ็นดู

“เอาเถอะ เธอไม่ใช่สายนักอ่านนี่นา”

“แหะๆ”

“อ๋อ งั้นถ้าเธออยากอ่านเมื่อไหร่ก็มาได้เสมอนะ ที่นี่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงน่ะ”

“ฉันคงไม่มาอีกแล้วล่ะ....” จองยอนกล่าวอย่างห่อเหี่ยว แม้สถานที่ใหญ่โตและบรรยากาศดีแค่ไหน แต่ถ้าเต็มไปด้วยหนังสือแบบนี้มัน.....

“งั้นถ้าฉันชวนมาล่ะ เธอจะมารึเปล่า”

“อะ เอ๋” คนผมสูงหันขวับเมื่อได้ยินประโยคเชิญชวนนั่น นายอนที่กำลังหยิบหนังสือ(แล้วส่งให้จองยอนถือ)หันมามองและเอียงคอเล็กน้อยพร้อมส่งสายตาถามว่า ‘ว่าไง?’

“มะ มาสิ! ธะเธอเป็นคนชวนนี่นา”

“ดีมาก งั้นเราเริ่มติวกันเถอะ”

“โอเค!”

 

 

หกชั่วโมงผ่านไป(ไม่นับพักเที่ยงหนึ่งชั่วโมง)

 

ฟู่~~~~

 

เหมือนนายอนเห็นควันคล้ายๆเถ้าภูเขาไฟลอยจากหัวของคนนั่งตรงข้าม จองยอนนอนฟุบเอาหน้าจมกับหนังสือวิทย์ สภาพเขาเหมือนเสร็จสิ้นจากการทำสงครามมา คนตัวเล็กเห็นแบบนั้นก็นึกขำ ในการติวมาราธอนครั้งนี้ถึงจองยอนจะตามเธอช้าหน่อย แต่อดชมไม่ได้เลยว่าจองยอนทำได้ดีมาก แบบนี้ต้องเก่งขึ้นแน่ๆ

“สี่โมงเย็นละนะ กลับกันเถอะ หรือจะต่ออีก”

“ไม่เอ้าาา~~~” คนตัวสูงเงยหน้าขึ้นส่ายหน้าทำให้ผมเผ้ายุ่งเหยิง นายอนหัวเราะเบาๆพร้อมเอื้อมมือไปจับผมอีกฝ่าย

“ไม่เอาก็ไม่เอา” มือบางๆที่กำลังจัดผมให้เขา ทำเอาจองยอนนั่งนิ่งๆขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

“ไปกินไอติมกันเถอะ” นายอนลุกขึ้นพร้อมเก็บกระเป๋าและหนังสือ

“หืม?”

“เพราะเธอทำตัวดีไง”

“ใจดีแบบนี้ ฉันชักอยากลาออกมาเรียนกับเธอจริงๆจังๆแล้วสิ”

“ถ้าเธอทำงั้นฉันโกรธ”

“ง่า~ แค่พูดเล่นเองงง” จองยอนพูดเสียงอ้อนๆ เขาดูน่าหมั่นไส้จนคิดว่าถ้าเป็นโมโมะอยู่ตรงนี้ มันต้องไล่เตะตูดแน่ๆ ทว่านายอนกลับบีบจมูกเขาด้วยความมันเขี้ยว นั่นทำให้จองยอนเริ่มคิดได้ว่า‘ฟีลเตอร์เพื่อน’ กับ ‘ฟีลเตอร์แฟน’ มันแตกต่างกันแบบนี้นี่เอง

 

“อิ่มมากกก~ก”

“แหงล่ะเธอก็กินไปตั้งสองถ้วยใหญ่ๆ”

“นานๆทีได้กินอ่ะ ต้องจัดหนักๆหน่อยสิ” ระหว่างเดินกลับไปที่เดิม นายอนก้มมองดูโทรศัพท์ไปด้วย สตอรี่ของตนที่เพิ่งอัพรูปไปล่าสุดมีคนดูเยอะกว่าปกติ รูปนั้นถ่ายอวดไอศกรีมถ้วยสูงแต่ดันติดมือใครบางคนด้วย ทำให้ทั้งเพื่อนที่รู้จักและเพื่อนสนิททักกันมาเต็ม เธอจึงพิมพ์แชทตอบด้วยความขวยเขิน ทว่ารู้สึกเหมือนไม่มีใครเดินมาด้วยจึงหยุดและหันกลับไปมอง จองยอนกำลังยืนจ้องอะไรบางอย่างในร้านขายเครื่องดนตรีนิ่งๆ นายอนเห็นแบบนั้นก็สงสัยจึงเดินกลับไปหา ปรากฎว่าเป็นกีต้าร์โปร่งนั่นเอง

“อยากได้เหรอ?”

“อ๋อ เปล่า แค่คิดถึงมันเฉยๆน่ะ” เห็นคนตัวเล็กเอียงคอสงสัยแบบนั้นจึงอธิบายต่อ

“บ้านฉันก็มีกีต้าร์อยู่ เป็นของพ่อน่ะ ตอนมอหนึ่งพี่ชายโมโมะเคยพาไปเที่ยวที่ห้องซ้อมดนตรีก็เลยสนใจแต่ไม่ได้แตะมานานมากละ พอเห็นแบบนี้ก็รู้สึกคิดถึงยังไงไม่รู้”

“เธอเล่นเป็นด้วยเหรอ”

“ก็พอได้แหละ แต่อย่างว่า...มันนานจนลืมเกือบหมดแล้ว”

“งั้นเล่นให้ฉันฟังบ้างสิ”

“ฉันเล่นไม่เก่งหรอก”

“ไม่มั่นใจตัวเองอีกแล้วนะ”

“.........”

“เชื่อฉันสิ เธอทำได้แน่นอน ฉันอยู่ข้างๆเธอเองนะ” จองยอนนิ่งค้างไปเมื่อได้ยินประโยคนั้นก่อนยิ้มออกมาและจับมือของอีกคนที่วางบนไหล่เขา

“ขอบคุณนะ”

 

 

เราเดินคุยกันไปเรื่อยๆจนถึงร้านขายดอกไม้ จุดนัดพบที่เดิม ถึงตรงนี้ต้องแยกกันแล้ว…

ขณะรอรถเมล์ จองยอนเหลือบมองนายอนที่ดูเคร่งเครียดกับการแชททางโทรศัพท์ ขนาดใบหน้ามุ่ยๆแบบนั้นเธอยังดูน่ารักเลย ก่อนหันไปสนใจดอกไม้ในถังที่วางหน้าร้าน ยิ่งเเสงแดดยามเย็นต้องกลีบดอกไม้ ทำให้ดูสวยขึ้นเป็นพิเศษ

“คุณน้าคะ” คนตัวสูงเรียกหญิงสาวท่าทางใจดีและเป็นมิตร

“มีดอกไม้ดอกไหนที่มีความหมายดีๆบ้างคะ?”

“คนที่หนูอยากให้เป็นคนยังไงเหรอจ๊ะ?”

“เอ่อ…” จองยอนเกาผมพลางมองคนตัวเล็กที่ยังสนใจโทรศัพท์อยู่ “คนที่ทำให้หนูรู้สึกว่าตัวเองมีแรงบันดาลใจขึ้นมาน่ะค่ะ”

“งั้นเอาดอกนี้มั้ยจ๊ะ มีความหมายว่า ‘เธอคือแสงอาทิตย์แห่งชีวิตของฉัน’ ” เจ้าของร้านผู้ใจดียื่นดอกไม้ดอกนึงให้ จองยอนรับมาพร้อมกล่าวขอบคุณอย่างปลาบปลื้ม

 

“แม่ฉันใกล้จะมาถึงแล้วล่ะ” นายอนบอกด้วยสีหน้ากังวล ไม่ใช่เพราะแม่เธอมารับไวหรอก แต่เพราะรุ่นพี่มินะแชทมาบอกว่าหลังจากสอบกลางภาคเสร็จจะต้องซ้อมการเล่นหมากล้อมกับชมรมทุกเย็นซึ่งมีชื่อนายอนเข้าร่วมแข่งขันด้วย

“เอ่อ นายอน” จองยอนเรียกอีกฝ่ายแล้วยื่นดอกเยอบีร่าสีส้มให้ คนตัวเล็กที่กำลังว้าวุ่นใจอยู่เห็น พลันจิตใจก็สงบลงทันตา

“ฉันให้” แค่หนึ่งประโยคสองพยางค์ก็ทำเอานายอนใจเต้นขึ้นมาดื้อๆ แถมเผลอยิ้มออกโดยไม่รู้ตัว

“ขอบคุณนะ” เธอรับมาอย่างดีใจจนยิ้มแก้มปริ ไม่นึกเลยว่าจองยอนจะเป็นคนโรแมนติกขนาดนี้

“ชอบมั้ย?”

