เรื่องสั้น : คีตะบุปผา (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 2 : บทที่ 2 นักดนตรีในคืนในนั้น [1/2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 240
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    23 ก.พ. 63

 

 

*เนื้อหาที่ลงเป็นต้นฉบับดิบที่ยังไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์อักษร หากพบคำผิดตกหล่นขออภัยค่ะ*

 

 

 

น่าแปลก

ทำนองเพลงในคืนงานเลี้ยงยังคงตามมาหกหลอนแม้จะผ่านมาแล้วหลายวัน ไม่ต่างอะไรเลยกับใบหน้าหวานนั้น

กวนใจเหลือเกิน

สลัดเท่าไหร่ก็ไม่ออก รู้สึกรำคาญใจจนต้องออกมาเดินเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่ในเมือง หลังจบสงครามชายแดนที่ยืดเยื้อมานานในที่สุดแม่ทัพหลี่ก็ได้ชีวิตอันสงบสุขของตนเองกลับมา ตื่นเช้าฝึกดาบ ยามสายอ่านตำรา พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับสหายเหมือนเมื่อครั้งยังเยาว์วัย

มันก็ผ่านมานานมากแล้วจริงๆ

หลี่จิ้งอาศัยอยู่กลางสนามรบ คุณภาพชีวิตไม่ได้ดีมากนัก วันทั้งวันเฝ้าคิดถึงแต่กลยุทธ์การรบ วางแผนเพื่อคว้าชัย ไม่เคยจะมีสักวันได้ทอดอารมณ์หรือนอนหลับสนิท ยิ่งข่าวคราวจากในเมืองหลวงไม่ต่างจากถูกตัดขาด กลับมาครั้งนี้เขาพบว่าสหายที่เคยร่วมเล่นด้วยกันในวันวานบัดนี้ต่างสร้างครอบครัว มีทายาทสืบสกุลกันหมดแล้ว

ไม่อาจทราบว่าเดินเรื่อยมานานแค่ไหน กว่าจะรู้ตัวสองเท้าก็มาหยุดยังสถานที่แห่งหนึ่ง แม่ทัพหนุ่มยกมือขึ้นเกาหัวเล็กน้อยก่อนเงยหน้ามองป้ายไม้ถูกเขียนด้วยอักษรอย่างสวยงามตัวใหญ่ชัดเจน สาวงามสองนางที่กำลังยืนยิ้มให้เขาอยู่หน้าประตูตอบได้ไม่ยากเลยว่าตัวเองกำลังอยู่ที่แห่งใด

หอสดับบุปผา

สถานดนตรีขนาดใหญ่ที่มอบความรื่นรมย์ให้แก่ผู้มาเยือน เพียงแค่ก้าวเข้าไปก็สามารถพบได้ตั้งแต่คนชนชั้นกลาง ไปจนถึงขุนนางน้อยใหญ่ หลี่จิ้งได้ยินว่าบุตรชายของเสนาบดีกรมคลังเป็นผู้สนับสนุนหลักสถานที่แห่งนี้อยู่ อายุอานามก็ใกล้เคียงกัน แต่หลี่จิ้งก็ยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักคุณชายเซี่ยสักครั้ง ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้มาเที่ยวแบบนี้บ่อยนัก

นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่สถานดนตรีแห่งนี้มีโอกาสได้ทำงานให้กับวังหลวงด้วย

“คุณชายท่านนี้ คล้ายว่ากำลังมองหาใครบางคน”

หัวหน้าคนงานที่คาดว่าทำหน้าที่ดูแลแทนเจ้าของสถานดนตรีแห่งนี้เข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร จากคำถามอีกฝ่ายก็คงเดาออกว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ตั้งใจมาเที่ยว เป็นธรรมดาของคนที่ทำงานมานานจนสามารถมองออกว่าลูกค้าแต่ละคนต้องการสิ่งใด

“ข้า...” หลี่จิ้งเงียบไปอย่างรู้สึกสับสน เนื่องจากว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาตั้งแต่แรก

