พรหมน้ำผึ้ง < ตอน 1 อัพ 70% >

ตอนที่ 3 : ตอน 1 : ความทรงจำสีเทา < อัพ 70% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 ก.ย. 58

ตอน 1

ความทรงจำสีเทา


ฟ้าเริ่มมืดบนถนนสายเล็กๆ ในมหาวิทยาลัยก็เริ่มหนาตาไปด้วยนักศึกษากับบรรดารถราที่แล่นกันขวักไขว่ซึ่งต่างก็ตรงไปยังประตูทางออก พลศรุตก็เป็นคนหนึ่งที่มุ่งหน้ากลับบ้านโดยเปิดเพลงคลอเบาๆ ไปตลอดทาง การจราจรชั่วโมงเร่งด่วนไม่ว่าตอนเช้าหรือเย็นติดขัดเฉกเช่นทุกวันทำให้เขามีเวลาทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเย็น


น้ำเสียง ใบหน้าของนักศึกษาสาวใจกล้ากับน้ำตาของหล่อนยังตรึงอยู่ใจกลางความรู้สึก มิใช่ความเสียดายหากแต่เป็นความรู้สึกผิดที่เป็นคนทำให้ใครสักคนต้องผิดหวัง แต่ก็นั่นล่ะเขาคงจะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้แล้ว เขาคิดว่าความจริงใจกับการยอมรับความจริงจะทำให้ศศิริษาเริ่มต้นใหม่ได้ในเร็ววัน แต่ถ้าเขาคิดผิดหล่อนก็คงต้องจมอยู่กับความเจ็บปวดที่ไม่ต่างไปจากตัวเขา


เพราะการได้รักใครสักคน ความรู้สึกเหล่านั้นจะยังคงอยู่เพียงแต่สีสันที่เคยสดใสอาจหม่นจางไปตามกาลเวลา


สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดงกับตัวเลขดิจิตอลตัวใหญ่ที่เริ่มนับย้อนหลัง พลศรุตเห็นว่ายังพอมีเวลาจึงกดหน้าผากลงพิงกับพวงมาลัยตั้งใจจะพักสายตาครู่เดียวด้วยรู้สึกถึงอาการตึงๆ ที่ขมับ แต่ไม่ถึงอึดใจก็ต้องปรือตาขึ้นเหลียวมองโทรศัพท์มือถือซึ่งวางอยู่ใกล้ๆ กระปุกเกียร์ มันถูกปิดเสียงไว้จึงสั่นครึ่กๆ อุปกรณ์บลูทูธที่เหน็บหูไว้รับสายเรียกเข้าแบบอัตโนมัติ


...นายพฤกษ์น่ะเอง เขาครางชื่ออีกฝ่ายด้วยความยินดี


“สวัสดีครับพี่ชาย หายหน้าหายตาไม่ส่งข่าวหากันบ้างเลยนะฮะ” เสียงห้าวทุ้มที่ทักทายกลับมาทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยน นัยน์ตาที่หม่นจางเมื่อครู่กลับมากระตือรือร้นอีกครั้ง คลี่ยิ้มบางๆ ให้คู่สนทนา


จะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่ พลิศ น้องชายที่ย้ายสำมโนครัวไปอยู่ไร่ชาในจังหวัดเชียงรายทันทีที่แต่งงานกับหญิงสาวตระกูลอินทร์สรวง


หึ! คนเป็นพี่ส่ายหน้าน้อยๆ กับคำค่อนซึ่งก็ไม่ได้ผิดไปจากที่นายพฤกษ์พูดเท่าไรหรอก เขาเองก็เงียบหายไปหลังจากเคลียร์เรื่องพลิศกับสริมณแล้วกลับกรุงเทพฯ เขามีเรื่องอาการมารดาที่ต้องดูแล ไหนจะการงานของเขาอีกล่ะ ชีวิตของเขาแทบจะทั้งหมดจึงอยู่ที่นี่


“ก็ยุ่งๆ ทั้งเรื่องสอนทั้งเรื่องขอทุนนั่นล่ะ ว่าแต่...นายมีอะไรหรือเปล่านายพฤกษ์?”


“ก็นิดหน่อยแล้วคุณแม่ล่ะฮะ ตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง”


“พี่สลับกับคุณพ่อดูแลท่านอยู่ พอไม่มีเรื่องให้ต้องเครียดคุณแม่ก็ดูปกติดี ส่วนคุณพ่อท่านเปลี่ยนไปมาก...ตั้งแต่ตอนนั้น”


พลิศนิ่งฟังอยู่อึดใจจึงโต้ตอบ ความที่เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยเคารพในตัวบิดาก็ด้วยพฤติกรรมเจ้าชู้ที่ทำให้แม่ล้มป่วย อาการทรุดหนักลง ยังดีที่ท่านรู้ตัวแล้วกลับตัวกลับใจมารดาของเขาจึงมีความสุขมากขึ้น ดูเหมือนความโกรธของพลิศก็ค่อยๆ เบาบางลงแล้วเช่นกัน


“ค่อยยังชั่วหน่อยหน่อยฮะ ผมกับฝ้ายอยากไปเยี่ยมแต่ติดเจ้าตัวเล็กจะเดินทางตอนนี้ก็ลำบาก แล้วก็ยังบ่นถึงพี่พรตไม่ขาดปากว่าคุณลุงพรตไม่คิดจะมาเยี่ยมหลานที่เชียงรายบ้างหรือไง รึว่าจะมาตอนหลานโตแล้วเลยล่ะฮะ”


เขาเย้าพี่ชาย คนถูกเรียกว่า 'คุณลุง' เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ฟังแล้วจักจี้หูจนอดยิ้มไม่ได้


“รอหน่อยก็แล้วกัน จัดการเรื่องทุนเสร็จเมื่อไหร่พี่ไปเยี่ยมพวกนายกับหลานแน่” เขาให้สัญญา


ใบหน้าคร้ามคมมีรอยยิ้มเจือจารขึ้นมาบ้างยามนึกถึงเรื่องราวความรักของนายพฤกษ์กับปลายฝ้าย ผู้เป็นภรรยา เขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่ทำให้ทั้งคู่ปรับความเข้าใจและแต่งงานกัน


...ก็แล้วทำไมเขาจะไม่อยากกลับไปเห็นรอยยิ้มของสามคนพ่อแม่ลูกล่ะ อยากไปนะ ถ้าที่นั่นไม่ใช่ที่ที่จะทำให้เขาต้องพบกับหญิงสาวอีกคนเขาคงจะตัดสินใจลาพักร้อนแล้วเดินทางไปเชียงรายได้ง่ายกว่านี้ แต่เพราะ ศิศิรา เธออยู่ที่นั่นและเขาก็ยังไม่พร้อมจะกลับไปพบเธอในตอนนี้ แผลของเขายังปริเปิดได้เสมอด้วยเรื่องราวของเธอยังขมวดแน่นเป็นปมอยู่ในความทรงจำ


“หลานจะสามเดือนแล้วฮะพี่พรต กำลังน่าฟัด เดี๋ยวส่งรูปทางลายน์ฝากไปให้คุณพ่อคุณแม่ดูด้วยนะฮะ”


พลศรุตผงกศีรษะน้อยๆ ยิ้มไปกับความสุขของน้องชาย


“อ้อ ยังมีอีกคนที่ถามถึงพี่พรตบ่อยๆ ฟางไงล่ะฮะ” คนทางไกลถึงกับชะงัก พลิศเอ่ยถึงหญิงสาวด้วยน้ำเสียงปกติและอยากรู้นักว่าคนฟังจะยังรู้สึกปกติอยู่หรือเปล่า เขายิ้มเมื่อปรายมองภรรยาสาวซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ พี่สาวฝาแฝดของเจ้าหล่อน


...ศิศิรา อินทร์สรวง


แล้วกัน! โยงไปหากันทำไมน่ะนายพฤกษ์ อาจารย์หนุ่มสบถในใจ กดกลืนก้อนแข็งๆ ที่เคลื่อนขึ้นมาจุกกลางคอหอยแบบกะทันหัน


“งั้นหรือ ฟาง...เขาสบายดีใช่ไหม” เสียงถามแผ่วหาย พลิศกระตุกยิ้มตรงมุมปากนึกใบหน้าเฝื่อนเฝือของพี่ชายออกเป็นฉากๆ


“เรื่องสารทุกข์สุขดิบเนี่ยตอบแทนกันไม่ได้หรอกฮะ ผมว่าพี่พรตคุยกับเจ้าตัวเลยดีกว่า ฟางอยู่ตรงนี้พอดีเลยฮะ”


คนที่กรุงเทพฯ หูผึ่ง อะไรนะ!


