โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท - โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท นิยาย โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท : Dek-D.com - Writer

    โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

    บทความนี้เล่าถึงเด็กอายุ 23 ปีทีต้องล้มป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทและเข้ารับการผ่าตัดจากโรงพยาบาลของรัฐพร้อมทั้งเล่าเรื่องราวหลังจากการผ่าตัด

    ผู้เข้าชมรวม

    186

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    4

    ผู้เข้าชมรวม


    186

    ความคิดเห็น


    0

    คนติดตาม


    0
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  4 พ.ย. 62 / 20:41 น.


    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

    คำที่ว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ มันน่าจะจริงเลยทีเดียว หากใครท้อแท้หรือสิ้นหวังกับอะไรสักอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน เรื่องการเรียน เงินทอง ปัญหาหนี้สิน ก็ยังไม่หนักเท่าคนที่เขาเจ็บป่วย อย่างน้อยคุณก็มีแรงกายที่แข็งแรง ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องตกในสถานการณ์ที่ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของผมเลยก็ว่าได้ หลายคนคงสงสัยกันแล้วว่าผมป่วยเป็นโรคอะไร

    ชายหนุ่มหุ่นเก้งก้างอายุเพียง 23 ปี สูงประมาณ 180 เซนติเมตร แต่หนักแค่ 60 กิโลกรัมเท่านั้น หุ่นผอมแห้งแรงน้อย ผมล้มป่วยตอนเรียนมหาลัยปี 2 ครับเริ่มมีอาการขึ้นมาให้เห็นแต่ก็ไม่ชัดเท่าไหร่ เป็นผลพวงมาจากการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยดูแลตัวเอง ผมก็ใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ดื่มหนัก นอนดึก เที่ยวกลางคืนเก่ง บางวันแทบไม่ได้นอนตื่นเช้ามาก็เข้าเรียนเลย สุดท้ายผมก็ต้องพบกับวิบากกรรมครั้งใหญ่ที่ต้องจดจำไปตลอดชีวิต

    จำได้ว่าบ่ายโมงเศษๆ เป็นคลาสเรียนภาคทฤษฎีที่ต้องนั่งฟังอาจารย์บรรยาย ผมเข้าไปนั่งเรียนจนหมดคาบโดยไม่ลุกไปไหนเป็นเวลาราว 4 ชั่วโมง พออาจารย์พูดจบและปิดคลาสเรียนของวันนั้น ผมก็ลุกขึ้นยืน ระหว่างนั้นร่างกายของผมก็เกิดผิดปกติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขาของผมยกแทบไม่ไหว เหมือนโดนไฟฟ้าดูดที่ขาข้างขวา ชาไปหมดทั้งขา จนผมต้องนั่งและก้มลงไปนวดขาตัวเองถึงลุกขึ้นยืนได้ พอตกเย็นผมจึงรีบไปหาหมอที่คลินิกที่ใกล้มหาลัย เขาบอกว่าเป็นกล้ามเนื้ออักเสบให้ยาคลายกล้ามเนื้อและยาแก้อักเสบมาทานก่อน

    สัปดาห์ถัดมาพอหลังเลิกเรียนผมไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้ากับเพื่อน พอเดินไปได้สักพักก็เริ่มปวดขาขวาอย่างที่ไม่เคยเป็น คือปวดเหมือนจะก้าวเท้าไม่ออก ผมคิดอยู่ในใจ มันต้องมีอะไรสักอย่างผิดปกติกับเราแล้วแหละ แต่ตอนนั้นอาการไม่หนักมากผมเลยไม่ได้ไปหาหมอและเริ่มออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อเบาๆ ที่ห้องตามที่คุณหมอแนะนำหลังจากไปหาหมอครั้งแรก

