Himmapan Myth วิโรธน์บาดาล (Yaoi)

ตอนที่ 12 : วิโรธน์ครั้งที่ ๑๑ เจ้าอย่าได้หลั่งน้ำตาอีกเลย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    4 ก.ย. 62

วิโรธน์ครั้งที่ ๑๑ เจ้าอย่าได้หลั่งน้ำตาอีกเลย


วังใหญ่ของสระอโนดาตที่เคยยลโฉมแค่ภายนอกก็ว่ายิ่งใหญ่ตระการตาแล้ว ข้างในยิ่งกว่าคำว่างามล้ำ นีระมองข้าวของมีค่าประดับตกแต่งจนตาลายก็หลงลืมความเจ็บที่หางไปชั่วขณะ เขาอดคิดไม่ได้ว่าพวกข้ารับใช้และนางกำนัลประจำวังแห่งนี้ต้องเกรงกลัวมากแค่ไหนเวลาทำความสะอาด เพราะหากมันพังละก็ค่าชดใช้ของมันไม่ใช่น้อยๆ เลย


นีระมาถึงวังก่อนเวลาที่นัดหมายเล็กน้อย เขาจึงยืนเตร่อยู่ตรงห้องโถงรอคนมารับ เขาไม่อยากว่ายไปมาเท่าไหร่เพราะกลัวหางจะเจ็บขึ้นมาอีก แค่ตอนนี้ก็ปวดนิดๆ


“พระนีระใช่ไหมเพคะ?”


ทันใดนั้นก็มีคนมารับเขา คนที่ออกมาต้อนรับเป็นหญิงชราที่แลดูเข้มงวด ใบหน้ายับย่นนั้นชวนให้นึกถึงมะเขือเหี่ยวๆ ทว่าดวงตาสีดำนั้นกลับแข็งกร้าวและน่ากลัวจนนีระต้องให้ความเกรงใจ


“เอ่อ ขอรับ ไม่ทราบว่าท่านคือ...?”


“หม่อมฉันคือ นาริณ เป็นแม่นมที่ทำหน้าที่ฝึกสอนพระองค์นับแต่บัดนี้ไปเพคะ”


หญิงสูงวัยพนมมือไหว้เขาอย่างเป็นพิธี ทั่วร่างแฝงกลิ่นอายความเย่อหยิ่งออกมาจนนีระยังต้องนิ่วหน้า ถึงกระนั้นเขาก็ยังตอบไปด้วยความสุภาพอ่อนน้อม


“ยินดีที่ได้พบขอรับ ขอฝากตัวด้วยขอรับ”


“เช่นนั้นเรามาเริ่มเรียนกันเลยเถอะเพคะ พระองค์โปรดเสด็จตามหม่อมฉันมาด้วยเพคะ”


แม่นมหันหลังจะว่ายนำทางให้ ทว่านีระกลับทักท้วงขึ้นมาเสียก่อน


“เดี๋ยวก่อนนะขอรับ จะให้เริ่มเรียนตอนนี้เลยหรือ?”


เขาเพิ่งจะเดินทางมาถึงแท้ๆ แต่คนตรงหน้ามาบอกให้เริ่มเรียนเสียแล้ว ไม่คิดจะให้เขาได้พักผ่อนจากการเดินทางอันยาวไกลเลยหรือไง


“เป็นรับสั่งของฝ่าบาทว่ายิ่งพระองค์เรียนได้เท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้นเพคะ หม่อมฉันแค่ทำตามรับสั่งขององค์เหนือหัวเท่านั้น” นาริณกล่าวกับเงือกเกล็ดสีเงินอย่างเฉยชา และไม่คิดจะรับฟังคำประท้วงน้อยๆ ของเขาด้วย “เชิญเสด็จเพคะ”


นีระไม่สามารถขัดคำขอนั้นได้ จึงต้องว่ายตามอีกฝ่ายไปด้วยความรู้สึกหดหู่ ในตอนนี้หางของเขายังไม่ประท้วงความเจ็บออกมาเท่าไหร่ จึงได้แต่หวังว่าตอนที่เรียนจะไม่เจ็บอย่างนี้ต่อไป


