นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

[ONE SHORT:GFRIEND] ALCOHOLISM (YERIN X SINB)

โดย kwaRI-n

ของบางอย่าง...ถ้าไม่ลอง ก็ไม่รู้

ยอดวิวรวม

784

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


784

ความคิดเห็น


7

คนติดตาม


26
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  11 ธ.ค. 60 / 21:05 น.
นิยาย [ONE SHORT:GFRIEND] ALCOHOLISM (YERIN X SINB)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้















ต่อให้พี่ชินบีเป็นแอลกอฮอล์รสชาติแย่แค่ไหน

ฉันยอมดื่มให้หมด ถึงชาตินี้ไม่มีทางฟื้นแล้วก็ตาม








ไม่ได้ขยันแต่อย่างใดค่ะ
รื้อฟิคเก่าๆมาอัพ 555



cr.sqw

เนื้อเรื่อง อัปเดต 11 ธ.ค. 60 / 21:05





ฉันเชื่อมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า ‘ผับ’ คือสถานที่อันตราย

มีอะไรมากมายอยู่ข้างในนั้น และคนออกมาต้องเจอกับอะไรบ้าง

ล้วนเป็นสิ่งแย่ๆ ที่ดูน่าสมเพชในสายตาคนอื่น แม้แต่ในซีรีส์ก็ตาม

 

ฉันคิดเสมอว่าคนมาเที่ยวที่นี่มักจะเป็นคนมีบุคลิกแรงๆที่เห็นแวบแรกแค่ภายนอก (อยากพูดแรงๆแต่กลัวโดนแบน)

หรือบางคนที่มีความไร้เดียงสา เป็นที่เอ็นดูของผู้ใหญ่แต่พอมาอยู่ที่นี่กลับปลดปล่อยแรงจัดเหมือนเหล้าขาวดีกรีสูง

 

สถานที่น่ากลัวแบบนั้น

แน่นอนว่าฉัน ‘จองเยริน’ ตั้งปฏิญาณไว้แล้วว่าไม่มีทางเหยียบสถานที่แห่งนี้เด็ดขาดแม้บรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม

 

.

.

 

แต่ตอนนี้ฉันผิดหวังกับตัวเอง

ที่ต้องมาในที่ที่แบบนี้เนี่ย!!!

 



            “เอาน่า แปบเดียวเอง” เพื่อนสนิทกอดคอฉันด้วยรอยยิ้มแฉ่งแตกต่างกับฉันทำหน้ากะซังตายขนาดนี้
            “แปบเดียวบ้าบอไรวะ! พวกแกกินทีเที่ยงคืนอ่ะได้กลับ!” ฉันปัดออกด้วยความหงุดหงิด แต่ยังไม่วายกลับมากอดใหม่แถมล็อคแน่นกว่าเดิม
            “ใจเย็นๆน่า ฉันแค่ชวนแกมาดื่มเฉยๆ ไม่ให้มาเลี้ยงซักหน่อย” เพื่อนตัวสูงยกคิ้วข้างขวา มันดูน่าหมั่นไส้จนอยากดึงขนสักเส้น
            “ร้านเหล้าหลังมอก็มีป่าววะ”
            “เปลี่ยนสถานที่บ้างสิคะคุณเพื่อน นานๆทีจะได้มาเว้ย”
            “ฉันไม่อยากมานะ กลับแล้ว!” ฉันสะบัดแล้วเดินหนี แต่ไม่พ้นแขนยาวๆเหมือนผีชื่อดังของประเทศไทยคว้าหมับแล้วรัดจนตัวฉันดิ้นไม่หลุด
            “แกแพ้พนันน้า อย่าลืมสิ ไม่ได้ทำไรเลยนอกจากมาที่นี่เฉยๆ”
            “แกมัดมือมัดเท้าฉันมาเองนะ” ไม่ได้พูดเกินจริงสักนิด คิมโซวอนแทบจะทำแบบนั้นจริงๆ ตั้งแต่ไม่ให้เอากระเป๋าตังค์หรือแม้แต่โทรศัพท์ที่อยู่ในรถมัน!
            “เออๆยอมรับ แต่มาแล้วก็เข้าไปหน่อยเถอะน่า ไม่เสียหายไรเลย เดี๋ยวฉันอยู่ข้างๆแกตลอด โอเค๊
?
            “ไม่โอเคว้อยยย ปล่อยยยยย!!!!!!!”



…………………………

 

เนื่องจากทนแรงถึกๆเหมือนกระบือไม่ไหว จึงจำใจผิดสัญญากับตัวเอง บรรยากาศผับชื่อดังของเกาหลีตอนสองทุ่มเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนเดินเบียดไหล่ชนไหล่ด้วยซ้ำ ดูเหมือนเป็นผับสำหรับวัยทำงาน การแต่งตัวจะค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ (ดูชุดตัวเองคือใส่เสื้อฮู๊ดสีแดงเลือดหมูกับกางเกงยีนต์สีหม่นๆหน่อย)

ฉันกับโซวอนฝ่ามาถึงที่นั่งที่เพื่อนๆซึ่งมาก่อนหน้านี้จองไว้ ไม่ได้จองธรรมดา เต็มโซฟาเลยทีเดียว นับด้วยตาเปล่าคงประมาณสิบคน
            “วุ่นวายชิบหาย!” ฉันสบถออกมาอย่างไม่เกรงใจ แหงล่ะ เปิดเพลงดังกระหึ่มจนพยาธิในลำไส้ยังได้ยิน(ถ้าเบากว่านี้ฉันคงไม่กล้าพูด)
            “ผับนะคะไม่ใช่ร้านปิ้งย่าง” ชเวยูจูหัวโจกนั่งไขว้ห้างนั่งแกว่งแก้วร็อค (เคยดูในสารคดีนะ ไม่เคยใช้หรอก) อย่างมือโปร ขอบคุณที่ยังถือแก้วนะ บางคนนี่ยกขวดเลยจ้า
            “แล้วทำไมไม่ไปร้านปิ้งย่างล่ะ!!”
            “พาแกมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้างไง มามะ นั่งกับพี่มั้ยสาวน้อย” ยูจูพูดแล้วตบเบาะว่างข้างๆ หึ! เหล้าเข้าปากแล้วแบดขึ้นมาเลยนะเอ็ง
            “สาวน้อยบ้านป้าแกสิ” ผลักโซวอนไปให้นั่งแทน ส่วนฉันไปนั่งอีกเบาะนึงริมทางเดิน
            “หงุดหงิดเกินไปมั้ย เดี๋ยวงานกร่อยหมด”
            “จะพยายามละกัน”


เหตุผลที่ฉันต้องมาสถานที่แห่งนี้น่ะเหรอ...เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อคืนจนถึงเช้า ฉันอดหลับอดนอนทำรายงาน แล้วโซวอนที่มาขอค้างบอกว่าวันนี้อาจารย์ยกเลิกคลาส แต่ฉันไม่เชื่อเพราะมันเคยหลอกฉันมาครั้งนึงจนฉันเลิกทำกลางคันสรุปไม่มีส่ง สุดท้ายท้าพนันกัน แน่นอนว่าฉันแพ้ แต่โซวอนรู้คนเดียวยังไม่เจ็บใจเท่าคนปลายสายที่โทรมาบอกได้ยินด้วย ชเวยูจูนั่นเอง....


ถ้าบอกว่ามันรวมหัวแกล้งฉันจะไม่สงสัยเลยสักนิด



            “แกกินไรดี?”
            “น้ำเปล่า”
            “มาผับว้อยไม่ได้มาวัด ถามจริงๆจะเอาอะไร”
            “อะไรก็ได้ขอให้เบาๆ” ฉันไม่ชอบดื่ม ถึงคณะวิศวะมันขึ้นชื่อเรื่องสหายรักคือสุราก็เถอะ ฉันคิดว่าตัวเองหนึ่งเดียวในคณะที่ไม่เคยแตะของพรรค์นี้ แม้แต่โซจูของยอดฮิตก็ตาม
            “งั้นว็อคก้าป่ะ”


 

ว็อคก้า?

