นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

[ONE SHORT:TWICE] SPARKLE (TZUYU x SANA) #รักนะแต่ซาจื่อไม่แสดงออก

โดย kwaRI-n

คนที่ฉันจำได้ แต่ไม่มองเห็น คนที่ฉันพยายามจะลืมกลับมองชัดเจน...คนๆนั้นคือคนสำคัญของฉันค่ะ

ยอดวิวรวม

1,321

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


1,321

ความคิดเห็น


5

คนติดตาม


47
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  24 พ.ค. 60 / 22:35 น.
นิยาย [ONE SHORT:TWICE] SPARKLE (TZUYU x SANA) #ѡҨʴ͡

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้









เราต่างมีนาฬิกาทรายของตัวเอง
และพยายามจะจุมพิตระหว่างที่มองมัน
หลังจากที่เราบอกลากันด้วยคำว่า ลาก่อน 
เราจะมาพบกันใหม่ในที่ซึ่งไกลจากคำว่าห่างไกล

Sparkle - RADWIMPS



themy butter 


สวัสดีค่า~~ ชิปซาจื่อมานาน ขอแต่งบ้างนะคะ 555

เห็นกิจกรรมของซาจื่อไทยตอนเป็นโปรเจค #ซาจื่อดื่มกับอะไรก็อร่อย
ตั้งใจว่าอยากมาร่วมกิจกรรมอันต่อไป แน่นอนว่ามาแล้วก็ไม่พลาดแน่นอน

ยังไงก็ขอฝากฟิคสั้นของทไวซ์เรื่องแรกด้วยนะคะ ^^


t
b

เนื้อเรื่อง อัปเดต 24 พ.ค. 60 / 22:35




รถยนต์ยี่ดังเข้าจอดที่ๆจอดประจำ ไฟหน้ารถค่อยๆดับลงพร้อมเครื่องยนต์ โจวจื่อวี่ปิดประตูรถก่อนเดินขึ้นหอสมุดด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่ต่างกับวันก่อนหน้านี้

เด็กมัธยมปลายปีสองซึ่งอีกไม่นานจะขึ้นปีสาม ในระหว่างวันหยุดปิดเทอมใช่ว่าใช่ว่าหยุดเล่นหรือพักผ่อนเฉกเช่นเพื่อนบางคน จื่อวี่อาจเหมือนเด็กเรียนที่ขยันติวหนังสือไม่เว้นวัน มันคงจะดีหรอกถ้าเป็นความตั้งใจของเขาเอง ความกดดันทางครอบครัวหลอมตัวจื่อวี่ให้กลายเป็นคนเงียบขรึม สีหน้านิ่งตลอดเวลาทำให้เพื่อนๆไม่กล้าเข้าหา...แต่จื่อวี่กลับคิดว่าเป็นเรื่องดี

เขาแบกรับความหวังของครอบครัวตัวเองไว้ ความหวังที่จื่อวี่ต้องกลายเป็นนักธุรกิจชื่อดังเหมือนพ่อแม่เขา แม้มีความสะดวกสบายครบครันแต่จื่อวี่เองก็รู้สึกตัวว่าเขาเองก็ขาดอะไรไป

 

อิสรภาพ....

 

รถยนต์ที่สามารถไปไหนมาไหนเองได้ แต่ระบบจีพีเอสที่ติดไว้ก็ไม่ต่างกับคุกเคลื่อนที่ ถ้าเขาออกนอกเส้นทางก็รู้ทันที
            ขึ้นปีสามนั่นหมายความว่าปีต่อไปคือปีหนึ่งในรั้วมหาลัย ความกดดันทางการเรียนเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เช่นปิดเทอมนี้ เขาต้องมาติวในหอสมุดเวลาค่ำทุกคืน


            จะมาหอสมุดหรือไม่มา ก็ไม่ต่างกัน

เขาก็ต้องอ่านหนังสือวิชาการอยู่ดี

                            

                            

จื่อวี่ยกหนังสือที่เลือกมาแล้วมานั่งโต๊ะติดกระจกที่ประจำของเขา ซึ่งมันค่อนข้างไกลผู้คนแต่ก็ไม่ไกลมากจนเกินไป

 

เด็กสาวพลิกหนังสือวิทยาศาสตร์ที่คิดว่าน่าสนใจที่สุดอ่านหน้าถัดไป เหมือนว่าเขาอยากพักสมอง ไม่อยากรับรู้เรื่องมีประโยชน์แต่ไม่ได้เอามาใช้...แน่นอนว่าแทบไม่ได้เข้าหัวเลยสักนิด


