คัดลอกลิงก์เเล้ว

[X-men] Lullabye [cherik]

โดย larza

ไม่รู้จะเขียนคำโปรยยังไงดี แต่ที่แน่ๆ เขียนจบแล้ว

ยอดวิวรวม

204

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


204

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


14
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  21 ก.ย. 62 / 00:34 น.
นิยาย [X-men] Lullabye [cherik] [X-men] Lullabye [cherik] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 21 ก.ย. 62 / 00:34


ราตรีสวัสดิ์ นางฟ้าของฉัน

ถึงเวลาแล้วที่ต้องหลับตาลง

และเก็บคำถามเหล่านั้นไว้สำหรับวันถัดไป



เด็กชายปรือตาขึ้นท่ามกลางความมืดมิด แพขนตาสั่นไหวเล็กน้อย ภายใต้ขนตาที่เรียงตัวกันคือดวงตาสีฟ้าเข้ม ทว่าแฝงไปด้วยประกายชีวิต



เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ภาพตรงหน้าเป็นเพดานคอนกรีตที่มืดทึบ มันทั้งเก่าและสกปรก กอปรกับความมืดที่โอบล้อมรอบตัวไม่ต่างอะไรกับความสิ้นหวังในจิตใจของเขาเลย



เอริคหลับตา เงี่ยหูฟัง จากนั้นเสียงพูดคุยหรือเสียงร้องเพลงบางอย่างก็แว่วเข้ามาในโสตประสาท 



มันเป็นเสียงที่ไพเราะมากที่สุดที่เคยได้ยินมา เจ้าของเสียงนั้นเป็นผู้ชาย น้ำเสียงทุ้มนุ่มและกระตือรือร้นราวกับทำนองนั้นมีชีวิต



เขาขยับตัวลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบเพื่อมั่นใจว่าเด็กคนอื่นจะไม่ตื่น ฝีเท้าย่างก้าวไปตามต้นเสียงด้วยความกังขา 



ปลายทางนั้นอยู่ที่หลังประตูทางออก เขาหลุบตาลงเล็กน้อย เสียงเพลงเงียบไปแล้ว เอริคกำลังจะก้าวเท้าออกไป มือเลื่อนไปที่ลูกบิด ทว่ายังไม่ทันที่จะสัมผัส มือของใครบางคนก็ยั้งเขาเอาไว้ก่อน



เด็กชายสะดุ้ง เขาเผลอก้าวเท้าถอยแม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ตามกฎแล้วเด็กที่หนีจะมีโทษร้ายแรงถึงตาย เขากลัวจนตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะขยับปาก



"ชู่ว" อีกฝ่ายว่า พลางหันตัวเขาให้มองเพื่อเผชิญหน้ากัน ทว่าเอริคได้แต่ก้มหน้า เพราะเขาไม่อยากสบตา "ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ทำร้ายนาย"



เอริคเงยหน้าขึ้นมองแบบกล้าๆ กลัวๆ สิ่งแรกที่เห็นคือคนตรงหน้ามีนัยน์ตาสีฟ้าสว่าง มันทอประกายและสุกใสราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า จังหวะที่สบตากันเขาเผลอหัวใจเต้นผิดจังหวะไปครู่หนึ่ง



คนตรงหน้าไม่ได้ใส่ชุดทหารเยอรมัน แต่อยู่ในเสื้อเชิ๊ตธรรมดา เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตากวาดมองรอบห้อง และหยุดลงที่อีกฝ่าย



"คุณ.."



"ออกไปข้างนอกทำไม"



เอริคชะงัก เขาลืมเรื่องเมื่อครู่ไปเสียสนิท



"เมื่อครู่ผมได้ยินเสียงคนร้องเพลง" เขาว่าด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วนเล็กน้อย "ผมก็เลย.."



