Mercury : เด็กกว่าแล้วไง ดูแลคุณได้แล้วกัน

ตอนที่ 18 : Mercury 18 : ข้ออ้างของความจำเป็น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 823
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    27 ก.ย. 61

พอเพียง Talks

          ขนาดรถเมิร์สยังส่งมาให้พอขับได้ นับประสาอะไรกับแลปทอปและเสื้อผ้าพวกนี้ นี่ยังมีอีกกล่องขนาดกลางซึ่งพอยังไม่ได้เปิดดู ไหน ๆ ก็เปิดมาเกือบหมดทุกกล่องละ ก็เปิดมันซะให้หมดนั่นแหละ ดูสิว่ากล่องสุดท้ายมันคืออะไร

         "นี่มันคอมพิวเตอร์นี่นาพอ" เสียงแม่ดังขึ้นข้าง ๆ สายตาที่มองแลปทอปดูฉงนไม่น้อย "ใครซื้อให้เนี่ยลูก หรือแน่ใจนะว่าหนูไม่ได้สั่งซื้อแล้วลืมน่ะ" 

         พอส่ายหน้ารัว ๆ "ไม่นะแม่ พอไม่ซื้อของทีเดียวเยอะแยะขนาดนี้หรอกค่ะ"

        "หืม...ออมว่า...ไม่พ้นคุณหนูเมิร์สแน่ ๆ เลยพี่พอ" 

       อดออมก็คิดเหมือนพอเลย ถ้าเกิดว่าไม่ได้รถพรีอุซมาก่อน คงไม่มีใครคาดคิดว่าของพวกนี้เป็นของที่เมิร์สส่งมาให้ พอพูดถึงเมิร์สแม่ก็ไม่มีท่าทีแปลกใจเท่าไหร่ แต่กลับเม้มปากเบา ๆ พร้อมถอนหายใจนิด ๆ 

       พอเปิดกล่องสุดท้ายที่ยังไม่ได้แกะดู ปรากฏว่ามันคือหนังสือ 

       วินาทีที่พอเห็นหนังสือวางซ้อนกันอยู่เต็มกล่อง หัวใจของพอก็วูบไหวอีกครั้ง ใบหน้าของเมิร์สลอยเข้ามาวนเวียนอยู่ในมโนความคิด 

        หนังสือที่อยู่ในกล่องเป็นหนังสือวิชาคณิตศาสตร์ มันมีครบเลยค่ะ ตั้งแต่ ป.1 ยัน ป.6 แถมมี ม.1 มาด้วย ไม่เพียงแค่หนังสือแบบฝึกหัด แต่มีหนังสือเป็นโจทย์ข้อสอบ

        ที่สำคัญมันเป็นหนังสือที่พอยืนดูอยู่วันนั้น หนังสือเล่มที่ตั้งใจไว้ว่าจะมาซื้อวันหลัง เพราะพอพลิกดูราคาแล้วไม่น่าจะสู้ไหวในเดือนนี้ 

       มันคงเป็นเรื่องบังเอิญมาก ๆ หากเมิร์สไม่ได้สังเกตพอแล้วก็ซื้อในสิ่งที่พอจอง ๆ ไว้แล้วทั้งนั้น 

       ทำไมหัวใจเริ่มเต้นแรงแบบนี้ ทำไมเมิร์สถึงใส่ใจทั้ง ๆ ที่แสดงออกมาเหมือนไม่ใส่ใจอะไรพอเลยเวลาอยู่ด้วยกัน

      หัวใจพอรู้สึกแพ้กับความใส่ใจแบบนี้จังค่ะ

      "หนังสือทั้งนั้นเลยพี่พอ" เจ้าออมหยิบทีละเล่มมาเปิดดู "นี่พี่ใช้สอนเด็กได้สบายเลยนะ ไม่ต้องกังวลคิดมากว่าจะซื้อสะสมเดือนละเล่ม ๆ เนี่ย" อดออมพูดไปยิ้มไป 

      "โทร.ไปหาน้องหน่อยมั้ยพอ" แม่เอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นพอมองกองพัสดุนิ่งไป ก็พอเงียบจริง ๆ รู้สึกพูดอะไรไม่ออก ไม่เข้าใจว่าเมิร์สทำแบบนี้ทำไม ดีกับพอแบบนี้ทำไม มาซื้อของให้กันทำไม 