“ชอบสิ”

“แล้วคนให้ล่ะ” นายอนที่กำลังแตะกลีบดอกไม้อยู่ได้ยินประโยคนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองทันที พบกับสายตาของจองยอนที่ดูซุกซนแต่แฝงความจริงจังอยู่ เราทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ทำเพียงแค่มองตากัน

 

 

 

“ยูจองยอน”

“!?” เจ้าของชื่อตื่นทันทีเมื่อได้ยินคนเรียก ปรากฎว่าเป็นครูซานะนั่นเอง

“เธอต้องสอบวิชาต่อไปแล้วล่ะ” หล่อนกล่าวแล้วกลับไปที่โต๊ะพักครู จองยอนจึงรู้ตัวว่าเขาเผลอหลับไป แล้วเขาก็ฝัน ไม่ใช่สิ...เป็นเรื่องจริง เขาไปติวหนังสือกับนายอนแค่สองคน วันนั้นเป็นวันที่สดใสและมีความสุขมากๆ

 

และวันนั้นก็เกือบได้รู้คำตอบของนายอนแล้ว ถ้าแม่ของเธอไม่มาถึงก่อนนะ

 

ทว่าเราไม่ได้คุยถึงเรื่องนี้อีกเลย จองยอนเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่าถามแบบนั้นออกไปทำไม

 

แต่ช่างเถอะ

 

เป็นครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ที่เราไปเที่ยวด้วยกันแบบนี้ จองยอนขยี้ตาก่อนรับกระดาษคำตอบและคำถามวิชาใหม่จากเพื่อนที่นั่งหน้า เขายังไม่สร่างตื่นดีเลย โชคดีที่เหลือแค่สองวิชา ตอนนี้บ่ายสามแล้ว นมถั่วเหลืองที่ดื่มไปตอนเที่ยงก็ย่อยจนจะหมดกระเพาะละ เลิกสอบแล้วคงหิวไส้กิ่วแหง คนตัวสูงคิดในใจก่อนลงมือทำข้อสอบ ทว่าจองยอนไม่รู้ตัวเลยว่าคนที่นั่งหัวแถวเหลียวมามองเขาด้วยความเป็นห่วงตลอดเวลา

 

 

 

 

เสียงโทรศัพท์สั่นครืดๆไม่มีหยุดบนโต๊ะข้างเตียงจนจองยอนจำเป็นต้องตื่น เขาเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองลืมปิดโทรศัพท์ก่อนนอน เวลาสิบเอ็ดโมงแดดก็ส่องเต็มที่ โชคดีที่แม่ไม่อยู่ไม่งั้นเขาคงโดนบ่นหูชาแหง ปรากฎว่าโมโมะเพื่อนสนิทส่งแชทมาจนเด้งเต็มหน้าจอไปหมด

 

‘เป็นเหี้ยไรเนี่ย’

 

‘ทำไมตอบช้าวะ กูรัวไปตั้งแปดโมงละ’

 

‘เพิ่งตื่นมั้ยคะ’

 

‘ตื่นเหี้ยไรเวลานี้วะ’

‘เออ ช่างเหอะ’

‘วันนี้นายอนไปไหน มึงรู้ป่ะ?’


“??” จองยอนเลิกคิ้ว

 

‘ไม่รู้ดิ’

 

‘ปกตินายอนไปไหนต้องบอกมึงตลอด ใช่ป่ะ’

 

‘เออ’

‘แต่เมื่อคืนบอกว่าไปธุระแต่เช้าเฉยๆ’

‘ตอนเช้ายังไม่ทักกูเลย’

 

‘อ่อ’

 

‘ถามทำไมวะ’

 

‘กูเห็นนายอนที่เดอะมอลล์’

‘กับพวกหมากล้อม เห็นครูโจวด้วย’

 

‘ก็คงซ้อมนั่นแหละ อาทิตย์หน้าก็แข่งแล้ว’

 

จองยอนแปลกใจเมื่อเพื่อนสนิทอ่านแต่ไม่ตอบ

 

‘เออ คงงั้นแหละ’

 

จองยอนวางโทรศัพท์แล้วนอนแผ่บนเตียง รู้สึกว่าว้าวุ่นใจตั้งแต่ลืมตาตื่นเลย นายอนไปซ้อมกับชมรมเขาก็เข้าใจดีแหละ แต่ทำไมถึงไม่บอกเขากัน พอคิดดูดีๆ เราก็แค่เพื่อนซึ่งไม่ต้องรู้จักอีกฝ่ายลึกขนาดนั้นก็ได้ ขนาดโมโมะที่ว่าสนิทจนสามารถด่าพ่อได้ยังไม่ต้องรู้ขนาดนี้ และที่สำคัญ....มีสิทธิ์อะไรไปเซ้าซี้นายอน เธอจะบอกหรือไม่บอกก็สิทธิ์ของเธอนี่นา

 

“!!!” จองยอนผุดลุกขึ้นนั่งเมื่อเห็นโนติแชทซึ่งนายอนทักมาหาเขา

 

‘เพิ่งตื่นเหรอ งี้คุณแม่ก็ดุแย่เลย’

 

‘แม่ฉันไม่อยู่น่ะ เลยตื่นสายได้ 55+’

‘ไปซ้อมเหรอ’

‘อ่า ใช่’

‘โทษที เช้านี้ฉันรีบน่ะเลยไม่ได้บอก’

 

‘ไม่เป็นไรหรอก’

‘อย่ากลับเย็นละกัน’

 

‘อื้อ’

‘เมื่อคืนเธอบอกว่าจะทำการบ้านวันนี้ใช่มั้ย’

 

‘ใช่คับ’

 

‘ฉันอาจจะตอบเธอช้าหน่อยนะ’

 

‘ไม่เป็นไรหรอก’

‘ฉันตั้งใจว่าจะทำการบ้านเองน่ะ’

 

‘อืม...’

‘ถ้าไม่รู้เรื่องอะไร ก็ถามฉันได้ตลอดเลยนะ’

 

‘กวนเธอแย่เลยนะ’

 

‘ไหนว่าไม่คิดแบบนี้แล้วไง’

 

‘อืม โอเค เข้าใจแล้ว’

 

 

ถึงรับปาก แต่จองยอนก็ตั้งใจทำการบ้านด้วยตัวเอง อันไหนที่ไม่รู้ก็พยายามค้นหาด้วยตัวเอง บางอย่างก็จนปัญญาจริงๆจึงไปถามโมโมะ แน่นอนว่าเพื่อนตัวดีพิมพ์ตอบว่า‘ไปถามกูเกิ้ลนู่น!!!’ อืม ช่างแตกต่างกับคนตัวเล็กซะจริง

สอบกลางภาคครั้งที่แล้ว เพราะได้นายอนช่วยเข็น เกรดเขาจึงอัพขึ้นแบบก้าวกระโดด แม้กระโดดไม่ไกลมากแต่ก็ทำให้พ่อแม่อารมณ์ดี โดยเฉพาะหัวหน้าครอบครัวอย่างคุณนายยูฉลองด้วยชาบูเลยทีเดียว ปลายภาคนี้จึงมีไฟฮึดขึ้นมา แต่อุปสรรคก็คือ...นายอนไม่ว่าง

จองยอนฟุบโต๊ะอย่างเหนื่อยอ่อน พอไม่ได้คุยกับนายอนก็รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง ตั้งแต่ตอนไหนกันนะที่เขาเอาตัวไปผูกติดกับยัยเนิร์ดหน้ากระต่ายคนนั้น ไม่ทันรู้ตัวเลย

 

ตอนนี้ก็เย็นแล้ว นายอนยังไม่บอกเลยว่าเธอกลับรึยัง จองยอนจ้องสมาร์ทโฟนที่ยังแน่นิ่งจนเผลอคิดว่าตัวเองปิดเสียงรึเปล่าถึงเงียบขนาดนี้ ทันใดนั้นแจ้งเตือนจากแอพนึงดังขึ้นทำเอาคนผมสั้นสะดุ้ง แอพพลิเคชั่นแชร์รูปชื่อดังซึ่งจองยอนไม่เคยคิดเล่นเลยแต่พอนายอนชวนก็ลองๆดูบ้าง ก็ไม่สนุกเหมือนเกมหรอกแต่ไถๆส่องรูปเก่าๆของคนตัวเล็กก็เพลินไปอีกแบบ