    อาการของผมชัดเจนเมื่อไปเที่ยวภูกระดึกกลับมา มันปวดขาแทบนอนไม่ได้ พอลงภูมาวันแรกผมรีบไปโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด เขาบอกว่าอาการคล้ายกระดูกทับเส้นประสาทนะ ถ้าไม่รีบรักษาอาจจะเป็นอัมพาตได้ ให้นอนรอหมอกระดูกมาตรวจให้ชัดเจนก่อน พอผมได้ยินอย่างนั้นผมตกใจมาก มันเป็นถึงขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย เดิมทีเป็นคนดื้อลั้นมากครับเรื่องกลัวตายไม่เคยกลัว แต่ได้ยินคำว่า อัมพาตนี่ ใจมันฟ่อห่อเหี่ยวเหยี่ยวแทบรดกางเกง ด้วยครอบครัวของผมไม่มีเงินมากพอที่จะรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนซึ่งมันแพงมาก จึงกลับมาหาหมอที่โรงพยาบาลประจำอำเภอที่มีสิทธิ์รักษาพยาบาลฟรีโดยใช้สิทบัตรนะครับ

    เนื่องจากที่โรงพยาบาลประจำอำเภอไม่มีหมอกระดูกจึงต้องขอใบส่งตัวไปตรวจที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด แต่คุณหมอไม่อนุมัติเขาคงคิดว่าผมโกหกเรื่องที่ผมเล่าให้เขาฟัง เขาบอกว่าแค่ปวดขาลองมาทำกายภาพก็หายแล้วเขาให้ยาแก้ปวดให้ไปทำกายภาพสัปดาห์ละสองครั้งนี่ ผมก็ไปกายภาพตามที่เขาบอกนะครับ แต่มันไม่หายสุดท้ายผมจึงขอพบหมออีกครั้ง โชคดีที่ไม่ใช่หมอคนเดิมไม่งั้นผมคงได้ไม่ได้ใบส่งตัวไปตรวจที่โรงพยาบาลใหญ่ในตัวจังหวัด

    หากใครที่กำลังอ่านเรื่องของผมและมีอาการคล้ายคลึงกันผมแนะนำให้ไปปรึกษาคุณหมอที่คลินิกก่อน แต่ต้องเป็นคุณหมอที่เชี่ยวชาญ เช่น อายุมาก สำหรับผมแล้ว อายุมากก็มากประสบการณ์ในความเชื่อส่วนตัวนะครับ แต่ทุกวันนี้หมอก็เก่งเยอะเหมือนกันคุณหมอที่ผ่าตัดให้ผมก็ยังดูหนุ่มๆ อยู่เลย แต่ท้ายที่สุดแล้วการทำMRI ถึงจะรู้ว่าเป็นโรคนี้จริงๆ นะครับ

    ผมได้มารักษาตัวที่โรงพยาบาลใหญ่ในตัวจังหวัด คุณหมอบอกว่าผมป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จึงให้ยามาทานก่อน คุณหมอบอกว่าอายุยังน้อยมีโอกาสหาย คือมีทางเลือกสองทางครับเข้ารับการผ่าตัด กับทานยาประคับประคองจนกว่าอาการจะดีขึ้น ผมรักษาที่โรงพยาบาลนี้ประมาณสองถึงสามเดือนอาการก็เริ่มดีขึ้นแต่ไม่หายหรอกครับพอทุเลา มันเป็นๆ หายๆ อยู่อย่างนั้นนานนับปี ผมตระเว้นหาหมอคลินิกไปเรื่อยครับ มีคนแนะนำหมอเก่งๆ ผมก็ไปทุกคลินิก กินยาจนไตจะพักก็ว่าได้ครั้งละ 3-4 เม็ด ทานสามครั้งต่อวัน สิ่งที่ตามมาคือโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน ผมอดทนอดกลั้นกับความเจ็บปวดมานานนับปีถึงจะตัดสินใจ คิดว่าพอเรียนจบแล้วค่อยผ่าตัดทีเดียวเลยและก็ไม่เป็นอย่างที่ผมคาดหวัง ผมเก็บหน่วยกิตครบตามมหาลัยกำหนดไว้จนได้ออกฝึกงาน แต่โชคร้ายผมฝึกงานได้สองอาทิตย์อาการหนักขึ้นผมปวดจนทนไม่ไหวจึงตัดสินใจดรอปการฝึกงานไว้

    ผมกลับมาเข้าการรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดอีกครั้ง คุณหมอให้กินยาไปก่อนสักสองสามเดือนถ้าไม่ดีขึ้นค่อยว่ากันอีกที โรคนี้มักเกิดกับคนแก่สูงวัยครับ แต่ผมอายุ 23 ปีเด็กสุดในวงการโรคนี้ครับ ควรภูมิใจหรือเปล่า คุณหมอไม่อยากผ่าตัดให้เนื่องจากยังเด็กอยู่หลังต้องใช้งานอีกเยอะและยังมีโอกาสหาย ถ้าผ่าตัดก็ต้องมีผลเสียในอนาคตแน่นอน

