Himmapan Myth วิโรธน์บาดาล (Yaoi)

ตอนที่ 11 : วิโรธน์ครั้งที่ ๑๐ ข้าไม่เคยเสียใจกับชีวิตนี้ เพราะนั่นคือกรรมของข้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 140
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

วิโรธน์ครั้งที่ ๑๐ ข้าไม่เคยเสียใจกับชีวิตนี้ เพราะนั่นคือกรรมของข้า


กลับมาถึงวังที่สระกัณณมุณฑะก็เกือบจะเที่ยงแล้ว นีระอยากจะถอดชุดที่รุ่มร่ามนี้ออกแล้วนอนหลับสักตื่น แต่เขากลับถูกคว้าแขนเอาไว้ด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล


“โอ๊ย! พระอรรณพ ทะ ทำไม?”


“ยังมีหน้ามาถามว่าทำไมอีกเหรอ! ?”


พระอรรณพตวาดหนึ่งคำรบ จัดการโยนร่างลงไปกองที่พื้น แรงโยนนั้นทำให้ปลายหางของนีระไปขูดเข้ากับหินแหลมที่ตกแต่งสวนเข้า เลือดสีเข้มไหลออกมาจากปากแผลจนทำให้นีระต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ อาโปเห็นพี่ชายได้รับบาดเจ็บก็ถลาเข้าไปหาเพื่อดูแผล


“พี่นีระ หะ หาง!”


“ไม่เป็นไร…”


นีระยกมือขึ้นมาห้ามอาการแตกตื่นของน้องชาย ก่อนที่ดวงตาสีนิลจะช้อนมองคนผลักซึ่งกำลังจ้องเขาด้วยใบหน้าที่ถมึงทึงที่สุด


“พระอรรณพ กระหม่อมทำสิ่งใดผิดหรือพ่ะย่ะค่ะ”


นีระเค้นเสียงถามออกมาเพราะรู้สึกสงสัยจนอดรนทนไม่ได้ หรือว่าจะโกรธที่เขาเสนอตัวขับร้อง แต่ว่านั่นเขาแค่อยากจะช่วยกู้หน้าให้กับชาวบาดาลเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาร้ายอื่นแฝงเลย


“เจ้าถามว่าเพราะอะไรงั้นเหรอ? นี่จะแกล้งทำเป็นใสซื่อไปจนถึงเมื่อไหร่!?”


พระอรรณพย่างเท้าเข้ามาแล้วเหยียบลงบนหางที่เป็นแผลนั้น นีระถึงกับสะดุ้งเฮือกเพราะเจ็บ ขณะที่รหัทกับอาโปนั้นตกใจ


“ฝ่าบาท!”


“รหัท ถ้าเจ้ามายุ่งกับเรื่องนี้ข้าจะสั่งโบยเจ้าร้อยที!”


พระอรรณพรู้ว่าองครักษ์คนสนิทต้องการจะพูดอะไร จึงเอ่ยดักไว้เพราะไม่อยากได้ยินคำพูดเข้าข้างนีระ รหัทจึงทำได้แต่หลุบตาลงละอายใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้


พระอรรณพเห็นรหัทยอมสงบปากสงบคำแล้วจึงหันมาพูดกับนีระด้วยน้ำเสียงชิงชัง “ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าเข้าใกล้มหรรณพ วันนี้... ดูเจ้าจะอ่อยเขาไปเยอะน่าดูเลยนะ เรื่องเสนอตัวไปขับร้องนั่นก็เหมือนกัน เจ้าคิดจะอยากเอาหน้าล่ะสิท่า!”


“ไม่ใช่นะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทำไปเพราะอยากจะช่วยเท่านั้นเอง ไม่ได้มีเจตนาอะไรอื่นเลยพ่ะย่ะค่ะ!”


