เรื่องสั้น : คีตะบุปผา (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 1 : บทที่ 1 สดับบุปผา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 377
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    15 ก.พ. 63

 

 

 

*เนื้อหาที่ลงเป็นต้นฉบับดิบที่ยังไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์อักษร หากพบคำผิดตกหล่นขออภัยค่ะ*


 


 


 

เสียงแซ่ซ้องกู่ก้องไปทั่วตลอดทางเดิน เหล่าชาวบ้านไพร่ฟ้ายืนขนาบสองข้างทางคับคั่งจนหาจุดสิ้นสุดไม่ได้ บ้างก็ตะโกนขอบคุณ ตะโกนยินดี โห่ร้องให้กับชัยชนะครั้งใหญ่ ขบวนทัพเคลื่อนตัวเป็นสายไล่จากเหล่าทหารเดินเท้าทัพหลัง เกวียนขนเสบียง ของบรรณาการ จากการชนะศึกสงคราม ไปจนถึงส่วนของทัพหน้าซึ่งเป็นทหารม้าและทหารยศสูง มีผู้นำขบวนคือแม่ทัพใหญ่ผู้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนชัยในครั้งนี้

ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้มผิวสีทองแดงจากการตรากตรำกลางสนามรบนั่งหลังตรงอยู่เหนืออาชาคู่ใจให้ความรู้สึกองอาจยิ่งนัก แม้เนื้อตัวจะมอมแมมจากการรบรา ผมแหละหนวดเคราแลดูรกรุงรัง หากแต่สิ่งเหล่านั้นกลับมิได้ทำให้ใบหน้าคมดูหล่อเหล่าน้อยลงแต่อย่างใด ริมฝีปากแย้มรอยยิ้มรับกับคำอวยชัยตลอดเส้นทางยาวของถนน ตั้งแต่หน้าประตูเมืองหลวง จนกระทั่งถึงบริเวณพระราชวัง

กว่าแรมปีที่จากบ้านเกิดเมืองนอน เดินทางลงใต้เพื่อบัญชาการสงครามชายแดนซึ่งเรื้อรังมายาวนาน จนในที่สุดความมานะบากบั่นก็ประสบผลขับไล่โจรกักขฬะไปจากดินแดนคืนความสงบร่มเย็นจากทางใต้

“ยินดีต้อนรับกลับ ท่านแม่ทัพหลี่” ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้เดินมาต้อนรับหลังจากที่แม่ทัพหนุ่มกระโดดลงมาจากหลังอาชาคู่ใจ ทั้งสองทักทายกันตามประสาคนคุ้นเคย แม้มิได้พบพานกันนานแต่ไมตรียังคงมิเสื่อมคลาย

หรวนกงกงรับใช้ฮ่องเต้ในรัชสมัยปัจจุบันมานาน เช่นเดียวกับตระกูลหลี่ที่คอยปกป้องคุ้มครองราชวงศ์หลายชั่วอายุคน ไม่ว่าจะทายาทรุ่นไหนล้วนเก่งกาจมากฝีมือได้รับความไว้วางใจให้กุมอำนาจทางการทหารสืบทอดตำแหน่งแม่ทัพอย่างชอบธรรม ไร้ข้อกังขา นอกจากหน้าที่ซึ่งสืบทอดกันมานานแล้วบิดาของหลี่จิ้งยังเป็นพระสหายร่วมเรียนกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน สายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกระทั่งหลี่เทียนวางมือจากอำนาจด้วยโรคเก่ารุมเร้าจนกระทั่งหลี่จิ้งก้าวขึ้นมาสานต่อเจตนารมณ์แทนแล้วก็ยังคงได้รับพระเมตตาไม่ต่างกัน

ต่อให้อายุจะต่างกันหนึ่งรุ่นแต่เพราะหลี่จิ้งนิสัยซื่อตรง วางตัวเป็นกลางมาตลอดไม่ปลิ้นปล้อนฝักใฝ่อำนาจเหมือนขุนนางอื่น ทัศนวิสัยเองก็ไม่ต่างจากผู้เป็นบิดาเลยจึงสามารถเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับฝ่าบาทจนได้รับความโปรดปรานมากล้น ไม่ว่าปัญหาเล็กใหญ่ล้วนถูกเรียกหา

