คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย FFXV : Fallen (Gladio x Prompto)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
"FALLEN" 
Gladiolus x Prompto





จากชื่อเรื่องบ่งบอกอยู่แล้วเนอะว่าเป็นฟิควาย ใครที่ไม่ชอบไม่ถูกใจต้องขออภัยด้วยค่ะ


เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจาก DLC Episode Prompto ค่ะ เนื้อหาต่อจากในเกมเลย ที่พรอมพ์ต้องแยกจากอาราเนียร์หลังจากพิชิตบอสไฟต์ บวกกับในเนื้อเรื่องเกมหลัก ตอนที่ไปช่วยพรอมพ์โต้ คนที่เข้าไปช่วยแก้มัดคนแรกคือนอคทิส (แต่จริงๆ พี่โล่ไม่ใช่คนแรก แต่มีอาการอึกอัก เพราะนอคทิสออกตัวห่วงแรงมาก น่าจิ้นนอคพรอมพ์ 55) และตอนที่พรอมพ์สารภาพกับเพื่อนๆ เรื่องบาร์โค้ด คนที่ดูไม่ตกใจและไม่ยิงคำถามเลยคือพี่โล่ค่ะ ก็เลยจิ้นไกลเลย 55





จริงๆ อยากเขียนมากกว่านี้ อาจจะมีเรื่องต่อ แต่พลังไม่พอค่ะ ถ้าพลังเหลือคงได้มาต่อ สำหรับเรื่องนี้พยายามจะคีพคาแรกเตอร์ทั้งสองคนให้เป็นธรรมชาติตามเกมสุดๆ (มีเพิ่มน้ำตาลความหวานสักนิด) หากผิดพลาดตรงไหนขออภัยด้วยค่ะ 







           

cr.sqw

เนื้อเรื่อง อัปเดต 1 ก.ค. 60 / 23:52


                “ไม่จริง..”




                พรอมพ์โต้ทรุดตัวลงกับพื้น อาการช็อกทำให้แขนขาหมดเรี่ยวแรงไปในทันที ภาพบรรดาพี่น้องที่ถูกโคลนนิ่งอยู่ในแคปซูลกำลังทำให้เขาคลั่ง ใบหน้าที่เหมือนกันหมดจดดูน่ากลัวทำให้พรอมพ์โต้นึกถึงเหล่าทหารมาจิเทคที่เคยต่อสู้กันมา ภายใต้หน้ากากพวกนั้น..คือใบหน้าเดียวกันกับเขาอย่างนั้นเหรอ?


                เสียงพูดคุยของอาร์ดีนกับชายสูงศักดิ์อีกคนหนึ่งดังแว่วมา เขามองเห็นทั้งสองคนผ่านบานกระจกใส คนที่อาร์ดีนอ้างว่าเป็นต้นกำเนิดของกลุ่มทดลองนี้ คนที่มีสายเลือดเดียวกัน..คนที่หมอนั่นบอกว่าเป็นพ่อของเขา


                พรอมพ์โต้ลุกขึ้นยืนทั้งๆ ที่ยังตกใจไม่หาย เรื่องตัวตนที่แท้จริงของเขามันถลำลึกเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะจนตั้งตัวไม่ทัน แต่มือสั่นเทาคู่นี้พยายามจะประคองปืนไว้ น้ำตาเริ่มไหลออกมา แสดงอาการย้อนแย้งระหว่างร่างกายและจิตใจออกมาอย่างชัดเจน


                ใจหนึ่งเขาอยากจะสู้ อยากจะกำจัดพวกจักรวรรดิให้หมดเพื่อช่วยนอคทิส กลาดิโอ อิกนิส และลูซิส แต่พอรู้ความจริง อีกใจก็หวั่นไหว ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อไป ในเมื่อสายเลือดดั้งเดิมเขาคือพวกเดียวกับจักรวรรดิ เป็นคนที่ถูกสร้างมาจากแลป และกำลังจะเป็นที่รังเกียจของทุกคน




                ฉันจะทำยังไงดี..


...................

 



                “ว่าไง อาราเนียร์ เจอพรอมพ์โต้บ้างหรือเปล่า?”