    อาการของผมก็ไม่ดีขึ้นมีอาการปวดเวลานอน ผมต้องนอนตะแคงซ้ายเท่านั้นถึงจะสามารถหลับได้ ความเจ็บปวดมีผลต่ออารมณ์และสภาวะจิตใจมาก ซึ่งทำให้ผมตัดสินใจผ่าตัดครั้งนี้โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา แต่ก็ต้องรอคิวอยู่ประมาณสามเดือนระหว่างนั้นก็ให้กินยาจนเกือบจะหาย จนผมวิ่งเตะบอลได้สบาย แต่ก็ติดเวลานอนต้องเอียงตัวนอน นั่งนานไม่ได้ ผมจึงตัดสินใจผ่าตัด นึกว่าผ่าตัดแล้วจะดีกว่าเดิมโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน

    แต่ก่อนที่จะผ่าตัดผมก็ได้ทำการฉีดยาเข้ากระดูกตรงบริเวณก้นกบ แต่ก็ไม่ได้ทำให้อาการปวดของผมหายไปแต่อย่างใด ผมเลยตัดสินใจผ่าตัด คุณหมอได้แนะนำการผ่าตัดให้หลายวิธี แต่ผมไม่มีตังสักกะบาทผมเลยเลือกการผ่าตัดแบบเปิดหลังโดยใช้สิทบัตรทองที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ถึง 100 บาทเหล็กที่ดามใส่หลังรัฐบาลเป็นคนจ่ายให้ ถ้าต้องใส่เหล็กที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะต้องจ่ายเงินเพิ่ม คือมันอาจจะมีราคาแพงนอกเหนือความรับผิดชอบของโรงพยาบาลที่เขาแบกรับอยู่ แต่ผมก็เลือกเหล็กของทางโรงพยาบาลจัดสรรให้เพราะผมไม่มีตัง

    คุณหมอนัดผ่าตัดวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2561 แต่คุณหมอให้ไปนอนรอวันที่ 31 กันยายน พ.ศ.2561 ไปนอนรอตรวจร่างกาย ผมพักห้องผู้ป่วยรวมครับ มีเพื่อนคุยเยอะมากสังคมไทยดีกว่าที่คิดไว้ คนมาแจกขนม มีคนป่วยโรคเดียวกันกับผมเยอะมาก แต่ผมเป็นเด็กสุดในวงการ คำถามที่ผมพบบ่อยมาก คือ อายุแค่นี้เป็นโรคนี้แล้วเหรอ ผมก็ไม่รู้จะตอบกลับไปว่ายังไง ก็ผมเป็นไปแล้ว นอกนั้นก็มีแต่คนแก่ แต่ก็ดูอบอุ่นนะครับมีหลายคนให้กำลังใจช่วยผมเล็กๆ น้อยๆ เก็บจานข้าวให้

    พอถึงคืนวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2561 พยาบาลก็เข้าสายน้ำเกลือให้ มีทีมแพทย์มาสัมภาษณ์ก่อนผ่าตัดเป็นสาวสวยซะด้วย ก็ซักถามผมหลายประโยคเขาดูเสียงสั่นๆ เขาเขินผมหรือผมจ้องหน้าพี่เขามากเกินไปก็ไม่รู้ เขาถามผมเสียงสั่นๆ อย่างนั้นจนหมดคำถาม ถ้าย้อนกลับไปได้ผมคงยิ้มให้แล้วจับมือเขาแล้วบอกว่า พี่เป็นอะไรหรือเปล่าใจเย็นๆ ไม่งั้นก็ยิงมุกตลกไปสักมุขให้พี่เขาผ่อนคลายบ้าง แต่พี่เขาก็บริการดีมากเลยครับ