ลูกน้องยินในเรื่องโคนันเหรอ

เป็นคนโง่สุดในองค์กรชุดดำแล้วนี่นา

แสดงว่าต้องเบาแน่ๆ



            “เออ เอามาเหอะ” ฉันพูดความจริง ตอนนี้หิวขึ้นมาซะแล้วจึงหยิบเฟรนฟรายกินไปพลางๆ ไม่นานว็อคก้าอะไรนี่แหละมาเสิร์ฟถึงที่ หัวโจกของกลุ่มเทน้ำสีใสใส่แก้วช๊อตเซรามิกแล้วยื่นให้ ทันทีฉันยกแก้วมาใกล้ๆเพื่อพิจารณา กลิ่นของมันเหมือนแอลกอฮอล์ล้างแผลทำเอาฉันรู้สึกขนลุกหน่อยๆ ยูจูเห็นว่าพร้อมแล้วจึงชวนทุกคนชนแก้วแล้วพูดว่า

“ขอแสดงความยินดีกับเด็กน้อยจองเยรินที่มาผับครั้งแรก วู้ววววววว!!!!!”


หึ! เดี๋ยวพวกแกจะได้แสดงความยินดีเป็นครั้งสุดท้าย!!


ฉันยกจิบ อืม...เรียกว่าแตะปากดีกว่า 



            “โห เยอะๆดิ กระดกเลย!” ฉันเหล่ตามองเพื่อนคนหนึ่งที่เชียร์ให้ดื่มเหมือนเชียร์บอล
            “ใช่แก ไอ้เนี่ยต้องดื่มรวดไปเลย ห้ามอมเด็ดขาด” และไม่ได้มองแค่คนเดียวด้วยนะ ฉันกวาดสายตาไปรอบๆ ผู้ชมลุ้นติดเกาะขอบสนามกันเต็มเลยค่ะ ไม่ได้ลุ้นธรรมดา เหมือนกดดันกลายๆ
           


            สุดท้ายก็ต้องยอม



            อึก! 
            “เฮ้!!!!!!!!!!!!”
           

 


อื้อหือ รสชาติมัน....



            “ห้ามคาย
!!!

 


ไอ้พวกชั่ว... TT

 



 ...................................

 




หลังจากนั้นพวกเราก็เมาท์มอยเรื่อสัพเพเหระต่างๆ ไม่ว่านินทาครู นินทาแฟน นินทาเพื่อน รุ่นพี่หรือรุ่นน้องร่วมคณะที่เกลียด คนที่เดินผ่านโต๊ะเรา(ชวนโดนฟาดหัวด้วยขวดเหล้าเหลือเกิน) หรือแม้แต่คนที่มาขอเบอร์หนึ่งในกลุ่มเรา นานซักสองชั่วโมงก็ยังได้ แน่นอนว่าปริมาณเครื่องดื่มกับแอลกอฮอลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นตามความเพลิน ฉันเองก็ครั้งเดียวพอ รสชาติมันเกินรับไหว อยากไปกินหมูย่างล้างท้องจริง


แต่เป็นผลดีที่ทำให้ฉันตั้งปฏิญาณไว้อีกข้อว่า...จะไม่แตะว็อคก้าเด็ดขาด และเลิกดูโคนันด้วย!!!



            “อื้อหือ เพลงมันส์ชิบหาย” โซวอนเอนซบไหล่ยูจูตามเยิ้ม ถึงแสงไฟมันสลัวๆแต่ฉันก็ดูออกว่ามันหน้าแดงแจ๋เลย คำว่า ‘เดี๋ยวฉันอยู่ข้างๆแกตลอด’ ก่อนเข้าผับถูกกลืนลงคอตามเหล้าหมดละมั้ง
            “ช่ายยยยยยย” ยูจูโยกหัวตามจังหวะเพลง ก่อนจะลุกนำเพื่อนๆไปเต้นกันที่ฟลอร์(โซวอนเกาะไหล่ไป) ยัยนี่คอแข็งสุดคาดว่ายังไม่ล้มพับไปง่ายๆ อันที่จริงทุกคนคอแข็งหมดแหละ

 


ยกเว้นฉัน....ยอมรับแต่โดยดีเลยล่ะ



            “...........” ทั้งโต๊ะเหลือฉันนั่งมึนเพียงลำพัง ลากฉันมาแล้วทิ้งไว้คนเดียวอีก คนพวกนี้แอบเกลียดฉันรึเปล่าเนี่ย!
?
            “ปวดฉี่
~” ฉันครางอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหาห้องน้ำ โชคดีที่เจอป้ายแขวนเพดานบอกทางอยู่


พลั่ก!


