[Fic] Wanna One : ฟิค AllHwang , AllMin

ตอนที่ 3 : Chapter 3 : Awake

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    11 ม.ค. 62

Give up : Chapter III

ฉันใช้เวลาเจ็ดปีเฝ้าคิดถึงนาย และฉันคงต้องใช้เวลาอีกร้อยปีเพื่อลบนายออกไปจากหัวใจ”

 

ความโหดร้ายของกาลเวลาคือมันผ่านไปอย่างว่องไวเสมอ...

ไวเสียจนบางครั้งเราต้องประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่อาจตั้งตัว ไวเสียจนนึกเสียใจเมื่อย้อนกลับไปดูสิ่งที่ตนได้ทำลงไปซึ่งไม่อาจย้อนคืนมาได้

ไวเสียจน... เมื่อรู้ตัวอีกที ก็ผ่านมาเนิ่นนานปานนี้แล้ว

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มใต้เลนส์แว่นบางเฉียบจ้องมองไปยังราวซึ่งมีเสื้อผ้ามากมายแขวนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หากจุดโฟกัสนั้นคล้ายกับไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่เป็น สถานที่หนึ่งในความทรงจำเลือนราง

ฮวัง... คุณฮวังคะ”

เสียงที่เพิ่มระดับให้ดังขึ้นเล็กน้อยเรียกสติของเจ้าของชื่อให้กลับมาสู่ปัจจุบัน ชายหนุ่มที่เผลอเมินคู่สนทนาขยับยิ้มเจือน ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อยเป็นเชิงขอโทษ

ที่คุณพูดมาก็โอเคครับ ผมชอบแล้วนะ”เขาตอบ พร้อมขยับกรอบแว่นที่เลื่อนลงมาให้กลับขึ้นไปอยู่บนสันจมูก อันที่จริงสายตาของเขาอยู่ในระดับคนปกติ แต่เพราะใครๆก็บอกว่าเขาหน้าเด็กกว่าอายุจริง ทำให้เวลาคุยงานเขาต้องไปหาแว่นมาใส่เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ... อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาแลดูคล้ายคนอายุสามสิบเอ็ดขึ้นมาหน่อย

ครั้งนี้ผมต้องฝากให้คุณช่วยดูแลอีกเช่นเคยนะครับโดโรธี”

เป็นเกียรติของดิฉันมากกว่าค่ะที่คุณยังคงไว้ใจให้ทางเราจัดแฟชั่นโชว์ให้ตลอดมา”หญิงสาวยิ้มกว้าง พลางจัดการเก็บเอกสารต่างๆลงในกระเป๋า

สิ่งที่เธอพูดไปนั้นตรงตามความหมายทุกคำ บริษัทของเธอเป็นเพียงออแกไนซ์ระดับกลางๆ ในขณะที่แบรนด์เสื้อผ้าของดีไซน์เนอร์หนุ่มเบื้องหน้าหล่อนนั้นติดตลาดทั้งในและนอกประเทศ แต่เขาก็ไม่เคยเปลี่ยนไปจ้างบริษัทอื่นเลย ทำให้เธออดปลื้มใจไม่ได้

ก็คุณทำงานดีนี่ครับ”

เสียงนุ่มนวลที่ตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนไปถึงแววตาอันเป็นเอกลักษณ์ยังคงทำให้เธอรู้สึกหน้าเห่อร้อนทุกครั้ง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ชินเสียที หล่อนกระแอมเล็กน้อยแก้เขิน ก่อนจะโค้งศีรษะลง

ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวไปเตรียมงานก่อนนะคะ”

ฝากด้วยนะครับ”

โดโรธียิ้มให้เขา ก่อนที่จะก้าวเดินออกมาจากห้องเสื้อขนาดสองคูหาใจกลางย่านกังนัม แสงแดดของยามบ่ายส่องกระทบกับตัวอักษรเรียบหรูสีเงินบนป้ายร้าน อ่านออกเสียงได้สั้นๆหนึ่งคำว่า ‘Reign’

เจ้าของห้องเสื้อไฮโซวัยสามสิบเอ็ดถอดแว่นออกเมื่อแขกของตนกลับไปแล้ว เขาเดินออกไปสั่งงานลูกน้องอีกสองสามคำก่อนจะกลับเข้าไปยังห้องพักด้านใน

