[Fic] Wanna One : ฟิค AllHwang , AllMin

ตอนที่ 4 : Chapter 4 : Give up

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    11 ม.ค. 62


Chapter IV [END]

'เพราะความไม่ยอมแพ้ของนายทำให้ฉันเหนื่อยเหลือเกิน...'

 

 

                บางทีผมอาจรู้แล้วว่าคนที่ใจร้ายที่สุดในโลกเป็นอย่างไร

เขาไม่ได้มีใบหน้าบึ้งตึง น้ำเสียงเย็นชา ไร้น้ำใจกับทุกสิ่ง ไม่เห็นค่าในทุกอย่าง หากกลับกันแล้วนั้น...

                เขามีใบหน้าที่มักประดับไว้ด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนไปถึงดวงตา... เสียแต่ว่ามันไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อผม

เขามีน้ำเสียงนุ่มนวลแสนเอาใจใส่... เสียแต่ว่าเขาใช้น้ำเสียงเช่นเดียวกันนี้กับคนอื่นๆมิใช่เพียงกับผม

เขาอ่อนโยน ใจดีกับทุกคนๆ ห่วงใยทุกคนที่เขารู้จักอยู่เสมอ มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เขามีไว้เพื่อคนพิเศษ มันไม่ใช่รอยยิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงใจดี หากเป็นน้ำตาและรอยยิ้มอันเจ็บปวด ซึ่งผมไม่เคยได้รับมัน ไม่เคยเลยแม้ว่าผมจะรู้จักเขามานานกว่าใคร รักเขามาก่อนใครๆ ซึ่งเขาเองนั้นก็รู้ แต่ก็ยังห้ามไม่ให้ผมบอกความรู้สึกนี้ออกไป เขาไม่อนุญาติให้ผมรักเขา เพราะคำว่าเพื่อนที่เพียรยึดถือมานานปี...

                เพียงแต่ผมก็ยังคงรอ... รอดูเขาเจ็บปวดเพราะรักผู้ชายคนหนึ่งมาสิบปี ผมเพียงแต่คิดว่า หากเขารักหมอนั่นได้ สักวันหนึ่ง เขาเองก็จะสามารถรักผมได้เช่นกัน

                ผมได้เแต่รอ... รอจนกระทั่งวันหนึ่งเขาเดินมาบอกผมว่าจะแต่งงานกับเรอา ผู้หญิงซึ่งผมรู้ว่าเขาไม่ได้รัก ทั้งยังให้ผมเป็นเพื่อนเขายืนอยู่ข้างๆในพิธีแต่งงาน

                เขารู้ว่าผมรักเขา แต่ก็ยังให้ตำแหน่งเพื่อนเจ้าบ่าวนี้กับผม ในตอนนั้นผมไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาดี สำหรับผมแล้วเขาคือคนที่ผมรัก แต่สำหรับเขา สถานะของผมหยุดลงที่คำว่าเพื่อนสนิท ไม่มีวันมากไปกว่านั้น

                เพราะอย่างนั้นผมจึงบอกว่าเขาเป็นคนที่ใจร้ายที่สุดในโลก ผมต่อว่าเขาเช่นนั้น ณ ริมระเบียงของโรงแรมที่ไร้ผู้คนในงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้หลังพิธีแต่งงาน ฤทธิ์ของแอลกอฮอร์ทำให้สติของผมพร่าเลือนเป็นพิเศษ และมันยังทำให้ความสามารถในการควบคุมคำพูดต่างๆของผมลดลงอย่างมาก

                “นายมันใจร้าย มินฮนอน”ผมกล่าวออกไป นัยน์ตาแดงก่ำ “นายเคยคิดถึงความรู้สึกของฉันบ้างรึป่าว ทั้งๆที่นายก็รู้ดีแก่ใจอยู่แล้ว ทำไมถึงยังต้องบังคับฉันให้มาด้วย?

                ดีไซน์เนอร์หนุ่มในวัยสามสิบเอ็ดมองดูคนตรงหน้า ก่อนตอบกลับไปด้วยเสียงนุ่มนวลอย่างไม่คิดถือสาคนเมา

“เพราะว่านายเป็นเพื่อนสนิทของฉันไง ฉันเลยอยากให้นายอยู่ด้วยในวันสำคัญแบบนี้”

                “แต่นายก็รู้ว่าสำหรับฉันมันไม่ใช่! ฉันไม่ได้คิดกับนายแค่นั้น ไม่เลย”ผมเผลอตวาดออกไปโดยไม่รู้ตัว ความแสบร้อนในอกค่อยๆลุกลามไปทั่ว และยิ่งเจ็บปวดเมื่อเห็นแววตาแสดงความเสียใจของอีกฝ่าย แววตาที่เขาใช้มองผมเสมอราวกับตอกย้ำว่าขอโทษที่ไม่สามารถตอบรับความรู้สึกของผมได้

                “ฉันไม่อยากมางานนี้ มินฮยอน ด้วเหตุผลเดียวกับที่แดเนียลไม่มา ฉันไม่รู้หรอกว่านายทำแบบนี้เพราะเห็นว่าฉันเป็นเพื่อนสนิทจริงๆหรืออยากบอกให้ฉันตัดใจกันแน่ แต่ว่านะ”ผมกรอกตาขึ้นฟ้า ไม่อาจทนมองหน้าเขาได้อีกต่อไป

                นายแม่งโคตรใจร้ายเลยว่ะ

ความเงียบทิ้งตัวลงชั่วขณะหนึ่งหลังจากประโยคนั้น กินเวลาเกือบหนึ่งนาทีก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงถอนหายใจ และมือข้างหนึ่งได้วางลงบนไหล่ซ้ายของผมเบาๆ

                “งั้นนายก็ควรรู้ได้ตั้งนานแล้วว่าอย่ารอคนใจร้ายแบบนี้เลย ซองอู ฉันไม่ได้มีค่าคู่ควรให้นายเอาเวลาเป็นสิบปีมาทิ้งหรอกนะ”

                คำพูดของเขาทำให้ผมร้องไห้ออกมาในที่สุด ผมไม่เคยเสียน้ำตาเพราะเรื่องของความรัก แต่ครั้งนี้ผมทนไม่ไหวอีกต่อไป และการที่เขาเช็ดน้ำตาให้ผมอย่างนุ่มนลนั้นก็ยิ่งทำให้ใจของผมเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม

                ความใจดีที่ทำร้ายหัวใจกันได้มากขนาดนี้ นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ฮวังมินฮยอนเป็นคนที่โหดร้ายที่สุด เขาไม่ได้รักผม แต่ก็เป็นห่วงผมเสมอในฐานะเพื่อน ทั้งหมดนี้มันทำให้ผมตัดใจไม่ลง

                และมันก็ยังคงเป็นเช่นนั้นมาอีกแปดปี


*********

                มีคำกล่าว่า มนุษย์ไม่สามารถสมบูรณ์แบบไปซะทุกสิ่ง...

                ผมเริ่มต้นชีวิตการทำงานในฐานะสมาชิกวงไอดอล ต่อสู้ฟันฝ่าอยู่นานจนมีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จ ก่อนที่จะตัดสินใจผันตัวมาเป็นดีไซน์เนอร์ ใช้เวลาอีกหลายปีในการปลุกปั้นแบรนด์ของตัวเอง จนในที่สุดก็กลายเป็นเสื้อผ้ายี่ห้อดังที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงเป็นอันดับต้นๆของเอเชีย

                ก่อตั้งบริษัทที่มั่นคงขึ้นมาได้เมื่ออายุสามสิบ แต่งงานตอนอายุสามสิบเอ็ด และมีลูกสาวที่น่ารักในปีเดียวกัน ฟังดูเหมือนชีวิตที่สมบูรณ์แบบของผู้ชายดีๆคนหนึ่ง ทว่าหลังจากก้าวสู่ปีที่สามนั้นเอง ผมและภรรยาก็ตัดสินใจยุติชีวิตคู่ของเราลง

ผมเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรักเอาซะเลย แต่ไหนแต่ไรมาผมไม่เคยคบกับใครได้นานพอจะพัฒนาความรู้สึกจากชอบไปสู่รัก อีกทั้งยังน่าเสียดายที่ความรักเพียงสองหนที่ลึกซึ้งที่สุดในใจผมก็ล้วนจบแบบไม่แฮปปี้เอนดิ้งสักครั้ง

                สำหรับเรอา ในทีแรกที่หมั้นหมายและแต่งงานกันนั้นเป็นเพราะว่าเธอชอบผม และผมก็เห็นว่าเธอเป็นคนดี แม้ว่าจะเรียกไม่ได้ว่าผมรักชอบเธอ แต่ก็มีความรู้สึกดีๆต่อเธออยู่บ้าง ประกอบกับที่บ้านก็อยากเห็นผมมีครอบครัวเสียที กระทั่งเมื่อแต่งงานกันไป และฮานะเกิดขึ้นมา ผมก็ค่อยๆรักเธอมากขึ้น เสียแต่ในช่วงเวลานั้นแบรนด์Reignกำลังอยู่ในช่วงรุกตลาดเข้าไปใน Southeast Asia งานของผมยุ่งมาก ทั้งยังต้องบินไปเจรจาธุรกิจในประเทศต่างๆจนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว

                 สุดท้ายแล้วในปีที่สามหลังจากที่แต่งงานกัน เรอาก็มาคุยกับผม เธอขอโทษผมทั้งน้ำตา บอกผมว่าใจเธอมีคนอื่นแล้ว และผมเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยเธอไป เพราะผมผิดเอง ผมทำหน้าที่นักธุรกิจที่ดี แต่กลับเป็นสามีและพ่อที่ดีไม่ได้ ผมจึงได้แต่ปล่อยให้เธอไปหาคนที่ดีกว่า มีเวลาคอยดูแลเธอมากกว่า โดยที่เรอาได้ให้สิทธิ์ในการดูแลฮานะแก่ผม เพราะเธอต้องย้ายกลับไปอยู่กับคนรักใหม่ที่ประเทศจีน การพาฮานะที่ยังอายุน้อยอยู่ย้ายไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยจึงเป็นเรื่องที่ทั้งเธอและผมต่างไม่เห็นด้วย ท้ายที่สุดแล้ว ผมในวัยสามสิบสี่ปีก็ตกลงหย่าร้างกับภรรยาด้วยดี และใช้ชีวิตในฐานะพ่อเลี้ยงเดี่ยวต่อไป ผมพยายามปรับปรุงตัวเอง แบ่งเวลามาอยู่กับฮานะให้มากขึ้น ส่วนเรื่องคนรักใหม่นั้นลืมไปได้เลย แค่งานกับลูกสาว ผมก็แทบจะไม่มีเวลาพักอยู่แล้ว

