เพชรไร้กะรัต (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 6 : บทที่ ๔ : หมาป่าร้อยเขี้ยว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20692
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    11 ม.ค. 58

 




บทที่ ๔ หมาป่าร้อยเขี้ยว

 

เรือนหอของบุตรสาวอดีตผู้นำตระกูลถูกตกแต่งอย่างสวยงามทั้งภายนอกและภายใน หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ คงจะเห็นว่าไม่มีอะไรให้ทำมากนักสำหรับวันอันน่าเบื่อหน่ายเช่นนี้ คนรับใช้ภายในบ้านจึงได้ชักชวนคุณหนูของพวกเขาให้ออกมาชมสวนที่บริเวณด้านนอก และลลินก็ไม่ผิดหวัง สวนรอบๆ ถูกจัดอย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นแปลงกุหลาบหลากสี ทั้งแดง ชมพู เหลือง และขาว เถาไม้เลื้อยสีเขียวสดใสบนซุ้มประตูรั้วเหล็กดัดลอดผ่านสวนซึ่งบัดนี้ร่างบอบบางของเจ้าของคฤหาสน์พร้อมผู้ดูแลเป็นขบวนกำลังเยื้องย่างผ่านเพื่อมุ่งตรงไปยังน้ำพุทำจากหินอ่อนรูปเทพีถือคันศรซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางแจ้ง

ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบไปเสียหมดในสถานที่แห่งนี้

ในขณะที่สิ่งรอบตัวเธอดูไร้ที่ติไปหมด เธอกลับรู้สึกว่าตนเองแปลกแยกและไม่เข้าพวกชอบกล คงจะมีแต่ชีวิตของเธอกระมั้งที่ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนอย่างบรรยากาศรอบกายหญิงสาวเฝ้าคิดในใจ

“นั่งตรงนี้ก่อนไหมคะ คุณหนู จะได้พักดื่มชาด้วย” หญิงรับใช้กล่าวพลางผายมือไปยังซุ้มนั่งเล่นใกล้ๆ อย่างนำเสนอ

ลลินมองดูศาลารูปแปดเหลี่ยมสีขาวอย่างใจลอย ศาลาเรือนใหญ่รายล้อมไปด้วยดอกพยับหมอกสีฟ้าสดใสแบบนี้ มันทำให้เธอนึกถึงความหลังเมื่อครั้งบิดายังมีชีวิตอยู่เหลือเกิน คฤหาสน์หลังเก่าของบิดาก็มีศาลานั่งเล่นแบบเดียวกันนี้เช่นกัน นับว่าเป็นสถานที่ประจำซึ่งสองพ่อลูกจะใช้เวลาพักผ่อนและพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ

หยาดน้ำตาเอ่อคลอนัยน์ตาคู่สวย

คิดถึง...คิดถึงเหลือเกิน ความทรงจำเหล่านั้น วันวานซึ่งไม่มีทางหวนคืนมาได้อีกแล้ว

หญิงรับใช้ถึงกับตกใจทำอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นท่าทีของเจ้านาย “คุณหนูเป็นอะไรงั้นหรือคะ ดิฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า”

 “เปล่าจ้ะ เธอไม่ได้พูดอะไรผิดหรอก” ส่ายหน้าไปมา พลางยิ้มน้อยๆ “ฉันแค่คิดถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาน่ะ”

แต่ยังไม่ทันที่หญิงรับใช้จะได้กระจ่างไปมากกว่านี้ ในเวลานั้นเองร่างโปร่งบางของแขกผู้มาใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้น นุชจรีย์กำลังก้าวฉับๆ ผ่านสวนตรงมาทางนี้

“ลลิน” หล่อนร้องเรียก ด้วยสีหน้าซึ่งมีแววร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด และก่อนที่ผู้เป็นน้องจะได้ทันคิดอะไร หล่อนก็ฉวยข้อมืออีกฝ่ายแล้วออกแรงลากทันที “ไป...ไปกับพี่เดี๋ยวนี้เลย”

คิ้วเรียวของผู้ถูกทั้งดึงทั้งลากขมวดมุ่นอย่างไม่เข้าใจ
           “อะไรกันคะพี่นุช จะพาลินไปไหน”

“ถามได้ ก็ไปหย่าน่ะสิ เธอจะอยู่อย่างนี้ไม่ได้นะ ไหน...เจ้าตัวปลอมนั่นอยู่ที่ไหน บอกเขาให้ไปจบเรื่องบ้าๆ นี่เสียที”

คนถูกลากถอนหายใจ ก่อนจะตัดสินใจแกะมือพี่สาวออก

“ลินหย่าไม่ได้หรอกค่ะ”

“ทำไมล่ะ” คราวนี้เป็นนุชจรีย์เองที่ชะงักไปด้วยความฉงน “การแต่งงานนี้เกิดขึ้นเพราะความเข้าใจผิดนะ เธอควรจะหย่าเพื่อจะได้แต่งงานกับภูมินทร์ตัวจริง จริงสิ พูดถึงภูมินทร์แล้ว โมโหไม่หาย”

เมื่อได้ยินชื่อคู่หมั้น ประสาทหูของผู้ฟังจึงตื่นตัวทันที

“พี่ภูมินทร์ทำไมหรือคะ”

นุชจรีย์อึกอัก ตระหนักได้ว่าตนเองพูดมากเกินไปเสียแล้ว บางทีลลินไม่ควรจะรับรู้เรื่องที่ภูมินทร์ตั้งใจหมั้นหมายกับหล่อนแทน เพื่อรักษาความรู้สึกของน้อง หล่อนจึงเลือกที่จะไม่กล่าวถึงเรื่องนี้อีก

“เปล่า ไม่มีอะไร” สาวผิวเข้มเอ่ยเสียงแผ่ว “ที่พี่อยากจะพูดก็คือ เธอต้องไม่หลงลืมที่จะทำตามความฝันของเธอ ความฝันของเธอคือการได้แต่งงานกับภูมินทร์ไม่ใช่หรือ”

ดวงตากลมโตของคนเป็นน้องอ่อนแสงลง

“นี่แหละค่ะคือ เหตุผล เพราะลินต้องทำตามความฝันของลิน ลินถึงยังหย่าตอนนี้ไม่ได้”

“พี่ไม่เข้าใจ”

