นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [ONE SHORT:GFRIEND&TWICE] Beside (SOWON X NAYEON)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้








“คราวนี้ฉันถามกลับบ้าง”
            “??”
            “เธอชอบฉันเหรอ”


เราจ้องตากันโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมา







t
b

เนื้อเรื่อง อัปเดต 6 เม.ย. 61 / 17:08




ติ๊ด ติ๊ด


เสียงเครื่องปั้มเวลาดังขึ้นทันทีเมื่อบัตรประจำตัวแตะเครื่อง เวลาเช้าตรู่แบบนี้ออฟฟิศในแผนกต่างร้างผู้คน มีเพียงคนเท่านั้นที่มาเช้าก่อนใครคนอื่น อิมนายอนละสายตาจากต้นเยอบีร่าที่กำลังฉีดน้ำใส่ มองคนมาใหม่ที่เข้างานต่อจากเธอเป็นคนที่สองในออฟฟิศ เวลาห่างกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ที่สำคัญ เธอมาเช้าทุกวันตั้งแต่ทำงานวันแรกไม่มีขาดตกบกพร่อง

“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณอิม” คนมาใหม่ทักทายเพื่อนร่วมงานที่มาเช้าเสมอ

คุณอิมทำเพียงส่งยิ้มตอบแค่นั้น แต่ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเธอหยิ่งหรอกเพราะเขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีกว่าคนอื่นๆที่เธอพบเจออีก
            “มาเช้าขนาดนี้กินอะไรมายังล่ะ?”
            “ทำไมเหรอคะ? คุณอิมจะชวนฉันกินเหรอ?” นายอนวางฟอกซ์ในมือกระแทกตู้วางของอย่างจงใจ รู้สึกขุ่นมัวหน่อยๆที่โดนอีกคนพูดหยอดตั้งแต่เช้า
            “โรงอาหารบริษัทอยู่ข้างหลังออฟฟิศนะ”
            “ถ้าฉันบอกว่าไม่ได้กินมา คุณจะมากินกับฉันมั้ย?”
            “ฉันกินมาแล้ว ขอบคุณ” ไม่ต้องมองก็รู้ว่าอีกฝ่ายยักไหล่พลางยกยิ้มเย้าหยอก เป็นปกติเวลาที่หล่อนตอบกลับไม่ได้

 


กวนจริงๆเลย

 



ฉันเหลือบมองคนตรงข้ามที่กำลังอ่านโพทอิทงานที่แปะหน้ากระจกสีขุ่น ก่อนเลื่อนสายตาลงมาที่ป้ายชื่อของเธอ


            คิมโซวอน พนักงานคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทได้ไม่นานมานัก ผู้จัดการจึงมอบหมายให้ฉันซึ่งทำงานด้านเดียวกับหล่อนและมุมทำงานของเราอยู่ห่างกันแค่ฉากกั้นเป็นคนสอนงานให้ เธอเป็นคนฉลาด หัวไว เข้าใจง่าย งานยากๆจึงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี บางครั้งออกจะซื่อๆหน่อย จะเรียกว่าไร้เดียงสาก็ไม่ปาน


            เธอเป็นคนมีเสน่ห์ล้นเหลือ ถ้าอยู่ในวงไอดอลคงอยู่ตำแหน่ง
วิชวลไม่ว่าชายหรือหญิงต่างชื่นชมเธอ


            บางครั้งแม้แต่ฉันเองก็ยังเผลอไผล

            ถ้าฉันไม่มีแฟนอยู่แล้ว ก็คงชอบหล่อนอยู่หรอก


            “คุณอิมคะ ฉันสงสัยตรงนี้น่ะค่ะ” เธอยื่นใบหน้าคมๆออกจากจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งโต๊ะเราหันหน้าเข้าหากัน

            บางครั้งฉันก็ไม่พอใจนักหรอกที่หล่อนพูดเป็นทางการ ฉันเกิดก่อนหล่อนสามเดือน แต่เกิดปีเดียวกัน ยังไงก็คือเพื่อนกันอยู่ดี


            “คลิ๊กตรงนี้ จะมีแถบขึ้นมา แล้วติ๊กช่องถูกออก แค่นี้แหละ” ฉันละมือจากเมาส์แล้วยืดเต็มความสูง ส่วนอีกคนน่ะเหรอ เท้าคางจ้องฉันอยู่น่ะสิ
!
            “มองฉันทำไม”
            “อ่า นั่นสิคะ ก็คุณอิมน่ามองนี่นา”