บางทีชีวิตคนเราก็พลิกไปมาจนน่าขำ

เขาทิ้งตัวลงบนโซฟา ช่วงนี้เขาวุ่นวายกับการเตรียมงานเปิดตัวเสื้อผ้าคอลแลคชั่นใหม่จนแทบไม่มีเวลานอน จะว่าไปแล้ว เขาไม่เคยได้ทำงานที่มีเวลานอนพักผ่อนมากๆอย่างคนอื่นเขาสักที

เรียวปากขยับขึ้นเป็นรอยยิ้มขบขันยามมองไปยังตู้กระจกที่มีโล่รางวัลและใบประกาศต่างๆเรียงกันอยู่จนเกือบเต็ม แทบทั้งหมดเป็นรางวัลในการออกแบบ ส่วนที่เหลือก็เป็นโล่รางวัลจากงานเพลง

เขาคือฮวังมินฮยอน อดีตสมาชิกวง Wanna One และ Nu’est W  ซึ่งปัจจุบันคือเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า Reign ที่กำลังขยายตลาดจากเกาหลีไปยังประเทศอื่นๆทั่วโลก

นักร้องวงไอดอล กับ ดีไซน์เนอร์ ช่างเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะมาบรรจบกันในรูปแบบนี้เลย

เขาเหยียดตัวนอนลงบนโซฟา ดวงตาสีเข้มปิดลงเมื่อครุ่นคิดไปถึงเรื่องราวที่ผ่านมา

ชีวิตในฐานะไอดอลของเขาไม่ได้ราบรื่นมาโดยตลอด มันเต็มไปด้วยจังหวะขึ้นลงเหมือนกับภาพกราฟเสียง จากการเปิดตัวที่สวยงาม สู่จุดตกต่ำที่ทำให้ต้องดิ้นรนไปแข่งรายการเซอร์ไวเวิล เดบิวต์ในฐานะวงชั่วคราวที่ก้าวขึ้นมาเป็นวง K-Pop ระดับต้นๆของโลก กลับมาทำงานกับวงตัวเองที่มีชื่อเสียงและฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ก่อนที่กาลเวลาผ่านไปจนถึงจุดอิ่มตัวของการเป็นไอดอล พวกเขาแยกย้ายกันไปดำเนินชีวิตของตัวเอง เพียงกระพริบตา ก็ราวกับความฝันคืนหนึ่งเท่านั้น

ไม่มีบทดราม่า ไม่มีการผิดใจกัน พวกเราแค่เติบโตขึ้น ต่างมีความฝันครั้งใหม่ พวกเราบอกลาเลิฟ...แฟนคลับของเราที่คอยสนับสนุนและมอบความรักให้กันมาตลอด เรากอดกันบนเวทีเป็นครั้งสุดท้ายที่ลาสคอนเสิร์ต แสงไฟที่ดับลง ฮอล์ที่ว่างเปล่า พวกเราแยกย้ายกันไป นานๆครั้งก็นัดเจอกันบ้าง วงจบลง แต่มิตรภาพก็ยังคงอยู่

 

ผมยังคงร้องเพลง มันเป็นสิ่งที่ผมรัก และก็คงจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป แต่แล้วจุดเปลี่ยนก็เริ่มขึ้นเมื่อผลงานออกแบบเสื้อผ้าที่เป็นเพียงแคมเปญโฆษณาของผมกลับได้รับความนิยมและเสียงชื่นชมมากมาย ดังนั้นผมจึงเริ่มจริงจังกับมันมากขึ้น ลองส่งผลงานไปประกวดตามงานแข่งบ้าง สุดท้ายก็ร่วมหุ้นกับพี่สาวมาเปิดแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง

และนั่นก็เป็นเวลาเกือบสองปีมาแล้ว ตอนนี้ผมไม่ใช่ไอดอล แต่เป็นนักร้องและดีไซน์เนอร์ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงแฟชั่น