“เดี๋ยวๆ นายพฤกษ์ พี่กำลังขับรถ คราวหน้าค่อยคุยก็ได้”


“คราวนี้ล่ะฮะดีแล้ว ฟางครับ ตอนนี้พี่พรตอยู่ในสาย...อยากคุยกับฟางฮะ”


โธ่เอ้ย! พูดเองเออเองเสียอีก ไอ้น้องชาย นึกค่อนพลิศที่ทำอะไรโดยไม่ปรึกษา ทั้งที่ก็รู้ว่าเขารู้สึกเช่นไรกับศิศิรายังจะโยงหล่อนมาใกล้เขาให้ลำบากใจอีก


คุณพรตคะ นี่ฟางนะคะ”


ไม่ทันการณ์เสียแล้วเมื่อน้องชายตัวดียื่นโทรศัพท์มือถือให้หญิงสาว ปลายสายเงียบไปอึดใจเหมือนลมหายใจที่พร่องขาดของเขา


คะ ครับฟาง สบายดีไหมครับ” อึกอักจนลิ้นพันตู


พลศรุตไม่ทันตั้งตัวเลยจริงๆ ตอนได้ยินเสียงหวานที่ตอบกลับมาหัวใจก็กระตุกเต้นไม่เป็นจังหวะ คนนิ่งๆ ขรึมๆ อย่างเขาถึงกับอึ้ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเหวอ ดีอยู่อย่างที่ไม่มีใครนั่งตรงนี้ไม่เช่นนั้นคงเห็นสีหน้าประหลาดกับท่าทีไม่เป็นตัวเขา หลังจากนั้นเขาก็แทบจะจำไม่ได้เลยว่าพูดคุยเรื่องใดกับเธอไปบ้าง จำได้แค่เสียงหวานที่ปกติเศร้าสร้อยวันนี้ฟังดูแจ่มใสขึ้นพลอยทำให้เขานึกถึงดวงหน้าที่แตะแต้มรอยยิ้มของหล่อน


สารทุกข์สุขดิบของศิศิรา กลายเป็นเรื่องที่ทำให้เขาพลอยยิ้มและโล่งในอกเพียงแค่รู้ว่าคนที่อยู่ไกลเป็นสุขดี


ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางๆ กับตัวเอง เหมือนแกล้ง...ที่คำพูดไม่กี่ประโยค เสียงหัวเราะแผ่วเบาของหญิงสาวมีอิทธิพลมากมายต่อเขา พลศรุตนึกขอบใจน้องชายที่ส่งความสุขที่เขาเอื้อมไม่ถึงมาให้ถึงที่ แต่ก็นั่นล่ะเมื่อความสุขผ่านมาแล้วก็ต้องผ่านไป ไม่มีใครสามารถยึดเหนี่ยวได้ตลอดไป อย่างเขาตอนนี้ที่ต้องกลับมาอยู่กับปัจจุบันจับจ้องสายตาแค่ท้องถนนที่โรยตัวไปด้วยความมืดมิด


ศิศิราวางสายลง แสงของวันก็ร้างลา...


ประหนึ่งว่าเธอคือดวงใจและแสงสว่างของชีวิต ที่เขาจำต้องบอกลาเสียพร้อมๆ กัน



ชมรมวารสารตั้งอยู่ที่ชั้นสองของอาคารสีฟ้าทึมๆ หลังเก่าเดิมทีเป็นทั้งตึกกิจกรรมและตึกเรียน เมื่อเวลาผ่านไปจึงมีการก่อสร้างอาคารใหม่นักศึกษาหลายภาควิชาจึงแยกย้ายไปใช้อาคารหลังใหม่ ปัจจุบันเหลือห้องเรียนไม่กี่ห้องกับห้องกิจกรรมของชมรมเก่าแก่อย่างดนตรีสากล ภาษาญี่ปุ่นและชมรมวารสาร


อาจารย์รุ้งดาว อาจารย์สาววัยยี่สิบเจ็ดปีเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาประจำชมรม ทุกปีการศึกษาจะมีการจัดตั้งบรรณาธิการบริหารจากนักศึกษาปีที่สี่กับกองบรรณาธิการซึ่งมาจากอาสาสมัครตั้งแต่ปีสามลงไป ร่วมกันทำหน้าที่วางโครงเนื้อหา ควบคุมพร้อมกับผลิตบทความ บทสัมภาษณ์ลงวารสารของมหาวิทยาลัยเสมือนสำนักพิมพ์มืออาชีพ


พื้นที่ของชมรมวารสารคือห้องขนาดใหญ่เชื่อมถึงกันสองห้อง ด้านหนึ่งเป็นห้องค้นคว้าเหมือนห้องสมุดซึ่งแบ่งพื้นที่หนึ่งส่วนสี่ตั้งเป็นกองบัญชาการของกองบอกอกับอีกห้องที่จัดไว้เป็นห้องประชุม มีชุดโต๊ะเก้าอี้ เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะกับตู้หนังสือที่รวบรวมแมกกาซีนหัวนอกและหนังสือน่าสนใจพร้อมทั้งชุดโซฟาที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง พูดได้ว่าอาจารย์รุ้งดาวทำให้ชมรมวารสารซึ่งซบเซาหลายปีกลับมาอยู่ในความสนใจและมีนักศึกษาจำนวนมากที่ต้องการสมัครเข้าชมรม


ปัจจุบันนี้หากไม่มีชั่วโมงสอนแล้วล่ะก็หญิงสาวจะมาที่ชมรม ใครไปใครมาจึงพบอาจารย์สาวเป็นคนแรกเสมอและวันนี้ก็เช่นกัน


“หวัดดีฮะ'จารย์รุ้ง”


เด็กหนุ่มยกมือไหว้พลางวางกระเป๋าเป้ลายพรางกับหมวกกันน็อคบนโซฟา สภาพสมบุกสมบันด้วยผ่านการใช้งานมาหลายปีการศึกษาแล้ว อาจารย์สาวเหลือบมองการแต่งตัวของเขา ส่ายหน้าน้อยๆ กับชายเสื้อสีขาวตัวโคร่งที่หลุดออกมานอกขอบกางเกงยีนส์ซีดๆ นั่นน่ะไม่เท่าไหร่แต่รอยขาดจนยับเยินของมันนี่สิ...เกินจะบรรยาย ส่วนรองเท้าผ้าใบคอนเวิร์สที่เขาสวมอยู่ก็จำสีเดิมไม่ได้แล้ว


“นี่ยังไม่มีใครมาอีกเหรอฮะ ทุกทีผมนี่สายโด่งแล้วนะ” เขาเปรย รุ้งดาวส่ายหน้าอีกครั้ง ขยับลุกจากโต๊ะทำงานมานั่งลงตรงกันข้าม


“อาจารย์ลายน์บอกทุกคนแล้วประเดี๋ยวก็คงมา ว่าแต่...ทำไมวันนี้นายสภาพดูไม่ได้เลยล่ะเจษ?”


ถึงจะรู้ว่า เจษฎา เป็นเด็กสายอาร์ต มักแต่งตัวสบายๆ จนถึงโกโรโกโสไปบ้างก็ไม่เคยทัก แต่วันนี้สงสัยจะทนไม่ไหวจริงๆ คนถูกทักก้มลงมองตัวเองแล้วกลั้วหัวเราะถูกใจ


“นี่ชุดไอ้นิตตะฮะ'จารย์ ทั้งเสื้อทั้งกางเกง ส่วนรองเท้านี่ของผม เมื่อวานไม่ได้กลับบ้านชุดเดิมก็เปื้อนสีซะดูไม่ได้เลยขอยืมมันหมด”


“อ๋อ มิน่าล่ะ” รุ้งดาวพยักหน้าหงึกหงัก เจ้าหล่อนพูดจาเป็นกันเองกับเขาไม่เหมือนอาจารย์ลูกศิษย์กลุ่มอื่น รุ้งดาวไม่ถือสาดูจะเข้าอกเข้าใจวัยรุ่นอย่างเขาเสียด้วยซ้ำด้วยอายุที่ห่างกันไม่มาก ก่อนจะมาเป็นอาจารย์เธอเองก็ผ่านจุดนั้นมาแล้ว อีกทั้งเธอยังเป็นพี่สาวของคล้ายเดือน บรรณาธิการบริหารของชมรมอีกด้วย


คล้ายเดือน เป็นนิสิตปีที่สี่ของคณะวารสารศาสตร์ ส่วนวาดฝันเรียนคณะนิเทศศาสตร์ ทั้งสองเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เรียนมัธยมปลายพอสอบได้ที่เดียวกันจึงชวนกันเข้าชมรมวารสารตั้งแต่ปีหนึ่ง มีความตั้งใจจะทำงานด้านสื่อสารมวลชนเมื่อเรียนจบออกไป คล้ายเดือนชื่นชอบงานเขียนคอนเทนต์ ส่วนวาดฝันชื่นชอบการถ่ายรูป อาจารย์รุ้งดาวจึงมอบหน้าที่ช่างภาพประจำชมรมให้เธอ


ส่วนเจษฎากับนายนิตตะหรือ นภษิต พวกเขาเป็นเด็กจิตรกรรมชั้นปีที่สาม มีฝีไม้ลายมือทางด้านศิลปะกับงานกราฟิกจึงให้เป็นฝ่ายศิลปกรรม แต่เหตุผลจริงๆ ที่ทำให้เด็กติสต์อย่างเขามาเข้าชมรมวารสารก็เพราะปลื้มรุ่นพี่น่ารักๆ อย่างวาดฝันนั่นต่างหาก


“เมื่อคืนพวกผมนั่งปั่นงานถึงตีสี่ บ่ายแก่ๆ นั่นล่ะฮะไอ้นิตถึงจะตื่น ถ้ามาไม่ทันจริงๆ ฝากเรื่องที่ผมก็ได้” เจษฎาอาสา ยังไม่ทันขาดคำหญิงสาวอีกสองคนก็ก้าวเข้ามาในชมรม