            “ขอนั่งด้วยได้มั้ยคะ” หญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งเข้ามาขออนุญาต
            “??”
            “คือโต๊ะอื่นเต็มอ่ะค่ะ” จื่อวี่เงยหน้ามองโต๊ะอื่นๆที่ว่า วันนี้นักเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งมาจองไว้ ซึ่งตอนนี้กำลังติวกันอยู่ มีแค่สองสามโต๊ะเท่านั้นที่เป็นคนนอก
            “อ่า ได้ค่ะ” ผายมือพร้อมยกยิ้มอย่างเป็นมิตร เมื่อหญิงสาวนั่งลงเรียบร้อย เขากลับมาอ่านหนังสือเงียบๆต่อ

 

 

 


           
            “มีอะไรเหรอคะ?”
            “อ๊ะ ปะ เปล่าค่ะ” ร่างสูงเก้อเขินที่จู่ๆโดนจับได้ ตอนแรกเขาแอบมองชื่อหนังสือซึ่งคุ้นๆตา  แต่นึกไม่ออกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เมื่อเจ้าของหนังสือไม่รู้ว่าเขามอง จื่อวี่จึงลามไปมองหน้าเธอ

ผิวขาวจัดดุจหิมะ เรียวปากบางสีแดงธรรมชาติแต่งแต้มด้วยลิปกลอส ผมสีน้ำตาสลับแซมเทาอ่อนๆดูโดดเด่นกว่าใคร ดวงตากลมโตสดใสตลอดเวลา จมูกโด่งน่าสัมผัส หน้าตาทางเอเชียแต่ดูรวมๆแล้วไม่ใช่คนเกาหลีแน่นอน


แต่สวย

...สวยมากด้วย

 


            “มองอีกแล้วนะคะ”
            “อ๊ะ ขอ ขอโทษค่ะ”
            “มีอะไรจะถามรึเปล่าคะ” จื่อวี่หลบตาแก้เขินที่สาวเจ้าเปิดโอกาสคุยกับเขา
            “เรื่องที่อ่านอยู่...สนุกรึเปล่าคะ”
            “นึกว่าจะถามชื่อซะอีก” หญิงสาวทำหน้าง้ำงอเล็กน้อย
            “เราไม่รู้เรื่องนี้เหรอคะ” จื่อวี่ส่ายหน้า
            “การ์ตูนก็ไม่เคยดู” เขาส่ายหน้าอีก
            “
Beauty and Beast เป็นเรื่องของเจ้าชายคนหนึ่งที่โดนคำสาปให้กลายร่างเป็นอสูร โดยมีดอกกุหลาบเป็นสื่อกลางหากกลีบกุหลาบกลีบสุดท้ายร่วงโรยเมื่อไหร่ เขาต้องกลายเป็นอสูรตลอดชีวิต”
            “เอ๋
!? ไม่มีทางแก้เลยเหรอคะ” หญิงสาวยกยิ้มอย่างเอ็นดูที่เห็นอีกฝ่ายตื่นเต้น
            “มีค่ะ เขาต้องพบรักแท้ถึงจะกลายร่างเดิม”


โจวจื่อวีปิดหนังสือวิชาการโดยไม่ละสายตาจากหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังเล่านิทานให้เขาฟัง

 





 


            “........”

 

จื่อวี่นอนหงาย แขนทั้งสองข้างชูหนังสือเรื่อง Beauty and Beast ขึ้น เขาจ้องมันสักพักก่อนนึกถึงคนที่แนะนำเรื่องให้


            “พี่ชื่ออะไรเหรอคะ” จื่อวี่วิ่งตามพี่สาวที่เพิ่งทำความรู้จักกัน เมื่อเห็นเธอกำลังเดินออกจากหอสมุด
            “เรียกซานะเฉยๆดีกว่าค่ะ”
            “ชื่อแปลกจังนะคะ”
            “ถ้าเจอกันอีก พี่จะถามชื่อเรานะ”
            “เอ๋?” ไม่ทันจะถามอะไรต่อ จื่อวี่หันไปตามเสียงเรียกของบรรณารักษ์ซึ่งลงทะเบียนหนังสือเสร็จ พอหันกลับมาหาพี่สาว เธอก็ไม่อยู่แล้ว


            เด็กสาวมองนวนิยายที่เพิ่งยืมมาจากห้องสมุด หนังสือแนวใหม่ที่ได้เข้าบ้านเขาเป็นเล่มแรก จื่อวี่หลับตาก่อนลดแขนจนถึงระดับอก เขานอนกอดหนังสือเล่มนั้นไว้ราวกับกลัวมันหายไป

เหมือนพี่สาวคนนั้น

 

 

 

“..........”

