นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

[ONE SHORT:GFRIEND] ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน (YERIN X SINB)

โดย kwaRI-n

จะมีสักครั้งบ้างมั้ยที่ดอกทานตะวันอย่างคุณหันมามองฉันบ้าง....

ยอดวิวรวม

926

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


926

ความคิดเห็น


12

คนติดตาม


42
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  18 มี.ค. 60 / 20:36 น.
นิยาย [ONE SHORT:GFRIEND] մ信Ѻ͡ҹѹ (YERIN X SINB)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้














ดวงอาทิตย์กำลังโผล่พ้นจากขอบฟ้า

แม้แสงสีส้มทอประกายเพียงเล็กน้อย

ก็กลบไฟเล็กๆจนมิอาจเห็นได้อีก










________________________________________________________________________________________________________

พอดีติดเพลงไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวันเวอร์ชั่นหน้ากากระฆังค่ะ -/-
คุณอาร์มร้องเพราะม๊ากกกกมาก ทำให้อินไปด้วย
เลยคลอดฟิคเรื่องนี้ออกมา 555+
อาจจะเศร้าไม่มากนะคะ เพราะเราไม่ถนัดดราม่า

ยังไงก็ฝากเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วนะคะ ^^

ปล. ลองฟังเพลงนะคะ แล้วจะรู้ว่ามันเศร้าขนาดไหน TT
b e r l i n ?

เนื้อเรื่อง อัปเดต 18 มี.ค. 60 / 20:36




แสงเล็กๆที่ให้แค่เพียงแสงสว่าง กับ แสงอาทิตย์กว้างใหญ่ให้ทุกสิ่งอย่างของสรรพสิ่ง โดยเฉพาะ ความอบอุ่น

ไม่ลังเลใจใช่มั้ยล่ะที่จะเลือกมัน

 

แม้แต่ดอกทานตะวัน...ก็คงเลือกแสงอาทิตย์อันความอบอุ่นนั่น

ทั้งที่เป็นเพียงแค่ไม้ขีดไฟก้านน้อย

แต่ฉันก็หวัง....หวังให้ดอกทานตะวันหันมามองเปลวไฟเล็กๆอย่างฉันบ้าง

 


              “ทุกคนทำความเคารพ”
               “สวัสดีค่ะคุณครู”
               “สวัสดีค่ะเช้าวันจันทร์ค่ะทุกคน วันนี้เราจะเริ่มเรียนบทใหม่กัน”
               “............”
               “ครูจำได้ว่าได้สั่งการบ้านให้พวกเธอไปอ่านบทใหม่มา...มีใครอ่านมาบ้างรึเปล่า”
               “............” ทั้งห้องเงียบกริบ คุณครูสาววัย 25 ปีเลิกคิ้วพลางมองด้วยสายตาตัดพ้อ ทว่ามีมือข้างขวาของคนๆหนึ่งยกขึ้นสร้างเสียงฮือฮากันทั้งห้อง
               “เอาล่ะค่ะ ขอบคุณสำหรับความรับผิดชอบนะคะเยริน บอกครูได้มั้ยว่าบทใหม่เราเรียนเกี่ยวกับอะไร”
               “ค่ะ” จองเยรินลุกขึ้นเพื่อตอบคำถาม เด็กหญิงสบตาคนอายุมากกว่า พยายามจ้องไปเพื่อค้นหาความรู้สึกที่อยู่ลึกเข้าไป

 

   ชื่นชม

   ประทับใจ

   ไม่มีเลย...คำว่า รักน่ะ



                “เดี๋ยวเราช่วยยก” เยรินหยิบหนังสืออีกกองจากเด็กชายที่เป็นหัวหน้าห้อง หลังจากวิชาคณิตศาสตร์ในคาบเช้าหมดไป การบ้านถูกสั่งมาเป็นภูเขาราวกับถูกลงโทษ ไม่เว้นนักเรียนคนโปรดที่ใครหลายๆคนต่างขนานนามก็พ่วงไปด้วย แต่เยรินไม่สนใจกลับดีใจด้วยซ้ำไป ถึงให้เรียนทั้งวันเขาก็ยอม เพราะได้เจอคนๆนึง คนที่เขาแอบรักมาตั้งนานแล้ว...
                 “วางไว้ตรงนี้เลยค่ะ” ฮวังชินบียกยิ้มให้เด็กนักเรียน แล้วหันไปสนใจกับการจัดของบนโต๊ะต่อ
                 “เดี๋ยวก่อนเยริน ครูมีเรื่องจะคุยกับเธอ”
                 “เมื่อวานครูประชุมกัน
กลางเดือนหน้าจะการแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิกขึ้นที่ประเทศสเปน
                 “............”
                 “โรงเรียนเราได้รับคัดเลือกชั้น ม.3 และ ม.6 เป็นตัวแทนของประเทศ แล้วครูก็เลือก
เธอ
                 “............”
                 “ไปมั้ย? ถ้าไม่ไปครูจะ-” / “ไปค่ะ! ฉันไปแน่นอน”
                 “ดีแล้วล่ะ เรื่องพาสปอร์ตครูจะจัดการเอง ส่วนเธอต้องขยันติวให้มากขึ้นนะรู้มั้ย ตั้งแต่อาทิตย์หน้าเธอต้องมาติวพร้อมรุ่นพี่ม.6หลังเลิกเรียน”
                 “รับทราบค่ะ” เยรินยกยิ้มจนตาปิด ทำให้คนอายุมากกว่ายิ้มตาม
                 “ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ไปทานข้าวเถอะ”
                 “เอ่อ ครูคะ...หนูขอถามอะไรหน่อย”
                 “??”
                 “ครูคิดยังไงถึงเลือกหนูเหรอคะ”
                 “ฮึ ไม่ยากเลย....”
                 “........”
                 “เธอเป็นเด็กเรียนดี โดยเฉพาะวิชานี้ คะแนนของเธอโดดเด่นกว่าใครในชั้นเลยล่ะ”