ความคิดไล่เรียงมาถึงเหล่าคนรู้จักเก่าๆ นอกจากเพื่อนๆจาก Nu’est แล้ว เขาก็ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนๆสมัยยังเป็นไอดอลนัก ยกเว้นแต่เพื่อนสนิทอย่างองซองอู ซึ่งยังคงเป็นดาราชั้นนำของเกาหลี ส่วนตัวเขานั้น แม้จะยังรักการร้องเพลง แต่เพราะเพิ่งตั้งบริษัทของตนได้ไม่นาน ดังนั้นงานจึงรัดตัวชนิดที่แทบไม่ได้แตะงานเพลงอีกแล้ว

นี่แหละคือเวลาที่ผ่านไป จะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็สั้น แต่ที่แน่ๆคือสิ่งต่างๆล้วนแปรเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นตัวเขา เพื่อน หรืออะไรก็ตาม

จะว่าไปก็น่าคิดถึงเหมือนกันนะ....”

พึมพำแผ่วเบา ก่อนที่ความเหนื่อยล้าจะดึงให้เขาจมลงสู่ห้วงนิทราในที่สุด

 

***********

 

ต่อให้ผ่านไปนานแค่ไหน เกาหลีก็ยังคงเป็นบ้านเกิดที่เขารัก...

และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้เขาที่แม้งานจะรัดตัว แต่ก็ยังพยายามหาเวลากลับมาที่เกาหลีทุกปีแบบนี้

คังแดเนียล อดีตสมาชิกของวงไอดอลที่ประสบความสำเร็จที่สุดอย่างวันนาวัน ทั้งต่อมายังเดบิวต์เป็นศิลปินเดี่ยว ไม่ว่าจะงานแสดงหรือพรีเซนเตอร์ก็ผ่านมามากมาย แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจไปทำธุรกิจที่แคนนาดา นานๆจะรับงานในวงการบันเทิงบ้าง ในตอนนี้เขากำลังมองดูอาคารจรงด้วยความรู้สึกหลากหลาย มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมาที่นี่ แน่นอนว่าในอดีต ผมมาที่นี่นับครั้งไม่ถ้วน เพราะมันเคยเป็นหอพักของวันนาวัน...

ผมยังคงจำวันเวลาที่เคยใช้ร่วมกับสมาชิกวันนาวันได้ดี แม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงมากมายแค่ไหน ได้ทำงานอะไรมาบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีช่วงเวลาไหนที่พิเศษไปกว่าการได้เป็นวันนาวันคังแดเนียลอีกแล้ว ได้เล่นสนุกกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในวง ได้รับความรักมากมายจากวันนาเบิล และยังได้รักคนๆหนึ่ง...

นึกแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ผมไม่ได้ติดต่อกับมินฮยอนฮยองมานาน แต่ก็พอรู้มาบ้างว่าตอนนี้เขาทำแบรนด์เสื้อผ้าอยู่ แต่เรื่องที่อยู่ หรือช่องทางการติดต่อส่วนตัวนั้นผมไม่รู้เลย เมื่อก่อนผมคุยกับเขาบ้างผ่านแอพแชท แต่แอคเคาท์ของเขาก็ไม่ได้มีการอัพเดทมานานแล้ว คงจะเลิกเล่นหรือเปลี่ยนไปใช้แอคเคาท์อื่นแทน

ผมเดินเล่นเรื่อยเปื่อยออกมายังถนนด้านนอก ไม่รู้ว่าเดินออกมาไกลแค่ไหน สายลมเอื่อยพัดเอาใบไม้ให้ลอยขึ้นจากพื้น ก่อนจะร่วงหล่นลงบนคูคลองเล็กๆที่ถูกขุดขึ้นริมทางเท้าเพื่อกั้นถนนเป็นสองฝั่ง บรรยากาศโดยรอบเหมาะแก่การเดินเล่นหรือออกกำลังกายเบาๆ

เมื่อสิบปีก่อน ผมก็เดินผ่านถนนเส้นนี้กับมินฮยอนฮยอง ความทรงจำยังชัดเจนขนาดที่ผมสามารถนึกออกได้ทันทีว่ารอยยิ้มของเขานั้นอ่อนโยนแค่ไหน

ถ้าเดินตรงไปอีกก็จะเจอกับสะพานข้ามแม่น้ำ...