                หน้าที่การงานรัดตัวทำให้วันเวลาคล้ายผ่านไปรวดเร็ว จนเมื่อรู้ตัวอีกที ผมก็เพิ่งฉลองวันเกิดปีที่ 39 กับครอบครัวและเพื่อนๆจากทั้งวงการแฟชั่นและเพื่อนเก่าจากวงการบันเทิงไป ฮานะเองก็โตขึ้นมาก ผมพยายามหาเวลาว่างมาอยู่กับเธอเสมอ แม้มันจะทำได้ยากก็ตาม อีกทั้งการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้โตขึ้นมาได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันไม่ใช่แค่การจ้างพี่เลี้ยงมาสักคนและทิ้งให้ลูกอยู่ที่บ้านแบบนั้น แต่ถึงแบบนั้น สำหรับผมแล้วการดูแลฮานะด้วยตัวคนเดียวออกจะเกินความสามารถไปสักหน่อย ดีที่ยังมีแม่ของผมกับเพื่อนสนิทที่คอยช่วยดูแลฮานะในเวลาที่ผมไม่ได้อยู่โซลหรือเกาหลี ทำให้ผมก้าวผ่านช่วงเวลาสี่ปีหลังจากเลิกกับแม่ของฮานะมาได้อย่างราบรื่น

                “ฮานะ ไปดูสิว่าใครกลับมาแล้ว”

เสียฝีเท้าที่วิ่งเข้ามาใกล้ขึ้นทุกทีทำให้ผมยิ้มออกมา ก่อนจะอ้าแขนรับร่างเล็กๆที่โถมเข้าใส่เต็มแรง

                “ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะปะป๊า!”เสียงแหลมใสและใบหน้าที่ถูไถไปมากับเอวของเขาทำให้คนเป็นพ่อรู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เขาลูบเส้นผมสีน้ำตาลเบาๆ ก่อนเอ่ย “ป๊าไม่อยู่หลายวัน ฮานะคิดถึงมั้ยครับ”

                “คิดถึงค่ะ คิดถึงมากเลย!”เด็กหญิงพยักหน้ารัวๆ บนเรียวปากคือรอยยิ้มกว้าง พ่อของเธอมักต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ บางครั้งก็ไปหลายสัปดาห์ ถึงแม้ว่าทุกครั้งที่กลับมาจะมีของฝากสวยๆแปลกๆมาให้เธอเอาไปอวดเพื่อนที่โรงเรียนเสมอ แต่การได้อยู่กับปะป๊าของเธอต่างหากที่ทำให้เด็กน้อยมีความสุข ดังนั้นฮานะจึงตั้งตารอวันที่เขาจะกลับมาถึงขนาดกาลงบนปฏิทินทุกวัน

                “ป๊าก็คิดถึงฮานะเหมือนกัน”

                ภาพพ่อลูกพบหน้าสุดชื่นมื่นทำให้อีกคนที่ยืนมองอยู่รู้สึกเป็นส่วนเกิน อดีตไอดอลที่ตอนนี้เป็นนักสแดงเบอร์ใหญ่ของเกาหลีเกาท้ายทอยแกร่กๆ ก่อนจะอดพูดแทรกขึ้นไม่ได้

                “แล้วปะป๊ามินฮยอนคิดถึงพี่เลี้ยงเด็กคนนี้บ้างมั้ยครับ”

                ประโยคที่ทำให้ดวงตาสีเข้มเบือนมามอง คล้ายกับเพิ่งสังเกตว่ามีอีกคนอยู่ตรงนี้ มุมปากหยักยิ้มอ่อนโยนเป็นการทักทาย ก่อนจะตอบกลับไปว่า

                “ขอบคุณที่ช่วยดูฮานะให้นะซองอู ฝากเอากระเป๋าเข้ามาด้วยละ เหนื่อยชะมัดเลย นั่งเครื่องมาตั้งสิบสองชั่วโมง”

                พูดจบ คนมีธุรกิจพันล้านมัดตัวก็อุ้มลูกสาวแล้วพากันคุยกระหนุงกระหนิงเข้าบ้านไป ทิ้งให้องซองอูในวัยสามสิบเก้ามองดูกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบพร้อมถุงดิวตี้ฟรีจำนวนมหาศาลตาปริบๆอยู่อย่างนั้น

                หลังจากที่พูดคุยกับลูกสาวตัวน้อยจนเย็น ตามด้วยอาหารค่ำที่สั่งเข้ามากินแบบง่ายๆ จัดการส่งฮานะเข้านอนตอนสามทุ่ม มินฮยอนก็มานอนแผ่หมดแรงอยู่บนโซฟาตัวยาว พลังงานคล้ายถูกสูบออกไปจนหมด

                “อา ฉันรู้สึกเหมือนจะตายเลย”

                “ก็สมควรหรอก แทนที่จะพักที่ NYสักคืน ก็ดันทุรังบินกลับมาเกาหลีเลยนี่”เพื่อนสนิทที่คบกันมาเกือบครึ่งชีวิตว่า พร้อมเอาผ้าเย็นวางแปะลงบนดวงตาที่หลับพริ้มของอีกฝ่าย

“ก็กลัวฮานะผิดหวังนี่”คนหลงลูกบ่น “เมื่อก่อนฉันก็ทำอย่างงี้บ่อยไป”เขาพูดงึมงำ ความเย็นจากผ้าทำให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

                “ขอโทษนะครับคุณฮวัง ตอนนี้คุณอายุ 39 ไม่ใช่ 20”

                “หือ?”เจ้าของบ้านยันกายลุกขึ้น เอาผ้าเย็นออกไปวางไว้บนโต๊ะ ก่อนถามด้วยเสียจริงจัง 39 นี่แก่แล้วหรอ ฉันดูแก่จริงๆอะ?”ถามพร้อมจ้องมองอีกฝ่ายอย่างคาดคั้นคำตอบ

องซองอูมองดูใบหน้าเคร่งเครียดดวงนั้น ไม่รู้ว่าเพราะเห็นหน้ากันแทบทุกวันรึเปล่า เขาถึงคิดว่ามินฮยอนนั้นดูไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่ นอกจากเค้าโครงหน้าที่ซูบผอมลงจนทำให้เขาแซวอีกฝ่ายว่าอ้วนไม่ได้อีกต่อไป รอยคล้ำจางๆใต้ตาจากการตรากตรำทำงาน ดูรวมๆแล้วก็เหมือนคนอายุยี่สิบปลาย จะว่าไปเขาก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่ากินอะไรเข้าไป ถึงได้ดูอ่อนกว่าอายุจริงเป็นสิบปีอย่างนี้

                “ไม่ใช่เว้ย ฉันหมายถึงข้างในต่างหากไม่ใช่หน้า ขืนใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆมีหวังได้ล้มลงสักวัน แล้วทีนี้ฮานะจะทำยังไง”

                “ฉันรู้ลิมิตตัวเองน่า แล้วถึงฉันเป็นอะไรไปจริงๆล่ะก็...”คนที่พอได้ยินว่าหน้ายังไม่แก่ก็โล่งใจล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ดวงตาพราวระยับมองขึ้นไปยังคนที่ยืนอยู่ข้างโซฟา ก่อนยิ้มกว้าง

                ฉันก็ยังมีนายอยู่นี่

ประโยคที่ทำให้หัวใจของคนฟังสั่นไหว ก่อนที่มันนจะแผ่วลง เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะและคำพูดถัดมา

                “ฉันจะเขียนพินัยกรรมให้นายดูแลกิจการฉันจนกว่าฮานะจะอายุ 20 แล้วก็จะให้หุ้นนาย 20 เปอร์เซนต์เลย ดีมั้ยเพื่อนอง”

ทำไมกันนะ... ทั้งๆที่ผ่านมานานขนาดนี้ ทั้งๆที่ชัดเจนขนาดนี้ แต่ก็ยังหยุดหวังไม่ได้

                “ไม่เอาล่ะ”เขาตอบ “นายน่ะทำตัวให้มันดีๆหน่อย อย่าเพิ่งรีบตาย ฉันพูดจริงๆนะ”ซองอูถอนหายใจเบาให้กับคนที่พูดล้อเล่นออกมาได้หน้าตาเฉย มือขาวเอื้อมไปขยี้เส้นผมสีน้ำตาลจนมันยุ่งไปกว่าเดิม

                ฉันอยู่กับนายไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะมินฮยอนนี่

เพราะฉันไม่รู้ว่าตัวเองจะทนไปได้อีกนานเท่าไหร่...

                ผมคิดว่าในที่สุดมันจะมาถึง วันที่ผมยอมแพ้และเดินออกมาจากชีวิตของคนที่ต่อให้ใช้เวลาทั้งชาติ เขาก็ยังมองผมเป็นเพียงเพื่อนสนิทอยู่ดี...