      ฉันควรดีใจมั้ยนะที่มีค่าเวลานี้

       บ้าจริงๆเนอะ หวังคำตอบอื่นทำไมกัน

                     “ค่ะ...” เด็กหญิงยกยิ้มอย่างฝืนทน ก่อนสาวเท้าออกจากห้องพักครูไป


                       
                      “แกได้ข่าวป่ะ เด็กครูฮวังได้ไปสเปนด้วย”
                      “ไปทำไมวะ?”
                      
ก็ไปแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิกยังไงล่! รุ่นพี่แดฮยอนก็ไปด้วยนะ”
                      “จริงดิ! งี้ยัยนั่นก็ได้ใกล้ชิดกับรุ่นพี่น่ะสิ”
                      “ใช่ๆ โคตรหมั่นไส้เลยว่ะ เฮ้ย! มาแล้ว” ฉันกลับมาจากการเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดหลังทำเวรตอนเลิกเรียนเสร็จแล้ว เพื่อนๆไม่สิ คนรู้จักแตกกลุ่มไปนั่งคนละทิศละทาง น่าเศร้าที่ฉันหูดีพอที่ได้ยินเสียงไก่การ้องจ้อกแจ้กว่าอะไรบ้าง แต่ฉันไม่สนใจ...ไม่สนเลยสักนิด คำว่า มิตรภาพ มันก็แค่คำหลอกลวง ฉันซึ่งอยู่มาโดดเดี่ยวตั้งแต่เด็กจึงรู้ดีว่า ของพวกนี้มันปลอมเปลือกทั้งนั้น ยกตัวอย่างหัวหน้าห้องผู้เพอร์เฟ็คคนนั้น เมื่อก่อนไม่ได้อะไรกับฉันหรอก เพราะคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของฉันมันก้าวกระโดดขึ้นจนน่าตกใจ ทั้งๆที่วิชาอื่นไม่ได้เรื่อง มันเลยกลัวว่าสักวันฉันจะฉกตำแหน่งหัวหน้าห้องไป

           ช่างเถอะ ก็แค่เรื่องไร้สาระ


                        ฉันไม่ชายตาแลมองพวกนั้น เดินตรงดิ่งไปที่โต๊ะของตัวเองเพื่อเอากระเป๋าแล้วสะพายกลับบ้านทันที มื้อเย็นนี้ข่าวดีได้พูดคุยกลางโต๊ะอาหาร

            แต่จะยินดีด้วยมั้ย...ก็อีกเรื่องนะ


 

           “เก่งนี่ที่ไปแข่ง”

           “ดีแล้วล่ะ จะมีของรางวัลประดับบ้านบ้าง”
                     “ซื้อของฝากกลับมาด้วยล่ะ”

           และอะไรอีกนานาสารพัด

             
           ครอบครัวฉันเป็นครอบครัวเดี่ยว และที่สำคัญ...ฉันไม่ใช่ลูกของพวกเค้า

           แม้ว่าฉันถูกลดความสำคัญลง ก็นะ...เด็กที่มาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า จะสู้อะไรกับเด็กที่เกิดจากท้องได้ล่ะ แต่ฉันไม่ได้ถือโทษโกรธหรืออิจฉาน้องชายซึ่งห่างกันสิบปีหรอก กลับรักและเอ็นดูด้วยซ้ำ เมื่อยอมเฟดตัวจากครอบครัว ก็ย่อมโหยหาความรักและความอบอุ่นจากโลกภายนอก ซึ่งไม่ใช่จากใครที่ไหนเลย

           “หนูขอตัวก่อนนะคะ” ฉันพูดจบก็วิ่งเข้าห้องนอนตัวเองไป รู้สึกถึงแรงสั่นในกระเป๋าเสื้อ ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ข้อความแจ้งเตือนจากคนๆนั้นที่ฉันเฝ้าคอยตลอด

           ถึงบ้านรึยัง?

ถึงแล้วค่ะ

           กินข้าวรึยัง

เรียบร้อยแล้วค่ะ

ครูล่ะคะ?