ทว่านีระหวังสิ่งใดไม่เคยได้สมปรารถนาเสียทีดั่งมีมารผจญ เขาคิดว่าการเรียนจะได้ฟังแบบนั่งสบายๆ ที่ไหนได้เขาต้องยืนรับการอบรม รวมถึงต้องเคลื่อนไหวร่างกายในตอนที่ปฏิบัติจริงด้วย


การเลี้ยงดูนาคหนึ่งตนไม่ใช่ของง่ายเลย ไหนจะอาหาร วิธีการสั่งสอน รวมถึงรับมือเวลาที่พลังของนาคตื่นขึ้น เขาถูกอัดแน่นเนื้อหาใส่สมองจนตื้อไปหมด นอกจากเวลาพักกินอาหารแล้ว เวลาที่เหลือล้วนเสียไปกับการร่ำเรียนทั้งนั้น


“บอกว่าการอุ้มนาคไม่เหมือนกับการอุ้มทารกมนุษย์ไงเพคะ จะอุ้มเป็นงูเช่นนั้นก็ไม่ได้เช่นกันเพคะมันไม่สง่างาม ต้องให้นาคน้อยขดตัวอยู่ในอ้อมแขน แล้วก็ห้ามจับเศียรนาคด้วยเพคะ! ”


นีระยืนอุ้มตุ๊กตานาคอยู่นานเป็นชั่วโมงจนเมื่อยทั้งแขนและหาง ที่สำคัญก็คือตรงปลายหางเริ่มจะอักเสบจนปวดแทบทนไม่ได้ การเรียนตลอดหนึ่งอาทิตย์ใช้กำลังหางค่อนข้างมากจนมันเจ็บช้ำอย่างที่นึกกลัวจนได้


ขนาดขอยาจากนางกำนัลมาแล้ว แต่ถ้าหางไม่ได้พักก็ยากที่จะหายดี หากเป็นคนทั่วไปคงไม่ยอมทนเจ็บจนป่านนี้ แต่นีระยอมเพราะเห็นแก่หน้าท้าวชลาลัยและผู้ฝึกสอน ทว่าคนเราก็มีขีดจำกัดในการยอมเช่นกัน และนีระไม่อาจยืนทรงตัวโดยใช้ครีบหางพยุงได้ จึงต้องลงไปนั่งกองที่พื้น


“ทำอะไรน่ะเพคะ เรายังเรียนกันไม่จบเลยนะเพคะ!”


“ขอโทษด้วยขอรับ แต่ว่ามันปวดหางมากทนไม่ได้แล้วจริงๆ คือว่าหางของข้า…”


นีระพยายามจะอธิบายเสริมว่าเขาได้รับบาดเจ็บที่หาง แต่แม่นมที่ยังไม่ทันได้ฟังตำหนิเขายกใหญ่


“ยืนแค่นี้เหตุใดถึงทนไม่ได้เพคะ การเลี้ยงนาคหนึ่งตนต้องใช้ความอดทนสูงมาก หากแค่ยืนยังทนไม่ได้ แล้วจะเลี้ยงนาคได้ดีได้อย่างไรกันเพคะ พระองค์โปรดยืนขึ้นมาเดี๋ยวนี้ อย่าโอดครวญเหมือนตัวเองเป็นเด็ก ทั้งที่โตจนแต่งงานแล้วเพคะ!”


ถ้อยคำทั้งหลายพุ่งใส่นีระไม่ยอมหยุด เขารู้สึกฉุนกับแม่นมที่มีความทิฐิในตัวสูงล้ำจนไม่ฟังใคร แต่ในเมื่อนั่งลงไปแล้วจะให้ยืนขึ้นมาอีกเห็นทีคงไม่ไหวแล้ว นีระจึงจ้องอีกฝ่ายเขม็งและกำลังบอกสาเหตุที่เขาต้องนั่งออกไป


“ไม่ใช่ว่าข้าอยากจะขัดขืนคำสอนของท่าน เพียงแต่หางของข้าได้รับบาดเจ็บเลยทนยืนไม่ไหวแล้ว ข้าขอนั่งพักฟังคำสอนของท่านแทนได้หรือไม่ขอรับ”


นีระคิดว่าตนชี้แจงไปอย่างชัดเจนแล้วอีกฝ่ายจะเข้าใจและหายโกรธ แต่ดูเหมือนนาริณจะไม่เชื่อเขาซ้ำยังเข้าใจว่าเป็นข้ออ้างที่ต้องการจะขี้เกียจอีกด้วย


“พระองค์ทรงมุสาแบบนี้ไม่ดีเลยนะเพคะ ทีแรกหม่อมฉันอุตส่าห์ชื่นชมพระองค์ที่รับฟังคำสอนของหม่อมฉันโดยไม่เหน็ดเหนื่อย แต่มาตอนนี้พระองค์กลับทำให้หม่อมฉันผิดหวังยิ่งนักเพคะ!”


