[SF/OS] #รังกระต่ายของป๋อ [ป๋อจ้าน,อี้จ้าน]

ตอนที่ 3 : [SF] My Rabbit [จบ] 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,251
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 108 ครั้ง
    4 ก.ย. 62













My Rabbit

 

 

[3]

 

 

 

 

 

 

            หวังอี้ป๋อมองกระต่ายตาแดงที่กำลังวิ่งดุ๊กดิ๊กไปมาในห้องพักนักกีฬา ทั้งที่เคยมาหลายรอบแล้วแต่เจ้าตัวยังดูตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ รอยยิ้มกว้างกับตาโตๆ หลังกรอบแว่นทำเอาคนที่มองต้องยิ้มออกมาด้วยใจที่พองฟู

 

 

            กระต่ายอะไรน่ารักชะมัด

 

 

            “จ้านเกอ” คนเด็กกว่าร้องเรียกไว้ เพราะตอนนี้เซียวจ้านแทบจะโผล่ออกจากหน้าต่างไปครึ่งตัวแล้ว ดวงตากลมของกระต่ายจ้องมองรถหลายคันที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วในสนาม เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่น และเสียงเชียร์กระหึ่มก้องไปทั่งสนามสร้างความฮึกเหิมจนใจเต้นระรัว

 

 

            หวังอี้ป๋อเดินเข้ามาชิดแผ่นหลังเล็กก่อนจะเอื้อมมือคว้าเอวอีกคนไว้เพราะกลัวจะพลัดตกลงไป มือใหญ่ทั้งสองวางไว้ข้างเอวหลวมๆ เพื่อไม่ให้กระต่ายตัวนี้ตื่นตกใจ แต่ยิ่งได้สัมผัสก็ยิ่งแปลกใจ ทั้งที่เซียวจ้านสูงกว่าเขา(แค่นิดเดียวนะ)แต่เอวกลับบางมาก แขนขาก็เรียวเล็ก มือยังเล็กกว่าด้วย

 

 

            “อี้ป๋อ เตรียมตัวนะ อีกครึ่งชั่วโมง”

 

 

            “รู้แล้ว” หวังอี้ป๋อขานรับเสียงของเพื่อนร่วมทีมที่ดังอยู่หน้าห้อง ปกติเขาจะรวมตัวกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ข้างล่าง แต่เพราะวันนี้มีกระต่ายตาแดงตัวนี้มาด้วยถึงได้มาขลุกอยู่แต่ในห้องจนคนอื่นต้องมาตาม เขารวบเอวของเซียวจ้านไว้ด้วยมือข้างเดียวส่วนมืออีกข้างก็เลื่อนปิดบานกระจกของหน้าต่าง ดวงตาคมจ้องกระต่ายที่ดูอึนๆ ไม่รู้ตัวสักนิดว่ากำลังถูดกอดอยู่

 

 

            เป็นกระต่ายซื่อบื้อโดยแท้

 

 

            คนอายุน้อยกว่าได้แต่ลอบถอนหายใจ เพราะเป็นคนมึนๆ ความรู้สึกช้าแบบนี้แหละถึงน่าเป็นห่วง ถ้าถูกคนอื่น(ที่ไม่ใช่ตัวเขา)เข้าหาหรือหวังผลประโยชน์อื่นๆ แค่คิดก็เป็นห่วงจนอยากจับไปขังไว้ที่บ้านแล้ว

 

 

            “ผมไปก่อนนะ ไปคิดมาว่าเย็นนี้อยากกินอะไร”

 

 

“ได้ นายก็ทำให้เต็มที่นะ”

 

 

หวังอี้ป๋อละมือออกจากคนพี่ แอบเสียดายที่ได้สัมผัสร่างกระต่ายแค่แป๊ปเดียว แต่ก็รู้สึกได้ว่าร่างกายอีกคนเหมาะมือมากๆ ถ้าได้กอดคงจะเต็มไม้เต็มมือ

 

 

            “เป็นอะไร?” เซียวจ้านถามเมื่อเห็นอีกคนส่ายหัวไปมา

 

 

            “เปล่า ผมไปก่อนนะ”

 

 

หวังอี้ป๋อรีบสะบัดความคิดอยากจับกระต่ายขังกรงออกไปก่อน ตอนนี้เขาต้องให้ความสนใจกับการแข่ง ถ้าทำได้ดีก็จะสามารถเรียกสปอนเซอร์ให้ทีมได้ ขายาวพาเจ้าของเข้าห้องแต่งตัวไปเปลี่ยนชุดสำหรับการแข่ง เมื่อออกมาภาพตรงหน้าทำเอาคนที่ยิ้มยากต้องฉีกยิ้มกว้างไปถึงดวงตา

 

 

            เพราะกระต่ายตาแดงของเขากำลังถือหมวกกันน็อครออยู่พร้อมกับรอยยิ้มหวานๆ

 

 

            “ขอบคุณ”

 

 

            “สู้ๆ นะ”

 

 

            หวังอี้ป๋อสูดลมหายใจลึกๆ เข้าปอด เพราะเป็นสนามแรกที่ต้องแข่งต่อหน้าเซียวจ้าน ถามว่ากดดันไหมก็ต้องตอบว่าพอประมาณ เพราะคนเราก็อยากเก่งและเท่ต่อหน้าคนที่ตัวเองชอบทั้งนั้น

 

 

            “อวยพรให้ผมหน่อย”

 

 

            “ฉันจะไม่บอกว่าชนะให้ได้เพราะมันคงจะกดดันนายเกินไป แต่ขอให้ทำเต็มที่ก็พอ” เซียวจ้านกล่าวเสียงนุ่มก่อนจะยกมือขึ้นลูบผมอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู ทำเอาหวังอี้ป๋อใจเต้นไปชั่วครู่ เพราะหลายเดือนมานี่กว่าจะฝึกให้กระต่ายเป็นฝ่ายเข้าหาก่อนโดยไม่ต้องกลัวก็ใช้เวลาไปนานพอดู

 

 