 

คราวนี้อิมนายอนไม่ได้อัพรูป แต่เธอโดนแท็กในรูปต่างหาก


“.........” รุ่นพี่มินะอัพรูปไปกินเค้กกับนายอนที่คาเฟ่กันแค่สองคน จองยอนเองฟอลโล่วรุ่นพี่เป็นมารยาทเท่านั้น แน่นอนว่าเห็นรุ่นพี่แสดงความรู้สึก‘ชอบ’ ออกมาบ่อยๆ มันก็ทำให้เกือบทั้งโรงเรียนรู้ว่ารุ่นพี่มินะชอบรุ่นน้องคนนี้และไม่เคยปิดบังความรู้สึกที่มีต่อเธอ

 

แต่ความรู้สึกของเราทั้งคู่ กลับคลุมเครือจนมองไม่เห็น

 

สถานะของเราที่คุยกันซึ่งมีแค่โมโมะและจีฮโยเท่านั้นที่รู้ เราคุยกันมาหกเดือนแล้ว แต่ใช่ว่าอะไรจะชัดเจนขึ้น ต่อหน้าเราทำเหมือนไม่รู้จักกัน กลับกันบทสนทนาในโทรศัพท์ก็สม่ำเสมอ ไม่มีขาดตก ทว่าตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว....

 

แค่ ‘คนคุย’ คงไม่มีสิทธิ์ไปมากกว่านี้แล้ว

 

 

จองยอนนิ่งไปขณะมองรูปนั้น แล้วโมโมะก็ทักมา

 

‘เห็นยัง’

 

‘เออ เห็นแล้ว’

 

‘มึงจะทำไงต่อวะ’

 

‘กูจะทำไรได้อ่ะ’

‘ปกติก็เป็นเพื่อนกันอยู่แล้วป่ะวะ’

 

 

สถานะเราคือเพื่อนกัน แต่ต่างคนต่างรู้ว่าการกระทำมันไม่ใช่ มีเพียงแวบนึงที่เราคิดเข้าข้างตัวเอง...เพียงแค่แวบเดียว

 

 

‘การบ้านเป็นไงมั่ง’

 

‘ฉันสบายดี’

 

 

รู้ว่าตอบไม่ตรงคำถาม แต่อยากบอกเธอให้รู้ไว้ว่าฉันสบายดีจริงๆ

 

 

 

 

“วิชาสุดท้ายแล้วเว้ยยยยยย!!!”
“กรุณาอยู่ในความสงบค่ะ! ไม่งั้นครูจะไม่แจกข้อสอบ” ครูซานะกล่าวเสียงเข้มนั่นทำให้นักเรียนทุกคนเงียบได้ดั่งใจ เมื่อครูสาวพอใจจึงเริ่มลงมือแจกข้อสอบ จองยอนรับข้อสอบวิชาสุดท้ายมา หลังจากสอบวิชานี้เสร็จก็เป็นไทแล้ว

 

 

 

เพจของโรงเรียนโพสต์รูปพิธีรับเกียรติบัตรหน้าเสาธงให้ครูที่ปรึกษาและนักเรียนที่ไปแข่งกีฬาหมากล้อมแล้วได้รางวัลชนะเลิศกลับมาเป็นหน้าเป็นตา แน่นอนว่ามีรูปของอิมนายอนด้วย จองยอนจ้องมองรูปนั้นที่ตัวเองเซฟลงเครื่องแล้วขำกับใบหน้าของอีกคนที่เกร็งกิเดสสุดชีวิต ช่างตลกและน่ารักไปพร้อมๆกันเลย

 

‘ตลกเหรอหน้าฉันอ่ะ’

 

อิมนายอนตอบกลับมาหลังจากเขาส่งรูปและข้อความล้อเลียนไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว

 

‘นิดนึง มั้ง’

‘ 5555’

 

สิบนาทีผ่านไป นายอนยังไม่ตอบกลับ

จองยอนเริ่มรู้สึกว่าไม่สนุกซะแล้ว

 

 

‘เธอไม่ชอบเหรอ ฉันขอโทษนะ’

 

‘เปล่าๆ’

‘โทษทีนะ ตอนนี้ฉันไม่ว่าง’

 

‘อ่อ ฉันกวนรึเปล่า’

 

‘ไม่กวนๆ แต่ฉันตอบช้านะ’

 

‘ไม่เป็นไรหรอก เธอทำธุระไปเถอะ’

 

‘โทษทีนะ ฝันดีล่วงหน้า’

 

‘ฝันดี’

 

 

จองยอนวางโทรศัพท์อย่างเหนื่อยอ่อน หนังสือตรงหน้าก็ไม่เข้าหัวแล้ว วันนี้เราคุยกันไม่ถึงสิบประโยคด้วยซ้ำ แน่นอนว่าอาการมันผิดปกติจนแม้คนไม่สนิทยังรับรู้ได้แล้วคนที่คุยกันทุกวัน เจอหน้าทุกวันก็ไม่รู้ได้ไง ที่สำคัญ...โมเมนต์ระหว่างรุ่นพี่มินะกับนายอนก็มีมาให้เห็นเยอะกว่าแต่ก่อน

 

แค่นี้ก็รู้แล้วมั้งว่าความสำคัญที่เคยมีมันเปลี่ยนไปแล้ว

 

 

(แล้วทีนี้จะตอบกูได้ยังว่าตกลงมึงชอบนายอนจริงๆใช่มั้ย) หลังจากฟังเพื่อนสนิทระบายจบ โมโมะเค้นอีกรอบ ซึ่งเคยถามไปครั้งนึงแล้วแต่เจ้าเพื่อนตัวดีก็ปฏิเสธ แน่นอนว่าท่าทางโคตรไม่น่าเชื่อ

“อือ” จองยอนได้เสียงตบเข่าดังฉาดจากปลายสาย

(งี้ดิวะ แต่กูดูใจร้ายไปเลยนะที่มาถามมึงตอนจะเสียเขาไปแบบนี้)

“มันเหมือนมีแววมานานแล้วว่าจะเป็นแบบนี้ กูก็อยากรั้งใจตัวเองไว้อยู่แหละแต่เผลอไปตอนไหนไม่รู้ คิดๆแล้วกูแม่ง...ไม่เหมาะสมกับนายอนเลยว่ะ”

(ถึงมึงจะแพ้ แต่กูไม่อยากให้มึงคิดแบบนั้น จริงอยู่ว่านายอนไม่ชอบมึงในฐานะแฟน แต่ฐานะเพื่อนก็อาจจะไม่ใช่ป่ะวะ)

“กูไม่ได้อยากเป็นเพื่อนมั้ยยยย”

(จ้าาา พวกเฟรนด์โซน)

“เฮ้ออออ~~~ออ”

(ฮ่าๆๆๆๆ พยายามละกัน แล้วจะเอาไงต่อ พรุ่งนี้ทักไปคุยอีกมั้ย)

“ไม่รู้ว่ะ ตอนนี้โฟกัสเรื่องอ่านหนังสือก่อน พรุ่งนี้สอบแล้ว”

(เห้ย เอาจริงดิ ไม่มีนายอนช่วยเข็นมึงทำได้จริงดิ)

“วันไนท์มิราเคิลไงมึง กูต้องพยายามด้วยตัวเอง ถึงกูเป็นหมา แต่ต้องไม่เป็นหมาเรื่องเรียนโว้ย”

(อื้อหือออออ ปากดีสมกับเป็นเพื่อนกู)

“ไอ้สัด”

(ฮ่าๆๆ เอาเป็นว่าสู้ๆละกันมึง)

 

 

แต่ก็ไม่มีอะไรอยู่ในสมองเลย....จองยอนเริ่มเข้าใจความรู้สึกที่โมโมะอยากกินหนังสือเข้าไปแล้ว เขาคุ้นชินกับการมีนายอนอยู่ข้างๆ พอไม่มีก็เหมือนกับปิดสวิตช์ความจำ เขานั่งไถแอพแชร์รูปชื่อดังไปเรื่อยๆจนเห็นแอคของแชยองซึ่งอัพรูปไปติวหนังสือที่หอสมุดครบแก๊ง ตั้งแต่วันนั้น เราก็แทบไม่ได้คุยกันเลย จองยอนว่าง นายอนไม่ว่าง พอนายอนว่าง จองยอนก็ไม่ว่าง แชทมันจึงติดๆขัดๆหรือต่อบทสนทนาในเช้าวันใหม่ และสั้นลงทุกที จนเผลอคิดว่าช่วงแรกๆที่สวยงามนั้นหายไปไหนกัน