นีระอยากจะยกมือกุมขมับ เขาอุตส่าห์พูดความจริง อีกฝ่ายก็ดันไม่เชื่อ นี่เป็นเวรกรรมของเขาหรือไงกัน พูดอะไรไปทำอะไรไปก็มีแต่คนเข้าใจผิดหรือมองด้วยความอคติตลอด


ขณะที่นีระกำลังจะยกหางขึ้นมาให้อีกฝ่ายดูแผล ตอนนั้นเองก็มีใครคนหนึ่งมาหยุดยืนเบื้องหลังของเขา


“เอะอะโวยวายอะไรหรือ แม่นมนาริณ?”


ไม่จำเป็นต้องหันไปมองนีระก็จำเสียงได้ เขารับรู้ถึงสายตาที่จ้องมองมาด้วยความเป็นห่วงอย่างแรงกล้าเสียจนเขาได้แต่ถอนหายใจ ร่างกายผ่อนคลายลง


ทำไมเวลาที่เขาเกิดเรื่อง อีกฝ่ายก็ถลาเข้ามาช่วยทุกครั้งเลยนะ


นีระมาอยู่ที่วังหลักได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่พระมหรรณพยังไม่มีโอกาสแวะไปหาเลย


กองงานทั้งหลายทำให้จะหาเวลาปลีกตัวไปทำธุระส่วนตัวก็ยังไม่ได้ ช่วงนี้เสด็จพ่อของเขาเอางานมาให้ทำมากขึ้น คงหวังให้เป็นการฝึกฝนก่อนที่เขาจะขึ้นครองราชย์เต็มตัว ถึงพระมหรรณพจะเป็นคนขยัน แต่งานที่มากเกินไปก็ทำให้เขาไม่อยากทำงานด้วยเช่นกัน


ถ้าขึ้นครองราชย์แล้วต้องมาเจอกองงานเยอะเพียงนี้ เขาหาทางให้ตัวเองถูกปลดจากการเป็นรัชทายาทเสียดีไหมนะ อย่างไรซะ ยังมีนาคอีกมากที่พร้อมจะขึ้นครองบัลลังก์แทนเขาได้อยู่แล้วด้วย พระมหรรณพถอนหายใจพลางปัดปอยผมที่ลอยมาปรกข้างแก้ม


ด้วยความที่อยากไปหานีระ เขาจึงยอมสะสางงานกองใหญ่อย่างเอาเป็นเอาตาย และเมื่อมันเสร็จสิ้นพระมหรรณพไม่อาจทนอุดอู้อยู่ในห้องทำงานได้อีกจึงออกมาจากห้องทำงานโดยมีกุนทีตามอารักขาอยู่ด้านหลัง


กุนทีมองทิศทางที่เจ้านายมุ่งหน้าไป รีบกางแผนที่ในหัวแล้วมันก็ได้ความว่า…


“จะไปหาพระนีระหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


“ใช่”


ได้ยินพระมหรรณพตอบตรงๆ โดยไม่มีความละอายใจทำให้กุนทีกระอักกระอ่วน


“ไปโดยไม่ทำเรื่องแจ้งก่อนจะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


กุนทีอยากจะเตือนว่าอย่างน้อยช่วยทำตามมารยาทหน่อย ไปหาแบบกะทันหันอย่างนี้จะทำให้ฝั่งนั้นไม่สะดวกใจเสียเปล่าๆ พระมหรรณพกลับตอบว่า


“ข้าไม่ได้จะไปสนทนาพาทีกับพระนีระเสียหน่อย ข้าแค่ไปดูเฉยๆ”


“ไปดูเนี่ยนะพ่ะย่ะค่ะ”


จะไปดูทำไม? หรือเพื่อสอดส่องว่านีระสบายดีหรือเปล่าน่ะเหรอ แต่การที่ไม่มีข้ารับใช้หรือนางกำนัลมารายงานเรื่องผิดปกติเกี่ยวกับนีระก็แสดงว่าสบายดีไม่ใช่เหรอ?