            หวังอี้ป๋อพยักหน้ารับก่อนจะเดินเข้าไปชิดอีกคน ที่เคยคิดไว้ว่าจะไม่เข้าใกล้จนทำให้กระต่ายตื่นตกใจก็ทำไม่ได้เสียแล้ว มือข้างขวาที่ว่างโอบเอวเซียวจ้านให้เข้ามาชิดกัน กดจมูกโด่งลงกับไหล่เล็กเพื่อขอกำลังใจ ส่วนคนพี่นอกจากจะไม่ตกใจแล้วยังโอบเขาไว้และตบหลังเบาๆ อีกด้วย

 

 

            หวังอี้ป๋อแทบน้ำตาไหล ความอดทนในการฝึกกระต่ายของเขาสัมฤทธิ์ผลแล้ว

 

 

            เซียวจ้านมองดูคนน้องที่ถือหมวกกันน็อคเดินออกไปแล้ว เขานั่งลงกับโซฟาตัวยาว ดวงตาก็จ้องที่จอมอนิเตอร์ อีกไม่นานก็จะถึงเวลาแข่งแล้ว รอบวอร์มอัพเมื่อเช้าเจ้าตัวก็บอกว่าทำเวลาได้ดี ได้ออกสตาร์ทเป็นลำดับที่สองด้วย

 

 

            ดวงตากลมมองหน้าจอที่ตอนนี้กำลังแสดงภาพเหล่านักแข่งนั่งอยู่บนรถในสนาม ขนาบไปด้วยคนในทีมและสาวสวยหุ่นสุดอึ๋มคอยกางร่มให้อยู่ข้างๆ โดยเฉพาะหวังอี้ป๋อที่มีถึงสองคนด้วยกัน แต่ดูเจ้าตัวจะไม่สนใจใครเลย สวมแว่นกันแดดนั่งหน้านิ่งแผ่รังสีห้ามรบกวนออกมาจนเห็นได้ชัด ขนาดพิธีกรสนามลงไปสัมภาษณ์ยังถามคำตอบคำทำเอาเซียวจ้านต้องหัวเราะออกมากับความไม่สนโลกของเด็กหนุ่ม

 

 

            แต่เหตุการณ์ต่อมาทำเอาเซียวจ้านต้องเบิกตากว้าง เมื่อหวังอี้ป๋อก้มลงจูบหมวกกันน็อคใบนั้น เสียงกรี๊ดของบรรดาแฟนคลับสาวๆ ดังกระหึ่มจนเข้ามาถึงในห้องพักที่เขาอยู่ แต่หูของเซียวจ้านไม่ได้สนใจเสียงนั้นแล้ว เมื่อสายตายังมองอยู่หน้าจอที่ฉายภาพนั้นอยู่ หมวกใบนั้นที่เขาส่งให้กับมือ หมวกใบนั้นที่เขาเป็นคนซื้อให้

 

 

            “บ้าเอ๊ย!” เซียวจ้านสบถออกมาก่อนจะถอดแว่นออกแล้วซบหน้าลงกับฝ่ามือเพราะไม่อยากเห็นภาพนั้นแบบชัดๆ อีก รู้สึกร้อนที่ใบหน้า หัวใจก็เต้นแรงจนน่ากลัว อยากด่าเจ้าเด็กนั่น ทำลงไปได้ยังไงน่าอายขนาดนั้น

 

 

 

 

 

 

           

 

            “อ่า...รู้แล้ว แข่งพรุ่งนี้ก็สู้ๆ นะ” เซียวจ้านวางสายโทรศัพท์ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ กับคนที่ปลายสายที่ติดจะงอแงเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้เขาไม่ว่างไปดูการแข่ง ทำเอาต้องอธิบายอยู่นาน

 

 

            “จะยิ้มอะไรนักหนา?” จั๋วเฉิงอดแขวะไม่ได้

 

 

            “เปล่าเหอะ”

 

 

            “ทำใจหน่อยอาเฉิง นายไม่ใช่น้องที่เขารักมากที่สุดแล้ว” อวี๋ปินได้ทีก็เสริมทัพโจมตีเพื่อนสนิทไปด้วยอีกคน

 

 

            “เอ๊ะ หรือจะไม่ใช่น้องดี?”

 

 

            “อะไรของพวกนายเนี้ย?” เซียวจ้านทำหน้างง ใช้มือดันแว่นที่อยู่ปลายจมูกให้เข้าที่

 

 

            “ก็เรื่องของพี่กับหวังอี้ป๋อไง ไปถึงขั้นไหนแล้ว?” ได้ทีก็ถามมันตรงๆ นี่แหละ พวกเขาสงสัยมานานแล้ว ช่วงนี้รู้สึกจะตัวติดกันบ่อย เวลาว่างก็แทบจะขลุกอยู่ด้วยกันตลอด

 

 

            “ก็ไม่ยังไงนี่ พี่น้องกัน” ตอบไปตามที่ตัวเองคิด

 

 

            “พี่น้องอะไรต้องงอนต้องปลอบกันถึงขนาดนั้น ฉันกับจั๋วเฉิงยังไม่เป็นแบบนี้เลยเถอะ” อวี๋ปินบอกในสิ่งที่ตนเห็นมาตั้งแต่แรก บางทีคนที่ได้รับมันโดยตรงอย่างเซียวจ้านอาจไม่รู้ตัว แต่คนที่มองอยู่รอบนอกอย่างเขาและจั๋วเฉิงเห็นชัดมากทีเดียว

 

 

            “มาหามาเตาะทุกครั้งที่มีเวลาว่าง พาไปโน่นมานี่ วันหยุดก็แทบจะเอานายไปขังไว้ที่สนามแข่งรถ นี่ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าถูกจีบอยู่” ถามมันตรงๆ นี่แหละ คนความรู้สึกช้าอย่างเซียวจ้านต้องบอกกันตรงๆ แบบนี้

 

 

            “นี่ผมก็เพิ่งรู้ว่าวันหยุดเขาไปสอนกันขี่จักรยานด้วย มิน่าช่วงนี้จ้านเกอถึงได้ขี่มาที่ร้านได้” ทีแรกจั๋วเฉิงคิดว่าเซียวจ้านไปหัดเอง จนบังเอิญไปเห็นพ่อเทพบุตรนักบิดช่วยจับด้านหลังจักรยานให้พี่ชายของตนนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่าไม่ธรรมดาซะแล้ว

 

 

            “ตกลงว่าไง เป็นแฟนกัน?”