 

อะไรไม่รู้แต่กูต้องสอบพรุ่งนี้แล้วจ้า

 

“เฮ้อออออ~~~~” คนผมสั้นเอนศีรษะหนุนกองหนังสือที่ตั้งสูง จะผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ยังไงกันนะ

 

 

 

 

“ใช้เวลาปิดเทอมให้เป็นประโยชน์นะทุกคน รักษาเนื้อรักษาตัวด้วย”

“ขอบคุณค่ะ/ครับคุณครู” หลังจากทุกคนสอบเสร็จเรียบร้อย ดวงอาทิตย์ก็ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว แม้ว่าตำนานลี้ลับในโรงเรียนจะมีเพียบ แต่นักเรียนชั้นมอห้า(ที่ขึ้นชั้นมอหกในเทอมหน้า)ที่สอบวันนี้มีเยอะกว่า แถมประเด็นหลังสอบเสร็จคือสถานที่ที่เลี้ยงฉลอง แน่นอนว่าคาเฟ่แถวนี้โดนจองที่จนเต็มไปหมดแล้ว

“กูไปก่อนนะเว้ย พ่อมารอละ” โมโมะรีบร้อนเก็บกระเป๋าเตรียมสตาร์ทฝ่าฝูงชน เนื่องจากพ่อเขาเฮี้ยบมาก มาช้าอาจจะโดนดุได้

“เออๆ กลับดีๆ เสาร์นี้เจอกัน” จองยอนหมายถึงเสาร์นี้ที่มีนัดไปกินชาบูที่ห้างกัน พอโบกมือลาเสร็จโมโมะก็โกยอ้าวเหมือนหนีซอมบี้ ทิ้งให้เพื่อนสนิทสะพายกระเป๋าโดยไม่รีบร้อน

“โห คนเยอะจังวะ” จองยอนกะจะแวะเข้าห้องน้ำสักหน่อยแต่ชั้นไหนๆก็คนเต็มทุกห้องจึงตัดสินใจไปเข้าห้องน้ำนอกตึกแทน

 

 

แม้ช่วงเย็นจะดูวังเวง แต่เสียงจ้อกแจ้กจากเหล่าบรรดานักเรียนก็คลายความกลัวไปได้ จองยอนเดินห่างจากฝูงชนเพื่อมาเข้าห้องน้ำอย่างที่ตั้งใจไว้

 

ทว่าห้องน้ำนั้นอยู่ที่เดียวกับห้องชมรมหมากล้อม แต่คงไม่มีใครมาหรอกมั้งเพราะแข่งเสร็จแล้ว ปิดเทอมไปแล้วด้วย เขาคิดอย่างนั้นแหละแต่ดันผิดถนัด จองยอนชะงักเท้าเมื่อเจอรองประธานชมรมยืนคุยกับใครสักคนอยู่ ถึงหันหลังให้แต่เขาก็จำได้ว่าคนๆนั้นคืออิมนายอน

 

 

“.........” ถึงไม่ได้เจอผี แต่ก็เจอดีเหมือนกัน

 

 

แม้อยู่ไกลพอสมควรจนไม่ได้ยินบทสนทนาแต่ใบหน้าเปื้อนยิ้มของรุ่นพี่มินะก็พอทำให้จองยอนพอเดาออกว่าคุยเรื่อง ‘อะไร’ กัน

 

เหมือนถูกตีหัวจนสมองหลุดยังไงไม่รู้

 

จองยอนค่อยๆถอยออกมาไม่ให้ทั้งสองคนรู้ตัวแล้วก้าวเท้าวิ่งเพื่ออยากไปให้ไกลจากตรงนี้ที่สุด

 

ไกลจากคนใจร้ายอย่างเธอ

 

 

 

 

 

 

พอถึงบ้าน จองยอนก็ล้มฟุบบนเตียงในห้องนอนทั้งมืดๆแบบนั้นแหละ

 

หมดแรงจัง เป็นวันปิดเทอมที่แย่ที่สุดเลย

 

ก่อนสอบสมองโล่งยังไง พอสอบเสร็จโล่งอย่างนั้น

 

หัวใจก็โล่งเหมือนกัน

 

“เฮ้อ~” เจ้าของเตียงถอนหายใจแล้วซุกใบหน้าลงกับหมอน อยากจะหลับมันซะตอนนี้ ถ้าไม่ติดว่าคุณนายยูเปิดประตูผ่างเข้ามาดื้อๆ จองยอนยกหัวมองผู้เป็นแม่ซึ่งกำลังยืนเท้าเอวอยู่หน้าประตู

“ทำไมไม่เปิดไฟฮะยูจองยอน”

“อย่าเพิ่งบ่นสิแม่ มีไรเนี่ย” จองยอนงง ร้อยวันพันปีไม่เคยมาแว้ดๆในห้องแบบนี้ยกเว้นตอนเขาตื่นสายอ่ะนะ

“ไม่ได้ยินรึไง เรียกจนคอจะแตกแล้วเนี่ย แล้วทำไมไม่ถอดถุงเท้าออกก่อนขึ้นเตียงฮะ!?!”

“โอ๊ยยยย หนูไม่ได้เอาเท้าวางบนเตียงสักหน่อย”

“ช่างเถอะ แต่งตัวให้เรียบร้อย และลุก! ลงไปข้างล่าง! เดี๋ยว—นี้!!

 

 

จองยอนลงมาทั้งหัวกระเซิงแบบนั้นแหละ ชุดนักเรียนก็ไม่เปลี่ยนแค่ถอดถุงเท้าออก เดินเข้าห้องรับประทานซึ่งมีเตาปิ้งย่างไฟฟ้าตั้งกลางโต๊ะ รอบๆมีหมูหมักพริกไทย หมูหมักงา หมูหมักๆๆๆใส่กะละมังอย่างละใบ ไหนจะบรรดาของทะเลอีก บรรลุเลยว่าเรียกให้ลงมากินหมูกระทะนี่เอง แต่ดูมันเยอะไปมั้ย?...วันนี้อยู่บ้านกันแค่สองคนเพราะพ่อไปเข้าเวรซะด้วย

“แม่ ทำไม—” / “เชิญทางนี้เลยค่าาา” ไม่ทันจองยอนจะพูดครบประโยค แม่เขาก็เชิญใครมาไม่รู้จากห้องรับแขก คนแรกเป็นผู้หญิงวัยคราวเดียวกับแม่เขา จองยอนก็สวัสดีทักทายตามประสาเด็กมีมารยาท ทว่าคนที่สองที่เดินตามหลังมาทำเอาเขาตกใจจนแทบตาเหลือก คนที่เขาหนีมาแทบตายแต่ไม่เคยคิดว่าจะเจอกันที่นี่ ที่บ้านของเขาเอง

 

อิมนายอน!!!
 

จองยอนใบ้รับประทาน ตัวแข็งไปหมดเหมือนท่อนไม้ เขาทำตัวไม่ถูกมากๆแตกต่างกับนายอนที่มีท่าทีสบายๆ เธอส่งยิ้มให้ลูกสาวเจ้าของบ้านก่อนเดินไปนั่งข้างๆแม่ของเธอ

“เอ้า จองยอน มากินเร็ว บ่นหิวไม่ใช่เหรอ” คุณนายยูเรียก จองยอนได้สติแล้วรีบกุลีกุจอมาที่โต๊ะอาหาร ถึงอย่างนั้นก็เถอะยังไม่หายแบลงค์เลย

 

แม่เผลอผ่าเอาสมองเขาไปหมักรวมกับหมูด้วยป่ะวะ

 

“โตกว่าที่คิดนะเนี่ย ตัวสูงกว่านายอนซะอีก” พอหมูลงเตา คุณนายอิมเปิดประเด็นเรื่องลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน
“ฮู้ยยยย กว่ามันจะสูงแบบนี้ บังคับกินนมได้ยากได้เย็น” แน่นอนว่าต้องโดนแม่ตัวเองเผา จองยอนคีบหมูเข้าปากอย่างเกร็งๆ แหงล่ะอิมนายอนนั่งตรงข้ามเขาเนี่ย

 

ทั้งสี่แม่ลูกพากันกินหมูกระทะพร้อมเล่าเรื่องต่างๆไปด้วย จองยอนพอจับได้ใจความว่าแม่เขากับแม่นายอนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยสาวๆละ ก็ห่างเหินกันไปตามกาลเวลาจนวันนึงมาโคจรพบกันโดยบังเอิญ บังเอิญแบบบังเอิ๊ญบังเอิญ

 

โลกแม่งกลมจนน่ากลัว

 