แต่ยังไม่ทันที่ลลินจะได้ตอบคำถามนั้นก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน ด้วยน้ำเสียงทุ้มๆ ของใครบางคนซึ่งดังมาจากทางด้านหลัง

“อยู่นี่เอง ผมกำลังตามหาคุณอยู่พอดี”

สองสาวหันไปมองตามเสียงและก็พบเข้ากับร่างของผู้มาใหม่ พัชรดนัยกำลังก้าวเร็วๆ ตรงมาทางนี้ และเพียงแค่อึดใจเดียวร่างสูงสง่าก็เข้ามาประชิดตัวลลินจนได้

“ขอโทษที่เสียมารยาทนะครับ ผมมาขัดจังหวะหรือเปล่า”

นุชจรีย์ถลึงตามองผู้มาใหม่อย่างไม่ชอบใจ หล่อนใช้สายตาสำรวจอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างดูถูกกลายๆ เขาอาจจะเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาราวเทพบุตรก็จริง แต่ถึงจะดูดีแค่ไหนก็เป็นได้แค่ ขี้ข้าอยู่ดี ไม่เหมาะสมกับลลินแม้แต่นิดเดียว

“อ้อ ไม่เลย ฉันกำลังจะกลับพอดี” คุณหนูคนโตแสร้งยิ้ม ถึงแม้จะไม่สบอารมณ์อย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์เช่นนี้คงไม่เอื้ออำนวยต่อการไต่ถามความจริง คิดได้อย่างนั้นหล่อนจึงขอตัวกลับ แต่ไม่ลืมที่จะหันมาโบกมือลาน้องสาวพร้อมส่งสายตาอย่างมีความหมาย

 “พี่ไปก่อนนะ แล้วพี่จะแวะมาคุยด้วยใหม่”

“ค่ะ ลินจะรอ” หญิงสาวส่งยิ้มน้อยๆ พร้อมทั้งลุกขึ้นตั้งท่าจะเดินไปส่ง แต่อีกฝ่ายกลับยกมือขึ้นโบกไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ

“ไม่ต้องหรอก เธออยู่นี่แหละ คนแถวนี้คงมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอต่อ” ว่าแล้วก็ปรายตาไปทางพัชรดนัยซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ

แม้จะถูกใช้สายตาเหยียดหยามอย่างไร แต่ชายหนุ่มก็ยังรักษาท่าทีนิ่งสงบเช่นเดิมได้จุดนี้เองที่ลลินนึกนับถือในตัวเขาขึ้นมา พอนุชจรีย์หายออกไปจากบริเวณคฤหาสน์แล้ว พวกเขาจึงย้ายมานั่งบริเวณศาลาแปดเหลี่ยม และแล้วก็ได้ฤกษ์ที่พัชรดนัยจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง

“คุณหนู...” อีกครั้งแล้วที่เขาเรียกเธอด้วยสรรพนามเช่นนี้ ไม่รู้ว่าทำไม แต่เธอรู้สึกไม่ชอบเอาเสียเลย เพราะเขามักจะใช้สรรพนามนี้ทุกครั้งที่พยายามจะใช้อำนาจอะไรสักอย่าง

 “เมื่อครู่คุณคิดจะทำอะไร”

แม้เครื่องหน้าอันสมบูรณ์แบบจะยังคงเรียบเฉย แต่จากน้ำเสียงนั้นเธอรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังไม่พอใจ คงเป็นเรื่องข้อตกลงเกี่ยวกับการหย่าที่เธอคิดจะบอกนุชจรีย์เป็นแน่

“คุณต้องไม่แพร่งพรายข้อตกลงของเราให้ใครรู้ ผมนึกว่าคุณสัญญาแล้ว”

“ฉันขอโทษ” สาวเจ้าเอ่ยอย่างยอมรับผิด “พี่นุชเป็นพี่สาวที่ฉันรักที่สุด ฉันแค่ไม่อยากมีความลับกับหล่อน”

“ถ้าคุณเปิดเผยเรื่องนี้ก็เท่ากับทำลายทุกอย่าง หรือคุณต้องการแบบนั้น”

คุณหนูแห่งอัครเศวตถอนใจ ก่อนจะพยักหน้า

“เข้าใจแล้ว ต่อไปฉันจะระวังให้มากขึ้น ว่าแต่เมื่อคืน...” และก่อนที่จะทันห้ามตัวเองทัน เธอก็ยั้งตัวเองไม่ให้ถามออกไปไม่ได้ “เมื่อคืนคุณไปนอนที่ไหนเหรอ”

ช่างเป็นคำถามที่น่าอายจริงๆ เธอแทบอยากจะกัดลิ้นตนเองเสียเดี๋ยวนี้

“ผมกลับไปที่คฤหาสน์รณเดโช” อีกฝ่ายตอบคำถามเรียบๆ อารมณ์คงจะดีขึ้นมาบ้างแล้ว เห็นได้จากการที่เขาเลือกรินชาชนิดหนึ่งจากหนึ่งในบรรดาชาหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นเอิร์ลเกรย์ ซีลอน กุหลาบ ลาเวนเดอร์และดาจีริ่งที่วางอยู่ตรงหน้า

น่ามหัศจรรย์...แม้แต่ท่วงท่าและจังหวะในการรินน้ำชาก็ดูชวนมองเหลือเกิน

ชาซีลอนกลิ่นมะลิชั้นดีเป็นผู้ได้รับเลือก มันถูกรินอย่างพิถีพิถันจนเกือบเต็มในถ้วยเคลือบลายดอกไม้

“อ้อ จริงสินะ บ้านคุณอยู่ที่นั่น คุณยังต้องทำงานให้พี่ภูมินทร์อยู่” หญิงสาวพึมพำ แต่ด้วยความไม่สบายใจลึกๆ ทำให้อดไม่ได้ที่จะถามออกไปเสียหน่อย “ฉันเอ่อ...ทำให้คุณลำบากหรือเปล่า”

พัชรดนัยเลื่อนถ้วยชาส่งให้หญิงสาว

“อะไรที่ทำให้คุณคิดว่าผมลำบากที่จะทำแบบนั้น” นัยน์ตาคู่คมหันมาสบตาเธอนิ่ง “ต่อให้ผมบอกว่าลำบาก คุณจะทำยังไง จะยอมให้ผมนอนค้างที่ห้องด้วยอย่างนั้นหรือ”