           กำลังทานอยู่เลย

อ่า...งั้นฉันไม่กวนแล้วค่ะ

           อ่านหนังสือและทำโจทย์ด้วยนะ

           สงสัยอะไรก็ถามครูได้

ค่ะ

           บทสนทนาสั้นๆจบลงอย่างรวดเร็ว ฉันไม่ได้หวังให้มันยาวเหยียดจนถึงเวลานอนหรอก ทุกคนย่อมมีเวลาส่วนตัว โดยเฉพาะผู้ใหญ่มีงานทำอย่างเธอ นิ้วชี้กดปุ่มปิดหน้าจอและโยนมันลงบนเตียง ก่อนจะล้มตัวนอนข้างกัน ดวงตาสีนิลเหม่อมองฝ้าเพดานขาวสะอาด พาลทำให้ฉันนึกถึงวันแรกที่เราเจอกัน

           วันแรกที่ฉันเจอดอกทานตะวันที่สวยงามกว่าดอกอื่นๆ

           “สวัสดีค่ะ ฉันเป็นครูคณิตคนใหม่ที่มาแทนครูลีนะคะ ชื่อฮวังชินบี”

           แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ฉันประทับใจเธอหรอก คืนวันนั้นต่างหาก

                          “แฮ่ก แฮ่ก...” นาฬิกาข้อมือถูกยกขึ้นระดับสายตา บรรยากาศค่อนข้างมืดสลัว เด็กหญิงพยายามหาแสงให้ส่องหน้าปัดจนรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่ม เยรินมองซ้ายมองขวาก่อนก้มมองพื้นอีกครั้ง มือสองข้างวางบนหัวเข่าค้ำไม่ให้ตัวเองล้มลง เขาถูกขังที่โกดังเก็บของตอนเรียนไปวิชาสุดท้าย กว่าจะออกมาได้ก็สูญพลังในการทำลายประตูเหล็กไปเยอะ ยิ่งเขาเป็นคนเหนื่อยง่าย โชคดีที่ภารโรงมาช่วยจึงรอดมาได้
                          “เธอ?” เสียงเล็กๆ ท่ามกลางความเงียบทำเอาเด็กหญิงสะดุ้งโหยง
                          “ทำไมถึงยังไม่กลับล่ะ” เยรินหลบตาครูใหม่เพราะไม่กล้าเล่าเรื่องโดนแกล้ง เนื่องจากเคยฟ้องไปแล้วแต่ไม่มีใครสนใจ
                          “...หนูจะกลับแล้วค่ะ” รีบก้าวขาหมายเดินหนี ทว่าแขนข้างหนึ่งโดนอีกฝ่ายจับไว้
                          “แล้วทำไมเสื้อเปื้อนฝุ่นแบบนี้ล่ะ”
                          “คือ...” เด็กหญิงตัวสั่น ไม่กล้าสบตาผู้เป็นครู
                          “บ้านอยู่ที่ไหน เดี๋ยวฉันไปส่ง”
                          “ไม่เป็นไรค่ะ หนูจะขึ้นแท็กซี่”
                          “จองเยริน” คนอายุมากกว่าเรียกเสียงเข้ม เยรินตัวสั่นกลัวกว่าเดิม เธออาจจะด่าทอที่ดื้อรั้นเหมือนครูคนอื่น แต่ฮวังชินบีกลับทำตรงกันข้าม เธอจับไหล่ลูกศิษย์ตัวเล็กแน่นทำให้เจ้าตัวแปลกใจยอมเงยหน้าขึ้นมอง
                          “ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ขอให้ฉันอยู่ข้างๆเธอได้มั้ย”
                          “.........” เยรินอึ้งจนนึกคำพูดไม่ออก
                          “อย่าคิดว่าฉันทำแบบนี้เพราะเรียกคะแนนหรอกนะ ฉันเห็นใจเธอที่โดนรังแกมาแล้วต้องอยู่คนเดียวแบบนี้”
                          “คะ ครูรู้ได้ยังไงคะ
!
                          “อาการเธอมันฟ้องน่ะสิ” มือเรียวหยิบผ้าเช็ดหน้าแล้วเช็ดเหงื่อและแก้มนวลที่มีคราบฝุ่นติดอยู่ เยรินสะดุ้งแล้วผละหนี
                          “ขอโทษ เธอคงไม่ชินสินะ” ครูฮวังยิ้มบางก่อนยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ เด็กหญิงรับมา
                          “ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่า ขึ้นรถซะ ครูจะไปส่งเธอเอง” ขึ้นรถมาแล้ว สิ่งแรกที่ครูฮวังมอบให้คือนามบัตรของเธอ
                          “นี่เบอร์ของครูนะ ถ้าวันไหนกลับดึกเหมือนวันนี้อีกให้โทรหา ครูจะไปส่ง”
                          “........”
                          “และที่สำคัญ ถ้าโดนแบบนี้อีก ต้องบอกครูทันที เข้าใจมั้ย?”