“ฝ่าบาทอยู่ที่ท้องพระโรงหรือไม่ หรวนกงกง” ตามปกติ ยามนี้คือเวลาว่าราชการของฝ่าบาท และมันเป็นหน้าที่ของแม่ทัพใหญ่อย่างหลี่จิ้งต้องเข้าไปรายงานผลของสงครามด้วยตัวเองอีกครั้งต่อหน้าพระพักตร์แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะมีสาส์นจากม้าเร็วรายงานไปแล้วล่วงหน้าก็ตาม

“ฝ่าบาทมีพระประสงค์ให้แม่ทัพหลี่กลับไปพักผ่อนก่อน แล้วค่อยมาเข้าเฝ้าตอนเย็นก็มิสาย” หรวนกงกงเอ่ยแย้มยิ้ม

“จะดีหรือ” หลี่จิ้ง ตามนิสัยเขาเห็นว่านี่ออกจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นัก ต่อให้ตนจะเป็นที่โปรดปรานก็มิบังอาจทำตัวหยิ่งยโสกระทำตามอำเภอใจปานนั้น

“ดีอย่างยิ่ง แม่ทัพหลี่เดินทางกลับมาคงเหนื่อยอ่อน ฝ่าบาททรงเป็นห่วงสุขภาพของท่านมากกว่าพิธีรีตองนัก”

แม่ทัพหนุ่มมีท่าทีคล้ายกับอยากจะกล่าวอะไรบางอย่างเพราะรู้สึกไม่ค่อยดีหากต้องละเลยการเข้าเฝ้าเพื่อรายงานตัว มองดูเป็นคนถือตนหยิ่งยโสยิ่งนัก หากแต่หรวนกงกงกลับพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน “ฝ่าบาทคิดไว้แล้วว่าท่านจะต้องดื้อรั้นไม่ยอมกลับไปพักผ่อนเป็นแน่ ถึงได้ให้ข้าเตรียมพระราชโองการเอาไว้ด้วย”

เล่นกันถึงเพียงนี้เลยรึ พระราชโองการหาใช่มีไว้ใช้กับเรื่องไร้สาระพรรค์นี้ได้ จะให้พูด ฝ่าบาทเองก็ทรงดื้อรั้นมากพอกัน

แม่ทัพหนุ่มอดจะยิ้มอ่อนอย่างจำยอมไม่ได้

“ถ้าถึงขนาดนี้แล้วข้าเองก็คงไม่กล้าขัดอะไร”

“กลับไปหลับนอนให้เต็มอิ่ม แล้วสวมอาภรณ์หล่อเหลามาร่วมงานเลี้ยงคืนนี้เถอะนะท่านแม่ทัพ” หล่อเหลาอันใดกัน แม่ทัพหนุ่มกลั้วหัวเราะให้กับคำหยอกล้อนั้น

“ฝ่าบาททรงมีพระทัยกว้างใหญ่ยิ่งนัก ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ประสานโค้งลาก่อนจะขอตัวกลับไปยังจวนตระกูลหลี่เพื่อพักผ่อนตามคำบัญชาที่ได้รับมา หลี่จิ้งกระโดดขึ้นหลังม้าอีกครั้งก่อนควบทะยานออกไปจากวังหลวงมุ่งสู่จวนแม่ทัพซึ่งไม่ได้กลับไปเสียนาน หัวใจรู้สึกอบอุ่นทุกครายามได้กลับมาสู่บ้านของตน


 

“ยินดีต้อนรับกลับขอรับ คุณชายใหญ่” พ่อบ้านหลี่รีบปรี่เข้ามาทักทายผู้เป็นนายด้วยตนเองทันทีด้วยความยินดี หลี่จิ้งยิ้มรับให้กับถ้อยคำนั้นของชายชรา เขาลูบลำคอของอาชาคู่ใจก่อนจะปล่อยให้คนนำมันไปอยู่ในคอกดังเดิม