“ข้าน้อยมีนามว่าเฉินเสียง เป็นผู้ดูแลของหอสดับบุปผา” ชายวัยกลางคนเอ่ยแนะนำตัวพร้อมโค้งคำนับอาคันตุกะสูงศักดิ์ “ขอเรียนถาม มิทราบว่าคุณชายมีผู้ใดที่อยากพบเป็นพิเศษหรือขอครับ หากเป็นนักดนตรีคุณชายสามารถบอกชื่อมากับเราได้”

ขึ้นมาเป็นหัวหน้าคนงานได้ย่อมต้องมิใช่คนที่มีหูตาธรรมดา ผู้ดูแลวัยกลางคนมองปราดเดียวก็ดูออกว่าคนหนุ่มผู้นี้ต้องเป็นคุณชายร่ำรวยสักบ้าน หน้าตาหล่อเหลา ท่าทางสง่าผ่าเผย สวมใส่อาภรณ์เนื้อดีสะอาดสะอ้าน โดยเฉพาะหยกประดับสีขาวที่ห้อยอยู่ข้างเอวบ่งบอกทันทีว่ามาจากตระกูลใหญ่ โดยส่วนมากคนประเภทนี้นิยมหวานไม่นิยมคาว ยิ่งอายุน้อยยิ่งชอบหาความสำราญกับนักดนตรีมากกว่านางโลม

คนภายนอกทั่วไปอาจจะไม่รู้ว่านักดนตรีบางคนก็สามารถปรนนิบัติอุ่นเตียงเช่นกัน และสาวงามประเภทนี้เป็นที่ชื่นชอบกับแขกชั้นสูงมากเนื่องจากยังคงความสดใหม่ รับงานน้อย แต่ในหมู่ขุนนางหรือคุณชายจากตระกูลชั้นสูงจะทราบกันเองดีและมักจะมาติดต่อแบบลับๆ ราคาค้างคืนก็มากกว่านางโลมอันดับถึงสามเท่า เพราะนอกจากจะให้ความบันเทิงทางใจแล้วยังสามารถให้ความบันเทิงทางกายอุ่นเตียงได้

“คนที่เล่นดนตรีในงานเลี้ยงคืนก่อน...” ผู้ดูแลเฉินเลิกคิ้ว ซึ่งหลี่จิ้งเองก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าต้องบอกอย่างไร เขาไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับอีกคนเลย แม้กระทั่งเครื่องดนตรีแปลกตาที่ตนไม่สันทัดก็ทำให้ได้แต่กล่าวไปเพียงครึ่งประโยคเช่นนั้น “ในเรือนรับรอง...”

ตามปกติแล้วคนจากหอสดับบุปผาไม่รับงานเลี้ยงด้านนอก ดังนั้นงานเดียวที่ชัดเจนย่อมหมายถึงวังหลวงและพอได้ยินหลี่จิ้งกล่าวถึงเรือนรับรองผู้ดูแลเฉินก็นึกออกทันที

“เรือนรับรอง...คุณชายหมายถึงซือซือหรือขอรับ”

นามว่าซือซืออย่างนั้นหรือ

หลี่จิ้งท่องนามนั้นในใจซ้ำๆ

“ข้าพบนางได้หรือไม่”

“นาง?” ผู้ดูแลเฉินเลิกคิ้วสูงยิ่งกว่าเดิมก่อนจะยกมือขึ้นเกาหัวแกรก บนใบหน้าแสดงความกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงตอนเอ่ยออกมาก็มีความอึดอัดอยู่หลายส่วน“เรียนคุณชาย คือว่า...”

“...”

 

มิใช่สตรี

แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ภายในหัวกำลังพยายามประมวลผลหลากหลายความคิดซึ่งตีรวนอยู่ข้างในหลังจากได้รับคำอธิบายจากผู้ดูแล

โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายก่อนจะขอตัวจากไปนั่น...