เธอนี่เป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ











 

  

“กลางวันนี้ไปกินไหนกันดี” พนักงานหนึ่งในห้องนั้นตะโกนถามทุกคน เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นเมื่อประเด็นคืออาหารกลางวัน
            “แล้วเธอล่ะโซวอน ไปกับพวกเรามั้ย?”
            “เอ่อ...” โซวอนมองหน้าฉันสลับคนถามด้วยความลังเล เพราะเมื่อวานเรานัดกันไว้ว่าจะไปกินร้านอาหารอิตาลีที่เปิดใหม่ไม่ไกลจากออฟฟิศ แต่เธอเป็นเด็กใหม่ ต้องทำอะไรตามใจรุ่นพี่ ซึ่งฉันก็เข้าใจว่าเป็นวัฒนธรรม ฉันเพยิดหน้าให้เธอตอบตกลงรุ่นพี่ไป เธอก็ทำตามแต่โดยดี
            “แล้วนายอนล่ะ เธอไม่ไปเหรอ?”
            “ไม่ล่ะ ฉันมีธุระ”
 ฉันสะพายกระเป๋าก่อนสะบัดผมเเล้วเดินตัวปลิวออกมาออฟฟิศโดยไม่สนใจสายตาละห้อยของรุ่นน้องคนใหม่เลย


ไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าเสียดายที่ไม่ได้กินข้าวกับเธอสองต่อสอง

 

 

  











“ขอตัวก่อนนะคร้าบบบบ” เสียงบอกลากลับตามด้วยเสียงเก็บของเก็บโต๊ะดังขึ้นจากหลายคน ดูรีบร้อนเหมือนกลัวบ้านหาย เสียงเครื่องปั้มเวลาดังขึ้นติดต่อกันฟังดูไพเราะสำหรับคนบ้างานอย่างฉันจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าเป็นเวลาเลิกงานอ่ะนะ
            “ยังไม่กลับเหรอคู่นี้?” เพื่อนร่วมงานคนนึงถามขึ้น
            “งานยังไม่เสร็จน่ะค่ะ” โซวอนตอบพลางส่งยิ้มให้เพื่อนร่วมงานคนนั้น นั่นทำให้ฉันเบ้ปากโดยไม่รู้ตัว


หึ! โปรยเสน่ห์เรี่ยราดจริงๆ



            “เหลืออีกเยอะมั้ยล่ะ?” ฉันถามโดยไม่มองเพราะกำลังง่วนกับการจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย
            “เสร็จแล้วค่ะ” พูดจบ เสียงชัตดาวน์คอมก็ดังขึ้น นั่นทำให้ฉันหันขวับจ้องคนตัวสูงเขม็ง
            “ไหนว่ายังไม่เสร็จไง” จะว่าไป...พอถึงเวลาเลิก เธอจะเอื่อยๆแตกต่างกับคนอื่นจนต้องกลับพร้อมฉันทุกที
            “ตอบผิดค่ะ”
            “.....?” ฉันงงกับวลีที่ออกจากปากหล่อน
            “อันที่จริง ต้องตอบว่าอยู่รอคุณอิมค่ะถึงจะถูก”


ให้ตาย...รู้สึกร้อนขึ้นมายังไงไม่รู้ แอร์ก็เพิ่งปิดไปนี่นา


“ใครใช้ให้รอ” ฉันยักไหล่ทำเป็นไม่สนใจพลางจัดของต่อ
            “ก็--” เธอหยุดปากเพราะฉันยกนิ้วชี้ขึ้นห้าม “ไม่ต้องตอบ เก็บของไปเงียบๆ”





.

.

.

.

.