“นายอนก็เคยพูดถึงหนูจองยอนบ่อยๆ แวบแรกก็คิดว่าเป็นลูกเธอแต่ไม่นึกว่าจะใช่จริงๆ” คุณนายอิมพูดอย่างดี๊ด๊า ส่วนนึงที่เพื่อนคู่นี้หากันเจอก็เพราะนายอนพูดถึงจองยอนบ่อยๆ

“.........” จองยอนเคี้ยวชิ้นหมูด้วยท่าทางนิ่งๆ พยายามไม่สบตากับคนตรงข้าม ไม่นึกว่านายอนเล่าเรื่องของเขาให้แม่เธอฟังด้วย จู่ๆรู้สึกใจเต้นขึ้นมาดื้อๆที่ตัวเองมีความสำคัญขึ้นมา

“เหมือนตอนกลางภาคลูกก็ไปติวข้างนอกนี่ แม่นึกว่าโมโมะเป็นคนชวน” ลูกสาวส่ายหน้าเป็นคำตอบให้แม่รู้ ไม่ว่ายังไงเจ้าคนติสท์นั่นไม่มีทางไปข้างออกตอนใกล้สอบแบบนี้หรอก

“อ้อใช่ จำได้ว่านายอนเคยชวนเข็นเพื่อนคนนึง เป็นหนูจองยอนนี่เอง”

“ค่ะ หนูเองแหละ” จองยอนยิ้มรับตามมารยาท

“หนูนายอนคงเหนื่อยเลยนะที่เจอคนบื๊อๆแบบนี้น่ะ”

“แม่อ่าา~า” จองยอนส่งเสียงงอแงทำเอาทุกคนหัวเราะครืน แม้กระทั่งนายอนที่พยายามเก็บอาการเต็มที่ก็ยังกลั้นไม่อยู่

“งี้จะไม่ลำบากตอนเข้ามหาลัยเหรอ?”

“ฉันไม่ค่อยซีเรียสหรอก เห็นแบบนี้ก็เก่งดนตรีนะ เล่นได้หลายอย่างเลย”
 

 

ขณะคุณนายกำลังเม้ามอยกัน เปิดโอกาสให้คนแพ้กุ้งแอบคีบกุ้งมาหวังจะเคี้ยวให้เต็มปากเต็มคำ แหงล่ะ ถ้ามนุษย์แม่รู้มีหวังโดนบ่นหูชาแน่ แน่นอนว่าจองยอนต้องใช้โอกาสนี้ให้เต็มที่ อาการไม่หนักเท่าไหร่หรอกกินยาเม็ดเดียวก็หาย ทว่าขณะกำลังแกะเปลือกก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาดื้อๆ ไม่ใช่มาจากแม่ของเขา แต่มาจากคนตรงข้ามต่างหาก จองยอนสบตากับนายอน แค่แวบเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องเขาและส่งสายตาเย็นๆอย่างไม่พอใจมาให้

 

แต่เขาไม่สนหรอก อิมนายอนน่ะไม่มีอิทธิพลกับหัวใจเขาแล้ว

 

จองยอนปล่อยเบลอแล้วลงมือแกะกุ้งต่อ ยิ่งแกะใกล้เสร็จความเย็นเยือกนั่นยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนยูจองยอนเผลอคิดว่าห้องรับประทานมีน้ำแข็งเกาะแล้ว

“แม่จ๋า หนูแกะกุ้งให้~~” สุดท้ายก็ยกกุ้งทั้งหมดไปให้คุณนายยูแทน พอจองยอนยอมแพ้ รังสีเย็นๆนั่นก็หายไป

 

คนตัวสูงแอบถอนหายใจใส่ตัวเองที่แพ้นายอนทุกที

 

 

 

 

พอกินเสร็จแล้วก็คุยกันต่อ คุณแม่ก็ไปคุยในห้องรับแขก ส่วนลูกสาวนั้น...ไม่มีอะไรจะคุย

 

จองยอนออกมาให้อาหารปลาหางนกยูงในบ่อหน้าบ้านซึ่งเป็นกิจวัตรหลังเลิกเรียน เขาโปรยอาหารเม็ดสีๆอย่างใจลอยโดยไม่รู้ว่ามีใครบางคนเดินมานั่งชิงช้าไม้ ซึ่งก็อยู่ข้างหลังเขา
“ให้เยอะแบบนั้นปลาจะอืดท้องเอานะ” นายอนเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน จองยอนปิดฝาขวดและปัดเศษอาหารที่ติดมือตัวเองออก

 

เป็นครั้งที่สองที่เราคุยกันแบบต่อหน้า แต่หลังจากห่างบทสนทนากันไปนาน

เราอาจจะไม่สนิทเหมือนก่อหน้านี้แล้วก็เป็นได้

 

“ไม่ยักรู้ว่าเธอพูดถึงฉันให้แม่ฟังด้วย” จองยอนชวนคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัด แต่กระนั้นก็ไม่หันไปมองหน้าอีกคน

“เล่าเรื่องเพื่อนตัวเองผิดตรงไหนกันล่ะ”

“อืม‘เพื่อน’ สินะ”

“ทำไมเหรอ?”

“เปล่าหรอก”

“เธอต้องมีอะไรแน่ๆสิจองยอน” นายอนเห็นอาการแบบนั้นพลันนึกถึงตอนมื้อเที่ยงที่อีกฝ่ายเดินหนีไปดื้อๆ

“บอกว่าเปล่าก็เปล่าสิ” ตอนนี้ชักเริ่มไม่อยากคุยซะละ จองยอนอยากเดินเลี่ยงไปไกลๆ อยากหนีขึ้นไปอยู่บนห้องนอน ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่เจออิมนายอน

“อย่ามาโกหกฉันสิ ฉันรู้จักเธอดีนะ”

“...........”

“จองยอน”

“เธอสนใจฉันทำไมกันล่ะ เธอควรสนใจรุ่นพี่คนนั้นมากกว่านะ”

“!?” คนตัวเล็กเลิกคิ้ว “รุ่นพี่? เธอหมายถึงรุ่นพี่มินะน่ะเหรอ?”

“..........” จองยอนเลี่ยงไม่พูดออกมา แต่เห็นใบหน้ามุ่ยๆเหมือนแมวงอนแบบนั้นนายอนก็รู้คำตอบแต่อยากลองแหย่ดูอีก

“ทำไมเหรอ หึงฉันกับรุ่นพี่เหรอ”

“ไม่ใช่เรื่องตลกนะนายอน” สีหน้าของจองยอนดูออกว่าไม่ชอบใจเอามากๆ

“โทษที ไม่นึกว่าเธอจะจริงจังขนาดนี้”

“ใช่ เธอคงไม่นึกว่าฉันจริงจังขนาดไหน คงมีแค่ฉันฝ่ายเดียวที่จริงจังล่ะสินะ”

“..........” นายอนสลดลงที่เห็นอีกคนไม่เล่นด้วย “จองยอน...เธอเป็นอะไร”

“ช่างเถอะ อย่าใส่ใจดีกว่า” จองยอนเองเห็นสีหน้าแบบนั้นก็ใจกระตุกจึงหันหน้าหนีไม่ยอมมอง

“คุยกันให้รู้เรื่องกันสิ ฉันอยู่ตรงนี้แล้วนะ” ยิ่งได้ยินน้ำเสียงอ้อนวอนแบบนั้น เขาก็ยิ่งเจ็บขึ้นไปอีก

“นายอน มันไม่จำเป็นแล้วล่ะ” จองยอนจึงตัดสินใจหันหน้ามาคุยกันตรงๆ อยากให้มันจบๆไปเลย

“ฉันดีใจนะที่มีเธออยู่ในชีวิต เธอดีกับฉันมากจริงๆ แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วล่ะ”

“..........” คนตัวเล็กนิ่งไป เธอจ้องหน้าอีกคนอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

“ฉันเห็นเธอกับรุ่นพี่อยู่ด้วยกันตลอด...” จองยอนหยุดพูดไปเพื่อตั้งสติก่อนเอ่ยออกมา “ช่างเถอะ นึกย้อนไปมันก็เท่านั้น ต่อจากนี้ก็พอเถอะ ฉันทำข้อสอบได้ จำคำศัพท์ได้ อ่านหนังสือคนเดียวได้แล้ว แล้วเรื่องที่เธอพูดถึงฉันให้แม่เธอฟังบ่อยๆ...ก็ยอมรับว่าดีใจนะ แต่คงไม่จำเป็นแล้ว”

“เพราะฉะนั้น...เธออย่ามาสนใจฉันอีกเลย ขอบคุณนะที่ผ่านมา”

“...........”