 


            วันต่อมา จื่อวี่มาที่นี่อีก ที่โต๊ะเดิม เวลาเดิม หนังสือที่เปิดอยู่ไม่ได้ดึงดูดความสนใจแม้แต่น้อย เด็กสาวยืดตัวสอดส่องหาพี่สาวคนเมื่อวาน แต่ไม่มีวี่แววเธอเลย จื่อวี่ก้มดูนาฬิกาข้อมือ ผ่านมาแล้วหนึ่งชั่วโมง เธอก็ไม่มา

จื่อวี่ตัดสินใจรอถึงสี่ทุ่มซึ่งเป็นเวลากลับ

แล้วพี่สาวก็ไม่มา
           

ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์


            จื่อวี่นั่งโต๊ะเดิม เขาถอดใจเรื่องพี่สาวไปแล้ว อันที่จริงเขาก็ไม่ควรคิดถึงคนๆนึงที่เพิ่งเจอกันแค่วันเดียว แต่เธอเป็นคนน่าสนใจ

เธอเป็นคนแรกที่เคาะประตูบนกำแพงโลกของเขา

 

“นั่งด้วยได้มั้ยคะ”

 

จื่อวี่เงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงหวานๆนั่น

            “พะ พี่
!!
            “เสียงดังไปละนะ”
            “พี่ไปไหนมา”
            “ไม่บอกได้มั้ยล่ะ”
            “อ่า...ได้ค่ะ” ซานะยิ้มกว้างที่เห็นอีกฝ่ายว่านอนสอนง่ายขนาดนั้น
            “
Beauty and Beast อ่านจบแล้วเหรอ”
            “ค่ะ สนุกดีนะคะ”
            “ชื่ออะไรเหรอคะ?” ร่างบางถามขึ้น
            “ชื่อโจวจื่อวี่ค่ะ”
            “ไม่ใช่คนเกาหลีเหรอเนี่ย”
            “ค่ะ...เป็นคนไต้หวัน”

            “มีอะไรจะถามพี่รึเปล่าคะ?”
            “ค่ะ...”
            “โอเคค่ะ งั้น...” ซานะยกนิ้วชี้ขึ้นมา


            “คำถามนี้เป็นคำถามสุดท้ายที่จื่อวี่จะถามพี่ หลังจากนี้เราไม่มีคำถามอะไรต่อกันอีก”


            “??” คนอายุน้อยกว่านิ่งอึ้งไป...เขาไม่นึกว่าจะเจอคนแบบนี้ด้วย


            “โอเคมั้ยคะ?”
            “โอเคค่ะ” 
จื่อวี่ไม่ใช่คนเซ้าซี้ แม้อยากรู้แค่ไหนก็ตาม ถ้าไม่บอกเขาก็ไม่ถาม
            “งั้น...ฉันไม่ถามพี่แล้ว” ซานะเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ
            “ฉันไม่ถามเรื่องส่วนตัว แต่...เรื่องหนังสือ ฉันถามได้ใช่มั้ยคะ”
            “ได้ค่ะ”

 

จื่อวี่สบตาพี่สาวปริศนา แม้เป็นผู้หญิงที่แปลกแต่เขากลับรู้สึกดีที่ได้เจอเธอ

ถึงจะมาแค่เสียง เขาก็ดีใจได้อยู่กับเธออีกครั้ง
           

            แต่เวลาแห่งความสุขใช่ว่าจะอยู่นานนัก
           


            “สี่ทุ่มแล้วนะคะ กลับกันเถอะ”
            “อยู่ต่อไม่ได้เหรอคะ” จื่อวี่อ้อนเสียงเง้างอด เขายังสนุกกับวรรณกรรมที่พี่ซานะเล่ายังไม่หาย
            “นานๆทีเราจะได้เจอกัน ฉัน...อยากคุยกับพี่มากกว่านี้”
            “ถ้ากลับเลทพ่อเราจะดุเอาน่ะสิ”
            “ไม่เป็นไรค่ะ
! ฉันจัดการได้”
            “ฟังๆดูแล้ว พ่อของจื่อวี่เป็นคนเจ้าระเบียบมาก ถ้าจื่อกลับเลท ต้องโดนดุใหญ่โตแน่ๆ”
            “แต่...” / “อย่าดื้อนะคะ พี่รู้สึกไม่ดีนะที่เห็นจื่อทะเลาะกับพ่อเพราะเรื่องของพี่”
            “........”



