[SF/OS] #รังกระต่ายของป๋อ [ป๋อจ้าน,อี้จ้าน]

ตอนที่ 4 : [OS] Memory

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 608
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    14 ก.ย. 62








Memory

 

 

 

 

 

 

            เมื่อกาลเวลาผ่านไป ทุกอย่างล้วนกลายเป็นแค่ความทรงจำ

 

 

           

 

            รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่แล่นเข้ามาในสวนสาธารณะและจอดลงในช่องจอด เขาถอดเครื่องป้องกันทั้งถุงมือ หมวกกันน็อคออก ใบหน้าคมสันติดจะนิ่งเรียบกวาดสายตาเพื่อมองหาที่ว่าง เมื่อเจอก็ก้าวลงจากรถและไม่ลืมจะหยิบสมุดสเก็ตช์ภาพติดมือมาด้วย ชายหนุ่มนั่งลงบนม้านั่งก่อนจะเตรียมอุปกรณ์และค่อยๆ ร่างภาพลงบนสมุด นัยน์ตาสีนิลจ้องมองทิวทัศน์เบื้องหน้าเพื่อเก็บภาพส่วนมือก็สร้างสรรค์ออกมา เมื่อก่อนทักษะวาดภาพของเขาแทบจะติดลบเสียด้วยซ้ำ หลายปีมานี้ก็ทั้งศึกษาและลงมือมาเยอะจนวาดได้ดั่งใจ

 

 

            เมื่อนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ต้องหัดวาดรูปเรียวปากหยักก็เผยยิ้มออกมาแต่มือก็ยังคงไม่หยุด เส้นดินสอลากไปมาบนสมุดจนกลายเป็นรูปร่าง แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกถึงแรงกระแทกเบาๆ ที่เท้า เมื่อมองดูก็พบว่าเป็นลูกบอลยางขนาดเท่าลูกฟุตบอลสีฟ้าสด เขาวางดินสอและพับสุดสเก็ตช์เก็บก่อนจะหยิบลูกบอลยางขึ้นมาพิจารณา คาดว่าคงเป็นของเด็กที่มาเล่นที่นี่และเผลอโยนแรงจนกระเด็นมาถึงเขา

 

 

            “ลูกบอลของหนู” เสียงเล็กๆ ที่ดังขึ้นทำให้เขาเงยหน้าไปมอง เด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่องนิ้วเล็กๆ ชี้มาที่ของในมือของเขา

 

 

            “ของหนู?” ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากกับถ้อยคำน่ารักของเด็กน้อย แต่ก็อดจะสงสัยไม่ได้เพราะสาวน้อยตรงหน้าเขาน่าจะอายุประมาณ 7-8ขวบได้ แต่การออกเสียงฟังแปร่งๆ ชอบกล หรือจะเป็นเด็กที่มาจากต่างเมือง

 

 

            “อื้ม ของหนู” เด็กน้อยดูกระตือรือร้นมากขึ้นเมื่อเห็นว่าคนหน้าดุแต่ไม่ได้ดุอย่างที่คิด เท้าเล็กๆ เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะยื่นมือมาหา “ขอ”

 

 

            ท่าแบมือกับตากลมโตที่ทอประกายทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเอ็นดู เขายื่นลูกบอกยางในมือไปทางเด็กน้อย ขณะที่กำลังส่งบอลยางไปถึงมือน้อยๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา

 

 

            “เหม่ยเหมย ทำอะไรอยู่ลูก” น้ำเสียงนุ่มหูทำให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง เขารู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนเมื่อคนตรงหน้าเดินเข้ามา แม้กาลเวลาจะผ่านไปกว่าสิบปี แต่รอยยิ้มนั้นเขาไม่เคยมีวันลืม

 

 

            จ้านเกอ...” พูดเสียงเบาราวกับไม่เชื่อสายตา

 

 

            อี้ป๋อ? อี้ป๋อใช่ไหม?” คนพูดยิ้มกว้าง ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าคือคนรู้จักที่ไม่ได้เจอกันมานาน

 

 

            “แด๊ด!” ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ทักทาย เสียงเล็กๆ ของเด็กหญิงก็ดังขึ้น มือน้อยคว้าเอาลูกบอลยางแล้วรีบวิ่งกลับไปหาคนที่ตนเรียกว่าแด๊ดและกระโจนเข้าหาจนต้องก้มตัวลงไปรับและอุ้มแนบอก

 

 

            “มาซนอะไรตรงนี้ครับ”

 

 

            “ไม่ซน เหม่ยเหมยไม่ซน”

 

 

            “จริงนะ?”