            “น้องคะเป็นอะไรมั้ย!
?” เพราะมัวแต่เดินก้มหน้าบวกกับใครไม่รู้มาชน ตัวฉันยิ่งอ่อนปวกเปียกเพราะฤทธิ์แอลกอฮอลอยู่ด้วยจึงล้มไปนอนแอ้งแม้งอย่างง่ายดาย
            “น้อง! น้องคะ เมารึเปล่า!
?
            “ม่ายด้ายมาวววว
~~~

 

.

.

.

 

คร่อก!

 

 

 

 






 

 

ฉันรู้สึกเหมือนภูเขาไฟมาตั้งอยู่ในหัวของฉัน มันปวดเหมือนจะระเบิดตลอดเวลา ขนาดนอนเฉยๆแล้วยังปวดขนาดนี้ แล้วตอนลุกจะขนาดไหนกันนะ แต่นอนนานๆมันก็ไม่ไหว ฉันจึงตัดสินใจลุกขึ้นนั่ง
            “!!” ของในกระเพาะอาหารเคลื่อนที่ขึ้นมาจุกคอทันที ฉันโดดออกจากเตียงโดยลืมไปเลยว่าตัวเองปวดหัวอยู่ พอถึงชักโครกฉันก็ใส่ทันทีไม่มียั้ง


            “อ้วกกกกกกก!!!!!!!”

 



.

.

.



 

“แฮ่กๆ” ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่กว่าจะหมด ฉันนั่งพิงชักโครกราวกับมันเป็นเพื่อนสนิทที่สุดและพึ่งพิงได้ของฉัน พอตั้งสติได้ฉันรู้สึกว่าห้องน้ำมันแปลกๆไป มันสะอาดสะอ้านกว่าปกติ ข้าวของเครื่องใช้ดูผู้หญิ๊งผู้หญิงและมีอ่างอาบน้ำซึ่งห้องฉันไม่มี

เดี๋ยวนะ!

ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนกัน!?

 

รีบออกมาอยู่ในห้องนอนที่ฉันนอนเมื่อคืน ทั้งเตียง ผ้าห่ม ชั้นวางของ โต๊ะหนังสือ ไม่ใช่ของฉันทั้งนั้น!
            ฉันก้มมองชุดตัวเอง เสื้อฮู๊ดตัวเก่งหายไป มีแต่เสื้อยืดสีขาวมาแทนที่ และกางเกงวอร์ม....ซึ่งมันไม่ใช่ของๆฉัน

 

อะ อะไรวะเนี่ย....

 

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ” ฉันที่กำลังช็อกอยู่ค่อยๆหันมาหาเจ้าของเสียง ผู้หญิง หน้าสวยคือใคร ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยรู้จักเลย

แล้วฉันมาอยู่ห้องเธอได้ยังไงกัน


            “อุ๊บ!” ฉันอยากคุยกับเธอให้รู้เรื่องนะ แต่ว่า...มันมาอีกแล้ว



           
“อ๊วกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!”

 

 

 






 


            “ข้าวต้มสักถ้วยหน่อยมั้ย?” ฉันเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายหลังจากนอนฟุบโต๊ะหมดสภาพ
            “ไม่ดีกว่าค่ะ...คือฉันกินไม่ลง” นี่แหละน้าที่เขาบอกว่าสุราเป็นเหตุทะเลาวิวาทและอาชญากรรมได้

 

อาชญากรรมด้านเจริญอาหารน่ะสิ!

จอมเขมือบอย่างฉันกลายเป็นคนเบื่ออาหารไปเลย

แค่ได้กลิ่นเฉยๆก็รู้สึกคลื่นไส้จะขย้อนออกมาอีก



            “หิวเมื่อไหร่ก็มาตักได้เลยนะ อ้อ นี่ยาแก้แฮงค์นะ” คนตรงหน้าชี้ไปที่กระปุกยาวางข้างน้ำเปล่าหนึ่งแก้วเต็ม เธอส่งยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง โคตรใจดีและเฟรนด์ลี่มากมาย ถ้าเป็นฉันคงหิ้วออกห้องตั้งแต่ลืมตาตื่นแล้ว
            “ค่ะ
~” ฉันมองตามอีกคน เธอยกจานข้าวว่างเปล่าไปล้างที่ซิงค์ ทำให้เห็นชุดที่ใส่ได้ชัดเจน เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวตัวบางเห็นเอสไลน์น่าหลงใหลซ่อนข้างใน ชายผ้ายาวคลุมทับกางเกงยีนต์ขาสั้นโชว์เรียวขาสวย ดูรวมๆแล้วมีความเซ็กซี่เหลือเกิน~~

ว่าแต่....

เห็นกางเกงยีนต์แล้วนึกว่าอะไรบางอย่างออก



            “คือว่า!”
            “.....?” เธอหันมามองฉันด้วยความสงสัยที่จู่ๆฉันลุกขึ้น(แล้วเซกลับไปนั่งเก้าอี้ต่อ)แถมโพล่งซะเสียงดัง
            “ชุดฉัน...เอ่อ..”
            “อ๋อ ชุดเธอฉันไปซักแล้วล่ะ เดี๋ยวก็คงแห้งแล้ว” เรื่องมันไม่สำคัญหรอกค่ะ....
            “.....?” เธองงที่ฉันอึกอัก ฉันเองก็ไม่กล้าถามว่า ‘เมื่อคืนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ฉันเหรอ’  แต่เห็นท่าทางเขินอาย เธอเลยเดาถูก
            “ใช่! ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอเอง”
            “!!!!!!!” ช็อกเลยตู....นอกจากแม่ของฉันก็ไม่เคยมีใครเห็นเรือนร่างของฉันเลยนะ!
            “ใจเย็นๆก่อน ฉันไม่ได้แอบดูอะไรหรอกนะ ชั้นในของเธอก็ตัวเดิมไม่ใช่เหรอ” เธอพูดอย่างนั้นฉันเปิดเสื้อดูข้างใน...จริงแฮะ
            “ขอบคุณนะคะ เราไม่รู้จักกันแท้ๆแต่คุณต้องมาช่วยเหลือฉันอีก” รู้สึกละอายใจตัวเองชะมัดที่ต้องมาเป็นภาระให้คนอื่นเขาแบบนี้
            “ไม่เป็นไรเลย อันที่จริงเราน่าจะรู้จักกันไว้นะ เรียนที่เดียวกันแท้ๆ”
            “เอ๋!
?
            “ฉันฮวังชินบี อยู่ปีสาม คณะบัญชี”
            “หะ หา!
?” เธอทำให้ฉันช็อคอีกครั้ง เนื่องจากตึกคณะวิศวะกับคณะบัญชีอยู่ใกล้กัน แต่ฉันกลับไม่เคยเห็นเธอเลย
            “ฉะ ฉัน จองเยริน ปีสองคณะวิศวะค่ะ”
            “ฉันว่าแล้วเชียวว่าต้องเคยเห็นเธอที่ไหนมาก่อน”
            “ขอโทษนะคะ ที่ฉันไม่เคยเห็นพี่เลย”
            “ไม่เป็นไรหรอก คณะฉันมีคนสวยๆให้มองตั้งเยอะ” ตัดพ้ออะไรคะ...พี่ก็สวยนะ
            “โทรหาเพื่อนก่อนดีมั้ย เธอไม่ได้พกโทรศัพท์มานะ” นะ นั่นสินะ รู้สึกว่าจะทิ้งไว้ในรถโซวอน กระเป๋าตังค์ก็ไม่ได้เอามาด้วยเพราะมันบอกว่าไม่ต้องเอามา งานฟรี(มันก็ไม่เอามาเหมือนกันแหละ)
            “!!” ระหว่างที่ฉันกำลังคิดว่าจะโทรไปหายังไงดี โทรศัพท์ยี่ห้อดังถูกยื่นมาตรงหน้าโดยพี่สาวที่เพิ่งทำความรู้จักได้ไม่นาน
            “ให้ยืมค่ะ”

เป็นนางฟ้าหล่นมาจากสวรรค์ชั้นไหนวะเนี่ย....

 

 




(เยรินนนนนน!!!!!!! แกอยู่ไหนนนนนนน!!!!!)   
            ฉันโทรเข้าหาเครื่องตัวเอง ถ้ามันอยู่กับโซวอน ยัยนั่นต้องรับแน่นอน และจริงอย่างที่ว่า...เสียงรอสายดังแค่ตู๊ดเดียว โซวอนรับอย่างว่องและกรอกซะเสียงดังลั่นจนพี่ชินบีแอบขำเพราะได้ยินเสียงร้อนรนจนทะลุลำโพงนั่น