************

                ผมรู้จักคนที่มีความพยายามโคตรๆอยู่คนหนึ่ง

แน่นอนว่า ผมไม่ได้รู้จักคนทั่งโลก ดังนั้นผมจึงพูดไม่ได้ว่าเขาเป็นคนที่มีความพยายามากที่สุด ผมบอกได้แค่ว่า เขาเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ พยายามมากจนอาจเรียกได้ว่าดันทุรัง

                ผมรู้จักกับเขาครั้งแรกในรายการไอดอลเซอร์ไวเวิลชื่อดังอย่าง Produce 101 แต่พวกเราในขณะนั้นยังไม่ประสบความสำเร็จในฐานะไอดอลเอาซะเลย ถึงอย่างนั้น สุดท้ายแล้วพวกเราต่างก็ได้เดบิวต์ด้วยกัน เวลาผ่านไป ผมเดินออกมาจากธุรกิจบันเทิง ในขณะที่เขายังคงประสบความสำเร็จเป็นดาราแถวหน้าของเกาหลีจนถึงทุกวันนี้

                แต่นั่นไม่ใช่สิ่งเดียวที่เขาพยายาม มันไม่ยากเลยที่ผมจะพบว่าเขารู้สึกยังไงกับผม ในเมื่อดวงตาของเขาไม่เคยซ่อนมันไว้ได้เลย ความรู้สึกที่ผมไม่สามารถตอบรับได้ ดังนั้นผมจึงปฏิเสธเขา ขอร้องไม่ให้เขาพูดถึงเรื่องนี้อีก จากนั้น เราก็ยังคงเป็นเพื่อนกันเรื่อยมา

                แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเคยรับปากผมไว้แล้วว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนั้นอีก แต่องซองอูก็ยังคงวนเวียนอยู่ในชีวิตผมเสมอ พร้อมกับแววตาที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงทุกความรู้สึกของเขา ผมไม่ได้อึดอัดกับการมีเขาอยู่ข้างๆ เพราะสำหรับผมแล้ว เขาคือเพื่อนสนิทที่ผมสามารถแชร์ปัญหาต่างๆที่ไม่กล้าเล่าให้คนอื่นฟังด้วยได้ เพียงแต่ผมรู้สึกแย่ที่ไม่สามารถมองเขาไปได้มากกว่าเพื่อนเลย เขายังอยู่ข้างๆผม แม้ในตอนที่ผมทุกข์ใจเพราะรักคนอื่น เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวในพิธีแต่งงานของผม ถึงแม้ว่าในคืนนั้นเขาจะได้ตัดพ้อผมอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนก็ตาม

นายมันใจร้าย มินฮยอน”

เขาพูดออกมาด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ “นายเคยคิดถึงความรู้สึกของฉันบ้างรึป่าว ทั้งๆที่นายก็รู้ดีแก่ใจอยู่แล้ว ทำไมถึงยังต้องบังคับฉันให้มาด้วย?”

ผมดูคนตรงหน้า เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาเกือบครึ่งชีวิตของผม องซองอูในตอนนี้แลดูย่ำแย่อย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

เพราะว่านายเป็นเพื่อนสนิทของฉันไง ฉันเลยอยากให้นายอยู่ด้วยในวันสำคัญแบบนี้”ผมตอบกลับไป ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ผมคิดจริงๆ เขาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของผม และอีกอย่างหนึ่ง ผมต้องการให้เขาไปจากผมซะที เขาเป็นคนดี... ดีเกินกว่าจะมายึดติดอยู่กับความรักแบบนี้

แต่นายก็รู้ว่าสำหรับฉันมันไม่ใช่! ฉันไม่ได้คิดกับนายแค่นั้น ไม่เลย” เขาตวาดออกมา และผมก็ทำได้แค่เพียงมองเขานิ่งๆโดยไม่พูดอะไรออกไป

ฉันไม่อยากมางานนี้ มินฮยอน ด้วเหตุผลเดียวกับที่แดเนียลไม่มา ฉันไม่รู้หรอกว่านายทำแบบนี้เพราะเห็นว่าฉันเป็นเพื่อนสนิทจริงๆหรืออยากบอกให้ฉันตัดใจกันแน่ แต่ว่านะ....”

นายแม่งโคตรใจร้ายเลยว่ะ”

ผมหลับตาลง ซึมซับเอาทุกความเจ็บแสบเหล่านั้น เพราะผมรู้ว่าเขาเจ็บปวดมากยิ่งกว่า ไม่ว่าจะเป็นคังแดเนียลที่ผมรัก หรือองซองอูที่ผมห่วงใย ทั้งสองคนต่างก็เสียเวลากับคนอย่างผมที่ตอบรับความรู้สึกของใครไม่ได้เลยมามากเกินไปแล้ว

ความเงียบทิ้งตัวลงชั่วขณะหนึ่งหลังจากประโยคนั้น กินเวลาเกือบหนึ่งนาทีก่อนที่ผมจะวางมือลงบนไหล่ของเขา จากนั้นจึงพูดออกไปว่า

งั้นนายก็ควรรู้ได้ตั้งนานแล้วว่าอย่ารอคนใจร้ายแบบนี้เลย ซองอู ฉันไม่ได้มีค่าคู่ควรให้นายเอาเวลาเป็นสิบปีมาทิ้งหรอกนะ”

และนั่นก็คือเรื่องราวของคนใจร้ายกับคนที่แสนจะดันทุรังคนหนึ่ง...

หลังจากนั้น ซองอูก็เริ่มออกห่างจากชีวิตผมไปทีละน้อย อาจเป็นเพราะงานที่มากขึ้นของผม หรือเป็นเพราะว่าผมมีครอบครัวแล้วก็ตาม แต่ผมไม่ได้พบกับเขาบ่อยนัก กระทั่งหลังจากที่ผมเลิกกับเรอาได้สักพัก มันเป็นช่วงเดียวกับที่เขาย้ายบ้านมาอยู่ในละแวกเดียวกับผมพอดี ทำให้ผมกับเขาเริ่มเจอหน้ากันบ่อยขึ้นอีกครั้ง ผมได้ไหว้วานให้ซองอูที่งานไม่ได้มากมายเหมือนตอนที่เพิ่งเข้าวงการใหม่ๆให้ช่วยดูแลฮานะในบางครั้งที่ผมต้องไปทำธุระและไม่ได้กลับบ้าน เพราะหนึ่ง ผมไม่ต้องการรบกวนแม่ที่อายุมากแล้วบ่อยๆ สองคือเขาเป็นคนไม่กี่คนที่ผมไว้ใจที่สุดในชีวิต และในที่สุด หลังจากต้องมาพักที่บ้านผมบ่อยๆเข้า รู้ตัวอีกทีซองอูก็ย้ายข้าวของเข้ามาอยู่ที่นี่อย่างเป็นทางการ เรียกได้ว่าถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นบ้านของผม แต่เขากลับอยู่มากกว่าเจ้าของบ้านเสียอีก

ช่วงระหว่างนั้นซองอูก็มีลองคบกับคนอื่นอยู่บ้าง แต่ความสัมพันธ์นั้นไม่ยืนยาวเอาเสียเลย และผมเองก็ต้องรู้สึกขอโทษเขาทุกครั้งเมื่อเหตุผลที่เขาบอกผมถึงเรื่องที่ไม่สามารถคบกับใครได้นานคือเขายังลืมผมไม่ได้...

เพราะกลัวว่าเขาจะยึดติดกับผมไปตลอดชีวิตจริงๆ ผมจึงบอกกับเขาไปตรงๆอีกครั้งว่าผมขอบคุณเขามากที่คอยช่วยเหลือมาตลอด แต่ไม่ว่ายังไงผมก็มองเขามากไปกว่าเพื่อนไม่ได้ แต่สิ่งที่เขาตอบกลับมาคือในตอนนี้ เขาพอใจที่จะใช้ชีวิตในแบบที่เป็นอยู่

ฉันเคยเรียกร้องอะไรจากนายมั้ยมินฮยอน” ซองอูถาม ซึ่งผมนึกดูครู่หนึ่งแล้วก็ส่ายหน้า

นั่นแหละ ฉันไม่เคยเรียกร้องอะไรจากนาย จากนี้และต่อไปก็จะไม่ทำ เพราะอย่างนั้นนายเลิกไล่ฉันได้แล้ว” พูดจบ เขาก็กอดผมเอาไว้ แล้วกระซิบบอกเบาๆ ด้วยเสียงที่อ่อนโยนและเจ็บปวดเกินกว่าที่ผมจะใจแข็งสลัดเขาออกได้

ไว้ฉันทำใจได้แล้วก็จะไปเอง ระหว่างนี้นายก็อย่าใจร้ายพูดย้ำว่าไม่รักให้บ่อยนักได้มั้ยวะ แค่นี้ฉันก็เจ็บจะแย่แล้ว”

ผมถึงได้บอกไปว่าเขาเป็นคนที่มีทั้งพยายามจนเรียกได้ว่าดันทุรัง อีกทั้งยังเจ็บแล้วไม่จำอีกด้วย และผมเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินอยู่เช่นนี้มาอีกสี่ปี...

**********

ฉันต้องไปญี่ปุ่นสามอาทิตย์นะ”

ซองอูบอกขึ้นในเช้าวันหนึ่งหลังจากที่เจ้าของบ้านกลับมาเกาหลีได้ไม่กี่วัน และมันทำให้มือที่กำลังขีดเขียนแบบร่างลงบนกระดาษชะงักไป ดวงตาใต้แว่นเลนส์ใสสำหรับกรองแสงจากอุปกรอิเล็กทรอนิกซ์ละขึ้นมาสบตาคนพูด

วันไหน?”

พรุ่งนี้เลย”

ทำไมกระทันหันขนาดนั้น”มินฮยอนถาม ปกติคนที่มีทริปด่วนเข้ามามักจะเป็นตัวเขามากกว่า อันที่จริงนับตั้งแต่ซองอูกลายเป็นนักแสดงแถวหน้าที่เรียกได้ว่าดาวค้างฟ้า อีกฝ่ายก็รับงานแสดงไม่มากเท่าเมื่อก่อน ปีนึงแสดงหนังหรือละครไม่เกินสองเรื่อง เรียกได้ว่าเวลาว่างเหลือเฟือขนาดที่สามารถฝึกทำอาหาร ปลูกต้นไม้ แถมยังช่วยเขาเลี้ยงฮานะได้แบบนี้

กระทันหันที่ไหน ฉันบอกนายไปแล้วว่ามีซีนต้องไปถ่ายหนังสั้นที่นั่น แต่นายคงยุ่งจนลืมไปแล้ว”ซองอูยักไหล่เป็นเชิงบอกว่ามันช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้มินฮยอนงานยุ่งจนขนาดแค่บางครั้งข้าวสามมื้อยังลืมกินล่ะ

เอาเถอะ ช่วงนี้ฉันไม่มีงานต้องไปไหนพอดี”คนที่ปกติงานรัดตัวว่า โชคดีที่เขาเพิ่งเคลียร์ตารางงานไปเสร็จ ก็เลยอยู่ดูแลฮานะได้

หลังจากนั้นก็ไม่มีบทสนทนาอะไรอีก ต่างคนต่างก็หันกลับไปทำงานของตัวเองตามปกติ พอตกเย็นก็ไปรับฮานะที่โรงเรียน กินอาหารพร้อมกัน และพอเวลาตีสอง ซองอูก็ออกไปที่สนามบินเนื่องจากเป็นไฟต์บินรอบดึกซึ่งจะถึงโตเกียวในช่วงเช้าพอดี