      ถ้าซื้อให้ตรง ๆ ไม่แอบสังเกตพอแบบนี้พอจะไม่รู้สึกอะไรเลย แต่นี่...น้องทำเหมือนกับว่า พอจะไม่รับของจากน้อง ถ้าน้องซื้อให้ตรง ๆ

       "ค่ะแม่" 

       แม่ไม่บอกให้โทร.หาเมิร์ส พอก็กะจะโทรอยู่แล้ว 

       พอลุกขึ้นเดินออกมาจากห้องรับแขก มายืนอยู่หน้าประตูบ้าน กดโทรศัพท์หาเมิร์ส กว่าเมิร์สจะรับ เสียงรอสายก็ดังอยู่สักพัก

       "สวัสดีค่ะเมิร์ส" ติดนิสัยพูดสวัสดีตอนคุยโทรศัพท์ไปแล้ว และยังแก้ไม่หาย 

      [มีอะไรเหรอ โทร.มาป่านนี้] 

      เมิร์สถามกลับมาด้วยเสียงที่ฟังดูคล้ายว่าเพิ่งตื่น นี่พอโทร.มากวนน้องหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเมิร์สหลับไปแล้วหรอกนะ ตอนนี้ก็เกือบสามทุ่มแล้ว รู้สึกผิดตงิด ๆ ขึ้นมาแฮะ

      "เมิร์สหลับแล้วเหรอ พี่ขอโทษนะที่โทร.มากวน หลับต่อก็ได้นะคะ"

      [มีอะไรก็ว่ามา...ผมตื่นแล้ว ก็คุย ๆ ซะ]

      คำพูดก็ยังคงความเกรี้ยวกราดเหมือนเดิม แต่ทำไมถึงใจดีซื้อของที่พออยากได้ให้พอล่ะ

     "เอ่อ...เมิร์สส่งพัสดุมาให้พี่เหรอ"

      [ได้รับแล้วเหรอ]

     เมิร์สซื้อให้จริง ๆ ด้วย ทำไมพอรู้สึกวูบไหวในอกแบบนี้ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครซื้ออะไรให้พอแบบนี้เลย เอาจริง ๆ ถึงพอจะไม่ชอบที่ได้ของฟรีมา แต่ถ้าได้มามันก็ดีใจมากอยู่แล้ว ยิ่งได้มาโดยที่คนซื้อให้ใส่ใจขนาดนี้ มันก็ยิ่งรู้สึกดี และดีใจมากกว่าปกติ แต่ว่า...หลังจากนี้ พอก็ไม่อยากได้รับอะไรฟรี ๆ แบบนี้แล้ว พอกลัวว่าตัวเองจะเสียนิสัย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่เงินของพอด้วย เป็นเงินของน้องทั้งนั้น น้องควรใช้เงินพวกนี้ซื้อให้พ่อแม่ของตัวเองหรือเปล่า

      รถก็ว่าหนักแล้ว นี่โน้ตบุ๊ค หนังสือ เสื้อผ้า...TT คราวหน้าเมิร์สไม่ซื้อบ้านให้พอเลยเหรอ

      "เมิร์ส...ขอบคุณนะคะ แต่ว่า...ให้พอทำไม" เอาจริง ๆ ไม่กล้าพูดอะไรที่ทำให้เมิร์สรู้สึกเสียน้ำใจเลย เพราะอย่างน้อยความใส่ใจของเมิร์สก่อนซื้อของพวกนี้คงมีมาก จนหากพอไปพูดว่าเอาคืนไปเถอะ มันเปลือง หรือไม่ต้องทำแบบนี้แล้วนะ เมิร์สอาจจะเสียใจก็ได้ 

      [อยากได้ไม่ใช่เหรอ]

      ที่พอเดามันใช่จริง ๆ ด้วย เมิร์สสังเกตสิ่งของที่พอดูทุกอย่างเลย TT ใจพอบางหมดแล้ว

     "ค่ะ อยากได้ แต่ไม่ได้อยากซื้อ"