            “โอ้ย หูจะแตกแล้ว ใจเย็นก่อน” ฉันได้ยินเสียงยูจูแทรกขึ้นว่า (มา ฉันคุยเอง)
            (ไม่เป็นไรใช่มั้ยแก พวกฉันเป็นห่วงแทบแย่ รู้ป่ะ ฉันตามหาแกจนร้านปิดเลยนะ!)
            “เออ ปลอดภัยทุกอย่าง ไม่เป็นไรเลย พอดีมีคนช่วยไว้” ก็ดีใจนะที่ยังเป็นห่วงกัน แต่ย้อนกลับไปพวกแกเป็นฝ่ายทิ้งฉันนะ
!
            (ดีแล้วล่ะ เฮ้ออออ โล่งอกไปที) ฉันรู้สึกว่ายูจูเอาโทรศัพท์ออกห่างเพื่อไปปลอบโซวอน (เยรินมันไม่เป็นไรหยุดโอดครวญได้แล้ว!)
            “สติแตกเหรอ”
            (เออสิ แต่รู้ก็ตอนเช้าละนะ) อืม...ประเสริฐจริงๆเพื่อนกู
            (แล้วแกอยู่ที่ไหนเนี่ย จะได้ไปรับ)
            “อยู่....” ค่อยๆหันไปมองพี่ชินบี เธอขยับปากบอกชื่อหอ ฉันร้องอ้อทันที
            “ไม่ต้องแล้วล่ะแก”
            (ทำไมอ่ะ?)
            “เพราะฉันอยู่หอตัวเองแล้ว”
            (ฮะ!
?)


 

.

.

 

 


            “ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะ” ฉันโค้งขอบคุณอีกครั้ง โชคดีที่พกกุญแจห้องมา เพราะเกรงใจพี่เขาที่มานอนค้างคืนไม่พอ ต้องมาซักเสื้อผ้าให้อีก ชุดยังไม่ทันแห้งฉันขอเอากลับไปตากต่อ อ้างว่ายังมึนๆอยู่(ซึ่งก็มึนจริงแหละ ยืนได้ก็ดีขนาดไหนแล้ว) พี่ชินบีเลยยอมปล่อย
            “คราวหน้าถ้าไปดื่มก็ระวังตัวดีๆนะ”
            “รับทราบค่า” ฉันยกยิ้มตาปิด ก่อนจะเดินกลับห้องตัวเอง แต่ยังไม่ถึงห้าก้าวก็รีบยกมือเท้าผนังเพื่อทรงตัว ทำไมพื้นมันเอียงๆฟะ แผ่นดินไหวเหรอ

 

หมับ!!


            “เอ๋?” ฉันแปลกใจที่จู่ๆพี่ชินบีมาจับแขนพยุงตัวฉัน
            “พี่ไปส่งเราที่ห้องดีกว่า”

 


.......................................

 

 

“แล้วไงต่อ” ตอนนี้พวกเราสามคนอยู่มหาลัยแล้ว เมื่อวันก่อนยูจูกับโซวอนช่วยกันทุกวิธีให้ฉันหายแฮงค์ให้เร็วที่สุด เพราะหนวกหูคนบ้าเรียนอย่างฉันบ่นกลัวขาดเรียน สุดท้ายก็หายทันก่อนวันเปิด แต่ยังมีเบลออยู่บ้าง
            “ก็พี่เค้ามาส่งฉัน แค่นั้นแหละจบ”
            “ถึงหน้าห้องเหรอ ทำไมไม่ส่งถึงเตียงเลยล่ะ”
            “มีขาป่ะคะ!
? เดินไปเองก็ได้” ฉันพูดกลบเกลื่อนไปงั้น พี่เขาส่งฉันแค่หน้าห้องจริงๆ พอปิดประตูก็ล้มแหมะไปนอนกับผ้าเช็ดเท้าต่อ ขืนเล่าไปก็ขายหน้าเปล่าๆ

 

คิดแล้วยังสมเพชตัวเองไม่หาย



            “ถามจริง แกเสียความบริสุทธิ์ให้พี่เขายัง?

 

พรู๊ดดดดดด!!!!!!!!

 

“ถามบ้าไรของแกวะ!!” ฉันยกมือปาดกาแฟที่เปื้อนปากหลังพ่นใส่พุ่มไม้
            “โอ๊ะๆ ใจเย็นๆ แค่ถามเฉยๆเอ๊ง”
            “คำถามจัญไรมากค่ะคุณเพื่อน” โซวอนส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ ดูซิ! คนอย่างมันก็มีความคิด “สรุปแกไม่ได้เสียใช่ป่ะ” อืม...ไม่น่าชมมันเลย
            “ไม่—ได้—เสีย ชัดยัง!”
            “เออออออ ก็แค่นั้น”



 








 

หลังจากวันเมาครั้งแรกของฉัน เราทั้งสองคนก็ได้รู้จักกันมากขึ้น เธอถามไถ่ตลอดว่าฉันเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นรึยัง ไปเรียนบ้างมั้ยและอื่นๆอีกมากมาย ถ้าไม่คิดไปเอง...ฉันว่าพี่เขาคงเป็นห่วงฉันเกินฐานะคำว่า ‘น้อง’ แน่ๆ


 

Zzzzz


 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก



            “.........” เสียงเคาะประตูดังขึ้น ฉันลุกขึ้นไปเปิดประตูด้วยความงัวเงียสุดๆ ปรากฎว่าคนที่มาเปิดทำให้ฉันตื่นเต็มตา
            “พะ พี่ชินบี” เห็นฉันสภาพตอนเมาแล้วเห็นตอนตื่นอีก ดวงสมพงษ์กันจริงๆ
            “มาทำไมแต่เช้าคะเนี่ย?”
            “ลืมอะไรเปล่าฮึ?” พี่เขากอดอกทำแก้มพองลมเหมือนงอน เธออยู่ในชุดกระโปรงสีฟ้ายาวเท่าเข่าแตกต่างกับชุดเรียบร้อยแบบเสื้อเชิ๊ตกางเกงขายาวโหมดจริงจังตอนเรียนมหาลัย ดูน่ารักไปอีกแบบ
            “ลืม....” ฉันค่อยๆนึก ก่อนจะร้องอ๋อออกมา
            “นัดกินไอติม” พี่เขาพยักหน้า ฉันอ้าปากกว้างกว่าเดิม เมื่อคืนมัวแต่คำนวณโครงสร้าง แถมได้นอนก็เกือบเช้า ลืมนึกไปเลยว่ามีนัด ทั้งที่เป็นคนนัดเองแท้ๆ!
            “ขอโทษนะคะ! ฉันลืมไปเลย”
            “ไม่เป็นไรหรอก พี่รอได้” รีบพาพี่ชินบีมานั่งรอในห้องส่วนตัวเองรีบไปอาบน้ำ นอกจากเห็นสภาพโทรมๆตอนตื่นไม่พอ เห็นรังหนูของฉันอีก อายจนไม่รู้จะมุดรูฝักบัวรูไหนแล้วเนี่ย!!

 


.

.

.

 



            “ฉันนึกว่าพี่ชอบสตรอว์เบอรี่ซะอีก” ฉันมองไอติมรสกาแฟและช็อกโกแลตเมนูโปรดของคนตรงหน้า
            “ทำไมเหรอ?”
            “ก็เห็นพี่ชอบของหวานๆนี่นา” พูดจบฉันตักไอติมรสวานิลลาพร้อมวิปปิ้งครีมเข้าปาก
            “คนหวานก็ใช่ว่าจะชอบอะไรหวานๆนะ” ก็จริงนะ...เมื่อวันก่อนยังส่งทีเซอร์หนังผีมาให้ฉันเลย โทรศัพท์เกือบบินลงหอแหนะ
            “เธอหน้าหวานก็ยังชอบหนังบู๊เลย” ฉันอมยิ้มอย่างขัดเขิน เหมือนว่าพี่เขาชมฉันว่าน่ารักไงไม่รู้
            “วันพุธหน้าพี่ว่างมั้ยคะ”
            “ทำไมเหรอ?”
            “มีงานวันเกิดเพื่อนหนูน่ะค่ะ มีเหล้าแน่ๆ กลัวโดนจับกรอกปากน่ะ” พี่ชินบีหลุดขำกับการแอนตี้แอลกอฮอล์ของฉัน แหงล่ะ! เมาแล้วได้เรื่องขนาดนั้นฉันจะกล้าแตะมันอยู่หรอก
            “แล้ว?”
            “พี่ไปดูแลฉันได้มั้ยคะ?” พี่ชินบีมองหน้าฉันนิ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ฉันตาโตเป็นไข่ห่าน
            “พูดเหมือนเรา ‘เป็นแฟน’ กันเลยเนอะ”
            “หะ หา!
? ทำไมถึงคิดงั้นล่ะคะ”
            “ปกติไปงานแบบนั้น ต้องเป็นคนสำคัญถึงพาไปได้นี่นา เรียกอีกอย่างว่า ‘เปิดตัว’ ” เอ่อ...นั่นน่ะสิ ฉันคิดถึงเรื่องคำยุยงของเพื่อนๆที่อยากเจอพี่ชินบีตัวเป็นๆเลยลืมนึกถึงเรื่องนี้ไป