เดินทางดีๆล่ะ”มินฮยอนซึ่งเดินตามมาส่งเพื่อนที่หน้าบ้านว่า เขาไม่ได้ตามไปที่สนามบินด้วยเพราะไม่อยากทิ้งลูกไว้ที่บ้านคนเดียว

นายก็ดูแลตัวเองกับฮานะด้วย แค่สามอาทิตย์คงอยู่กันได้ใช่มั้ย”

ได้ดิ นี่มันบ้านฉันนะ”เจ้าของบ้านที่มีเวลาอยู่บ้านน้อยกว่าคนอาศัยตอบกลั้วหัวเราะ

ให้มันจริงเถอะ”ซองอูว่า ก่อนที่จะปิดประตูรถแล้วขับออกไปสู่ถนนด้านนอก

มินฮยอนมองตามไฟรถจนมันเหลือเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆ ก่อนจะกดรีโมตเพื่อปิดประตูรั้ว แล้วเดินกลับเข้ามาในตัวบ้านอย่างไม่ติดใจสงสัยคำพูดสุดท้ายของอีกฝ่าย จนกระทั่งเช้าวันใหม่มาถึงแล้วเขาโดนสาวน้อยหน้าบูดดึงแขนขึ้นมาจากโต๊ะทำงานนั่นแหละ

ปะป๊า! ฮานะจะไปโรงเรียนสายแล้ว”

อา... ใช่แล้ว เขาลืมไปสนิทเลย ปกติเขามักจะทำงานแล้วนอนตอนใกล้สว่าง ดังนั้นหน้าที่ไปส่งฮานะจึงตกเป็นของพี่เลี้ยงที่ตอนนี้คงใกล้ถึงญี่ปุ่นแล้ว

เหลือบมองนาฬิกาที่แสดงเวลาแปดโมงเช้า ดีไซน์เนอร์หนุ่มก็รีบพุ่งตัวเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน คว้าเสื้อคลุมมาสวมทับตัวหนึ่ง แล้วก็รีบขับรถพาลูกสาวคนสวยที่กำลังงอนพ่อไปโรงเรียนประถม ส่วนเรื่องอาหารเช้าแบบเต็มเซ็ทเหมือนทุกวันนั้นลืมไปได้เลย เขาเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองทำอาหารไม่เป็น และที่กินๆกันอยู่ทุกวันนี่ก็เป็นซองอูทั้งนั้นที่เตรียมเอาไว้ให้

แค่เช้าวันแรกเขาก็เริ่มต้นได้ห่วยแตกซะแล้ว...

หลังจากส่งฮานะเข้าห้องเรียนพร้อมทั้งขอโทษคุณครู พ่วงด้วยกิฟวอยเชอร์จากแบรนด์ของตัวเอง (ซึ่งทำให้เจ้าหล่อนยิ้มระรื่น) เขาก็กลับมาสลบสไลที่ห้อง โดยครั้งนี้ไม่ลืมตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ให้ทันไปรับฮานะกลับบ้านในช่วงบ่ายด้วย

นอกจากเรื่องไปส่งฮานะไม่ทันแล้วนั้น ตลอดทั้งวันก็ดูจะผ่านไปอย่างราบรื่น เขาตื่นไปรับลูกสาวได้ทันเวลาสามโมงเป๊ะ สั่งอาหารเย็นให้มาส่งที่บ้าน สอนการบ้านนิดๆหน่อยๆ แต่แล้วเรื่องที่ควรจะราบรื่นไปถึงตอนจบกลับมาสะดุดลงเมื่อเขาพบว่าแชมพูที่ใช้อยู่นั้นหมด และเขาไม่รู้ว่าอันสำรองนั้นถูกเก็บไว้ส่วนไหนของบ้านหลังใหญ่นี้

หลังจากที่พยายามหาอยู่ในสภาพหัวเปียกโชก สุดท้ายก็ต้องแบกหน้าไปเคาะประตูห้องลูกสาวตัวน้อย ซึ่งจ้องมองกลับมาด้วยดวงตาใสแป๋วพร้อมตอบว่า

หนูไม่รู้หรอกค่ะ ปกติอาซองอูเป็นคนเอามาให้”

อา... นั่นแหละประเด็น คือคนที่รู้ดันไม่อยู่บ้านตอนนี้

เจ้าของบ้านที่แทบไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนในบ้านตัวเองชักหน้าเครียด ขณะที่ตัดสินใจเดินมาหยิบไดร์เป่าผมแทน เนื่องจากส่งข้อความไปถามเพื่อนสนิทตั้งนานแล้วก็ยังไม่อ่านไม่ตอบ

มินฮยอนคิดขึ้นมาได้จริงๆจังๆแล้วว่าเผลอๆบ้านทั้งหลังนี้เขายังไม่เคยเดินเข้าไปครบทุกห้องด้วยซ้ำ

ให้ตายเถอะ... นี่แค่วันแรกเท่านั้นเอง

พอคิดว่าเขาต้องทำทุกอย่างเองตลอดเดือนนี้ก็เหนื่อยขึ้นมาแล้ว ไหนจะงานที่บริษัทอีก คอเล็คชั่นใหม่ประจำซีซั่นหน้าก็ยังออกแบบไม่เสร็จ

ร่างผอมเดินสโหลสเหลไปที่โต๊ะทำงาน รู้ตัวดีว่าจะต้องโต้รุ่งอีกแล้ว และครั้งนี้เขาไม่ลืมที่จะตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้สามชั้นเพื่อนไม่ให้ตื่นขึ้นมาเจอฮานะงอนอีก

******************

นายเอาแชมพูไปเก็บไว้ไหน’

โทษที พอดีทำงานอยู่เลยไม่ได้ตอบ แล้วตกลงนายหาเจอยังอะ?’

เจอก็แย่แล้ว ฉันเพิ่งรู้ว่าบ้านตัวเองใหญ่ขนาดนี้’

อยู่บนชั้นที่สามบนสุดในห้องเก็บของใหญ่ ว่าแต่ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ นายให้ฮานะกินอะไรบ้าง’

ก็สั่งของเข้ามากินนั่นแหละ นายก็รู้ว่าฝีมือทำอาหารฉันโคตรได้เรื่อง’

นั่นดิ แต่เด็กๆจะกินแต่อาหารแบบนั้นไม่ได้นะ มันไม่ดี’

ถ้างั้นนายก็รีบกลับมาทำให้กินละกัน’

อะไร ไม่อยู่วันเดียวก็คิดถึงกันแล้วงั้นหรอ?’

ดวงตาไล่มองตามตัวอักษรบนหน้าจอแอพลิเคชั่นแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ ชินซะแล้วกับนิสัยชอบเข้าข้างตัวเองของอีกฝ่าย ก่อนจะพิมพ์ตอลกลับไปเป็นข้อความสุดท้าย

คิดถึงข้าวฝีมือนายต่างหาก’

หลังจากนั้นก็กดล็อคหน้าจอโทรศัพท์ไปแล้วหันไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองต่อ อันที่จริงก็ถูกของซองอูอาหารสำหร็จรูปหรือจากร้านฟาสฟู้ดที่ใส่ผงชูรสเยอะนั้นไม่เหมาะกับเด็ก ดังนั้นเขาว่าจะลองทำอาหารดูเองสักมื้อบ้าง ชีวิตนี้ก็ทำมาหลายอย่างแล้ว แค่อาหารมันคงไม่ยากเท่าไหร่หรอกน่า

เขาคิดเช่นนั้น พลางมองดูคลิปรายการทำอาหารอย่างตั้งอกตั้งใจ งานการถูกพักเอาไว้ก่อนหนึ่งวันเพื่อสุขภาพของลูกสาวคนสำคัญ

และหลังจากที่ฮานะกลับมาถึงบ้านโดยอาศัยรถของเพื่อนร่วมงานเก่าแก่ของพ่อเธออย่างคุณโดโรธี สาวน้อยก็ต้องประหลาดใจที่เห็นปะป๊าซึ่งวันๆมักขลุกอยู่ในห้องทำงานกลับเปลี่ยนสถานที่มาประจำอยู่ในห้องครัวแทน

กลับมาแล้วหรอลูก”

ปะป๊ายิ้มให้เธอ ซึ่งเธอชอบรอยยิ้มของปะป๊ามาก เป็นรอยยิ้มใจดีที่เข้ากับใบหน้าอ่อนโยน เพื่อนหลายคนต่างก็บอกฮานะเสมอว่าพ่อของเธอยังดูหล่อและหนุ่มอยู่เลย ซึ่งนั่นก็เป็นอีกสิ่งที่สาวน้อยวัยเจ็ดขวบภูมิใจสุดๆ

แต่ถึงจะรักและอวยพ่อตัวเองขนาดไหน แต่ฮานะเคยได้ยินอาซองอูแอบนินทาให้ฟังว่าปะป๊าคนเก่งของเธอทำกับข้าวไม่เป็น ดังนั้นภาพอาหารบนโต๊ะที่ปะป๊ายกออกมาจากครัวนั้นก็ทำให้ฮานะน้อยระแวงอยู่บ้าง

ปะป๊าทำอาหารหรอคะ”

"ใช่แล้ว ดูไม่เลวเลยใช่มั้ย"คนหัดเข้าครัวพูดด้วยรอยยิ้มเบิกบาน เมื่อสามารถทำอาหานออกมาได้หน้าตาสวยงามตามคลิปเป๊ะๆ

"ฮานะไปล้างมือแล้วมาลองชิมดูหน่อยนะครับ ปะป๊าตั้งใจทำสุดๆเลยนะ"

เด็กหญิงพยักหน้าหงึกๆก่อนเอากระเป๋าเป้สีชมพูพาสเทลเก๋ไก๋ฝีมือการออกแบบของคุณพ่อไปเก็บ จากนั้นก็เดินเข้าไปล้างมือในครัวแล้วออกมานั่งที่โต๊ะอย่่างว่าง่าย

"จะทานแล้วนะคะ"เสียงแหลมใสว่าพร้อมประนมมือหนึ่งทีตามที่คุณแม่เคยสอนมา ก่อนจะตักข้าวผัดสีทองอร่ามหน้าตาน่ากินขึ้นมาคำหนึ่ง

...ไม่ถูกต้อง...