                กลาดิโอถามเมื่อเจอหน้าหญิงสาวสวยที่พ่วงตำแหน่งทหารรับจ้างซึ่งเพิ่งถูกจ้างให้เข้าไปในฐานลับของจักรวรรดิ นอคทิสและอิกนิสที่กำลังนั่งข้างแคมป์ไฟรีบลุกขึ้นเมื่อเห็นการปรากฏตัวของหญิงสาว


                “เจอสิ”


                “แล้วเขาปลอดภัยหรือเปล่า? เป็นยังไงบ้าง?”  องค์ชายแห่งลูซิสยิงคำถามทันที


                “หมอนั่นปลอดภัยดี แต่..”


                “แต่อะไร?”


                อาราเนียร์มองหน้าเจ้าชายกับทุกคนด้วยสายตาลำบากใจ ถือเป็นเรื่องแปลกสำหรับผู้หญิงที่แข็งแกร่งและมั่นใจอย่างหล่อน ความลังเลที่ส่งผ่านสายตามานั้นทำให้คนมองรู้สึกใจหาย


                “หมอนั่นไม่ยอมกลับมา บอกว่าไม่อยากเจอพวกเธออีก”


                “ทำไม?” เสียงนอคทิสถามราวกับคนหมดแรง ทั้งกลาดิโอและอิกนิส (ที่แม้จะมองไม่ค่อยเห็น) หันมามองนอคทิสด้วยความประหลาดใจ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นท่าทางสิ้นหวังแบบนี้มาก่อน


                “ฉันไม่ใช่คนที่จะตอบคำถามนี้ได้หรอกนะฝ่าบาท”


                สิ้นเสียงอาราเนียร์ นอคทิสก็หันหลังกลับเข้าเต็นท์ไปอย่างรวดเร็ว ราชเลขาอย่างอิกนิสพยายามเดินตามเจ้าชายนอคทิสไปด้วยความเป็นห่วงแม้จะทุลักทุเลอยู่บ้าง ในขณะที่กลาดิโอได้แต่ยืนถอนหายใจ


                “คงจะไปนั่งโทษตัวเองที่เผลอทำร้ายพรอมพ์โต้อีกละสิ” องครักษ์ตัวใหญ่เปรย


                “แล้วทีนี้จะทำยังไง? จะเดินหน้าต่อโดยไม่มีเขางั้นเหรอ?” หญิงสาวถาม


                “ถ้าเป็นอย่างนั้น หมอนั่นคงจะรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา เห็นทีต้องไปลากตัวปัญหามาเคลียร์หน่อยแล้ว” กลาดิโอพูดพลางคว้าดาบและข้าวของจำเป็นใส่ในกระเป๋า


                “เป็นองครักษ์ภาษาอะไร ทิ้งเจ้าชายไว้กลางทางแบบนี้เนี่ย?” สาวสวยหยอก “อย่าลืมสิว่าอิกนิสในตอนนี้ไม่พร้อมจะดูแลนอคทิสหรอกนะ”


                ชายร่างใหญ่สะพายกระเป๋าขึ้นบ่าก่อนจะโยนถุงเล็กๆ ให้อาราเนียร์ หญิงสาวก้มลงมองถุงเงินในมือสลับกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ก่อนที่เจ้าหล่อนจะคลี่ยิ้ม


                “ยากตรงไหน? จ้างเธอสักคนก็พอแล้วนี่”


..........




                แสงแดดที่ส่องกระทบหิมะช่างแสบตาจนน่ารำคาญ กลาดิโอหยีตามองทางเสียจนเมื่อย เขาพยายามมองหาร่องรอยของคนที่ตามหา จากสถานที่ที่อาราเนียร์พบกับพรอมพ์โต้ล่าสุด ลัดเลาะเขตฐานลับจักรวรรดิไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่มีวี่แวว แต่ถ้าอีกฝ่ายเดินเท้าเอาละก็ คงยังไปได้ไม่ไกลนักหรอก


                “พรอมพ์โต้!!