            “ขอโทษค่ะ พี่คงไม่สะดวกใจ”
            “ไม่ต้องหรอก...พี่ก็ไม่แน่ใจว่าติดงานไรมั้ย”
            “งาน? พี่ทำงานที่ไหนเหรอคะ?”
            “เอ่อ...อยากรู้ไปทำไมล่ะ”
            “ฉันจะได้ไปอุดหนุนพี่บ้างไงคะ”
            “ไม่ต้องทำอย่างนั้นหรอกนะ”
            “อะ เอ๋? ทำไมเหรอคะ” ฉันพยายามจ้องตาเธอหมายค้นหาคำตอบ แต่เธอหลบตาฉัน
            “ไม่มีไรหรอก.....ไปดูหนังกันมั้ย? เธอบ่นอยากดูเรื่องนั้นไม่ใช่เหรอ”
            “อ่า โอเคค่ะ”



บางทีฉันก็สงสัย

ถึงเราสนิทกันขนาดไหน

ฉันก็ยังรู้สึกว่ายังไม่รู้จักเธอจริงๆสักที

 


.......................................

 



            “พี่เขามีความลับ!
?
            “อื้อ” ฉันนั่งเท้าคางมองน้ำเปล่าในขวดพลาสติก แตกต่างกับโซจูของเพื่อนอีกสองคน เราสามคนอยู่ในร้านเหล้าร้านประจำหลังมหาลัย พอรู้ว่ามีนัดดื่ม ฉันเองก็มีเรื่องกลุ้มใจอยู่จึงตามมาด้วย
            “สนิทกันขนาดนี้ยังไม่บอกกันเลยเหรอ” 
            “ก็ว่างั้นไม่ได้นะ ฉันกับพี่เขาเพิ่งสนิทกันสองสามอาทิตย์เอง เชื่อใจกันได้ขนาดไหนยังไม่รู้เลย”
            “แต่เรื่องทำงานพิเศษไม่น่าจะปิดเป็นความลับนะ” โซวอนพูดพลางหยิบกับแกล้มเข้าปาก
            “เออใช่ อันนี้ฉันเห็นด้วย” อย่าว่าแต่ยูจูเลย ฉันก็เห็นด้วย ก่อนเราจะคุยกันต่อ ก็มีเสียงเล็กๆใสๆดังแทรกขึ้นซะก่อน
            “ยูจูนี่...”
            “อ้าว! ออมจี มาที่นี่เป็นด้วยเหรอ” เพื่อนตัวสูงลำดับสองหันไปทักทายกับผู้หญิงแปลกหน้าที่ฉันรู้สึกคุ้นตา
            “เป็นบางครั้งแหละค่ะ” เธอคนนั้นยิ้มให้ยูจู แล้วพยักหน้าทักทายฉันกับโซวอน ก่อนเดินไปนั่งโต๊ะกับเพื่อนๆของเธอ


เดี๋ยวนะ!
            ฉันจำได้ว่าคนนี้เป็นรุ่นน้องของพี่ชินบีนี่นา!



            “ยูจู แกรู้จักคนนั้นใช่ป่ะ!
?” เพื่อนตัวสูงมองหน้ากันงงๆ แล้วหันมาหา ยูจูค่อยๆพยักหน้า

 



 

ฉันคาดคั้นและตื๊อรุ่นน้องของพี่ชินบี(ลงทุนไปนั่งโต๊ะเดียวกับเธอและเลี้ยงค่าโซจูด้วย)จนเธอยอมบอกว่า พี่ชินบีไปทำงานที่ย่านอัพกูจองเป็นบางวัน แต่ไม่บอกชื่อร้านแฮะ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเก็บเป็นความลับด้วยล่ะ?


เรื่องนั้นฉันยังไม่สงสัยไม่หาย ตั้งใจไว้ว่าจะไปถามกับเจ้าตัวเลยดีกว่า

แต่...

อยู่ร้านไหนล่ะ!?



            “เยริน!!!!” ฉันสะดุ้งโหยงก่อนจะโดนเพื่อนร่วมคณะสองคนกอดคอแน่นจนแทบขยับตัวไม่ได้
            “ไม่นึกว่าจะเจอแกแถวนี้เลยนะ”
            “นั่นสิ มาทำอะไรอยู่จ๊ะ”
            “เอ่อ...แล้วพวกแกอ่ะมาทำไร?”
            “มากินเหล้าไง!!!” ชาติที่แล้วพวกแกแห้งตายกลางทะเลทรายรึไงกันนะ ชาตินี้ถึงได้ชอบดื่มขนาดนี้!
            “แล้ว...ร้านไหนอ่ะ?”
            “ร้านที่ยูจูเลี้ยงตอนนั้นไง ไปป่าวๆ” ความคิดอะไรบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวของฉัน ทำให้ฉันต้องตอบตกลงเพื่อนร่วมคณะในทันที


ผับร้านเดิม ที่ฉันเคยเมาตอนนั้น
            จะว่าไป...



ฉันเจอพี่เขาครั้งแรกที่นี่

ไม่หรอกมั้ง...พี่ชินบีก็คงบังเอิญมาเหมือนกัน



            “......” ฉันเดินตามเพื่อนทั้งสองอย่างงงๆ ทั้งคู่คุยกันว่าไม่ได้จองโต๊ะไว้จึงจำเป็นต้องนั่งบาร์ และฉันต้องจำใจมานั่งด้วย   
            “แกเอาไรป่ะ”
            “เบียร์ ขวดเล็กนะ” สั่งมาให้เสียตังค์ไปงั้นแหละ ตั้งแต่วันนั้นฉันไม่แตะของแบบนี้อีกเลย เราสามคนนั่งคุยไปสักพัก อันที่จริงน่าจะคุยกันสองคนมากกว่า ส่วนฉันสอดส่องมองหาใครบางคน ทั้งที่ในใจคิดตลอดว่า ‘ไม่มีทางเจอหรอก’ 






            “!!!!”






            แสงไฟโทนมืดสีสลัวจนเกือบมองไม่เห็น สายตาของฉันปะทะกับคนๆนึง...ร่างกายชาวาบทันทีที่เห็นใครบางคนแม้แค่แผ่นหลัง หุ่นเอสไลน์ที่ฉันชอบเผลอมองบ่อยๆถูกสวมทับด้วยชุดเดรสรัดรูปสีดำ โชว์ไหล่ทั้งสองข้างเปลือยเปล่า ผมสีดำเงาถูกปล่อยสยายกลางหลังเหมือนที่พี่เขาชอบทำตลอด ภาพผู้ชายที่ไหนไม่รู้ยกมือลูบเส้นผมแล้วถูกหยุดด้วยมือของผู้หญิงคนนั้นจับเอาไว้ทำให้ร่างกายของฉันสั่นสะท้านมากขึ้น



ฮะๆ...อาจจะแค่คนเหมือนกันก็ได้



แต่หลอกตัวเองไปจะได้ไรขึ้นมา


          นอกจากความเจ็บ




            คิดดังนั้นฉันค่อยๆลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปหา เพื่อดูแน่ใจว่า ‘ใช่คนที่ฉันตามหาอยู่รึเปล่า’



            “!!” ผู้ชายคนนั้นสังเกตเห็นฉันเพราะฉันเอาแต่จ้องคนตรงหน้าไม่วางตา
            “นี่ เข้ามาในนี้ได้ยังไง อายุถึงยี่สิบรึยัง” เสียงกร้าวดังแข่งกับเสียงเพลงทำให้หญิงสาวคนนั้นหันมามอง

แล้วฉันก็เจอฮวังชินบี.......









 


            ไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งออกมาจากที่นั่นได้ยังไง และไม่รู้ว่าตัวฉันเองวิ่งไปที่ไหน จนขาของฉันหมดแรงจึงนั่งทรุดลงกลางถนนแบบนั้น


เนี่ยน่ะเหรอที่พี่ชินบีไม่อยากให้รู้ว่าเธอทำงานอะไร ทำงานที่ไหน

เหตุผลนี้น่ะเหรอ!?!



ฉันเกลียดจะตาย เกลียดเข้าเส้นเลือด

แล้วทำไม....

ทำไมฉันต้องมาวนเวียนกับเรื่องพรรค์นี้ด้วย

 


            “เยริน...” น้ำเสียงหวานปนกระวนกระวายและหอบเหนื่อย ไม่จำเป็นต้องเงยหน้าก็รู้ว่าเจ้าของรองเท้าส้นสูงคือใคร
            “อย่ามาแตะฉัน!!!!” ฉันปัดมือพี่เขาที่จับแขนพยุงตัวให้ลุกขึ้น เธอดูตกใจที่ฉันเปลี่ยนไปคนละคน
            “ฟังพี่ก่อนได้มั้ย”
            “ทำไมฉันต้องฟังผู้หญิงอย่างพี่ด้วย!!!!!!!!”
            “ผู้หญิงน่ารังเกียจประเภทนั้น ฉันไม่อยากได้ยินเสียงหรอก”