“ข้าน้อยให้คนเตรียมน้ำร้อนไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ไม่ทราบว่าคุณชายจะอาบหรือทานอาหารก่อนขอรับ”

“อาบน้ำก็แล้วกัน เดินทางพันลี้เหนียวตัวยิ่งนัก” หลี่จิ้งตอบพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ไม่มีใครจะรู้ใจเขาเท่าคนผู้นี้อีกแล้ว ชายชราดูแลหลี่จิ้งมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก ตั้งแต่ท่านพ่อและท่านแม่จากไปชายชราผู้นี้ก็เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่คนสุดท้ายที่เขาเหลืออยู่

กล่าวกันว่าตระกูลหลี่มากอำนาจ จัดเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงแต่กลับมิได้มีทายาทสืบสกุลไม่มากนัก หลี่เทียนมีบุตรชายหนึ่ง บุตรีสอง หลี่จิ้งเป็นบุตรคนโตทำหน้าที่สืบสกุล เข้ากองทัพตั้งแต่อายุสิบสี่สิบห้าร่วมฝึกด้วยความมุมานะ เขาเหมือนอัญมณีล้ำค่ามีทั้งพรสวรรค์และพรแสวงความสามารถเป็นที่ประจักษ์สามารถไต่ขึ้นมาถึงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ตั้งแต่อายุยังไม่ย่างเข้าวัยสามสิบ ส่วนน้องสาวทั้งสองคนของหลี่จิ้งปัจจุบันต่างออกเรือนกันไปหมดแล้ว หนึ่งในนั้นยังเป็นถึงพระชายาขององค์รัชทายาท

แม่ทัพหนุ่มเดินเข้าไปยังด้านในเรือนใหญ่อันเป็นเรือนพักสำหรับเจ้าบ้าน ปลดชุดเกราะและอาภรณ์สีหม่นที่สวมใส่อยู่ทั้งหมดออกไป ยิ่งพอได้ทอดกายลงไปในอ่างน้ำก็ยิ่งรู้สึกผ่อนคลาย ความเหนื่อยและเมื่อล้าทั้งหมดมลายหายไปจนสิ้น หลี่จิ้งปิดเปลือกตาลงก่อนจะนอนแช่น้ำอยู่อย่างทอดอารมณ์พักใหญ่ คิดว่าต่อจากนี้ก็จะขอนอนพักให้เต็มอิ่มก่อนจะไปร่วมงานเลี้ยงช่วงเย็น

งานเลี้ยงที่ฝ่าบาททรงจัดขึ้นเพื่อต้อนรับการกลับมาของกองทัพหลวงรวมถึงฉลองให้กับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของแคว้นฉีอีกด้วย

แค่คิดถึงสุราชั้นเลิศที่ถูกหมักอย่างดีของวังหลวงแม่ทัพหนุ่มพลันคิดว่าคืนนี้เขาก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว ต่อให้ตนจะไม่ได้นิยมชมชอบงานเลี้ยงหรือการร่ำสุราทว่าเพราะคลุกคลีอยู่ในกองทัพมาเนิ่นนาน นอกจากสุราและการพูดคุยสังสรรค์เป็นบางครั้งแล้วนับว่าช่วยปลอบประโลมจิตใจอันเหนื่อยล้าได้ดีเป็นอย่างมาก


 

วังหลวงยามค่ำคืนที่เคยเงียบสงบแต่ครานี้กลับเต็มไปด้วยแสงไฟประดับมากมาย เสียงดนตรีคละเคล้าไปตามทางเดิน ลานกว้างสถานที่จัดงานเลี้ยงคราคร่ำไปด้วยผู้คน นายทหารน้อยใหญ่รวมถึงเหล่าขุนนางดื่มด่ำไปกับบรรยากาศแสนครื้นเครง