 

 

            “จริงสิ เหม่ยเหมยเป็นเด็กดี ไม่ซน” คำพูดคำจาและท่าทางออดอ้อนของเด็กน้อยทำเอาคนที่อุ้มอยู่หัวเราะออกมาก่อนจะฟัดแก้มนุ่มด้วยความมันเขี้ยว

 

 

            เสียงหยอกล้อของเด็กและผู้ใหญ่ตรงหน้าแทบไม่เข้าหูชายหนุ่มเลย ถึงจะเคยได้ยินมาว่าอีกคนแต่งงานและมีครอบครัวที่ต่างประเทศ แต่มันก็ไม่เท่ากับที่ได้เห็นด้วยตาของตัวเองอย่างตอนนี้

 

 

            เซียวจ้าน รักแรกและเรียวของหวังอี้ป๋อ

 

 

            “เด็กดี ไปเล่นกับคุณแม่ก่อนนะ พ่อขอคุยกับคุณอาก่อน” เซียวจ้านบอกกับลูกสาวตัวน้อยในอ้อมกอด ก่อนจะวางลงกับพื้นและมองส่งจนไปถึงจุดหมายค่อยหันกลับมาสบตากับคนที่นั่งนิ่งอยู่นาน

 

 

            “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” ถึงแม้รอยยิ้มและน้ำเสียงสดใสนั้นจะยังคงเหมือนเดิม แต่หวังอี้ป๋อก็มองออกว่าอีกคนประหม่าไม่น้อย คงเพราะไม่ได้กันนานนับสิบปี

 

 

            หรือจะพูดให้ถูกก็คือ แฟนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน

 

 

            “นายสบายดีนะ” เซียวจ้านถามอีกครั้ง ค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนม้านั่งใกล้ๆ เมื่อเห็นว่าคนอายุน้อยกว่าไม่มีปฏิกิริยาด้านลบ

 

 

            “ก็เรื่อยๆ พี่ล่ะ?”

 

 

            “ก็ดี ตอนนี้ย้ายกลับมาจีนแล้ว”

 

 

            “อืม”

 

 

            “วาดรูปด้วยเหรอ?”

 

 

            “อืม”

 

 

            “ยังพูดน้อยเหมือนเดิมเลยนะ”

 

 

            “อืม”

 

 

            “......”

 

 

            เซียวจ้านก้มหน้าเม้มปากแน่นเมื่อถามอะไรไปก็ได้รับแค่ประโยคเดียวกลับมา เขาบีบมือตัวเองแน่นและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะผ่อนมันออกมา

 

 

            “ขอโทษนะ”

 

 

            “......”

 

 

            “ขอโทษที่หนีไป”

 

 

            “เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจของอีกคนทำให้เซียวจ้านรีบหันไปมอง ใบหน้าคมนั้นมีรอยยิ้มน้อยๆ ดวงตาก็ทอแววอ่อนโยนมองเขาอย่างเอ็นดู ถึงแม้ภายนอกจะดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นแต่ภายในก็ยังเหมือนเดิม

 

 

            เป็นหวังอี้ป๋อคนเดิมที่เขารู้จัก

 

 

            “ผมสิต้องเป็นฝ่ายขอโทษ ที่งี่เง่าหลายอย่างจนทำให้พี่ทนไม่ไหว” ประโยคยาวๆ ประโยคแรกที่หวังอี้ป๋อพูดออกมาทำให้เซียวจ้านยิ้มได้

 

 

            “ไม่หรอก” เซียวจ้านส่ายหน้า “ว่าแต่นายสบายดีจริงๆ ใช่ไหม ไม่ได้โกหกนะ”

 

 

            “ผมสบายดีจริงๆ ตอนนี้ก็เปิดร้านขายอุปกรณ์สเก็ตบอร์ดแล้วก็สร้างลานให้เขาเช่าด้วย” หวังอี้ป๋ออธิบาย

 

 

            “ยังชอบสเก็ตบอร์ดเหมือนเดิมสินะ”

 

 

            “อืม เลิกไม่ได้หรอก” เขาว่ายิ้มๆ ดวงตาคมจ้องมองอีกคนที่ไม่ต่างจากภาพในความทรงจำของเขาเท่าไหร่ ทุกอย่างยังดูเป็นเซียวจ้านคนเดิมที่หวังอี้ป๋อเคยรู้จัก

 

 