ใบหน้าหวานมีแววเก้อกระดากขึ้นมา ผลุบสายตาลงต่ำด้วยการจ้องมองของเหลวในถ้วยตรงหน้าอย่างกับว่ามันน่าสนใจนักหนา และเมื่อตั้งสติได้เธอจึงตอบกลับไปอย่างหนักแน่น

“ไม่ ถึงยังไงคุณก็เป็นสามีแค่ในนาม”

“ดีใจที่คุณยังจำสิ่งที่ผมบอกคุณเมื่อคืนได้”

เป็นคำพูดลอยๆ ที่ทำให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กๆ เพราะจำคำเตือนของพัชรดนัยเมื่อคืนได้ อย่าทำดี อย่าใกล้ชิดกับเขาโดยไม่จำเป็น เหตุผลเพราะแค่เขาเป็นผู้ชาย จนบัดนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า การห่วงใยช่วยเหลือคนอื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจมันแย่อย่างไร ไม่รู้ว่าเพราะพวกผู้ชายเข้าใจยาก หรือเป็นแค่ตัวเขากันแน่ที่ทำตัวมี ปัญหาจนยากจะเข้าใจต่างจากชาวบ้านชาวช่อง...ลลินคิดอย่างขุ่นเคือง

“ฉันแค่เป็นห่วง ไม่อยากให้คุณต้องลำบากเพราะฉันจนเกินไป นี่ฉันทำผิดด้วยหรือ”

“ไม่ผิด คุณเป็นคนใจดีมาก เพียงแต่บางทีการทำดีกับบางคน บางสถานการณ์ไม่ได้ช่วยให้คุณได้รับผลตอบแทนที่ดีกลับมาเสมอไป...นี่คือสิ่งที่คุณต้องเรียนรู้”

“ไม่เห็นเข้าใจ”

แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเกียจคร้านเกินกว่าอธิบายอะไรต่อแล้ว เห็นได้จากการที่เขาเปลี่ยนเรื่องเป็นชักชวนเธอดื่มชาแทนก่อนที่มันจะเย็นชืดเสียก่อน

หญิงสาวพยักหน้า ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ ชาซีลอนกลิ่นมะลิเป็นชาที่เธอโปรดปรานที่สุดในบรรดาชาทั้งหมด กลิ่นหอมของใบชาผสมผสานกับกลิ่นหวานเย็นของดอกมะลิช่วยทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาได้เสมอเมื่อยามรู้สึกท้อแท้หรือไม่สบายใจ

น่าแปลกนัก ที่พัชรดนัยเลือกชาชนิดนี้ให้ ราวกับล่วงรู้ใจเธอเป็นอย่างดี

 “พี่ภูมินทร์เป็นยังไงบ้าง” หญิงสาวเอ่ยถาม อาจจะเพราะบรรยากาศดูเงียบเชียบเกินไป เธอจึงพยายามสรรหาประเด็นมาพูดคุย สิ่งแรกที่เธอนึกถึงเห็นจะเป็นเรื่องของภูมินทร์ อย่างน้อยเธอก็อยากรู้ว่า เขาเป็นอย่างไรหลังจากเล่นบทสลับตัวเจ้าบ่าว “หลังจากพิธีแต่งงานผ่านพ้นไป เขาพูดอะไร...เกี่ยวกับฉันบ้างหรือเปล่า”

คู่สนทนาพยักหน้า ทำเอาลลินมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง แต่ความหวังนั้นก็มีอันดับสูญไปเมื่อเขาพูดต่อ

“คุณภูมินทร์พูดถึงคุณ แต่คงไม่ใช่สิ่งที่คุณหวังจะฟังนักหรอก”

ใบหน้าหวานเจื่อนลง แม้พัชรดนัยจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่เธอก็พอรู้ได้ว่า ภูมินทร์คงไม่ได้กล่าวถึงเธอในแง่ดีเท่าไร

“เหรอ” หญิงสาวถอนหายใจ วางถ้วยชาลงกับจานรอง “ฉันนึกว่าเขาจะรู้สึกเสียใจหรือรู้สึกผิดบ้างสักนิดที่ทำกับฉันแบบนี้”

 “อย่ากังวล ผมสัญญาแล้วว่าจะช่วยให้คุณสมปรารถนา” พัชรดนัยพูดเรียบๆ ทำให้ ลลินตระหนักได้ถึงสถานการณ์ซึ่งเป็นอยู่ตอนนี้ ใบหน้าเริ่มมีรอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นมา แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้าไปบ้างก็ตามที

“นั่นสินะ ชาหน่อยไหม” เธอกล่าวถาม และเมื่อเขาบอกชนิดชาที่ต้องการแล้ว หญิงสาวจึงชะโงกตัวไปรินชาให้เขาบ้างเป็นการตอบแทน ชาเอิร์ลเกรย์ชั้นดีถูกรินจนเกือบเต็มถ้วย เห็นชาชนิดแล้วก็ทำให้นึกถึงใครบางคนขึ้นมา

“พี่ภูมินทร์ก็ชอบชาชนิดนี้” คนรินชาพึมพำ ถึงแม้จะไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน แต่ความจริงที่ว่าเธอและภูมินทร์ติดต่อพูดคุยกันทางจดหมายและสื่ออิเล็กทรอนิกส์มานานหลายปี ทำให้เธอรู้ถึงเรื่องส่วนตัวเขาหลายอย่าง ทั้งสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ รวมถึงนิสัยใจคอ แต่อย่างหลังเธอชักไม่แน่ใจแล้ว พี่นุชจรีย์อาจจะพูดถูก แท้จริงแล้วภูมินทร์อาจสร้างตัวตนจอมปลอมสวยหรูขึ้นมาในมโนภาพเธอ ทั้งๆ ที่แท้จริงเขาไม่ใช่คนแบบนั้นเลยสักนิด

พัชรดนัยจิบชาพอเป็นพิธีก่อนจะเริ่มต้นถาม

“ว่าแต่ผู้หญิงคนที่มาหาคุณเมื่อครู่ เป็นพี่สาวคุณหรือ”

“อืม พี่นุชจรีย์เป็นลูกของคุณอาบดินทร์ เป็นญาติผู้พี่ของฉัน”