 

 

            “เป็นแฟนที่ไหนเล่า!” เซียวจ้านแทบอยากจะหนีกลับบ้านให้รู้แล้วรู้รอด มาซักไซ้อะไรกับเรื่องแบบนี้เล่า แต่ที่น่าแปลกคือเขากลับไม่รู้สึกว่ามันใช่เรื่องไม่ดีอะไร ซ้ำยังรู้สึกร้อนที่หน้าด้วยซ้ำ

 

 

            “แน่ะ มีหน้าแดง” จั๋วเฉิงอดแซวไม่ได้ ถึงเขาจะชอบดุหรือเถียงพี่ชายคนนี้ แต่ก็เพราะรักและเป็นห่วงทั้งนั้น เซียวจ้านที่ออกจะไม่ทันคนทำให้พวกเขารู้สึกกังวลไม่น้อย แต่หลายเดือนมานี้เท่าที่สังเกตพฤติกรรมของหวังอี้ป๋อ ทั้งเขาและอวี๋ปินถือว่าให้ผ่านได้

 

 

            “เลิกพูดเลย เอามาพูดแบบนี้มันไม่ดี” ว่าพร้อมกับดันแว่นด้วยความประหม่า แต่ให้ตายเถอะ เขาจะเขินไปทำไมก็ไม่รู้ทั้งที่มันยังไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปทำนองนั้นเลยสักนิด

 

 

            “เอาเถอะ ไว้รอเจ้าตัวมาค่อยถามก็ได้” อวี๋ปินว่ายิ้มๆ ก่อนจะรีบลุกหนีเมื่อเพื่อนรักทำท่าจะขว้างของที่อยู่ใกล้มือใส่

 

 

            เซียวจ้านหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อหาอะไรดูแก้อาการหน้าร้อน ดวงตากลมกวาดตามองหากระทู้น่าสนใจอ่านก่อนจะไปสะดุดตากับข่าวหนึ่ง ทำเอาเขาต้องกดเข้าไปดูรายละเอียดข้างใน

 

 

            ไอดอลสาวชื่อดังคาเรน ยอมรับแล้วว่าเคยคบกับนักบิดหนุ่มหวังอี้ป๋อ ซ้ำยังมีแววรีเทิร์นสูง

 

 

 

60%

 

 

 


          เซียวจ้านได้แต่นิ่งไปหลังจากที่อ่านเจอกระทู้นั้น เขาไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี จะเรียกว่าสับสนก็ได้ เมื่อครู่ยังเขินๆ ร้อนๆ กับการแซวของอวี๋ปินและจั๋วเฉิง แต่หลังจากนั้นก็ถูกเนื้อหาในข่าวกระชากสติกลับว่า

 

 

            ว่าเซียวจ้านและหวังอี้ป๋อไม่ได้เป็นอะไรกันเลย

 

 

            “พี่เป็นอะไร?” จั๋วเฉิงถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทางแปลกๆ ของคนเป็นพี่ ทั้งที่ก่อนหน้ายังดีๆ อยู่เลย แต่ตอนนี้กลับหน้าซีด

 

 

            “อ๊ะ!” ยังไม่ทันที่จะได้คิดข้อแก้ตัว โทรศัพท์ในมือก็ถูกอีกฝ่ายยึดไปแล้ว เซียวจ้านเม้มปากแน่นหลังจากที่เห็นจั๋วเฉิงขมวดคิ้วกับข่าวนั้น

 

 

            “ไม่มีอะไรหรอก” พยายามไม่คิดมาก

 

 

            “ไม่มีอะไรได้ยังไง ก็เห็นๆ ว่าผู้หญิงคนนี้อยากเป็นข่าวกับหวังอี้ป๋อ”

 

 

            “......”

 

 

            “เกิดอะไรขึ้น?” อวี๋ปินที่เพิ่งออกมาจากหลังร้านถามขึ้น เมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มแปลกไป

 

 

            จั๋วเฉิงไม่ได้ตอบอะไรแต่เจ้าตัวยื่นโทรศัพท์ของเซียวจ้านให้พี่ชายอีกคนได้ดู อวี๋ปินก็มีสีหน้าไม่ต่างจากจั๋วเฉิง เขาอ่านเนื้อหาข้างในสักพักก่อนจะคืนมันให้แก่เจ้าของ

 

 

            เนื้อหาในกระทู้บอกเพียงแค่ว่าเป็นข่าวที่ได้มาจากเพื่อนร่วมรุ่นสมัยมัธยมปลายของทั้งคู่ แต่ทั้งที่บอกว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งกลับอธิบายเหตุการณ์และรายละเอียดต่างๆ ทั้งการดูแลเอาใจใส่ของหวังอี้ป๋อที่มีต่อคาเรน ได้ชนิดราวกับไปนั่งดูอยู่ใกล้ๆ เลยทีเดียว และเมื่อไปถามเอากับไอดอลสาวก็ได้รับคำตอบที่ว่ารู้จักกันจริง ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ส่วนเรื่องที่จะกลับมาคุยกันอีกหรือไม่ให้เป็นเรื่องของอนาคต

 

 

             ดูจงใจเกินไป

 

 

            “สร้างกระแส?” อวี๋ปินถาม

 

 

            “ไม่รู้”

 

 

            “ผมว่าโทรไปถามหวังอี้ป๋อให้รู้เรื่องเลยดีกว่า”

 

 

            “ไม่หละ”

 

 

            “ทำไม?”