            หวังอี้ป๋อรู้จักเซียวจ้านผ่านพี่ชายของเพื่อนอีกที เห็นครั้งแรกเขาก็ตกหลุมรักอีกคนทันที ตามจีบอยู่ตั้งนานกว่าเซียวจ้านจะใจอ่อน ช่วงแรกๆ ผ่านไปด้วยดี เราเข้าใจกันแทบทุกอย่าง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่มีทางอยู่ที่จุดเดิม ทุกคนต่างมีโลกส่วนตัวและความชื่นชอบเป็นของตัวเอง และอาจเป็นเพราะเซียวจ้านเองก็ไม่ได้ชอบผู้ชายตั้งแต่แรก หวังอี้ป๋อก็ยังเด็กเกินไปกว่าที่จะรักษาความสัมพันธ์ ยิ่งนับวันทั้งคู่ต่างก็เห็นความแตกต่างของกันและกัน

 

 

            เซียวจ้านชอบที่จะวาดรูป แต่หวังอี้ป๋อวาดรูปได้ห่วยมาก

 

            เซียวจ้านชอบความสงบธรรมชาติ แต่หวังอี้ป๋อชอบที่จะออกไปสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน

 

            เซียวจ้านชอบทำอาหาร แต่หวังอี้ป๋อคิดว่ามันยุ่งยากซื้อเอาง่ายกว่า

 

            เซียวจ้านชอบอาหารรสเผ็ด แต่หวังอี้ป๋อทานเผ็ดไม่ได้

 

            เซียวจ้านชอบที่จะใช้วันหยุดอยู่กับคนรัก แต่หวังอี้ป๋อมักใช้วันหยุดไปกับกลุ่มเพื่อนเพราะคิดว่าไม่ได้เจอกันนาน

 

 

            ความห่างของอายุ 6ปี ยิ่งสร้างระยะห่างของพวกเขามากขึ้น และด้วยความที่ยังเด็กอยู่มาก ทำให้หวังอี้ป๋อมักคิดเสมอว่าเซียวจ้านชอบรั้งตัวเขาเอาไว้ไม่ให้ไปพบเจอเพื่อนฝูง เราเริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้น ห่างเหินกันมากขึ้น จนสุดท้ายก็ไปต่อกันไม่ไหว แต่ถึงอย่างนั้นเซียวจ้านก็ยังเป็นฝ่ายขอโทษและรับความผิดเอาไว้เองที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้จบลง และกว่าที่หวังอี้ป๋อจะคิดได้ว่าที่จริงแล้วเซียวจ้านไม่เคยบังคับให้เขาไม่ออกไปเจอเพื่อนฝูง เพียงแค่ต้องการใช้วันหยุดกับคนที่รัก คนพี่ยังคงเอาใจใส่และพยายามที่ปรับตัวเขาหาเสมอ กว่าจะมองออก อีกฝ่ายก็ไม่ได้อยู่ให้เขาขอโทษอีกต่อไปแล้ว เคยคิดจะไปตามหาถึงที่นั่น แต่พอได้ยินจากเพื่อนของเซียวจ้านว่าคนอายุมากกว่ากำลังจะหมั้นหมาย เขาก็ล้มเลิกความคิดทุกอย่าง

 

 

            ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านมากว่าสิบปีแล้ว

 

 

            เซียวจ้านมองหวังอี้ป๋อในวัย 32ปี ดูสุขุมและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ทั้งที่เมื่อก่อนยังตัวเล็กกว่าเขาด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กลับตัวสูงใหญ่ ไหล่กว้าง ให้กลิ่นอายที่น่าค้นหา

 

 

            “ลูกพี่น่ารักดี” น้ำเสียงเรียบๆ เรียกให้เซียวจ้านได้สติขึ้น เขาละสายตาจากหวังอี้ป๋อมองไปยังลูกน้อยและภรรยาที่เล่นอยู่ไม่ไกล

 

 

            “อื้ม คนโตซื่อเซียวเหม่ย ส่วนคนเล็กชื่อเซียวเหยียน” สายตาและน้ำเสียงที่มองไปยังเด็กน้อยทั้งสองช่างอบอุ่นและอ่อนโยน ริมฝีปากก็คลี่ยิ้ม

 

 

            “แล้วนายล่ะ?” เซียวจ้านหันกลับมาถามคนข้างตัว หวังว่าจะมีใครสักคนคอยอยู่เคียงข้างเด็กคนนี้

 

 