 “งั้นหรือ แล้วคุณสนิทกันแค่ไหน”

“สนิทเหมือนพี่สาวแท้ๆ ที่คลานตามกันมา ในบรรดาญาติทั้งหมด เธอกับคุณอาบดินทร์เป็นคนที่ใส่ใจและดูแลฉันดีที่สุด ถามทำไมหรือ”

แต่พัชรดนัยไม่ยอมตอบคำถาม มีเพียงดวงตาสีนิลของเขาเท่านั้นที่กระจ่างวาบอย่างคนที่ซ่อนความคิดอะไรไว้เบื้องหลัง และก่อนที่ลลินจะทันได้ถามอะไรอีก โทรศัพท์มือถือของพัชรดนัยก็ดังขึ้น เขาสนทนาเคร่งเครียดเพียงไม่กี่คำ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น

“ผมต้องขอตัวก่อน มีธุระต้องไปทำเสียหน่อย”

“เดี๋ยวสิ จะไปแล้วหรือ คุณจะกลับมาที่นี่อีกไหม”

และแล้วหญิงสาวก็รู้สึกว่าตนเองคิดผิดชอบกล เพราะทันทีที่ได้ยินแบบนั้น มุมปากของพัชรดนัยก็ยกขึ้นเล็กน้อย ดูคล้ายเป็นรอยยิ้มแวบหนึ่ง...อะไรกัน เขากำลังขำเธองั้นหรือ!

“สัญญาเรายังอยู่ ผมต้องกลับมา”

“นั่นล่ะ ฉันแค่คิดว่าถ้าเรามีช่องทางติดต่อกันได้ คงจะดี อย่างน้อยเราก็เป็น เอ่อ...”

สามีหนุ่มล้วงนามบัตรจากกระเป๋าเสื้อส่งให้ภรรยา

“ผมจะกลับมาที่นี่ตอนหนึ่งทุ่ม คุณอาของคุณมีเรื่องจะคุยกับผม”

ชี้แจงไว้เพียงเท่านั้น พัชรดนัยจึงขอตัวไปจัดการธุระของเขาทันที เหลือเพียงลลินซึ่งยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมกับความสงสัยระคนกังวลซึ่งก่อตัวขึ้นในจิตใจ

 

 

หากตระกูลอัครเศวตร่ำรวยจากธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ ตระกูลรณเดโชก็ร่ำรวยมหาศาลเช่นกันจากธุรกิจนำเข้าส่งออกสินค้า ซึ่งหลักๆ จะเป็นประเภทกระดาษ เหล็กแท่งและสารเคมี พวกเขามีโกดังเก็บสินค้าหลายแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เบื้องหน้าโกดังเหล่านั้นอาจจะเป็นสถานที่เก็บและขนถ่ายสินค้าก็จริง แต่ใครเล่าจะรู้ว่าเบื้องลึกแล้วมันคือ รังของแกงค์มาเฟียขนาดใหญ่ซึ่งสืบเชื้อสายจากอิตาลีนามว่า ฟอลโค่  (Falco) หรือหากจะเรียกให้ตรงประเด็นมากกว่านั้นสถานที่แห่งนี้คือ นรกของเหล่าศัตรูที่คิดจะต่อกรหรือขัดขวางฟอลโค่ดีๆ นี่เอง

ร่างสูงของพัชรดนัยเพิ่งจะเดินทางมาถึงโกดังเก็บกระดาษแถบชานเมือง เขาหยุดกวาดสายตาเล็กน้อยเพื่อตรวจตราความเรียบร้อยและมองหาคนที่ต้องการ เพียงไม่นานก็พบ เมื่อลูกน้องกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามาต้อนรับเขาพร้อมค้อมศีรษะอย่างนอบน้อม

“มาแล้วหรือครับ คุณพัชร”

ผู้มาใหม่พยักหน้านิดหนึ่งเป็นเชิงทักทาย ก่อนจะเข้าประเด็นทันที

“ได้ยินว่า จับตัวคนวางเพลิงโกดังที่ท่าเรือเมื่อคืนก่อนได้แล้ว”

“ใช่ครับ เป็นอย่างที่คุณพัชรบอกเลย พวกมันย้อนกลับมาที่ท่าเรืออีกจริงๆ คงกะจะมาเล่นงานซ้ำสอง มันคงไม่คิดว่าเราจะซุ่มรออยู่แล้ว เลยรวบตัวมันมาได้คนหนึ่งครับ ใช้ชื่อโค้ดเนมว่า ลาวองด์  ที่เหลือฝีมือการต่อสู้ค่อนข้างดีเลยหนีรอดไปได้ หนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิงอย่างที่สายข่าวเรารายงานเลยครับ”

“ผู้หญิงหรือ” ชายหนุ่มทวนคำ ดวงตาเข้มวาววาบอย่างเอาเรื่อง “ดีล่ะ ตอนนี้ลาวองด์อยู่ที่ไหน ฉันอยากเจอมันหน่อย”

“เราคุมตัวมันไว้ที่ด้านล่างครับ”

ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายนำทางแต่อย่างใด ราวกับเชี่ยวชาญและทำจนเป็นกิจวัตรไปแล้วพัชรดนัยก้าวยาวๆ ตรงไปยังท้ายโกดัง ซึ่งมองผ่านๆ อาจจะเป็นเพียงส่วนของโกดังเก่าที่แทบไม่มีใครเข้ามาใช้งานสักเท่าไร แต่จริงๆ แล้วที่ตรงนี้กลับเป็นสถานที่นำไปสู่ประตูแห่งนรกโดยแท้จริง

ชายหนุ่มใช้เท้ายันลังกระดาษสองสามลังเพื่อเปิดทาง เมื่อมีช่องว่างมากพอแล้วเขาและลูกน้องจึงก้าวเข้าไปยืนบริเวณนั้น มือแข็งแรงเอื้อมไปดันลังไม้ซึ่งอยู่บนชั้นใกล้ๆ เผยให้เห็นแป้นสแกนลายนิ้วมือบนผนังด้านหลัง เพียงวางนิ้วลงบนตัวอ่านเท่านั้น ฝาแป้นอิเล็กทรอนิกส์รูปนกเหยี่ยวก็เปิดอ้าออกอย่างภักดีเพื่อรอให้เขากดรหัสผ่านไปยังขุมนรก หลังจากใส่รหัสที่ถูกต้อง ทุกอย่างก็เริ่มทำงาน พื้นปูนผสมเหล็กกล้าของโกดังซึ่งพวกเขายืนอยู่เริ่มสั่นสะเทือน และค่อยๆ เคลื่อนลงไปยังชั้นล่าง