            “วันพุธ ตอนสองทุ่ม”


            “........”


            “เราได้เจอกันแน่นอนค่ะ”

 




ทั้งคู่เดินออกจากหอสมุดพร้อมกัน และแน่นอนว่าจื่อวี่ต้องมีหนังสือแนะนำจากซานะมาเล่มนึงแถมต้องซ่อนมันให้มิดชิดด้วย
            “เอ่อ...พี่คะ กลับ---” พี่สาวหันมาตามเสียงเรียก จื่อวี่หยุดปากไว้ทัน
            “กลับบ้านดีๆนะคะ” เขาเกือบถามไปแล้วกลับยังไง
            “ค่ะ เช่นกันนะ”
            “อ้อ
! ลืมไป”
            “??”
            “คราวหน้าเจอกันอีก จื่อวี่ต้องแนะนำหนังสือให้พี่นะคะ อย่าให้ซ้ำชื่อที่พี่รู้ด้วยล่ะ”
            “อะ เอ๋
!?” คนอายุน้อยกว่าอ้าปากค้าง แหงล่ะ...พี่ซานะรู้เยอะขนาดนี้จะทำให้เขาเดาถูกได้ยังไง ทว่าโทรศัพท์ดันขัดจังหวะซะก่อน ไม่ใช่ใครโทรมาหรอกแต่เป็นข้อความโฆษณา จื่อวี่สบถด่าในใจ

แล้วพี่ซานะก็ฉวยโอกาสนี้หายไปอีกครั้ง

 



            นั่นคือจุดเริ่มต้นของการกระเทาะกำแพงทีละนิด

ถึงแม้จื่อวี่จะมาหอสมุดทุกวัน แต่ไม่ได้มาเพราะหนังสือวิชาการน่าเบื่อพรรค์นั้น

โซนวรรณกรรมทั้งในและต่างประเทศกลายเป็นโซนประจำของจื่อวี่ไปแล้ว

เขาเริ่มหลงเสน่ห์ถ้อยคำภาษาของแต่ละเรื่อง แค่คิดว่าเปิดอ่านผ่านๆแต่ไม่รอด กลับถูกดึงไปในโลกจินตนาการอย่างง่ายดาย แน่นอนว่าจื่อวี่ชอบมัน เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมซานะถึงชอบอ่านนักหนา

 

เขาเองก็ชอบหนังสือประเภทนี้ พอๆกับที่ได้เจอพี่สาวคนนี้

 


            “ว่าไงคะ เรื่องอะไรเอ่ย” เมื่อพบหน้ากัน พี่สาวก็ทวงการบ้าน แน่นอนว่าจื่อวี่เองก็เตรียมไว้แล้ว
            “ซินเดอเรล่า?” ซานะยกยิ้มอย่างผู้ชนะ
            “แล้วถ้าเป็นเวอร์ชั่นเทพนิยายของพี่น้องกริมม์ล่ะคะ?”
            “เอ๋?” หญิงสาวย่นคิ้วขมวดเพราะมันเป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม
            “อ่านแล้วเหรอคะ?”
            “ยังอ่ะค่ะ อ่านออกแค่ชื่อเรื่อง”
            “แสบนะเราอ่ะ” จื่อวี่ยิ้มกว้างที่แกล้งพี่ซานะได้สำเร็จ ร่างบางเห็นแบบนั้นก็ถึงกับวางของในมือเพื่อมาชมเด็กตรงหน้าโดยเฉพาะ


           
“ยิ้มกว้างแบบนี้ก็น่ารักดีนะคะ”

แค่คนๆเดียวแต่ทำให้คนนิ่งๆอย่างจื่อวี่เขินได้รอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้

 


เวลาผ่านไปแค่หนึ่งเดือน จื่อวี่เปิดเทอมแล้ว เขากลายเป็นพี่ใหญ่สุดในโรงเรียน ความกดดันก็เพิ่มขึ้นแต่ทำอะไรคนหัวดีอย่างจื่อวี่ไม่ได้ นอกจากในห้อง เขาต้องค้นความรู้นอกห้องเรียน ไม่ใช่แนววิชาเดิมๆแต่เป็นภาษาต่างหาก

ต้องขอบคุณพี่สาวคนนั้นอ่ะนะ

 