‘เรียนคุณชาย ท่านสามารถพบซือซือได้ แต่ข้าน้อยต้องขอบังอาจบอกไว้ก่อนว่าเขาไม่สามารถปรนนิบัติได้ขอรับ อายุของเขายังน้อยเกินไปที่จะเริ่มฝึก’

‘ปรนนิบัติ?’ หลี่จิ้งจำสีหน้าตนเองตอนนั้นได้ดีว่ามันประหลาดมากแค่ไหน สิ่งใดคือปรนนิบัติ? สิ่งใดคือยังมิอาจฝึกได้? ‘ไม่ใช่ว่าเขาเป็นนักดนตรีหรือ’

ผู้ดูแลยังคงอธิบายในเรื่องที่หลี่จิ้งไม่เข้าใจต่อ

‘โดยปกติแล้วมาตรฐานของนักดนตรีจะต่างจากนางคณิกา มีบางคนที่สมัครใจเป็นอี้จี[1]ก็จริงแต่พวกเขาจะเริ่มงานแบบนี้ได้เมื่ออายุครบยี่สิบปีเต็ม และรับโดยสมัครใจ สำหรับซือซือแล้ว...เด็กคนนั้นไม่ประสงค์...’

แค่คำว่าคณิกาหลุดออกมาคำแรกก็กระจ่างแจ้ง ใบหน้าของหลี่จิ้งมืดครึ้มขึ้นทุกวินาที แม่ทัพหนุ่มสูดลมหลายใจเข้าลึก คำพูดยืดยาวของผู้ดูแลในประโยคหลังไม่ได้เข้าสู่โสตประสาทของชายหนุ่มอีกแล้ว เขารีบยกมือขึ้นปรามให้ผู้ดูแลเงียบอย่างอดทน

‘ข้ามิได้ต้องการให้ใครมาปรนนิบัติเช่นนั้น เพียงแค่อยากพบนักดนตรีเท่านั้น’

หลังกล่าวจบบรรยากาศกระอักกระอ่วนก็มลายหายไปทันที ผู้ดูแลเฉินมีสีหน้าดีขึ้นกว่าเดิมก่อนจะกระตือรือร้นพาตนเข้ามายังห้องรับรองห้องหนึ่งบนชั้นสองของเรือนหลัก ภายในห้องมีขนาดไม่ใหญ่มาก การตกแต่งหรูหราเน้นดอกไม้และเครื่องเรือนลวดลายสีฉูดฉาด บนผนังยังมีภาพวาดแขวนประดับเอาไว้ประปราย ทุกภาพล้วนมาจากจิตรกรมีชื่อ มีทั้งภาพดอกไม้ ภาพทิวทัศน์ มุมหนึ่งมีกำยานถูกจุดเอาไว้ส่งกลิ่นหอมผ่อนคลายโชยเอื่อยเป็นระยะ

หลี่จิ้งถูกเชิญให้ไปนั่งยังโต๊ะไม้กลางห้อง ระหว่างรอมีสาวใช้เข้ามารินน้ำชาจัดแจงของว่างให้ หลี่จิ้งไม่ได้สนใจพวกนางนัก เวลานี้ใบหน้าอาจจะยังคงเคร่งขรึม ทว่า ในใจของชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศรอบกายมาก เป็นครั้งแรกกับการก้าวเข้ามาในสถานที่แบบนี้และรู้สึกไม่ชินเอาเสียเลยกับการต้องถูกสาวงามปรนนิบัติ

แม้แต่จวนแม่ทัพของตน สาวใช้ก็มีจำนวนไม่มาก ส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในห้องครัวกับงานประเภทซักล้าง หลี่จิ้งรักความเรียบง่าย บ่าวที่เลี้ยงไว้ช่วยดูแลเรื่องความสะอาดทั่วไปภายในบ้านมักจะเลือกบุรุษมากกว่า เรื่องภายในจวนส่วนใหญ่ล้วนยกให้พ่อบ้านหลี่จัดการ นับรวมดูแล้วมีไม่ถึงสิบคนแตกต่างจากจวนของขุนนางทั่วไป

หลี่จิ้งยกชาขึ้นจิบ เหม่อลอยย้อนคิดไปถึงการกระทำของตนเอง กระทั่งคนที่กวนใจเขามาตลอดหลายวันนี้กำลังโค้งตัวลงต่ำให้ตรงหน้า จวบจนใบหน้าหวานนั้นเงยขึ้นมาสบกัน หลี่จิ้งก็ยังสับสน