พระมหรรณพรับรู้ถึงสายตาข้องใจ แต่ก็เลือกทำเป็นเมินมันไปเสีย พูดไปมันก็จะเหมือนว่าเขามีความสนใจในตัวนีระเป็นพิเศษจนถึงขนาดขอแค่ได้เห็นหน้าสักแวบหนึ่งก็เพียงพอ พระมหรรณพรู้ดีว่าควรหักห้ามความรู้สึกก่อนที่มันจะเกินเลย ฉะนั้นเขาถึงขอแค่ได้เห็นหน้าอีกฝ่ายก็เพียงพอแล้ว...


“...แต่มาตอนนี้พระองค์กลับทำให้หม่อมฉันผิดหวังยิ่งนักเพคะ!”


คำพูดที่ลอยมาเข้าหูทำให้พระมหรรณพย่นหัวคิ้ว องครักษ์ที่ตามด้านหลังเองก็ยังออกความเห็นว่า


“เกิดอะไรขึ้นกันนะพ่ะย่ะค่ะ”


“เราไปดูกันเถอะ”


จากที่ตั้งใจว่ามาเห็นหน้าสักแวบก็กลายเป็นต้องไปหาเต็มตัว ยิ่งเห็นนีระนั่งพับเพียบอยู่ที่พื้นด้วยแล้ว เขายิ่งรู้สึกไม่ชอบใจเอามากๆ จนน้ำเสียงที่ใช้กับผู้อาวุโสกว่ายังเจือด้วยความเย็นชา


“เอะอะโวยวายอะไรงั้นหรือ แม่นมนาริณ?”


“ถวายพระพร พระมหรรณพเพคะ”


แม่นมเห็นรัชทายาทมาจึงรีบกราบกราน นีระเองก็ขยับตัวแล้วกราบตามโดยไม่พูดอะไร แต่สีหน้าที่เรียบเฉยของเงือกเกล็ดสีเงินช่างยากต่อการคาดเดาความคิดนัก


“ข้าต้องขอโทษที่มารบกวนการสอน ว่าแต่เกิดอะไรขึ้นหรือ ข้าได้ยินเสียงท่านดังไปถึงด้านนอกห้อง แล้วพระนีระก็...”


เขาก้มมองร่างที่ยังนั่งพับเพียบไม่ยอมยืนขึ้นมาจึงสงสัย แม่นมได้ทีรีบฟ้องว่า


“พระนีระทรงไม่ฟังหม่อมฉันเพคะ บอกว่าเหนื่อยแล้วก็ลงไปนั่งที่พื้น หาข้ออ้างเพื่อจะได้อู้เรียน”


“อย่างนั้นเหรอ?”


พระมหรรณพฟังคำของนาริณในใจก็ไม่เชื่อเลยแม้แต่นิดเดียว จากที่รู้จักนีระมา เจ้าตัวดูสุภาพและมีความรับผิดชอบ คงไม่มีทางทำเรื่องประท้วงด้วยการนั่งลงแบบนี้แน่นอน เว้นแต่จะมีเรื่องอะไร


พอเขาส่งสายตาเป็นเชิงถาม นีระก็เปิดปาก “กระหม่อมไม่ได้ตั้งใจจะอู้เรียนพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่หลายวันมานี้กระหม่อมยืนเรียน บางทีก็ต้องว่ายไปมา หางของกระหม่อมบาดเจ็บอยู่ปกติต้องพัก ตอนนี้มันใช้งานมากจนอักเสบกระหม่อมทนไม่ไหวเลยต้องลงไปนั่งพ่ะย่ะค่ะ”


ได้ยินว่าคนตรงหน้าบาดเจ็บหัวใจของพระมหรรณพก็ดิ่งวูบ นั่งคุกเข่าตรวจดูหางของนีระทันที


“ไหน? เจ้าบาดเจ็บที่ใด เจ็บมากหรือเปล่า กุนทีไปตามหมอหลวงมาซิ!”