            “นี่เธอดื่มเหรอ”
            “ไม่!! ฉันไม่ได้ดื่มและมีสติครบถ้วนด้วยถึงรู้ไงว่าผู้หญิงคนนั้นคือพี่อ่ะ!!
?” ฉันหอบเนื่องจากใช้น้ำเสียงดุดันและเสียงดังอย่างไม่อายใคร ถึงไม่มีใครอยู่แถวนั้นก็เถอะ
            “ทำไม ทำไมพี่ถึงทำงานแบบนี้”
            “ทะ ทำไมเธอคิดแบบนั้นล่ะ จะบ้ากันไปใหญ่แล้วนะ ฟังพี่อธิบายก่อนได้มั้ย” อารมณ์เริ่มเย็นลงทันทีที่ฉันเห็นอีกคนเริ่มสะอื้น
            “ตอนเขาเมา พี่ทำแบบเดียวกันเหมือนกับฉันมั้ย?”
            “......?”
            “ดูแลอย่างดี เหมือนที่ทำกับฉันมั้ย”
            “เยริน...”
            “หรือว่า...พาเข้าห้องมาเพื่อทำ ‘อย่างอื่น’ ละกันล่ะ”



            “!!!!”

 

เพี๊ยะ!!!




            “กล้าดียังไงมาดูถูกฉันแบบนั้น” น้ำเสียงของพี่เขาสั่นเครือ แก้มด้านซ้ายชาจนไม่รู้สึก ‘เจ็บ’ แม้แต่น้อย
            “.......” แน่นอนว่าฉันไม่พูดอะไร ไม่แม้แต่มองหน้าด้วยซ้ำ
            “ถ้าคิดว่าผู้หญิงอย่างฉันสกปรกขนาดนั้นล่ะก็....อย่ายุ่งกันเลยอีกดีกว่า” ฉันแค่นยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจะเอ่ยประโยคสั้นๆออกมา
            “พี่ไม่บอก ฉันก็ทำอยู่แล้ว”  พูดจบฉันก็หันหลังเดินหนีออกไปทันที โดยไม่หันหลังมอง ทำให้ไม่เห็นอีกคนที่กำลังร้องไห้และไปนั่งทรุดกับพื้นอย่างอ่อนแรง



ฉันไม่รู้เลยว่า พี่เขาเสียใจมากกว่าฉันอีก





 




 

 

 

หลังจากวันนั้น...ฉันไม่ได้คุยกับเธออีกเลย แม้ตอนออกจากคณะก็ยังไม่เจอกัน โทรศัพท์มือถือที่มีแจ้งเตือนดังขึ้นตลอด บัดนี้กลับเงียบสงบ


วันเกิดของยูจูมาถึงแล้ว ซึ่งเจ้าตัวนัดแนะเพื่อนๆมาปาร์ตี้กันที่คอนโดตั้งแต่เดือนที่แล้วๆ ฉันเองไม่อยากไปแต่แพ้ลูกอ้อน(แบบกวนประสาท)ไม่ไหวจึงตอบตกลงไป ยูจูเองก็อนุญาตให้พาคนนอกเข้าได้ ฉันจึงชวนพี่ชินบี พอถึงวันจริงเราก็ไม่ได้คุยกันแล้ว ปฏิเสธนัดก็ไม่ได้จึงจำใจปาร์ตี้ด้วยอารมณ์ห่อเหี่ยวแบบนี้ไง

            “ร่าเริงบ้างสิวะเพื่อน
Cheer up Baby Cheer up Baby เคยได้ยินป่ะ”
            “เออ” ฉันยกน้ำอัดลมขึ้นดื่ม เพราะคนอื่นๆเห็นฉันทำหน้าเศร้าจึงไม่อยากแกล้งเท่าไหร่ ไม่นานนักก็ถึงเวลาเป่าเค้กทั้งที่เป็นเวลาสองทุ่ม ไม่ใช่ไรหรอก กะจะกินเหล้ากันยาวๆทั้งคืน แน่นอนว่าฉันไม่เอาด้วยหรอก

 


“เล่น Trick or Treat ป่าว” โซวอนเสนอเกมแก้เบื่อ ทุกคนร้องโห่
            “
Truth or Dare มั้ยคะเพื่อน” ยูจูแก้ไขชื่อให้อย่างเซ็งกับความเด๋อ เสียงโห่ดังขึ้นกว่าเดิม
            “เออน่ะ มาๆ เล่นกันๆ” คนตัวสูงกวักเรียกเพื่อนๆทุกคนให้มานั่งกลางห้องนั่งเล่นเป็นวงกลม แต่ฉันไม่ลุกจากโซฟา ทำแค่เพียงนอนหนุนพนักแขนมองคนอื่นๆแค่นั้น
            “เยริน มาเล่นด้วยกันสิ”
            “ขอบาย ไม่มีอารมณ์”
            “ไม่เป็นไรๆ พวกเราเล่นกันเองก็ได้” ฉันไม่รู้ว่าเกมเริ่มตอนไหน กติกาเป็นยังไง เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว เสียงโหวกเหวกของเพื่อนๆไม่เข้าโสตประสาทของฉันสักนิด ฉันนอนมองเพดานเอามือก่ายหน้าผาก คิดเรื่องที่ผ่านมาอย่างกลุ้มใจ เพราะฉันเหม่ออยู่เลยไม่รู้ตัวว่าเพื่อนทั้งกลุ่มหันมามองแล้วกระซิบกระซาบวางแผนอะไรบางอย่าง ก่อนที่ยูจูจะค่อยๆวางขวดให้ปากมันชี้มาทางฉัน
            “เยริน ตาแกแล้ว!!”
            “หะ...หา! ตาอะไร!
?” ฉันสะดุ้งโหยงแทบจะโดดออกจากโซฟา
            “ตาแกตอบคำถามแล้วไง”
            “ดะ ได้ไง!
? ฉันไม่ได้เล่นกับพวกแกนะ” ฉันมองทุกคนอย่างสับสน
            “ก็มันชี้ไปทางแกอ่ะ”
            “แค่ตอบคำถามแหละน่า ไม่ได้ไรมากหรอก”
            “งั้นถามเลยนะ อะแฮ่ม!” เดี๋ยวๆๆ ยังไม่ได้เตรียมใจเลย
            “แกชอบพี่ชินบีใช่ป่ะ”
            “ตอนนี้คิดถึงพี่เขาอยู่ใช่มั้ย”
            “ทำไมช่วงนี้ห่างกันล่ะ”
            “แกไปทำอะไรพี่เขาไว้ฮะ!
?
            “เฮ้ยๆๆ หยุดๆๆ” ฉันรีบเบรกก่อนที่พวกมันจะยิงคำถามไปมากกว่านี้
            “ปกติมันรอบละคำถามไม่ใช่เหรอ ทำไมถามกันรัวๆแบบนี้ล่ะ”
            “กติกามันไม่ตายตัวโว้ย คราวนี้ฉันตั้งว่าใครโดนชี้ต้องตอบคำถามโดยทุกคนเป็นคนถาม”



เฮือก!!


ทะ ทั้งกลุ่มมีเกือบสิบคน

ยิงคำถามใส่แต่ละทีไม่พรุนเป็นรังแตนเลยเหรอวะ




            “งั้นฉันถามคนเดียวก็ได้” ยูจูหยุดกระแอมแล้วถามคำถามที่ทำให้ฉันสะอึก
            “ทะเลาะกับพี่เขาอยู่ใช่มั้ย?” สีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด ฉันครางรับเบาๆโดยไม่มีทางเลือก
            “...อืม”
            “เล่า—มา—เดี๋ยว—นี้!” ทุกคนส่งสายตากดดันมาให้จนฉันจำใจเปิดปากเล่าเรื่องทั้งหมด

 



.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

 



           
“สมน้ำหน้า!!!!!”

 

รักวัวให้ผูก รักกูให้ด่า อืม...เกิดเป็นจองเยรินช่างดีซะจริงๆ 

           
            “แล้วทำไงกันดี” ฉันมองทุกคนที่สุมหัวปรึกษากัน(หลังจากพากันรุมด่ายับ) โดยไม่สนใจเจ้าของเรื่องเลย
            “พวกฉันโมเมว่าแกเลือก
Dare ก็แล้วกัน....เพราะฉะนั้นฉันขอสั่งให้แกไปง้อพี่เขาซะ” ยูจูเสนอ 



ถามสักคำมั้ยคะว่าจะเอาด้วยมั้ย!?!

เตรียมใจไม่ทันว้อยยย!!!!!!



           
            “ถ้าไม่กล้าง้อ กิน!!” เพราะทุกคนเดาสีหน้าหนักใจของฉันได้ จึงยื่นเครื่องดื่มสีสันต่างๆในมือไม่ว่าเป็นขวดเล็ก ขวดใหญ่ แก้วช็อต แก้วร็อค ถ้าฉันกินทั้งหมดมีหวังแฮงค์ชาตินี้ฟื้นชาติไหนไม่รู้
            “แต่ฉันไม่อยากเจอพี่เขาเลยอ่ะ”
            “ทำไมวะ”