             ความสำคัญของฉันที่มีแต่คนมองข้าม

             กลับมีครูคนนี้ที่อยู่ข้างกันตลอด

             แม้ยามไร้แสง เธอก็ยังคงเป็นดอกทานตะวันแสนสดใสไม่ต่างกับตอนกลางวัน

             เธอทำให้ไม้ขีดไฟอย่างฉันกล้าก้าวออกจากกล่องอันมืดมิด

             และกล้าข้ามผ่านคำว่า ครู-นักเรียน

 


                
          “เครื่องบินของสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TR2794 ขอเชิญผู้โดยสารโปรดตรวจสอบสัมภาระและขึ้นเครื่องในทางออกหมายเล็ก 3 ขอบคุณค่ะ”


                         
   “เยริน ไปกันค่ะ”

                “อ๊ะ ค่ะ” ฉันรีบกดปิดเกมในโทรศัพท์ก่อนผุดลุกตามผู้เป็นครูเข้าเกท ก่อนมองของในมือครูชินบีที่ถือเต็มสองมือ
                         
   “หนูช่วยนะคะ”

                “ขอบใจจ๊ะ” เธอส่งกระเป๋าใบน้ำหนักเบาให้ฉัน เราเข้าแถวรอไม่นานก็เดินไปขึ้นเครื่อง
                         
   “แดดร้อนนะครับ” เสียงทุ้มแบบผู้ชายเรียกครูฮวังและฉันหันไปมอง ไม่ใช่คนอื่นคนไกล จองโฮซอก ครูคณิตศาสตร์ประจำชั้นม.6

               “ก็นะคะ เข้าหน้าร้อนแล้วนี่”

                “แต่เมืองไทยร้อนกว่านะครับ ผมไปสองเดือนที่แล้ว เกาหลีสู้ไม่ได้เลย”
                            “หวังว่าที่สเปนคงไม่ใช่แบบนั้นนะคะ”
                            “ผมก็หวังแบบนั้นครับ” บทสนทนาจบลงเนื่องจากต้องต่อแถวขึ้นเครื่อง ฉันรีบมาแทรกระหว่างครูชินบีกับครูจอง เป็นสิ่งเดียวที่ฉันพอทำได้ ทว่าตัวฉันเล็กเกินกว่ากั้นกลางสองคนนี้ได้มิด ดวงตาระยิบระยับจากครูจองที่มอบให้คนตรงหน้าทำให้ใจฉันร้อนรนจนแทบมองไม่ได้

                ฉันพอรู้ว่าสายตานั้นสื่อถึงอะไร

                และฉันก็พอรู้ว่า คนตรงหน้าคิดแบบไหน

                ถึงหันหลัง แต่ฉันรู้...ว่าเธอแอบยิ้มอยู่


                ดวงอาทิตย์กำลังโผล่พ้นจากขอบฟ้า แม้แสงสีส้มทอประกายเพียงเล็กน้อย ก็กลบไฟเล็กๆจนมิอาจเห็นได้อีก

 


                            “
!!” ฉันรู้สึกตัวเมื่อฝ่ามือโบกพัดผ่านใบหน้า ก่อนเงยหน้ามองครูชินบีที่กำลังออกจากห้องน้ำมายืนใกล้ๆกัน
                            “เหม่ออะไรเหรอ”
                            “เอ่อ...หนูดูดาวน่ะค่ะ”
                            “โกหก ตอนนี้ฝนมันตกอยู่ ไม่มีทางเห็นหรอก” อ่า...แย่จริง ไม่เนียนเลยนะฉันเนี่ย
                            “คิดถึงแฟนก็บอกมาเถอะ”
                            “หนูไม่มีแฟนหรอกค่ะ”
                            “หื้ม...งั้นมีคนที่ชอบมั้ยล่ะ” ฉันชั่งใจอยู่สักครู่ ก่อนหันไปสบตาเธอ เพื่อให้เธอเจอคำตอบนั้นบ้าง แต่น่าเศร้าที่เธอไม่ได้สนใจเลย
                            “...........”
                            “อ่า ไม่น่าถามเลย เหมือนเธอกำลังอกหัก”
                            “ประมาณนั้นค่ะ” ฉันเฉไฉตอบไปแบบส่งไปทีพร้อมเมินหน้าหนี ทว่า ก็กลับมาสนใจครูฮวังอีกเพราะได้เสียงร้องโอยเบาๆ
                            “เป็นอะไรเหรอคะ?”
                            “ซุ่มซ่ามน่ะสิ เดินอยู่ดีๆก็เหวี่ยงมือไปฟาดกับวงกบประตูซะงั้น” คนอายุมากกว่ากุมมือข้างซ้ายแล้วส่งยิ้มให้คล้ายบอกว่า
ไม่ต้องห่วง
                            “งั้นหนูเช็ดผมให้นะคะ”
                            “ไม่เป็นไรหรอก เธอไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องไปลงทะเบียนแต่เช้านะ”
                            “อย่าห่วงหนูสิคะ ถ้ามือครูอักเสบขึ้นมาจะทำยังไง” ครูเจ็บ ฉันก็เจ็บด้วย ยิ่งไปกว่านั้น....ถ้าคนที่ดูแลครูคือจองโฮซอก ฉันคงเจ็บหลายร้อยเท่า
                            “เธอนี่...ดื้อจริงๆเลยนะ” ในที่สุดเธอก็ยอมแพ้ ครูชินบียื่นผ้าขนหนูให้แล้วนั่งบนเตียง ฉันลุกนั่งคุกเข่าเพราะความสูงต่างกันก่อนลงมือเช็ดผม
                            “แสดงว่าเธอต้องคุณแม่ตีบ่อยๆเลยใช่มั้ยล่ะ”
                            “ไม่เลยค่ะ อยู่บ้านเป็นเด็กดีจะตาย”
                            “งั้นเธอต้องดื้อกับครูคนอื่น”
                            “ไม่เหมือนกันค่ะ”
                           “แล้วทำไมถึงดื้อกับฉันล่ะ ฮึ?” ครูชินบีเอี้ยวตัวมาจ้องหน้าฉัน ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่าควรตอบยังไง  ครูรู้เปล่าคะ...ว่ามันคือการเรียกร้องความสนใจอย่างหนึ่ง ถ้าฉันบอกแบบนี้ไป...จะเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ของเรากัน ดวงตากลมคู่นั้นยังคาดคั้นไม่หยุด ฉันหลุบตาลงก่อนเอ่ยคำตอบออกมา
                            “เพราะหนูชอบครูไงคะ” บอกไปแล้ว....
                            “.............”
                            “.............”