     [ผมรู้ว่าคุณงก แค่ใช้สายตาจองของไว้ก่อน เดือนหน้าหรือปีหน้าคุณไปซื้อ มันก็คงไม่อยู่แล้ว แบบนี้ไม่รู้จะได้ซื้อมันตอนไหน]

      "เมิร์ส...จริง ๆ มันเป็นสิ่งที่พออยากได้นะ พอซื้อเองก็ได้ เมิร์สไม่จำเป็นต้องซื้อให้พอเลย" 

      นี่นึกถึงเสื้อผ้าที่เมิร์สบอกว่าจะซื้อให้แป้ง ไม่รู้ว่าตอนนี้แป้งได้รับหรือยัง

      [จะไม่รับหรือไง] น้ำเสียงฟังดูหงุดหงิด ทำให้จินตนาการได้เลยว่าตอนนี้หน้าตาที่หล่อเหลาของน้องคงหงุดหงิดตามไปด้วย

      "ไม่ใช่ไม่อยากรับค่ะ แต่ว่า...มันมากไปนะเมิร์ส"

      [ยังน้อยไปด้วยซ้ำ...รับ ๆ ไปเถอะ ผมเคยซื้อให้ผู้หญิงคนอื่นเยอะกว่านี้อีก] เมิร์สสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดที่ยังไม่จางไป 

      "..." พอพูดอะไรไม่ออกไปสองสามวินาที "ทำไมต้องให้ขนาดนี้อ่ะเมิร์ส...ทำไมต้องดีกับพอขนาดนี้ ตั้งแต่วันแรกแล้วนะ" 

      และพอก็เผลอแทนตัวเองด้วยชื่อตัวเองเฉย ๆ อีกแล้ว เมิร์สดีกับพอตั้งแต่วันแรกจริง ๆ ถ้าไม่นับความเกรี้ยวกราดทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าพอ เมิร์สดีกับพอจริง ๆ 

     [...] เมิร์สเงียบ ไม่ตอบคำถามของพอ แต่พอก็ไม่ทวนถามอีกครั้ง ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมเราสองคนไปก่อน เพราะบางทีน้องอาจจะกำลังคิดที่จะตอบอยู่ก็ได้ 

      [ไม่รู้หรอก รู้แค่อยากซื้อให้] นี่คือคำตอบของเมิร์ส 

      "พี่ไม่มีอะไรตอบแทนเลยนะเมิร์ส เมิร์สก็รู้ว่า...พี่ไม่ได้มีเงินมากมายที่จะ..."

      [ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน] เมิร์สตัดบทที่พอยังพูดไม่จบ [แค่อยากจะซื้อให้ เข้าใจคำนี้มั้ย]

      ความเกรี้ยวกราดแบบก่อนหน้านี้ลดลง แต่ก็ยังเจือน้ำเสียงรำคาญไว้นิด ๆ แต่ทำไมพอฟังแล้วอบอุ่น ไม่รู้สึกหงุดหงิดที่น้องเหมือนจะอารมณ์เสียใส่พอเลย

      "ขอบคุณนะคะ" ไม่รู้จะพูดคำไหนให้ซึ้งได้มากไปกว่าคำนี้แล้ว

      [เปลี่ยนคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นดีกว่า]

      รู้สึกโล่งนิด ๆ เมื่อได้ยินประโยคนี้ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเยอะแยะแล้วอ่ะ 

     "อะไรคะ"

     [อย่าดื้อกับผมก็พอ]

     หืม? อย่าดื้อกับเมิร์ส แล้วปกติพอดื้อกับเมิร์สด้วยเหรอ ดื้อนี่มันต้องใช้กับเด็กที่ดื้อกับผู้ใหญ่หรือเปล่า แล้วนี่ใช้กับพอที่โตกว่าเมิร์สได้ด้วยเหรอ หรือว่า...เรื่องวันนั้นที่ดื้อเรื่องรถ พอไม่ยอมขับรถที่เมิร์สให้มา 

     "เอ่อ...เมิร์ส พี่ไม่เคยดื้อเลยนะคะ"

     [อะไรที่ผมห้าม หรือผมสั่ง ต้องทำ...มันดีกับตัวคุณเองทั้งนั้น ถ้าคุณดื้อ ผมจะซื้อของมาให้คุณอีก แล้วผมจะไม่รับคืน]