“นู่นจ๊ะ ยัยแป้งกับลูกหว้ามาพอดีเลย” รุ้งดาวพยักพเยิด


หลังจากนั้นทั้งสี่ก็ย้ายไปที่ห้องประชุม อาจารย์สาวเริ่มเรื่องด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทั้งที่เรื่องที่กำลังเอ่ยเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจทำให้ทุกคนในห้องประชุมนั่งไม่ติด เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อหล่อนส่งเอกสารที่ถูกตีคืนจากฝ่ายสื่อสารองค์กรให้พวกเขาเวียนกันอ่าน ชายหนุ่มคนเดียวในที่นั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น ตาแดงๆ เพราะอดนอนเริ่มแข็งเขม็งอย่างไม่เชื่อสายตา


“นี่แกล้งกันหรือเปล่าฮะ'จารย์จะให้ทำทุกอย่างใหม่หมดในเวลาอาทิตย์เดียวใครจะทำไหว” เขาส่ายหน้าดิกพร้อมเสียงจิจะในลำคอ


“นั่นสิพี่รุ้ง เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่หรือว่าพวกเราจะโดนแกล้งจริงๆ” คล้ายเดือนหันไปถามพี่สาวพลางส่งจดหมายฉบับนั้นให้วาดฝันดูเป็นคนสุดท้าย


“นี่เราต้องรื้อเนื้อหาเกือบครึ่งกับสัมภาษณ์ใหม่ทั้งหมด เสียดายฟุตที่เตรียมไว้ ไหนจะเวลาวางเลย์เอาท์อีกล่ะ โอ้ย!” หล่อนสบถหงุดหงิด


รุ้งดาวผงกศีรษะอย่างเข้าใจ แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อดราฟต้นฉบับที่ส่งไปให้คณะกรรมการด้านสื่อสารองค์กรของมหาวิทยาลัยพิจารณาถูกตีกลับแบบไม่เห็นหัว ทั้งที่ปกติแล้วงานของชมรมไม่เคยพบปัญหาเช่นนี้ พอเจอหน้าอาจารย์หนุ่มที่ทางคณะกรรมการส่งมาเป็นตัวแทนพูดคุยกับเธอจึงรู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขา ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าในสังคมเราแทบจะทุกสายอาชีพต่างก็มีการชิงดีชิงเด่น คอยหาโอกาสเลื่อยขาเก้าอี้กันเองเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน แม้แต่แวดวงมหาวิทยาลัยก็เถิดหนีเรื่องนี้ไม่พ้น รุ้งดาวพอจะเดาออกว่าความตั้งใจที่จะดิสเครดิตชมรมของหล่อนเป็นของอาจารย์หนุ่มนามว่า...


'แมคเคน ไคล์'


อาจารย์สาวนึกไปถึงเจ้าของใบหน้าขาวๆ อมชมพู นัยน์ตาคมมีเสน่ห์ จมูกโด่งสวยเป็นสันจนน่าอิจฉาตามแบบฉบับหนุ่มลูกครึ่ง รูปหล่อจนน่าหลงใหลได้ปลื้มอยู่หรอกแต่ยามที่เขาเผยอปากพูดนี่สิ มันน่ายัดกำปั้นอันเขื่องใส่ใบหน้าสวยๆ นั่นซะมากกว่า


'อาจารย์แมคเคนคะ ถ้าฉันจะขอร้องให้คุณช่วยพูดกับคณะกรรมการให้พิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง...' ทำเสียงอ่อน


'อาจารย์ก็รู้นี่คะ ว่าพวกเราต้องการเวลา'


นี่ถือว่าเธอยอมอ่อนข้อให้แล้วถึงได้ออกปากขอร้องเขา แต่ดูเหมือนจะคิดผิดถนัดเพราะนอกจากแมคเคนจะไม่สนใจแล้วยังส่งนัยน์ตาเจ้าเล่ห์พร้อมดวงตาสีฟ้าใสกับรอยยิ้มที่คล้ายจะเหยียดเยาะใส่เธอ จากนั้นเขาก็ส่ายหน้าแรงๆ


'ผมไม่คิดว่าต้องส่งเรื่องที่กรรมการปฏิเสธแล้วครั้งหนึ่งเข้าที่ประชุมให้เสียเวลา เป็นเรื่องกล้วยๆ สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาคนเก่งประจำชมรมวารสารอย่างอาจารย์รุ้งดาวไม่ใช่เหรอ ผมเชื่อว่าคุณจะเสกมันออกมาทันเวลา หนึ่งสัปดาห์นี่ไม่ใช่เวลาน้อยๆ เลยนะ'


เจ็ดวันเนี่ยนะมาก ให้ตายเหอะ! อาจารย์หนุ่มกระหยิ่มยิ้ม เมื่อเห็นใบหน้าบอกบุญไม่รับของหญิงสาว


'แค่นี้หนักใจหรือ เอ สีหน้าแบบนี้ เรียกว่า...ยอมแพ้หรือเปล่าครับอาจารย์'


เขากลั้วหัวเราะเยาะเย้ย รุ้งดาวแข้งขาสั่น ตัวสั่นเกือบสงบสติอารมณ์ไม่อยู่ นี่ถ้าไม่กลัวจะโดนปรับโทษฐานทำร้ายผู้อื่นโดยเจตนา นี่ถ้าเธอไม่ได้อยู่ในฐานะคนเป็นอาจารย์แล้วล่ะก็...เธอคงต่อยเขาปากแตกไปนานแล้ว


ฉันไม่ยอมแพ้นายง่ายๆ หรอก ตาฝรั่งบ้า! รุ้งดาวคำรามฮึ่มๆ ในลำคอ


'ขอร้องให้ผมช่วยสิ เอาจริงๆ เพื่ออาจารย์รุ้งแล้วล่ะก็ ผมยินดี' อาจารย์หนุ่มกระตุกยิ้ม


สำหรับเธอ รอยยิ้มของเขาเหมือนเศษกระเบื้องที่บาดเนื้อโดยไม่ได้ฉีดยาชา ใบหน้าของเธอชาดิกขาวสลับแดงด้วยความโกรธ แมคเคนดูไม่จริงใจเลยสักนิดเดียว ความช่วยเหลือของเขาก็เหมือนมีดอาบยาพิษไม่ต่างจากรอยยิ้มหวานๆ นั่นหรอก รุ้งดาวเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรงพลางเชิดใบหน้าขึ้นมองตอบอย่างถือดี


'ฉันไม่มีวันขอร้องคนอย่างอาจารย์หรอกค่ะ ฉันขอยืนยันว่าชมรมวารสารจะทำงานครั้งนี้ทันอย่างแน่นอน'


'แล้วถ้าเกิด...ไม่ทันอย่างที่อาจารย์อวดอ้างล่ะ จะรับผิดชอบยังไงดีครับ' นัยน์ตาคนถามเป็นประกาย เขาเหมือนเสือตัวโคร่งที่กำลังแสยะยิ้ม พร้อมจะฉีกทึ้งรุ้งดาวออกเป็นชิ้นๆ


'อย่างไรเสียชมรมวารสารก็ต้องทำให้ทันค่ะ ถ้าไม่ทันขึ้นมาจริงๆ ฉันจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการให้คณะกรรมการคัดสรรคนที่จะทำวารสารให้มหาวิทยาลัยอย่างโปร่งใสใหม่' หลุดประโยคนั้นออกมาจนได้ รุ้งดาวรู้ว่ามันเป็นเกมของเขาแต่เธอยอมให้ใครหมิ่นเกียรติไม่ได้เหมือนกัน แมคเคนยิ้มกว้างจนเรียวตายิบหยีเมื่อได้ฟังเดิมพันที่น่าพอใจ


'โอเค้! อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่า ใจถึง ผมพูดภาษาไทยถูกไหมครับอาจารย์รุ้ง' โดยไม่ทันตั้งตัวอาจารย์หนุ่มลูกครึ่งก็พูดต่อว่า...


'นี่เบอร์ผม โทรได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง ผมจะนั่งรอนอนรอโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากอาจารย์นะครับ'


แมคเคนไหวบ่าอย่างไม่ยี่หระแล้วกระตุกยิ้มตรงมุมปาก ยั่วเย้า รอยยิ้มที่ว่ามีเสน่ห์ต่อสาวๆ คนอื่นมากมายไฉนเลยกลับเป็นรอยยิ้มน่าเกลียดที่สุดที่เธอเคยพบ รุ้งดาวไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆ ยิ่งถูกดูถูกยิ่งต้องพิสูจน์ว่าเขาคิดผิด และเพราะแรงทิฐินี่เองที่ทำให้พลั้งปากพูดออกไปอย่างนั้นเมื่อกลับมาอยู่ในโลกความเป็นจริงก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย หญิงสาวดึงสติกลับมาหาคนตรงหน้าซึ่งนั่งหน้าสลอนอีกสามคน ต่างก็งงที่จู่ๆ อาจารย์สาวก็เงียบไป


“อาจารย์รู้ว่ามันยากที่จะเร่งทำงานในเวลาจำกัด รู้ว่าพวกเราต้องมาเหนื่อยซ้ำซ้อน อาจารย์ไม่บังคับ พวกเราจะทำหรือไม่ทำก็ได้แต่ก็ต้องรับความจริงที่ว่า...นับแต่นี้ไปชมรมของเราอาจจะไม่ได้ทำวารสารให้ทางมหาวิทยาลัยอีก โอกาสแบบนี้คงมีอีกหลายชมรมที่เสนอตัวแข่งขันกันทำงานในเวลาสั้นๆ เพื่อเอาผลงานกับชื่อเสียง”