คิ้วสวยขมวดเข้าหากันเป็นปม มือเล็กตักข้าวขึ้นมาชิมอีกครั้งแล้วก็ต้องขนลุกซู่ เผลอปล่อยช้อนตกกระทบจานเสี้ยงดังเคร้ง

ปะ...เปรี้ยวมากเลยค่า...

ฮานะรู้สึกอยากจะร้องไห้ ไม่รู้ว่าปะป๊าของเธอทำข้าวผัดยังไงให้ออกมารสชาติพิลึกแบบนี้ได้

"ไม่อร่อยหรอลูก"ผู้เป็นพ่อเมื่อเห็นปฏิกริยาเช่นนั้นแล้วก็หน้าเครียดขึ้นมาทันที ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองสบตากลมโตสีเดียวกันของสาวน้อยที่มีน้ำตาเอ่อคลอ

"ปะป๊า หนูคิดถึงอาซองอู"

ถ้าต้องกินอาหารแบบนี้ทุกมื้อ ฮานะต้องท้องเสียแน่ๆเลยค่ะ...

ฝ่ายมินฮยอนเมื่อเห็นน้ำตานั้นแล้วก็ปวดใจ มือขาวลูบศรีษะของฮานะเบาๆ ก่อนที่มื้อนี้จะจบลงด้วยการสั่งอาหารเข้ามากินอีกครั้ง

***********

แย่มาก เขาทำหน้าที่พ่อได้แย่มาก

อดีตไอดอลวัย 39 ขยี้ผมตัวเองไปมาเพื่อระบายความเครียด มือกำลังจะคว้าโถแก้วบนเครื่องชงกาแฟมาเทด้วยความเคยชิน แต่ก็ชะงักไปเมื่อพบว่ามันว่างเปล่า

จริงสิ เรื่องพวกนี้เขาเคยเตรียมเองที่ไหนกัน...

มินฮยอนถอนหายใจออกมา แน่นอนว่าคนที่ถนัดงานบ้านเพราะรักสะอาดแบบเขาก็พอจะใช้เครื่องทำกาแฟเป็นอยู่หรอก แต่กว่าจะชงเสร็จก็คงเสียเวลาทำงานไปหลายนาที สุดท้ายแล้วจึงจบด้วยการคว้าซองกาแฟสำเร็จรูปมาฉีกเทใส่แก้วแบบเซ็งๆ

หลังจากได้กาแฟมากินแก้เครียดและเตรียมสำหรับทำงานที่ค้างอยู่ทั้งคืนแล้ว ร่างเพรียวสูงก็เดินกลับเขามาในห้องทำงาน ซึ่งเป็นเพียงห้องเดียวในบ้านที่เขารู้จักทุกซอกทุกมุมอย่างแท้จริง

ข่าวคราวของเพื่อนสนิทที่ไปเยือนโตเกียวขึ้นโชว์อยู่บนทวิตเตอร์ หนังสั้นที่ซองอูตกลงรับแสดงนั้นเป็นชองผู้กำกับชื่อดังที่ไว้ใจได้ว่าต่อให้ไม่ได้ชนะรางวัล แต่ก็ต้องได้รับเสียงวิจารณ์ในทางบวกแน่ๆ เท่าที่เขารู้มาคือฉากหลังของเรื่องนี้คือโตเกียวในช่วงใกล้ปีใหม่ ภาพของซองอูที่ถูกถ่ายลงเว็บไซต์ขณะที่กำลังซ้อมบทอย่างตั้งใจท่ามกลางแสงไฟของชิบูย่า ทำให้เขาอดนึกถึงเรื่องในอดีตไม่ได

ครั้งหนึ่งพวกเขาก็เคยเดินดูไฟด้วยกันที่นั่น ตัวเขาที่ยังเป็นวันนาวันฮวังมินฮยอน และอีกฝ่ายที่เป็นวันนาวันองซองอู ตอนนั้นใครจะไปคิดว่าสุดท้ายแล้ว พวกเขาก็ยังคงเป็นเพื่อนสนิทกันมาจนถึงทุกวันนี้

พับหน้าจอเบราเซอร์ไปแล้วก็เริ่มทำงานต่อ หางตาเหลือบมองไปยังประตูที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย รู้สึกใจหายแปลกๆที่สองสามวันนี้ไม่มีแสงไฟจากด้านนอกเหมือนที่เคย....

 

วันต่อๆมาก็ยังคงดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่นนัก แต่ก็ไม่ทุลักทุเลเท่าวันแรก เมื่อเขารู้ตัวดีว่าไม่สามารถดูแลฮานะด้วยตัวคนเดียวให้ดีพอพร้อมๆกับทำงานไปด้วยได้ เขาจึงใช้ให้ลูกน้องที่ไว้ใจได้คนหนึ่งคอยรับฮานะกลับบ้าน ส่วนเขารับหน้าที่ไปส่งในตอนเช้า ในเรื่องของอาหารการกินก็มีเพื่อนร่วมงานที่รู้จักกันดีอย่างโดโรธีทำมาฝากเป็นบางครั้ง นอกนั้นก็เป็นอาหารง่ายๆที่แทบไม่ต้องปรุงอย่างพวกนม ขนมปัง และสลัด

ช่วงวันหยุดเขาตัดสินใจไปเดินซุปเปอร์มาเก็ตในรอบปี กว้านซื้อเอาบรรดาอาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูปสำหรับตัวเอง รวมถึงของใช้ต่างๆที่ใกล้หมดและเขาขี้้เกียจไลน์ไปถามเพื่อนที่กำลังทำงานอยู่บ่อยๆ มองดูถุงพะรุงพะรังที่ซื้อมาแล้วก็คิดว่าคงจะเอาชีวิตรอดไปได้อยู่

ฮวังมินฮยอนจิบกาแฟสำเร็จรูปที่มีแต่ความจืดจางของกาแฟ และหวานแหลมของน้ำตาลที่ปรุงสำเร็จมาในซอง เคี้ยวขนมปังปอนด์ฝืดคออย่างเบื่อๆแล้วจึงเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเขาไปดูร้านสาขาใหญ่อย่างที่ทำประจำทุกครั้งที่พอมีเวลาว่าง ถึงแม้ว่าจะมีเช่าทำออฟฟิสอยู่หนึ่งชั้นเต็มบนตึกสำนักงานหรู แต่ส่วนมากเขาจะทำงานที่บ้านแล้วติดต่อส่งข้อมูลต่างๆกันผ่านอินเตอร์เน็ทมากกว่า จะเข้าไปก็ต่อเมื่อมีประชุมบอร์ดบริหารหรือเข้าไปสั่งงานสำคัญๆเท่านั้น

มองดูเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก ภาพของผู้ชายที่ดวงตาหรี่ปรือ ใต้ตามีรอยคล้ำจางๆ สีหน้าดูเหน็ดเหนื่อยอิดโรย มองแล้วไม่เจริญตาเลยหันไปมองอย่างอื่นแทน ซึ่งก็คือแปรงสีฟันสามอันที่แขวนเรียงเป็นระเบียบ รวมถึงโฟมล้างหน้าสามยี่ห้อ ผ้าขนหนูผืนเล็กสำหรับเช็ดหน้าสามผืน ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านหลังนี้ก็มีอย่างละสามชุดเช่นกัน

เมื่อก่อนไม่เคยสังเกตเลยแท้ๆ...

เขาถอนหายใจออกมา ก่อนจะจัดการธุระส่วนตัวทั้งหมดให้เรียบร้อย แล้วแต่งตัวด้วยชุดเรียบๆแต่ดูดีสมเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า จากนั้นจึงขับรถไปส่งฮานะที่โรงเรียนบัลเล่ต์ก่อนแล้วค่อยเข้าไปที่ร้าน

"อ้าวคุณฮวัง กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ทำไมดิฉันเพิ่งเห็น"อึนอา ผู้จัดการประจำสาขากังนัมรีบเดินเข้ามาทักทายทันทีที่เห็นดีไซน์เนอร์คนดังเดินเข้ามา

"กลับมาสักสองอาทิตย์แล้วครับ แต่พอดีงานยุ่งๆเลยยังไม่ได้แวะเข้ามา"

"เหนื่อยแย่เลยสิคะ"สาววัยสามสิบเศษว่า เธอมองดูเจ้านายขึ้นๆลงๆสักครู่ก่อนพูดต่อ "ผอมลงด้วยนะคะเนี่ย คุณฮวังยิ่งซูบๆอยู่ เมื่อก่อนออกจะหุ่นดี พักบ้างเถอะค่ะ"

"ก็อยากนะครับ แต่ช่วงนี้ผมต้องดูฮานะคนเดียวด้วยแหละ เลยเหนื่อยกว่าเดิมหน่อย"เขาตอบยิ้มๆ ขณะที่เดินเข้าไปตรงเคาน์เตอร์ด้านหลังร้าน แล้วรับชาร์ตข้อมูลการซื้อขายจากอึนอาที่ส่งมาให้อย่างรู้หน้าที่

"แล้วพี่เลี้ยงแกไปไหนแล้วล่ะคะ"

"ที่ทำงานประจำส่งไปต่างประเทศน่ะครับ"

"อ๋อ แบบนี้ก็เหนื่อยแย่เลยสิคะ ไม่สู้ให้หยุดรับงานประจำไม่ดีกว่าหรอ หรือไม่ก็รับสาวๆที่ร้านไปช่วยดูแลมั้ยคะ ตั้งแต่คุณฮวังเข้าร้านมานี่เห็นกรี๊ดกันไม่หยุด" เธอแซว อึนอาหรือคนอื่นๆไม่เคยรู้ว่าพี่เลี้ยงของฮานะเป็นใคร ถ้ารู้ว่าเป็นนักแสดงดังอย่างองซองอูก็คงต้องร้องไห้อยู่ในใจพร้อมแอบประนามว่าคุณฮวังช่างใจร้ายเกินไปแล้ว! ให้ขวัญใจสาวค่อนเกาหลีมาทั้งเลี้ยงเด็กทั้งทำกับข้าวได้ยังไงกัน!