 

 

            “ก็เราไม่ได้เป็นอะไรกันนี่ อีกอย่างมันก็เรื่องส่วนตัวเขาด้วย” เซียวจ้านตอบเสียงเบา แม้ลึกๆ เขาจะรู้ว่าไม่ชอบความรู้สึกนี้เลยแต่ก็ต้องกดมันเอาไว้ก่อน

 

 

            “แล้วพี่จะทำไง” แม้จั๋วเฉิงจะไม่พอใจเท่าไหร่ เพราะก็เห็นๆ กันอยู่ว่าหวังอี้ป๋อจีบพี่ชายของตน แต่ก็ไม่อยากพูดมากเพราะตัวเขาเองก็เป็นคนนอก

 

 

            “ก็ไม่ทำอะไร ถ้าเขาอยากบอกก็คงบอกเอง”

 

 

            และดูเหมือนมีหลายคนที่คิดคล้ายกับอวี๋ปินและจั๋วเฉิงว่ามันดูจงใจเกินไป รายละเอียดก็ดูลงลึกเกินไปราวกับต้องการพุ่งประเด็นเรื่องคบกัน ยิ่งการไม่ได้ยอมรับตรงๆ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธของไอดอลสาวยิ่งทำให้มันดูคลุมเครือชอบกล

 

 

            ความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย เมื่อฝั่งแฟนคลับของคาเรนก็ออกมาอ้างว่าไอดอลของพวกเขาเป็นคนมีชื่อเสียงไม่ออกมาพูดอะไรที่ทำให้ตัวเองเสียหายหรอก เรื่องที่ออกมาย่อมเป็นเรื่องจริง ส่วนฝ่ายที่ไม่เชื่อก็ออกมาบอกว่าเป็นเพียงแค่การบอกเล่าไม่มีหลักฐานอะไรมาชี้เป็นชิ้นอัน

 

 

            แต่หลังจากนั้นไม่นาน แอคเคาท์ของสำนักข่าวที่ลงข่าวไปก่อนหน้าก็ได้ตั้งกระทู้ใหม่สร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้คนอีกรอบ เมื่อคราวนี้ได้ลงรูประหว่างหวังอี้ป๋อและคาเรนตั้งแต่สมัยมัธยม เป็นรูปใกล้ชิดสนิทสนมทั้งนั่งใกล้กัน หัวเราะด้วยกัน ฝ่ายชายถือกระเป๋าให้บ้าง หรือฝ่ายหญิงที่กำลังนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ซึ่งภาพที่ออกมาก็ตรงตามเนื้อข่าวก่อนหน้านี้ไม่มีผิดแม้ประโยคเดียว

 

 

            เกิดกระแสขึ้นมาหลายสาย ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนการคบกัน ฝ่ายที่ไม่อยากให้คบ ฝ่ายที่เป็นกลาง ฝ่ายที่รอดูเงียบๆ หรือกระทั่งฝ่ายที่รอว่าใครล้มจะได้ซ้ำเติมก็ยังมี สร้างความวุ่นวายให้โลกออนไลน์ไม่น้อย

 

 

            “มันก็แค่เรื่องในอดีต รออี้ป๋อออกมาบอกเองดีกว่า” อวี๋ปินไม่อยากให้เพื่อนคิดมาก เพราะต่อให้จะมีหลักฐานยังไงตอนนี้ก็เป็นแค่การออกมาพูดเพียงฝ่ายเดียว

 

 

            “อื้ม” เซียวจ้านตอบเพียงแค่นั้น เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองต้องรู้สึกยังไง มันโหวงๆ ชอบกลบอกไม่ถูก ใจหนึ่งก็อยากให้หวังอี้ป๋อทักมาอธิบายอะไรบ้าง แต่อีกใจก็สับสนว่าตอนนี้สถานะของพวกเขาคืออะไรกันแน่ แม้จะคิดตามที่อวี๋ปินและจั๋วเฉิงบอกแต่ก็ไม่อยากจะเข้าข้างตัวเองเลย

 

 

            ได้แต่หวังว่าอีกคนจะให้คำตอบแก่เขาเร็วๆ นี้

 

 

 

 

 

 

 

           

 

 

 

 

 

 

            แต่เหมือนความหวังนั้นจะส่งไปถึงอีกคน

 

 

            เกือบสองอาทิตย์แล้วที่หวังอี้ป๋อไม่ติดต่อมา ตั้งแต่มีข่าวนั้นออกมาเหมือนเจ้าตัวจะเงียบหายไปจากชีวิตของเซียวจ้าน อีกคนยังคงทำการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ต่อไปและเพิ่งจะแข่งจบทุกสนามไปเมื่อวานนี้ และผลการแข่งก็ดูจะออกมาเป็นที่น่าพอใจเมื่อเจ้าตัวรั้งอันดับสองจากผลรวมทุกสนาม ส่งผลให้มีสิทธิ์เข้าแข่งในสนามต่างประเทศ

 

 

            ถามว่าทำไมเซียวจ้านถึงรู้ ก็เพราะเขาเช็คผลการแข่งขันของหวังอี้ป๋อทุกสนามน่ะสิ

 

 

            และเซียวจ้านยังรู้ด้วยว่าหลังจากจบการแข่งขันคาเรนได้ส่งดอกไม้ไปแสดงความยินดีแก่นักบิดหนุ่มด้วย เพราะสาวเจ้าอัพรูปดอกไม้ช่อใหญ่ลงเว่ยป๋อและแท็กหวังอี้ป๋อให้แฟนคลับเข้ามารุมกรี๊ดกันใหญ่

 

 

            เจ้าของร้านหนุ่มมองข่าวนั้นด้วยสายตานิ่งเรียบ ไม่ใช่ว่าตอนนี้ไม่รู้สึกแต่เป็นเพราะเขาคิดตกได้ตั้งแต่วันแรกๆ แล้ว อยากให้หวังอี้ป๋อมาอธิบายเรื่องราวต่างๆ แต่ตัวเขาก็ยังไม่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเองเลย กลายเป็นว่าเมื่อมองความสัมพันธ์ในตอนนี้ที่จะเรียกว่าแค่รู้จักก็ไม่ใช่สนิทก็ไม่เชิงแบบนี้แล้ว การที่จะไม่มาอธิบายหรือบอกเล่าเรื่องส่วนตัวก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

 

 

            “เซียวจ้าน!”