       เดี๋ยว ๆ นี่มันตรรกะอะไรกันคะ ถ้าพอดื้อเมิร์สจะซื้อของมาให้อีก ประมาณว่า...จะให้พอรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณมากขึ้นไปอีกอย่างนั้นใช่มั้ย?? วิธีนี้ถือว่าร้ายมากเมิร์ส 

      แล้วพอต้องรับปากน้องหรือเปล่า จะไม่ดื้อกับเมิร์สเนี่ยนะ เดี๋ยวนะ พอไม่ใช่เด็กนะเอาจริง ๆ

      "ค่ะ" แต่ก็รับคำไปซะงั้น อะไรกันอ่ะพอเพียง ใจเธอคิดอะไรอยู่ ทำไมไม่เถียงให้สมกับที่อายุมากกว่าน้องหน่อย อ่ะ TT

      [นอนแล้วนะ...พรุ่งนี้จะไปรับ]

     ห้ะ! เรื่องเก่ายังไม่หาย นี่มีเรื่องใหม่มาแทรกอีกละ จะมารับไปไหนอีก

     "เมิร์สจะมาตอนไหน แล้วมารับไปไหนอีก"

      [รับปากอะไรไว้ ลืมแล้วใช่มั้ย]

      เสียงดุ ๆ ของเมิร์สทำเอาพอเสียววาบทันที พยายามเค้นสมองอย่างหนักว่าไปสัญญาอะไรไว้ 

      นึกออกแล้ว! เมิร์สขอให้พอเล่าเรื่องหกให้ฟังนี่นา เฮ้อ! โชคดีที่คิดออก

     "เอ่อ...จำได้ค่ะ จำได้ ไม่ลืม"

      [ผมรู้หรอกว่าคุณลืมไปแล้ว...แค่นี้นะ ผมง่วง ปิดประตูบ้านดี ๆ ล่ะ ป่านนี้แล้วก็อย่าออกนอกบ้านแล้วนะ]

      "ค่ะ" สั่งอย่างกะพ่อ

     [ฝันดี]

      แล้วเจ้าตัวก็ตัดสายทิ้งไป ปล่อยให้พอยืนมองหน้าจอมือถือด้วยหัวใจที่หนักอึ้งอีกแล้ว บางทีก็แพ้กับอะไรที่ไม่ควรแพ้จากปากเมิร์ส 

       อย่างน้อยก็คำว่า ฝันดี นี่แหละ คำนึง 

      "เออ...พี่พอ ออมลืมไปเลย ว่าจะถามอะไรหน่อย" 

      เจ้าออมเอ่ยขึ้นมาเมื่อพอเดินกลับมานั่งที่ห้องรับแขกอีกครั้ง ตอนนี้แม่กำลังจัดการเก็บพวกกล่องพัสดุให้เรียบร้อย "ถามอะไร" 

      "พี่ไปเล่าเรื่องออมซื้อรองเท้าให้แฟนเก่าออม ให้เมิร์สฟังเหรอ" 

       "หืม?..." พอเลิกคิ้ว ออมรู้เรื่องนี้ได้ยังไง พอพูดเรื่องนี้ตอนอยู่ในห้างกับเมิร์สนะ "ไม่เชิงเล่านะ ทำไมเหรอ"

      "ก็เมิร์สไลน์มาถามออมอ่ะ...ว่า เลิกกับแฟนเพราะซื้อรองเท้าให้จริงเหรอ" 

      พอหลุดหัวเราะออกมาทันทีที่ออมพูดจบ ถ้าดื่มน้ำอยู่นี่รับรองสำลักน้ำไปแล้ว ตอนอยู่ในห้างด้วยกันเมิร์สยังว่าพองมงายอยู่เลย แล้วทำไมถึงถามเรื่องนี้กับออม

      "จริงเหรอ...เมิร์สถามเราเหรอ" 

      "โกหกแล้วออมจะได้ตังค์มั้ยล่ะพี่พอ...ตกลงคุยกันยังไง เมิร์สถึงรู้เรื่องนี้อ่ะ" 