เด็กหนุ่มผู้นี้

ใช่ เขาไม่ได้พูดผิด แต่คนตัวเล็กในชุดผ้าแพรสีฟ้าครามตรงหน้านี้คือนักดนตรีเด็กหนุ่มหนึ่งเดียวของหอสดับบุปผาจริง

ผู้ดูแลกล่าวกับหลี่จิ้งว่าซือซือคือเด็กกำพร้าที่ฟางซินเหลียน เจ้าของหอสดับบุปผาแห่งนี้รับอุปการะเข้ามาเมื่อตอนอายุราวเจ็ดแปดขวบ เด็กคนนี้ไร้ทั้งชื่อและแซ่ คราแรกให้เป็นบ่าวทำงานอยู่หลังเรือนพำนักของอี้จีกับนักดนตรีแต่พอเห็นว่าเด็กน้อยขยันขันแข็งอีกทั้งยังมีความสนใจในดนตรี ที่ผ่านมาก็ทำตัวว่าง่ายจิตใจดีมาตลอดจึงเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของเหล่าพี่สาวในเรือนด้านหลังมาก พวกนางจึงช่วยสอนดนตรีให้ มิคาดว่าซือซือมีพรสวรรค์ ฝึกฝนอยู่หลายปีอาศัยลักจำเลียนแบบนักดนตรีเหล่านั้น ต่อมาฟางซินเหลียนเห็นว่าพอใช้งานได้จึงพามาฝึกฝนจริงจังจนได้เป็นหนึ่งในนักดนตรีประจำของหอสดับบุปผา

หลี่จิ้งทอดมองคนที่ยังคงค้อมตัวอยู่เบื้องหน้า ท่าทีไร้เดียงสาและสั่นกลัวเล็กน้อยนั้นช่างแตกต่างจาก‘ความลึกลับ ซ่อนเร้น’ ที่ได้เห็นในงานเลี้ยงคืนนั้นจนนึกประหลาดใจ

ในขณะที่หลี่จิ้งกำลังขบคิดทางซือซือเองก็รู้สึกหวั่นวิตกไม่ต่าง เป็นครั้งกับการถูกเรียกเข้ามาพบแขกตามลำพังในห้องรับรอง

ตั้งแต่ฝึกฝนจนสามารถเข้ามาเป็นหนึ่งในนักดนตรี ปีนี้ก็เป็นปีที่สองแล้ว นายหญิงให้เด็กหนุ่มคอยร่วมบรรเลงกับเหล่านักดนตรีตามตารางจัดแสดงซึ่งจะมีทุกๆ สามวัน ไม่เคยเข้าไปบรรเลงให้แขกคนใดฟังเป็นการส่วนตัว ยามปกติเมื่ออยู่รวมกับเหล่าพี่ชายพี่สาวนักดนตรีหน้าตาของซือซือนับว่าไม่ได้โดดเด่นจนสะดุดตาแขก ยังมีคนที่งามกว่านี้มาก ฝีมือดีกว่านี้มาก

งานที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในชีวิตที่ซือซือได้รับความเมตตาจากนายหญิงให้มีโอกาสได้ติดตามไปแสดงความสามารถก็คงเป็นงานเลี้ยงต้อนรับกองทัพเมื่อหลายวันก่อน

“เจ้า” หลี่จิ้งเปิดปากในที่สุด ได้ยินดังนั้นซือซือจึงยิ่งค้อมตัวนอบน้อมมากกว่าเดิมทำเอาคนมองนึกเอ็นดูในใจ ก้มจนหน้าผากโขกกับพื้นแล้วนั่น

“ขอรับคุณชาย”

“เป็นนักดนตรีของที่นี่หรือ”

“เรียนคุณชาย ปีนี้นับเป็นปีที่สองแล้วขอรับ”

หลี่จิ้งครางรับ“เล่นสิ่งใดได้บ้าง”

“พวกเครื่องสายล้วนเล่นได้ แต่ผีผาจะคล่องที่สุดขอรับ”