            “ยังสนุกกับงานและร้าน” ถึงจะไม่ได้ตอบชัดเจน แต่เซียวจ้านก็รู้ว่าความหมายของมันคืออะไร

 

 

            ขณะที่ความเงียบโรยตัวลงมาครอบคลุมทั้งคู่ไว้เพราะไม่รู้จะคุยอะไรต่อดี เสียงเล็กๆ ของเซียวเหม่ยก็ตะโกนมาว่าอยากทานไอศกรีม เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากผู้เป็นพ่อได้อย่างดี ส่วนเซียวเหยียนวัยสองขวบที่เล่นจนหมดแรงก็ซบไหล่มารดาพร้อมจะหลับได้ทุกเมื่อ

 

 

            “พี่ไปเถอะ” หวังอี้ป๋อว่า เขาเก็บดินสอและอุปกรณ์วาดรูปเตรียมจะกลับแล้วเหมือนกัน

 

 

            “อืม”

 

 

            ทั้งคู่ลุกขึ้นจากม้านั่ง ปัดเศษฝุ่นก่อนจะหันมาสบตากันอีกครั้ง รอยยิ้มบางเบาประดับที่ริมฝีปากของทั้งคู่ ในใจต่างก็โล่งที่สามารถกล่าวขอโทษและยังพูดคุยกันเหมือนเดิมได้โดยที่ไม่มีอะไรติดค้างในใจอีก

 

 

            “นี่นามบัตรฉัน มีอะไรก็ติดต่อมาได้นะ” เซียวจ้านยื่นนามบัตรให้กับคนอายุน้อยกว่า ก่อนจะรีบเดินออกไปเมื่อลูกสาวร้องเรียกอีกครั้ง

 

 

            หวังอี้ป๋อมองตามครอบครัวเซียวจนลับตาไป ภาพที่เซียวจ้านอุ้มลูกสาวและเดินเคียงข้างภรรยาที่อุ้มลูกอยู่ในสายตาเขาตลอด หลุบตาลงมองกระดาษในมือแล้วยิ้มออกมาบางเบา

 

 

            “มีความสุขมากๆ นะ คนดีของผม”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            หวังอี้ป๋อเปิดประตูห้องพัก ห้องนี้อยู่ห่างจากร้านและลานสเก็ตของเขาไปสามช่วงตึก แต่เขากลับไม่คิดที่จะย้ายไปไหน เพราะมันคือห้องที่เขาเคยอยู่กับเซียวจ้าน ดวงตาคมกวาดตามองไปรอบๆ ทุกอย่างยังคงจัดวางไว้เหมือนเดิม ไม่ต่างกับสิบปีที่แล้วที่เคยมีใครคนนั้นอาศัยอยู่ด้วยกัน

 

 

            “เจียงเล่ย ฉันเองนะ” เขากดโทรศัพท์หาเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนร้าน “จากนี้ฝากร้านด้วยนะ...อืม...จะไปแล้ว...ไปที่ไหนไม่รู้เหมือนกัน คงไปเรื่อยๆ...ขอโทษด้วยนะ...อืม...ขอบใจมาก”

 

 

            หวังอี้ป๋อไม่ใช่คนเย็นชาที่ไร้หัวใจ แต่เพราะยังรักอยู่จนเต็มหัวใจต่างหาก เขาถึงเลือกที่จะปฏิบัติกับเซียวจ้านไปแบบนั้น ไม่แสดงออกว่ารักทั้งที่รักมากเพียงเพราะไม่ต้องการที่จะสร้างความลำบากให้อีกฝ่าย เขาไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนที่ทำลายความสุขของเซียวจ้านอีกครั้ง

 

 

            เพราะอย่างนั้นเขาถึงต้องเป็นคนเดินออกไปจากชีวิตของเซียวจ้านเอง

 

 

            หากความรักของเขาจะสร้างความลำบากให้เซียวจ้าน หวังอี้ป๋อจะขอเป็นคนไปเอง ขอแค่ได้มองดูและปกป้องอีกฝ่ายจากที่ไกลๆ ก็พอแล้ว

 

 

            มือใหญ่จัดการเก็บของที่ต้องใช้และเสื้อผ้าบางส่วนลงกระเป๋าเป้ใบใหญ่ ชิ้นไหนที่ไม่ใช้ก็เก็บลงตู้และบางส่วนก็แยกออกมาเอาไว้ไปให้เจียงเล่ยที่ร้านรวมทั้งอาหารและของกินในตู้เย็นด้วย ฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ก็หาผ้ามาคลุม เมื่อเสร็จก็ตรวจเช็คความเรียบร้อยอีกครั้งก่อนจะโทรให้เพื่อนมารับของที่ห้อง หวังอี้ป๋อไม่ได้ต้องการจะขายห้องนี้เพราะความทรงจำของเขาทั้งหมดอยู่ที่นี่