อีกฝ่ายเอียงคอ ก่อนที่จะส่งเสียงคำว่า "'ราตรีสวัสดิ์ นางฟ้าของฉัน' น่ะหรือ? ฉันเป็นคนร้องเอง"



เอริคมองคนตรงหน้าด้วยความชั่งใจ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่มีเจตนาไม่ดีหรือทำร้าย เขาจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจลง "มันคือเพลงอะไร"



"เพลงกล่อมเด็ก"



"ไม่เห็นเคยได้ยินเลย" เด็กชายว่า พลางพูดรบเร้า "ร้องให้ผมฟังอีกรอบนะ"



"ได้สิ" ชายตรงหน้าพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ ก่อนจะย่อตัวลง "เธอชื่อว่าอะไร"



"เอริค เลห์นเชอร์"



"ฉันชาร์ลส์ เซเวียร์" ชาร์ลส์ตอบกลับ "จากนี้เราก็เป็นเพื่อนกันแล้วนะ"



เอริคไม่ได้ต่อบทสนทนานั้น เขารบเร้าขอให้ชาร์ลส์ร้องเพลงกล่อมเด็กให้ฟังอีกรอบ จากนั้นยืนเงียบๆ และเงี่ยหูฟังเสียงเพลงที่ร้อยเรียงกันเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะที่สุด



.............



หลังจากวันนั้นชาร์ลส์ก็มาหาเขาทุกคืน



เอริคไม่เคยถามว่าชาร์ลส์เป็นใคร เพราะเขาไม่เคยคิดที่จะใส่ใจเรื่องของอีกฝ่าย รวมถึงไม่เคยถามว่าอีกฝ่ายเข้ามาในนี้ได้อย่างไร ตราบใดที่ชาร์ลส์ไม่อยากบอก ทุกคืนเขาจะหลับ และสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงร้องเพลงของชาร์ลส์ทุกครั้ง



ในเวลากลางคืนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเอริค ขณะที่ตอนกลางวันเหมือนจะเป็นขั้วตรงข้าม เขาถูกทำร้ายเมื่อผลการทดลองออกมาได้ไม่ดีพอ รวมถึงการโดนบีบบังคับให้ต้องฉีดยาและกระตุ้นพลังด้วยไฟฟ้า



แม้ว่าแต่ละวันจะผ่านไปอย่างยากลำบาก ทว่าในหัวเขาก็ยังมีภาพชาร์ลส์เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ อย่างน้อยเอริคก็รู้สึกว่าตนเองยังคงมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ไม่ใช่เครื่องจักรสังหารคนเสียทีเดียว



"เอริค.."



เอริคสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงเรียกที่ข้างหู เขาปรือตาขึ้น ความรู้สึกเจ็บปวดทำให้เขาแทบขยับร่างกายไปไหนไม่ได้



"ชาร์ลส์.."



"ไม่เป็นไร" ชาร์ลส์พูดปลอบเขา พลางย่อตัวคุกเข่าลงข้างๆ ที่นอน "เดี๋ยวฉันจะร้องเพลงให้ฟัง"



เอริคหลับตา เพื่อที่จะเงี่ยหูฟังได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อประสาทสัมผัสรอบตัวถูกตัดออก ชาร์ลส์ก็เริ่มเอ่ยเอื้อนเพื่อร้องเพลง



เขาชอบความรู้สึกนี้ที่สุด ความรู้สึกที่พบว่าโลกนี้มีเพียงแค่พวกเขา เหมือนกับเป็นความลับของพวกเขาสองคน แม้แต่ความเจ็บปวดและความโหดร้ายจากความจริงก็ย่างกรายเข้ามาไม่ได้