อาจารย์รุ้งดาวบอกอย่างสงบใจเสียดายอยู่หรอกที่จะไม่ได้ทำงานที่ตนรัก ซ้ำยังต้องเป็นคนสับปลับหากต้องย้อนกลับไปขอร้องให้แมคเคนช่วย แต่การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของเธอคนเดียวทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้ต่างก็เป็นส่วนหนึ่ง เธอจึงต้องเคารพการตัดสินใจของพวกเขาเช่นกัน


“เพราะแมคเคน 'จารย์ลูกครึ่งขี้เต๊ะงั้นสิ หมอนั่นคงอยากให้เด็กชมรมกราฟิกได้หน้าจากการทำวารสารฉบับพิเศษนี้แทนพวกเรา”


“อย่างที่บอก...เขาเป็นคนตั้งข้อสังเกตว่าฉบับนี้ดูธรรมดาเกินไป ไม่ว่าจะเป็นบทความเชิดชูท่านอธิการบดีหรือบทสัมภาษณ์ที่เราส่งไป กรรมการก็เห็นดีด้วยจึงส่งต้นฉบับคืนมาพร้อมเอกสารฉบับนี้ เรามีทางเลือกไม่มากถ้าบอกว่าไม่ไหวก็คือยอมแพ้ จากนั้นหน้าที่ทำวารสารก็จะตกเป็นของชมรมอาจารย์แมคเคน”


“เล่นสกปรกชัดๆ เอาคณะกรรมการอาวุโสมาเป็นพวก อาจารย์แค่สอนก็เหนื่อยแล้วคงแค่เปิดผ่านๆ อ่านหรือเปล่าก็ไม่รู้แล้วมาบอกว่างานไม่ผ่าน แบบนี้มันน่าให้ผมกับไอ้นิตเจาะยางซะให้เข็ด ฮึ้ย...ยย” เจษฎาเอ่ยอย่างหมั่นไส้


“ใจเย็นๆ ก่อน จะโรยตะปู ขูดรถหรือเจาะยางแบบนายก็ได้แค่ความสะใจ แล้วเรื่องจบไหมก็คงไม่ อาจารย์แมคเคนเป็นคนฉลาดแล้วก็หัวหมอจะตาย เกิดไม่เอาผิดกับนายแต่พาลมาโดนชมรม อาจารย์รุ้งกับชมรมเราก็เดือดร้อนอยู่ดี” วาดฝันปราม


“นี่เราไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ ใช่ไหมพี่รุ้ง?” คล้ายเดือนเปรยแผ่วๆ ได้คำตอบเป็นแววตาของพี่สาว


ในฐานะหัวหน้าชมรม หญิงสาวจึงหันไปทางวาดฝัน “แล้วหว้าล่ะคิดว่าไง?”


“ถ้าถามเรานะ” หยุดคิดเพียงเสี้ยววินาทีจึงพูดต่อ


“อาจารย์แมคเคนเพิ่งเข้ามาดูสื่อสารองค์กรปีนี้ ต้องอยากโชว์เพาว์เป็นธรรมดา ชมรมออกแบบเป็นที่น่าสนใจก็จริงแต่ยังไม่เท่าชมรมวารสาร ดูจากจำนวนนักศึกษาที่สมัครเข้าชมรมในแต่ละปีก็รู้แล้ว อาจารย์แมคเคนคงอยากเอาชนะอยู่ลึกๆ ก็เลยหันมาเล่นงานชมรมเราด้วยวิธีนี้”


“เขาคิดไว้แล้วว่าถ้าสั่งแก้งานทั้งหมดทั้งที่มีเวลาน้อยมากต้องไม่ทันเวลาแน่ อาจารย์แมคเคนคิดจะจับเสือมือเปล่าโดยใช้เวลาเป็นตัวบีบให้เราท้อแล้วล้มเลิกความตั้งใจไปเอง คราวนี้งานก็จะหลุดไปอยู่ในมืออาจารย์แมคเคนง่ายๆ โดยที่เราเป็นคนปฏิเสธเสียเอง”


“ก็แล้วทำไมเราถึงยอมให้เป็นอย่างนั้นในเมื่อเราคือมืออาชีพ เรามีอาจารย์สุดเก๋าอย่างอาจารย์รุ้งดาว มีแป้งที่เป็นบอกอเจ้าแม่คอนเทนต์ มีกราฟิกขั้นเทพอย่างเจษกับนิตตะ เราไม่คิดว่าต้องกลัวคนขี้แพ้ชวนตีอย่างพวกนั้นเลย”


“ถ้าพวกเราตกลงทำต่อให้จบ อาจารย์แมคเคนจะยอมรับหรือเปล่าไม่รู้แต่อย่างน้อยเขาก็จะได้รู้ว่าพวกเราสู้ขาดใจและเจ๋งแค่ไหน ว่าแต่พวกนายคิดว่ายังไง” วาดฝันทิ้งคำถามที่จุดประกายให้คิด ต่อจากนี้ก็คงแล้วแต่คล้ายเดือนกับเจษฎาว่าคิดเห็นอย่างไร จะสู้ต่อหรือเปล่า รุ้งดาวเหลือบมองสองคนที่เหลือต่างก็กำลังครุ่นคิดหนัก หากว่าปฏิกิริยาเป็นไปในทางที่ดีเมื่อน้องสาวของเธอค่อยๆ ผงกศีรษะหงึกๆ พลางยืดตัวขึ้นแล้วสูดลมหายใจลึกๆ เข้าปอด


“เอาก็เอา เราชอบที่หว้าพูด พวกเราทำได้อยู่แล้ว พวกเราจะสู้ไปด้วยกัน” คล้ายเดือนพูดพลางยื่นมือออกไปข้างหน้า บ่ายหน้าไปหาคนถัดไปอย่างเจษฎา ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วผงกศีรษะตาม


“ก็ได้ ถ้าพวกพี่ไม่ท้อ ผมกับไอ้นิตตะก็เอาด้วย งั้นพวกเรามาทำให้นายแมคเคนเห็นซะว่าพวกเราเจ๋งแค่ไหน”


เจษฎาบอกด้วยกำลังใจฮึกเหิม ยื่นมือออกมาวางทับตามด้วยวาดฝัน ชายหนุ่มหันมายิ้มแปร้ คิดไม่ผิดที่นิยมชมชอบคนที่เป็นคนสร้างแรงบันดาลใจให้กำลังใจทุกคนด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ นี่ล่ะผู้หญิงที่ชื่นชมและชื่นชอบอย่างที่สุด อาจารย์รุ้งดาวหันไปสบตาวาดฝัน คลี่ยิ้มบางๆ แทนคำ 'ขอบคุณ' จากใจ แล้วหันไปกล่าวกับทุกคน


“ขอบใจทุกคนมากนะ”



ย่างเข้าเช้าวันใหม่คล้ายเดือนเข้าไปเตรียมแผนการทำงานที่ชมรม ประธานชมรมสาวจัดสรรเวลาให้สามวันแรกเป็นการเก็บข้อมูลกับฟุตเทจ สองวันหลังจัดวางเลย์เอาท์ต้นฉบับ วันถัดไปส่งปรู๊ฟแล้วตีพิมพ์ในวันสุดท้าย ดูเหมือนทุกวันจะถูกบีบคั้นด้วยเวลาอีกทั้งห้ามผิดพลาดอย่างเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึง...เดิมพันอนาคตของชมรมวารสาร ซึ่งทำให้หล่อนกับสมาชิกทุกคนยอมทุ่มสุดตัว


เมื่อทำธุระเสร็จหญิงสาวกลับออกมาพร้อมแฟ้มเล่มบางเล่มหนึ่ง เป็นข้อมูลของบุคคลที่ต้องไปสัมภาษณ์ในวันนี้ คล้ายเดือนเองก็ยังไม่ทราบแน่ว่าบุคคลท่านนี้เป็นใครด้วยครั้งนี้รุ้งดาวเป็นธุระในการนัดให้ เจ้าหล่อนบอกเพียงว่าเขาเป็นอาจารย์หนุ่มหล่อที่ใครหลายคนต่างกระหายจะรู้เรื่องราวของเขา พี่สาวของหล่อนให้เหตุผลว่าวารสารฉบับนี้จะต้องมีความพิเศษทั้งเนื้อหารวมทั้งคนที่ถูกสัมภาษณ์ด้วยจึงจะลบคำสบประมาทของอาจารย์แมคเคนผู้นั้นได้


สาวน้อยเดินท่อมๆ ไปทางด้านหลังคณะนิเทศศาสตร์ ตอนสายแดดยังอ่อน ต้นไม้ใหญ่ก็ให้ร่มเงาอันร่มรื่นกับความงดงามในยามผลิดอกสีเหลืองกระจ่าง มันคือต้นกันเกราสูงเสียดสิบเมตรที่กำลังออกดอกเป็นกระจุก บางดอกที่เพิ่งบานมีสีขาวกับที่ส่งกลิ่นหอมระรวยมีสีเหลือง พื้นที่โล่งกว้างเหมาะแก่การจัดเป็นบริเวณพักผ่อนหย่อนใจของนักศึกษาจึงมีการกระจายเก้าอี้หินอ่อนไว้หลายชุด


คล้ายเดือนเลือกที่หนึ่งแล้วทิ้งตัวลงนั่งเป็นโอกาสให้หยิบแฟ้มเล่มนั้นขึ้นมาอ่าน แต่แล้วดวงตาดำขลับของหล่อนก็เบิกกว้างขึ้น...


อาจารย์พลศรุต อมราวัฒน์


...เรื่องจริงหรือล้อเล่นกันเนี่ย!