แน่นอนว่าด้วยวัยนี้ทำให้ความทรงจำของผมไม่ได้แย่นัก สะพานเล็กปรากฏขึ้นในสายตาตามที่คาดไว้ เพียงแต่ว่ามันมาใช้สะพานเปล่าๆ มีคนคนหนึ่งยืนอยู่บนนั้นด้วย

คนๆนั้นยืนหันหลัง แต่หัวใจของผมกลับกระตุกเมื่อสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยบางอย่างจากแผ่นหลังเหยียดตรงใต้เสื้อคลุมกันลมสีน้ำเงินเข้ม ผมเผลอเร่งฝีเท้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว ภาวนาขอให้สิ่งที่ผมคิดเอาไว้นั้นเป็นเรื่องจริง

คุณ...”

ผมเอ่ยเรียก ด้วยเสียงที่ไม่มีความมั่นใจเอาซะเลย และเมื่ออีกฝ่ายหันมามองตามเสียงเรียก หัวสมองของผมก็พลันว่างเปล่าขาวโพลน

ใบหน้าเรียวได้รูปที่ดูผอมเกินไปเล็กน้อยเพราะเห็นกระดูกแก้มได้ลางๆ เส้นผมสีดำสนิท ตัดผิวขาวติดซีดอย่างคนไม่ค่อยออกแดด และดวงตาสีน้ำตาเข้มที่สะท้อนประกายของความตกใจอย่างไม่ปิดบัง ถึงแม้จะดูผอมบางเกินไปบ้าง แต่อย่างไรเขาก็ไม่มีทางดูไม่ออก ไม่มีทางจำไม่ได้....

ฮวังมินฮยอน

ชั่วขณะนั้นเขาเพิ่งเข้าใจคำว่าจ้องมองจนลืมหายใจนั้นเป็นเช่นไร...

 

***********

เขาไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกของตัวเองออกมาเป็นคำพูดว่าอะไร...

นับตั้งแต่ธุรกิจของตัวเองประสบความสำเร็จ เขาก็ไม่ได้มีเวลาว่างมากนัก แต่เมื่อพอจะว่างขึ้นมาบ้าง เวลาเหล่านั้นก็ถูกเขาผลาญไปกับการเดินไปตามเส้นทางต่างๆในความทรงจำสมัยยังเป็นสมาชิกวันนาวัน ราวกับการตามเก็บชิ้นส่วนเศษแก้วที่แตกเป็นเสี่ยงๆและไม่มีทางกลับคืนมาเป็นแก้วเต็มใบ

ทว่าเขากลับไม่คาดคิดว่าคนคนหนึ่งในความทรงจำนั้นจะมาปรากฏตัวตรงหน้าหลังจากเวลาผ่านไปเกือบสิบปี...

แดเนียลอดีตนักร้องวงไอดอลเอ่ยปากขึ้นในที่สุด หลังจากที่หาเสียงของตัวเองจนเจอ เขามองดูคนตรงหน้า อีกคนยังคงมีร่างสูงใหญ่ เส้นผมที่ย้อมเป็นสีน้ำตาลทองรับกับใบหน้าคมคายของเจ้าตัว คังแดเนียลที่หันไปทำธุรกิจของตัวเองยังคงมีภาพลักษณ์เปี่ยมเสน่ห์เหมือนที่เคยเป็น อาจจะมากกว่าเดิมเมื่อความอ่อนเดียงสาถูกแทนที่ด้วยความสุขุมแบบผู้ใหญ่เต็มตัว

นี่ผมไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย”แดเนียลถาม เขายังคงตั้งตัวไม่ได้เมื่ออยู่ๆคนที่ไม่ได้พบกันมาหลายปีกลับมาให้เห็นโดยไม่ได้นัดหมาย

ท่าทางเก้ๆกังๆคล้ายทำตัวไม่ถูกของอีกฝ่ายทำให้มินฮยอนหลุดขำออกมา เขาเดินไปยังปลายสะพานอีกฝั่ง ก่อนจะตบลงบนไหล่หนาอย่างแรง

ถ้านายเจ็บก็แสดงว่าไม่ได้ฝัน”