            “ฉันไม่อยากยุ่งกับคนแบบนั้น”



ตึ้ง!!



ทั้งห้องเงียบกริบหลังจากเสียงแก้วกระแทกพื้นดังขึ้น ทุกคนค่อยๆหันไปมองโซวอนที่นั่งเงียบตั้งนาน เธอค่อยๆเงยหน้าแดงแจ๋ขึ้นมา
            “ถามหน่อยนะเยริน ที่นั่งๆอยู่เนี่ย เพื่อนแกรึเปล่า” ถึงยังงงๆกับอาการที่แปลกไปของเพื่อนสนิท แต่ฉันก็ตั้งสติฟังคำถาม
            “...อ่า....”
            “รีบตอบมาค่ะ ชักช้าเดี๋ยวเอาเหล้าสาด”



อื้อหือ

ไม่ยักกะรู้ว่ามันเถื่อนขนาดนี้



            “ก็ใช่หมดแหละ”
            “งั้นบอกทีว่ายัยนี่นิสัยเป็นไง” โซวอนชี้ไปที่เพื่อนผู้หญิงคนนึง หน้าตี๋ๆตัวขาวๆเหมือนเต้าหู้ ฉันรู้เพราะสนิทกันพอสมควร
            “ก็เป็นคนขยัน รับผิดชอบงาน ตรงเวลา”
            “เออ แล้วตอนกินเหล้ามันเป็นไง”
            “ก็ไม่เป็นไง ตอนนั้นยังแบกแกกลับหอด้วยซ้ำ”
            “เออ นั่นแหละ ฟังฉันให้ดีนะเด็กน้อย”
            “........”
            “คนกินเหล้าหรือคนเข้าผับเนี่ย ไม่ใช่ว่ามาหาเรื่องปรนเปรออะไรแนวนั้นอย่างเดียวหรอกนะ และบางคนไม่ได้ทำตัวเป็นภาระให้คนอื่นด้วย”
            “........”
            “เราเป็นลูกค้าไง ตอนไปก็คิดแค่ไปสนุกกับเพื่อนเฉยๆ ไม่ได้คิดไรนอกจากนั้น พอหอมปากหอมคอก็กลับ”
            “แต่คนบางคนเค้ามาทำงานนะเว้ย แกไม่เห็นสายลับเหรอที่ชอบมาคุยงานในที่แบบนี้น่ะ”
            “บาร์เทนเดอร์ ดีเจ นักดนตรี พนักงานในร้าน เขาก็มาทำงานของเขา พี่ชินบีเองก็ด้วย
            “........”
            “ที่สำคัญ...แกไม่ฟังเค้าอธิบายเลย แล้วมาโมเมเองว่าพี่เขาเป็นคนอย่างนู้นอย่างนี้ สมควรละที่โดนตบ!” ฉันยกมือจับแก้มซ้ายโดยอัตโนมัติ หายนานแล้วก็เถอะแต่พอโดนด่ารู้สึกแปล๊บๆขึ้นมาอีก
            “ฉันรู้ว่าแกยังเด็กน้อยอยู่ แต่ขอให้ดูสองด้าน ดูเพื่อนๆเราสิ กินกันเป็นลิตรแต่ยังไงก็ทำตัวมีประโยชน์”
            “........” ฉันไม่เถียง เพราะเคยไปนั่งดูพวกมันเมากัน ไม่มีใครทำเรื่องเสื่อมเสียไร ส่วนมากสติหลุดมากกว่า
            “อีกอย่าง พี่ชินบีจะทำงานแบบนั้น ก็ไม่ผิดนะ เพราะเขาตัดสินใจแล้ว”
            “.......” ประโยคนั้นทำเอาฉันนิ่งค้าง
            “พี่เขาเคยดูแลแกตอนแกหลับไม่ได้สติไม่ใช่เหรอวะ ขนาดเค้าไม่รู้จักแกแล้วทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยล่ะ” ฉันย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องนั้น...เรื่องที่พี่ชินบีทำกับฉันมันดีเกินไปจนฉันโกรธตัวเองยิ่งกว่าเดิมที่ไปทำตัวบ้าๆใส่
            “เพราะฉะนั้น....” โซวอนวางแก้วดังตึ้งอีกรอบทำให้ทุกคนสะดุ้ง
            “ไป! ไปง้อพี่เขาซะ!!”
            “ตะ แต่ว่า...”
            “ตอนนี้เลย ไป๊!!” ฉันรีบวิ่งออกจากห้องอย่างว่องไว กลัวโซวอนมันจะลุกขึ้นมาถีบฉันจริงๆ



แต่อย่างน้อยก็ดีใจนะที่คิมโซวอนมีสาระเหมือนคนอื่นเขา

ถึงมาตอนที่ฟิคใกล้จบแล้วก็เถอะ









 

 

คอนโดของยูจูไม่ไกลจากที่ทำงานของพี่ชินบี ฉันจึงวิ่งไปได้สบาย ทันทีที่เข้ามาในผับ ฉันสอดส่องหาพี่เขาโดยไม่พักหายเหนื่อย จนเจอพี่เขานั่งอยู่ที่บาร์แล้วมีผู้ชายแปลกหน้าคนเดิมเดินเข้ามานั่งเก้าอี้ข้างๆ

จิตใต้สำนึกทำให้ขาทั้งสองข้างสับเร็วเกือบจะวิ่งจนเผลอชนคนอื่น แต่ฉันไม่สนใจหันมาขอโทษ

ฉันสนใจแต่ฮวังชินบีคนเดียวเท่านั้น!


           
            “พี่สาว
~” ฉันเปลี่ยนโหมดกลายเป็นคนขี้อ้อนคนเดิมทันที
            “ยะ เยริน!” พี่ชินบีตกใจที่เห็นฉันยืนยิ้มแป้น
            “ใครน่ะ?”
            “น้องสาวค่ะ แล้วฉันกำลังมาตามพี่กลับบ้าน ไปกันเถอะ” ฉันคว้ามือพี่เขาแล้วออกแรงดึงจนพี่ชินบีลุกจากเก้าอี้ ท่ามกลางความสับสนของทั้งสามคน
            “พี่ชินบีขอลางานหนึ่งวันนะคะ มีเรื่องต้องเคลียร์” ฉันหันไปบอกกับบาร์เทนเดอร์ตัวเล็ก คนสับสนคนที่สาม แล้วลากตัวพี่ชินบีออกจากผับโดยไม่สนเสียงเรียกของผู้ชายคนนั้นเลย ฉันพาเธอเดินไปไหนไม่รู้ไม่มีจุดหมาย ฉันรู้ตัวเองว่ากำลังสติแตกอีกแล้ว
            “!!” แรงยื้อจากอีกคนทำให้ฉันหันกลับไปมอง
            “พี่หนาวนะ” อากาศข้างนอกมันไม่เย็นเท่าไหร่หรอก แต่เพราะชุดที่เธอสวมนั่นแหละ ฉันเลยถอดเสื้อกันหนาวตัวนอกห่มตัวเธอไว้ ก่อนจะพาไปนั่งม้านั่งใกล้ๆ
            “.........”
            “ทำพี่เสียงานแต่กลับไม่รับผิดชอบอะไรเลยนะ” คำว่า ‘งาน’ ทำเอาฉันฉุนกึก
            “งั้นก็กลับไปคุยกับผู้ชายคนนั้นซะเลยสิ!”
            “เธอพูดเหมือนหึงเลยนะ” ฉันอ้าปากค้างแล้วกลับไปก้มมองพื้นเหมือนเดิม แล้วเอ่ยอะไรออกมาอย่างแผ่วเบา

“ใช่ ฉันหึง”



            “.........”
            “ฉันทนไม่ได้หรอกนะที่ต้องทนเห็นพี่ทำอะไรแบบนั้นน่ะ แต่แบบ....เฮ้อ” ฉันขยี้ศีรษะอย่างหัวเสียที่ต้องเป็นหมาบ้าแบบนี้ พยายามสงบสติอารมณ์แล้วนะแต่ภาพวันก่อนที่พี่เขาถูกใครไม่รู้มาลูบผมแล้วมัน... ฮึ่ยยยยย!!!!!!!
            “ฉันหวงพี่ หวงมากๆด้วย”
            “ขำอะไรเล่า!!” ฉันแหวใส่ที่อีกคนหัวเราะคิกคัก
            “เธอนี่ก็นะ...จะทำตัวน่ารักไปถึงไหนกัน” เธอยกมือมาจับแก้มฉันแล้วใช้นิ้วโป้งเกลี่ยไปมา

 


ทำเพียงแค่นั้น....

อารมณ์ที่คุกกรุ่นก็ดับมอดลงอย่างง่ายดาย



            “ฉันขอโทษ...ที่ไม่ฟัง แถม...ยังดูถูกพี่อีก” ฉันพูดเสียงเบาอย่างคนขี้ขลาด มือข้างซ้ายที่กำหมัดแน่นด้วยความกลัวถูกผ่อนคลายด้วยฝ่ามือนุ่มจากคนข้างกายวางทับ
            “เหตุผลนี้แหละฉันถึงไม่อยากบอกใครว่าทำงานที่ไหน ใครๆก็คิดเหมือนเธอแหละ”
            “พี่อธิบายมาหน่อยได้มั้ยว่าทำไมต้องทำงานแบบนั้น”