               ทั้งห้องไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่ลมหายใจ

               ครูชินบีจ้องหน้าฉันนิ่ง ฉันเองก็มองตอบเพื่อยืนยันความรู้สึกที่ชัดเจน
 
                            “ฉันเองก็ชอบเธอนะ”
                            “
!!!” หัวใจเร่งจังหวะการสูบฉีดเลือดทันทีที่ได้ยินคำนั้น...ทว่า ประโยคต่อมาเหมือนคำพูดตะกี้แค่ฝันไป
                            “เธอเป็นนักเรียนที่ดี มีความรับผิดชอบ ใครๆก็ชอบเธอทั้งนั้นแหละ”

               แม้แต่ควันจากเปลวเพลิง

               เธอก็ยังมองไม่เห็นมัน


                           “ค่ะ” สุดก็ทำได้เพียงแค่ก้มหน้ารับคำชมไปแม้ในใจจะอยากร้องไห้แทบบ้า

                            “
!!” คุณครูสาวสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงแรงโอบจากข้างหลัง เด็กหญิงรวบรวมกล้ากอดเธอทั้งที่หน้าอกด้านซ้ายนิ่งสนิทราวกับไม่รู้สึกอะไร หน้าผากซบกับแผ่นหลังของอีกคน ชินบีไม่พูดอะไรได้แต่กุมมือของนักเรียนตัวเล็ก เธอกำลังคิดว่า อีกฝ่ายตื่นเต้นกับการแข่งขันพรุ่งนี้
                            “ขอบคุณนะคะ” เสียงเอื้อนเอ่ยแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน เยรินกระชับกอดแน่นแล้วปล่อยให้เราทั้งคู่จมกับความเงียบต่อไป

               ไม้ขีดอย่างเขาคงทำได้แค่นี้จริงๆ

 

 


                            “เด็กๆของเราเก่งมากเลยครับนะครับที่ทำได้ขนาดนี้”
                            “4 เหรียญทอง อีก 2 เหรียญเงิน ไม่ธรรมดาจริงๆ” ตอนนี้พวกเรามากินเลี้ยงที่ร้านอาหารเกาหลีกัน บรรดาคุณครูล้วนมอบคำชมเชยให้นักเรียนทุกคน แต่ฉันไม่รู้ว่าควรรับดีมั้ย...ฉันได้เหรียญเงิน ต่างกับรุ่นพี่ม.6ที่มาจากโรงเรียนเดียวกัน
                            “เยริน เป็นอะไรเหรอ”
                            “หนูไม่ค่อยหิวเท่าไหร่น่ะค่ะ”
                            “เธอเครียดเรื่องข้อสอบอยู่เหรอ” อันที่จริงก็ส่วนหนึ่ง...ส่วนมาก มาจากผู้ชายที่นั่งตรงข้ามครูต่างหาก
                            “ถ้าเธอเครียดเรื่องที่เธอแพ้ล่ะก็ ไม่ต้องคิดมากนะ เธอทำดีที่สุดแล้ว” จองโฮซอกปลอบใจ ฉันแค่นยิ้มแล้วขอบคุณ เขาเป็นผู้ชายที่เพอร์เฟ็คคนนึงเลยล่ะ ไม่ติดว่าเขาชอบคนๆเดียวกับฉัน ฉันก็คงให้ความนับถือรองลงมาจากครูชินบีซะด้วยซ้ำ
                            “เดี๋ยวครูไปเอาของที่รถแปบนึงนะ”
                            “ให้หนูไปด้วยมั้ยคะ”
                            “ไม่เป็นไรหรอก กินข้าวอยู่นี่เถอะ ฉันขอตัวแปบนึงนะคะ” ครูชินบีลุกไปแล้ว ฉันตักข้าวกินไปคำนึงแล้วมองตามหลังเธอ บรรดาครูพูดคุยเรื่องข้อสอบมหาโหดแทบไม่เข้าโสตประสาท ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น

               ฉันไม่รับรู้เลยว่า จองโฮซอกแอบไปพบครูชินบีที่รถ

               และคุยเรื่องบางเรื่อง

               เรื่องที่ฉันไม่สามารถรับมันไว้ได้

 


                            ฉันวางโทรศัพท์ลงอย่างหงุดหงิดทันทีที่เกมโอเว่อร์ ฝีมือตกหรือสมองใช้การไปกับการแข่งแล้วไม่รู้ แพ้สี่นัดรวดแบบนี้ไม่ใช่ฉันเลยสักนิด ฉันนอนแผ่หลามองพัดลมติดเพดานสไตล์วินเทจ ครูชินบีดื่มกับพวกคุณครูอยู่ที่บาร์โรงแรมชั้นล่างสุด แม้ในใจห่วงแทบเป็นแทบตาย เพราะมีครูผู้หญิงอยู่ด้วยทำให้โล่งใจไปเปราะนึง แต่นี่นานแล้ว ฉันควรไปตามเธอดีมั้ยนะ...