    ประมาณบ่าย 4 โมงก็มีบุรุษพยาบาลเข็นเตียงขนย้ายผู้ป่วยมารับ ระหว่างที่เขาเข็นผมไปห้องผ่าตัดอยู่นั้น ในหัวผมก็กลัวอยู่อย่างเดียวคือผ่าตัดจะเดินได้ไหมน้อ ถ้าเดินไม่ได้ก็ให้ตายๆ ไปเสียดีกว่าอย่าให้มาเป็นภาระคนอื่นเลย จำได้ว่าตอนอยู่ในลิฟต์ก่อนจะลงมาถึงห้องผ่าตัด ผมขอมือถือแม่มาโพสต์ข้อความและรูปของผมลงในโลกโซเชียล เหมือนลาตายอะครับ555 จิตตกมากตอนนั้น แต่ก็มีคนมาให้กำลังใจกันเยอะมาก แม้มันเป็นแค่คอมเม้นเล็กๆ น้อยผมก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาก

    การผ่าตัดครั้งนี้ซึ่งสำคัญกับผมมาก เป็นการผ่าตัดครั้งใหญ่เพราะมันใกล้เส้นประสาทมาก ถ้าผิดพลาดคืออัมพาต ท่อนล่างคงตายหมด ถ้าโชคร้ายกว่านั้นคงสิ้นชีพไปเลย แต่ผมหวาดกลัวอันแรกมากกว่า มีคุณน้าคนหนึ่งผ่าตัดแบบผมนี่แหละแต่แผลใหญ่กว่าของผมอีก แผลน้าเขาติดเชื้อต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือนๆ เขาดามเหล็กล็อกหมอนรองกระดูกไว้ 4 ปล้อง

    พอเข้าไปถึงห้องเตรียมเข้าผ่าตัดหรือห้องพักฟื้น จะมีทีมแพทย์มาสอบถามว่าชื่ออะไร อยากเข้าห้องน้ำก่อนไหมคือเปิดแอร์หนาวมาก ผมนอนรออยู่ห้องนั้นประมาณ 20 นาทีได้ คือเขาชิวมากครับเปิดเพลงคลอ บรรยากาศเหมือนร้านนั่งชิวร้านเหล้ามาก ผ่อนคลายและเป็นกันเองสุดๆ สักพักก็มีคนมาเข็นผมเข้าห้องผ่าตัด ผมเข้าเป็นคนแรก วันหนึ่งน่าจะมีคนผ่าตัดเยอะเหมือนกันนะครับ ประมาณสิบคนได้ พอเข็นเข้าไปในห้องผ่าตัดซึ่งกว่าจะเข้าไปถึงก็มีห้องกลั้นไว้เยอะมาก

    พอไปถึงห้องผ่าตัดมีทีมแพทย์มีผู้หญิง 8 คน ชาย 3 คน ตอนนั้นผมยังมองไม่เห็นหมอเพราะว่าเข็นเข้าไปพวกพี่ๆ เขามารุมผมเลย ได้แต่แหงนหน้ามอง เขาถามว่าน้ำหนักเท่าไหร่ สูงเท่าไหร่ ขณะเดียวกันก็มาคนแก้กางเกงผมออก ให้ตายเถอะ รอให้สลบค่อยแก้ก็ไม่ได้ผมอายมากในตอนนั้น หลังจากนั้นผมก็อยู่ในสภาพเปลือยกายท่ามกลางคนทั้งห้อง น้องน้อยของผมยิ่งหดอยู่ด้วย แล้วก็จับผมนอนคว่ำ

    จากนั้นก็มีพี่ผู้ชายซึ่งผมไม่เห็นหน้าพี่เขาหรอก เดาจากน้ำเสียงเอา พี่เขาเอาอะไรสักอย่าง ไม่น้ำก็เจลเพราะผมรู้สึกเย็นๆ มาลูบบริเวณหลังตรงเอวและลามไปถึงร่องตูดลูบไล้แลบไข่ผมไปนิดเดียว ในขณะเดียวกันก็มีพี่ผู้หญิงเอาที่ครอบจมูกโดยมีท่อต่อจากเครื่องอะไรสักอย่างซึ่งผมเดาว่ามันเป็นยาสลบอย่างแน่นอน ผมสูดลมหายใจเข้าไป 2-3 ครั้งก็เฉยๆ พี่เขาบอกให้สูบหายใจเข้าไปแรงๆ เป็นประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินแล้วก็หลับไป