ชั้นล่างถูกจัดแบ่งเป็นสัดส่วนและซอยเป็นห้องเล็กๆ จำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็มีไว้เพื่อคุมขังหรือทรมานเหล่าศัตรูที่คิดจะขวางทางรณเดโช พัชรดนัยและลูกน้องเดินไปตามทางเดินอันทอดยาว ผ่านเสียงกรีดร้องโหยหวน เสียงก่นด่าสาปแช่งและเสียงสวดภาวนาร้องขอชีวิตที่ดังลอดมาจากหลังซี่กรงเหล็กห้องแล้วห้องอย่างไม่ใคร่สนใจนัก เพราะมีเป้าหมายอยู่ที่ห้องขังซึ่งตั้ง ณ สุดทางเดิน

“คอยดูเถิด แกงค์ลูเซียนต้องกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง พวกข้าจะกำจัดแกให้สิ้นซาก ฮ่าๆ!

ยังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปด้วยซ้ำ เสียงหัวเราะอย่างคนเกือบจะเสียสติก็ดังออกมาจากข้างใน บางทีคนของเขาอาจจะทำรุนแรงเกินไปหน่อย เห็นได้จากสภาพที่สะบักสะบอมของฝ่ายศัตรู

ใบหน้าเหลี่ยมๆ ของมันมีแต่คราบเลือดเกรอะกรัง ดวงตาโปนๆ ภายใต้เส้นผมซึ่งยาวรกรุงรังเกือบถึงกลางหลังเขม้นมองผู้มาใหม่ แม้จะถูกจับมัดตรึงอยู่กับเสาที่กลางห้อง แต่แววตาของชายคนนั้นกลับมีแววมุ่งร้ายไม่จาง

 “มาอีกแล้วรึ สุนัขรับใช้อีกตัวของฟอลโค่!

“สามหาว ระวังปากของแกให้ดี!” หนึ่งในลูกน้องตวาดลั่น พร้อมซัดหมัดลุ่นๆ ใส่อีกฝ่ายเพื่อเป็นการสั่งสอน แต่แทนที่จะหวาดกลัว ฝ่ายนั้นกลับยิ่งบันเทิงใจ ปล่อยเสียงหัวเราะแหบห้าว

“โธ่ ข้าพูดผิดไปสินะ ไม่ใช่สุนัขรับใช้ธรรมดา แต่เป็นหัวหน้าสุนัขรับใช้ต่างหาก”

คนถูกด่าทอยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม เมื่อเห็นว่าลูกน้องตั้งท่าจะกระโจนไปสั่งสอนอีกครั้ง ป่วยการจะสั่งสอน หากพลั้งมือทำรุนแรงเกินไปจนอีกฝ่ายตายไปเสียก่อน การจับตัวมาเค้นข้อมูลครั้งนี้คงไร้ประโยชน์เป็นแน่ คิดได้อย่างนั้นชายหนุ่มจึงเอ่ยถามในสิ่งที่อยากรู้

“แกคงรู้ว่าฉันเป็นใครใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นแกคงรู้ดีสินะว่า ฉันต้องการอะไรจากแก”

“ทำไมข้าจะไม่รู้ แกคือมือขวาของไอ้ภูมินทร์ สมญานามหมาป่าร้อยเขี้ยว ใครๆ ในวงการต่างก็เกรงกลัวแก แต่ในสายตาข้าแกมันก็แค่ลูกหมาพันธุ์ทางที่จองหองว่าเป็นหมาป่าก็เท่านั้นล่ะวะ ว่าไงล่ะ ต้องการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับแกงค์พวกเราใช่ไหมเล่า”

 “แกงค์ที่ถูกทำลายไปแล้วแบบนั้น ไม่จำเป็นต้องรู้ข้อมูลให้เสียเวลา” มาเฟียหนุ่มสวนทันควัน พลางย่างสามขุมตรงมาใกล้ ไม่สนใจสีหน้าโกรธขึ้งและเสียงขู่คำรามของฝ่ายนั้นแม้สักนิด “สิ่งที่ฉันต้องการรู้มีเพียงอย่างเดียว...โค้ดเนมลิลลี่สีเลือด คือใคร มีจุดประสงค์อะไร”

ใบหน้าของอีกฝ่ายยิ่งดูน่าเกลียดน่ากลัวขึ้นไปอีก เมื่อได้ยินโค้ดเนมดังกล่าว มันก็แสยะยิ้มออกมา

“หึหึ แกอยากรู้เรื่องของท่านลิลลี่งั้นเรอะ อยากได้ข้อมูลชั้นดีแบบนี้ ก็ต้องมีอะไรที่เท่าเทียมกันมาแลกจริงไหม”

“อิสรภาพและศักดิ์ศรีของแกมีค่าทัดเทียมพอไหม ลาวองด์” พัชรดนัยเสนอ ในขณะที่อีกฝ่ายนิ่งไปอย่างคนคิดหนัก “มันยากแต่เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ แกงค์ของแกดับสูญไปแล้ว การจงรักภักดีกับสิ่งที่ดับสูญไปแล้ว จะมีประโยชน์อะไร”

“นั่นมัน...”