               ก๊อกๆๆ

               ฉันกระโดดออกจากเตียงหมายรีบไปเปิดประตูเร็วทันควัน ทว่าดันนึกสนุกอยากแกล้งเล่นผู้เป็นครูบ้าง ฉันหมุนตัวเข้าใต้เตียงเพื่อหลบซ่อนตัว เสียงเคาะประตูเงียบไปแล้วกลายเป็นเสียงไขกุญแจแทน ไม่นานประตูก็เปิดออก

               กึก กึก กึก

               เจ้าของรองเท้าคัชชูสีดำเดินมาเคียงคู่กับเจ้าของร้องเท้าส้นสูงที่เดินแทบไม่เป็นเส้นตรง

               รองเท้าคู่นั้น....

               ของจองโฮซอกนี่นา

                             “ครูฮวังครับ ถึงห้องแล้วนะ” ถึงอยู่ใต้เตียง ฉันพอเดาเหตุการณ์ออกว่าเกิดอะไรขึ้น โฮซอกพาครูชินบีมานอนที่เตียง และเธอก็เมาด้วย
                             “เยรินไม่อยู่เหรอ แย่จริงๆเลย” ฉันไม่รู้โกรธเลยสักนิด กลับเป็นครูของฉันมากกว่า
                             “ครูฮวังครับ...” แรงยุบลงบนเตียงทำให้ใจเต้นรัวระรัว ฉันนิ่งค้างไปเมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง...ตอนที่ฉันดูซีรีส์ เป็นเสียงตอนพระ-นางจูบกัน
                             “อื้อ...” ฉันจินตนาการไม่ออกหรอกการจูบเป็นยังไง แต่เสียงครางในลำคอของคนอันเป็นที่รักบีบคั้นหัวใจแทบตายคาตรงนั้น ยกมือปิดปากเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกไป เสียงนั่นราวกับใบมีดคมกริบค่อยๆกรีดหัวใจจนแทบทนไม่ไหว ฉันเจ็บจนไม่รู้จะทำยังไง ฉันไม่มีแรงเหลือที่จะสู้เขาได้อีกแล้ว

                   rrrr
                     
           “อ่า ไปช่วยประคองครูยุนเหรอครับ ได้ครับ” โฮซอกวางสายไป เขามาพูดกับคนที่นอนไม่ได้สติเบาๆ

                    “ถ้าถึง เวลานั้นของเรา ผมจะไม่ห้ามใจตัวเองแล้วนะครับ”

                    จองโฮซอกออกไปแล้ว ฉันค่อยๆคลานออกจากใต้เตียง

                    ราวกับถูกแทงซ้ำ รอยลิปสติกเปื้อนปากผิดวิสัยคนแต่งหน้าเก่ง ฉันรู้ว่าเขาทำอะไร และคนที่ฉันรักพอใจแค่ไหนกับเรื่องนี้ ฉันทำไม่ได้อะไรอีกแล้ว ความพยายามทั้งหมดมันสูญเปล่า แสงอาทิตย์อย่างเขาออกแรงเพียงน้อยนิดแต่กลับได้ใจเธอไปต่างกับฉันที่จุดไฟแทบตายแต่ไม่ได้อะไรเลย เรี่ยวแรงที่มีอยู่น้อยนิดถูกสูบจนหมดทรุดไปนั่งร้องไห้ที่พื้น


                    ฉันแพ้หมดรูปแบบนี้

                    หมดแล้ว....ฉันไม่มีทางสู้ได้อีก



 


                                  “เมื่อวานทำอะไรกันที่รถเหรอครับ”
                                  “อ๊ะ
! หะ เห็นเหรอครับ”
                     
             “ขอโทษนะครับ พอดีตาผมดีเกินไป”
                                 “อ่า ไม่มีไรมากหรอกครับ แค่...” โฮซอกเหลียวไปมองคนที่ยืนข้าง ชินบีพยักหน้า
                                 “ผมขอเธอแต่งงานครับ”
                                 “แล้วเธอตอบเขาว่ายังไง” ชินบียิ้มอย่างขัดเขินก่อนตอบแผ่วเบา มันน่าอายนะที่มาขอแต่งงานที่ลานจอดรถ แต่โฮซอกอายไม่กล้าขอต่อหน้าผู้คน ส่วนเธอเองถ้ามีคนเยอะก็คงไม่กล้าตอบแบบนั้นเหมือนกัน
                                 “ค่ะ ฉันตกลง” เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจอย่างไม่อายใคร ตามด้วยประโยคแซวนู่นนี่ต่างๆ