    ผมตื่นมาอีกทีก็นอนแอ้งแม้งบนเตียงขนย้ายผู้ป่วยซึ่งอยู่ในห้องพักฟื้น ห้องที่ผมนอนรอก่อนเข้าห้องผ่าตัด พอผมรู้สึกตัวก็มีพยาบาลมาถามการยืนยันตัวตนของผม ถามชื่อ นามสกุล ผมก็ตอบไปพร้อมกับบอกว่าผมป่วยฉี่หนักมากตอนนี้ พูดครั้งแรกพี่พยาบาลเขาไม่ได้ยิน เขาเองหูมาฟังผมใกล้ๆ เพราะตอนนั้นผมรู้สึกว่าไม่มีแรงแม้แต่จะพูดเลย ผมทวนคำบอกพี่เขาใหม่ แต่คำตอบที่ทำให้ผมประหลาดใจ ที่พี่เขาตอบกลับมาว่า เหยี่ยวได้เลยใส่ท่อให้แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่รู้ก่อนผ่าตัด

    ผมก้ได้แค่อุทานในใจเบาๆ กับตัวเอง ห๊ะ!! อะไรเนี่ยใครเป็นคนเปิดซิงปิ๊กจู้น้อยของฉัน ไม่เห็นขออนุญาตกันก่อนเลย ผมเหลือบไปเห็นถังเลือดเสียที่ถูกผูกไว้ข้างเตียงมันออกเยอะมากซึ่งมันต่อออกจากแผลของผมที่อย่อทางด้านหลัง มิน่าล่ะถึงเหนื่อยขนาดนี้ ผมเข้าใจคนกำลังจะตายที่ทำไมต้องพูดเสียงค่อยๆ เบาๆ เลยครับ ทั้งเหนื่อยหอบ เวียนหัว ปวดแผล มือไม้นี่เหลืองไปหมด ขยับไม่ได้คือปวดมาก จำได้ว่าตั้งแต่เกิดมาวันนั้นแหละพีคสุด เจ็บปวดทรมานสุดๆ จนประโยคนี้มันพูดขึ้นมาในหัว ขอตายไปเลยได้ไหม

    จากนั้นเขาก็เข็นผมกลับห้องผู้ป่วยรวม พอมาถึงก็จับชีพจร มันดียังไงผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่มองดูเหมือนมันเต้นช้า ตอนนั้นผมเวียนหัวมากขอยาดมกับคุณแม่ คือมือตัวเองเหมือนไม่มีแรงยกอะไรเลย ผ่านไปราวสิบนาทีผมอาเจียนออกมาเลอะไปหมดครับเลอะทั้งแม่ทั้งที่นอนทั้งตัวผม เวรทนาตัวเองมากตอนนั้นไม่น่ามาเป็นภาระคนอื่นเลย พอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จพยาบาลก็เอายามาฉีดสองเข็มใหญ่ ก็เริ่มดีขึ้น มีญาติมาเยี่ยมแต่ผมเวียนหัวมาก คือมันเบลอหมดแล้วสมอง พอยาสองเข็มนั่นออกฤทธิ์ผมก็หลับไปโดยไม่รู้ตัวสงสัยเป็นยานอนหลับแน่ๆ

    เช้าวันแรกผมต้องนอนกินข้าวผมหิวมากเพราะไม่ได้กินข้าวมาหลายชั่วโมง คือคุณหมอให้อดอาหารก่อนเข้าผ่าตัดเป็นเวลา 8 ชั่วโมงเต็ม ก่อนผ่าตัดผมก็ท้องเสียด้วย นึกสภาพคนนอนกินข้าว แล้วนอนแบบไม่ได้หนุนหมอน ประมาณ 9 โมงเช้าคุณหมอที่ผ่าตัดมาเยี่ยมผม ตอนนั้นผมมีอาการตึงมึนขาขวา และปวดแผลหนักมากราวโดนหนามขนาดยักษ์ทิ่มแทงหักคาไว้ หายปวดขามาปวดแผลแทน แผลของผมยาวประมาณหนึ่งคืบ วันนั้นหมอบอกว่าพรุ่งนี้ให้ลุกขึ้นนั่ง ตอนนั้นในหัวผมลุ้นอยู่อย่างเดียวคือผมจะเดินได้ไหมน้อ เป็นกังวลมาก ผมก็นอนอยู่อย่างนั้นทั้งวัน ขยับมากก็ไม่ได้ปวดทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนั้น ขนาดเขาให้ยาแก้ปวดยังปวดขนาดนี้