เธอกำลังจะได้สัมภาษณ์เขาจริงๆ หรือนี่


ไม่เถียงว่าเรื่องของอาจารย์หนุ่มผู้นี้เป็นที่สนใจใคร่รู้ในหมู่นักศึกษาสาวรวมทั้งกับอาจารย์ด้วยกันเอง ทว่ายิ่งอยากรู้มากเท่าไรกลับไม่มีสักคนรู้ลึกถึงขั้นนำมาพูดได้ว่าสนิทสนมกับเขา และมิใช่ว่าไม่เคยมีรายชื่อของอาจารย์พลศรุตในการขอเข้าสัมภาษณ์แต่เพราะชมรมวารสารไม่เคยได้รับการตอบรับสักครั้งเลยต่างหาก แล้วครั้งนี้เป็นไปได้อย่างไรกันล่ะหรือพี่สาวของหล่อนไปบนบานที่ไหนเขาจึงยอมตกลง


คล้ายเดือนออกจะตื่นเต้นกับโอกาสที่ได้มาแบบไม่คาดฝันจึงรีบโทรศัพท์บอกวาดฝันโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเพิ่งก้าวดุ่มๆ เข้าไปในคณะแพทย์ศาสตร์แล้วยืนรอลิฟต์ วาดฝันเหลือบตามองเมื่อได้ยินเสียงเรียกเข้าจากก้นกระเป๋าผ้าแบบสะพาย ใช้มือข้างที่ว่างล้วงผ่านของกระจุกกระจิกขึ้นมากดรับสาย ข้าวของพะรุงพะรังจึงใช้หัวไหล่หนีบมือถือไว้กับหู


หว้าอยู่ไหนน่ะ?” ปลายเสียงกระตือรือร้นยามกรอกเสียงใสๆ ใส่สมาร์ทโฟนเครื่องเท่าฝ่ามือ “..แล้วตอนบ่ายหว้ามีเรียนหรือเปล่า?”


ถือสายก่อน เดี๋ยวค่ะไปด้วยคนค่ะ” วาดฝันบอกพลางก้าวพรวดๆ เข้าไปยืนในลิฟต์ วินาทีสุดท้ายก่อนที่มันจะปิดลงพร้อมด้วยเสียงร้อง


เฮ้อ...ทันเวลาพอดิบพอดีเชียว!


ยังดีที่คนในลิิฟต์มีน้ำใจกดปุ่ม 'เปิด' ค้างไว้ให้หญิงสาวร่างเล็กบางจึงสอดตัวเข้ามาได้ทัน เจ้าหล่อนผงกศีรษะหงึกๆ กล่าวงึมงำขอบคุณโดยไม่ได้มองหน้า เมื่อเข้ามายืนภายในห้องโดยสารแคบๆ ก็รีบกดหมายเลขชั้นแล้วหันมาสนใจฟังบทสนทนาของเพื่อนสาวต่อ


“...อ ะ ไร น แ ...ป ม ได้ ...ยิ น”


คล้ายเดือนขมวดคิ้วน้อยๆ เมื่อได้ยินเสียงขาดๆ หายๆ เงี่ยหูเมื่อได้ยินเสียงครืดคราดกับประโยคอู้อี้ที่ตอบกลับมา หล่อนเดาว่าวาดฝันคงกำลังอยู่ในลิฟต์ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นไม่ผิดเพี้ยนไปหรอก


“เรามาหาคุณลุง แป๊บหนึ่งนะแป้ง เมื่อกี้ไม่ชัดเลย ไหนพูดอีกทีสิ”


“เราบอกว่า...ตอนสี่โมงเย็นวันนี้มีนัดสัมภาษณ์ พี่รุ้งนัดอาจารย์พรตได้เวลานี้เวลาเดียว ขอย้ำว่าแค่วันนี้เท่านั้นนะ


“วันนี้เหรอ?” วาดฝันเลิกคิ้วนิดๆ กับคำย้ำนักย้ำหนาของเพื่อนสาวพลางส่ายหน้า “จริงๆ เราไม่ว่าง ขอเลื่อนเป็นเร็วหรือช้ากว่านั้นสักสิบหรือสิบห้านาทีได้ไหม มีนัดกับอาจารย์สิริณ อาจารย์แกก็นัดยากเหมือนกันนะ”


“อ้าว! จริงดิ่ ดันมาตรงกันซะอีก เอาไงดี” เสียงพ่นหายใจยาวๆ คือคำตอบจากคล้ายเดือน


“ถ้าเลื่อนได้ก็ดีนะสิ เท่าที่รู้...สามปีมานี้ชมรมเราเคยขอสัมภาษณ์ไปตั้งหลายครั้งแต่อาจารย์พลศรุตไม่เคยตอบรับ นี่ฟลุ๊คมากเลยนะที่คราวนี้รับนัดพี่รุ้ง ถ้าทางเราปฏิเสธหรือขอเลื่อนออกไปคงไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สองแน่” คำบอกเล่าของคล้ายเดือนทำให้คนฟังเริ่มนิ่วหน้าตามด้วยขมวดคิ้วโค้งเล็กอย่างไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก หญิงสาวเชื่อว่าทุกคนต่างก็มีเหตุผลเป็นของตนเองซึ่งก็น่าจะยืดหยุ่นกันได้ ไม่คิดว่าเรื่องสับเปลี่ยนเวลาเพียงเล็กน้อยจะทำให้กลายเป็นปัญหาใหญ่โตไปได้


ชมรมวารสารมีหน้าที่ตีพิมพ์ข่าวภายในของมหาวิทยาลัย ไม่แปลกที่จะต้องลงบทสัมภาษณ์บุคคลที่น่าสนใจ ก็แล้วนายคนนี้ เอ้ย! อาจารย์คนนี้เป็นยังไงถึงได้หวงเนื้อหวงตัวนัก


“นะหว้า ไปด้วยกันหน่อยเถอะ ที่รู้มาอาจารย์พรตไม่เหมือนคนอื่น เจ้าระเบียบแล้วก็ตรงเวลาเป๊ะ นี่เราก็ต้องคัดคำถามดีๆ ถามลึกๆ ก็คงไม่ตอบโดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว เกิดพูดจาไม่เข้าหูขึ้นมาโดนยกเลิกกลางคันล่ะก็ ตายแน่!”


คล้ายเดือนใช้สุ้มเสียงลำบากใจหวังจะให้วาดฝันใจอ่อน เพราะถ้าเจ้าตัวไม่ไปด้วยกันคราวนี้ก็คงต้องไหว้วานช่างภาพมือรองอย่างเจษฎาไปแทน แต่แทนที่คนฟังจะเห็นใจกลับมองอาจารย์หนุ่มในแง่ร้ายมากขึ้น


ดูเป็นคนมีปัญหาเนอะ อาจารย์พลศรุตอะไรเนี่ย” วาดฝันปรามาสเสียเต็มปากเต็มคำ


“เอาจริงๆ นะ ไม่มีใครอยากทำงานกับคนเรื่องมาก พวกที่ต้องการให้โลกหมุนตามตัวเองจนไม่สนใจว่าคนอื่นเขาหายใจกันยังไง รวมทั้งเราด้วย” วาดฝันไม่นึกเกรงใจทั้งคนที่หล่อนกำลังพูดถึงลับหลัง ทั้งคนที่ยืนทนโท่อยู่ในลิฟต์ที่พลอยได้ยินการนินทาครั้งนี้ไปด้วย


ไม่สนใจด้วยซ้ำหากผู้ร่วมโดยสารลิฟต์คนนั้นจะคิดกับเธอเช่นไร นี่เขาก็คงกำลังนึกตำหนิที่เธออาจหาญนินทาอาจารย์โดยไม่กลัวโทษทัณฑ์อยู่กระมัง


“ใจเย็นๆ ก่อนลูกหว้า ท่องไว้สิเพื่อชมรม เพื่อพวกเราไง พี่รุ้งบอกมาว่ายังไงก็คงต้องเป็นคนนี้ ไปด้วยกัน นะหว้านะ”


เฮ้อ... หญิงสาวถอนหายใจหนักๆ กับลูกตื้อผสมลูกอ้อนของเพื่อนสาว กรณีนี้รู้ล่ะว่าเป็นเพราะอาจารย์รุ้งดาวที่แม้แต่คล้ายเดือนก็ไม่มีสิทธิ์เลือก แต่เธอไม่ชอบคนที่ตั้งตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลแล้วให้คนอื่นกลายเป็นดาวเคราะห์น้อยคอยหมุนรอบตัวเองนี่นา คนแบบนี้ต้องส่งไปอยู่นอกโลกจะได้ไม่มาสร้างความเดือดร้อนใจให้ใคร เธอคิดไปไกลทีเดียว


แต่สุดท้ายคำว่า 'เพื่อชมรม' ก็ทำให้วาดฝันจบตรงประโยคที่ว่า... “ก็ได้ เจอกันที่ไหน?”