แม่ทัพหนุ่มยิ้มรับให้กับเสียงชื่นชมยินดีจากคนรู้จักมากมาย ใบหน้าหล่อเหลาดูเกลี้ยงเกลากว่าครั้งแรกที่ได้พบ ผมเผ้ารุงรังเต็มไปด้วยคราบเกรอะกรังถูกชำระล้าง หลังทั้งซับทั้งสางจนเรียบร้อยดีแล้วค่อยมัดรวบขึ้นสูงอวดกรอบหน้าคมเข้มไร้เครื่องประดับดูเรียบง่ายทว่าสง่างามน่ามอง จากเสื้อเกราะมอมแมมถูกผลัดเปลี่ยนเป็นผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มราคาแพง ตัดเย็บและปักดิ้นเป็นลายเมฆสีฟ้าให้ความรู้สึกเคร่งขรึมอย่างคุณชายจากตระกูลชั้นสูงดึงดูดสายตาเหล่านางกำนัลทุกย่างก้าวที่เขาเดินผ่านไปแผ่กลิ่นอายของบุรุษเพศวัยยี่สิบแปดปี

รูปร่างสูงใหญ่ สองบ่ากว้างผ่าเผย เดินไปทางใดล้วนองอาจสมชายชาติทหาร ใบหน้าเรียบขรึมดูเข้าถึงยากไปบ้างแต่ก็ช่วยขับบุคลิกของชายหนุ่มให้เปี่ยมเสน่ห์น่าค้นหา ใบหน้าหรือก็หล่อเหลาน่าชม เสียดายก็แต่ท่านแม่ทัพหลี่ผู้นี้สนใจแต่จับดาบรบราไม่คิดแต่งฮูหยินเข้าตระกูล จนถึงตอนนี้ก็สมควรแก่การสร้างครอบครัวมีทายาทสืบสกุลแล้ว แต่จนแล้วจนรอด คุณหนูน้อยใหญ่ไม่ว่าจากตระกูลใดทั่วเมืองหลวงเคยส่งแม่สื่อเยี่ยมเยือนจวนแม่ทัพทั้งทางตรงทางอ้อมล้วนถูกปฏิเสธอย่างสุภาพ นี่คงไม่ได้คิดจะครองตนเป็นโสดตลอดไปกระมัง

ตระกูลหลี่เองก็เป็นหนึ่งในตระกูลที่มีชื่อเสียงรวมถึงอำนาจของแคว้นฉี แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่มากเท่าขุนนางคนอื่นแต่ก็ยังเป็นที่นับหน้าถือตา จากบารมีของบิดาอย่างอดีตแม่ทัพหลี่เทียนของตัวหลี่จิ้งเอง แม้ตอนนี้บิดามารดาจะจากไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอันใดเพราะตอนนี้หลี่จิ้งก็สามารถสร้างบารมีได้ด้วยตนเองเช่นกัน

ด้วยความสามารถทางการรบที่มีมาแต่วัยเยาว์ ความมุมานะ ความทะเยอทะยานจึงทำให้ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งแม่ทัพที่มีอายุน้อยที่สุด เสียงชื่นชมยินดีมีมากมาย แต่เสียงนินทาว่าร้ายก็มีไม่ต่างกัน เป็นธรรมดาของมนุษย์ ไม่มีใครได้เป็นที่รักและไม่มีใครได้เป็นที่เกลียดชังข้างใดข้างหนึ่งมากเสมอไป ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยผลประโยชน์ ยิ่งชีวิตในวังหลวงแห่งนี้ยิ่งยากจะหยั่งถึงนัก ซึ่งหลี่จิ้งเองก็เรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาพอสมควร

ช่วงเวลาดำเดินมาจนถึงช่วงดึก แสงจันทร์ตระหง่านอยู่กลางผืนฟ้า แม่ทัพหนุ่มแหงนหน้าชื่นชมความงามทางธรรมชาติเหล่านั้นในระหว่างเดินออกมาจากลานพิธี หลังสิ้นสุดในส่วนงานเลี้ยงฉลองไปแล้วและฝ่าบาทก็เสด็จกลับตำหนักตามกำหนดการ