นีระส่ายหน้ารัวๆ พยายามสะกดกลั้นไม่ให้ร้องออกมาเมื่อเท้าที่เหยียบลงบนหางนั้นกดลงไปมากขึ้น


“เฮอะ พูดอย่างนั้นคิดหรือว่าข้าจะเชื่อ? สันดานเจ้าเป็นยังไงคิดว่าข้าไม่รู้หรือไง ทำตัวเป็นคนดีต่อไปให้ได้ตลอดเถอะ แต่ข้าขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่าอย่ายุ่งกับน้องชายข้าเด็ดขาด! ไม่อย่างนั้นข้าอาจจะพิจารณาตัดหางเจ้าจะได้ไม่ออกไปเพ่นพ่านหว่านเสน่ห์ที่ไหนได้อีก!”


กึก!


“โอ๊ย!”


นีระถึงกับทรุดเพราะอีกฝ่ายใช้เท้าขยี้แผลเขาจนมันเปิดกว้างขึ้น ยิ่งเมื่อเงยหน้าเห็นแววตาโกรธเกลียดชิงชังนั้นแล้ว เขาได้แต่รู้สึกจนใจ


ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ชาติคนตรงหน้าก็มองเขาด้วยสายตาแบบนี้เสมอเลย...


พระอรรณพยกเท้ากลับมา ก่อนจะออกคำสั่งเสียงเฉียบขาดให้พวกบ่าวรับใช้แถวนั้นได้ยินทั่วถึง “ใครหน้าไหนกล้าช่วยมันละก็จะถูกลงโทษโบยสองร้อยที!”


รหัทมีสีหน้าตื่น “ฝ่าบาท แต่พระนีระบาดเจ็บขนาดนี้อาจจะตายก็ได้!”


พระอรรณพปรายตามองอย่างเย็นชา “ถ้ามันจะตายเพราะเรื่องแค่นี้ละก็ ให้มันตายไป!”


พูดแค่นั้นพระอรรณพก็สะบัดชายผ้ากลับเข้าห้อง อาโปประคองพี่ชายไว้ด้วยมือที่สั่นระริกพูดอะไรไม่ออก ส่วนนีระทำได้แค่หลับตาลงอย่างอ่อนล้าเท่านั้น



ในยามว่างท้าวชลาลัยมักจะเรียกพระมหรรณพเล่นหมากรุกเป็นเพื่อน


ท้าวชลาลัยมักจะทรงงานอยู่ตลอด แต่ถ้าวันไหนไม่มีงาน หากไม่พบปะกับมเหสีและเหล่าสนม ก็จะเรียกรัชทายาทมาเล่นหมากรุกไม่ก็สนทนากินขนมด้วยกัน


พระมหรรณพเลื่อนตัวเบี้ยไปข้างหน้า ในใจมองแผนการบนกระดานออกทะลุปรุโปร่ง ถึงเรื่องงานบางอย่างเขาอาจจะสู้เสด็จพ่อไม่ได้ แต่เรื่องหมากรุกนั้นเขามั่นใจเต็มเปี่ยม


ทว่าเสด็จพ่อเป็นพวกที่ไม่ชอบแพ้ พระมหรรณพเองก็ไม่มีอารมณ์จะเล่นหมากรุกอย่างดุเดือด เพียงไม่ถึงยี่สิบตาเขาก็ยอมพ่ายแพ้ให้ จนเสด็จพ่อยังต้องตรัสถาม


“วันนี้เจ้าดูไม่มีสมาธินะ มีอันใดอย่างนั้นหรือ?”


“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ ที่ลูกทำให้เสด็จพ่อหมดสนุก”


“ไม่เป็นไร เรื่องที่เจ้ากังวลนั้นสำคัญกว่า” ท้าวชลาลัยเรียกชลัมพุมาเก็บกระดานหมากรุกนี้ไป แล้วเปลี่ยนมายกขนมขึ้นโต๊ะแทน “แล้วตกลงเจ้ามีเรื่องว้าวุ่นใจอันใด จนเสียสมาธิเพียงนี้”


พระมหรรณพกัดขนมนิ่มๆ นั้นหนึ่งคำ แล้วยอมเผยสิ่งที่อยู่ในใจ “ไม่เชิงเป็นความกังวล แต่ลูกเห็นว่าเสด็จพี่กับพระนีระ... มีชีวิตคู่ที่ไม่ค่อยดีนักพ่ะย่ะค่ะ”