“คุณอิมคะ ลืมอันนี้รึเปล่าคะ?” โซวอนวิ่งมาหาพร้อมชูสมุดโน้ตของฉัน(เธอเก็บของช้าฉันเลยออกมาก่อน)
            “อ๋อ ใช่ ขอบใจมากนะ” ฉันรับมาแล้วใส่กระเป๋า มองคนตัวสูงที่ยืนหอบเบาๆ
            “ทำไมไม่เรียกชื่อฉันล่ะ?” เราพูดคุยกันขณะเดินไปที่ลิฟต์ ฉันยังติดใจเรื่องนี้ไม่หาย รู้จักกันตั้งสามย่างสี่เดือนแล้วยังคุยเหมือนเพิ่งรู้จักใหม่ๆ
            “ก็คุณบอกว่าอยู่บริษัทต้องเรียกแบบเป็นทางการสิ”
            “ถ้าฉันเรียกเธอ
คุณคิมบ้างล่ะ เธอชอบมั้ย?”
            “ชอบ” ฉันเหลียวมอง แววตาซุกซนนั่นทำให้ฉันอดเขินไม่ได้ ที่บอกว่าชอบนี่ชอบอะไรกันแน่
            “งั้นฉันเรียกคุณว่า
นายอนตอนเราอยู่กันสองคนละกันเนอะ”
            “ควรทำแบบนี้ตั้งนานแล้ว”
            “หรือให้เรียกคุณว่าที่รักดี?”
           

เฮ้อ...จริงๆเล้ย


            “ไปกินยากิโซบะกันมั้ยคะ
?” จู่ๆ เธอก็เปลี่ยนเรื่องเป็นมื้อเย็น
            “ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันไดเอทอยู่” ฉันตอบหลีกเลี่ยง
            “ไม่ต้องไดเอทหรอกค่ะ คุณหุ่นดีอยู่เเล้ว”
            “นี่ชมหรือประชด” เราทั้งคู่ก้าวเข้าไปในลิฟต์ทันทีที่ประตูเปิดออก
            “พูดจริงนะคะ”
            “ถึงจะเป็นความจริง แต่ใช่ว่าจะตามใจปากยังไงก็ได้นะ”
            “แต่ฉันตามใจคุณนะ ถ้าคุณไม่ไปฉันก็ไม่ไป”
            “ถ้าเธอพูดแบบนี้อีกครั้ง ฉันคิดว่าเธอจีบฉันแล้วนะ” ร่างสูงยิ้มขำ ทว่าโทรศัพท์ของฉันดึงความสนใจของพวกเราไป หัวใจฉันเต้นระรัวทันทีที่เห็นชื่อคนโทรเข้า