      "ก็...ตอนไปเดินห้างด้วยกัน เราก็เดินกันไปที่โซนรองเท้า เมิร์สบอกว่าจะซื้อของให้คนชื่อแป้ง พี่ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร พี่จำได้ว่าเราเคยพูดกับพี่เรื่องซื้อรองเท้าให้คนรัก ว่าอย่าซื้อให้ไม่งั้นรองเท้าจะพาคนที่เรารักจากไป แล้วพี่ก็บอกว่าออมน่ะแหละเคยโดนมาแล้ว พี่ก็แค่เล่าเฉย ๆ อ่ะ" 

     "แล้วตกลงของพวกนี้เมิร์สซื้อให้ใช่มั้ยเนี่ย" 

     พอพยักหน้ารับเบา ๆ

      เจ้าออมก็พยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ ตอนท้ายมีแอบอมยิ้มกรุ้มกริ่มด้วย ตั้งแต่รู้จักกับเมิร์สก็เข้ากันเป็นปี่เป็น กลอง เจ้าออมก็ดูมีลับลมคมในเยอะขึ้น 

      "จะว่าไป...ถ้าเดินไปดูรองเท้า คนอย่างพี่พอต้องเดินไปดูรองเท้าผ้าใบแน่ ๆ นี่ขนาดหนังสือยังซื้อให้เลย ถ้าพี่พอดูรองเท้าด้วย เมิร์สก็ต้องซื้อให้ด้วยสิ...แต่นี่ พัสดุที่ส่งมา ไม่มีรองเท้าเลยสักคู่เดียว....เอ...แบบนี้หมายความว่าไงน้าาา"

      เจ้าออมลากเสียงยาว สีหน้าบ่งบอกว่า ที่พูดมาเนี่ย พอต้องคิดแล้วนะว่าทำไม

      ถึงจะหมั่นไส้เจ้าออมมาก แต่พอก็อดคิดตามไม่ได้ว่า ของทุกอย่างที่เมิร์สซื้อให้เนี่ยคือของที่พอเดินดูและชอบทั้งนั้น...ยกเว้นอย่างเดียวที่พอบอกว่าสวย ชอบ และอยากได้คือ...รองเท้า

      ซึ่งพอจำได้ว่า เมิร์สสวนกลับพอมาว่า อย่าหวังว่าผมจะซื้อให้คุณ 

     ที่แท้คำพูดนี้มันหมายความว่า จะไม่ซื้อให้เพราะกลัวจะเป็นไปตามความเชื่อที่พอเล่าให้ฟังหรือเปล่า

     แล้วไหนบอกพอว่า...งมงาย 

      แต่ว่า...พอกลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เมิร์สจะทำให้หัวใจพอเต้นผิดจังหวะมากเกินไปแล้ว มีหวังได้เข้าโรง'บาลเพราะเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุไม่ถึงสามสิบพอดี
     
      

วีนัส Talks

       [ออกไปรับพอเพียงละยังนัส]

       ไอ้เมิร์สถามทันทีที่ผมกดรับสายมัน ผมถอนหายใจเบา ๆ คือตอนแรกเลิกเรียนแล้วกะจะไปยิม แต่ไอ้เพื่อนเวรมันดันรู้ตารางเรียนผม รู้ว่าผมไม่มีเรียนแล้ววันนี้ มันโทร.มาหาผมเพื่อใช้ให้ผมไปรับเมีย...เอ้ย! พี่พอเพียงมาหามันที่มหาวิทยาลัย แล้วทำไมต้องไปรับมาเหรอครับ ก็เพราะวันนี้มันติดธุระด่วน มีทั้งเรียนเลิกช้า และงานเข้าต้องเคลียร์ด่วน ผมถามว่าทำไมต้องไปรับพี่พอเพียงมาด้วย จำเป็นต้องไปไหนเหรอ มันแค่ตอบผมว่า จะฟังเรื่อง พี่หก จากปากพี่พอเพียง 

      คือ...ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ฟังวันไหนก็ได้หรือเปล่าครับ มันจำเป็นต้องเป็นวันนี้มั้ย ในเมื่อมันไม่ว่าง มันก็ไม่ควรเดือดร้อนผมหรือเปล่า 