            “แบบไหนล่ะ?”
            “ก็...เอ่อ โอ๊ยยยยยย!!!!!!” เพราะพี่คงรำคาญที่ฉันไม่กล้าพูด แก้มข้างเดียวกับที่โดนตบถูกดึงยืดจนฉันร้องลั่น
            “ฉันเจ็บนะ!!”
            “ก็ต้องให้ใจเย็นก่อนน่ะสิถึงคุยกันรู้เรื่อง”
            “........” ฉันก้มหน้ามองพื้นคอนกรีตฟุตบาท
            “ฉันเป็นคนดูแลร้านเฉยๆ ไม่ได้ทำอาชีพนั้นอย่างที่เธอคิดหรอก”
            “ที่สำคัญ...ถึงเงินเยอะขนาดไหน ก็ไม่มีใครซื้อตัวฉันไปได้หรอก”
            “เอ๋?” ฉันแปลกใจที่พี่เขาตอบมาทันทีราวกับว่าเธออ่านใจฉันได้งั้นแหละ
            “ฉันเป็นลูกสาวมาสเตอร์ร้านนั้นน่ะ แถมมีอิทธิพลมากด้วย ใครไม่พอใจโดนเก็บหมด” ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ถะ ถ้าวันนั้นพี่ชินบีไม่พอใจแล้วไปฟ้องพ่อเธอ ฉันคงไม่ได้มานั่งคุยกับเธออยู่ตรงนี้เป็นแน่



จิ๊ด  จิ๊ด  จิ๊ด

เสียงจิ้งหรีดดังมาก



            “คือ...” / “เอ่อ...” เราทั้งสองเปิดปากพร้อมกันหลังจากเงียบไป แล้วพี่ชินบีผายมือให้ฉันพูดก่อน
            “ฉันมีอะไรจะบอกพี่อ่ะค่ะ” เธอหันมามอง ดวงตาของเธอบอกกับฉันว่า ‘ฉันเองก็เหมือนกัน’
            “ตอนแรกก็ไม่แน่ใจหรอก แต่ตะกี้ที่ฉันฟิวส์ขาด บวกกับผ่านๆมาที่เราไม่ได้คุยกันเลย”
            “...........”



            “ฉันคิดถึงพี่ และชอบพี่มากๆด้วย”



            “...........” ฉันจ้องตาของเธอ เพื่อบอกว่า ‘พูดอะไรบ้างสิ’


แล้วเธอก็พูดออกมาจริงๆ



            “ฉันเองก็ชอบเธอเหมือนกัน”



            อ่า.....

ไปไม่เป็นเลยแฮะ


            “เอ่อ...แหะ” ตลอดยี่สิบเอ็ดปี ฉันเคยโดนสารภาพรักมาบ้าง แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ฟังแล้วรู้สึกเขินขนาดนี้ เป็นเพราะฉันแอบหวังรึเปล่านะ...
            “อะไรกัน เป็นคนสารภาพคนแรกแล้วแท้ๆ”
            “อะ เอ๋? อย่าบอกนะว่าพี่ดูออกว่าฉันชอบพี่งั้นเหรอ”
            “รู้ตั้งแต่วันแรกที่เราแอบจ้องหุ่นพี่แล้ว” โอ้ว...รู้ด้วยว่าฉันหื่น
            “แล้ว......” ฉันเอ่ยแล้วเงียบไป พี่ชินบีเลยหันมามองฉัน
            “........”
            “เป็นสิ”
            “ฮะ!
? ระ รู้เหรอว่าฉันจะพูดอะไร”
            “หน้าเธอมันฟ้องอยู่แล้วนี่” บางทีพี่เขาก็น่ากลัวเกินไปนะ
            “อ่า นั่นแหละค่ะ” ฉันยกมือเกาหัวเพราะทำตัวไม่ถูก
            “แล้วเราจะรับพี่ได้เหรอที่ทำงานแบบนั้นน่ะ”
            “จะได้หรือไม่ได้ ฉันต้องพยายามค่ะ แฟนทั้งคนนี่นา” ไหล่ซ้ายของฉันถูกฟาดเต็มแรงด้วยความเขินของอีกคน พี่เขาก็น่ารักเหมือนกันแหละน่า
~

 



ต่อให้พี่ชินบีเป็นแอลกอฮอล์รสชาติแย่แค่ไหน

ฉันยอมดื่มให้หมด ถึงชาตินี้ไม่มีทางฟื้นแล้วก็ตาม

 


 






SPECIAL PART :



            “แมวออกลูกเป็นไก่แน่ๆ จองเยรินชวนกินเหล้า” โซวอนยูจูยังประหลาดใจไม่หายเพราะแอนตี้แอลกอฮอล์ตัวแม่อย่างเยรินเป็นคนออกปากไปร้านเหล้าเอง
            “ฉันจะฝึกไว้ไง ต้องไปดูแลพี่ชินบีทุกวัน” พอรู้เหตุผล ทั้งสองก็เบ้ปาก รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาทีละนิด พอมีแฟนแล้วเห่อแฟนมากกกก 



หนึ่งแก้วผ่านไป



พรู๊ดดดดด!!!!

            “เต็มหน้ากูเลย” ยูจูกระพริบตาปริบๆพร้อมปาดของเหลวที่เต็มใบหน้า
            “ขะ ขอโทษที” เยรินเอื้อมมือหมายจะเช็ดให้ คนตัวสูงกลับถอยหนี
            “ไม่ต้อง...กลั้นหายใจกินไปเลย”



หนึ่งขวดผ่านไป



            “แหวะ อ๊วกกกกกกกก” โซวอนลูบหลังเพื่อนตัวเล็กที่อ้วกแตกใส่ต้นไม้หน้าร้าน แล้วหันมาทำหน้าเพลียใส่อีกคน
            “ไม่ไหวอ่ะแก ขนาดขวดเดียวยังขนาดนี้ ขวดที่สองมันไม่อ้วกเอาเครื่องในออกมาเลยเหรอวะ”
            “ฉันว่าสอนมันให้กินน้ำเปล่ายังไงไม่ให้ปวดฉี่ดีกว่า” ยูจูส่ายหน้าอย่างปลงๆ

 


เยรินเอ๊ย! ดวงแกไม่คู่กับของพรรค์นี้เลยจริงๆ




ผลงานอื่นๆ ของ kwaRI-n

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

7 ความคิดเห็น

  1. #7 Hnnn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:08
    ❤❤❤❤❤❤❤
    #7
    0
  2. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 22:16

    วั๊ยตายแล้ววววววววว เพิ่งมาอ่าน น่ารักมากๆเลย

    ขอบคุณที่แต่งคู่นี้มาให้อ่านนะคะ

    #6
    0
  3. #5 DUMBY (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 11:18
    น่ารักมากๆเลยค่าาาาาาาาาาาาาา ชอบมากๆเลยค่ะ อ่านไปก็เขินไปทั้งเรื่องเลย ฮือออออ เยรินน่ารักแต่ก็หื่นไปด้วย ชอบมองหุ่นพี่เขาอ่ะ55555555 สู้ๆในเรื่องต่อไปนะคะไรท์ จะรอติดตามค่าาาาาาา
    #5
    0
  4. #4 9472
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 17:31
    เป็นเนื้อเรื่องที่น่ารักกกกกกก งื้ออออ ตอนขอเป็นแฟนนี่แอบเขินแทน บิดซ้ายขวา. งื้อ น่ารักไปอี๊ก

    ปล.เป็นกำลังใจให้เหมือนเดิมค่ะ จุบุ
    #4
    0
  5. #3 Erioru
    วันที่ 12 ธันวาคม 2560 / 20:46
    ฝึกกินเหล้าเพื่อไปเฝ้าแฟน ทำไมไม่ไปกินแฟนแทนกินเหล้าละ ห๊ะ จองเยริน
    #3
    0
  6. วันที่ 12 ธันวาคม 2560 / 16:28
    ชอบบบบบ เรื่องนี้บี๋ดูเป็นผู้ใหญ่ มีความน่าดึงดูด ส่วนพิเยเด็กน้อยของเราก็น่ารักซะเหลือเกิน พิเยต้องขอบคุณเพื่อนนะที่ชวนกินเหล้าในวันนั้นไม่งั้นไม่มีทางเดินชนบี๋หรอก 55555 ตอนสุดท้ายนี่ขำมาก ฝึกดื่มเหล้าไปเฝ้าแฟนน งุ้ยยย น่ารักกก ><
    #2
    0
  7. #1 lolecon
    วันที่ 12 ธันวาคม 2560 / 00:12
    สนุกมากค่ะชอบมาก😁😁 เรียงหน้าอ่านง่ายดี ขอบคุณค่ะ
    #1
    0