            “จองยอนอา
~~~

ฉันยิ้มกว้างอย่างห้ามไม่อยู่ เนื่องจากปลายสายซึ่งทำงานตั้งไกลแถมยุ่งมากๆจนไม่มีเวลาตอบข้อความ กลับเป็นฝ่ายโทรมาเอง โดยไม่สนใจใครอีกคนที่อยู่ในกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมซึ่งทำหน้านิ่งอัตโนมัติ

            (เลิกงานยังเนี่ย?)  
            “เลิกนานแล้วล่ะ รอเธอโทรมาอยู่นะรู้มั้ย”
            (เลิกงานแล้วแต่ยังไม่ออกจากออฟฟิศใช่มั้ย รู้นะ)

เราทั้งคู่สนทนากันจนลิฟต์จอดประกอบกับแฟนของฉันต้องการวางสาย


            (แค่นี้ก่อน อย่ามัวแต่โหมงานจนลืมกินข้าวล่ะ คิดถึงมากนะ)
            “บอกตัวเองเถอะ คิดถึงเหมือนกัน” ฉันพูดส่งท้าย ก่อนวางสายแล้วเก็บสมาร์ทโฟนใส่กระเป๋า ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียว ฉันเหลียวมองคนตัวสูงซึ่งตอนนี้หายไปไหนไม่รู้ แล้วฉันก็พบว่าเธอกำลังเดินไปที่ลานจอดรถ
            “นี่
!” ฉันแผดเสียงดังลั่น โซวอนหันกลับมาหา “จะไปไหนน่ะ”
            “ก็จะกลับบ้านไง”
            “ไหนว่าจะไปกินยากิโซบะกันไง”
            “ก็คุณบอกว่าไม่กิน”
            “เปลี่ยนใจแล้ว” ฉันกระชับกระเป๋าสะพายแล้ววิ่งมาหาควงแขนหล่อน
            “ไปกันเถอะ”

 



....................................



            


            “นี่”
            “....?” โซวอนเงยหน้าขึ้นมาจากจาน เส้นโซบะยังคาปากอยู่เลย
            “เธอซื้อรถนานรึยังอ่ะ”
            “หมายถึงรถที่ขับมาอ่ะเหรอ” เธอใช้นิ้วโป้งชี้ไปด้านหลัง ฉันพยักหน้า
            “อ้อ ก็ประมาณต้นปีนะ แต่เพิ่งมาใช้ตอนย้ายที่ทำงานใหม่ๆ”
            “เก็บเงินซื้อเองเหรอ?”
            “ก็ครึ่งนึง อีกครึ่งของพ่อแม่น่ะ”
            “แสดงว่าบ้านก็มีฐานะน่ะสิ ถึงได้ถอยรถยุโรปแพงๆแบบนั้น”
            “จะว่าอย่างนั้นก็ได้นะ” โซวอนยักไหล่ แล้วกลับไปสนใจยากิโซบะต่อ


            “ถามบ้างสิ” จู่ๆ คนตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นมาอีกหลังจากกินเสร็จแล้ว
            “แฟนคุณทำงานที่ไหน อาชีพอะไร?”
            “ทำไมมาคุ้ยเรื่องส่วนตัวล่ะ” ฉันแกล้งฉุน
            “ฉันให้คุณคุ้ยเต็มที่นะ แต่บางครั้งต้องเป็นฝ่ายคุ้ยบางล่ะ” เธอวางตะเกียบแล้วตั้งศอกวางบนโต๊ะแล้วจับมือประสานกันเหมือนตำรวจกำลังสอบสวนผู้ต้องหายังไงไม่รู้
            “แฟนฉันทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่นน่ะ เป็นนักโภชนาการ”
            “โห แสดงว่าต้องเก่งมากแน่ๆ”
            “แน่น๊อน แต่งานก็รัดพอตัว” ฉันยกมือเท้าคางพร้อมทำหน้าเซ็งเมื่อก้มดูโทรศัพท์ ไร้การแจ้งเตือนใดๆ
            “แล้วคุณได้ไปหาเค้าบ้างมั้ย?”
            “ไม่เลย” ฉันส่ายหน้าก่อนวางมือลง “เขาไม่ให้ฉันไปเพราะไม่มีเวลาพาเที่ยวหรอก”
            “คุณไปเที่ยวเองก็ได้นี่ การเดินทางก็คงใกล้เคียงกับที่นี่แหละ”
            “ไม่รู้สิ” ฉันใช้นิ้วลูบวนปากแก้วอย่างเหงาหงอยเพราะคิดถึงคนอยู่แดนไกล