            “แค่เปิดวันแรกครูก็สั่งการบ้านมาเพียบเลยอ่า” จื่อวี่ทำหน้างอน่ารักๆแบบลูกหมาที่ซานะเคยเรียกพร้อมชี้สมุดที่วางข้างหน้าพร้อมกองข้างๆอีกสองสามเล่ม คนอายุมากกว่ายิ้มแล้วจิ้มจมูกด้วยความเอ็นดูปนมันเขี้ยว ร่างสูงร้องเบาๆก่อนจับจมูกตัวเอง
            “ให้พี่ช่วยทำมั้ยคะ”
            “ไม่เป็นไรค่ะ พี่อ่านหนังสือไปเถอะ”
            “งั้นพี่ก็อดคุยกับจื่อวี่น่ะสิ”
            “อ่า
~” คนอายุน้อยกว่าเกาแก้มเขินเพราะไปไม่เป็น
            “งั้นอ่านนี้มั้ยคะ” จื่อวี่ค้นกระเป๋าไม่นานนัก เขาก็หยิบเล่มรายงานขนาดเอสี่ออกมาและยื่นให้ ซานะรับมาแล้วเปิดอ่าน
            “นิยายพี่น้องกริมม์ไงคะ ฉันแปลมาแล้วบทนึง”
            “เก่งจังเลยนะคะ พี่ยังอ่านภาษาอังกฤษไม่ค่อยออกเลย” ทั้งคู่หัวเราะเบาๆ อย่างน้อยจื่อวี่ก็รู้ว่าพี่สาวคนนี้ไม่เก่งภาษาอังกฤษ


ขณะทำการบ้านเขาก็ลอบมองซานะที่กำลังอ่านผลงานเขาอย่างตั้งใจ แล้วเขารีบหลบสายตาเมื่อพี่สาวปิดกระดาษลง

            “ปะ เป็นยังไงบ้างคะ?”
            “ดีนะคะ อ่านเข้าใจง่าย” แววตาของร่างสูงเป็นประกายเมื่อถูกพี่สาวชมแบบนี้
            “แต่เสียดายตรงที่ว่ายังเรียบเรียงอะไรไม่ค่อยถูกหลักไวยากรณ์หน่อยๆ ลองแปลเป็นภาษาไต้หวันดีมั้ยคะ”
            “แหะ...อันที่จริงฉันอยู่เกาหลีมาตั้งแต่เล็กๆ ไม่ค่อยได้ยินภาษาบ้านเกิดเท่าไหร่”
            “แต่เป็นครั้งแรก ถือว่าจื่อวี่ทำได้ดีแล้วค่ะ”
            “พี่เชื่อนะคะว่าถ้าจื่อวี่ฝึกฝนทุกวัน จื่อทำมันได้ดีแน่ๆ”
            “.........”
            “สัญญากับพี่นะคะว่าต้องฝึกฝนตัวเองด้วย
!
            “สัญญาค่ะ
!

 




เราพบกันทุกวันพุธพร้อมผลงานใหม่โดยฝีมือของจื่อวี่ และจากกันตอนสี่ทุ่ม

เป็นแบบนี้ทุกอาทิตย์ จนถึงวันจบการศึกษา

 

เพื่อนทุกคนต่างไปเลี้ยงฉลอง

มีเขาคนเดียวที่แยกออกมา      

 




ที่หอสมุด เวลาเดิม


            “
!!” จื่อวี่กำลังจะเดินเข้าหอสมุด เจอซานะนั่งรอใครบางคนอยู่ที่นั่งใต้ต้นไม้ เขาแปลกใจนิดหน่อย ปกติซานะมาทีหลังเขาเสมอ
            “มารอใครเหรอคะ”
            “ใครอีกล่ะคะ”
            “ฉันเหรอ?” ซานะยิ้มกว้างที่อีกคนทายถูก
            “เราลองทำอะไรนอกกรอบบ้างมั้ย”
            “อะ เอ๋
!? อ๊ะ!” ไม่ทันจื่อวี่จะหายสงสัยก็ถูกพี่สาวดึงแขนพาไปที่ไหนสักที่ในกรุงโซลนี้

 

 


ละอองสีขาวโปรยปรายลงมากระทบใบหน้ารู้สึกถึงความเย็นจับขั้วหัวใจ ทั้งสองคนเดินพูดคุยตามถนนไปเรื่อยๆ บางคร้งก็แวะดูของตามร้านข้างทางบ้าง
           