พระมหรรรพแสดงความเป็นห่วงออกมามากจนทุกคนอึ้ง โดยเฉพาะนีระที่รู้สึกซาบซึ้งกับความห่วงใยนั้น น้ำเสียงที่พูดออกไปจึงอ่อนโยน


“อย่าต้องถึงขั้นนั้นเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ยามาแล้ว เป็นกระหม่อมเองที่ผิดไม่ยอมอยู่นิ่งๆ และไม่รายงานเรื่องที่หางตัวเองบาดเจ็บให้แม่นมนาริณรู้จนอาการหนักแล้ว ฉะนั้นถ้าจะต้องโทษก็โทษกระหม่อมเถิด”


เขาเองก็ไม่เจียมตนด้วยส่วนหนึ่ง คิดว่ามันคงไม่เป็นไรมากทนๆ ไปก็พอ ที่ไหนได้เพราะปลายหางต้องคอยโบกสะบัดว่ายตลอดจากที่ควรหายเลยกลายเป็นว่าเจ็บซ้ำเจ็บซากแบบนี้


“งั้นขอข้าดูแผลเจ้าหน่อย”


พระมหรรณพไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่เป็นไร นีระก็แบบนี้ชอบปกปิดอาการบาดเจ็บเอาไว้ ต้องเค้นออกมาถึงจะยอมบอก


นีระเห็นพระมหรรณพมีสีหน้าจริงจังจึงรู้ว่าปฏิเสธไม่ได้ เขายื่นหางออกไปด้านหน้าแล้วพลิกตัวอีกหน่อยเพื่อให้เห็นรอยแผลที่ไม่เล็กไม่ใหญ่นั้นซึ่งครูดเอาเกล็ดสีเงินออกให้เห็นเนื้อซิบๆ พระมหรรณพมุ่นคิ้วหนักขึ้นเพราะแผลถลอกนี้จะว่าเกิดจากความซุ่มซ่ามก็ไม่น่าจะแผลใหญ่เพียงนี้ มันเหมือนมีเหตุบางอย่างจนหางต้องไปครูดเอากับหินแหลมเข้า


แม่นมนาริณไม่คิดว่านีระจะบาดเจ็บจริงๆ สีหน้าของนางจึงเดี๋ยวซีดเดี๋ยวโมโห ที่ซีดก็เพราะดันไปฟ้องใส่ร้ายต่อหน้าพระมหรรณพมากมาย และที่โมโหก็คือเงือกตนนี้ไม่บอกเรื่องที่บาดเจ็บกับนางตั้งแต่แรก ถ้าบอกไว้ก่อนคงไม่บังคับให้ยืนรับการสอนแบบนี้หรอก


พระมหรรณพเห็นว่าสภาพแบบนี้คงเรียนต่อไม่ได้แน่จึงบอกกับแม่นมนาริณว่า


“วันนี้พอแค่นี้ก่อน ให้พระนีระได้พัก พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”


แม่นมนาริณโล่งอกที่พระมหรรณพไม่เอาเรื่อง แต่ก็สงสัยในความสัมพันธ์ที่ห่วงใยกันชัดเจนของพระมหรรณพ ผู้อาวุโสยกมือไหว้แล้วยอมถอยกลับไปตั้งหลัก เหลือแค่นีระ พระมหรรณพและกุนทีอยู่กันสามคน


“อย่ามานั่งที่พื้นดีกว่า มานั่งบนนี้”


พระมหรรณพหมายถึงเก้าอี้ที่ตั้งอยู่มุมห้องซึ่งเดิมเป็นของแม่นมนาริณ มือแกร่งเอื้อมมือฉุดดึงร่างนั้นให้ขึ้นมา ร่างอันเบาหวิวนั้นลอยขึ้นตามแรงอย่างง่ายดายจนพระมหรรณพได้แต่เจ็บปวดใจ


ตั้งแต่ที่เขาอุ้มในครั้งนั้นเหมือนว่าจะไม่ได้หนักขึ้นเลย ผอมลงไปอีกด้วยซ้ำ


“กุนทีไปเอายามา”


พระมหรรณพออกคำสั่ง กุนทีเห็นว่าเป็นเรื่องฉุกเฉินจึงไปเอายามาให้ แม้ในใจจะกังวลว่าการปล่อยให้สองคนนี้อยู่กันตามลำพังนั้นไม่สมควร ได้แต่คิดว่าต้องรีบไปรีบกลับและหวังว่าจะไม่มีใครผ่านมาเห็นเข้าจนเอาไปนินทา


พระมหรรณพโยนเรื่องความใกล้ชิดที่ไม่เหมาะสมออกไปแล้ว ตั้งแต่ที่เห็นบาดแผลที่หางของนีระเขาก็ไม่สบายใจอย่างที่สุด มือแกร่งจับหางนั้นอย่างเบามือเพื่อตรวจสอบว่าไม่ได้บาดเจ็บที่อื่นอีก แต่เมื่อสังเกตดูดีๆ แล้วเกล็ดบางเกล็ดนั้นมีรอยขีดข่วนจางๆ


“นี่ไปโดนอะไรมากันแน่?”