                     ถ้าชินบีสังเกตใครบางคนสักหน่อย

                       จองเยรินที่แกล้งหลับยกยิ้มเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย

                         ถึงเวลาแล้วล่ะ...ที่ต้องดับไฟสักที

 

 


                                 “ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”
                                 “ไม่เป็นไรหรอก พักผ่อนเยอะๆล่ะ” ชินบีเป็นกังวลที่อีกฝ่ายดูเพลียๆเหมือนป่วยหรือไม่ก็พักผ่อนน้อย
                                 “แล้วก็...ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะ”  เยรินไม่เปิดโอกาสให้ถาม เธอปิดประตูรถและเดินเข้าบ้านไป ครูสาวไม่เอะใจอะไร เธอยักไหล่ก่อนออกรถ

 


                                 ชินบีรื้อค้นของในกระเป๋าเพื่อจัดของใหม่ มือบางไปแตะโดนของบางอย่างที่ไม่น่าจะมีได้ กระดาษสมุดพับครึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นเยรินแอบเอาใส่กระเป๋าตอนอยู่บนเครื่อง
                                 “จดหมาย?” ด้วยความสงสัยชินบีจึงเปิดอ่านทันที

                                 “ ถ้าครูได้อ่านจดหมายฉบับนี้ แสดงว่าหนูไม่ได้อยู่ข้างๆครูแล้ว

                        บางทีความรู้สึกมันห้ามกันไม่ได้ใช่มั้ยคะ ผู้ใหญ่อย่างครูรู้ดี หนูอาจจะรู้ดีไม่มากเท่าครู แต่หนูเชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเอง หนูรู้ตัวว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่และกำลังจะทำอะไร หนูรักครูนะคะรักเกินคำๆนั้นไปแล้ว ครูจะไม่เชื่อหรืออยากหัวเราะดังๆก็ตามแต่ หนูรักครูจริงๆค่ะ รักมากเท่าที่เด็กคนนึงจะรักได้ เสียใจนะคะที่หนูไม่อาจยืนเคียงข้างครูได้แต่หนูก็ดีใจที่ใครบางคนมาดูแลครู หนูเชื่อมั่นว่าครูจองดูแลครูได้ดีและไม่มีใครเทียบได้ เขาคือผู้โชคดีที่สุดในโลก ทั้งเขาและหนูก็ต่างโชคดีที่ได้เจอกับครู

                        ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ได้โปรดอย่ายกเลิกการแต่งงานนะคะ

                        ไม่งั้นฉันเสียใจแน่ๆที่เห็นครูไม่มีความสุข

                        รักษาสุขภาพด้วยนะคะ :)

                                                                                จองเยริน  ”

                        ชินบีอมยิ้มแล้ววางจดหมายลงบนโต๊ะ เพราะเธอสนใจใครอีกคนจนมองข้ามอีกคนไป ไม่นึกเลยว่าเยรินจะรักเธอในฐานะเกินตัวแบบนี้ เธออยากคุยกับเด็กหญิงเรื่องนี้จึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดหน้าแชทเพื่อพิมพ์ข้อความไปหานักเรียนคนโปรด

                         แอบเขียนอะไรไว้ในกระเป๋าครูรึเปล่า ฮึ?

                           ชินบีวางโทรศัพท์ไม่นานก็มีเสียงดังขึ้น ไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนจากแชทของคนที่คุ้นเคยกลับเป็นเสียงริงโทนเรียกเข้า ชินบีเดาว่าเยรินอยากพูดมากกว่าจึงรับสาย แต่ปลายสายกลับไม่ใช่เธอ


                        (คุณเป็นญาติของผู้เสียชีวิตรึเปล่าคะ?)


            ผู้เสียชีวิต...


            อะไรกัน

 

 

 

 

               ข่าวโหมกระหน่ำเนื่องจากเป็นหนึ่งในผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ เธอเสียชีวิตหลังกลับจากการแข่งไม่นาน เยรินเสียชีวิตจากการจมน้ำที่สะพานมาโป แม้มีเจ้าหน้าที่และกล้องวงจรปิดอยู่แถวนั้นแต่ไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้ สิ่งที่เธอทิ้งไว้มีเพียงรองเท้ากีฬาคู่โปรดที่มักใส่ไปไหนมาไหนตลอดกับจดหมายฉบับหนึ่งเขียนสื่อถึงความโดดเดี่ยวที่เผชิญตลอดทั้งชีวิตจึงตัดสินใจจบชีวิตก่อนวัยอันควร
                       

               มีเพียงคุณครูคนสนิทเพียงคนเดียวที่รู้เหตุผลที่แท้จริง

               เยรินยอมถอยให้กับจองโฮซอก เมื่อไร้ที่พึ่งสุดท้าย เขาก็ไม่เหลือใคร

               คำพูดและรอยยิ้มสุดท้ายของเยริน ชินบียังจำได้ดี
                       

             
               หยดน้ำตาไม่อาจลบรอยดินสอบนกระดาษได้เลยราวกับเขาต้องการให้มันสลักไปในใจของเธอ

               ในใจของคนที่เขารักที่สุดในชีวิต แม้ตัวอักษรตัวเดียวก็ยังดี

 