เรื่องนี้ใครๆ ก็รับรู้ ยิ่งในงานเลี้ยงวัสสานฤดูนั้นยิ่งเห็นชัด จนตอนนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาแสนสนุกของเชื้อพระวงศ์และขุนนางไปแล้ว


ท้าวชลาลัยผงกพระเศียร “นั่นสินะ ไม่ดีจริงๆ แต่... คู่ที่แต่งงานไปแล้วอยู่ด้วยกันอย่างราบรื่นน่ะมันจะมีสักกี่คนเชียว”


ต่อให้เป็นคู่ที่รักกันดูดดื่มปานใด ย่อมมีวันทะเลาะเบาะแว้งกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดการกันอย่างไรมากกว่า


“ลูกเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ เดิมทีพวกเขาแต่งกันเพราะเรื่องเสื่อมเสียในคราวนั้น ลูกเป็นห่วงเสด็จพี่กับพระนีระจะมีความสุขกับคู่ไม่ได้ตลอดชีวิต เสด็จพ่อก็รู้ว่าเสด็จพี่อารมณ์ร้อนปานใด ขนาดพระนีระใช้ความนิ่งต้านรับอารมณ์แปรปรวนนั้นยังเอาไม่อยู่เลย”


ท้าวชลาลัยทรงละเลียดชิมขนมอย่างสงบ แต่พระเนตรสีทับทิมนั้นกลับพินิจรัชทายาทราวกับจะจับผิด


“เจ้าดูใส่ใจในชีวิตคู่ของอรรณพมากเกินไปนะ หืม?”


พระมหรรณพสะท้านวาบในอก แต่เขาก็คิดข้ออ้างมาแก้ต่างได้อย่างรวดเร็ว “ลูกย่อมต้องใส่ใจสิพ่ะย่ะค่ะ เพราะนั่นก็เสด็จพี่ของลูกทั้งคน... อีกอย่างในเมื่อแต่งงานไปแล้วลูกก็อยากให้เสด็จพี่ได้ตัดใจจากท่านธาราด้วย”


เขาเชื่อว่าเสด็จพ่อต้องรู้เรื่องที่พี่ชายยังติดต่อธาราอยู่บ้าง นั่นทำให้เสด็จพ่อไม่สบายใจตลอดมา ครั้นแล้วเมื่อเขาพูดแบบนี้คนตรงหน้าจึงหายสงสัย


“เฮ้อ... ก็จริงนะ ข้าเองก็อยากให้อรรณพใส่ใจนีระบ้าง ยังไงก็เป็นคู่ครองที่ต้องอยู่ด้วยกันไปชั่วชีวิต” ท้าวชลาลัยใช้พระกรเคาะโต๊ะสองสามทีแล้วกล่าวต่อ “ข้าก็เคยคิดเรื่องที่ให้สองคนนั้นสานความสัมพันธ์อยู่เหมือนกัน”


“อย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


“เจ้ารู้เรื่องที่เราพบไข่นาคเมื่อเร็วๆ นี้ใช่ไหม”


การถือกำเนิดของนาคที่ห่างหายไปนานเป็นสิบปี แน่นอนว่าใครๆ ย่อมต้องทราบข่าว ทุกคนต่างคาดคะเนกันใหญ่ว่าใครจะได้รับนาคตนนี้ไปเลี้ยงดู


“ลูกทราบพ่ะย่ะค่ะ นี่หรือว่าเสด็จพ่อจะ...”


การพูดถึงเรื่องลูกนาคในตอนนี้มีความคิดเดียวที่เขานึกออกก็คือเสด็จพ่อคิดจะยกให้สองคนนั้นดูแล


“ใช่แล้ว พวกเขาก็แต่งงานกันมาสักพักแล้ว ให้เลี้ยงลูกนาคเกิดใหม่น่าจะทำให้พวกเขาใกล้ชิดมากขึ้นและมีความรับผิดชอบมากขึ้นด้วย”


“แต่ว่าทั้งสองคนนั้นยังขาดประสบการณ์อาจจะเลี้ยงได้ไม่ดีนะพ่ะย่ะค่ะ”