 

 

            นั่งคิดอะไรเพลินๆ ก็ต้องสะดุ้งเพราะเสียงร้องของอวี๋ปินที่ตอนนี้วิ่งหน้าตั้งออกมาพร้อมกับจั๋วเฉิง เขาแทบจะโวยวายแล้วเมื่อตอนนี้ไม่มีใครเฝ้าร้านเลยสักคน แต่ยังไม่ทันได้อ้าปาก โทรศัพท์ก็ถูกยื่นมาตรงหน้าแล้ว

 

 

            “อ่านนี่ก่อน”

 

 

            “อะไร”

 

 

            “เถอะน่า อ่านก่อน”

 

 

            เซียวจ้านมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ตอนนี้มันค้างอยู่หน้าเว็บหนึ่งที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือคล้ายกับเป็นบทสัมภาษณ์ เมื่อลองอ่านหัวกระทู้แล้วพบว่าเป็นบทสัมภาษณ์จริงๆ แถมยังเป็นของหวังอี้ป๋ออีกด้วย

 

 

            สัมภาษณ์สุดใกล้ชิดกับหวังอี้ป๋อ

 

 

            สวัสดีค่ะ

            YB : สวัสดีครับ

 

 

            ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับการแข่งขันที่ผ่านมาด้วยนะคะ และยินดีด้วยกับการเป็นหนึ่งในคนที่จะได้ไปแข่งในต่างประเทศ

            YB : ขอบคุณมากครับ (ยิ้ม)

 

 

            คำถามแรกเลย ทราบมาว่าคุณหวังอี้ป๋อชอบการแข่งรถมอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่เด็กแล้ว อะไรที่ทำให้คุณก้าวเข้าสู่โลกของมืออาชีพตั้งแต่อายุยังน้องแบบนี้คะ?

            YB : ตอนเด็กๆ ผมชอบดูรายการแข่งรถเป็นประจำ สะสมโมเดลรถด้วย มีครั้งหนึ่งพ่อพาผมออกไปดูการแข่งจริงในสนาม ตั้งแต่นั้นผมก็หลงใหลมันมาก พอจบม.ปลายก็เข้าทีม และโชคดีที่ครอบครัวก็ส่งเสริมด้วยครับ

 

 

            ดูท่าจะชอบรถมากจริงๆ คุณดูพูดเยอะขึ้นเมื่อเป็นเรื่องรถ

            YB : (หัวเราะ)

 

 

            แล้วการไปแข่งต่างประเทศในครั้งนี้ คุณเตรียมตัวยังไงบ้างคะ?

            YB : ทางทีมเรามีนักกีฬาที่ได้ไปถึงสองคนคือผมกับซ่งเกอ ทุกคนหวังกับการแข่งนี้มากครับ เพราะเรายังเป็นทีมเล็กๆ รายการนี้จึงถือว่าเป็นใบเบิกทางของพวกเรา และหวังว่าจะได้กำลังใจจากทุกคนด้วยครับ

 

 

            แล้วคุณหวังกับการแข่งนี้มากน้อยแค่ไหนคะ?

            YB : เคยมีคนบอกผมว่าไม่ต้องหวังกับชัยชนะให้มากไป แค่ทำให้เต็มที่ก็พอจะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง ผมก็หวังว่าการทำเต็มที่ของผมจะนำมาซึ่งผลการแข่งขันที่ดีครับ

 

 

            มาเข้าเรื่องส่วนตัวกันบ้างดีกว่า กับเรื่องความรักของคุณที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนี้เลย

            YB : (ยิ้ม) ผมก็ไม่ทราบว่าเรื่องระหว่างผมและคาเรนมีประเด็นขึ้นมาได้ยังไง ช่วงนั้นผมก็กำลังยุ่งกับการแข่งและมองว่ามันไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่ตอนนี้ก็ได้โอกาสบอกก็แล้วว่าผมและคาเรนรู้จักกันมาตั้งแต่ม.ปลายจริงเพราะเราเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันครับ

 

 

            เพื่อนหรือคะ?

            YB : ใช่ครับ พวกเราเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ในกลุ่มมีเกือบสิบคนเลย ไปไหนมาไหนด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่และสนิทกันทุกคน

 

 

            งั้นแสดงว่าตอนนี้คุณยังโสด?

            YB : ใช่ครับ (ยิ้ม) แต่ว่า....

 

 

            YB : ถึงจะโสดแต่ใช่ว่าจะไม่มีคนที่ชอบนะครับ (หัวเราะ)

 

 

            ว้าว กล้าพูดขนาดนี้แสดงว่าต้องเป็นคนที่ชอบมากๆ แน่เลยใช่ไหมคะ?

            YB : ชอบมากๆ เลยครับ ตามจีบอยู่ตั้งนานแต่เหมือนเขาจะไม่รู้ตัวเลย เป็นกระต่ายซื่อบื้อ (หัวเราะ)

 

 

            เรียกแบบนี้แสดงว่าต้องน่าเอ็นดูมากแน่ๆ

            YB : เขาน่าเอ็นดูมากครับ เราเจอกันครั้งแรกเพราะความเข้าใจผิด แต่หลังจากที่รู้จักกันก็เห็นความน่ารักมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็อดที่จะชอบไม่ได้ (ยิ้ม)

 

 

            น่าอิจฉาจังเลยนะคะ ก็หวังว่าคุณจะสมหวังโดยเร็ว

            YB : ขอบคุณครับ

 

 

            สุดท้ายแล้ว อยากให้ฝากอะไรถึงคนที่มีความฝันแต่ยังไม่กล้าที่จะลุกออกมาทำให้ฝันนั้น

            YB : ผมว่าทุกคนล้วนมีความฝัน แต่ใช่ว่าฝันนั้นจะเป็นจริงได้เสมอ บางอย่างมันก็เกิดจากปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถจะทำอะไรได้อย่างเช่นโอกาสที่เหมาะ ผมเลยมองว่าอะไรที่พอจะทำได้เราก็ควรทำไปทีละนิด แม้จะช้าแต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรแล้วนอนรอโอกาส ถึงแม้ความฝันจะไม่สำเร็จก็ยังดีกว่าไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเลย เพราะอย่างน้อยๆ เราก็ได้ลองลงมือทำตามความฝันนั้นแล้ว

 

 

            ขอบคุณคุณหวังอี้ป๋อสำหรับบทสัมภาษณ์ที่เป็นกันเองนี้ หวังว่าทุกคนจะได้ความสนุกและข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ ไปปรับใช้ได้ พบกันใหม่โอกาสหน้าค่ะ

 

 

 

 

            “บอกแล้วว่าไม่น่าจะมีอะไร” เซียวจ้านที่เหมือนสติจะยังไม่กลับมาจากบทสัมภาษณ์นั้นถูกคำพูดของอวี๋ปินดึงให้กลับมา ใบหน้าน่ารักภายใต้แว่นสายตามองมาทางเพื่อนและน้องชายยังมีความงุนงงอยู่เล็กน้อย