ราตรีสวัสดิ์ นางฟ้าของฉัน

ถึงเวลาแล้วที่ต้องหลับตาลง

และเก็บคำถามเหล่านั้นไว้สำหรับวันถัดไป



เสียงของชาร์ลส์ขับกล่อมให้เอริครู้สึกดี ขณะเดียวกันมันก็ขับไล่ความเจ็บปวดออกไป



ฉันรู้ว่าเธออยากจะถามอะไร

ฉันรู้ว่าเธอคงรู้คำตอบของคำถามนั้นดี

ฉันสัญญาว่าจะไม่มีวันจากเธอไป

ดังนั้นขอให้เธอรู้ไว้

ไม่ว่าเธอจะไปไหน ไม่ว่าเธอจะอยู่แห่งหนใด

ฉันก็จะไม่มีวันจากเธอไปไหน



เมื่อร้องมาถึงท่อนนี้ อยู่ๆ ชาร์ลส์ก็เงียบเสียงลง เขาเลยลืมตาขึ้นด้วยความงุนงง อีกฝ่ายโน้มใบหน้าลงมาท่ามกลางความมืดสลัว แม้จะอยู่ในสถานที่ที่สกปรกและหดหู่ขนาดนี้ ชาร์ลส์กลับดูงดงามและมีประกายชีวิตราวกับแสงสว่าง



หรือพระเจ้า



เอริคหยุดคิด เขาไม่เคยเชื่อเรื่องของพระเจ้า ทว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาคิดว่าตนเองได้เห็นพระเจ้าอยู่ตรงหน้าจริงๆ



"เอริค" ชาร์ลส์กระซิบเสียงเบา "สัญญานะว่าจะไม่ลืมฉัน"



"ผมจะลืมคุณได้ยังไง"



เอริคไม่คิดว่าเขาจะลืมชาร์ลส์ เขาไม่มีทางลืมแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่ยังมีอยู่ในชีวิต



ชาร์ลส์ไม่ได้ตอบอะไร นอกจากส่งยิ้มที่ดูเศร้าหมองมาให้



...................



เช้าวันถัดไปเอริคถูกเรียกให้ตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อทำการทดลองบางอย่าง



เขาถูกคุมตัวไปห้องทดลองที่มืดสลัว จากนั้นแสงไฟก็สว่างขึ้นเมื่อมีคนเดินเข้าไปด้านใน



ยามที่แสงไฟในห้องทดลองสว่างขึ้น เอริคก็เห็นผู้คนที่อยู่ในนั้นถนัดตา มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากอยู่ในห้องนั้น เขาขัดขืนด้วยความสิ้นหวัง จากนั้นแววตาก็ฉายความประหลาดใจเมื่อเห็นว่าใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น



ชาร์ลส์..?



ไม่ เอริคกะพริบตา จากนั้นภาพของชาร์ลส์ก็หายไป ราวกับไม่เคยมีมาก่อน



.......................



ชาร์ลส์เดินมาที่ใจกลางห้องทดลอง เขานั่งลงบนเก้าอี้ในห้องนั้น ท่าทางดูเยือกเย็นต่างจากคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้อง



นักวิทยาศาสตร์หลายคนอยู่ในห้องนั้น พวกเขาช่วยกันลากเอริคขึ้นเตียง และจับขึงไว้ด้วยเส้นเชือก



ชาร์ลส์หลุบตาลง แม้ว่าจะเดินไปรอบห้อง แต่ก็ไม่มีใครหันมามองเขาสักคนเดียว 



ชายหนุ่มเดินไปยืนที่ข้างเตียงของเอริค เขายื่นมือออกไปเหนือหัวอีกฝ่าย วูบหนึ่งแววตาสิ้นหวังของเอริคกลับกลายมามีชีวิต และจ้องมาทางเขาด้วยความประหลาดใจ



เขาเกือบจะหลุดส่งเสียง แต่เอริคกลับกะพริบตาเสียก่อน จากนั้นใบหน้าของเด็กชายก็กลับมาฉายแววสิ้นหวังอีกครั้ง



ชาร์ลส์ขยับยิ้ม เขายื่นมือไปที่เหนือศีรษะอีกฝ่าย หวังว่าจะช่วยบรรเทาให้ความรู้สึกทรมานลดน้อยลงสักนิดก็ยังดี



มันความลับอย่างหนึ่งที่ชาร์ลส์ไม่เคยบอกเอริค



ความลับที่ว่าเขาตายไปแล้ว



..................