ผีผา? หมายถึงสิ่งที่ใช้บรรเลงในคืนนั้นสินะ หลี่จิ้งเงียบไปแน่นอนว่าซือซือเองก็มิกล้าเอ่ยสิ่งใดขึ้นมาต่อเช่นกัน ด้วยตนนั้นไร้ความสามารถ ไม่ได้ช่างพูด ชำนาญการเอาใจแขกเหมือนพี่สาวคนอื่นๆ จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่นายหญิงให้ซือซือเล่นดนตรีเฉพาะที่จัดตามรอบการแสดงเท่านั้น

“แล้วตอนนี้เล่นได้หรือไม่”

ซือซือสะดุ้งเพราะกำลังจมอยู่กับความคิดตัวเอง พอจู่ๆ ก็ถูกถามตอนตอบจึงมีท่าทางตะกุกตะกักเล็กน้อย

“ระ เรียนคุณชาย โดยปกติแล้วได้ขอรับเพียงแต่ตอนนี้ซือซือมิได้พกเครื่องดนตรีติดตัวมา...”

วันที่มิได้ทำการแสดง ซือซือมักจะอยู่ในเรือนพักด้านหลังของนักดนตรีตลอด ไม่ออกมาเดินเพ่นพ่านด้านหน้า ฝึกซ้อมการแสดงบ้าง ช่วยทำความสะอาดเหมือนตอนยังเป็นเด็กบ้าง บางครั้งก็ช่วยสอนดนตรีให้กับเด็กๆ ที่นายหญิงพึ่งรับมาใหม่ ไม่ได้ออกไปพบปะผู้คนหรือไม่ได้มีใครเรียกหา ดังนั้นตอนถูกผู้ดูแลเฉินเรียกมาก็ทั้งตกใจทั้งตื่นเต้น รีบร้อนมาตัวเปล่าเสียอย่างนั้น

“เช่นนั้นไม่เป็นไร เจ้ามาดื่มเป็นเพื่อนข้าก็พอ”

ซือซือค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ดวงตากลมโตกลอกไปมาด้วยความประหม่า เขาช่วยรินชาให้บุรุษตรงหน้าแล้วถึงค่อยรินของตนเองบ้าง

ผ่านไปเกือบชั่วยามแต่บนโต๊ะกลับไร้ซึ่งเสียงสนทนา หลี่จิ้งทำอย่างที่พูด เขาบอกให้มานั่งดื่มชาเป็นเพื่อนก็ทำเพียงดื่มชาจริง ดื่มอยู่พักใหญ่ก็ขอตัวกลับออก

ซือซือโค้งตัวส่งคุณชายด้วยท่าทางนอบน้อมเช่นเดิม ในใจรู้สึกกังวลยิ่ง คุณชายมิได้กล่าวสิ่งใดเลย เขาบอกเพียงว่าจะไปก็ไปเช่นนั้น

หรือว่าจะไม่พอใจกันนะ

ซือซือน้อยได้แต่ขบคิดจนปวดหัว บางทีคุณชายผู้นั้นอาจจะอารมณ์เสียจริงที่ตนสะเพร่าลืมพกเครื่องดนตรีมาด้วย ในเมื่อเรียกนักดนตรีมาก็มิใช่เพราะต้องการฟังดนตรีหรอกหรือ แต่นักดนตรีผู้โง่เขลาคนนี้กลับเดินมาตัวเปล่าแล้วจะให้คุณชายฟังอันใดกัน

เด็กหนุ่มโขกศีรษะตนเองลงกับโต๊ะ พร่ำบ่นถึงความไม่รอบคอบของตนเอง หารู้ไม่ว่าเหตุที่หลี่จิ้งทำเช่นนั้นเพียงเพราะต้องการมาเพื่อพบหน้าเด็กหนุ่ม ไม่ได้มีกะจิตกะใจอยากจะฟังเพลงใดตั้งแต่แรก ส่วนที่เอาแต่นั่งเงียบขรึมมิยอมพูดจาก็เป็นเพราะเขาไม่รู้จะพูดสิ่งใด

หลี่จิ้งอยู่แต่ในสนามรบ ชีวิตวัยเยาว์ก็อุทิศไปให้การฝึกซ้อม ไร้ซึ่งประสบการณ์รักใคร่จึงทำได้เพียงนั่งเงียบเหมือนคนโง่งม หากจะโทษก็คงต้องโทษบุคลิกเคร่งขรึม พูดน้อยของตนเองที่ส่งเสริมให้ท่านแม่ทัพหลี่แผ่กลิ่นอายของบุรุษผู้เย็นชาตลอดเวลา