หลี่จิ้งสองมือไพล่หลัง บ่ากว้างตั้งตรง เดินทอดน่องทางมาจนถึงเรือนรับรองทางทิศใต้ มันคือโถงจัดงานเลี้ยงที่แยกออกมาจากลานกว้างของงานพิธี ด้วยพระทัยอันล้นเหลือของฝ่าบาทได้ทรงจัดงานเลี้ยงให้กับเหล่าผู้นำชัยนอกเหนือจากงานเลี้ยงรวมด้านนอกโดยเฉพาะ ชายหนุ่มก้าวเข้ามาด้านใน เป็นเรือนขนาดไมใหญ่นัก ภายในถูกประดับด้วยม่านโปร่งสีแดงอย่างสวยงาม บรรยากาศไม่ต่างจากสถานเริงรมย์ทั่วไปนัก ชายหนุ่มกลั้วหัวเราะให้กับบรรยากาศโดยรอบ ไม่คิดว่างานเลี้ยงของฝ่าบาทที่ทรงภูมิใจนำเสนอเขานักหนาจะเป็นลักษณะนี้

เหล่าสาวงามมากมายเข้ามาต้อนรับและพาหลี่จิ้งเข้าไปนั่งยังจุดที่จัดเตรียมไว้ เขาพยักหน้าทักทายรองแม่ทัพคนสนิทรวมถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนที่คาดว่าคงจะหลบเลี่ยงงานเลี้ยงน่าเบื่อตรงลานพิธีมาที่นี่สักพักใหญ่แล้ว ดูได้จากใบหน้าแดงก่ำกับดวงตาของแต่ละคน พูดคุยสรวลเฮฮาไปกับเหล่าดรุณี

ดนตรีเสนาะหู บุปผางดงาม มองไปทางใดล้วนเจริญหูเจริญตา ท่ามกลางความสำราญเหล่านั้นคงมีเพียงหลี่จิ้งที่ไม่ได้รู้สึกอยากเข้าไปโอบกอดร่างบอบบางที่รายล้อมอยู่รอบกาย ทำเพียงนั่งหลังตรงร่ำสุราฟังดนตรีไปลำพัง

ฝ่าบาทช่างร้ายกาจเสียจริง ไม่แน่ใจว่าหากพวกขุนนางรู้ว่ามีงานเลี้ยงที่ไม่ต่างจากสถานเริงรมย์แบบนี้อยู่ในวังหลวงตาแก่เหล่านั้นจะว่าอย่างไรบ้าง

ฮ่องเต้พระองค์นี้แม้จะเอาการเอางาน ปกครองดูแลบ้านเมืองด้วยพระปรีชาสามารถ เหล่าประชาชนล้วนอยู่ดีกินดีสุขสบายทว่าทางด้านการหาความสำราญพระองค์เองก็เอาจริงเอาจังไม่ต่างกัน ทรงชื่นชอบงานเลี้ยงรื่นเริงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการแสดงดนตรีและร่ายรำ ดังนั้นในเมืองหลวงจึงมีสถานเริงรมย์ถูกกฎหมายผุดขึ้นไม่ต่างจากดอกเห็ด ทุกๆ เจ็ดวันจะต้องมีหนึ่งวันที่เชิญคนจากหอสดับบุปผาเข้าวัง

ว่ากันด้วยเรื่องหอสดับบุปผา อาจเรียกได้ว่าเป็นสถานเริงรมย์แห่งแรกที่ใกล้ชิดกับวังหลวงมากที่สุด ภายในมากด้วยสาวงามพร้อมให้ใช้งานหาความสำราญได้ทุกประเภท ว่ากันว่าเจ้าของเป็นสตรีผู้หนึ่งอดีตเคยเป็นอนุของขุนนางใหญ่ ปัจจุบันขุนนางผู้นั้นลากลับไปหาบรรพบุรุษแล้วนางจึงหอบสมบัติที่แอบซุกซ่อนเอาไว้ออกมาเปิดกิจการของตนเอง เดิมทีก็เป็นเพียงหอคณิกาเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่ด้วยความที่ยังพอรู้จักขุนนางหลายคน อาศัยประสบการณ์อดีตนางคณิกาเก่าออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์สร้างเส้นสายมากมายจนสามารถขยับขยายกิจการให้ใหญ่โตขึ้นได้