                กลาดิโอลัสพุ่งตรงไปยังวัตถุสีเข้มใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล ร่างของคนที่ตามหานอนจมอยู่ใต้กองหิมะที่กลบจนเกือบมิด ดีที่เขามองเห็นปอยผมสีบลอนด์ที่ลอดผ่านหมวกนั่นได้ ไม่งั้นเขาคงคิดว่านั่นเป็นแค่ก้อนหินนิ่งๆ ก้อนใหญ่เท่านั้น


                มือหยาบปัดหิมะบนตัวเพื่อนออกจนมองเห็นใบหน้าซีดขาวนั้น เจ้าตัวนอนขดตัวงอด้วยความหนาว ในอ้อมแขนโอบกอดปืนและกล้องถ่ายรูปคู่ใจไว้แน่น ทั้งร่างนิ่งจนดูน่าใจหาย องครักษ์หนุ่มก้มหน้าลงแนบกับหน้าอกแบนราบเพื่อฟังเสียงหัวใจ โชคดีที่เขายังได้ยินมันอยู่ มือหนาจึงจัดการตบลงบนหน้าอีกฝ่ายเบาๆ


                “พรอมพ์โต้!! นี่มันไม่ใช่เวลานอนนะเฟ้ย!!


                ดูเหมือนคนถูกปลุกจะไม่ยอมตื่นง่ายๆ อาจเพราะร่างกายเผชิญความหนาวเย็นมากจนเกินไป กลาดิโอลัสจึงเก็บปืนและกล้องของเพื่อนตัวเล็กใส่กระเป๋า ก่อนจะใช้แขนกำยำเพียงข้างเดียวของเขาหิ้วร่างที่สลบอยู่ขึ้นมาอย่างง่ายดาย ชายหนุ่มเดินหาจุดพักตามใต้หินผาที่พอจะสามารถก่อไฟไล่ความหนาวไปได้


               

                “ขอร้อง...”


                เสียงพึมพำที่ดังแว่วมาทำให้องครักษ์ตัวโตที่เกือบจะเคลิ้มหลับอยู่ข้างกองไฟเริ่มมีสติ เขามองไปที่ร่างของเพื่อนร่วมทางที่ดูเหมือนกำลังละเมอ คิ้วเรียวสีบลอนด์นั่นขมวดเข้าหากัน แสงจากเปลวไฟสะท้อนให้เห็นน้ำตาที่เกาะอยู่ตามแพขนตานั่น ถึงแม้เจ้าตัวไม่มีสติอยู่ก็ตาม พรอมพ์โต้ก็พยายามสะกดกลั้นมันไว้ กลาดิโอไม่อาจทนมองได้นานจำต้องเบนสายตาไปทางอื่น เลยไม่รู้ว่าคนที่เขาเพิ่งมองเมื่อกี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาแล้ว


                “กลาดิโอ..”


                เมื่อเขาหันมาตามเสียงเรียก ก็เจอสีหน้าแปลกใจของพรอมพ์โต้ที่ดูตกใจที่เห็นเขา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างทั้งๆ ที่น้ำตายังเกาะอยู่บนหน้า กลาดิโอลัสพยักหน้ารับก่อนจะหันมาจ้องเปลวไฟต่อ


                “นายมาที่นี่ได้ยังไง?”


                “ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก ก็แค่มาพาตัวปัญหากลับไปเท่านั้นแหละ” องครักษ์ตอบเสียงเข้ม คนฟังยิ้มรับ


                “ได้เจออาราเนียร์แล้วสินะ อย่างที่รู้..ฉันคงกลับไปไม่ได้”


                “ทำไมถึงไม่ได้?”


                พรอมพ์โต้พูดไม่ออกเมื่อเห็นกลาอิโอลัสจ้องมาที่เขาด้วยสายตาจริงจัง ปกติชายคนนี้ชอบทำท่าทางจริงจังขึงขังตามบุคลิกอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังทำให้คนตัวเล็กลังเล มือขาวพยายามจะถอดถุงมือข้างขวาออกเพื่อให้อีกคนได้ดูแทนคำตอบ


                “..นี่มัน” พรอมพ์โต้พยักหน้า


                “มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่ฉันก็เป็นหนึ่งในพวกนั้น”


                กลาดิโอลัสมองอีกฝ่ายที่รีบสวมถุงมือของตนกลับ เขาเห็นบาร์โค้ดที่มือของพรอมพ์โต้แล้ว แม้จะตกใจไม่น้อยแต่สีหน้าที่เจ็บปวดที่เขาไม่เคยเห็นของคนที่มักจะร่าเริงทำให้เขาตกใจยิ่งกว่า จินตนาการไม่ออกเลยว่าภายในใจของพรอมพ์จะแหลากสลายแค่ไหนที่ต้องแบกรับความจริงนี้


                “...”