            “ให้เลือกค่ะว่ากินอันไหน” ซานะชี้ระหว่างร้านไอศกรีมร้านดังกับร้านต๊อกโบกีเล็กๆข้างทาง
            “หนาวๆแบบนี้ต้องไอติมสิคะ”
            “หืม?”
            “ฮ่าๆๆ ฉันล้อเล่น” จื่อวี่จูงมือพี่ซานะไปที่ร้านต๊อกโบกี เขาสั่งให้เธอเสร็จสรรพแถมจ่ายเงินให้ด้วย
            “ป๋าเหรอเราอ่ะ”
            “ถ้าพี่กินไอติมนะ หมดร้านจื่อก็จ่ายไหว”
            “บ้า
! ตัวจะแข็งอยู่แล้ว!” จื่อวี่หัวเราะลั่นหลังโดนซานะแหวใส่พร้อมกำปั้นเล็กๆ

 

 




ทั้งสองคนเดินไปเรื่อยๆจนถึงริมแม่น้ำฮัน


            “เหนื่อยมั้ยคะ?” เมื่อได้ที่ดูวิวสวยๆทั้งคู่ก็นั่งลง
            “ไม่เหนื่อยเลยค่ะ ดีซะอีกจะได้ออกกำลังกาย” เด็กตัวสูงยืดแขนสองข้างขึ้นบนแล้วค่อยๆเอนตัวนอนพื้นหญ้า
            “กรุงโซลตอนกลางคืนก็สวยดีนะคะ” แม้ไม่เห็นดาวบนท้องฟ้า แต่แสงไฟจากตึกก็พอทดแทนได้อยู่สำหรับคนขาดอิสระอย่างเขา
            “ลองไปปีนเขากางเต็นท์นอนมั้ยคะ สวยกว่านี้อีกนะ”
            “สวยกว่าพี่มั้ยล่ะคะ”
            “มั้งนะ” เล่นมุขจบก็มานั่งเงียบกันต่อ จื่อวี่เงยหน้ามองท้องฟ้าสักพักก่อนกล่าวอะไรบางอย่าง



            “พี่ซานะ ฉันมีอะไรจะบอกพี่”
            “.....?”
            “ฉันดีใจนะคะที่ได้เจอพี่”
            “.........”
            “เหมือนกับว่าตัวเองที่หลบซ่อนอยู่ก้นบึ้งในตัวมันออกมาแล้ว”
            “ขอบคุณนะคะ” ซานะยิ้มน้อยๆแต่ก็ไม่พูดอะไร
           
            ทั้งคู่เงียบเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรต่อ แต่จื่อวี่ก็เอ่ยขึ้นมา


            “พี่คะ...”
            “คำถามสุดท้ายที่ฉันยังไม่ได้ถาม”
            “......?”


            “พี่เป็นใครกันแน่คะ?”
           

ซานะยิ้มบางๆ ไม่มีคำตอบออกจากปากของเธอ

เธอทำแค่เพียงขยับมาใกล้ๆเด็กสาวพร้อมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆแล้วค่อยๆหลับตา ริมฝีปากบางแนบชิดกัน จื่อวี่ตัวแข็งทื่อเนื่องจากไม่เคยได้รับสัมผัสแบบนี้ เขานั่งนิ่งให้ซานะจูบได้ตามใจชอบ จากใจที่เต้นระทึกก็เริ่มช้าลงเป็นจังหวะเดียวกันกับอีกฝ่ายเมื่อซานะขยับจูบอย่างอ่อนโยนราวกับสูบแรงของเด็กสาวไปเกือบหมด จื่อวี่หลับตาไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ เขารู้สึกตัวอีกทีเมื่ออีกฝ่ายถอนจูบออกมา

 


หลังจากจูบกันเสร็จซานะก็ถอยออกมาหนึ่งก้าว ไม่ทันจื่อวี่จะไถ่ถาม หิมะกลับตกหนักขึ้นแถมมีลมพัดแรงราวกับว่าโดนพายุเข้ากะทันหัน จื่อวี่พยายามเปิดตาตัวเองไม่เพื่อไม่อยากเห็นซานะหายไป จนลมพัดมาวูบนึงทำให้จื่อวี่รีบปิดตา พอเปิดตาขึ้นมา เหตุการณ์กลับมาสงบเหมือนเดิม ข้าวของยังอยู่ที่เดิม ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ซานะหายไปแล้ว ความว่างเปล่าเบื้องหน้าเริ่มกัดกินหัวใจของเขา จื่อวี่มองซ้ายขวาอย่างมีความหวังว่าซานะจะหลบอยู่แถวนี้ แต่ที่แห่งนี้ไม่มีใครนอกจากเขา