 

 

เห็นว่านายอนไม่พูดอะไร จองยอนจึงก้าวเท้าหมายจะเดินเข้าบ้าน ทว่า

 

 

“เดี๋ยว”

 

 

“โอ๊ยยยยยย!!!!!!!!”

 

จู่ๆ นายอนลุกขึ้นไปเตะหน้าแข้งของจองยอนเต็มแรงจนอีกฝ่ายล้มฟุ่บแล้วนอนกลิ้งเกลือกบนสนามหญ้า

 

“พูดบ้าอะไรของเธอกันน่ะ! ไปหัดคิดเองเออแบบนี้ได้ยังไงฮะ!?! รู้มั้ยว่าฉันลำบากแค่ไหนที่ต้องรับมือรุ่นพี่คนนั้นแถมต้องเคลียร์กองงานค้างทั้งเดี่ยวทั้งกลุ่มอีก! ไหนจะต้องอ่านหนังสือเพราะใกล้สอบแล้วมีเรื่องมากวนใจคิดว่าฉันมีสมาธิมั้ยฮะ!! ยิ่งวันนี้เห็นเธอเป็นแบบนี้อีก รู้มั้ยว่าฉันเสียใจมากขนาดไหนน่ะ!!”

 

นายอนตะโกนระบายเสียงดังจนเหนื่อยหอบ

 

“.........” ทำเอาจองยอนพูดไม่ออก

 

“ก่อนจะคิดอะไร ถามแล้วฟังคนอื่นเค้าพูดบ้างสิ! ฉันน่ะแคร์เธอคนเดียวนะ!!”

“อะ อะไรนะ?” เหมือนสมองจะแบลงค์จนได้ยินอะไรไม่ชัดละ

“อย่าให้พูดซ้ำได้มั้ย! ลุกขึ้นมาแล้วมานั่งข้างฉันเดี๋ยวนี้!” หน้าแข้งที่โดนเตะก็หายเจ็บไปในพริบตา จองยอนรีบมานั่งชิงช้าไม้ข้างๆพร้อมจ้องหน้าคนตัวเล็ก“เธอพูดจริงเหรอ?”

“ก็จริงน่ะสิ เธอไม่เชื่อฉันแล้วเหรอ”

“ปะเปล่า ก็คือ...เอ่อ...ฉันขอโทษนะ” การกระทำของจองยอนตะกี้ทำเอานายอนแทบกลั้นน้ำตาไม่ไหว

“ธะธะ เธอร้องไห้เหรอ?” เห็นร่างกายสั่นไหวแถมคนตัวเล็กยกมือปิดหน้าแบบนี้ ทำเอาจองยอนลุกลี้ลุกลนขึ้นมาทันที

“ไอ้บ้านี่! ฉันโกรธเธอมากนะรู้มั้ย!!!” เธอไม่ตอบคำถามแต่กลับระดมทุบไหล่อีกคนทั้งน้ำตา

“โอ๊ยๆๆ ขอโทษ ฉันขอโทษ” จองยอนต้องจับมือทั้งสองข้างไว้ มันไม่ได้เจ็บขนาดนั้นหรอกแต่ไม่เคยเห็นมุมนี้ของเด็กเนิร์ดแสนเรียบร้อยเลยทำตัวไม่ถูก

“ขอโทษ...ฉันผิดไปแล้วนะ” น้ำเสียงอ่อนโยนนั่นทำให้นายอนสงบลง ปล่อยให้อีกคนเช็ดน้ำตาให้เธอ

“ฉันก็ขอโทษเหมือนกันที่ไม่คุยกับเธอตั้งแต่แรก ปล่อยให้เธอเข้าใจผิดไปคนเดียว” นายอนค่อยๆเอนตัวซบไหล่อีกฝ่ายอย่างอ่อนแรง จองยอนนิ่งไปเมื่อได้ยินคำว่า‘เข้าใจผิด’

“แล้วที่หน้าห้องชมรมนั่นล่ะ”

“เธอเห็นเหรอ?”

“อะ อื้อ” มิน่าล่ะ นายอนรู้สาเหตุละว่าทำไมอีกคนถึงฟุ้งซ่านแบบนี้

“ฉันลืมของไว้ที่ชมรมเลยไปเอาแล้วเจอรุ่นพี่มินะพอดี พออยู่กันสองคนเค้าเลยสารภาพรักกับฉัน” เธอเล่าเหตุการณ์ในช่วงนั้นให้อีกฝ่ายฟังตั้งแต่ต้นจนจบ

 

“......” มินะแค่นยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบของคนตรงหน้า

“ขอโทษด้วยค่ะ ฉันเองก็อยากบอกพี่ตอนนี้ หวังว่าเราจะเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันนะคะ”

“ค่ะ พี่เข้าใจ”

 

“นี่เธอหักอกรุ่นพี่เหรอ!?!” จองยอนถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

“ใช่”

“ทำไมกันล่ะ พี่เค้านิสัยดีแถมเก่งขนาดนั้น”

“ก็ฉันไม่ได้ชอบเค้านี่นา”

“..........” จองยอนอ้าปากพะงาบ ขนาดรุ่นพี่เพอร์เฟคขนาดนั้นนายอนยังไม่ชอบเลยแล้วเขาล่ะ.....

“นี่ คิดไรอยู่ยะ”

“ปะ เปล่า ก็แค่...คิดว่าทำไมเธอปฏิเสธง่ายจัง เพราะพี่เค้าทำดีกับเธอบ่อยจะตายไป...เผลอๆมากกว่าฉันอีก” พูดประโยคสุดท้ายด้วยเสียงแผ่วเบา แต่บรรยากาศช่วงหัวค่ำที่สวนหน้าบ้านนี่นะ ยังไงนายอนก็ได้ยิน

“มันไม่ใช่ยังไงก็ไม่ใช่แหละ รุ่นพี่มินะน่ะ ฉันเห็นเป็นพี่สาวตั้งแต่แรกแล้ว”

“อ๋อ...แล้วเหตุผลของเธอมีแค่นี้เหรอ”

“แน่นอน ต้องมีอย่างอื่นด้วย”

“หืม?”

“ก็ฉันมีคนที่ชอบแล้วนี่นา”

 

จองยอนเผลอหยุดหายใจ

 

“อ้อ เอ้อ เคๆ” หัวตื๊อขึ้นมาดื้อๆ ทำเอาอ้ำอึ้งจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว

“รู้รึเปล่าว่าเรื่องนี้เธอรู้คนแรกเลยนะ” นายอนกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ผิดกับคนนั่งข้างๆที่ทำหน้าเหมือนแมวโกรธที่มนุษย์หลอกพาไปฉีดยา

“แล้ว...บอกฉันทำไมกัน ไม่ได้อยากรู้สักหน่อย คงเห็นฉันเป็นเพื่อนที่ดีสินะเลยบอก”

“เลิกโง่สักทีเถอะยูจองยอน”

 

เหมือนโดนตีหัวจนสมองหลุดอีกรอบ

 

“แล้วฉันต้องบอกเธอเหรอ ฉันน่ะเล่าเรื่องเธอให้คุณแม่ฟังบ่อยๆแต่ไม่เคยพูดเรื่องรุ่นพี่มินะเลยนะ”

“ฮะ? เกี่ยวกันยังไงอ่ะ”

“..........”

 

 

อยากเตะแข้งอีกข้างจริงๆ

 

 

“เฮ้อ~ ไม่ว่าเรื่องการบ้านหรือเรื่องอะไร ฉันต้องบอกเธอทุกเรื่องใช่มั้ย!?!” นายอนโพล่งเหมือนจะหมดความอดทน

“อะไรของเธอ เธออยากพูดก็พูดสิ” คนตัวสูงคิ้วหมวดด้วยความไม่เข้าใจ

“ฉันต้องพูดตรงนี้ใช่มั้ย ที่บ้านเธอเนี่ยนะ?”

“เอ้า ถ้าเธอจะพูด ฉันห้ามเธอได้ไงกันล่ะ” จู่ๆคนตัวเล็กเป็นอะไร จองยอนไม่เข้าใจตั้งแต่ตะกี้แล้ว ก่อนเหวอเมื่อจู่ๆนายอนลุกขึ้นยืนตรงหน้าเขาแล้วพูดออกมาดังๆว่า

“ฉันชอบเธอ!!”

“!!!!!”

“เนี่ย! ฉันต้องบอกคำนี้จริงๆสินะ ให้ตายสิยูจองยอน”

“ฉะ ฉันไม่คะคิดว่าเป็นเรื่องนี้สักหน่อย!”