 

 

            หวังอี้ป๋อเดินเข้าไปในห้องนอน เปิดตู้แล้วหยิบเอากล่องใบหนึ่งออกมา ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่มีตัวล็อคกุญแจ เขาปลดล็อคและค่อยๆ เปิดอย่างเบามือ ข้างในเป็นรูปวาดหลายสิบใบ ทั้งยังมีภาพถ่ายของเขาและเซียวจ้าน รวมถึงเครื่องประดับไม่ว่าจะเป็นต่างหู นาฬิกา สร้อยคอ สร้อยข้อมือที่เซียวจ้านซื้อให้เขา

 

 

            กล่องเก็บความทรงจำของหวังอี้ป๋อ

 

 

            หวังอี้ป๋อไม่เคยบอกเหตุผลกับใครว่าทำไมถึงต้องมาเรียนวาดรูปเอาตอนอายุยี่สิบกว่าปี แต่เขารู้ดีว่าเพราะอะไร ภาพวาดของเซียวจ้านหลายสิบใบในนั้นคือตอบ ช่วงเวลากว่าสิบปีที่ไม่ได้เจอกัน อีกคนจะมีตัวตนได้ก็ในความทรงจำของเขาเท่านั้น ภาพรอยยิ้มของเซียวจ้านที่ถูกวาดขึ้นโดยหวังอี้ป๋อ

 

 

            มือใหญ่ลากไปตามภาพเหล่านั้นก่อนจะมาหยุดที่กล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เขาหยิบขึ้นมาเปิดอย่างถนอม แหวงวงเกลี้ยงต่างขนาดสองวงวางคู่กันอยู่ในนั้น ข้างในสลัก Y&Z ไว้ทั้งสองวง แหวนที่เขาสั่งทำแต่ไม่มีโอกาสได้ให้เพราะเกิดเรื่องเสียก่อน

 

 

            หวังอี้ป๋อทอดสายตามองแหวนทั้งสองวงอย่างอ่อนโยนอยู่สักพักก่อนจะปิดกล่องและเก็บมันเข้าที่เดิม เขาได้ยินเสียงกริ่งที่หน้าห้องและรู้ว่าเจียงเล่ยมาถึงแล้ว เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมา บรรจงประทับจูบลงบนนามบัตรใบนั้นแผ่วเบาแล้ววางลงในกล่อง จัดการล็อคกุญแจและเก็บใส่ตู้อีกครั้ง

 

 

            แด่ความทรงจำที่ไม่มีวันลืม

 

            แด่รักแรกและรักเดียว

 

 

 

 

            แด่เซียวจ้านของหวังอี้ป๋อ

 

 

 

 

Memory

 

 

 

ตามจิกได้ที่แทก #รังกระต่ายของป๋อ ในทวิตเตอร์นะฮะ

เอิ๊กๆๆๆ ไม่มีอะไรจะพูด นอกจากขอให้สนุกกับฟิคนะฮะ อาจมีสนุกบ้าง ไม่สนุกบ้าง ขึ้นๆ ลงๆ ยังไงก็ขอฝากด้วยนะฮะ ^^

 

 

ปล.เราเปิดเรื่องใหม่ฮะ เป็นเรื่องยาวแนวโอเมก้าเวิร์สของป๋อจ้าน ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะฮะ

คลิก >>> Chain of Love #ล่ามรักป๋อจ้าน








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

26 ความคิดเห็น

  1. #20 Rt.aom (@_31021_) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 17:35
    มันเศร้าๆอะ เเง
    #20
    1
    • #20-1 momintank (@momintank) (จากตอนที่ 4)
      5 ตุลาคม 2562 / 17:34
      โอ๋นะฮะ ไม่เศร้ามากหรอก ทุกคนต่างมีเส้นทางของตัวเองฮะ^^
      #20-1
  2. #19 แม่น้องป๋อ (@panjawanbunkam71) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 15:14

    อื้อหือออ ฮือออออ่านแล้วซึมเป็นทอยเล็ตเลยค่ะ
    #19
    1
    • #19-1 momintank (@momintank) (จากตอนที่ 4)
      5 ตุลาคม 2562 / 17:32
      โอ๋นะฮะ ^^
      #19-1