 


และตั้งแต่วันนั้นมา จื่อวี่ก็ไม่ได้เจอพี่สาวอีกเลย

 

 

 









 

6 ปีผ่านไป

“สวัสดีครับคุณโจว” ทุกคนในสตูดิโอทักทายหญิงสาว
            “สวัสดีค่ะ ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ” แขกรับเชิญโค้งทักทาย
            “ไม่เป็นไรเลยครับ ทางเราต่างหากที่ต้องขอบคุณที่อุตส่าห์เสียสละมาให้สัมภาษณ์คอลัมน์นิตยสารของเรา”
            “ด้วยความยินดีค่ะ” จื่อวี่เดินมานั่งโซฟาที่จัดเตรียมไว้
            “งั้นเราเริ่มสัมภาษณ์กันเลยนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ย รอบๆก็มีช่างภาพทำหน้าที่ถ่ายรูปไป
            “คุณโจวเป็นลูกสาวคนเดียวของบริษัทส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่จากไต้หวัน แล้วทำไมถึงหันเหจากนักธุรกิจมาเป็นนักแปลหนังสือล่ะครับ”
            “มันเป็นตัวฉันมากกว่าน่ะค่ะ ความสามารถของฉันถ้าไม่ถ่ายทอดก็ไม่มีทางรู้ แต่ฉันก็ทำทั้งสองอย่างควบคู่ไปด้วย”
            “ตอนที่คุณคิดออกนอกกรอบแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่คุณทำอะไรกับคุณบ้างครับ”
            “ก็...ตอนเรียนปีหนึ่ง เขาไม่ให้เงินแม้แต่แดงเดียวเลยค่ะ ค่าเทอมก็ไม่ให้ ฉันเลยต้องทำงานพิเศษไปด้วย เป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยและลำบากมากๆ พอขึ้นปีสอง พ่อแม่ก็เข้าใจแล้วค่ะแต่ท่านขอให้เรียนบริหารไปด้วยซึ่งฉันก็เต็มใจ”
            “ก็ยินดีด้วยนะครับ แล้วที่คุณเปลี่ยนเส้นทางแบบนี้ ใครกันเหรอครับที่สามารถดึงความเป็นตัวของคุณโจวขึ้นมาได้” จื่อวี่ยกยิ้มบาง ก่อนแล้วเอ่ยออกมาสั้นๆ

           
“คนสำคัญน่ะค่ะ” 


            “อ่า แบบนี้หนุ่มๆคงอกหักทั่วประเทศแล้วมั้งครับ” พิธีกรหนุ่มพูดติดตลก
            “มั้งคะ แต่ว่าตอนนี้ฉันโสดอยู่นะคะ” จื่อวี่หัวเราะเบาๆ
            “แล้วอยากบอกอะไรกับคนสำคัญของคุณบ้างมั้ยครับ” ร่างสูงนิ่งไป เขาหลุบตาลง ความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาอีกครั้ง

 

 





            วันต่อมา จื่อวี่กลับมาที่หอสมุดอีกครั้ง เขาถามบรรณารักษ์เรื่องซานะ เพราะเวลาเขายืมหนังสือซานะจะอยู่ข้างๆตลอด แต่คำตอบไม่เป็นอย่างที่เขาคิด
            “จำไม่ได้ค่ะ” จื่อวี่นึกหงุดหงิด ถึงอธิบายหน้าตา รูปพรรณสัณฐาน ถ้ามีรูปเขาคงเอาให้ดูไปแล้ว แต่ไม่ได้ถ่ายไว้ นอกจากหอสมุด จื่อวี่ไปถามทุกร้านที่ไปเดินเล่นกับซานะเมื่อวันนั้น คำตอบก็เหมือนเดิม

 



อย่าว่าแม้แต่คนอื่นๆ

ความทรงจำของเขาเรื่องเธอก็เริ่มเลือนรางไปทุกที

มีหลายเรื่องอื่นๆมาแทรกซึมจนเขาเกือบลืมซานะไปทุกครั้ง แต่จะมีความรู้สึกบางอย่างที่รั้งความทรงจำนี้ไว้

ซึ่งจื่อวี่เองก็ไม่รู้ว่าเรียกความรู้สึกนี้ว่ายังไง

 

สุดท้ายเขาต้องยอมแพ้

มีแค่เพียง 1% เท่านั้นที่เป็นความหวัง

ความหวังที่จะได้เจอพี่สาวอีกสักครั้ง

 


แม้ในความทรงจำเอง

พอนึกถึงกลับเลือนราง

พอใกล้ลืมมันกลับชัดเจน

 


เหมือนความสัมพันธ์ของเราสองคน

 




            “ฉันอยากบอกว่า....”