 

 

            “เป็นกระต่ายซื่อบื้อจริงๆ ด้วย” จั๋วเฉิงหัวเราะออกมากับท่าทางเด๋อๆ ของพี่ชาย

 

 

            “เดี๋ยวเหอะ!” เซียวจ้านไม่รู้จะทำยังไงแล้ว สีหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวดำเพราะไม่รู้ว่าจะเขินกับบทสัมภาษณ์ของอี้ป๋อหรือจะอายกับการแซวของจั๋วเฉิงดี

 

 

            หลังจากที่บทสัมภาษณ์ออกมา ไม่นานก็มีแอคเคาท์หนึ่งออกมาโพสต์รูปภาพแบบเต็มที่เป็นกลุ่มเพื่อนของหวังอี้ป๋อและคาเรน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารูปของทั้งคู่ก่อนหน้านี้เกิดจากการครอปภาพอย่างจงใจ และตอนนั้นเองที่คาเรนออกมาโพสต์ในแอคเคาท์ส่วนตัวว่าเธอและหวังอี้ป๋อเป็นเพื่อนกัน ส่วนที่ไม่ออกมาแก้ข่าวตั้งแต่ทีแรกเป็นเพราะหากรีบปฏิเสธไปทันทีก็อาจจะทำให้เกิดความสงสัยขึ้น ในเมื่อมันไม่มีอะไรที่เป็นความจริงจึงเลือกที่จะไม่สนใจ ความเห็นถูกแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม บ้างก็ว่าคาเรนตกเป็นเหยื่อของสำนักข่าวที่อยากจะขายข่าว บ้างก็ว่าคาเรนเองนั่นแหละที่อยากจะเป็นข่าวเสียเอง แต่เพราะฝ่ายชายออกมาปฏิเสธถึงได้รีบกลับลำแบบนี้ และอื่นๆ อีกมากมาย

 

 

            แต่เรื่องทั้งหมดนั่นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเซียวจ้านแล้ว เพราะในคืนนั้นเองหลังจากที่กลับมาจากร้านเขาก็เห็นหวังอี้ป๋อยืนรอที่หน้าบ้านแล้ว

 

 

            “จ้านเกอ” น้ำเสียงที่เจ้าเด็กนั่นใช้เรียกชื่อเขาฟังดูออดอ้อนเหลือเกิน แต่เซียวจ้านยังคงตีหน้านิ่ง

 

 

            “มีอะไร?”

 

 

            “.......”

 

 

            “ถ้าไม่มี ฉันจะเข้าบ้านแล้ว เหนื่อย” คำพูดเรียบๆ กับใบหน้าไร้อารมณ์ทำเอาหวังอี้ป๋อกระวนกระวาย

 

 

            “ขอโทษ”

 

 

            “......”

 

 

            “ผมขอโทษ” หวังอี้ป๋อเดินเข้าไปกอดคนพี่จากด้านหลัง กลัวอยู่หรอกว่าจะทำให้กระต่ายตื่นตกใจแต่ตอนนี้ต้องรั้งตัวเอาไว้ก่อน

 

 

            “ขอโทษเรื่องอะไรล่ะ?” ถึงแม้หัวใจของเซียวจ้านจะเต้นแรงแต่ตอนนี้เขาจะไม่แสดงออกมาให้หวังอี้ป๋อได้เห็น โทษฐานที่หายไปถึงสองสัปดาห์แถมยังว่าเขาเป็นกระต่ายซื่อบื้ออีก

 

 

            “ทั้งข่าวของคาเรน แล้วก็หายไปโดยไม่บอก”

 

 

            “เข้าบ้านก่อนเถอะ” เซียวจ้านขัดจังหวะ ก่อนจะเปิดประตูเดินเข้าไปในตัวบ้าน ถึงจะอยากฟังอีกคนอธิบายยังไง แต่ให้ผู้ชายตัวโตๆ สองคนมากอดกันที่หน้าบ้านก็กะไรอยู่

 

 

            “ว่ามา” เซียวจ้านนั่งลงที่โซฟาตัวยาวหลังจากที่ยกน้ำมาให้คนละแก้ว

 

 

            “คือ...” หวังอี้ป๋อเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้คาเรนติดต่อมาขอพบกันหลายครั้ง แต่เขาไม่ว่างเพราะตัวติดอยู่กับเซียวจ้านและต้องซ้อมรถ เมื่อถูกปฏิเสธหลายครั้งคงทำให้เธอสงสัยและไปสืบมาจนได้ว่าเขาพาคนพี่ไปที่สนามแข่งด้วยบ่อยๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำแบบนี้ จึงเป็นที่มาของข่าวที่ออกมา อี้ป๋อรู้ดีว่าคาเรนชอบตนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมเพราะเธอเข้ากลุ่มมาทีหลัง และมักจะทำตัวติดกับเขาตลอด แต่อี้ป๋อก็ปฏิบัติกับเธอเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ ทำให้เธอไม่มีโอกาสได้เป็นมากกว่านั้นจนกระทั่งเรียนจบและแยกย้ายกันไป ผ่านไปนานหลายปีไม่นึกว่าหล่อนจะยังไม่ลืมความรู้สึกที่มีต่อเขา ซ้ำยังเล่นกับชื่อเสียงและหน้าตาทางสังคมอีกด้วย ทีแรกอี้ป๋อคิดว่าจะไม่ออกมาพูดอะไรด้วยซ้ำ คิดแค่ว่าอธิบายหรือบอกให้เซียวจ้านฟังก็พอ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปข่าวยิ่งกระพือมากขึ้นและหลายคนคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง จนเขาต้องตัดสินใจให้สัมภาษณ์

 

 

            ส่วนที่ว่าทำไมถึงไม่ยอมติดต่อมาเกือบสองอาทิตย์ เป็นเพราะยังอยู่ในช่วงของการแข่งขัน ทำให้ขยับตัวทำอะไรก็ลำบาก อีกอย่างทีมของพวกเขายังเป็นทีมเล็กๆ ที่เพิ่งก่อตั้ง ถึงจะมีชื่อเสียงขึ้นมาบ้างแล้วก็ตาม แต่ก็ยังต้องการสปอนเซอร์จำนวนมากเพื่อการสนับสนุนทีม และการจะเรียกสปอนเซอร์ได้ก็ต้องแสดงความสามารถของนักแข่งออกมาให้วางใจว่าจะทำผลงานได้ดี หวังอี้ป๋อจึงต้องมุ่งมั่นกับการแข่งก่อนเรื่องส่วนตัว เพราะมันเกี่ยวข้องกับทีมทั้งหมด