ชาร์ลส์เองก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกเยอรมันจับตัวมา พอพวกนั้นรู้ว่าเขามีพลังจิต อีกฝ่ายก็จับเขาไปทดลองจนกระทั่งเสียชีวิต



เขาเห็นเอริคตั้งแต่วันแรกที่ถูกพาตัวมา อีกฝ่ายเป็นมิวแทนต์เพียงคนเดียวจริงๆ จากนั้นบรรดาเด็กพวกนั้น ดังนั้นเอริคจึงถูกทรมานเป็นพิเศษ เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายมีชะตากรรมที่น่าเศร้าเหมือนกับตน ดังนั้นจึงคอยช่วยเหลือมาตลอด



กับคนที่เป็นมิวแทนต์ ชาร์ลส์มองพวกเขาไม่ต่างกับคนในครอบครัว ดังนั้นเขาจึงคอยช่วยแบ่งเบาความรู้สึกเจ็บปวดของเอริคมาโดยตลอด



แต่เหมือนว่าเอริคจะเห็นเขาเข้า



บางทีอาจจะเพราะความเจ็บปวดที่คอยแบ่งปันกันมาตลอด ทำให้ชาร์ลส์กับเอริคสามารถเชื่อมถึงกันได้



นับจากนั้นชาร์ลส์ก็คอยให้กำลังใจ และอยู่เคียงข้างเอริคมาตลอด



แต่ว่า..



วันนี้พวกทหารเยอรมันจะจับเอริคไปทำการทดลองเพื่อล้างความทรงจำ แน่นอนว่าในใจลึกๆ ชาร์ลส์ย่อมกลัวว่าอีกฝ่ายจะกลายเป็นเครื่องจักรสังหาร ขณะเดียวกันเขาก็กลัวว่าเอริคจะลืมหรือมองไม่เห็นตนอีก



แม้จะรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร ทว่ายามที่ต้องเผชิญมัน เขาก็ยังคงรู้สึกเจ็บปวด



คืนนั้นเอริคไม่ได้สะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องเพลงของเขาเหมือนกับทุกที



................



เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองจบลง เอริคก็ได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็นอีกครั้งหนึ่ง เขาทำงานในโรงเชื่อมเหล็ก มีครอบครัว ภรรยาและลูกสาวที่น่ารักอีกหนึ่งคน



เหตุการณ์ในวัยเด็กของเอริคเหมือนกับภาพความฝัน มันจับต้องไม่ได้ ยามเอื้อมมือไปสัมผัสก็ราวกับม่านหมอก ความทรงจำตอนที่อยู่ในนั้นละเอียดเป็นเศษเสี้ยวจนประกอบไม่ได้อีก



หากแต่เจ็บปวดทุกครั้งที่ระลึกถึงมัน



...............



ชาร์ลส์ไม่อยากผูกติดกับเอริค เพราะเมื่อใดที่อยู่ใกล้ เขาจะหวนนึกถึงทุกคืนที่เขาร้องเพลงกล่อมเด็กให้ฟังเสมอ ทว่าในยามนี้มันกลับเหลือแต่แววตาที่มองผ่าน เพียงเพราะเอริคมองไม่เห็นเขาอีกต่อไป



ทว่าเมื่อถอยห่างจากอีกฝ่าย เขาก็ค้นพบว่าร่างกายจะจางลง ดังนั้นเมื่อไม่มีทางหลีกเลี่ยง ชาร์ลส์เลยต้องอยู่กับเอริคตลอดเวลา 



ชาร์ลส์ไม่อยากอยู่ใกล้เอริคเลย เพราะเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่าย เขาจะรู้สึกแย่ ช่วงที่เอริคลืมและมองไม่เห็นเขา ชาร์ลส์ก็เจ็บปวดและร้องไห้ไปมากพอแล้ว



ชายหนุ่มหยุดคิด เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่มุมห้อง สายตาเห็นว่าเอริคพาลูกสาวตนเองมาที่เตียง และห่มผ้าห่มให้ ภาพนั้นทำให้เขานึกถึงสมัยตอนที่เอริคยังเป็นเด็ก