            “ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน จะเจอกันเพื่ออะไร...ใช่มั้ยล่ะ?” ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับโซวอน ดวงตาคมสั่นไหวจนฉันเดาความคิดเธอไม่ได้ แต่ฉันพอรู้...ว่าฉันมีอิทธิพลกับเธอไม่น้อย




            “ดื่มอะไรหน่อยมั้ย?” หลังกินข้าวเสร็จ เรามาเดินเล่นที่สวนย่อมใกล้ร้านเพราะฉันยังไม่อยากกลับ โซวอนก็ตามใจฉัน
            “เอาสิ” พอตอบรับ โซวอนก็เดินหายไป สักพักเธอก็กลับมาพร้อมกระป๋องน้ำผลไม้สองกระป๋อง
            “อะไรกัน ไม่ใช่เบียร์เหรอ”
            “พรุ่งนี้วันพุธนะคุณ”
            “โธ่...ฉันก็อยากดื่มบ้างนะ” ฉันบ่นเง้างอด แต่ยอมก็ดื่มน้ำผลไม้กระป๋องนี่
            “เอาไว้โอกาสหน้าละกัน”
            “โอกาสไหนอีกล่ะ ฉันไม่ใช่คนเที่ยวกลางคืนนะ”
            “ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นซะหน่อย” คนตัวสูงนั่งลงข้างฉัน
            “หมายถึงปาร์ตี้ปีใหม่หรือฉลองวันพิเศษ อะไรเทือกนั้น”
            “เฮ้อ อีกนานเลยทีเดียว” เราทั้งคู่เงียบลง ฟังเสียงแมลงแข่งส่งเสียงกันระงมกับเสียงรถราที่ขับบนถนน
            “ฉันถามอีกได้มั้ย?”
            “เอาสิ อยากรู้เรื่องอะไร”
            “ทำไมคุณไม่ค่อยมีเพื่อน” ทำไมถามแต่คำถามจี้ใจพรรค์นี้ ฉันแอบด่าในใจแล้วใช้ความคิดในการคิดเรื่องนี้ อืม...
            “เพราะฉันทำตัวแปลกหมู่ละมั้ง”
            “........”
            “ใครบ้าจะมาทำความสะอาดห้องทั้งที่แม่บ้านทำไปแล้ว ใครล่ะจะมัวแต่จัดแฟ้มในตู้ให้มันเรียงสวยงาม ใครกันจะเจ้าระเบียบเข้าขั้นโรคจิตขนาดนี้”
            “........”
            “บางคนก็หาว่าฉันเป็นโรคด้วยซ้ำ แต่ไม่เคยด่าว่าเพราะฉันทำให้สะอาดอยู่เสมอ เหมือนเป็นเครื่องดูดฝุ่นยังไงยังงั้น เสียงดังหนวกหู แต่ผลลัพธ์มันออกมาดี”
            “จองยอนเองก็รู้เรื่องนี้ เธอเคยบอกให้ฉันลาออกแล้วอยู่บ้านเฉยๆด้วยซ้ำ แต่ฉันทำไม่ได้หรอก”
            “........” เราเงียบกันอีกครั้ง
            “อย่าร้องไห้นะ” เป็นฝ่ายโซวอนเองที่เริ่มพูดก่อน
            “อะไร ห้ามคนร้องไห้ได้ไง แล้วฉันก็ไม่ได้ร้องไห้ด้วย
!
            “ก็เห็นคุณเศร้านี่”
            “ก็แค่ทำหน้าป่ะ ไม่ได้หมายความว่าจะร้องไห้สักหน่อย” พูดจริงนะ ถ้านึกถึงความโดดเดี่ยวก็มีเศร้าบ้าง แต่ฉันชินแล้วเลยไม่แคร์
            “แน่ใจนะ”
            “เออสิ
! จะอะไรนักหนา” ฉันวีนใส่จนอีกฝ่ายหงอยเหมือนเด็กๆ นั่นทำให้ฉันหลุดขำออกมา คนตัวสูงดูท่าทางจริงจังก็มีมุมแบบนี้ด้วย
            “คราวนี้ฉันถามกลับบ้าง”
            “??” โซวอนพยักหน้าอนุญาต ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วพูดออกมาว่า
            “เธอชอบฉันเหรอ”

 


เราจ้องตากันโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมา

 









 

ตึง!


ขณะที่ฉันกำลังออกจากห้อง เพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างในก็ชวนคุยจนทำให้ฉันยืนอยู่แบบนั้น แต่มือของฉันผลักบานประตูตามสมองสั่งโดยที่ฉันไม่มอง ทำให้บานประตูชนกับอะไรบางอย่างเข้าเต็มเปา และชนแรงมากจนหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งล้มไปนั่งกับพื้น