ส่วนที่ต้องรีบกลับนั้นเป็นเพราะตอนนี้ได้เวลากลับไปฝึกซ้อมรอบบ่ายของเหล่าทหารแล้วต่างหาก ซึ่งหากมีเวลาว่างอยู่ติดเมืองหลวงเช่นนี้หลี่จิ้งมักจะเป็นผู้ควบคุมการฝึกด้วยตนเองเสมอ

เขาไม่รีบร้อน เพราะหลังจากวันนั้นหลี่จิ้งก็ยังคงแวะเวียนมานั่งฟังดนตรีเป็นการส่วนตัวที่หอสดับบุปผาอีกหลายครั้ง ทุกครั้งที่มาเยือนก็มักจะนั่งจิบชาฟังเพลงเพียงครึ่งชั่วยามแล้วจากไป ทั้งสองมิได้สนทนากันมากมายแต่ความคุ้นเคยกลับเพิ่มมากขึ้นทุกวันจนระยะหลังมานี้เด็กหนุ่มนักดนตรีเลิกหวาดกลัวคุณชายผู้เคร่งขรึมแล้ว บางครั้งยังช่วยแนะนำชาชนิดต่างๆ ของหอสดับบุปผาหรือแม่แต่เมนูพิเศษประจำวันให้คุณชายได้ลองชิม

วันนี้ก็เป็นวันที่หลี่จิ้งคิดจะแวะไปใช้เวลาพักผ่อนในหอสดับบุปผาเช่นกันแต่คงไปช้าสักหน่อย

ตอนเช้าหลี่จิ้งตื่นขึ้นมาฝึกยุทธตามกิจวัตร พอช่วงสายก็เริ่มรับประทานอาหารหลังจากนั้นก็เดินไปยังโถงรับแขกเพื่อจัดการบรรดาของกำนัลจากฝ่าบาทที่ทรงประทานมาให้เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนในการคว้าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้

ของก็ส่งมาหลายวันแล้วแต่เขาไม่มีเวลาสนใจเลยสักนิด พอวันนี้ว่างหน่อยจึงต้องรีบมาจัดระเบียบให้เรียบร้อย พ่อบ้านหลี่คอยช่วยเปิดบรรดาหีบไม้ที่วางกระจายอยู่ตรงหน้าอีกทั้งยังเป็นคนที่คอยช่วยอธิบายรวมถึงจดบันทึกของมีค่าทั้งหมดตามหมวดหมู่ เพื่อง่ายต่อการจัดเรียง

“ผ้าไหมมีทั้งหมด200 พับขอรับ ทองคำอีก200 แท่ง โสม100 ชั่ง...” พ่อบ้านหลี่รายงานบรรดารางวัลพระราชทานทั้งหมดโดยมีคนอีกสองคนคอยช่วยยกของประเภทเดียวกันวางรวมกัน

เมื่อของประเภทใหญ่ๆ ถูกจัดการแล้วก็ถึงคราวของชิ้นเล็กบ้าง พ่อบ้านหลี่เปิดดูกล่องไม้สีดำสลักลวดลายสีทองทีละกล่อง ด้านในเป็นเครื่องประดับชิ้นเล็กมีทั้งปิ่น กวาน แหวน และอีกหลากหลาย ข้าวของเหล่านี้มีทั้งสำหรับบุรุษแลสตรี โดยปกติแล้วมักจะมีไว้มองให้ภรรยาของขุนนางผู้ได้รับพระราชทานรางวัล แต่หลี่จิ้งไม่มีภรรยา เขาจึงคิดจะนำมันฝากไปให้บรรดาน้องสาวทั้งสองคน

“กล่องนี้เป็นกำไลหินขอรับ” พ่อบ้านหลี่ส่องกล่องไม้หน้าตาเรียบง่ายกล่องหนึ่งมาให้ผู้เป็นนายพร้อมอธิบายว่า “นี่เป็นกำไลหินที่มาจากเผ่าทางใต้ขอรับ”