เห็นร่องรอยบาดเจ็บแล้วหัวใจพลันหนักอึ้งขึ้นไม่รู้กี่เท่า เงยหน้ามองนีระหวังจะเอาคาดคั้นคำตอบมาให้ได้ ทว่าเงือกปากแข็งก็ยังคงปากแข็งต่อไป


“กระหม่อมแค่ล้มหางฟาดเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”


“รู้อะไรไหมเรื่องหกล้มนั้นยากจะเกิดขึ้นใต้น้ำ เพราะถ้าล้มจริงส่วนที่ต้องบาดเจ็บไม่ใช่หาง แต่เป็นมือหรือร่างกายท่อนบนต่างหาก”


ต่อให้ปลายหางไปสะดุดยอดหญ้าเข้าจนเสียการทรงตัว ยังไงน้ำที่อยู่รายล้อมก็ช่วยพยุงไม่ให้ล้มกระแทกรุนแรงเกินไป แผลที่หางนี้หากไม่ใช่เกิดจากการหลบหนีบางอย่างจนได้แผลก็ต้องเพราะถูกผลักอย่างแรง และอย่างสุดท้ายคือถูกทำร้าย...


“เช่นนั้นพระองค์คงได้คำตอบแล้วว่าบาดแผลของกระหม่อมมาได้อย่างไร”


นีระยังไม่ยอมรับอยู่ดี พระมหรรณพจึงได้แต่ต้องคาดเดาด้วยความขมขื่น


“ฝีมือเสด็จพี่เหรอ?”


“...”


นีระไม่ตอบซ้ำยังเบือนหน้าหนีอีกด้วย


แต่การที่ไม่ปฏิเสธนั่นก็ชัดเจนพออยู่แล้วว่ามันใช่อย่างที่คิด มือของพระมหรรณพสั่นขณะที่สายตามองแผลที่อีกฝ่ายต้องทนเจ็บมาหลายวัน

นับวัน... เขาเริ่มจะไม่ชอบพี่ชายของตัวเองเข้าไปทุกทีแล้ว


ใช้กำลังกับคนที่อ่อนแอแบบนี้ยังจะเรียกว่าเป็นนาคผู้สูงส่งได้อีกเหรอ!?


มือเรียวยื่นมาแตะมือของเขาเบาๆ ความอบอุ่นนั้นถ่ายทอดออกมาจากมือที่ผ่านการทำงานหนักมา เมื่อพระมหรรณพละสายตาจากบาดแผลก็เห็นดวงตาสีนิลมองเขาด้วยแววตาอ่อนโยนยิ่ง


“กระหม่อมไม่เป็นไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”


ที่ว่าไม่เป็นไร... ไม่ได้หมายถึงเรื่องบาดแผลนี้ แต่หมายถึงชีวิตของเขาต่างหาก


นีระรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเป็นห่วงเขา ห่วงมาก... จนดวงตาสีมรกตคู่นั้นยังหม่นลงเพราะความเศร้าสร้อยและเจ็บปวด


ไม่ว่าจะกี่ชาติคงตรงหน้าก็ยังห่วงและตามปกป้องเขาไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งได้เห็นแบบนี้นีระยิ่งไม่อาจหักห้ามความรู้สึกรักที่มีต่อคนตรงหน้าได้

และยิ่งรักมากเท่าไหร่ ยามที่อีกฝ่ายตายเพราะปกป้องเขาก็ยิ่งเจ็บปวดเจียนตายมากเท่านั้น


ขอโทษนะ... ที่เมื่อก่อนดันดีใจที่ตัวเองได้รับความรักมากมายจากชายผู้นี้ ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องน่าดีใจเลย