            “คุณ
!” ฉันถลาเข้าไปดู หล่อนยกมือกุมหน้าม้าที่บดบังด้วยผมหน้าม้าบางๆ
            “คุณ...เจ็บตรงไหนบ้าง?” ฉันถามพร้อมพยายามเอียงไปมาให้มองใบหน้าของเธอชัดๆ
            “มะ ไม่ ไม่เป็นไรเลยค่ะ”
            “ไปห้องพยาบาลกันเถอะค่ะ”
            “ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ เชื่อฉันสิ
!” หล่อนเงยหน้าขึ้นมาพร้อมทำหน้าบึ้งตึงใส่ นั่นทำให้ฉันเห็นเธอชัดเจน


ใบหน้าอ่อนเยาว์ราวกับเด็กมัธยมต้น ดวงตากลมสีน้ำตาลเข้มเหมือนลูกแมว ริมฝีปากสีเชอร์รี่บิดโค้งตามอารมณ์ ซึ่งเห็นฟันกระต่ายสองซี่หน้าค่อนข้างชัดเจน หน้าบูดบึ้งไม่ได้ทำให้ฉันแม้แต่น้อยกลับทำให้นึกเอ็นดูมากกว่า


เธอทำให้รู้จักคำว่าโลกหยุดหมุนนั้นเป็นยังไง



            ราวกับระบบการทำงานในตัวฉันเกิดขัดข้องขึ้นมา ไม่มีปฏิกิริยาอะไรทั้งนั้น ไม่ได้แม้ยินเสียงของเธอที่บอกกับฉันว่า
คราวหน้าก็ระวังด้วยนะคะ 



            “คุณๆ อ้าว หายไปไหนแล้ว เฮ้ย
! ไปนั่งทำไมตรงนั้น” ฉันรู้สึกตัวเพราะเสียงที่แผดดังของเพื่อนร่วมงาน หญิงสาวคนนั้นหายไปแล้ว
            “อ้อเปล่า” ฉันลุกขึ้นพร้อมปัดฝุ่นที่ก้น
            “เฮ้อ
! แกเห็นผู้หญิงตัวเล็กๆที่มีฟันกระต่ายรึเปล่า?” ฉันมองอีกฝ่ายเพราะถามถึงคนที่ฉันทำร้ายร่างกายตะกี้
            “เห็นนะ”
            “แล้วเธอไปไหนแล้วล่ะ?”
            “มะ ไม่รู้สิ เดินผ่านหน้าห้องไปอ่ะ” ฉันไม่ได้โกหก แค่เล่าไม่จบเฉยๆเอง
            “โหย แย่เลย” เพื่อนตัวสูงพอๆกันเท้าทำท่าสะเอวพร้อมทำหน้าเซ็งสุดขีด
            “ทำไมเหรอ? แล้วเธอเป็นใคร?”
            “เค้ามาส่งจดหมายให้ฉันเพราะจ่าหน้าผิดน่ะ ฉันชื่อ
นายองไม่ใช่ นายอนสักหน่อย แล้วฉันนามสกุล คิมนะว้อย ไม่ใช่ อิม ฉันว่าพิมพ์ถูกแล้วนะ”
            “แล้วไม่ใช่ผิดแค่ชื่อนะ ยันเลขที่บ้านอ่ะ
!” ฉันเหลียวมามองเพื่อนสนิททันที่ได้ยินคำว่า เลขที่บ้าน
            “อาจจะย้ายบ้านใหม่เลยลืมๆบ้างนี่”
            “เปล่า ไม่ใช่หรอก อิหมึกไม่รักดีนี่แหละ เลอะเลือนแถมปนไปหมด มาส่งถูกสิแปลก ฮึ่ย
! แม่ค้าใช้ปริ้นเตอร์ราคาถูกก็งี้”
            “ที่สำคัญนะ จดหมายของหล่อนอยู่ที่ฉัน เอาง่ายๆคือเราสลับจดหมายกัน แต่เธอไม่รู้เลยรีบกลับไปไง เซ็งชะมัด 
@#$!%^*@” ในขณะที่เพื่อนร่วมงานกำลังบ่นสัพเพเหระ ฉันคว้าซองจดหมายในมือมาอ่าน



ชื่อผู้ส่ง ยูจองยอน อืม พออ่านได้
            ชื่อผู้รับ อิมนายอน หมึกปนกันจนอ่านยากจริงๆแฮะ



อิมนายอนเหรอ น่ารักยันชื่อเลยนะ




            “ฉันจะไปส่งให้เธอเอง”
            “เอ๋
!? แต่บ้านแกกับคุณอิมอยู่คนละโยชน์เลยนะ”
            “เย็นนี้ฉันไปแถวนั้นพอดี ไม่ต้องห่วงหรอก” ฉันตบบ่าเพื่อนสนิท ก่อนเดินกลับเข้าห้องทำงานตัวเองไป

 


จะด่าฉันว่าเป็นคนฉวยโอกาสยังไงก็ได้
            แต่เมื่อโอกาสมาถึง ต้องรีบคว้าไว้ใช่มั้ยล่ะ
            ฉันเอง...ก็ไม่อยากเสียรักแรกไป

 


เชื่อแล้วล่ะ
            รักแรกพบน่ะ มันมีอยู่จริงๆ