ไม่ได้เจอกันตั้งนานก็มาทำร้ายร่างกายกันซะแล้ว”แดเนียลบ่นพลางลูบไหล่ที่ปวดหนึบเบาๆ ไม่รู้ว่ารุ่นพี่ที่ตอนนี้ผอมจนแทบโดนลมพัดปลิวไปเอาแรงมาจากไหน “แต่ผมก็ดีใจที่มันเจ็บนะ”

มินฮยอนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตามองสบกับนัยน์ตาสีเข้มพราวระยับซึ่งแฝงด้วยประกายบางอย่างที่ทำให้คนมองหัวใจกระตุกวูบ และนั่นทำให้เขาต้องเบือนไปมองทางอื่น แล้วแกล้งพูดหยอกเพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง

ไม่คิดว่านายจะกลายเป็นพวกชอบโดนทำร้ายร่างกายไปซะแล้ว”

เป็นกับนายฮยองคนเดียวนั่นแหละ”คนที่เคยได้ฉายาว่าหมาซามอนด์พูดอย่างอารมณ์ดี เขายิ้มกว้าง รู้สึกทั้งดีใจและโล่งใจที่แม้ไม้ได้ติดต่อกันมานาน แต่ต่างก็ยังสามารถคุยกันได้อย่างไม่อึดอัดจนเกินไป

แล้วนี่นายมาทำอะไรที่เกาหลี”มินฮยอนถาม “ได้ยินว่านายย้ายไปอยู่แคนนาดานี่

นานๆคิดถึงบ้านก็อยากกลับมาเกาหลีบ้างน่ะครับ”

เขาพยักหน้ารับคำตอบนั้น ก่อนจะออกปากชวนอีกฝ่ายไปหาที่นั่งคุยกันดีๆ ซึ่งก็คือร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกลนัก และพวกเขาเลือกเปิดห้องส่วนตัวเพื่อที่จะได้ไม่ต้องรบกวนคนอื่น

เจ็ดแปดปีที่ผ่านมามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย พวกเขาคุยกันถึงเรื่องการใช้ชีวิต ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ การได้คุยถึงเรื่องคนรู้จักเก่าๆทำให้ดีไซน์เนอร์หนุ่มหวนคิดถึงสมัยที่ตัวเองยังคงเป็นสมาชิกของวันนาวัน แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นวง K-Pop ที่ดังที่สุดในโลก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุดในชีวิต...

เพราะยังเด็ก เพราะยังไม่ต้องมีภาระต่างๆมากมายให้รับผิดชอบนัก พวกเขาแค่ใช้ชีวิตอยู่กับงานที่รัก อยู่กับเพื่อน ไม่จำเป็นต้องคิดมากมายเหมือนตอนนี้ที่ภาระความรับผิดชอบต่างๆล้วนเพิ่มขึ้นตามวัย

...พวกเขาไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว...

แดเนียลมองดูคนตรงหน้า ทุกการกระทำของมินฮยอนเหมือนภาพฉายซ้ำของอดีตที่เขามักนึกถึง ทั้งน้ำเสียงนุ่มนวล มุมปากที่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่แลดูเอาใจใส่ หรือกระทั่งมือที่จับตะเกียบโลหะ ก็ยังทำให้นึกถึงวันที่แอบต้มรามยอนกินด้วยกันกลางดึกที่หอพัก

เมื่อไม่ได้เจอก็แล้วไปเถอะ แต่เมื่อได้เจอกันแล้ว.... ก็พลันประจักต์ว่าเวลาเจ็ดปีนี้ไม่ช่วยอะไรเลย

...ผมยังคงคิดถึงเขา...

มันคือความผิดพลาดที่ผมนึกเสียใจตลอดมา ช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือเหล่านั้นถูกผมทำให้สิ้นสุดลงที่ริมแม่น้ำแซน ณ กรุงปารีส

หากว่าตอนนั้นผมเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้... มีความกล้ามากกว่านี้...

ถ้าหากผมยอมรับว่าผมรักฮยอง... ตอนนั้นฮยองจะจากผมไปรึเปล่า?

ถ้าหากผมกอดฮยองไว้แน่นกว่านี้... ตอนนี้ฮยองจะยังอยู่ข้างๆผมหรือไม่?

คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของผมตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ผมไม่มีโอกาสได้ถาม และไม่มีความกล้าพอจะถาม ผมไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนขี้ขลาด แต่หากเป็นเรื่องของฮวังมินฮยอน ผมกลับไม่มีความกล้าจะเผชิญหน้าเลยสักครั้ง

ความเงียบปรากฏขึ้นในรอยต่อของบทสนทนาที่ไม่มีคนสานต่อ ผมมองเขา เขามองผม แต่ไม่มีใครพูดอะไร

และท่ามกลางความอึดอัดที่กำลังก่อตัวขึ้นนั้น ผมเอื้อมมือไปจับมือเขาไว้อย่างไม่แน่ใจนัก สัมผัสได้ว่ามันเย็นเฉียบ

ผมคิดถึงฮยอง”

ประกายสั่นไหวในดวงตาของเขาทำให้หัวใจผมเต้นแรงด้วยความหวัง ผมแตะลงบนใบหน้าของเขา ทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นใบหน้าของเขาเสมือนมีแรงดึงดูดที่ทำให้ผมเลือกที่จะมองข้ามความสั่นสะท้านที่สัมผัสได้ผ่านปลายนิ้ว ผมจ้องลึกลงไปในดวงตาของเขา ลูบไปตามกระดูกแก้มผอมๆของเขา และในที่สุด... ผมจูบเขา...

กลิ่นอายมึนเมาของโซจูฟุ้งขึ้นมาที่ปลายจมูก ปะปนไปกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงจากคนตรงหน้า จูบนี้ก็เหมือนกับรสชาติของแอลกอฮอร์ที่ติดอยู่บนริมฝีปาก หอมหวาน มึนเมา แต่ก็ขมเฝื่อนลงไปถึงหัวใจ...

ไม่มีสัมผัสแผ่วเบาเพราะหวาดกลัวเช่นครั้งบนสะพานปงเนิฟ ไม่มีริมฝีปากสั่นระริกด้วยความไม่แน่ใจของเด็กหนุ่มที่กำลังสับสน ปลายลิ้นสอดประสานอย่างลึกล้ำ เช่นเดียวกับความร้อนแรงที่ได้รับตอบกลับมาอย่างไม่มีใครยอมใคร ผมสอดมือเข้าไปใต้เส้นผมสีเข้ม ส่วนเขาเอื้อมมือมาจับต้นคอผมเอาไว้ ชั่วขณะหนึ่งนั้นราวกับกินเวลาเนิ่นนานจนเผลอคิดว่าเป็นนิรันด์....

!

เป็นเสียงแจ้งเตือนแมสเซจของโทรศัพท์ที่ดังขึ้น เสียงเล็กๆแต่ทรงอานุภาพมากพอจะทำลายห้วงเวลาอันร้อนรุ่มลงในพริบตา มินฮยอนรีบผละออกจากคนตรงหน้า มือขาวคว้าไปยังโทรศัพท์มือถือของตนเพื่ออ่านข้อความภายในนั้น

"ฉันควรกลับได้แล้ว"เขาพูดแทบจะในทันทีที่อ่านมันจบ และไม่คิดจะสบตาอีกฝ่ายอีกต่อไป

“ฮยอง ผม..."

"นายเองก็กลับได้แล้วมั้ง ดึกแล้ว ที่พักนายอยู่ตั้งไกลนี่"

แดเนียลมองดูคนที่จงใจตัดบทสนทนาของตนแล้วขบริมฝีปากแน่น เขาฉวยมืออีกฝ่ายไว้ ไม่สนใจต่อแรงต่อต้านนั้นแล้วจึงพูดขึ้น

"ฮยองกำลังหนี"ผมว่า "ฮยองบอกว่าเรื่องของเรามันจบตั้งแต่ยังไม่เริ่มเพราะผมไม่เคยยอมรับมัน ใช่ ตอนนั้นผมยังเด็ก ผมมันขี้ขลาด แต่ฮยองล่ะ ฮยองเคยยอมรับความรู้สึกของตัวเองบ้างรึเปล่า?"