 “ถ้าแกยอมบอกข้อมูลที่เราต้องการ แกจะได้รับการปล่อยตัวและได้รับการต้อนรับอย่างทรงเกียรติในฐานะสมาชิกคนใหม่ของแกงค์ฟอลโค่”

เงียบกันไปอึดใจหนึ่ง ในที่สุดฝ่ายศัตรูก็เริ่มมีท่าทีโอนเอน เห็นได้จากการที่มันสงบลงและปล่อยเสียงหัวเราะแผ่ว

“งั้นเหรอ ที่จริงข้อเสนอก็ฟังดูดี ขอเวลาให้ข้าได้คิดสักประเดี๋ยว...” พูดแล้วก็ยื่นแขนมาด้านหน้าเป็นเชิงให้แก้มัด “อะไรกัน อยากเป็นมิตร แต่แค่แก้มัดก็ไม่ได้รึ” มันเอ่ยเสริมเย้ยๆ “ข้าไม่คิดหนีหรอก แค่อยากจะดูดบุหรี่สักหน่อย มันเคยชินน่ะ สมองจะได้โล่ง คิดอะไรออกง่ายๆ”

เหล่าลูกน้องต่างพากันมองมาที่ผู้เป็นหัวหน้าอย่างขอความเห็น และเมื่อพัชรดนัยพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต พันธนาการบนข้อแขนของศัตรูจึงถูกปลดปล่อย กลุ่มคนในห้องต่างก็พากันระมัดระวังตัวขึ้นเป็นสองเท่า ทุกคนแตะปืนพกที่เหน็บข้างเอวตนเองอย่างเตรียมพร้อม หากอีกฝ่ายเล่นตุกติกล่ะก็ พวกเขาก็พร้อมจะปลิดชีวิตมันทุกเมื่อ จะมีแต่เพียงพัชรดนัยเท่านั้นที่ไม่ได้มีท่าทีระวังภัยเหมือนคนอื่น มิหนำซ้ำเขายังเป็นคนที่ยืนใกล้คนของแกงค์ลูเซียนที่สุด ทว่าน่าแปลกนักที่ไม่มีความหวาดกลัวในดวงตาของเขาแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตามทุกคนอาจจะคิดมากไปเองก็เป็นได้ ทันทีที่เชือดหลุดออก อีกฝ่ายก็ไม่ได้ทำอะไรผิดปกติ มือหยาบกร้านล้วงเข้าในด้านในเสื้อตนและหยิบบุหรี่มวนหนึ่งขึ้นมา

ดูเผินๆ สถานการณ์ดำเนินไปอย่างปกติ จะมีก็แต่เพียงพัชรดนัยเท่านั้นที่สังเกตเห็นถึงอะไรบางอย่างและไหวตัวทัน

ดวงตาเข้มวามวาบ...และรวดเร็วเกินกว่าใครจะจับตาทันด้วยซ้ำ จู่ๆ ชายหนุ่มก็ใช้สันมือฟาดไปที่ต้นคออีกฝ่ายด้วยน้ำหนักที่ไม่แรงนัก ส่งผลให้คนที่โดนจู่โจมสลบเหมือดไปทันที คอที่เคยตั้งตรงพับอ่อน บุหรี่ที่คาบไว้ในปากหล่นลงบนพื้น

“คุณพัชร อะไรกันครับนี่!” ลูกน้องต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตกใจ คงจะงุนงง เพราะทั้งๆ ที่เชื้อเชิญให้มาเป็นมิตรแล้วแท้ๆ เหตุใดจึงได้กลับลำจู่โจมฝ่ายนั้นจนสิ้นสติไปเสียเฉยๆ “เกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมคุณถึง...”

“มันคิดจะเล่นตุกติก”

“อะไรนะครับ ผมคิดแล้วเชียวว่ามันไว้ใจไม่ได้ มันคิดจะเล่นงานเราใช่ไหมครับ”

“ไม่ใช่ หมอนี่คิดจะฆ่าตัวตาย” เขาตอบเรียบๆ ก่อนจะก้มลงไปหยิบมวนบุหรี่ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาพิจารณา และก็เป็นอย่างที่คาดไว้จริงเสียด้วย บนตัวบุหรี่มีร่องรอยการขบกัดเล็กน้อย แทนคำอธิบายทั้งหมด มือใหญ่จัดการหักบุหรี่ในมือออกเป็นสองท่อนเผยให้เห็นหลอดเล็กๆ ซึ่งซุกซ่อนอย่างแนบเนียนอยู่ในนั้น ข้างในหลอดมีผงสีขาวปริศนาบรรจุอยู่

ตรวจสอบดูแล้ว กลิ่นคล้ายอัลมอลต์จางๆ แบบนี้ คงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจาก...

“ไซยาไนด์**” ชายหนุ่มสรุป ท่ามกลางความคาดไม่ถึงของทุกคน “ยอมตายดีกว่าเปิดเผยความลับงั้นสิ ดูเหมือนงานนี้เราจะคว้าน้ำเหลว”

เหล่าลูกน้องต่างมีสีหน้าสลดและซีดลงกว่าเดิม เพราะรู้ดีว่าผลลัพธ์ของการคว้าน้ำเหลวจะมีบทลงโทษเช่นไร ภูมินทร์อาจจะเป็นผู้นำที่ไม่ดุดันและเด็ดขาดเท่าบิดาของเขาก็จริง แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้อภัยกับเรื่องการทำงานผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกี่ยวกับศัตรูที่เขาเกลียดที่สุดอย่าง ลิลลี่สีเลือด มีหวังครั้งนี้หนึ่งในพวกเขาหากไม่โดนลากไปซ้อมเสียจนกลายเป็นคนไม่สมประกอบ ก็คงหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเป็นแน่

ราวกับจะเห็นความหวาดกลัวในแววตาของลูกน้อง พัชรดนัยจึงออกตัวให้ทุกคนสบายใจว่าเขาจะจัดการเรื่องทุกอย่างเอง การออกรับหน้าแทนของหัวหน้าครั้งนี้ ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกซาบซึ้งมาก เพราะพัชรดนัยมีนิสัยเช่นนี้เอง...ปกครองคนด้วยความจริงใจ มิใช่ด้วยความกลัว จึงได้รับความเคารพรักจากเหล่าลูกน้องอย่างแท้จริง

“ถ้าอย่างนั้นเราจะทำยังไงกับมันดีครับ”

ดวงตาสีนิลของคนเป็นหัวหน้าตวัดกลับไปยังร่างที่สลบไสลไม่ได้สติอยู่ ณ กลางห้อง

“คุมตัวไว้ คอยระวังอย่าให้มันชิงตายเสียก่อน ระหว่างนี้หาจังหวะเค้นข้อมูลให้ได้”