            “คุณคิมครับ ลองพิจารณาใหม่อีกสักครั้งเถอะครับ อีกสองเดือนคุณจะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายแล้วนะครับ ถ้าคุณย้าย ต้องนับหนึ่งใหม่นะ”
            “ฉันยืนยันตามที่รายงานคุณแล้วค่ะ” หลังเหตุการณ์วันนั้น ผ่านมาสามเดือน ฉันก็ยื่นใบลาออกท่ามกลางความตกใจของใครหลายๆคน
            “คุณมีปัญหาอะไรก็คุยกับผมได้นะ คิดว่าไม่ใช่เจ้านาย-ลูกน้อง แต่เป็นเพื่อน” ฉันยิ้มบางเพราะเข้าใจเจตนาผู้จัดการฝ่ายที่ไม่อยากเสียคนทำงานไป
            “ฉันมีความสุขกับที่นี่มากเลยค่ะ ไม่ว่าเรื่องงานหรือทุกคนในนี้ ส่วนปัญหา...”



ปัญหาคือหัวใจของฉัน
            ฉันไปแอบมองเธอทุกวันที่ที่หน้าคอนโด
            คิดว่าทำแบบนี้ก็คงพอเยียวยาได้ แต่ไม่...




            “คงเป็นเรื่องสุขภาพมั้งคะ”



            ฉันอยากเจอเธอทุกวันจนแทบจะเป็นบ้า





....................................






            “ยินดีด้วยนะคะคุณคิมโซวอน ฉันได้ข่าวมาว่ากรรมการสัมภาษณ์ให้คะแนนคุณเต็มทุกช่องเลยค่ะ” พนักงานหญิงคนนึงชวนคุย หลังจากปฐมนิเทศพนักงานใหม่เสร็จสิ้น
            “ขอบคุณมากเลยนะคะ”
            “รอสักครู่นะคะ จะมีคนจากแผนกมารับตัวคุณ ขอให้โชคดีนะคะ” ฉันก้มหัวขอบคุณแล้วมานั่งรอหน้าห้องประชุม พนักงานใหม่คนอื่นต่างไปกันหมดแล้วจนเหลือเพียงฉันคนเดียว
            “ขอโทษนะคะ
!” เพราะทางเดินมันค่อนข้างทึบ เสียงเลยก้องดังวาน โชคดีที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้น ฉันเองก็ไม่ใช่คนขวัญอ่อนเลยไม่ตกใจ แต่หัวใจเจ้ากรรมมันกลับเต้นแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ
            “ขอโทษค่ะที่มาช้า”
            ฉันยังเตรียมใจไม่ทันเลย
            “รอนานมากมั้ยคะ?” หญิงสาวในชุดเดรสทำงานสีน้ำทะเลกำลังยืนหอบหายใจเพราะวิ่งมา
            “ไม่นานหรอกค่ะ”
            “คุณคิมโซวอนใช่มั้ยคะ? ฉัน อิมนายอนนะคะ” เธอแบมือบางๆออกมา
            “ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ฉันจับมือทักทาย แล้วรีบปล่อยทันที เพราะกลัวเธอรู้ว่าฉันตื่นเต้นแค่ไหนที่ได้เจอเธออีกครั้ง
            “เราไปแผนกกันเถอะค่ะ งานรอคุณเพียบเลย” เธอพูดติดตลกทำให้ฉันยิ้มออกมาได้ไม่ยาก




            “เอ่อ...คุณอิมคะ” ระหว่างทางที่เดินไปแผนก ฉันเอ่ยขึ้นมาพร้อมหยุดเดิน เธอเองก็หยุดแล้วหันมามอง
            “คุณจำฉันได้มั้ยคะ?”
            “คะ?” ฉันยิ้มอย่างนึกสมเพชตัวเอง ไม่แปลกหรอกที่เธอจำไม่ได้
            “ฉันมีของจะให้คุณค่ะ” ฉันหยิบจดหมายที่สลับกับเพื่อนสนิทชูขึ้น
            “อ่ะนั่น
!” เธอรับมันมาแล้วมองหน้าฉันอีกรอบ
            “ขอโทษนะคะ ฉันจำหน้าคุณไม่ได้ แต่ฉันเคยไปบริษัทนั้น”
            “ไม่ต้องซีเรียสนะคะ ขอโทษค่ะที่ฉันไม่ได้ไปส่งให้คุณเลย ช่วงนี้มีปัญหาเยอะนิดหน่อย”
            “อ่า ขอบคุณมากเลยนะคะ อันที่จริง เขาเขียนอันใหม่ส่งมาให้แล้ว แต่ยังไงก็ขอบคุณนะคะ”