     แต่ผม...ก็กำลังขับรถไปรับพี่พอเพียงมาหามันอยู่

     "กำลังขับรถอยู่เนี่ย"

     [ขับไปไหน] เหมือนมันจะระแวงคิดว่าผมขับรถไปที่อื่นล่ะมั้งครับ แบบนี้น่าแกล้งให้กระวนกระวายใจเล่น ๆ จัง

     "ไปยิม"

      [นัส...มึงรับปากกูว่าจะไปรับพอเพียงมาให้] เสียงมันหงุดหงิดละครับ 

     "ก็เออ...เนี่ย กำลังขับรถไปบ้านพี่พอของมึงอยู่เนี่ย"

     [เออ...ฝากด้วย]

     "สัสเมิร์ส...กูเชื่อมึงเลย มันจำเป็นมากหรือไงวะ ว่าต้องเป็นวันนี้ มึงก็ยุ่ง...เป็นวันอื่นก็ได้นี่วะ

      [กูรอไม่ไหว]

     "แค่เรื่องในอดีตของเขาเนี่ยนะ มันผ่านไปแล้วมั้ยวะ จะฟังตอนไหนก็ได้หรือเปล่า"

      [กูจะฟังวันนี้ กูไม่มีเวลาฟังวันอื่นแล้ว เรื่องไร้สาระแบบนี้มันต้องฟังวันนี้เท่านั้น]

      "ตรรกะอะไรของมึงวะ...อยากเจอหน้าเขาก็บอกมาตรง ๆ เถอะ ไม่ต้องเอาเรื่องพี่หกนั้นมาอ้าง"

      [จะอะไรก็ช่าง...พาพอเพียงมาหากูก็พอ]

     "นี่มันเพิ่งจะสี่โมง ไหนมึงบอกว่าพี่พอเลิกงานห้าครึ่ง กูไปตอนนี้แล้วเขาจะอยู่บ้านเหรอวะ" 

     [ไม่...ไปรับที่บริษัทเลย]

      "อ้าว! แล้วทำไมเพิ่งมาบอก กูจะตรัสรู้มั้ยว่ากูต้องเปลี่ยนเส้นทางไปรับที่บริษัทเขา"

      [กูเพิ่งโทร.ไปเมื่อกี๊ กำลังจะบอกมึงก่อนวาง]

     "เออ...เส้นใหญ่นี่มึงน่ะ อยากได้อะไรก็ได้ อยากซื้ออะไรก็ซื้อ ถามจริง ทำไมไม่ซื้อตัวพี่พอมาให้รู้แล้วรู้รอดวะ"

      ผมถามทีเล่นทีจริงมากกว่าครับ รู้หรอกว่าไอ้เมิร์สไม่ทำแบบนั้น เพราะมันยังมีความเป็นคนดีอยู่กึ่งหนึ่ง

      [มึงคิดว่ากูสามารถซื้อได้มั้ยล่ะ ถ้าได้...กูโอนตังค์ให้มึงตอนนี้แล้วฝากซื้อให้กูที]

      ไอ้เมิร์สมันก็กวนผมกลับมา "สิบล้าน...นี่ยังไม่รวมค่าจ้างกู" เอาสิ ผมก็กวนกลับไปอีก

      [ซื้อพอเพียงด้วยเงินแค่นั้นน้อยไปมั้ยนัส]

     โอ้โห! พ่อเจ้าประคุณรุนช่อง นี่มันมองพี่พอเพียงในราคาเท่าไหร่กันวะ สิบล้านยังซื้อไม่ได้

     "มึงคิดว่าเท่าไหร่ซื้อได้"

     [ซื้อพอเพียงต้องซื้อด้วยหัวใจป่าววะ...คงต้องควักหัวใจกูโอนไปให้มึงแล้วล่ะ]

     อื้อหือออออ...ดีที่มันพูดกับผม ถ้ามันพูดกับไอ้มาร์ส โดนแซวยันลูกบวชแน่ ๆ 

     "คิดได้นี่นะมึง...นี่เริ่มจริงจังแล้วเหรอวะ"

     [อย่าถาม...ในเรื่องที่กูยังไม่มั่นใจเต็มร้อย]

     "มึงเป็นกับพี่พอเพียงหนักขนาดนี้ มึงยังไม่มั่นใจอะไรอีกวะ"