ได้ยินเรื่องให้ทั้งสองคนเลี้ยงลูก ในใจของพระมหรรณพก็รู้สึกคันยุบยิบไปหมด เขาไม่ยินดีเลยหากพระอรรณพและนีระจะต้องมีลูกเป็นห่วงโซ่คล้องใจในตอนนี้


“เรื่องนี้มันฝึกกันได้ ตอนเสด็จแม่ของเจ้าเองก็ใช้เวลาเรียนอยู่พักหนึ่ง เจ้าก็เติบโตได้อย่างไม่มีปัญหานี่นา”


เสด็จแม่ที่เลี้ยงดูพระมหรรณพเป็นเผ่ากุมภีร์นิมิตร จะเรียกว่ามีตำแหน่งเป็นพระมเหสีก็ได้ ถึงเสด็จแม่ของเขาจะลาจากโลกนี้ไปนานแล้ว แต่เขาก็ยังจำความรักและความอ่อนโยนนั้นได้อยู่


“ถ้าให้เรียน... งั้นจะให้ใครสั่งสอนหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“แม่นมนาริณไงล่ะ นางเป็นคนที่สอนสั่งคนเลี้ยงดูนาคมาหลายต่อหลายคนแล้ว”


ท้าวชลาลัยทรงคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าต้องใช้แม่นมฝีมือฉกาจมาสอนเท่านั้น เพื่อการเลี้ยงดูนาคน้อยจะได้ราบรื่น


พระมหรรณพย่นคิ้ว “แต่แม่นมนาริณอายุมากแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ จะให้เดินทางไปสระกัณณมุณฑะจะไหวหรือพ่ะย่ะค่ะ แถมสภาพน้ำที่สระกัณณมุณฑะต่างจากที่นี่มากอาจจะทำให้ล้มป่วยได้นะพ่ะย่ะค่ะ”


สำหรับคนรุ่นหนุ่มอย่างเขาแค่จากสระอโนดาตไปยังสระกัณณมุณฑะยังเหนื่อยแทบแย่เลย แล้วผู้อาวุโสเช่นนั้นกว่าจะเดินทางไปถึงไม่ล้มหมอนนอนเสื่อกันเลยรึ? ยิ่งมาเจอสภาพน้ำที่ต่างกันอย่างนี้อีกล่ะ


ท้าวชลาลัยลูบพระหนุ “นั่นสินะ งั้น... ให้นีระมาร่ำเรียนที่นี่แล้วกัน ลองให้พวกเขาอยู่ห่างกันสักพักแล้วกัน บางทีอาจจะช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้น”


สีหน้าของพระมหรรณพดูดีขึ้นเมื่อได้ยินว่าจะให้นีระมาค้างอยู่ที่วังสักระยะหนึ่ง จากที่คิดหาทางคัดค้านก็เปลี่ยนเป็นยินดีแทน


“เอาตามนั้นก็แล้วกันพ่ะย่ะค่ะ”


“อืม ส่งจดหมายไปหานีระได้เลย ยิ่งเริ่มเรียนเร็วเท่าไหร่ นีระก็จะกลับสระกัณณมุณฑะได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น”


ท้าวชลาลัยตัดสินพระทัยได้แล้วก็ออกคำสั่งกับชลัมพุ ส่งจดหมายด่วนไปยังสระกัณณมุณฑะ


ให้ข้าไปเรียนเรื่องการเลี้ยงดูนาค?”


นีระทวนเนื้อหาในจดหมายด่วนที่ถูกส่งมาตอนเช้าวันรุ่งขึ้นไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี


ที่ดีใจก็คือไม่ต้องทนอึดอัดอยู่ในวังกับพระอรรณพ ส่วนที่เสียใจก็คือตอนนี้หางที่ได้รับบาดเจ็บนั้นยังไม่หายดีเลย


ถ้าให้ว่ายไปไหนมาไหนสั้นๆ ก็ได้อยู่หรอก แต่ถ้าต้องยืนหรือว่ายนานๆ หางของเขาจะปวดมาก ถึงขนาดอยากจะร้องไห้เลยทีเดียว