มินฮยอนได้แต่หัวเราะเบาๆแทนคำตอบ จากนั้นจึงเริ่มอ่านรายละเอียดต่างๆอย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะขยายแบรนด์ออกไปติดตลาดนอกประเทศแล้ว แต่หลายเรื่องที่เคยทำเองก็ยังคงติดนิสัยต้องลงมาดูอยู่ อย่างเช่นร้านสาขาใหญ่แห่งนี้ที่เป็นกึ่งโชว์รูมจัดแสดงคอแลคชั่นต่างๆรวมถึงสินค้าใหม่ที่จะลองวางขายและดูกระแสตอบรับจากที่นี่เป็นที่แรก

เขายังจำวันที่ตัวเองเดินเข้ามาในร้านเป็นครั้งแรกได้อยู่เลย ทุกอย่างดูระยิบระยับไปหมด แทบไม่อยากเชื่อว่าจะสามารถสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาได้แบบนี้

หลังจากพบว่ายอดขายและจำนวนคนเข้าร้านในช่วงที่ผ่านมาเป็นที่น่าพอใจ เขาก็พูดคุยทักทายกับลูกน้องที่ร้านอย่างสนิทสนมพร้อมแจกจ่ายของฝากที่นำกลับมาจากต่างประเทศให้ไปแบ่งกัน ก่อนหน้าที่เขาจะขยายกิจการไปสู่การเป็นบริษัทที่มีสำนักงานอย่างจริงจัง เขาก็เคยทำงานในร้านมาก่อน ทำให้มีหลายคนที่คุ้นเคยกันดี

อยู่ดูสภาพร้านที่มีลูกค้าเข้าออกอย่างสม่ำเสมอทั้งคนเกาหลีอละนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกสักพัก เขาก็บอกลาลูกน้อง ตอนแรกตั้งใจจะกลับไปที่บ้าน แต่กลับนึกถึงบ้านโล่งๆที่ไม่มีคนอยู่ก็เกิดไม่อยากกลับขึ้นมา สุดท้ายเลยขับรถไปเรื่อยๆจนถึงทะเลสาปซอกชน

ความร่มรื่นและทิวทัศน์ของสายน้ำทำให้รู้สึกสบายตา ถึงแม้ว่ายังไม่ใช่ฤดูที่ซากุระจะบาน แต่สวนสาธารณะแห่งนี่ก็ยังคงสวยงามดึงดูดให้ผู้คนมาพักผ่อนหย่อนใจกันอยู่ไม่ขาด

เขามองออกไปยังผิวน้ำที่สะท้อนแสงแดดเป็นประกาย จมอยู่กับความคิดของตัวเองที่ทำให้ทุกสิ่งรอบกายพลันเงียบสงบ

เขานึกถึงเรื่องในอดีต ทุกอย่าง ทั้งชีวิตวัยเด็ก นับจากตอนที่เข้ามาเป็นเด็กฝึกของค่าย Pledis ได้เดบิวต์กับวง Nu’est ไปแข่งในรายการ PD 101 ได้เดบิวต์เป็น Wanna one แล้วก็กลับมาที่ Nu’est อีกครั้ง

ผมยังนึกถึงอีกหลายคน ทั้งเพื่อนร่วมวงทั้งสองวง มีบางคนที่ยังติดต่อกันมาถึงปัจจุบัน แต่บางคนก็ห่างเหินกันไป ไม่ได้พูดคุยหรือพบเจอกันนานแล้ว นึกๆดูก็น่าใจหายไม่น้อย

ผมคิดถึงแดเนียลเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เขาเป็นคนใจดีและมีพลังด้านบวกอยู่เสมอ หลายต่อหลายครั้งที่ผมถูกความใจดีของเขาช่วยเอาไว้ เพราะแบบนั้นกระมังผมถึงได้รักเขา ผมรักเขาและเขาก็รักผม เพียงแต่เราไม่กล้าพอที่จะยอมรับมัน ผมเดินจากมา ในขณะเขายังคงโอบกอดความรักนั้นเอาไว้แม้ว่ามันจะแตกสลาย และจนสุดท้ายแล้ว ผมก็ทำให้เขาร้องไห้ถึงสองครั้ง บนสะพานปงเนิฟที่ปารีส ในห้องอาหารที่โซล และอาจเป็นบาปที่ผมไม่ซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเอง ทำร้ายคนที่รักผมโดยการแต่งงานกับคนอื่น ทำให้สุดท้ายแล้วผมต้องเสียน้ำตาเมื่อเรอาบอกเลิกผมในวันที่ผมรักเธอไปแล้ว ไม่ต่างจากตอนที่ผมบอกลาแดเนียลเลยสักนิด...

และยังซองอู คนที่อยู่กับผมมานานกว่าใครๆ และรับรู้ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ผมรักแดเนียล ตอนที่ผมร้องไห้อยู่ท่ามกลางลานหิมะหลังกลับจากปารีส ตอนที่ผมเดินลงจากเวทีในคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของ Nu’est หรือในตอนที่ผมเริ่มคิดจะทำงานด้านแฟชั่น เขาก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าผมไปทำอะไรที่ไหนต่อ เขาอยู่ข้างผมในพิธีแต่งงาน ยังคงอยู่กระทั่งในตอนนี้แม้ว่าผมจะเคยไล่เขาไปกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ผมรู้ว่าเขารักผม แต่ผมก็เคยเอาเรื่องของแดเนียล หรือเรอาไปเล่าให้เขาฟัง ผมไม่อยากให้เขารักผม แต่ก็ยังเห็นแก่ตัวที่จะยึดเขาไว้เป็นเพื่อนสนิท เขาเคยพูดออกมาเองว่าผมใจอ่อนเกินกว่าที่จะหักใจเลิกติดต่อกับเขาไปเลย แต่ไม่ใช่หรอก ที่จริงแล้วผมไม่ได้ใจอ่อน แต่ว่าเป็นความกลัวที่ทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปต่างหาก ผมห้ามไม่ให้เขาพูดออกมาว่ารู้สึกยังไงกับผม เพราะอย่างน้อยๆผมก็จะยังทำเป็นตาบอดมองไม่เห็น ไม่รับรู้ และเราก็จะยังเป็นเพื่อนกันต่อไปได้

ผมนี่มันใจร้ายจริงๆ ไม่ผิดกับที่เขาเคยว่าเอาไว้เลยสักนิด...

ถอนหายใจออกมายาวๆ กับการคิดถึงเรื่องในอดีตที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งซึ่งอาจเป็นสัญญาณของวัยที่ล่วงเลยไปทุกที เขาอายุ 39 เคยแต่งงานมาแล้วแถมยังมีลูกสาวอีกหนึ่งคน อายุเท่านี้ไม่นับแก่อะไรขนาดนั้น แต่ก็ไม่เด็กแล้ว อะไรบางอย่างก็สมควรสะสางไม่ให้ค้างคาต่อไปซะที

เขากวาดสายตามองผิวน้ำที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มจากดวงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน เพราะหากช้ากว่านี้จะไปรับฮานะสาย เขายังไม่อยากถูกลูกสาวงอนหรอกนะ

“รีบกลับได้แล้ว"

เขาพึมพำแผ่วเบา แม้แต่ตัวเองก็ไม่มั่นใจว่าต้องการพูดกับตนเองหรือว่าใครกันแน่....

***********

เวลาสามสัปดาห์เคยสั้นจนเหมือนแค่กระพริบตาในยามที่มีงานล้นมือ แต่เวลานี้แม้งานจะหนักแค่ไหน อีกทั้งยังมีงานในบ้านให้ต้องทำ แต่เขากลับรู้สึกว่ามันผ่านไปได้เชื่องช้าและยากเย็นเสียเหลือเกิน

และในวันที่ประตูบ้านเปิดออกมาพร้อมกับร่างสูงซึ่งลากกระเป๋าเดินทางเข้ามาในบ้าน เด็กหญิงที่เคยนั่งกินซีเรียลอยู่บนโต๊ะก็รีบวางช้อนแล้ววิ่งเข้าไปกอดคนมาใหม่เต็มแรง ดวงตาโตมีน้ำตาคลอด้วยความดีใจเสียยิ่งกว่าเวลาเห็นพ่อของตนกลับมาบ้าน

"อาซองอูกลับมาแล้ว ฮานะดีใจจังเลย!"

"ว่าไงคนสวย พูดขนาดนี้อยากได้ของฝากสิท่า"ดาราใหญ่ที่เพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่นว่า พร้อมหยิกแก้มยุ้ยเบาๆอย่างหมั่นเขี้ยว แต่ว่าฮานะกลับส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายพร้อมตอบอย่างขึงขัง

"ไม่ค่ะ แค่อาซองอูกลับมาก็พอแล้ว ฮานะเบื่อสลัดกับซีเรียลจะแย่"

ได้ยินดังนั้นซองอูก็แทบหัวเราะก๊ากออกมา เนื่องจากรู้มาว่าฝีมือทำอาหารของปะป๊าฮวังย่ำแย่ขนาดลูกสาวที่รักพ่อขนาดนี้ยังกินไม่ลง

"พอเลยๆ พูดแบบนี้ปะป๊าเสียใจนะครับ"คนถูกพาดพิงเดินเข้ามาในฉากก่อนจะบอกให้ฮานะเตรียมตัวออกเรียนก่อนที่จะไปสาย

"ฉันไปส่งฮานะก่อนนะ เดี๋ยวกลับมามีเรื่องจะพูดด้วย"มินฮยอนพูดกับเพื่อนพร้อมตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆสองที ก่อนจะเดินนำเด็กน้อยไปที่รถแล้วขับออกไปจากตัวบ้าน

ฝ่ายคนที่เพิ่งกลับมาได้จังหวะกับที่คนทั้งบ้านออกไปข้างนอกก็ปิดปากหาวทีหนึ่งเนื่องจากนอนบนเครื่องไม่ค่อยหลับ ก่อนที่จะกดปิดประตูรั้วแล้วเดินลากกระเป๋าเข้าไปด้านในเงียบๆ

************

หลังจากที่ไปส่งฮานะเรียบร้อยแล้ว มินฮยอนก็รีบตรงกลับบ้านทันที แต่เมื่อเข้าไปเห็นภาพที่บนโซฟายาวในห้องรับแขกมีร่างของคนที่เพิ่งกลับถึงเกาหลีนอนอยู่ กระเป๋าเดินทางยังคงวางไว้ข้างๆ บ่งบอกว่าเจ้าตัวง่วงขนาดไม่เข้าห้องไปเก็บของก็มานอนตรงนี้เลย ทำให้เรื่องที่ตั้งใจพูดหายไปจากหัวจนเกลี้ยง