                ความเงียบทำให้พรอมพ์โต้กลับมายิ้มกว้างอีกครั้ง เขาหัวเราะออกมาดังๆ ราวกับจะกลบเกลื่อนความเศร้าในใจ แต่กลาดิโอยังคงนิ่งเงียบ เขาจึงรีบลุกขึ้นยืดตัวอย่างร่าเริงตามสไตล์


                “น่าตกใจใช่มั้ยล่ะ!! แหงสิ ตัวฉันเองยังช็อกเลย ฮ่าๆ”


                “...”


                “เอ๋? ดาวข้างนอกสวยจังเลย สงสัยต้องถ่ายรูปไว้หน่อยแล้ว” พรอมพ์โต้เปลี่ยนเรื่องพลางล้วงกระเป๋าหากล้อง


                “นี่..”



                หนุ่มผมบลอนด์สัมผัสได้ถึงกำแพงแกร่งที่อยู่ด้านหลัง แขนแกร่งข้างหนึ่งล็อกคอพรอมพ์โต้ไว้ไม่ให้ขยับ ส่วนแขนอีกข้างหนึ่งก็ยื่นออกไปข้างหน้าเขา ไม่ทันที่เขาจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงชัตเตอร์ก็ดังขึ้นตรงหน้า กลาดิโอลัสตัวโตยัดกล้องใส่มือเขาก่อนจะปล่อยเขาเป็นอิสระ


                พรอมพ์โต้กดดูรูปที่ถูกถ่ายไปล่าสุด เป็นรูปของเขาเอง โดยมีตัวคนถ่ายเป็นฉากหลังซึ่งเห็นตั้งแต่ส่วนอกลงมา แผลเป็นและซิกแพคทำให้เดาได้ไม่ยากว่าเป็นใคร แต่ที่สะดุดตาคือสีหน้าของตัวเองในรูป ที่ดูทั้งเศร้าทั้งเจ็บปวดจนเห็นได้ชัด


                “เห็นหรือยังว่าตัวเองดูทุเรศแค่ไหนน่ะ? ทีนี้ก็เลิกทำหน้าหมาหงอยแล้วก็ยอมกลับไปด้วยกันได้แล้ว”


                “กลาดิโอ..”


                คนตัวเล็กกว่าหันไปหาราชองครักษ์ที่กำลังยืนเอาไม้เขี่ยกองไฟเล่น กลาดิโอลัสเอาแต่จ้องเปลวไฟเขม็งโดยไม่สนใจเขาแม้แต่นิดเดียว แต่ทำไมเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกอีกฝ่ายจ้องมองอยู่ตลอดเวลากันนะ


                “ฉันไม่ใช่พวกแสดงความรู้สึกโต้งๆ แบบนอค หรือรู้จักคำพูดสวยหรูแบบอิกนิสหรอกนะ..”


                “จริงอยู่ที่หน้าที่ของฉันคือการปกป้องนอคทิส แต่ฉันก็อยากปกป้องนายจากความเจ็บปวดพวกนั้นด้วย”

               

คำพูดตรงไปตรงมาทำให้ใบหน้าซีดของพรอมพ์โต้กลับแดงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ปกติกลาดิโอลัสจะมีนิสัยพูดจาห้วนๆ โผงผางและเด็ดขาดตามสไตล์ทหาร ทำให้เจ้าชายนอคทิสไม่สบอารมณ์หลายต่อหลายครั้ง กับอิกนิสก็คุยกันปกติเพราะเข้าใจกันตามสไตล์ผู้ใหญ่ ส่วนเขา กลาดิโอมันจะแหย่กวนๆ เล่นๆ มาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินน้ำเสียงที่จริงใจซื่อตรงขนาดนี้จากองครักษ์หนุ่ม


“เอ่อ..” เหมือนคนพูดจะเริ่มรู้สึกตัวว่าได้พูดอะไรแปลกๆ ออกไปจนทำให้หนุ่มน้อยอึ้งกินไปพักใหญ่