            “ไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่เพื่อนคุณอิมอยู่ต่างประเทศแล้วทำไมถึงส่งจดหมายมาหาเหรอคะ” จะว่าฉันสาระแนก็ได้นะ ก็มันอยากรู้จริงๆนี่นา สมัยนี้เทคโนโลยีก็สะดวกพอตัวอยู่แล้ว
            “เขาบอกว่าชอบความคลาสิคของจดหมายน่ะค่ะ แต่ถ้าคิดถึงกันมากๆก็โทรหากันนะ” เธอยิ้มกว้างจนตาปิด เห็นฟันกระต่ายชัด รอยยิ้มนั้นดูสดใสมากจนฉันอดยิ้มตามไม่ได้
            “คุณกับเพื่อนคุณน่ารักจังเลยนะคะ”
            “ขอบคุณค่ะ อันที่จริงก็ไม่ใช่เพื่อนหรอกค่ะ”



หัวใจกระตุกและเริ่มเต้นช้าลงทีละนิด



            “จองยอนเป็นแฟนฉันเองค่ะ”






 




ฉันเป็นฝ่ายทำลายความเงียบโดยระเบิดเสียงหัวเราะออกมา แล้วบอกว่าเธอน่ะ หลงตัวเอง แค่หยอดเฉยๆก็คิดไปไกลแล้วเหรอ แน่นอนว่าโดนอิมนายอนเอาน้ำผลไม้กระป๋องไล่ทุบ เราวิ่งเล่นกันจนเหนื่อยและจุก ไม่นานนักเราก็กลับบ้านโดยฉันเป็นฝ่ายไปส่งเธอ
            “เบาะนุ่มดีจัง”
            “งั้นมานั่งบ่อยๆมั้ยล่ะ”
            “ก็ดี จะได้ไม่ต้องเปลืองค่ารถ ฮ่าๆๆ” ฉันย่นปากด้วยความหมั่นไส้ แล้วเราสองคนก็โฟกัสไปที่โทรศัพท์ของนายอนที่แผดดังขึ้น ดูจากรอยยิ้มของเธอ ก็รู้แล้วล่ะว่าใครโทรมา
            “จองยอนอา ว่างแล้วเหรอ...กินข้าวยัง...แปบนะ” นายอนละโทรศัพท์ออกจากหูแล้วกล่าวว่า
ขับรถดีๆนะ พร้อมโบกมือลาก่อนปิดประตูรถ


            “เพื่อนผู้หญิงมาส่งน่ะ”



เสียงภายนอกได้ยินแค่แผ่วเบา แต่มันกลับก้องกังวานในใจ



ฉันจ้องมองตลอดจนเธอขึ้นตึกหายลับตาไปพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมสุข




            รอยยิ้มที่ฉันอยากได้จากรักแรก

ซึ่งห่างไกลไปทุกที




ฉันนั่งในรถนิ่งๆราวกับหมดแรง ก่อนเหลือบมองที่นั่งข้างคนขับซึ่งไม่เคยมีใครได้นั่งมาก่อนนอกจากอิมนายอน




            “เบาะนุ่มดีจัง”
          “งั้นมานั่งบ่อยๆมั้ยล่ะ”
          “ก็ดี จะได้ไม่ต้องเปลืองค่ารถ ฮ่าๆๆ”

            



            ฉันยกยิ้มจางๆ แล้วเตรียมตัวออกรถเพื่อกลับบ้าน




            แค่ทำให้เธอมีความสุขที่อยู่กับฉัน

แค่นั้นก็พอใจแล้วล่ะ






ผลงานอื่นๆ ของ kwaRI-n

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. #3 9412
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 17:12
    งื้อคุณไรท์เตอร์คนโปรด จบดราม่าตัลหลอด งือ ฉงฉานพี่วอน เรียกนุ้งอึนมาดามใจด่วน

    แต่งสนุกมากเลยค่ะ อินน เป็นกำลังใจให้ตลอดนะคะ <3

    ปล.หาคู่ข้ามวงสองวงนี้มานาน ดีใจมากที่ไรท์หยิบมาแต่งนะคะ จุบุ
    #3
    0
  2. #2 WonB
    วันที่ 12 ธันวาคม 2560 / 00:29
    ชอบมากเลยค่ะ หาคู่นี้มานานแล้วแต่ไม่มีเลย
    จะรอ เรื่องต่อไปนะคะ
    #2
    0
  3. #1 pnpnpn01 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 14:15
    ไม่เคยเจอคู่นี้เลย หายากมากที่คู่กับ gg ข้ามวง เรื่องนี้ก็ดีมากๆเลยค่ะ ถ้าแต่งคู่นี้อีก ขอให้โซวอนสมหวังด้วยนะคะ
    #1
    1
    • #1-1 kwaRI-n(จากตอนที่ 1)
      11 ธันวาคม 2560 / 17:49
      รับทราบค่ะ ^_^ ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ <3
      #1-1