หลี่จิ้งรับกล่องไม้จากพ่อบ้านมาพิจารณา ตัวกำไลเรียบง่าย ทว่า สิ่งที่ทำให้มันดูพิเศษคือหินที่ถูกร้อยเรียงทุกชิ้นล้วนต่างสีกัน ตัวหินมีลักษณะกลมมนผิวสัมผัสเรียบลื่นเย็นจัด ขนาดเล็กเหมาะกับข้อมือของสตรีหรือบุรุษกลุ่มพิเศษ

ในใจเขานึกถึงใครบางคน หากซือซือได้สวมมันคงงดงามไม่น้อย ยิ่งผิวของอีกขนขาวกระจ่าง ข้อมือเรียวบางหากถูกกำไลหินเส้นนี้ประดับเอาไว้คงจะดี

หลี่จิ้งเก็บกำไลเส้นนั้นไว้ในอกเสื้อสร้างความประหลาดใจต่อพ่อบ้านหลี่ คุณชายใหญ่ผู้นี้แต่เดิมมิใช่พวกชื่นชอบเครื่องประดับ อาจเพราะบุคลิกของชายชาตินักรบจึงมักแต่งกายเรียบง่ายเสมอ แม้แต่ผ้าผูกศีรษะยังเป็นแค่ผ้าแถบธรรมดา ปิ่นสักอันยังไม่คิดหยิบมาปัก ยามนี้สังเกตเห็นหลี่จิ้งให้ความสนใจกับกำไลหินเส้นนี้เป็นพิเศษ ในใจของพ่อบ้านหลี่จึงค่อนข้างซับซ้อน

คงมิใช่อยากจะเก็บไปไว้มอบให้นางในดวงใจหรอกกระมัง แต่หากเป็นอย่างนั้นก็นับเป็นเรื่องน่ายินดี จวนแม่ทัพแห่งนี้เงียบเหงาไร้ชีวิตชีวามานานแล้วอีกทั้งคุณชายใหญ่ก็ไม่คิดแต่งภรรยาเสียทีพ่อบ้านหลี่ซึ่งทำงานรับใช้ตระกูลหลี่มานานก็นึกกังวลแทนนายท่านกับฮูหยินไม่น้อย

คุณหนูทั้งสองหรือก็ล้วนแต่งเข้าตระกูลอื่นไปร่วมปี ตามธรรมเนียมไม่ค่อยถูกต้องนัก บุตรคนแรกสมควรจะได้ตบแต่งก่อน แต่ตระกูลหลี่นั่นแปลกประหลาดเพราะคุณชายใหญ่หาได้พึงใจสตรีนางใด วันแล้ววันเล่าเอาแต่ขี่ม้าจับอาวุธทำเรื่องอันตรายอยู่ในสนามรบ จนแล้วจนรอดมีแม่สื่อมาต่อแถวรอถึงหน้าจวนคุณชายก็มิสนใจ พ่อบ้านหลี่รู้สึกปวดใจไม่น้อย

สารทฤดูปีนี้คุณชายก็ใกล้จะสามสิบแล้วเดิมทีควรมีบุตรชายสักคนที่โตพอจะช่วยงานได้แล้วด้วยซ้ำ เขาก็หวังแต่ว่าคุณชายจะพบเจอคนที่ต้องตาต้องใจในเร็ววัน

 

 

-----------------------------------------------------------------------------
 

[1]คณิกาชั้นสูง ขายศิลปะเป็นหลัก มีหน้าที่ให้ความบันเทิง เช่นเดินหมาก เต้นรำ เล่นดนตรี หรือพูดคุย โดยปกติแล้วอี้จีจะไม่ขายร่างกาย

หรือหากจะขายก็ขึ้นอยู่กับความเต็มใจ ในที่นี้ผู้เขียนกำหนดให้ อี้จีเลือกปรนนิบัติเฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้น

 

 

พูดคุยกันได้ที่ #คีตะบุปผา

Twitter @Monrita_novel

Facebook : Monrita

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #5 moonlize (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:46

    กำลังจะพัฒนาความสัมพันธ์รึป่าววว
    #5
    0
  2. #4 baornla (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:57
    ฮือออ ชอบมากกๆๆๆๆ
    #4
    0