“ครับ” ค้อมศีรษะรับคำสั่งอย่างว่าง่าย และก่อนที่ชายหนุ่มจะหมุนตัวเพื่อจากมานั้นเอง เหล่าลูกน้องก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ “เอ้อ คุณพัชร ผมได้ยินมาว่าคุณเพิ่งจะแต่งงาน ยินดีด้วยนะครับ ขอโทษด้วยที่ไม่ได้ไปร่วมงาน ถ้ายังไงพอมีเวลา พามาดามของคุณมาแนะนำให้รู้จักบ้าง คงเป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยครับ”

ร่างสูงหยุดชะงักไปเล็กน้อย หันมองคนอวยพรด้วยสายตาคมกริบ ทำเอาเหล่าลูกน้องต่างพากันสะดุ้งโหยงร้อนๆ หนาวๆ ไปตามกัน เพราะคิดว่าอาจจะพูดอะไรผิดไป อย่างไรก็ตามมันไม่เป็นแบบนั้น เพราะในวินาทีถัดมารอยยิ้มบางเบาก็ค่อยๆ ปรากฏบนริมฝีปากของผู้เป็นนาย

“ได้สิ ขอบใจสำหรับคำอวยพร”

แม้แต่เหล่าลูกน้องก็ยังแปลกใจ แทบจะนับครั้งได้เลยที่จะเห็นผู้เป็นนายยิ้มเช่นนี้ ปกติออกจะเฉยชาและเป็นเสือยิ้มยากมาแต่ไหนแต่ไร บางทีการแต่งงานคงจะเป็นเรื่องดีกว่าที่คิด         ใครจะรู้ ความรักอาจจะเปลี่ยนหมาป่าผู้ดุร้ายตนนี้ ให้กลายเป็นหมาป่าแสนเชื่องของมาดามก็เป็นไปได้
 



 ____________________________________                                                                     

**ไซยาไนด์ เป็นสารพิษชนิดหนึ่ง มีทั้งในรูปของแข็ง (โปแตสเซียมไซยาไนด์) และก๊าซ (ไฮโดรเจนไซยาไนด์) เป็นสารพิษที่ทำให้เซลล์ในร่างกายขาดออกซิเจนจนเป็นอันตรายถึงชีวิต จึงมักถูกใช้ในการประหารนักโทษระหว่างสงคราม การลอบสังหาร และการฆ่าตัวตาย

 

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

8,977 ความคิดเห็น

  1. #5705 monmate (@j-pengnuan) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 / 18:36
    ความรู้ใหม่ก็มา.... ชอบมากกกก
    #5705
    1
    • #5705-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 6)
      12 พฤศจิกายน 2558 / 19:17
      ดีใจที่ชอบค่ะ
      #5705-1
  2. #5023 bunny (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กันยายน 2558 / 09:23
    ทำไมพระเอกต้องเป็นบอดี้กาด -...-
    #5023
    1
    • #5023-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 6)
      13 กันยายน 2558 / 20:18
      เพชรไร้กะรัต ค่ะ ^^ จริงๆ พี่พัชรก็ไม่เชิงเป็นบอดี้การ์ด เฮียก็มาเฟียคนนึงที่ทำหน้ามือขวาของผู้นำแกงค์น่ะค่ะ ทำหน้าที่หลายๆ อย่างแทน นอกจากความปลอดภัยด้วย
      #5023-1
  3. #5018 Fang Urban (@bank2517) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กันยายน 2558 / 03:46
    ชอบเกร็ดความรู้ที่สอดแซกมากเลยค่ะ
    #5018
    1
    • #5018-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 6)
      13 กันยายน 2558 / 04:35
      อยากให้ได้รับอะไรไปนอกจากความบันเทิงบ้างค่ะ ^^
      #5018-1
  4. #2828 play_rin (@p_learn) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558 / 16:25
    อัพต่อด้วยนะคะ :) อารมณ์มันค้าง555 พี่พัชรน่ารัก <3
    #2828
    1
    • #2828-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 6)
      18 มิถุนายน 2558 / 19:14
      ไว้จะมาอัพต่อนะคะ
      #2828-1
  5. #2746 ICCube (@naonic37) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2558 / 22:05
    ไม่ต้องอ่านคำบรรยายเลย รู้จักไซยาไนด์จากโคนัน. 5555 นิยายสนุกมากๆค่ะ อ่านต่อๆๆๆ
    #2746
    1
    • #2746-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 6)
      14 มิถุนายน 2558 / 22:12
      แบบนั้นก็ช่วยได้มากเลยค่ะ ต่อไปอาจจะมีศัพท์แปลกๆ หลุดมาบ้าง แต่ถ้าไม่เข้าใจมีอภิธานศัพท์ให้ค่ะ
      #2746-1
  6. #2405 akapee (@akapee) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2558 / 17:25
    พัชรรรรร ชอบลุคแบบนี้ แบกอะไรไว้เยอะมั้ย ต้องเก็บอะไรไว้ในใจแน่ๆ
    #2405
    1
    • #2405-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 6)
      3 มิถุนายน 2558 / 17:33
      พี่พัชรเก็บอะไรไว้ในใจคะ คิคิ
      #2405-1
  7. #2302 An-amethyst (@annlovehenrylau) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2558 / 00:25
    คนที่ติดต่อกับนางเอกมาตลอดเป็นพระเอกใช่ปะ? ดูจากนิสัยอีตาอดีตคู่หมั้นแล้ว คงสั่งให้พระเอกทำ(หรือพระเอกอยากทำเองด้วยก็ไม่รู้?) ปล. หวังว่าลิลลี่สีเลือดคือนางเอก #มโน
    #2302
    1
    • #2302-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 6)
      1 มิถุนายน 2558 / 00:56
      เอ จะใช่หรือไม่ใช่ อันนี้ต้องหาคำตอบเองในบทต่อๆ ไปนะคะ ทุกอย่างจะค่อยคลี่คลายเอง
      #2302-1
  8. #863 เลือดสีชมพู. (@ziintaeliin) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 16:59
    แอบชอบเจ้าสาวอยู่แล้วล่ะซิ~
    #863
    1
    • #863-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 6)
      17 เมษายน 2558 / 17:06
      อุ๊ย หรือนี่จะเป็นความในใจของคุณหมาป่า
      #863-1
  9. #182 Little (@peypey) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 13:55
    คุยในเมล์อาจไม่ใช่ภูมินทร์แต่เป็นพัชรก็ได้นะ
    #182
    1
    • #182-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 6)
      12 กุมภาพันธ์ 2558 / 14:24
      เอ ใช่เหรอ ทำไมคิดงั้นคะ ^^
      #182-1
  10. #157 fsn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558 / 10:18
    เอาใจช่วยคุณพัชร กับ ลลิน
    #157
    0
  11. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  12. #58 ซ.โซ่ดื้อดี (@l-loogso-l) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มกราคม 2558 / 20:31
    ทำไมรู้สึกเหมือนว่า ลลินกับลิลลี่จะเป็นคนเดียวกัน ><
    #58
    0
  13. #57 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มกราคม 2558 / 12:49
    ใช่แล้วค่ะ คุณ ณ มล เรื่องก่อนเป็นแนวโรแมนติก คอมมาดี้ แต่เรื่องนี้มีแอคชั่นระทึกๆ แต่คงไม่ถึงขนาดระเบิดภูเขาเผากระท่อมตูมตามค่ะ เน้นการวางแผนและหักเหลี่ยมกันมากกว่า แต่เรื่องความโหดคงก็คงแอบมีบ้างเล็กน้อย เพราะมีแทรกดราม่าด้วย แต่ไงก็ไม่ทิ้งฉากฟินๆ ของพระนางนะคะ จิกหมอนกระจุยกระจายแน่นอน หวานสุดตั้งแต่เขียนมาเลยค่ะ แหะๆ