 

 

            “งั้นเหรอ” เซียวจ้านถอนหายใจออกมาเมื่อได้ฟังทั้งหมด อย่างน้อยๆ ก็ยังดีที่หวังอี้ป๋อยังนึกถึงทีมและเห็นแก่หน้าของหญิงสาว ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยตรงๆ และมุทะลุตามที่เห็นมาบ่อยๆ คงทำอะไรให้ยุ่งยากมากไปกว่านี้

 

 

            “อย่าโกรธผมเลยนะ” เซียวจ้านมองคนอายุน้อยกว่าที่ตอนนี้กุมมือเขาไว้ทั้งยังทำหน้าสำนึกผิดแล้วอดขำไม่ได้ ความเท่ความคูลตอนแข่งรถมันหายไปไหนหมด

 

 

            “ทำไมต้องโกรธด้วย ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย” ได้ยินแบบนั้นหวังอี้ป๋อนิ่งไปนิดก่อนจะเผยยิ้มออกมา ไม่รู้หรือไงพูดแบบนี้ก็หมายความว่าจริงๆ แล้วอยากมีสถานะที่มากกว่านั้น สมกับเป็นกระต่ายซื่อบื้อจริงๆ

 

 

            “ยิ้มอะไร?”

 

 

            “แล้วพี่ล่ะ อยากเป็นอะไรกับผม”

 

 

            “........”

 

 

            “งั้นผมให้เลือกว่าจะเป็นอะไร เป็นแฟน เป็นคนรัก เป็นภรรยา เป็นแม่ของลูก เป็น...”

 

 

            “พอเลยไอ้เด็กบ้า!” เซียวจ้านร้องด่าเสียงดัง ดวงตาภายใต้แว่นเบิกกว้าง แก้มก็แดงลามไปถึงหู

 

 

            “อ้าว ด่าผมทำไม นี่ให้เลือกแล้วนะ” มองหวังอี้ป๋อที่ยกยิ้มกวนๆ ส่งมาให้แล้วอยากจะตีให้ปากแตกนัก คนอะไรโคตรเจ้าเล่ห์

 

 

            “ไม่เป็นมันทั้งนั้นแหละ” กว่าจะตั้งสติได้ก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดันหน้าของเจ้าเด็กกะล่อนที่ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ออก

 

 

            “ทำไมหล่ะ?”

 

 

            “.........”

 

 

            “ต้องทำยังไงพี่ถึงจะยอมเป็นอะไรกับผม?” เสียงทุ้มที่ดังอยู่ใกล้ใบหูทำเอาขนอ่อนลุกชัน เซียวจ้านพยายามขยับหนีแต่อีกคนก็ตามมาจนแทบจะตกจากโซฟาแล้วทั้งคู่

 

 

            “บอกผมสิ ว่าต้องทำยังไง?” ถ้าหากวันนี้ไม่ได้คำตอบ อย่าคิดว่าหวังอี้ป๋อจะยอมง่ายๆ

 

 

            “อี้ป๋อ...ออกไปก่อน”

 

 

            “พี่ก็บอกผมก่อนสิ”

 

 

            “ตะ...แต่”

 

 

            “บอกหน่อยนะ...นะครับ”

 

 

            “.......”

 

 

            ตอนนี้ตัวเซียวจ้านแทบจะเหลวเป็นน้ำไหลไปกับโซฟาแล้ว ทั้งน้ำและสายตาออดอ้อนของคนเด็กกว่าที่ไม่รู้ว่าไปร่ำเรียนมาจากไหน แต่มันทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงชนิดที่ว่าถ้ามีเครื่องวัดคงต้องได้เข้าห้องฉุกเฉินแน่ๆ

 

 

            “จีบมาตั้งนานยังไม่รู้ตัว ถ้าไม่ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วนะ” มือใหญ่เอื้อมไปถอดแว่นสายตาออก มองเข้าไปในดวงตากลมคู่สวยที่เขาตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ จนอยากจับกระต่ายตัวนี้มาเลี้ยงเอง ยิ่งนับวันความรู้สึกที่มีก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

            “อี้ป๋อ” เสียงเรียกชื่อเขาที่เบาหวิวทำเอาเด็กหนุ่มยิ้มออกมา หวังอี้ป๋อประคองใบหน้าของเซียวจ้านไว้ในมืออย่างถนอม ปลายนิ้วยาวลูบแก้มกลมแผ่วเบา

 

 

            “ครับ”

 

 

            “พูดอีกครั้งสิ”

 

 

            “........”

 

 

            “ขออีกครั้ง แล้วจะบอก” เมื่อได้ยินคนพี่พูดอย่างนั้นทำเอาหวังอี้ป๋อต้องยิ้มกว้าง เขาเลื่อนใบหน้าเข้าใกล้ใบหน้าหวาน ปลายจมูกโด่งของทั้งคู่ชนกันก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

 

 

            “จ้านเกอ”

 

 

            “......”