    [ไม่ใช่ไม่มั่นใจ...กูแค่ไม่อยากทำร้ายเขา กูต้องดีกว่านี้ก่อน กูถึงจะมั่นใจ ว่ากูควรจีบเขา]

    ผมยกยิ้มมุมปาก ผมคิดว่าเพื่อนผมเริ่มเดินเข้าสู่โหมดสร้างครอบครัวได้แล้วล่ะครับ "เออ...คิดดีก็เป็นนะมึงเหนี่ย"

    ชมมันซักหน่อย ถึงจะฟังเหมือนด่ามากกว่าก็เถอะ

    [ไปรับแล้วก็มาส่งที่ตึกคณะกูเลยนะนัส...แล้วมึงก็นั่งรอกูเป็นเพื่อนพอเพียงด้วย"

    อื้อหือ...สั่งแบบเอาแต่ใจมากเมิร์ส "วันนี้กูต้องเป็นธุระจัดการเรื่องส่วนตัวของมึง แทนที่กูจะได้ทำเรื่องส่วนตัวของกูใช่มั้ย"

     [แล้วมึงจะทำมั้ย]

     ผมถอนหายใจเบา ๆ พร้อมส่ายหน้า เราเป็นเพื่อนกันนี่ครับ คำว่าเพื่อนมันทำให้ผมต้องเห็นเรื่องของเพื่อนมาก่อนเรื่องตัวเองเสมอ...มันใช่เหรอวะ? แต่เอาจริง ๆ ก็ใช่นั่นแหละครับ คบกันมาตั้งแต่ ม.ต้น มีเหตุการณ์มากมายที่เราฝ่ามาด้วยกัน เริ่มตั้งแต่การก่อตั้งกลุ่มดาวเคราะห์แล้ว มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกนะครับที่เราเป็นกลุ่มดาวเคราะห์อย่างทุกวันนี้ แต่ก็อาศัยเรื่องบังเอิญด้วยเหมือนกันนั่นแหละ 

     กับไอ้เมิร์สเนี่ย ถึงมันจะเอาแต่ใจกับผม แต่ผมกลับรู้สึกดีครับ เพราะเมิร์สเอาแต่ใจใส่ใคร แสดงว่ามันแคร์ รักและเชื่อใจคน ๆ นั้น 

     ถ้าถามว่ากับไอ้เพื่อนที่เหลืออีกสามคน เมิร์สไม่สนิทเหรอ เอาจริง ๆ เราสนิทกันหมดนะครับ สนิทจนแทบจะใช้เมียร่วมกันได้เลยมั้ง แต่เพราะกับเพื่อนคนอื่น ๆ มันไม่ได้เข้าใจเรื่องหัวใจของไอ้เมิร์สลึกซึ้งเท่าผมล่ะมั้ง ผมว่าเรื่องแบบนี้มันรู้สึกกันได้นะครับว่าใครที่เราสามารถคุยได้แบบไม่อาย 

     "เสียงบังคับซะขนาดนี้ กูกลัวมึงสั่งคนไปเก็บกูว่ะ ไม่ทำก็ต้องทำ"

     [ดี]

     แม่ง...เหมือนมาเฟียจริง ๆ ไอ้หมอเมิร์ส 

    "แล้วทำไมกูต้องรอมึงเป็นเพื่อนพี่พอวะ ให้พี่พอนั่งรอคนเดียวไม่ได้?"

     [คณะกูคนเยอะ]

    อ๋อ! ผมว่าผมเพิ่งถึงบางอ้อ ไม่ได้เข้าใจประโยคที่มันตอบมาหรอกครับ แต่เข้าใจที่มันตอบแบบไม่สมเหตุสมผลครับ คนเยอะของมันแล้วไม่ดีหรือไงให้พี่พอเพียงนั่งรอ ถ้าคนไม่เยอะสิน่าเป็นห่วง