ฟางซินเหลียนยามเป็นอนุก็พอมีเส้นสายบ้างแต่หากย้อนกลับไปสมัยยังอยู่ในหอคณิกานางนับเป็นอันดับหนึ่งในอดีตกาล รู้จักคนมากมาย มีทักษะเยี่ยมยอดทั้งวาจาและกิริยาตอนทำงานก็รู้จักคนไม่น้อยปัจจุบันจึงมีชื่อเสียงพอตัว จากหอนางโลมเปลี่ยนฉากหน้ามาเป็นหอดนตรีที่ขึ้นเรื่องรวบรวมสาวงามที่สุดในเมืองหลวงเอาไว้มากที่สุด นอกจากความงามเลิศแล้วฝีมือทางด้านดนตรีก็ไม่เลว เรื่องบนเตียงก็มิขาดตกบกพร่อง ดังนั้นไม่ว่าจะขุนนางเล็กใหญ่หรือคุณชายบ้านไหนล้วนชมชอบมานั่งฟังดนตรี ดูระบำสาวงามร่ำสุราหาความสำราญที่นี่ อันเป็นที่มาของคำว่าสดับบุปผา เส้นสายก็ส่วนหนึ่งชื่อเสียงที่สั่งสมมานานก็อีกส่วนหนึ่งจนในที่สุดก็สามารถไต่เต้าจนเข้ามาทำงานใกล้ชิดวังหลวงได้

เดิมทีเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นที่ทัดทานของเหล่าขุนนางไม่น้อย ต่อให้ฉากหลังคนเหล่านั้นเองก็ชมชอบเดินทางไปหอสดับบุปผาแต่ฉากหน้าก็มิอาจให้ฝ่าบาทนำพระเกียรติของตนเองมาคลุกคลีกับสถานเริงรมย์ แต่นานวันเข้าด้วยความประนีประนอมสุดท้ายก็กลายเป็นดังเช่นปัจจุบัน แม้จะมีคนจากหอสดับบุปผาแวะเวียนเข้ามา แต่ฝ่าบาทเพียงชมชอบฟังดนตรีเท่านั้น บางครั้งก็ใช้งานพวกเขาในงานเลี้ยงฉลองต่างๆ มิได้ยุ่งเกี่ยวเรื่องอื่น

“ขอบคุณ” หลี่จิ้งยิ้มรับให้กับสาวงามหน้าตาอ่อนหวานคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้ยังเป็นหนึ่งในนางระบำ ร่ายรำต่อหน้าพระพักตร์ตรงลานพิธีมอบความสำราญทางใจ ตอนนี้เมื่อช่วงพิธีการจบสิ้นลงก็ผันตัวมาเป็นผู้ให้ความบันเทิงทางกายบ้าง เธอเข้ามาช่วยรินสุราให้ หลี่จิ้งรับจอกนั้นมาไม่คิดอิดออดพลางคิดว่าต้องใช้เงินสักเท่าไหร่กันถึงจะรวบรวมสาวงามเหล่านี้มาปรนนิบัติได้ภายในคืนเดียว ได้ยินว่าค่าตัวของหญิงคนหนึ่งต่อการปรนนิบัติหนึ่งคืนล้วนต้องใช้เงินตำลึงทองทั้งสิ้น จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ

“ข้าได้ยินว่าท่านแม่ทัพได้ไปเยือนทางใต้มา สาวงามที่นั่นเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ งามกว่าหรือไม่”

“สาวงามมากล้นทั่วสารทิศ ไหนเลยจะตัดสินได้เพียงเพราะคำพูดของข้าเพียงคนเดียว”

ฟังคำตอบนี้แล้วก็ออกจะน่าเบื่ออยู่บ้าง ถึงแม้ผู้คนในที่นี้ล้วนทราบดีว่าท่านแม่ทัพหลี่จับดาบฝึกรบชำนาญศึกมาตั้งแต่เยาว์วัย สายตาหาได้มีไว้ชมเชยสิ่งสวยงามไม่ ได้ยินว่าฝ่าบาททรงมีความคิดจะมอบสมรสพระราชทานให้เขาหลายครั้งแต่สุดท้ายถูกปฏิเสธทางอ้อมร่ำไป แต่บุรุษล้วนเป็นบุรุษมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับคนงามจะมิเกิดความรู้สึกพึงใจเลยหรือ? ดังนั้นเธอจึงเปลี่ยนบทสนทนาไปยังเรื่องราวการศึกแทน