เขาเดินเข้าไปอย่่งเงียบๆ เมื่อถึงหน้าโซฟาก็นั่งลงกับพื้นพรม ดวงตามองสำหรวดใบหน้าของเพื่อนตัวเองอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

เทียบกับเขาที่หน้าตาไม่ได้มีความคมเข้มเลยสักนิด ใบหน้าขององซองอูก็เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เขาเจอคนคนนี้ครั้งแรกตอนอายุยี่สิบเอ็ด ด้วยโครงหน้าคมชัดที่หล่อจนผู้ชายด้วยกันยังอิจฉา ทำให้ต่อให้ในสตูดิโอเต็มไปด้วยเด็กฝึกมากกว่าร้อยคน ซองอูก็ยังเป็นคนที่โดดเด่นมากอยู่ดี

 เขาเผลอยกมือขึ้นแตะตรงหางตาที่เริ่มมีริ้วรอยจางๆของอีกฝ่าย ไล่มาจนถึงดาวสามจุดที่ตรงแก้ม แต่ไม่คิดว่าจะทำให้ซองอูตื่นขึ้นมาจนได้

"โทษที ไม่ได้ตั้งใจทำให้ตื่น"เขาพูด ส่วนอีกฝ่ายก็สั่นหัวเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร ก่อนพูดขึ้นว่า

"เห็นว่ามีเรื่องจะพูดด้วยงั้นหรอ มีอะไรล่ะ"

มินฮยอนมองเพื่อนสนิทที่เพิ่งตื่นแต่ตาดูพร้อมจะปิดทุกเมื่อแล้วก็หัวเราะออกมา ตัดสินใจว่าพับเรื่องที่จะพูดเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน

เขาปัดผมยุ่งๆของอีกฝ่ายออกให้ตามความเคยชิน ก่อนจะพูดออกไปว่า

"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะซองอู"

คำพูดแสนธรรมดากับรอยยิ้มอ่อนโยนแบบเดิมที่ไม่ได้เห็นมาหลายวันทำให้หัวใจรู้สึกอบอุ่น โดยเฉพาะคำว่าบ้านที่พูดออกมาอย่างแสนเป็นธรรมชาติคำนั้น ช่างไม่ยุติธรรมเสียเลยสำหรับคนที่ไม่รู้ว่ามันอันตรายต่อหัวใจคนฟังขนาดไหน

เอาเถอะ เป็นฝ่ายรักข้างเดียวก็เสียเปรียบตลอดนั่นแหละ ชินซะแล้ว

"อืม"เขาเปล่งเสียงในลำคอ แล้วจับมือที่กำลังปัดผมของตนออกมากุมไว้ ไม่สามารถพูดออกไปได้เลยว่าคิดถึงแค่ไหน สำหรับเพื่อนสนิทแล้ว สิ่งที่เขาพูดได้มีแค่...

"ฉันกลับมาแล้ว"

...เพียงเท่านั้นเอง...

**************

เมื่อซองอูกลับมา วงจรชีวิตของสองพ่อลูกตระกูลฮวังก็กลับมาอยู่ในร่องในรอยอีกครั้ง กับข้าวสามมื้อที่แห้งแล้งมานานกลับมาอุดมสมบูรณ์ รวมถึงหนูฮานะที่ไม่ต้องกังวลว่าตัวเองจะไปเรียนสายอีกต่อไป ทางด้านซองอูหลังจากที่ส่งฮานะไปเรียนเรียบร้อยแล้วก็ตรงดิ่งไปยังห้องทำงานเพื่อลากเจ้าของบ้านที่กำลังนอนจับปากกาอยู่ให้ตามออกมา แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูเข้าไป เสียงเปียโนคลอกับเสียงหวานๆก็ดังลอดออกมาให้ได้ยิน มือที่กำลังจะกระชากประตูเปิดออกจึงได้กลายเป็นค่อยๆเปิดอย่างเงียบเชียบที่สุดแทน

ภาพด้านในไม่ใช่ดีไซน์เนอร์มินฮยอนที่กำลังคร่ำเครียดอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แต่กลับกลายมาเป็นฮวังมินฮยอนในวัยยี่สิบเศษที่เป็นไอดอล ภาพแผ่นหลังที่ขยับเล็กน้อยตามจังหวะที่กดนิ้วลงบนคีย์เปียโน พร้อมเสียงร้องเพลงอ่อนหวานที่ดังคลอเบาๆ คล้ายกับส่งเขาเดินทางย้อนกลับไปในห้องซ้อมของวันนาวัน

ซองอูไม่อาจบรรยายออกมาได้เลยว่ามินฮยอนในความทรงจำของเขานั้นงดงามขนาดไหน และต่อให้จะเป็นในปัจจุบันที่เขาแทบไม่ได้เห็นอีกฝ่ายเล่นดนตรีหรือร้องเพลงมานานแล้ว เขาก็ยังคิดว่ามินฮยอนเป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดอยู่ดี

เพราะความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนก็คือองซองอูเป็นแฟนคลับอันดับหนึ่งของฮวังมินฮยอน เป็นคนที่ต่อให้คุณถามคำถามว่าเขาชอบใครที่สุดกี่ครั้ง เขาก็จะเลือกมินฮยอนทุกครั้ง

“มีอะไรหรอ”เมื่อรู้สึกตัวว่ามีคนเดินเข้ามาในห้อง มินฮยอนก็หยุดเล่นเปียโนแล้วหันกลับมามองอีกฝ่าย ทำให้ซองอูหลุดออกจากภวังค์ เขาสะบัดหัวเล็กน้อยเพื่อเรียกสติ ก่อนจะพูดถึงเรื่องที่ตั้งใจไว้แต่แรก

"วันนี้ฉันจะพานายทัวร์บ้านตัวเอง"

"หา?"เจ้าของบ้านกระพริบตาปริบๆ ให้กับประโยคแปลกๆของเพื่อน "ทัวร์ไปเพื่อ?"

"ไม่ต้องมาถามเลย ขนาดของในบ้านตัวเองอยู่ตรงในยังไม่รู้นี่มันแย่มากนะเฮ้ย ลืมไปแล้วหรอว่าฉันอยู่กับนายไปตลอดชีวิตไม่ได้น่ะ ถ้าฉันไปแล้วนายจะใช้ชีวิตยังไงกัน"ซองอูร่ายยาวพลางส่งกาแฟที่ถือติดมือมาให้คนที่ดูท่าจะทำงานโต้รุ่งอีกแล้วตามความเคยชิน

รสชาติขมและกลิ่นหอมของกาแฟสดชงเองแตกต่างจากากแฟทรีอินวันที่ชงกินเองมาตลอดสามอาทิตย์ราวฟ้ากับเหว ทำให้ดีไซน์เนอร์หนุ่มเริ่มตาสว่างขึ้นมาบ้าง เขาวางแก้วลงบนโต๊ะ ก่อนจะเริ่มพูด

"ฉันมาคิดๆดูแล้วนะซองอู"มินฮยอนเอ่ย "ว่าถ้าไม่มีนายแล้วชีวิตฉันคงรวนมากๆเลย ขนาดไม่อยู่แค่ยี่สิบกว่าวันยังเละขนาดนี้"

"ใช่ไง เพราะงั้นฉันเลยมาลากนายแต่เช้าเนี่ย"

"เดี๋ยว นายฟังฉันก่อน"เขารีบห้ามอีกฝ่ายไว้ก่อนที่จะโดนเทศน์อีกครั้ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดในสิ่งที่คิดทบทวนมาหลายวันออกไป

"ฉันรู้จักกับนายมาครึ่งชีวิตเลยนะอง ใครจะไปคิดว่าจะนานขนาดนี้ ถึงช่วงหลังจากที่เราแยกกันไปตอนหมดสัญญาวันนาวันเราจะห่างกันไปบ้าง แต่สุดท้ายแล้วนายก็มาอยู่ข้างๆฉันอยู่ดี

ฉันพยายามกันนายออกไป เพราะว่านายเป็นคนดี สมควรได้เจอสิ่งดีๆมากกว่ามายึดติดอยู่กับฉัน แต่นายมันดื้อไง พูดเท่าไหร่สุดท้ายก็ลงเอยที่เรามาอยู่บ้านเดียวกันแบบนี้ ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่นายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของฉันกับฮานะ ทั้งข้าวของเครื่องใช้พวกนี้ ทั้งชีวิตประจำวันต่างๆ พอนายไม่อยู่แค่ไม่กี่วัน ทุกอย่างก็รวนไปหมด บ้านก็ไม่เป็นบ้าน ซองอู.... นายทำให้ฉันขาดนายไม่ได้"

เขาเว้นหายใจเล็กน้อย การพูดเรื่องนี้ออกมาตรงๆคงเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากย้อนไปสักสิบปีก่อนหรือนานกว่านั้น แต่ไม่ใช่ในตอนนี้ที่เขาเป็นผู้ใหญ่มากพอ และผ่านเรื่องต่างๆมามากมายจนรู้ว่าชีวิตของคนเรามันสั้นเกินกว่าจะปล่อยให้เวลาเสียไปอย่างไร้ค่าเพราะเรื่องที่ไม่พูดให้เคลียร์ไปเลยทีเดียว

"นายเคยบอกว่ารักฉัน แล้วตอนนี้ล่ะ นายยังรู้สึกเหมือนเดิมอยู่รึเปล่า"

คนถูกถามตอนนี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นใบ้ไปเสียแล้ว ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว หัวใจของเขาเต้นแรง และถึงแม้จะยังสับสน แต่เขาก็ยังคงตอบไปว่า

"นายก็น่าจะรู้นี่"เขากล่าว "ฉัน.... ล้มเหลวตลอดนั่นแหละ ไอ้เรื่องการจะเลิกรักนายน่ะ"

เพราะเลิกไม่ได้ถึงยังอยู่ตรงนี้ สุขเมื่อพบหน้า คิดถึงเมื่อห่างไกล ถึงแม้ว่าการอยู่ใกล้กับคนที่ไม่รักเราตอบจะชวนให้เจ็บปวด แต่ก็น้อยกว่าการที่ไม่ได้พบ ไม่ได้พูดคุยกัน