     แหม่...มันก็แค่กลัวมีผู้ชายเข้ามาแซะพี่พอมากกว่า

     "กลัวคนมาจีบพี่พอก็บอกกูมาตรง ๆ เถอะ...ไอ้ควาย..." ไม่แรงหรอกครับด่ามันแบบนี้ กลุ่มผมด่ากันว่าควายคือสุภาพสุดละ เพราะควายก็ไม่ได้เป็นสัตว์ที่เลวร้ายอะไร มันมีบุญคุณกับคนด้วยซ้ำ แต่ถ้าด่าด้วยชื่อคนสักคนที่เราไม่ชอบเนี่ย นั่นล่ะครับ คือความแรงของการด่า "กลัวคนมาแซะ แต่ก็ให้เขามารอที่นี่ กูล่ะปวดหัวกับมึงจริง ๆ เลย"

     [มึงอย่าบ่น...แล้วอย่าเกรียนพาไปรอที่คณะมึงด้วย ถ้ากูรู้ว่ามึงพาพอเพียงไปเวียนคณะมึง...มึงได้โดนสั่งเก็บจริง ๆ แน่นัส]

     ผมหลุดหัวเราะออกมาเลยครับ นี่มันยังไม่ได้เป็นอะไรกับพี่พอเลยนะครับ ทำไมหวงขนาดนี้วะ คณะผมน่ะ วิศวกรรมศาสตร์ อย่างที่รู้กันครับ ผู้ชายเพียบ ผู้หญิงมานั่งเล่น ๆ แล้วชี้ ๆ เลือก ๆ เอาก็ได้เลยคณะเนี้ย 

     "มึงสั่งผิดคนแล้ว กูไม่ใช่ไอ้มาร์ส"

     [ปกติมึงไม่ใช่ แต่หลัง ๆ มาพวกมึงเกรียนตามไอ้มาร์สแม่งหมดทุกตัว]

     ผมหัวเราะใส่มันอีก ก็จริงอย่างที่มันว่า ตั้งแต่รู้ว่ามันสนใจพี่พอ พวกเราเลยรวมหัวกันแกล้งมันไม่หยุดหย่อน จากที่ผมไม่ค่อยเกรียนอะไรใส่มัน นี่ผมก็กลายเป็นคนเกรียนพอ ๆ กับไอ้มาร์สแล้วครับ 

     "เออ ๆ เรียนไป ชอบคุยโทรศัพท์ตอนฟังเลคเชอร์นะมึงเนี่ย"

     [เนื้อหาง่าย ๆ มั้ยวะ กูก็ขี้เกียจฟังบ้าง]

     "อนาโตมีไรงี้เหรอง่าย"

     [แล้วยากตรงไหน]

    "ยากที่กูโง่มั้งมึง" ผมไม่ใช่คนความจำดี แล้วก็ไม่ได้เก่งเรื่องที่พวกเด็กแพทย์มันเรียนกันหรอกครับ ผมก็ถนัดด้านฟิสิกส์มากกว่าชีวะอ่ะ

    [อืม...กูก็ว่า]

    "มึงนี่ค้านบ้างก็ได้ อย่าเห็นด้วยกับกูไปทุกเรื่อง"

    [แล้วมึงก็อย่าเต๊าะพอเพียง]

    ดูมันสั่ง...สั่งอีกผมจะจีบพี่พอให้มันดูแล้วนะ 

    "เออ แค่นี้แหละ กูรำคาญมึงแล้ว"

    [กูก็ยิ่งกว่ารำคาญมึง]

    "อ้าวไอ้นี่ แล้วใช้กูจัง"

     [ก็มึงรักกู]

    "หืม...ไอ้เมิร์ส ไอ้สันขวาน"

    [แค่นี้นะ]

    ผมรู้ว่ามันกำลังอมยิ้มครับ เสียงมันฟังดูรู้ว่ายิ้ม ๆ บางทีไอ้เมิร์สก็เป็นพวกชอบโดนด่า แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนนะครับที่มันยอมโดนด่า อย่างน้อยก็พวกผมกับแป้งฝุ่นนี่แหละ

     อ้อ! อาจจะมีอีกคนที่มันอยากจะโดนด่าสุดแล้ว...คนที่ผมกำลังจะไปรับมานี่แหละ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

173 ความคิดเห็น

  1. #12 Koy_Jaja (@mornman) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 16:49
    งือ~~ เริ่มมีพัฒนาการแล้ว อยากเป็นคนดี
    #12
    0