    วันที่ 2 ของการผ่าตัด คุณพ่อพยุงผมลุกขึ้นนั่งกินข้าว ความทุกข์ทรมานไม่จบไม่สิ้นแต่ก็ดีกว่าวันแรกขึ้นมาหน่อยหนึ่ง มีนักกายภาพมาสอนทำกายภาพยกขา ยันขา เกร็งหลัง งอขาเข้าออก เพื่อยืดเส้น ซึ่งทำแล้วมันเจ็บมากตรงที่แผล แต่ก็ต้องฝืนทำเพราะสมองผมมันบอกว่า ถ้าไม่ทำก็จะเดินไม่ได้ ไม่มีใครพูดกรอกหูผมหรอกผมคิดไปเองทั้งนั้น พี่นักกายภาพบอกก่อนที่พี่เขาจะกลับว่า พรุ่งนี้จะพาเดิน ผมดีใจสุดๆ จะได้รู้สักทีว่าจะเป็นตายร้ายดียังไง

    เช้าวันที่ 3 พี่นักกายภาพเขาเอาที่ประคองทรงตัวมาให้ เป็นราวจับที่คนชราเขาใช้จับเวลาเดินนะครับ ผมลุกขึ้นโดยมีคุณพ่อของผมคอยพยุงและเดินโดยใช้ราวจับนั่น พี่นักกายภาพก็คอยพยุงตัวผมอยู่ไม่ห่าง เดินไปสักพักประมาณสี่ห้าก้าวผมก็เริ่มคิดว่าราวจับมันไม่มีประโยชน์กับผมเลย เนื่องจากผมตัวสูงกว่าชาวบ้านเขามันจึงไม่สามารถจับพยุงตัวได้พอดี พี่นักกายภาพก็เลยบอกว่าถ้ามันเป็นภาระก็เดินตัวเปล่าเลยก็ได้

    ผมเดินตัวเปล่าแต่พี่เขาก็คอยพยุง ก็รู้สึกดีน้ำตาแทบจะไหลเลยครับ ไม่ใช่ตื้นตันใจที่เดินได้หรอก คือมันเจ็บปวดรวดร้าวมาก ผ่านไปแต่ละเก้าด้วยความเจ็บปวดอันแสนสุดจะทน แต่เป็นรอยยิ้มแรกของผมหลังจากการผ่าตัด มีความสุขมากที่เห็นตัวเองเดินได้อีกครั้งแม้มันจะก้าวไปด้วยความเจ็บปวดก็ตาม มีเรื่องพีคอีกเรื่องคือพยาบาลมาถอดสายท่อปัสสาวะของผมออก โคตรเจ็บจี๊ดเลยครับขอบอก แต่ก็แค่วูบเดียว เนื่องจากพี่พยาบาลดึงออกไปอย่างไม่บอกไม่กล่าวอะไรเลย ทำท่าทีชวนเราคุยเรื่องอื่นเป็นหลักการจิตวิทยาหรือพี่เขารีบกันแน่ อันนี้ก็ไม่รู้นะ

    วันที่ 4 ของการผ่าตัดคุณหมอมาพบผมแต่เช้าบอกผมว่าให้กลับบ้านได้ ผมก็ตอบรับแบบสีหน้างงๆ พึ่งหัดเดินวันเดียวเองจะให้กลับบ้านแล้วเหรอ ด้วยเหตุผลที่ผมนั้นนอนห้องผู้ป่วยรวมก็เลยต้องสละเตียงให้กับผู้ป่วยใหม่เขาเข้ามาทำการรักษา ทางพยาบาลเขาไม่ได้บอกผมหรอกนะครับแต่ผมคิดว่าอย่างนั้น โรงพยาบาลรัฐรับคนป่วยเยอะเตียงแทบไม่มีว่าง แต่ก็ดีเหมือนกันครับได้กลับไปอยู่บ้านจะได้สะดวกขึ้น ทางพยาบาลมีที่รัดเอวไว้ให้ใส่เวลาหัดเดินด้วยนะครับผมลืมบอกไป ใส่จนกว่าจนถึงสามเดือน พยาบาลก็เอาวีลแชร์มาให้นั่งลงไปที่ลานจอดรถ ระหว่างที่พอขับรถมารับ ผมก็คุยกับวิวแชร์ เกือบได้นั่งวีลแชร์ตลอดชีวิตแล้ว เสียดายเราโชคดีวะนาย (คนอะไรคนกับวิวแชร์555)