“ไม่รังเกียจฉันหรอกเหรอ?” พรอมพ์ถาม “แม้แต่ตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่านี่ใช่ตัวจริงๆ ของฉันหรือเปล่า”


ร่างสูงใหญ่หันกลับมามองหน้าเศร้าหมองก่อนจะหัวเราะเบาๆ จนพรอมพ์โต้ต้องมองกลับด้วยความสงสัย กลาดิโอลัสเดินตรงเข้ามา มือหนาวางลงบนผมสีบลอนด์นั้นอย่างเบามือ


“ต่อให้มีคนที่หน้าเหมือนนายอย่างกับแกะ แต่พรอมพ์โต้ที่คิดถึงแต่คนอื่นมากกว่าตัวเอง ไม่ชอบทำตัวเป็นภาระให้ใคร เอาแต่ทำตัวปัญญาอ่อนกลบเกลื่อน มีอยู่คนเดียวนี่นะ”


คนถูกพาดพิงยิ้มทั้งน้ำตา ตอนนี้เขากลั้นมันไว้ไม่อยู่แล้วเมื่อมีคนที่เข้าใจเขายืนอยู่ตรงหน้า ราชองครักษ์ยีหัวคนตัวเล็กกว่าด้วยความหมั่นไส้


“กลับไปกับฉันเถอะนะ”


น้ำเสียงอบอุ่นที่ดังขึ้นทำให้พรอมพ์โต้รู้สึกใจเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเห็นสายตาของผู้ใหญ่ตัวโต ยิ่งทำให้เขารู้สึกขัดเขินเสียอย่างนั้น


“นอคกับอิกนิสจะโอเคแน่เหรอ?”


“เชื่อเถอะว่าเรื่องแค่นี้ไม่ทำให้มิตรภาพกับความเชื่อใจมันหายไปง่ายๆ หรอกน่า”


รอยยิ้มกว้างของพรอมพ์โต้ทำให้กลาดิโอลัสเผลอยิ้มตาม ปกติเจ้าตัวก็ชอบสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในกลุ่มอยู่แล้ว แต่พอได้เห็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งใจนั้น เขารู้สึกชอบมันมากกว่าเดิมเสียอีก มือของชายหนุ่มเลื่อนจากเรือนผมมาประคองใบหน้าขาวก่อนจะก้มลงไปฝังจมูกคมลงบนแก้มนิ่มของอีกคน


“หวา...แกลดดี้!!” เสียงโวยวายของคนโดนรุกรานทำให้ชายหนุ่มสะดุ้ง หนุ่มหัวบลอนด์ถอยหลังกรูดพลางใช้มือลูบแก้มข้างนั้นเบาๆ ใบหน้าแดงจัดราวกับโดนแดดมาสิบชั่วโมง


“เอิ่มม..” กลาดิโอเบิกตากว้างราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอทำอะไรไปโดยไม่ทันยั้งคิด ดูเหมือนตอนนี้สติสัมปชัญญะจะน้อยลงทุกทีจนคุมร่างกายไม่อยู่แล้ว


“ขอโทษ..”


เห็นท่าทีตื่นตกใจของกลาดิโอทำให้พรอมพ์โต้หลุดขำ หน้าตาขึงขังของอีกฝ่ายเริ่มออกสีแดงหน่อยๆ ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนทำให้เขาใจเต้นแรงมากขึ้น เจ้าตัวก็ดูเหมือนไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อ เขาเองก็เช่นกัน


“มืดแล้ว พักผ่อนกันเถอะ” พรอมพ์โต้รีบเดินลิ่วไปข้างกองไฟเคลียร์ที่ทางหาที่นอน อีกคนจึงเดินตามมานั่งที่อีกมุมของแคมป์จ้องมองเขาอย่างไม่วางตา


“ขอบคุณนะแกลดดี้” หนุ่มผมบลอนด์เปรยหลังจากหลับตาลงได้สักพัก กลาดิโอลัสแอบยิ้มเมื่อได้ยินชื่อใหม่ของตัวเองที่ถูกตั้งให้


“อือ”


...............



       
  CR.SQW

ผลงานอื่นๆ ของ MOGURE

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 DevilSweet (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2560 / 09:38
    เราจะพายเรือนี้ปายยยย
    หายากจริงๆคู่นี้ ฟินหลายๆ
    #1
    0