"พ่อคะ" นีน่าว่าด้วยน้ำเสียงเบา พลางคว้ามือเอริคไว้ "หนูนอนไม่หลับ"



"ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพ่อจะร้องเพลงให้ฟังดีไหม" 



นีน่าส่งสายตาเป็นประกายมาให้เขาแทนคำตอบ เอริคขยับริมฝีปาก ในหัวพยายามนึกเพลง ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าเขาไม่เคยฟังเพลงกล่อมเด็กเลยสักครั้ง



โดยที่ไม่รู้ตัว เอริคก็เอ่ยประโยคหนึ่งออกไป



"ราตรีสวัสดิ์ นางฟ้าของฉัน" เอริคพูดด้วยเสียงเบาลงราวกับกระซิบ "ฉันสัญญาว่าจะไม่มีวันจากเธอไป ไม่ว่าเธอจะไปไหน ไม่ว่าเธอจะอยู่แห่งหนใด

ฉันก็จะไม่มีวันจากเธอไปไหน"



"เพลงนี้มีชื่อว่าอะไรเหรอคะ"



เอริคเงียบ เขานึกไม่ออกว่าตนเองเคยได้ยินเพลงนี้มาจากที่ไหน เหตุการณ์และภาพต่างๆ ดูเลือนลางในม่านหมอก ทว่าเสียงเพลงนี้กลับชัดเจนในความทรงจำ



"ชาร์ลส์.."



เขากระซิบ เรียกชื่อของใครบางคนที่แม้แต่ตนเองก็นึกหน้าไม่ออก ทว่าเสี้ยวความคิดกลับบอกว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นคนสำคัญ



"คุณพ่อเป็นอะไรเหรอคะ" นีน่าถามเขาด้วยน้ำเสียงกังวลใจ ก่อนจะยื่นแขนเสื้อมาให้ "อย่าร้องไห้นะคะ"



เอริคส่ายหน้า เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดดวงตาของตนเองเพื่อเช็ดคราบน้ำตาออก



จากนั้นภาพของชายคนหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของเขา 



แม้จะไม่เห็นใบหน้าชัดๆ 



ทว่าเอริคก็รู้สึกได้ถึงความโศกเศร้า สิ้นหวังและความเจ็บปวดยามที่อีกฝ่ายจ้องมองมาทางเขาเป็นอย่างดี



แต่ว่า



ใคร...?


-----------------------------------------------------------

[Talk]

เราเอาเนื้อเพลงมาจากเพลง lullabye ตอนคิดชื่อเรื่องเลยตั้งตามชื่อเพลงเลย ลองไปฟังกันได้นะคะ 

คอนเซ็ปต์แรกที่เขียนเรื่องนี้คือ imaginary friend ประมาณว่าเอริคถูกทรมานจนสร้างภาพในจินตนาการเพื่อช่วยให้ตัวเองรู้สึกว่ายังมีชีวิต แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจะเขียนตอนจบยาก เราเลยเปลี่ยนให้เป็นผีแทนค่ะ

ตั้งใจว่าจะเขียนให้มันออกมาดูangst แต่พอเขียนจริงๆ ปรับเปลี่ยนอะไรเยอะมากเลยไม่angstเท่าที่ควร 


anyway เพลงlullaybyeมันออกหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็จริง แต่เราหาเพลงอื่นที่เหมาะสมกว่านี้ไม่ได้แล้ว และก็ชอบเพลงนี้มากๆ เพราะความหมายของเพลงให้ความรู้สึกว่า "ฉันจะปกป้องและอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าเธออยู่ที่ไหน" ค่ะ ให้ความรู้สึกเหมือนหนังจริงที่ชาร์ลส์คอยอยู่เคียงข้างเอริคเลย 







ผลงานอื่นๆ ของ larza

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 Kikiraki
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 13:42

    ฮื่อออออ เศร้าบาดใจมากๆ

    #1
    0