"ฉันยอมแพ้แล้ว”มินฮยอนพูด เขาถอนหายใจออกมา แล้วส่ายหน้าให้กับตนเอง

"นายหมายความว่ายังไง?"ซองอูถามด้วยความไม่เข้าใจ

คนบอกว่ายอมแพ้จ้องมองดวงตาสีเข้มที่สบกลับมาตรงๆ และในที่สุด เขาก็บอกออกไป เนิบช้า และชัดเจน

"ฉันยอมแพ้ ให้กับความไม่ยอมแพ้ของนาย"

                ช่วงเวลา ณ ขณะนั้นราวกับความฝันไม่ใช่ความจริง ซองอูรู้สึกว่าตัวเองกำลังฟังบางสิ่งผิดไป หรือไม่ก็ตีความหมายจากคำพูดนั้นไม่ถูกต้อง เขาไม่อยากจะหวังอีก เพราะหากว่าต้องผิดหวังอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะทนรับมันได้มั้ย

                มินฮยอนรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังสับสน มันไม่ใช่ความผิดของซองอูที่จะรู้สึกเช่นนั้น เพราะตลอดมาเขาเอาแต่กันคนๆนี้ให้อยู่ในวงนอกที่ปลอดภัยจากความรู้สึกของตัวเองมากที่สุด แต่พอแล้ว เขาเหนื่อยที่จะวิ่งหนี เหนื่อยที่จะตั้งกำแพงปกป้องตัวเองเอาไว้ ในเมื่อพยายามเท่าไหร่ คนตรงหน้าก็ไม่เคยยอมแพ้ที่จะเข้ามาใกล้เขา ทีละเล็กทีละน้อย จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเขาไม่อาจจินตนาการถึงชีวิตที่จะไม่มีคนชื่อองซองอูอยู่ข้างๆได้อีกเลย

                “มันอาจฟังดูแปลกหรือเห็นแก่ตัวที่มาพูดเอาป่านนี้ แต่ให้ฉันลองรักนายได้มั้ย ซองอู”

                น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง ซองอูรู้ว่าตัวเองกำลังร้องไห้ สิ่งที่เขาได้ยินมานี้ทั้งเกินความคาดหวังและไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ยิน ผมเคยครุ่นคิดถึงภาพที่ตัวเองจะต้องบอกลาอีกฝ่ายอยู่เป็นร้อยเป็นพันฉาก แต่มันกลับหายไปด้วยคำพูดเพียงคำเดียวเท่านั้น ทั้งความเจ็บปวดที่สะสมอยู่ในใจ หรือระยะเวลานานแสนนานที่เคยเผ้ารอคนๆหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นทำให้ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้ไร้ค่าเลย

                ทั้งๆที่มันไม่ใช่คำบอกรักด้วยซ้ำ แต่พอแล้ว พอแล้วจริงๆ

“งั้น..."มันยากเหลือเกินที่จะควบคุมเสียงไม่ให้สั่น "ต่อไปนี้ฉันพูดได้แล้วใช่มั้ย”ผมถาม และนั่นทำให้มินฮยอนเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะถามกลับมากึ่งหยอกว่า

“นายกลายเป็นคนโง่ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน หือ”

และผมไม่ได้ถือสากับคำพูดของเขาเลยสักนิด ในทางตรงกันข้าม ผมกอดเขาไว้ เป็นครั้งแรกที่ผมสามารถกอดเขาไว้โดยที่ไม่ต้องรู้สึกปวดร้าวในใจได้ และผมก็พูดออกมา อีกครั้งและอีกครั้ง กับคำๆหนึ่งที่เขาเคยสั่งห้ามไม่ให้ผมเอ่ยออกมานานถึงสิบเจ็ดปี

                “ฉันรักนาย ฮวังมินฮยอน”

                “อืม ฉันรู้แล้ว”

                “ฉันรักนาย...”

                “ฉันรักนาย...”

                “ฉันรักนาย...”

 

-End-

แถมท้าย :

                “ไปอยู่กับหม่าม๊าที่จีนหรอคะ?”เด็กหญิงเอ่ยทวนพร้อมขมวดคิ้วเมื่ออยู่คุณอาซองอูของเธอก็ถามขึ้นมาว่าช่วงปิดเทอมอยากไปอยู่กับหม่าม๊ารึเปล่า

                “ใช่ๆ ฮานะไม่ได้ไปเยี่ยมคุณแม่ตั้งนานแล้วนี่หน่า แถมที่จีนอาหารอร่อยเยอะนะ”
ฮานะทำท่าทางครุ่นคิดเล็กน้อย มันก็ถูกของคุณอา เธอไม่ได้ไปเยี่ยมหม่าม๊าหลายปีแล้ว มีแต่หม่าม๊าที่แวะมาหาเธอ ที่ผ่านมาเธอไม่ยอมไปเนื่องจากนานๆทีปะป๊าจะมีเวลาอยู่บ้านบ้าง ดังนั้นฮานะจึงไม่อยากพลาดเวลาที่จะได้อยู่กับคุณพ่อสุดที่รัก แต่ไม่รู้ว่าทำไมเดี๋ยวนี้ปะป๊าอยู่ไม่ค่อยไปไหนไกลๆบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้นครั้งนี้เธอก็น่าจะไปหาหม่าม๊าบ้าง

                “ไปก็ได้ค่ะ ฮานะจะไปฝึกทำอาหารกับหม่าม๊าด้วย”เด็กน้อยที่ตั้งใจจะเป็นเชฟมืออาชีพหลังจากผ่านประสบการณ์ข้าวผัดสยองกับการไม่มีอาหารดีๆกินมาเกือบหนึ่งเดือนตอบอย่างแข็งขัน ก่อนจะรีบวิ่งกลับห้องเพื่อไปเตรียมวางแผนให้กับทริปปิดเทอมของเธอในปีนี้

                “นายนี่มันจริงๆเลย”คุณพ่อที่กำลังจะถูกพรากลูกสาวไปจากอกตลอดช่วงปิดเทอมนี้ทำท่าทางไม่พอใจเมื่อดันผ่านมาเห็นฉากเด็ดในการล่อลวง (?) เด็กเข้าพอดี

                “อะไร๊ ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดนี่”ซองอูพูดเสียงสูง ก่อนเดินปรี่เข้าไปคว้ามือของคนที่กรอกตามองบนอย่างเอือมๆแล้วทำท่าจะเดินออกจากห้องไปเอาไว้

                “ไม่เอาน่า ฉันก็อยากมีเวลาอยู่กับนายบ้างนี่”เขาพูด พร้อมทำท่าทางน่าสงสารซึ่งไม่ได้เข้ากับตัวสักนิด

“ด้วยการพรากฮานะไปจากฉันเนี่ยนะ”

“แค่สองเดือนเอง”เขาพูดพึมพำ “ที่ฉันนะรอนายมาตั้งสิบกว่าปี”

สกิลอันติเมทถูกนำมาใช้ซึ่งมันก็ได้ผลเสียทุกครั้ง มินฮยอนถอนหายใจให้กับคนที่ดูเหมือนพฤติกรรมจะดูเป็นเด็กน้อยเข้าไปทุกวัน แล้วจึงพยัคหน้า “แค่ครั้งนี้เท่านั้น”

ได้ยินดังนั้นท่าทางหมาหงอยขององซองอูก็หายไปในพริบตา เขาจูบอีกฝ่ายเบาๆพร้อมยิ้มกว้าง “นายใจดีที่สุดเลยมินฮยอนนี่”

“แล้วใครมันเคยบอกว่าฉันใจร้ายกันหือ?”เจ้าของบ้านว่าพร้อมใช้นิ้วดันหน้าผากอีกฝ่ายออกไปไกลๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

ไม่ชินเลย... ไม่ชินสักนิด อยู่ๆจากเพื่อนสนิทเกือยยี่สิบปีให้มาเปลี่ยนเป็นคนรักภายในไม่กี่เดือนนี่มันชวนเขินเอามากๆ

ฮวังมินฮยอนใช้มือปิดหน้าร้อนฉ่าของตัวเองทันทีที่เดินออกมาจากห้อง เรียวปากบางเม้มเข้าหากันแน่น

ให้ตายเถอะ มันชักจะรับมือยากขึ้นทุกที...

...กับอาการใจเต้นแรงแบบนี้น่ะ...

 

-จบ-

 

                จบแล้วค่ะ อาจจะดูแปลกๆไปบ้าง เรื่องนี้เราเขียนไว้นานมากๆแล้วค่ะ อยากแต่งฟิคองฮวังแบบไม่ได้แปลงมาจากเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนบ้าง แต่เราไม่ค่อยว่างเวลาจริงๆค่ะ อย่างน้อยในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะจากกัน ก็ขอลงสักฟิค ถึงจะเป็นฟิคแปลงก็ตาม ฮรืออ

                แต่ขอบนไว้ก่อน ถ้าเราหาบัตรลาสคอนได้ เราจะมาแต่งฟิคอีกเรื่องค่ะ สำหรับตอนนี้ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ ไม่รู้จะมีคนอ่านมั้ย แต่อยากบอกว่าเรารักคู่นี้มากๆเลยค่ะ เพิ่งมาหลงคู่นี้เอาตอนกลางปี 2018 รู้สึกเสียดายมากเลย ไม่งั้นคงมีเวลามากกว่านี้ คิดแล้วน้ำตาก็พาลจะไหลค่ะ เรารักวนว.มากจริงๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #8 If_it_rain (@rtatachi) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 23:39
    จบแล้ว ฮืออออ สมหวังแล้วนะอง หลังจากโดนเฟรนโซนมาหลายปี ในที่สุด ตอนแรกนึกภาพเป็นฉากๆแล้วว่าองจะตัดขาดหับมินฮยอนแน่ๆ แต่โชคดีที่องไม่ยอมแพ้ เรื่องนี้เลยจบแบบแฮปปี้ ปลื้มปริ่มมั่ก
    #8
    0
  2. #4 venuss. (@venussss) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 11:42
    ขอบคุณนะคะที่มาแต่งนิยายแบ่งปันกัน เรารักเนียลมิน องมินมากเลย ยิ่งอ่านยิ่งคิดถึง wanna one
    #4
    0