รหัทที่เป็นคนมารายงานแทนพระอรรณพ เข้าใจความรู้สึกของนีระ จึงพูดเสียงอ่อนลงว่า


“ตอนที่เดินทางไปนั้นทางเราจะให้นั่งรถอย่างดีไปพ่ะย่ะค่ะ แถมถ้าไปอยู่ในวังน่าจะเป็นการดีกับพระนีระมากกว่า ทั้งเรื่องพระอรรณพแล้วก็หางนั่น”


เพราะท้าวชลาลัยไม่อยากให้เดินทางไปๆ มาๆ เลยตั้งเงื่อนไขว่าต้องอยู่ค้างที่วังระหว่างการเรียนไปก่อน ซึ่งน่าจะเป็นการรักษาบาดแผลที่หางได้ดีกว่า


อาโปฟังแล้วยังเห็นด้วย “ข้าว่าพี่นีระควรไปนะขอรับ อยู่ที่นี่มีแต่จะทำให้จิตใจหม่นหมอง”


อย่างไรสระอโนดาตก็คือบ้านเกิดของพวกเขา อยู่ที่นั่นน่าจะทำให้สบายใจกว่าอยู่ที่นี่


นีระระบายลมหายใจยาว “ข้าคงไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้วล่ะ เพราะเป็นพระเสาวนีย์ขององค์เหนือหัวนี่นา”


ลองคัดค้านดูสิ หัวของเขาจะยังอยู่บนบ่าอีกหรือไม่


“เช่นนั้นก็ทรงเตรียมตัวให้พร้อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ อีกสักพักกระหม่อมจะมารับ”


รหัทขอตัวไปเตรียมพวกรถลากก่อน นีระก็ปิดประตูเรือนแล้วเข้ามาเก็บข้าวของจำเป็นไปโดยมีอาโปช่วยอย่างกระตือรือร้น



แท่งหินสีขาวที่ถูกใช้ต่างดินสอลากเส้นยาวออกไปบนแผ่นหนังสีน้ำตาล ขีดเขียนจนกลายมาเป็นรูปร่าง หากมองจากด้านที่คนเขียนนั่งอยู่จะเห็นว่ามันเป็นภาพทิวทัศน์ป่าหิมพานต์เมื่อครั้งงานเลี้ยงวัสสานฤดูนั่นเอง


แม้บรรยากาศในภาพนั้นจะงดงาม แต่ตรงกึ่งกลางภาพนั้นกลับมีคนยืนโดดเด่นอยู่สองคน


แม้จะเห็นแค่แผ่นหลัง กับใบหน้าที่เอียงน้อยๆ จ้องมองกัน ก็เพียงพอจะบอกได้แล้วว่าสองคนในรูปนั้นเป็นใคร ฝั่งซ้ายคือพระอรรณพและฝั่งขวาก็คือธารานั่นเอง


กุมภีร์นิมิตรหนุ่มยกแผ่นหนังนั้นขึ้นมาเชยชม มือลองลากไล่ไปตามรอยเส้น เห็นว่าไม่ละลายไปกับน้ำและเส้นสีขาวไม่ติดมือขึ้นมาก็พึงพอใจ แท่งหินสีขาวที่ใช้เขียนนี้มีส่วนผสมของไข่มุกอยู่จึงทำให้ภาพนั้นแม้จะไร้สีสันอื่นนอกจากสีขาว ก็ยังเป็นประกายระยับงดงามได้ ธาราคิดว่าถ้าเป็นภาพวาดนี้ละก็ พระอรรณพจะต้องชอบมันมากแน่ๆ


เขาวางลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล ก่อนจะหยิบแท่งหินขึ้นมาใหม่เพื่อวาดต่อเติมให้ออกมาสมบูรณ์แบบ ตอนนั้นเองที่วาปีรีบร้อนเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด


“ท่านธารา! ซะ ทราบข่าวแล้วหรือยังเจ้าคะ!?”