    ส่วนเรื่องที่นิยายเรื่องนี้แตกต่างกับเรื่องก่อน เป็นความตั้งใจของผู้เขียนอยู่แล้วที่อยากจะเขียนให้ผู้อ่านได้อ่านนิยายหลายๆ แบบและเป็นการพัฒนาฝีมือตัวเองด้วย จะได้ไม่จำเจ ไม่ใช่มากี่เรื่องๆ ก็แนวเดิมตลอด ร้อยชื่อพล็อตเดียวคงซ้ำซากน่าเบื่อแย่เลย แต่ถึงจะแตกต่างกันใปบ้าง แต่ถ้าจับดีๆ ทุกงานที่ผ่านปลายปากกาของผู้เขียนล้วนมีลายเซ็นเอกลักษณ์เฉพาะค่ะ หวังให้ผู้อ่านยิ้มและสนุกสนาไนปกับเรื่องราวเนอะ

    ป.ล. อยากให้อัพบ่อยๆ ได้ค่ะ แต่คงต้องขออนุญาตอัพเป็นทีละนิดทีละหน่อย เพราะทยอยเขียน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่านานๆ มาครั้งนึงหรือมาบ่อยๆ แต่น้อยๆ ดีกว่ากัน ^^
    #57
    0
  14. #56 ณ มล (@kulrat) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มกราคม 2558 / 10:26
    เรื่องนี้คงบู๊ และโหดน่าดูนะค่ะ ต่างจากเรื่องก่อนหน้านี้มากๆเลย รออ่านต่อนะค่ะ มาบ่อยๆอาทิตย์ละ3-4ครั้งนาาจะดีค่ะ
    #56
    0
  15. #55 tungkn4841 (@tungkn4841) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มกราคม 2558 / 03:29
    ลิลลี่สีแดง คือ นุชจรินทร์ พี่สาวของลลิืนหรือปล่าว

    รอไรเตอค์มา up ต่อ
    #55
    0
  16. #54 Fau sago (@sagosago) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 มกราคม 2558 / 22:56
    พระเอกเริ่มยิ้มแล้ววว เมื่อไหร่จะคุยก่ะนางเอกดีๆ
    #54
    0
  17. #53 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 มกราคม 2558 / 19:09
    มาต่อแล้วค่ะ ครบบทแล้ว

    ตอบเมนท์คุณ Ye-Ping
    -มาสายเข้มเชียว หุหุ อันนี้ก็ต้องรอติดตามเนอะว่าสุดท้ายแล้วใครจะลงเอยยังไง แต่ทุกคนย่อมได้รับผลที่ตัวเองทำแน่นอนค่ะ
    #53
    0
  18. #52 Ye-Ping (@greenk) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มกราคม 2558 / 09:28
    จะเป็นไรไหมถ้าเราอยากให้ลลินเป็นคนฆ่าภูมินทร์กับมือรึไม่ก็เมื่อไรที่คุณพี่นุจตกลงแต่งกับนายภูเมื่อไร ก็ถือเป็นคนทรยศทันที ก็ไม่แปลกที่จะจับคุณนุจมาฆ่าต่อหน้าคุณภู ยิ่งถ้าสองคนนี้รักกันนี้แจ่มเลย เจ็บดี  อ่านแล้วเกลียดคุณภูจริงๆ เกลียดนุจด้วยชอบดูถูกคน
    #52
    0
  19. #51 tungkn4841 (@tungkn4841) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 มกราคม 2558 / 04:51
    ลลินน่าจะเป็นหญิงสาวที่ดูใสซื่อ ไม่เคยคิดสงสัยว่าคนที่ตอบจดหมายอาจจะเป็นพัชรดนัยก็ได้....
    รอไรเตอร์มา up ต่อ
    #51
    0
  20. #50 ณ มล (@kulrat) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มกราคม 2558 / 22:10
    อยากให้พัชรดนัยเป็นพระเอกจัง ขอบคุณนะค่ะสำหรับปัญหาที่ค้างคาใจคนอ่าน ซึ่งต้องค้างต่อไปเพราะปมเรื่องนี้ซับซ้อนและลึกลับจริงๆ ต้นเรื่องก็เดาพระเอกไม่ออกแล้ว
    #50
    0
  21. วันที่ 4 มกราคม 2558 / 20:20
    คนที่คุยทางจดหมายเป็นพัทรดนัยหรือเปล่า

    #48
    0
  22. #47 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มกราคม 2558 / 14:11
    กลัวคนที่ปูเสื่อกันอยู่จะรอนาน เลยรีบมาส่งบทใหม่แล้วค่ะ ที่เหลือจะทยอยอัพเดทเรื่อยๆ ค่ะ
    #47
    0
  23. วันที่ 4 มกราคม 2558 / 11:33
    รออ่านอยู่นะคะ

    #45
    0
  24. #44 BACHAREE (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มกราคม 2558 / 22:42
    เจิมมจร้า มาอัตเร็วๆนะ ^^
    #44
    0