“ฮ้า ไปจริงๆ นะหว้า มันต้องอย่างนี้สิเราต้องได้บทสัมภาษณ์เจ๋งๆ ชัวร์ เจอกันที่หน้าตึกคณะแพทย์ศาสตร์นะ”


คล้ายเดือนแทบจะเป่าปากดังฟู่ใส่มือถือเมื่อวาดฝันยอมตกลง เพราะรู้จักอุปนิสัยกันดี เพื่อนของหล่อนเกลียดคนไร้เหตุผล ไม่ชอบการถูกบังคับและดื้อหัวชนฝา อีกทั้งยังมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ลองเรื่องไหนหล่อนไม่อยากทำแล้วล่ะก็...ถึงขั้นเอาช้างมาฉุดก็ยังยาก ครั้งนี้โชคดีนักหนาที่ยังพอเกลี้ยกล่อมได้


“หึ! อย่าคาดหวังมากไปล่ะ ถ้าสามปีไม่เคยรับนัด บอกอาจารย์รุ้งได้เลยว่างานนี้เราได้ลงบทสัมภาษณ์พิเศษจาก มนุษย์ถ้ำ แน่ๆ”


“ว่าไปนั่น สี่โมงเจอกันน่ะหว้า” รีบสำทับก่อนจะวางสาย


“ฮื่อ เจอกัน” คนในลิฟต์ครางงึมงำแล้ววางสายตาม หญิงสาวถอนใจยาวๆ คิ้วเรียวบางยังขมวดมุ่นไม่หยุดหย่อนตอนหย่อนมือถือลงไปนอนอยู่ก้นกระเป๋า


เมื่อปราศจากบทสนทนาทางโทรศัพท์ความเงียบก็คืบคลานเข้าแทนที่ เงียบกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วๆ ของคนข้างหลัง วาดฝันขยับตัวเล็กน้อยเงยหน้ามองตัวเลขที่เปลี่ยนไปอย่างเชื่องช้าเพราะความเก่ากึ้กของลิฟต์ซึ่งกว่าจะผ่านแต่ละชั้นใช้เวลานาน ร่างบอบบางยืนหันหลังให้เขา สะพายกระเป๋าผ้าสีดำสกรีนลายกราฟิกสีเขียวสะท้อนแสงแลดูเหมือนเด็กอาร์ตทั่วๆ ไป แปลกอยู่อย่างตรงที่มาเดินท่อมๆ อยู่ในคณะแพทย์ศาสตร์ซึ่งดูอย่างไรก็ไม่ใช่นักศึกษาแพทย์ หากเจ้าหล่อนดูจะคุ้นเคยกับตึกนี้ดี


หญิงสาวยืนตัวตรงทั้งที่กำลังสะพายกล้องตัวเขื่อง น้ำหนักไม่น้อยกว่าหนึ่งกิโล รูปร่างเล็กบอบบางถึงขั้นเรียกได้ว่าผอม ผมสีดำสนิทยาวเลยบ่าถูกรวบขึ้นไปกระจุกคล้าหัวหอมอยู่กึ่งกลางศีรษะอวดให้เห็นวงหน้าเล็กกับพวงแก้มสีชมพูอ่อนๆ ทั้งที่ผัดเพียงแป้งเด็ก ปากที่ช่างฉอเลาะและช่างประชดเป็นรูปกระจับบางๆ ก็ดูจะแต้มเพียงสีของธรรมชาติ นับเป็นนักศึกษาหญิงที่แต่งหน้าน้อยมากคนหนึ่งต่างจากที่เห็นดาดดื่นในมหาวิทยาลัย มือข้างหนึ่งของหล่อนหอบตำราเรียนสองสามเล่มแนบอกพะรุงพะรังจนไม่คิดว่าร่างบางๆ นั่นจะหอบของพวกนี้ไหว


เจ้าของร่างสูงโปร่งขยับตัวเล็กน้อยเมื่อเธอวางสายจากคล้ายเดือน ตอนนั้นจึงเพิ่งรู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมิใช่แค่มองธรรมดาๆ แต่เป็นกำลังสาดรังสีบางอย่างจนนึกอยากหันขวับไปมองเขา พยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออกกระทั่ง...หน้าตาของเขารู้แต่ตัวสูงๆ ผิวขาวกับสวมชุดสุภาพเหมือนนักศึกษาชายทั่วไป


ครืด..ดด ประตูลิฟต์เก่าๆ เคลื่อนเปิดออกอย่างเชื่องช้า


“......”


คนถูกเรียกว่า มนุษย์ถ้ำ คลอนศีรษะไปมา ซุกมือในกระเป๋ากางเกงแสลกสีดำข่มกายข่มใจมิให้เอ่ยอะไรออกมาก่อนที่นักศึกษาสาวจะก้าวออกไปจากลิฟต์



เวลา ๑๕.๕๐ น.


ยิ่งเฉียดใกล้เวลานัดคล้ายเดือนก็เริ่มกระสับกระส่าย เจ้าหล่อนท่องคำถามที่เตรียมมานับครั้งไม่ถ้วนและคอยถามซ้ำๆ ว่าคำถามพวกนี้ดีพอแล้วหรือยัง ก็ดูแปลกตาดีนะเพราะไม่มีครั้งไหนที่ประธานชมรมวารสารซึ่งมีความมั่นใจในตัวเองอย่างคล้ายเดือนจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้


วาดฝันแค่ผงกศีรษะหงึกๆ แล้วคอยบอกว่า... 'ดีแล้ว ไม่มากไม่น้อยไปหรอก แต่ถ้าเขายังไม่พอใจก็คงหาที่น่าพอใจกว่านี้ไม่ได้แล้ว'


ดูเหมือนว่าจบประโยคนั้นคล้ายเดือนก็ผงกศีรษะตาม คงเหนื่อยที่จะเดินวนไปวนมา ท่องคำถามซ้ำไปซ้ำมาแล้วชวนเธอขึ้นตึกได้เสียที หล่อนสูดปากแรงๆ ทีหนึ่ง “โอเค”


“เราพร้อมแล้ว งั้นก็ไปกันเถอะ”


ทั้งสองมาถึงภาควิชาคณะแพทย์ศาสตร์ด้วยรถเวสป้าของวาดฝันก่อนเวลาไม่ถึงห้านาที พากันขึ้นลิฟต์ไปชั้นสามแล้วเดินไปตามระเบียงที่ทอดยาววนรอบอาคารบรรจบที่ห้องสุดท้ายซึ่งเป็นห้องพักของอาจารย์พลศรุต ยามนี้ความตื่นเต้นได้เปลี่ยนเป็นความอยากรู้อยากเห็นที่เต้นระริกในดวงตาเมื่อคล้ายเดือนกำลังจะได้สัมภาษณ์อาจารย์หนุ่มที่เรียกได้ว่าฮอตที่สุดของมหาวิทยาลัยจริงๆ ต่างจากผู้ติดตามอย่างสิ้นเชิงที่มาเพราะหน้าที่จึงมีท่าทางเฉยๆ แล้วทำเพียงสะพายกล้องตัวเขื่องเดินตามต้อยๆ


คล้ายเดือนเดินนำไปหยุดหน้าห้อง หัวใจพานเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ตอนเห็นประตูบานนั้นเปิดแง้มไว้ เจ้าหล่อนหันมาสบตาคนข้างๆ ก่อนจะยกมือเคาะสองสามที


“เชิญ” เสียงตอบรับเบาๆ แทรกออกมาจากห้องสี่เหลี่ยมขนาดแค่พอนั่งทำงาน พวกหล่อนสบตากันอีกครั้งก่อนผลักประตูเข้าไป


โอ้ย! ตื่นเต้น” คล้ายเดือนกระซิบกระซาบ


วาดฝันส่ายหน้าน้อยๆ ไม่เข้าใจนักว่าเพราะอะไรเพื่อนของหล่อนถึงต้องมีอาการแปลกๆ กับอาจารย์หนุ่มผู้นี้ ทำไมต้องประหม่า ทำไมต้องเกร็งและเกรงใจชนิดโอเวอร์ ทั้งที่เขาก็น่าจะเหมือนอาจารย์คนอื่นๆ ที่พวกหล่อนเคยสัมภาษณ์มาแล้ว หรือเพราะการที่เขาเล่นตัวไม่ยอมให้สัมภาษณ์กับชมรมง่ายๆ ทำตัวเหมือน 'ซุปตาร์' ประเภทชอบเก็บตัวอย่าง 'แอนดริว เกร็กสัน' ที่พอเปิดตัวทีจึงต้องตื่นเต้นกันนัก


...สงสัยอาจารย์พลศรุตจะอยู่ผิดที่ผิดทาง นี่น่ะมหาวิทยาลัยนะพ่อคุณ วาดฝันนึกค่อน


เจ้าหล่อนยังไม่ได้รับคำตอบในตอนนั้นหรอก จวบจนก้าวเท้าเข้าไปสัมภาษณ์ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศในห้องนั้นนั่นล่ะถึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของคำตอบทั้งหมด วาดฝันทำตามคล้ายเดือนด้วยการพนมมือไหว้เขาโดยมิได้เงยหน้าสบตาผู้เป็นเจ้าของห้อง เธอกดใบหน้าลงเพราะปราดมองทุกอย่างแบบเร็วๆ มองเห็นโต๊ะทำงานตัวย่อม กองตำรับตำราบนโต๊ะกับชั้นวางหนังสือที่ตั้งขนาบโต๊ะทั้งสามด้าน


แต่หลังจากนั้นก็บอกไม่ได้ว่ามีอย่างอื่นอย่างเช่น กรอบรูป กระถางต้นไม้หรือของประดับชนิดอื่นภายในห้องอีกหรือไม่ ด้วยเมื่อลดมือลงแล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตากลมโตของเธอก็พลันประสานกับเจ้าของเรียวตาคมที่มองมานิ่งๆ อยู่ก่อนแล้ว อาจารย์หนุ่มไม่ได้เบือนหน้าไปไหนและเธอก็ไม่สามารถบ่ายสายตาไปทางอื่นได้เช่นกัน