จะมีใครดีใจที่เห็นคนรักทุกชาติปกป้องตนจนตายกันเล่า


นีระวางมือลงบนมือที่ประคองหางของเขาอยู่ นัยน์ตาสีนิลไหวระริก พยายามเอ่ยถ้อยคำตัดขาดออกมา


“ได้โปรด พระองค์อย่าทรงสนพระทัยกระหม่อมเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเป็นพระชายาของเสด็จพี่พระองค์ ทั้งยังเป็นเงือกต่ำต้อยที่ใครๆ ต่างก็ดูถูก การที่พระองค์อยู่กับกระหม่อมอาจจะทำให้ชื่อเสียงของพระองค์ในฐานะรัชทายาทด่างพร้อยไปด้วย”


ได้โปรดเถิดขอเพียงชาตินี้... ข้าขอให้เจ้าได้มีชีวิตอย่างมีความสุขจะได้หรือไม่?


นีระวิงวอนด้วยสายตา แต่แล้วพระมหรรณพกลับยืดตัวขึ้นรั้งร่างของเงือกเกล็ดสีเงินเข้ามาในอ้อมแขน


“พระมหรรณพ!?”


นีระตื่นตกใจ มือดันไหล่พระมหรรณพเพื่อจะได้ละจากอ้อมกอดนี้ ทว่าอีกฝ่ายกลับโอบกอดเขาไว้อย่างอ่อนโยนนุ่มนวล ริมฝีปากทาบลงบนใบหูของเขา


“ให้ข้าได้ปกป้องเจ้าเถอะ”


“เอ๊ะ?”


นีระตัวแข็งทื่อ ขณะฟังถ้อยคำเหล่านั้นผ่านหูไป หัวใจเริ่มปวดหนึบขึ้นมาทีละน้อย พระมหรรณพยังคงพูดต่อว่า


“ข้าไม่เคยสนใจเรื่องชื่อเสียงของตัวเอง เพียงแต่จะทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น”


“เรื่องปกป้องกระหม่อมนั้นออกจะมากเกินไป กระหม่อมไม่ได้อ่อนแอ…”


“ก็จริงที่เจ้าเข้มแข็ง ทั้งที่เจอมาขนาดนี้กลับไม่ยอมร้องไห้ออกมา แต่ว่ามันคือการฝืนไม่ใช่เหรอ”


“...”


“ให้ข้าเป็นกำลังให้เจ้าเถอะ นีระ”


เจ้าของชื่อขบริมฝีปากพลางหลับตาลงอย่างพ่ายแพ้


ไม่ว่ายังไง... เขาก็มักจะยอมต่อความอ่อนโยนของอีกฝ่ายเสมอเลย มันจะเป็นเพราะคำสาบานหรือว่าอย่างไรก็ช่าง นีระรับรู้ได้ว่าคนคนนี้ได้หลงรักเขาเข้าให้แล้ว เหมือนกับที่ชาติก่อนๆ ก็รักเขา


และสุดท้าย... นีระก็ไม่อาจสลัดอ้อมกอดนี้ได้


*คุยกับไรท์เตอร์*

นีระของเรายอมแพ้กับหัวใจของตัวเองแล้วค่ะ แต่น่าเสียดายที่ต่อให้ทั้งคู่มีใจให้กันก็ยังมีอุปสรรคใหญ่อย่างพระอรรณพและธาราอยู่ เรามาเอาใจช่วยพวกเขาทั้งคู่กันนะคะ ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์และกำลังใจที่ส่งเข้ามาค่ะ เจอกันตอนต่อไปในเร็วๆ นี้ค่ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

58 ความคิดเห็น

  1. #49 i s a r a (@rossani) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 15:45
    ตอนนี้ใครพระเอกก็ได้ ขอแค่ใจดีกับนีระพอแล้ว สงสารน้อง
    #49
    0
  2. #34 Rarinya (@Rarinya) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 01:19
    ต้องเป็นพระเอกสิคะ น้องนีระต้องได้เจอคนดีๆ แงงงง
    #34
    0
  3. #22 cantus1011 (@cantus1011) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 02:43
    สาธุนายอย่าเป็นพระรองเลย
    #22
    0
  4. #16 Patjungy (@Ratchuma44) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 09:02
    รอตอนต่อไปนะคะ
    #16
    0
  5. #15 FOOLBEAR (@momeerino) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 20:37
    เป็นกำลังใจให้นะคะ /นวดไหล่
    #15
    0