“............”

 

นายอนเงียบ

 

“............”

 

จองยอนก็เงียบ

 

 

เราต่างยืนเกร็งด้วยความเขิน อากาศตอนหัวค่ำก็เย็นสบาย แต่จองยอนและนายอนกลับร้อนโดยเฉพาะใบหน้า คงจะร้อนพอๆกับเตาปิ้งหมูกระทะเลยล่ะมั้ง

 

“ธะ เธอชอบฉันตอนไหนกัน” เป็นจองยอนที่เอ่ยขึ้นมาก่อน

“มะ ไม่รู้หรอก ร รู้ตัวอีกทีก็...ช ชอบไปแล้ว” นายอนตอบเสียงติดๆขัดๆ รู้สึกเสียฟอร์มแปลกๆที่ต้องสารภาพรักก่อน

“............” จองยอนนิ่งไปอีกรอบ ตอนนี้คิดอะไรไม่ออกเลย

“ฉันนึกว่าฉันชอบเธอแค่ฝ่ายเดียวซะอีก”

“ใช่ที่ไหนกันเล่าไอ้บ้า”

“จองยอน นายอน”

“ค้าาาา!!!!” เด็กทั้งสองขานรับอย่างล่กๆ แม่ของพวกเธอได้ยินเรื่องที่พูดกันมั้ยเนี่ย!

“คุณนายอิมจะกลับแล้วนะ” คุณแม่ทั้งสองคนเดินมาหาด้วยสีหน้าที่ปกติ...โอเค ไม่ได้ยิน

“อ่าค่ะ” เราทั้งคู่หันมามองหน้าอย่างรู้สึกเสียดายขึ้นมาดื้อๆเพราะเรายังคุยไม่จบแถมซีนอารมณ์ก็โดนตัดอีก

“ไปก่อนนะ” นายอนแตะมือของอีกคน จองยอนเองก็จับตอบเหมือนอยากรั้งไว้อยู่

“อื้อ” แต่ต้องปล่อยมือคนรักไป นายอนโบกมือลา จองยอนทำแค่มองรถเก๋งคันเล็กจนลับตาไป

 

หัวสมองโล่งอีกแล้ว

 

“อะไรกันฮะ ทำหน้าเหมือนหนูนายอนจะไปไหนไกลนั่นแหละ ปิดเทอมโว้ยไม่ใช่ไปทางช้างเผือก” คุณนายยูแว้ดขึ้นเมื่อสีหน้าหงอยๆของลูกสาว

“บ่นอีกแล้วแม่เนี่ย!”

“ไปๆ ไปล้างจานเดี๋ยวนี้เลย”

“จ้าๆ”

 

 

 

 

อิมนายอนมองไฟสีส้มบนถนนเส้นหลักที่ส่องสว่าง ความเร็วของรถก็คงที่ทำให้เธอชมความสวยงามของวิวทิวทัศน์ในเมืองหลวงยามค่ำคืนได้เต็มตา ซึ่งภาพนี้นานทีจะได้เห็น นายอนไม่ชอบการเที่ยวที่ต้องกลับบ้านจนดึกดื่น แต่วันนี้เป็นกรณีพิเศษ...พิเศษตรงที่เธอชวนแม่ไปกินข้าวที่บ้านยูด้วยตัวเอง

นายอนเป็นเด็กเรียนที่วันๆขลุกกับหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นวิชาการหรือนวนิยาย เธอก็ชอบอ่านทั้งหมด แต่กระนั้นพ่อแม่ของเธอไม่เคยบังคับหรือกดดันในการเรียน อนุญาตให้ไปเที่ยวตามที่อยากไป โตขึ้นอยากเป็นอะไรก็ตามใจ เพื่อนๆของเธอทั้งสามคน จีฮโย ดาฮยอนและแชยองก็เป็นเพื่อนที่ดี นายอนคิดว่าตัวเองไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติมแล้ว

 

จนได้มาเจอยูจองยอน

เด็กบ๊วยหลังห้องที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่มอสี่ หนึ่งปีการศึกษาที่ผ่านมาเราไม่เคยคุยกันแม้แต่คำเดียว

 

เราทั้งต่างรู้จักกันและไม่รู้จักกัน

 

“ไม่มีเวลาแล้วนี่ รีบๆทำซะ”

 

นายอนนึกถึงบทสนทนาแรกที่เราคุยกัน

“เอ่อ..จะดีเหรอ ฉัน...ไม่สนิทกับเธอนะ”

“............” อิมนายอนนิ่งอึ้งไปพักนึง แต่ต้องรีบไปธุระจึงคุยยาวมากกว่านี้ไม่ได้

“ตอนนี้เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนละกัน รีบๆทำเถอะ”

 

เธอยอมรับเลยว่าเพราะความคิดที่ไม่เหมือนใครของอีกคนทำให้เธอเริ่มสนใจในตัวยูจองยอน ยิ่งได้คุย ได้รู้จักกันมากขึ้น ทำให้จองยอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอตั้งแต่ตอนไหนก็มิทราบ

 

อิมนายอนรู้แหละว่าตัวเองเป็นคนฮอต มีคนเข้ามาจีบมากมาย แน่นอนว่าเธอไม่สนใจใครเลย เพราะไม่ต้องการอย่างอื่นมาเติมเต็มแล้ว ทว่ามีคนนึงที่ทำให้ทุกคนที่มาจีบต่างถอยให้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเมียวอิ มินะ เด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนคนนั้นนั่นเอง เธอเป็นคนสวย นิสัยดี เรียนเก่ง ฉลาด เป็นคนในฝันของใครหลายคน

แต่สำหรับนายอนแล้ว เธอเห็นมินะเป็นพี่สาวที่แสนดีมาโดยตลอด ถึงโสดสนิทไม่มีใครแม้คนคุย แต่นายอนไม่เคยใจอ่อนเรื่องความรักให้มินะสักครั้ง

ทว่าพอมาเป็นติวเตอร์ให้เด็กบ๊วยคนนี้ เธอกลับตกหลุมรักกับความใสซื่อ ความแปลก(ในบางเรื่อง) ความคิดที่ไม่เหมือนใครของยูจองยอน เธอไม่เคยคิดเลยกว่าตัวเองชอบจองยอนแบบเกินกว่าเพื่อนได้ ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเธอมีความสุขขนาดไหนเวลาคุยกับอีกฝ่าย

 

ยิ่งอยู่ในโลกที่มีแค่เราสองคน ก็ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ จนจีฮโยจับสังเกตได้จึงยอมรับไป

 

แต่เรื่องของเราก็ไม่มีใครรู้นอกจากจีฮโย และโมโมะเพื่อนสนิทจองยอน เราแชทกัน โทรหากัน จนไปถึงขั้นวิดีคอลหากันเลยก็มี กลับกันกับรุ่นพี่มินะที่เธอไม่ได้คิดอะไรด้วย ไม่ค่อยตอบแชท ไม่ค่อยคุยกลับออกสื่อให้คนนอกรับรู้และจับจิ้นกัน ยิ่งมีการแข่งขันหมากล้อมทำให้เธอต้องขลุกกับชมรมและรุ่นพี่ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของเธอบ่อยขึ้น จึงจำเป็นต้องห่างจองยอนโดยปริยาย ถึงอย่างนั้น...นายอนก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร เธอคิดไปเองว่าจองยอนรอได้

หลังจากกิจกรรมในชมรมเสร็จสิ้นหมดแล้ว นายอนต้องเคลียร์กองงานที่คั่งค้าง แม้จะคิดถึงอีกคนมากแค่ไหนแต่การบ้านและงานกลุ่มต้องมาก่อน พอถึงช่วงสอบต้องรวมตัวกันติวหนังสือ แถมรุ่นพี่มินะก็รุกหนักขึ้นเรื่อยๆ บางเรื่องนายอนต้องตกลงเพื่อทำตามมารยาท คิดว่าหลังจบแล้วจะไปอธิบายกับจองยอนเองและเขาคงเข้าใจดีจึงไม่สนใจคำเตือน(ครั้งที่ร้อย)ของจีฮโยว่าอีกฝ่ายจะเสียใจเอา

 

แน่นอนว่าคำเตือนของที่ปรึกษาก็เห็นผล

 

วันนี้เห็นกับตาว่าจองยอนทำตัวห่างเหินและปฏิเสธเธอ นายอนยอมรับว่าเธอเสียใจมากจนจีฮโยต้องมาช่วยฮีล พร้อมแนะนำ(บังคับ)ให้บอกความจริงกับรุ่นพี่มินะและสารภาพกับจองยอนไป