    เมื่อกลับมาถึงบ้านน้องชายคนสุดท้องก็ออกมาต้อนรับเลียขาจนน้ำลายจะเต็มขา น้องหมาของผมเอง คิดถึงมากใจจริงก็อยากก้มลงไปเล่นกับน้องแต่ติดที่ว่ามันก้มไม่ได้หลังผมแข็งเพราะว่าคุณหมอผ่าตัดแล้วเอาเหล็กดามหลังผมไว้ล็อกยืดกระดูกสันหลังสองข้อเข้าด้วยกันเพื่อไม่ให้หมอนรองกระดูกมันมาทับเส้นประสานอีกจึงทำให้หลังแข็งก้มไม่ได้ แม่กับพ่อก็ไล่น้องหมาออกไป นางก็ไปนั่งมองอยู่ห่างๆ เหมือนเป็นห่วงเรามาก ผมเล่นกับน้องหมาตลอดทุกวัน น้องซนมากเป็นช่วงกำลังจะโต ดื้อขี้แกล้ง เวลาหัดเดินก็มาน้องหมานี่แหละที่เดินเป็นเพื่อน พอมาบ้านผมก็ทำกายภาพบำบัดอย่างมีวินัยด้วยความอยากหาย หัดเดินเช้า กลางวัน เย็น แต่ก็เดินได้ไม่ไกล แต่ละก้าวนี่ปวดแสบถึงขั้วหัวใจ ลำบากสุดตอนนั่งรถไปล้างแผลนี่แหละปวดยังไงก็ต้องไป น้ำก็อาบไม่ได้กลัวโดนแผล ผ่านไปหนึ่งเดือนผมดื้อ คิดว่าตัวเองเดินได้แล้วจึงขอแม่ขึ้นไปนอนที่ห้องตัวเอง อยู่ได้ไม่กี่วันหรอกครับผมขี้เกียจขึ้นบันไดคือมันเจ็บแผลตอนขึ้นลงบรรใดเลยต้องลงมานอนข้างล่าง ตอนนั้นยังต้องใช้ไม้พยุงเดินสามขาอยู่

    เดือนที่สองผมก็ไปพบหมอตามที่นัด โรงพยาบาลรัฐต้องรอคิวนานเป็นพิเศษ ตอนนั้นผมนั่งนานไม่ได้แต่ก็ต้องทนนั่งรอจนกว่าจะได้พบคุณหมอ หลังจากหมอตรวจอาการและซักถามอาการของผมแล้วก็บอกว่าไม่น่าจะมีอะไรเป็นห่วงให้ยามาทานและกำชับให้ทำท่ากายภาพที่คุณหมอบอกอย่าเคร่งครัด ต้องทำท่ายืดเส้นทุกชั่วโมงไม่งั้นขาของผมก็จะดึงอยู่อย่างนั้นไปตลอด ซึ่งต้องมีคนช่วยยืดเส้นและก็ได้ผลดีมาขาของผมเริ่มไม่ดึง แต่เวลาทำกายภาพก็ทุกข์ทรมานมากเหมือนกันนะครับ ขานี่สั่นดิ๊กๆ เจ็บจนออกปากร้องโอดโอยกันเลยทีเดียว

    เดือนที่สามหลังจากการผ่าตัดผมยังหัดเดินและมีอาการปวดร่วมอยู่ และเดินด้วยท่าที่ไม่แข็งแรง เดินแรงไม่ได้ ต้องค่อยๆ ย่องเดินเอา เวลานอนต้องสลับท่านอนคว่ำ นอนหงายสลับกันไป วันไหนปวดมากก็เอาน้ำร้อนประคบหลับ จำได้ว่าตอนนั้นแผลหายแล้วแต่ก็ยังปวดอยู่ผมท้อแท้มากตอนนั้นนึกว่าจะไม่หายปวด ผมรักษาตัวเองมาเรื่อยๆ พอเข้าเดือนที่สี่ผมก็เริ่มเดินได้เกือบจะแข็งแรงเริ่มออกไปข้างนอกได้บ้าง อาการปวดมาๆ หายๆ แต่ตึงขามาก คุณพ่อต้องยึดเส้นให้ทุกชั่วโมง ทำแต่ละครั้งคือทรมานมาก ร้องลั่นบ้านแต่ก็อดทนทำ