"แดเนียล ปล่อยมือ"

มินฮยอนพูด เขาขมวดคิ้วเข้าหากันทั้งยังเม้มปากแน่น เหมือนกำลังอดกลั้นบางอย่าง ผมรู้ดีว่าเขากำลังโกรธ แต่ผมก็ยังเลือกที่จะไม่สนใจและพูดต่อไป

"ผมรักฮยอง"ผมพูด เนิบช้า หนักแน่น "ตั้งแต่ที่เราอยู่วันนาวันด้วยกัน ผมก็รักฮยองเข้าแล้ว ผมคิดว่าหากเวลาผ่านไป สักวันผมก็จะลืมฮยองไปได้เอง"ผมยิ้มเฝื่อนๆให้กับความขมขื่นที่มีอยู่เต็มหัวใจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเหมือนโซ่เหล็กถ่วงอยู่ในอก ตอนนี้ถูกผมนำออกมาพูดจนหมดเปลือก

"แต่สุดท้ายแล้ว... ผมก็ใช้เวลาเจ็ดปีนี้เพื่อคิดถึงฮยอง"

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี มีคนเข้ามาในชีวิตผมกี่คน แต่ไม่ว่าอย่างไร ผมก็ไม่สามารถลบความรู้สึกนี้ออกไปได้

มันไม่มีเหตุผล ไม่มีที่ให้วิ่งหนี หรือปฏิเสธอีกต่อไป

กับคำที่ว่าผมรักเขามากเหลือเกิน...

"ฉัน.... รักนาย... ไม่ได้หรอกนะ"

มันเป็นเวลาสักพักกว่าที่มินฮยอนจะรวบรวมสติได้มากพอจะเอ่ยประโยคนั้นออกไป เขาเหลือบตาขึ้นมองอดีตเพื่อนร่วมทีม ยิ่งมองเห็นสายตาเว้าวอนของอีกฝ่าย ลำคอก็ยิ่งร้อนผ่าว

ทำไมเรื่องทุกอย่างต้องดำเนินมาถึงจุดนี้?

"ผมไม่เข้าใจ"แดเนียลพูด "ผมเห็นในดวงตาของฮยอง ในใจฮยองยังมีผมอยู่แน่ๆ แล้วทำไม..."

ดีไซน์เนอร์หนุ่มหลับตาลง เขาไม่สามารถทนมองอีกฝ่ายได้อีกต่อไป

เพราะหากว่าเขามองดวงตาสีเข้มคู่นั้นนานอีกสักนิด... หัวใจก็จะถูกช่วงชิงไปอีกครั้ง...

"มันเป็นไปไม่ได้"ผมพูด กล้ำกลืนความขมขื่นลงไปในลำคออันแห้งผาก "นายพูดถูก ฉันรักนาย จนตอนนี้ก็ยังลืมนายไม่ได้ แต่โลกนี้มีหลายสิ่งที่สำคัญมากกว่าแค่ความรัก"

ผมดึงมือออกจากการเกาะกุมของเขาได้ในที่สุด แล้วจึงกัดฟันลุกขึ้นยืน และเอ่ยประโยคที่ทำร้ายหัวใจอย่างที่สุดออกไป

"ตื่นได้แล้วแดเนียล นายฝันกลางวันนานเกินไปแล้ว เลิกทำตัวเป็นเด็กซะที มันน่ารำคาณรู้มั้ย"

พูดจบ ผมก็เดินออกมาจากตรงนั้นทันที

...ด้วยหัวใจที่แตกสลาย...

ลืมฉันไปเถอะ...

ใช้ชีวิตของนายต่อไป หยุดยึดติดกับฉันได้แล้ว

ดวงดาวที่เราเคยฝันถึงร่วมกัน.... นายอย่าได้โอบกอดเศษซากของมันเอาไว้อีกเลย

ฉันเอง... ก็จะตื่นจากฝันนี้ให้ได้เช่นกัน...

 

************ 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนที่ผมกลับมาถึงบ้านของตัวเอง

ประตูเปิดออก ภายในบ้านกว้างขวางถูกตกแต่งอย่างทันสมัยทั้งอบอุ่นด้วยฮีทเตอร์และสว่างสไวด้วยไฟที่เปิดทิ้งเอาไว้

"พี่คะ ทำไมกลับช้าจัง"

เสียงใสๆร้องทักขึ้นทันทีที่ผมเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น ผมมองไปยังต้นเสียง แล้วยิ้มเล็กน้อย

"เรอา เธอน่าจะบอกพี่ก่อนว่าจะมา"

คิมเรอาเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาคู่โตกวาดมองผมขึ้นๆลงๆ เธอเป็นลูกครึ่งจีน-เกาหลี และเป็นรุ่นน้องที่รู้จักกันเพราะเรื่องทำแบรนด์เสื้อผ้า

"พี่ไปไหนมาคะมีใครทำอะไรพี่รึเปล่า"เธอถามด้วยความเป็นห่วง อันที่จริงผมไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่ แต่ที่แน่ๆมันคงดูแย่ไม่น้อย

"เปล่านี่ แค่เหนื่อยเรื่องงานเฉยๆ"ผมอ้างเรื่องงานขึ้นมาเพื่อไม่ให้หล่อนคิดมาก แต่เรอากลับยังคงไม่หยุด มือเล็กเอื้อมมาแตะบนหน้าของผมอย่างแผ่วเบา "ถ้าอย่างงั้นพี่ร้องไห้ทำไมคะ"

คำถามนั้นทำให้ผมชะงักไป แล้วลองจับหน้าตัวเองดู ในตอนนี้ผมถึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังร้องไห้อยู่จริงๆ

"พี่โกหกได้แย่มากเลยรู้มั้ย"หญิงสาวว่า "พี่มักจะเป็นแบบนี้ก็กับเรื่องของคนที่พี่รัก..."

"เรอา..."ผมกำลังจะพูดบางอย่าง แต่เธอกลับขัดด้วยการกอดผมเอาไว้

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ... ฉันรู้ว่าพี่ไม่ได้รักฉันหรอก แต่ฉันจะรอ ต่อให้ใครว่าฉันโง่ก็ไม่เป็นไร แค่พี่ดีกับฉันก็พอ"

ประโยคของเธอทำให้ผมอับจนด้วยคำพูด จึงได้แต่กอดตอบเธอเบาๆ

ผมรู้จักกับเรอามาได้ปีกว่าแล้ว เธอจบด้านแฟชั่นมาโดยเฉพาะ และยังคอยช่วยเหลือผมในการสร้างแบรนด์ของตัวเอง

เราหมั้นกันเมื่อเดือนก่อน....

และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำไมผมจึงพูดว่าโลกนี้มีหลายสิ่งมากมายกว่าคำว่าความรัก

ผมหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาร่วงลงไปหยดแล้วหยดเล่า เช่นเดียวกับความรู้สึกอันขมขื่น

ความรักของผมจบลงแล้ว... ไม่สิ...

มันไม่เคยเริ่มขึ้น... ไม่เลย ผมทิ้งมันไปครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ปารีส ที่โซล...

และครั้งนี้ผมรู้ดีว่ามันจะไม่มีทางกลับคืนมาตลอดกาล...

 

***********

 

เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน ผมไม่ได้พบกับมินฮยอนอีกเลยตลอดเวลาที่กลับไปเกาหลี จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งที่ผมได้รับจดหมายที่ถูกส่งข้ามทวีปมายังแคนนาดา

...มันคือการ์ดแต่งงาน.... ที่มีชื่อของคนที่ผมรักที่สุดกับผู้หญิงที่ผมไม่รู้จัก

ผมไม่เคยรู้เลยว่า ภายใต้รอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนแบบนั้น เขาถึงกับใจร้ายกับผมได้ขนาดนี้....

น้ำตาไหลผ่านแก้ม ร่วงหล่นลงสู่พื้น

ผมใช้เวลาเจ็ดปีเฝ้าคิดถึงเขา

...และผมคงต้องใช้เวลาอีกร้อยปีเพื่อลบเขาออกไปจากหัวใจ...

บางทีทุกสิ่งอาจถูกกำหนดไว้ให้เป็นเช่นนี้เอง...


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #7 If_it_rain (@rtatachi) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 23:19
    จุกหนักๆเลย ;-; มินฮยอนยังรักแดเนียล แดเนียลก็รักมินฮยอน ปต่พวกเขารักกันไม่ได้เพราพมินฮยอนต้องแต่งงาน คำถามคือ พี่องคะ พี่อยู่ตรงไหนของสมการ พี่คะ รีบออกมาทำคะแนนเดี๋ยวนี้นะ!! หยอกๆ 55555555
    #7
    0