“สวัสดีค่ะอาจารย์พรต พวกเรามาจากชมรมวารสาร หนูชื่อคล้ายเดือน วันนี้จะทำหน้าที่สัมภาษณ์ ส่วนนี่ตากล้องชื่อวาดฝันค่ะ”


“หรือจะเรียกพวกหนูว่าแป้งกับลูกหว้าก็ได้ค่ะ” คล้ายเดือนเป็นฝ่ายแนะนำตัวเองกับผู้ติดตามก่อน ตอนนี้ดูเหมือนหล่อนจะปรับอารมณ์จนเข้าที่เข้าที่แล้วแต่กลายเป็นว่าคนที่สติสตังค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจะกลายเป็นอีกคนแล้วน่ะสิ นึกแปลกใจที่วาดฝันยังยืนนิ่งขณะที่หล่อนกำลังทรุดตัวลงนั่งตามอาการผายมือของเจ้าของห้อง


“นั่งสิ หว้า” ฉุดมือเล็กๆ ให้คนข้างๆ นั่งตาม ตอนนั้นอาจารย์หนุ่มจึงถอนสายตาจากเด็กสาวตรงหน้า เขาผงกศีรษะเป็นการรับรู้เรื่องชื่อของพวกหล่อน วาดฝันนั่งลงดังตึ้ก หลังชนพนักเก้าอี้ ภาพลักษณ์ที่เห็นเบื้องหน้าค้านกับคำว่า 'มนุษย์ถ้ำ' อย่างชัดเจน


“โอเค ผมจำชื่อพวกคุณได้แล้ว แป้ง” เขาเอ่ยเรียบๆ พลางปรายตามองหญิงสาวทั้งสองอีกครั้ง “แล้วก็...ลูกหว้า”


ปากที่จัดว่าได้รูปสวยมีรอยหยักเพียงนิดบนริมฝีปากกดบุ๋มลงเล็กน้อยยามสบตาคล้ายเดือน แต่เมื่อชายหนุ่มปัดสายตามาที่เธอดูเหมือนรอยยิ้มนั้นจะจืดจางโดยพลัน วาดฝันมองเห็นเพียงใบหน้าขรึมจัดของชายหนุ่มที่จัดได้ว่าหน้าตาดีมากๆ คนหนึ่ง ไม่มีความเป็นมิตรหรือแค่จะแสยะริมฝีปากยิ้มเยือน หญิงสาวถึงกับกะพริบตาถี่ๆ กับแววตาอ่านยากคู่นั้น


...หรือว่าเขาจะรู้ว่าเธอกำลังนินทาเขาในใจ ไม่หรอกน่า!


“ผมทราบจากอาจารย์รุ้งดาวแล้ว ขอโทษทีที่ผมมีเวลาไม่มาก มันกะทันหันน่ะ”


“แค่นี้ทางชมรมก็ต้องขอบคุณมากแล้วค่ะ หนูเตรียมคำถามทั้งหมดสิบคำถาม อาจารย์พรตอ่านแล้วเลือกก่อนได้เลยค่ะจะได้ไม่เสียเวลา หลังจากสัมภาษณ์เสร็จแล้วขอให้ลูกหว้าถ่ายภาพอาจารย์ แค่นี้ก็เสร็จแล้วล่ะค่ะ”


“ฟังดูไม่ยาก แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะช่วยหรือทำให้งานของพวกคุณยากขึ้นไปอีก ผมไม่ถนัดเรื่องให้สัมภาษณ์หรือพูดถึงตัวเองมากนัก เรื่องของผมไม่น่าสนใจเพราะมีแค่งานสอนกับงานแพทย์อาสา ผมไม่ใช่คนชอบสังคมมีเพื่อนไม่มาก ผมรักสันโดดจนบางคนมองว่าผมเหมือนพวกอาศัยอยู่แต่ในถ้ำ มีเพื่อนเป็นต้นไม้ ก้อนหินและดิน ก็แล้วแต่จะพูดกันไปให้สนุกปาก” 'ถ้ำ' คำนี้ฟังดูคุ้นๆ นะ


อาจารย์หนุ่มพูดเนิบๆ น้ำเสียงก็นุ่มทุ้มน่าฟัง ทว่าประโยคที่เอ่ยออกมากลับทำให้นักศึกษาสาวถึงกับอึ้ง ใบหน้าเหวอไปตามๆ กัน


“เอ้อ ไม่มีใครคิดอย่างนั้นหรอกค่ะอาจารย์พรต”


เผื่อใจไว้หน่อยก็ดีเพราะบทสัมภาษณ์ของมนุษย์ถ้ำไม่ได้วิเศษวิโสอะไร ก็แค่เรื่องของอาจารย์คนหนึ่ง แต่ผมจะทำให้ดีที่สุดตามที่ได้รับปากอาจารย์รุ้งดาวก็แล้วกัน”


คนที่เรียกตัวเองว่า มนุษย์ถ้ำ ปรายตาที่จัดว่าดุมาทางวาดฝัน สาวน้อยสะดุ้งแทบจะทุกขณะลมหายใจ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพราวที่ขมับบอบบาง มือเรียวบางที่กุมกล้องถ่ายรูปถึงกับชื้นเหงื่อ ดวงตาสุกสกาวหลุบลงต่ำแล้วเม้มปากแน่นเมื่อถูกย้อนรอยทุกคำพูด ถูกถากถางทุกถ้อประโยคราวกับว่า...อยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่เธอปรามาสถึงเขา


เขารู้ได้อย่างไร มีใครมาฟ้องงั้นหรือ...?


ผู้ชายคนนั้น...


เจ้าของรูปร่างสูง ผิวขาวๆ สวมชุดสุภาพเหมือนนักศึกษาทั่วไป คนที่เธอไม่ทันได้หันกลับไปมองให้เต็มตาปรากฏขึ้นในความทรงจำ ให้ตายเถอะ! รูปร่าง ลักษณะการแต่งตัวของเขาตรงกับอาจารย์หนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าทุกประการ ไม่ใช่ว่าชายหนุ่มคนนั้นแล่นมาฟ้องเขาหรอกแต่เป็นอาจารย์พลศรุตนี่เองที่อยู่กับเธอในลิฟต์ตัวนั้น


โคตรซวยเลย ยัยหว้าเอ้ย!


เราเริ่มกันเลยนะคะอาจารย์” คล้ายเดือนแก้สถานการณ์ด้วยการดึงอาจารย์หนุ่มกลับเข้าสู่การสัมภาษณ์ เธอยื่นคำถามที่เตรียมมาให้เขาอ่านเพื่อความสะดวกใจพลางหยิบเครื่องบันทึกเสียงออกมาวางบนโต๊ะ


ถ้าพร้อมแล้ว หนูขอบันทึกเสียงอาจารย์เลยนะคะ” เขาผงกศีรษะนิดหนึ่งเมื่อคล้ายเดือนกดเครื่องบันทึกเสียง


อาจารย์ช่วยพูดถึงตัวเองสักนิด เหมือนการแนะนำตัวเองแบบสั้นๆ น่ะค่ะ” พลศรุตเลิกแถบคิ้วนิดหนึ่ง ก่อนจะคิดหาคำเริ่มต้น...


ผมเกิดในครอบครัวอมราวัฒน์ มีน้องชายหนึ่งคน คุณพ่อเป็นนายแพทย์และเป็นอาจารย์เหมือนผม ด้วยความที่เป็นลูกชายคนโตทำให้ผมจริงจังเรื่องที่ตนเองรับผิดชอบและทำอะไรด้วยตัวเองมาโดยตลอด ที่สำคัญ...ผมไม่ชอบตัดสินคนอื่นจากภายนอกหรือแค่ไปได้ยินได้ฟังมา เท่านี้...พอไหมครับ?”


คล้ายเดือนพยักหน้าแล้วถามต่อ “เล่าถึงงานของอาจารย์ได้ไหมคะว่าตอนนี้อาจารย์ทำอะไร และวางแผนชีวิตอนาคตไว้อย่างไร?”


ตั้งแต่เรียนจบ ผมเลือกที่จะเป็นอาจารย์มากกว่าการเป็นหมอ ตอนนั้นยังวัยรุ่น ผมคิดว่าตัวเองมือไม่ถึง ใจก็ยังไม่เด็ดพอที่จะมองดูคนไข้บางคนต้องจากไปทั้งที่อยู่ในมือผม จะพูดว่าใจเสาะก็คงใช่ ส่วนการเป็นครูก็คือผู้ให้ ไม่มีทางที่จะมีใครถูกพรากชีวิตไปขณะที่ผมเป็นผู้สอน ที่นี่ผมได้ให้ความรู้ได้มากเท่าที่ผมมี ให้เท่าที่ผมให้ได้ ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ก็สี่ปีแล้วที่ผมเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัย ผมสอนที่นี่สามวันต่อหนึ่งสัปดาห์”


หมอ...เป็นเรื่องของอนาคต เมื่อไหร่ที่ผมใจกล้าพอ ผมจะไปเป็นหมอรักษาคนครับ”


อาจารย์พูดถึงเรื่องอนาคต แสดงว่ามีความตั้งใจเอาไว้แล้ว นานแค่ไหนคะ หนึ่ง...สองปี หรือสักห้าปีข้างหน้า?”