 

สำหรับนายอน เป้าหมายมีไว้พุ่งชนอยู่แล้ว ถ้าไตร่ตรองว่ามันตอบรับในทางที่ดี เธอไม่ลังเลที่จะพุ่งชนไปหา

 

นายอนไม่ลังเลที่ปฏิเสธความรู้สึกของมินะ

ซึ่งอีกฝ่ายเองก็รู้คำตอบด้วยตัวเองมานานแล้วจึงยอมรับแต่โดยดี

 

สำหรับจองยอนนั้น บอกแล้วว่าต่างคนต่างรู้ตัวเองว่าชอบอีกฝ่าย แต่อีกฝ่ายจะชอบเหมือนกันมั้ย สำหรับจองยอนคงเดาใจนายอนยากเพราะเธอเล่นหายไปแบบนั้น แต่สำหรับนายอนน่ะรู้ เธอรู้มาตลอดว่าจองยอนเองก็ชอบเธอ

 

พอถึงบ้าน นายอนรีบอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อยแล้วขึ้นมานอนบนเตียงพร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทักแชทใครบางคนที่เธอต้องคุยด้วยตอนนี้

 

 

 

 

 

 

ยูจองยอนในชุดนอนลายไดโนเสาร์สีเขียวกำลังกระวนกระวายและเดินวนไปมาจนถ้ามีคนมองตามต้องเวียนหัวแน่ๆ เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นทำเอาเขาสะดุ้งแล้วกุลีกุจอไปจับโทรศัพท์ คิดว่าเป็นเพื่อนสนิทที่เขาทักไปขอความช่วยเหลือตั้งแต่แยกกับบ้านอิมแล้ว

 

‘นี่ ว่างคุยรึเปล่า’

 

แต่ไม่ใช่...แถมยิ่งเห็นว่านายอนทักเขามาก็ทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่

 

“ชิบหายๆๆๆๆๆ ทำไงดีวะ ไอ้โมะะะ ตอบกูที”

 

จองยอนรัวแชท(ซึ่งตอนนี้พุ่งเกินร้อยข้อความแล้ว)ไปหาเพื่อนสนิทอย่างลนลาน แน่นอนว่าไร้คำตอบและกดเข้ามาอ่านแต่อย่างใดเพราะเวลานี้โมโมะมักไม่ว่างตอบ

 

 

ต้องเผชิญหน้าเองคนเดียวน่ะเหรอ

 

พุธโธ ธัมโม สังโฆ

 

 

จองยอนสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วกดพิมพ์ตอบ

 

 

‘ว่าง’

‘ถึงบ้านแล้วเหรอ?’

 

‘อื้อ’

 

‘ฉันเพิ่งอาบน้ำเสร็จน่ะ’

‘เธออาบน้ำเรียบร้อยแล้วเหรอ?’

 

‘ค่ะ ตอนนี้อยู่บนห้องแล้ว’

 

‘ฉันก็เหมือนกัน’

 

‘อ้อ’

 

เงียบ....

 

‘หมูกระทะอร่อยป่าว’

‘กินอิ่มมั้ย?’

 

‘อิ่มมากกกกเลย’

‘ไม่ได้กินหมูกระทะนานแล้ว’

 

‘ไว้ว่างๆจะชวนไปกินด้วยกันนะ’

‘เอาแบบบุพเฟต์ไม่อั้น มีอาหารทะเลด้วย’

 

‘อื้อ’

‘แต่ฉันโกรธมากนะที่เธอกินกุ้งอ่ะ’

 

‘เหรอ’

‘คราวหน้ามันต้องสำเร็จ’

 

‘ไม่กลัวฉันโกรธเหรอ’

‘ฉันน่ะหายโกรธยากนะ’

 

‘ทำไมถึงโกรธล่ะ’

 

‘เพราะฉันเป็นห่วงเธอไง’

 

จองยอนหยุดหายใจ

 

‘แล้วทำไมถึงเป็นห่วงล่ะ’

 

‘เพราะฉันชอบเธอไงล่ะ’

 

จองยอนเอาหน้าอัดหมอนแล้วกรี๊ดออกมา

 

 

‘นี่! จะให้บอกอีกกี่รอบกันล่ะ’

 

‘เอ้า เบื่อแล้วเหรอ’

 

‘ไม่ได้เบื่อสักหน่อย’

‘แต่ฉันบอกแค่ฝ่ายเดียวก็ไม่แฟร์ดิ’

 

‘งั้นฉันต้องบอกด้วยเหรอ?’

 

‘ไม่บอกก็ได้ ไม่อยากรู้เเล้ว’

 

จองยอนหลุดขำ เขาแค่แกล้งโง่เอง

 

‘โอ๋ๆๆๆ ฉันแค่แกล้งเล่นเอง’

‘เธอต้องรู้อยู่แล้วสิ’

 

‘รู้ก็คือรู้แหละ แต่อยากได้ยินไง’

 

‘พิมพ์แบบนี้ต้องเห็นสิ’

 

‘งั้นคอลกัน’

 

“ฮะ?” จองยอนเผลออุทานออกมา

แต่ไม่ทันจะคิดไรต่อ นายอนก็โทรเข้ามา

 

(ฮัลโหล ได้ยินมั้ย?)

“อื้อ ได้ยิน”

(บอกมาสิ)

“บะ บอกอะไร”

(บอกว่าชอบฉันไงล่ะ!)

“อะ เอ่อ....”

(อ้ำอึ้งอยู่นั่นแหละ!)

“ก ก็เธอรู้คำตอบอยู่แล้วนี่นา”

(แต่ฉันอยากได้ยินนี่นา)

“งั้น...ถามคำถามอื่นดีกว่าเนอะ”

(คำถามอะไรล่ะ)

“เป็นแฟนกันมั้ย?”

 

เป็นครั้งแรกที่นายอนรู้สึกว่าสมองว่างเปล่ากะทันหัน คนขี้ป๊อดที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองกลับขอเธอเป็นแฟนก่อน แต่ไม่ว่าจองยอนจะทำอะไร เขาก็น่าเอ็นดูในสายตาเธอเสมอแหละ

 

“ว่าไง คราวนี้ตอบได้รึเปล่าล่ะ”

(ก็รู้คำตอบอยู่แล้วมั้ยล่ะไอ้บ้านี่)

 

 

จองยอนยิ้มแป้น คราวนี้สมองก็ไม่โล่งอีกต่อไปเพราะติวเตอร์ส่วนตัวกลายเป็นแฟนของเขาแล้ว

 

 

(คราวหน้าสงสัยอะไรต้องถาม อย่าคิดเองเออเอง เข้าใจมั้ย!?)

“ค่า~~”

 

 

 

 

BONUS

 

‘จองยอนกับนายอนเป็นแฟนกันละนะ’

 

‘อื้อ เพิ่งรู้ตะกี้เหมือนกัน’

 

‘กว่าจะสมหวังกัน’

‘เพื่อนเธอนี่นะกว่าจะเคลียร์ปัญหาจบ’

‘ถ้าทิ้งจองยอนนานกว่านี้ ฉันยุมันให้มูฟออนจริงๆด้วย’’

 

‘ย๊า! ทำงั้นได้ไง เพื่อนฉันก็ลำบากเหมือนกันแหละน่า’

‘สัญญากันแล้วนะว่าจะทำให้คู่นี้สมหวัง’

 

‘ไม่รู้ไม่ชี้’

 

‘เชอะ!’

 

‘เอาน่า ยังไงเพื่อนเราก็เป็นแฟนกันเเล้ว’

‘แล้วเมื่อไหร่เราจะเป็นแฟนกันล่ะ’

 

‘ฝันไปเถอะย่ะ :P’

 

‘ T T ’

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ kwaRI-n

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 kkk
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 / 21:48

    เหมือนจะเคยเห็นคล้ายๆกันในwattpadเลยครับ แต่อ่านนานแล้ว สนุกดีครับ

    #2
    1
    • 20 พฤศจิกายน 2563 / 12:19
      ขอบคุณที่ชอบค่ะ ^^

      ว่าแต่ ใน wattpad เป็นเรื่องอะไรเหรอ อยากอ่านดูค่ะ
      #2-1
  2. #1 LiLoGift (@wondergift) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 01:02
    สนุกมากเลยค่ะ ไว้ติดตามเรื่องต่อไปค่ะ
    #1
    1
    • #1-1 kwaRI-n (@new-lovekz1101) (จากตอนที่ 1)
      11 มิถุนายน 2563 / 21:17
      ขอบคุณมากๆนะคะ ^^
      #1-1