               ชื่อของนักเรียนคนหนึ่งเริ่มเลือนลางไปทุกที

               เหมือนก้านไม้ขีดเหลือเพียงเถ้าถ่าน ถูกพัดปลิวไปตามสายลม

                           ถึงดอกทานตะวันหันมามองดวงไฟอันเล็กอย่างมันหวังไว้ แต่ก็สายไปเสียแล้ว




ผลงานอื่นๆ ของ kwaRI-n

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

12 ความคิดเห็น

  1. #12 Hnnn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:13
    เส้ามาก;-;
    #12
    0
  2. #11 จาจา
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 00:57
    งื้อเศร้าอะ อาจจะยังไม่ถนัดกับดราม่ามาก แต่ก็พัฒนาได้แน่ๆ เพราะแค่นี้ก็สุดๆแล้ว เศร้ามาก เยรินต้องทรมานมากแค่ไหนกว่าจะผ่านไปได้แต่ละวัน แต่ละนาที

    ถ้าไม่มีบี๋ คอยเป็นกำลังใจ แรงบันดาลใจ ที่พึ่งพิง จะเป็นยังไง (ก็คงไม่มีเรื่องนี้และตัดไปที่ตอนจบเลย..) ถามเองตอบเองเออ..

    แอบรักฝ่ายเดียวมันก็เกินพอแล้ว กับอีกฝ่ายที่ไม่ได้คิดอะไรด้วยเลย โครต จุก ... แต่ด้วยความที่รักมากจริงๆ เลยอยากให้เขามีชีวิตที่ดีที่สุด การใช้ชีวิตอย่างโดดเดียวมันแย่ขนาดไหนพอจะเข้าใจเลย

    โครตชอบเรื่องนี้อะ เกินบรรยาย /ชูนิ้วโป้ง
    #11
    1
    • #11-1 kwaRI-n
      30 เมษายน 2560 / 17:18
      อันที่จริงอยากดราม่ามากกว่านี้นะคะ แต่กลัวตัวเองรับไม่ไหวแทน จะมองหน้าเจโฮปไม่ติดแล้วค่ะ 555555 จะพัฒนาไปเรื่อยๆนะคะ ^^
      #11-1
  3. #10 T.O.O.N
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 09:53
    เศร้ามากกกก ฮืออออออ
    #10
    0
  4. #9 T.O.O.N
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 09:53
    เศร้ามากกกก ฮืออออออ
    #9
    0
  5. #8 จีจี
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 03:36
    ฮือออออ ร้องไห้ เศร้ามาก เจ็บแทน ㅠ . ㅠ

    //ตามมาจากฟิคคุณผี วอนฮา เรายังรอเรื่องนั้นอยู่นะ ฮือออ
    #8
    0
  6. #7 noeiss (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 21:03
    เยรินดูรักบี๋มากๆ...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามยกเลิกงานเเต่งน้ำตาตกเลยอ่ะไรท์
    #7
    0
  7. #6 ออม-สิน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 21:56
    ขนลุกซู่แบบหลายรอบมากอะ เรื่องอกหักกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลยถ้าเทียบกับชีวิตที่โดดเดี่ยว เศร้าจริงๆนะ ไม่มีใครสมควรถูกทอดทิ้งอย่างนั้นโดยเฉพาะเด็กน้อย ความไม่คิดอะไรของครูทำให้อยากจะร้องไห้แทนเยริน มากอดกันนะผู้ร่วมชะตากรรม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่ายกเลิกงานแต่ง ประโยคนี้รู้เลยอะว่ารักมากๆ ก็เคยนึกนะว่าถ้าครูของเราแต่งงานเราจะรู้สึกยังไง แต่ตอนนี้ก็คงได้แค่ยินดีด้วยมากๆ
    ขอบคุณที่เขียนเรื่องนี้นะคะ <3
    #6
    1
    • #6-1 kwaRI-n(จากตอนที่ 1)
      19 มีนาคม 2560 / 21:48
      ขอบคุณคอมเม้นนี้มากๆเลยนะคะ มีกำลังใจขึ้นเยอะเลยค่ะ

      เรารู้ค่ะว่าความรู้สึกของการผิดหวังในความรักเป็นยังไง เป็นกำลังใจให้ตัวเองนะ เสียใจวันนี้อาจมีความสุขวันหน้านะคะ ^^
      #6-1
  8. วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 21:44
    อ่านเเล้วจะร้อง :---; สงสารเยรินมากเลยย
    #5
    0
  9. วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 20:49
    ฮือออออ สงสารเยริน เศร้าได้อีกคะ 😂 บทสรุปของ "รักที่ไม่อาจสมหวัง" T T
    #4
    0
  10. #3 Nicha
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 19:04
    สงสารเยริน 😭
    #3
    0
  11. วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 11:02
    หื้อออ ทำไมเศร้า อ่านไปน้ำตาไหลไปเลยค่ะ สงสารเยรินมาก ฮื่ออ TT
    #2
    0
  12. #1 bebellsojung (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 00:32
    เศร้าT.T
    #1
    0