 

 

            “เป็นแฟนกันนะ”

 

 

            “อื้ม...เป็นแฟนกัน”

 

 

            เซียวจ้านมองเห็นรอยยิ้มและดวงตาที่เป็นประกายราวกับมีดาวอยู่ในนั้นของเด็กหนุ่มแล้วก็รู้สึกแน่ชัดในหัวใจว่าคิดถูกแล้วที่ตอบรับคำขอนั้น กว่าสองอาทิตย์ที่ไม่ได้เจอหน้า ความเป็นห่วงและกระวนกระวาย ทั้งความไม่สบายใจและหวาดกลัวว่าข่าวนั้นจะเป็นจริง ก็คงพอจะยืนยันได้แล้วว่าเซียวจ้านชอบอีกฝ่ายเข้าให้แล้ว

 

 

            และในเมื่ออีกคนก็บอกว่าชอบเขาเหมือนกัน จะมัวคิดมากไปทำไม ความรักมันก็แค่นี้แหละ มีแค่รักกับไม่รักเท่านั้นเอง

 

 

            หวังอี้ป๋อแนบริมฝีปากลงกับอีกฝ่าย ความอุ่นและนุ่มทำเอาตัวเขาแทบลอย เด็กหนุ่มกดริมฝีปากหนักๆ อีกครั้งก่อนผละออกมา มองใบหน้าอีกคนที่แดงจัดแล้วอดไม่ได้ต้องกดจมูกลงกับแก้มแล้วสูดหายใจฟอดใหญ่ แล้วโอบตัวของเซียวจ้านเข้ามากอดแนบอก

 

 

            “มีอะไรจะบอก จะไม่หายไปแบบนี้อีกแล้ว” ไม่ใช่แค่บอกกับคนในอ้อมกอด แต่เป็นการสัญญากับตัวเองด้วยว่าจะไม่ทำให้อีกฝ่ายต้องกังวลหรือคิดมากแบบนี้อีก

 

 

            “รู้แล้ว” เซียวจ้านรับคำ เพราะเชื่อว่าอีกคนจะทำได้ตามที่บอกจริงๆ และเขาก็เชื่อหวังอี้ป๋อไปทั้งใจแล้ว

 

 

            “ผมชอบพี่นะ...ไม่ใช่สิ รักนะ รักมากๆ”

 

 

            “รักเหมือนกัน”

 

 

            พอได้ยินพูดคำนั้น หวังอี้ป๋อเพิ่มแรงกอดรัดมากขึ้นและจูบลงบนขมับของเซียวจ้านอีกรอบ รู้สึกดีที่คนคนนี้ให้โอกาส และอย่าได้หวังว่าจะมีใครมาขโมยกระต่ายตัวนี้ไปได้ เพราะเขาจะขังไว้ในกรง จะเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี ไม่ให้ใครมาแตะต้องอีกเด็ดขาด

 

 

            เพราะกระต่ายตัวนี้เป็นของหวังอี้ป๋อคนเดียวเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

แถม

 

 

            ช่วงสิ้นปีที่อากาศหนาวเย็นเพราะหิมะที่โถมลงมา ทำเอาผู้คนแทบไม่อยากออกจากบ้าน มีชายหนุ่มคู่หนึ่งเดินเข้าสนามบินเพื่อออกนอกประเทศ เมื่อสังเกตดูดีๆ จะพบว่าคนคุ้นหน้าคุ้นตาคล้ายนักแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่มีฉายาเทพบุตรนักบิดกำลังเข็นรถใส่กระเป๋าอยู่ ส่วนข้างๆ กันคือชายหนุ่มหน้าตาน่ารักที่สวมแว่นสายตา ไอเย็นทำให้แว่นของเขาเกิดฝ้าบ่อยๆ

 

 

            “คือ...หวังอี้ป๋อใช่ไหมคะ?” เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยถาม ทำให้คนที่ถูกทักต้องหันกลับมา

 

 

            “ใช่ครับ” เขาตอบกลับอย่างสุภาพ

 

 

            “ใช่จริงๆ ด้วย โชคดีจังที่ได้เจอ...แล้วนี่จะไปไหนคะ?” หญิงสาวคนเดิมถามด้วยอาการตื่นเต้น หวังให้ขวัญใจของเธอบินในเที่ยวบินเดียวกัน

 

 

            “ฟินแลนด์ครับ” เขาตอบอย่างไม่มีปิดบัง

 

 

            “เสียดายจัง ไปคนละที่เลย...แล้วอี้ป๋อไปทำไมคะ ไปเที่ยวเหรอ?”

 

 

            “ครับ” เขายิ้มอบอุ่นจนหญิงสาวแทบตัวลอย แต่ประโยคต่อมาเหมือนฉุดเธอลงก้นเหวก็ไม่ปาน

 

 

            “จะพากระต่ายไปเล่นสกีแล้วก็ดูแสงเหนือครับ”

 

 

 

 

 

My Rabbit [END]

 

 

 

จบแล้วววววว ขอโทษที่มาช้าฮะ ช่วงนี้พายุเข้าไม่เป็นอันทำอะไรเลย ถึงแม้เราจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากก็ตามที ส่วนใครที่รับผลกระทบก็เอาใจช่วยให้ผ่านไปได้ไวๆนะฮะ ^^

 

เรื่องต่อไปจะเป็นแนวไหน ฝากติดตามด้วยนะฮะ

 

พูดคุยหรือแนะนำพล็อตกันได้ที่ #รังกระต่ายของป๋อ

 

 

ปล.ยังไม่แก้คำผิดนะฮะ










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 108 ครั้ง

26 ความคิดเห็น

  1. #18 แม่น้องป๋อ (@panjawanbunkam71) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 07:08

    โอ๊ยยมันดีียยยยยยย์มากค่ะ
    #18
    1
    • #18-1 momintank (@momintank) (จากตอนที่ 3)
      14 กันยายน 2562 / 14:10
      ขอบคุณมากฮะ ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะฮะ ^^
      #18-1
  2. #14 JP___ (@SAIiPAN) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 22:19

    แอแงง บรรยายดีอีกแล้ว หวานเกิ้น ฮือ น่ารักอ่า
    #14
    1
    • #14-1 momintank (@momintank) (จากตอนที่ 3)
      14 กันยายน 2562 / 14:08
      ขอบคุณมากฮะ ^^
      #14-1
  3. #11 25222524 (@25222524) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 20:45
    ตามใจพี่จั้ง...อ่านไปยิ้มไป...
    #11
    1
    • #11-1 momintank (@momintank) (จากตอนที่ 3)
      14 กันยายน 2562 / 14:06
      ดีใจที่ชอบนะฮะ
      #11-1
  4. #9 sunsunm (@sunsunm) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 10:32
    อิคารเคร้นนนน ข่าวอะไรของแกกกกกก ///ตามน้าาา
    #9
    1
    • #9-1 momintank (@momintank) (จากตอนที่ 3)
      4 กันยายน 2562 / 19:42
      นางเป็นแค่ตัวกระตุ้นฮะ ไม่มีอะไรเลย 5555555
      #9-1