    จนถึงเดือนที่ห้าอาการก็เริ่มดีขึ้นทั้งจิตใจและร่างกายสามารถนั่งเขียนหนังสือได้พิมพ์นิยายได้ แต่ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต้องลุกเดินไม่งั้นขาจะตึงมาก ตอนนี้ผมก็เริ่มช่วยงานที่บ้านได้แล้วครับ เล็กๆ น้อยๆ ดีใจมากที่ตัวเองเดินได้แต่ก็ยังมีปวดบ้างบางครั้ง ตอนแรกแทบรับไม่ได้เลยว่าตัวเองต้องป่วยเป็นโรคนี้จิตตกมาก ถ้าผมไม่ป่วยผมคงได้เป็นวิศวกรบริษัทไหนสักแห่งมันคือความฝันของผม ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่ มีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งผมได้เล่าเรื่องราวให้เขาฟังเขาจึงแนะนำอาชีพนักเขียนให้ผมรู้จัก ก่อนผมจะตัดสินใจผ่าตัดหากผมเดินไม่ได้อาชีพนักเขียนคงเป็นทางออกหนึ่งที่จะพอเลี้ยงชีพได้ ผมจึงตั้งใจศึกษาอ่านนิยายและหัดเขียนมาตั้งแต่ตอนนั้น อยากจะบอกว่าขอบคุณเพื่อนคนนี้จริงๆ ซึ้งใจมากที่ให้ความช่วยเหลือเรา เรามีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆ หลายเล่ม ขอบคุณที่ให้กำลังใจเรา สอนเราเขียนนิยายจนเป็นรูปเป็นร่าง ขอบคุณจริงๆ ^^

    ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้แล้วครับ มีปวดบ้าง ตึงขาบ้าง ผมกลับไปฝึกงานจนจบมหาลัยแล้วครับ สำหรับคนที่จะตัดสินใจผ่าตัด ผมอยากจะบอกว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับผมแล้วคุณหมอบอกว่าอาจจะมีปัญหาใน 20 ปีข้างหน้าและต้องทำการผ่าตัดอีกรอบ การผ่าตัดมีหลายรูปแบบแต่ก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายพอสมควร ถ้าคุณเริ่มเป็นโรคนี้ใหม่ๆ คุณต้องดูแลตัวเองอย่ามีวินัย โหนบาห้อยตัวช่วยได้ ผมลองมาแล้วแต่ติดที่ว่าผมวินัยน้อยก็เลยไม่หาย ไปปรึกษาหมอที่เชี่ยวชาญที่อยากจะช่วยคุณจริงๆ บางคลินิกก็แค่จ่ายยาแก้ปวดให้นะครับ คุณหมอที่ดีจริงๆ เขาจะไม่แนะนำให้คุณทานยาในระยะยาวจะแนะนำให้ออกกำลังกายทำท่ากายภาพที่ถูกต้อง คนเป็นโรคนี้ไม่ควรยกของหนักเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ก้ม หรือนั่งนานๆ

    ชีวิตคนเราคงไม่มีอะไรได้ดั่งใจไปซะทุกอย่าง และในความโชคร้ายเราก็มักจะได้บทเรียนที่ล้ำค่าผมได้มีเวลาอ่านหนังสือหลายๆ เล่ม ฟังธรรมที่ทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้นและหลงไปศึกษาหลักจิตวิทยาที่ทำให้เข้าใจตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น อยากจะแชร์เรื่องราวของผมให้เป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ท้อแท้สิ้นหวัง หวังว่าคงมีกำลังใจมากขึ้น ไม่ว่าโลกจะโหดร้ายเพียงไหน ก็คงแพ้หัวใจที่กล้าแกร่ง จงยืนหยัดสู้เพื่อคุณที่รัก และคนที่รักคุณ

    ถ้าบทความที่ผมเขียนขึ้นมีผลตอบรับที่ดี มีประโยชน์กับผู้คนจริงๆ ผมจะกลับมาเขียนวิธีหายจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทโดยละเอียดด้วยประสบณ์การและข้อมูลที่ผมศึกษามาระหว่างที่ผมป่วย

    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ

      ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

      loading
      กำลังโหลด...

      ความคิดเห็น

      ×