“ข่าวอะไร? วาปีเจ้าค่อยๆ พูด รีบว่ายมาอย่างนี้เดี๋ยวก็หายใจไม่ทันจนเป็นลมหรอก”


ธาราผินหน้ามามองนางกำนัลคนสนิท พยายามให้วาปีสูดหายใจเข้าหายใจออกเพื่อสงบสติอารมณ์ อีกฝ่ายก็ทำตามนั้นโดยไม่เกี่ยงงอน สักพักก็กล่าวว่า


“บะ บ่าวได้ยินเขาว่าท้าวชลาลัยจะทรงให้พระอรรณพและเงือกตนนั้นมีลูกแล้วเจ้าค่ะ!”


“อะไรนะ...”


หัวใจของธารากระตุกวูบเมื่อได้ยินเช่นนั้น มือที่ถือแท่งหินไว้กำแน่นจนรู้สึกเจ็บ


“เพราะเรื่องที่ว่าสองคนนั้นมีความสัมพันธ์ไม่ราบรื่นเลยทำให้ท้าวชลาลัยทรงเป็นห่วง จึงกะจะส่งโซ่ทองคล้องใจมาเชื่อมสัมพันธ์ แบบนี้จะเอายังไงดีเจ้าคะ”


วาปีเป็นห่วงความรู้สึกของเจ้านายมากที่สุด เพราะจะมีใครรักปักใจได้เท่ากับธาราอีก ทำไมเจ้านายของนางถึงได้เจอแต่อุปสรรคทางความรักมากมายถึงขนาดนี้กันนะ


ธาราหมุนตัวกลับมามองที่ภาพวาดอีกครั้งหนึ่ง ดวงตาที่เคยสดใสหลุบลงเพื่อซ่อนความเศร้าหมอง


“ข้าจะทำอะไรได้ล่ะ นั่นมันเป็นพระประสงค์ของท้าวชลาลัยไม่ใช่หรือ ข้าไปห้ามก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก”


“แต่ว่ามันจะดีหรือเจ้าคะ เกิดเรื่องนี้ทำให้พวกเขา...”


วาปีไม่กล้ากล่าวต่อ หัวใจของคนนั้นยากแท้หยั่งถึง ซ้ำยังแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา วันหนึ่งอาจจะรักคนคนนี้มา แต่พอเวลาผ่านไปความรักจืดจางก็ถูกทอดทิ้งมีให้เห็นถมเทไป


ธาราเข้าใจที่อีกฝ่ายเป็นห่วง แต่ก็ยังตอบออกไปอย่างมั่นใจว่า “ข้าเชื่อในตัวพระอรรณพ ความรักที่เขามีให้ข้าไม่มีทางแปรเปลี่ยน กับเงือกตนนั้นพระอรรณพจะให้ความเมตตาสักหน่อยเป็นไร เจ้าเลิกคิดมากได้แล้ววาปี กลับไปทำงานของตัวเองซะ”


“...เจ้าค่ะ”


วาปีมองเจ้านายอย่างไม่สบายใจครั้งหนึ่ง ก่อนจะปิดประตูแล้วออกไป พอคล้อยหลังนางกำนัลคนสนิทแท่งหินในมือของธาราก็ถูกบีบจนแตกละเอียด ผงสีขาวฟุ้งกระจายและเปื้อนภาพอันงดงามจนหมดสิ้น



*คุยกับไรท์เตอร์*

ตอนนี้นีระก็โดนกระทำอีกแล้ว แถมครั้งนี้เจ็บหนักเลยด้วย อีกด้านหนึ่งพระมหรรณพก็กำลังขัดแย้งกับตัวเองอยากจะช่วยนีระให้อยู่กับพระอรรณพอย่างมีความสุข แต่ก็ทำให้ตัวเองปวดใจด้วย ทางด้านธาราก็เริ่มไม่สบอารมณ์ขึ้นมาแล้ว เรื่องราวกำลังเข้มข้นเลย ยังไงก็อย่าลืมติดตามต่อในตอนหน้านะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. #48 i s a r a (@rossani) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 15:39
    เหนื่อยแทนนีระ
    #48
    0
  2. #14 Patjungy (@Ratchuma44) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 20:24

    รอนะคะ
    #14
    0