ปากไม่หยุดมือก็ยังคงคอยเติมจอกสุราไม่หยุด กล่าวเสียงออดอ้อนพยายามเอาใจเผื่อว่าตนเองจะมีโชคใหญ่กับเขาบ้าง ทางด้านหลี่จิ้งตราบใดที่นักระบำผู้นี้ยังไม่ทำตัวเกินขอบเขตล่วงเกินจนร่างกายชิดใกล้กันเขาก็จะยังคงไว้ไมตรีดื่มด่ำกับงานเลี้ยงเรื่อยเปื่อย จวบจนกระทั่งบรรยากาศรอบตัวค่อยๆ เงียบลง ท่วงทำนองหวานหูดังขึ้นเรียกความสนใจของผู้คนทั้งหมดให้จับจ้องไปยังผู้บรรเลงที่มาใหม่

ปลายนิ้วไล้ไปตามเส้นเอ็น ตวัดพลิ้วจนเกิดจังหวะ จังหวะรัวเร็วชวนให้รู้สึกรื่นเริงช่วยขับกล่อมบรรยากาศของงานเลี้ยงให้สนุกสนานครื้นเครงยิ่งกว่าเดิม หลี่จิ้งวางจอกสุราลงโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเผลอจับจ้องไปยังภาพตรงหน้าราวถูกตรึงเอาไว้ด้วยมนต์แห่งท่วงทำนอง

คนผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงกลางเก้าอี้ตัวยาวรอบกายถูกประดับไปด้วยผ้าม่านสีอ่อน ใบหน้าหมดจดล้อมกรอบด้วยเกสาดำขลับพลิ้วไสวไปตามจังหวะการขยับตัว เครื่องดนตรีรูปร่างคล้ายสาลี่ผ่าซีกถูกวางไว้อยู่บนตักสองมือเรียวสวยบรรเลงบทเพลงสนุกสนาน ดวงตาเรียวโค้ง ริมฝีปากสีชาดยิ่งขับให้ใบหน้าหวานนั้นเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ รับกับผิวขาวนวลถูกปกคลุมด้วยชุดไหมสีแดง ตรงชายปักลายดอกโบตั๋นขับให้ผู้สวมใส่ดูงดงามราวกับภาพวาด

ลึกลับ ซ่อนเร้น

หลี่จิ้งเผลอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อดวงตาคู่สวยนั้นเลื่อนขึ้นมาสบโดยบังเอิญ

ภาพตรงหน้าเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้ นัยน์ตาสีเข้มปรายขึ้นตรึงผู้จ้องมองไว้ราวมนต์สะกด

ราวกับร่างกายไร้การควบคุม

รบมากว่าร้อยครั้งเผชิญหน้ากับอันตรายมาครึ่งชีวิตแต่ไม่เคยมีสายตาคู่ใดที่ก่อให้เกิดความรู้สึกสั่นไหวได้เท่าดวงแก้วตรงหน้า

หลี่จิ้งไม่อาจละสายตาจากสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าได้ แม้แต่เหล่าสาวงามที่กำลังระบำไปตามจังหวะเพลงหรือเหล่าสาวงามข้างกายไม่สามารถดึงความสนใจของเขาไปได้เลย

ใครกัน

หลี่จิ้งแน่ใจว่าไม่เคยพบเจอคนผู้นี้มาก่อนถึงแม้จะไม่ใช่พวกชื่นชอบเที่ยวสถานเริงรมย์บ่อยครั้ง แต่ก็มั่นใจว่าไม่เคยเจอใคร...

งดงามเช่นนี้


 

วิ๊ง

พูดคุยกันได้ที่ #คีตะบุปผา

Twitter @Monrita_novel

Facebook : Monrita

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #3 _ppeanut (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:47
    เอาแล้ววๆๆๆๆ
    #3
    0
  2. #2 Recekalte (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:03
    ตกหลุมรักซะแล้ว ><
    #2
    0