ผมเองก็ยังไม่รู้ อนาคตก็คือพรุ่งนี้เป็นต้นไป จู่ๆ ผมอาจไปเป็นแพทย์อาสาที่ไหนสักแห่ง ที่ที่การแพทย์เข้าไปไม่ถึง ที่ที่ต้องการหมออย่างผม”


แล้วเรื่องที่อาจารย์เพิ่งได้รับทุนเรียนต่อปริญญาเอกล่ะคะ น่าเสียดายออก จะว่าไปอาจารย์มีทางเลือกดีๆ รออยู่อีกเยอะเลยนะคะ”


เปล่าเลย ทางเลือกของผมมีแค่สองอย่างเท่านั้น ไม่ใช่อาจารย์ก็หมอนี่ล่ะ” เขาบอกยิ้มๆ ดูเป็นกันเองมากขึ้น


ถ้าอย่างนั้นอีกหน่อยที่พวกเราไม่สบาย ก็คงมีโอกาสรักษากับอาจารย์พรตใช่ไหมคะ?” คล้ายเดือนถามยิ้มๆ เขาส่ายหน้า


ผมเป็นหมอระบบประสาท ถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากรักษาพวกคุณหรอกนะ ขอภาวนาว่าอย่าให้เป็น”


อุ้ย! งั้นหนูขอตัวดีกว่าค่ะ” หล่อนหัวเราะกับอารมณ์ขันที่ค่อยๆ คายออกมาจากอาจารย์หนุ่มหน้าขรึม ตอนนี้เขาเริ่มมีรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า วาดฝันถึงกับกะพริบตาน้อยๆ ตอนมองผ่านเลนส์ ระหว่างที่คล้ายเดือนกำลังสัมภาษณ์เขาเธอก็ทำหน้าที่ของเธอเพื่อจะได้ไม่ต้องนั่งเก้อๆ อยู่คนเดียว จะว่าไปแล้วการมองแบบนี้ก็ดีตรงที่ไม่ต้องสบตาเขาตรงๆ ให้รู้สึกแปลกๆ อีก


เอ่อ คำถามสุดท้ายแล้วค่ะ” ฝ่ายที่จะสัมภาษณ์กดใบหน้าลงอ่านโพยในมือ เงยหน้าขึ้นใหม่แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม


ขอถามคำถามส่วนตัวนะคะอาจารย์?”


พลศรุตเงยหน้าตาม ครางว่า...หืม แล้วเลิกแถบคิ้ว “เรื่องส่วนตัว ผมก็อยากเก็บเอาไว้เป็นส่วนตัวนะ”


ที่จริง...ผมโชคดีที่ไม่มีเรื่องพวกนี้เข้ามาให้ต้องคิดเลย ชีวิตผมมีแต่งานล้วนๆ แล้วก็หนังสืออีกกองเบ้อเริ่มที่พวกคุณเห็นในห้องนี้ ผมมีหน้าที่ต้องอ่านมันไม่มีเวลาไปอ่านอย่างอื่นหรอกครับ”


แสดงว่าอ่านหนังสือเป็นงานอดิเรก ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ชอบอ่านอะไร ประเภทไหนเหรอคะ?”


ผมอ่านหนังสือทุกประเภท แต่ถ้าให้เลือก...ผมจะอ่านอะไรที่ซ่อนความหมายเอาไว้ ไม่ใช่แค่อ่านแล้วเข้าใจโต้งๆ แต่ต้องค้นหาความนัยด้วยว่าคนเขียนต้องการสื่อสารอะไรกันแน่ นั่นล่ะจึงจะน่าสนใจ”


หมายถึง...สเปกเรื่องผู้หญิงด้วยหรือเปล่าคะอาจารย์?”


แหม คุณนี่เก่งเรื่องดึงเข้าไปเรื่องนี้นะ” เขาหัวเราะ


อาจารย์พรตมีแฟนหรือยังคะ?” คำถามนี้ชายหนุ่มไม่ได้ตอบ เขาส่ายหน้าน้อยๆ ตบท้ายด้วยรอยยิ้มที่ระบายขึ้นอีกครั้ง ทันให้วาดฝันได้บันทึกภาพนั้นไว้ คล้ายเดือนยิ้มตอบ คิดว่าสัมภาษณ์เพียงพอแล้วและเห็นควรแก่เวลาจึงเอื้อมมือไปกดปิดเครื่องบันทึกเสียง


มีผู้หญิงอีกหลายคน อยากเป็นหนังสือให้อาจารย์เปิดอ่านแน่ๆ ค่ะ”


ผมคงเป็นนักอ่านที่ไม่ดีนักหรอก หนังสือบางเล่มบางเกินไปสำหรับผม บางเล่มก็หนาถือไปก็หนักและบางเล่มเนื้อหาดีแต่ไม่เหมาะกับผมเลย คงอีกนานกว่าที่ผมจะหาหนังสือเล่มที่เหมาะกับตัวเองเจอ”


ประธานชมรมสาวไม่ได้บันทึกบทสัมภาษณ์เรื่องนี้ไว้ในเครื่องบันทึกเสียง ไม่คิดตีพิมพ์ทั้งที่นี่ล่ะเรื่องที่ทุกคนอยากรู้แต่เรื่องนี้แหละที่เรียกว่า 'เรื่องส่วนตัว' อย่างแท้จริง ทว่ามันกลับแทรกซึมเข้าไปอยู่ในริ้วความคิดของวาดฝันโดยไม่ตั้งใจ


ขอบคุณค่ะอาจารย์ พวกหนูกับทางชมรมวารสารต้องขอบคุณอาจารย์มากจริงๆ”


ผมรู้ว่าพวกคุณเจออะไรมา ยังไงก็ฝากบอกอาจารย์รุ้งดาวด้วยนะครับ ผมหวังว่า...บทสัมภาษณ์วันนี้จะทำให้อะไรดีขึ้นบ้าง”


เสียงนุ่มทุ้มตอบกลับมาบ่งบอกถึงความหวังดี เพราะพลศรุตรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้จึงยอมช่วยเหลือ อีกทั้งยังมีมิตรภาพที่ดีกับรุ้งดาวเพราะเข้ามาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยในเวลาไล่เลี่ยกัน วันนี้อาจารย์หนุ่มยอมตอบคำถามโดยไม่เกี่ยงงอน รู้ดีว่าเรื่องราวของเขาเป็นที่กระหายในคนหมู่มากแต่เป็นผลดีกับชมรมวารสารที่กำลังถูกไล่บี้จากอาจารย์แมคเคน


นี่ล่ะ เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้คล้ายเดือนมีโอกาสมานั่งสัมภาษณ์เขาอยู่ในตอนนี้


แต่นี่หรือชายหนุ่มที่ใครๆ เล่าลือ คนที่ตอบทุกคำถามอย่างคนมีความคิด มีเหตุผลและเต็มไปด้วยความจริงใจ


พลศรุตไม่น่าใช่อาจารย์หนุ่มคนเดียวกับที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำลายอนาคตนักศึกษาแพทย์คนนั้น ไม่น่าจะใช่คนที่คบกับหล่อนจนตั้งครรภ์และสุดท้ายต้องลาออกหนีอายไปกลางคัน ทิ้งอนาคตที่กำลังจะจบแพทย์ ทิ้งอาจารย์หนุ่มไว้กับคำกล่าวหารุนแรง ถึงจะยังไม่มีใครล่วงรู้ความจริง หากว่าคล้ายเดือนบอกตัวเองว่าไม่เชื่อข่าวลือนั่นอีกแล้ว


เสียง 'แชะ' ทำให้เขากับคล้ายเดือนหันมาพร้อมกัน ระหว่างบทสนทนาตากล้องสาวยังทำหน้าที่ของตน วาดฝันบันทึกภาพพลศรุตไม่รู้กี่สิบภาพ กี่ร้อยภาพโดยไม่คิดจะนับ รู้เพียงว่าชายหนุ่มที่อยู่ในกรอบสายตามีแรงดึงดูดมหาศาลและเป็นที่น่าจดจำ ต่อเมื่อคนทั้งสองมองมาจึงละกล้องออกจากใบหน้า


เสียง 'แชะ' รูปใบสุดท้าย พร้อมกับบอก “ถ่ายรูปเสร็จพอดีเลย” 




การพบกันที่ไม่เคยจะ 'ธรรมดา' ของเขากับเธอ 

ความรู้สึกที่ไม่เคย 'ธรรมดา' ยามพบหน้า มีเรื่องให้ลุ้นกันต่อ

ว่าการเผชิญหน้าของลูกหว้ากับอาจารย์พรต จะเป็นอย่างไรหนอ... 

เค้าฝากเรื่องนี้ด้วยนะคะ ฝากแอด fav ไว้อ่านกันได้ค่ะ 

จะอัพ "พรหมน้ำผึ้ง" ตลอด..ตลอด จ้า 

                                                     ดาลัน | นฎา :) 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 29 สิงหาคม 2558 / 03:19
    ขอนอกเรื่องหน่อยนะคะ เมื่อไหร่จะอัพเงื้อมเงามารคะ
    #83
    1
    • #83-1 mommam_d (@mommam_d) (จากตอนที่ 3)
      30 สิงหาคม 2558 / 00:25
      คุณยำวุ้นเส้นเปรี้ยวจี๊ด

      ดาลัน อัพ "พรหมน้ำผึ้ง" สลับกับ "เงื้อมเงามาร" และเขียนอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้ลงในเด็กดี
      เขียนไปพร้อมกันค่ะ อาจลงช้าไปบ้าง แต่ลงให้อ่านเรื่อยๆ ไปจนจบ
      เมื่อกี้เพิ่งลงเพิ่ม + รีไรท์เนื้อหาของตอน 4 เงื้อมเงามาร
      แวะไปอ่านได้ค่ะ ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ ^^

      ดาลัน | นฎา
      #83-1