 



            “แล้วนึกออกยังคะว่าจะเรียนอะไร”
          “ค่ะ ฉันจะเรียนคณะอักษร”
          “......?”
          “ฉันอยากเป็นนักแปลภาษาค่ะ”

 


            “พี่อยู่ในใจของฉันตลอด”

 

 

“พี่จะรออ่านงานแปลของจื่อวี่ทุกวันเลยนะ”

 



            “ฉันคิดถึงพี่ทุกวันนะคะ พี่ซานะ”




ผลงานอื่นๆ ของ kwaRI-n

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

5 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 23 มิถุนายน 2560 / 14:33
    ตอนอ่านนี่ก็แอบลุ้นตลอดว่าพี่ซานนี่ นางเป็นคนอ๊ะเปล่า จนจบก็ยังลุ้นอยู่ แต่ชอบตอนไรท์บรรยายตอนที่คู่นี้เจอกันครั้งแรกมากค่ะ ละมุลมากๆ อิพี่ดูใจดีแต่ก็ดูลึกลับน่าค้นหาดีมาก แต่ตอนจบแอบหน่วงนิดนุง แต่ว่าถ้าจื่อไม่เจออิพี่นี่ นางตอนนี้จะเป็นแบบไหนนะ นี่ก็แอบคิดอยู่ พิซานนี่เหมือนพิเศษส่งตรงมาเพื่อเปิดใจให้นุ้งจื่อเลย
    #5
    0
  2. #4 Nana
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 04:13
    โครตหน่วง T^T อินฝุดๆ ฮืออออออออ เราก็ไม่อยากลืมคนสำคัญหรอกใช่ไหมละ งื้อ อนิเมะเขายังให้เจอกันเลย .สั่งขี้มูกป้ายไรท์ ไม่รู้จะบรรยายยังไงต่อขอตัวไปซับน้ำตาแปบ

    ปล. ชอบเรื่องที่ไรท์แต่งจัง มันกระแทกความรู้สึกสุดๆ สนุก เป็นกำลังใจให้ในเรื่องต่อๆไปนะคะ

    ปล.2 ซานะเป็นมนุษย์ต่างดาวรึป่าว ตามคอนเซป signal ' ' 55555

    #4
    1
    • #4-1 kwaRI-n
      28 พฤษภาคม 2560 / 11:37
      ขอบคุณมากๆเลยนะคะสำหรับคอมเม้นและกำลังใจ ><

      ิถ้าคิดว่าพิซานเป็นคนก็คือคนนั่นแหละค่ะ
      อันที่จริงเราก็ตอบไม่ได้ว่าพี่ซานะเป็นอะไร 555555
      #4-1
  3. วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 14:29
    สรุปคือซานะเป็นคนมั้ยคะรึว่ายังไง
    โอ้ให้ตายสิ อ่านแล้วก็งงๆว่าทำไมซานะถึงไม่ยอมเล่าเรื่องตัวเองให้ฟังบ้าง
    แต่ก็น่ารักดีค่ะ ดำเนินเรื่องค่อยๆเล่าไปในห้องสมุด
    แต่แอบจบไม่ค่อยดีเลยแง้ หน่วงจัง น้องจื่อคงคิดถึงพี่ซานะมากแน่ๆเลย TT
    #3
    0
  4. #2 srch_cy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 01:29
    โอ้โหหน่วง หน่วงแบบสุดๆ TT
    #2
    0
  5. วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 00:07
    อาคุณพี่ ฮือออ อาคุณพี่เป็นผีหรือเปล่า หรืออะไรกันแน่คะ แต่เป็นฟิคที่เหมือนจะสวยแต่ก็แอบหน่วงๆนิดหน่อยค่ะ สุดท้ายเหมือนจะลืมกัน แต่ก็ยังคงคาใจลึกๆล่ะเนอะ
    #1
    1
    • #1-1 kwaRI-n
      26 พฤษภาคม 2560 / 22:37
      อันที่จริงเราก็ตอบไม่ได้ว่าพี่ซานะเป็นอะไรนะคะ 5555 งงๆกันไป

      ขอบคุณที่เข้ามาติชมนะคะ ^^
      #1-1