ตอนที่ 9 : พลาดพลั้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 403
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    18 ก.พ. 62

 :: [9] ::

พลาดพลั้ง

 

        จันทร์แก้วเดินถือถาดกาแฟเดินมายังระเบียงหน้าบ้าน เพื่อนำมาให้สามีที่กำลังนั่งยืนสูดอากาศอันบริสุทธิ์ในยามเช้า พ่อเลี้ยงวางสายตาไว้ที่เทือกเขาสูงท้ายไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านพักซึ่งลูกชายด้วยความคิดถึง

            “พ่อเลี้ยงกาแฟค่ะ”

            อีกฝ่ายหันกลับมามอง “อ้อ...ขอบใจนะ” ส่งรอยยิ้มน้อยๆ ให้ภรรยาแล้วเดินมาหย่อนก้นลงที่เก้าอี้ไม้

            แม้ว่าหนุ่มใหญ่ผู้นี้อายุจะหกสิบกะรัตแล้ว แต่ทว่าใบหน้าคมคายยังคงมีเค้าความหล่อสมวัย ความสง่างามและมีเสน่ห์ ยังคงสามารถทำให้สาวน้อยสาวใหญ่หัวใจสั่นไหวได้ไม่ต่างจากชายวัยรุ่นเลยสักนิด

            “พ่อเลี้ยงคิดถึงคุณอาทิตย์เหรอคะ”

            “อืม! ตั้งแต่ไปมันยังไม่กลับมาเหยียบที่บ้านหลังนี้อีกเลย มันคงจะเกลียดฉันจนไม่ยอมมาเผาผีแน่ๆ”

            จันทร์แก้วเดินมานั่งเก้าอี้ไม้ตัวเดียวกัน แล้วหันหน้าไปเอ่ยกับสามี

            “พ่อเลี้ยงอย่าคิดมากเลยนะคะ คุณอาทิตย์ไม่ได้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนั้นหรอกค่ะ” จันทร์แก้วพยายามสร้างพลังบวกให้กับสามีเพราะเกรงว่าความเครียดและความวิตกกังวล จะส่งผลให้สุขภาพอ่อนแอตามไปด้วย

            “ก่อนหน้านี้ใช่ แต่หลังจากเกิดเรื่องฉันก็เริ่มไม่แน่ใจว่ารู้จักลูกชายคนนี้ดีพอไหม มันไม่เคยก้าวร้าวอย่างนี้มาก่อนกลัวว่าจะทำอะไรไม่ดีลงไปน่ะสิ” พ่อเลี้ยงภูเบศยังคงกังวลกับท่าทีของลูกชายในวันที่ทะเลาะกัน อาทิตย์ดูไม่เหมือนคนเดิมที่เขาเคยเลี้ยงดูมา

            “ฉันเชื่อว่าอีกไม่นานคุณอาทิตย์คงเข้าใจค่ะ พ่อเลี้ยงอย่าเป็นกังวลเลยนะคะเดี๋ยวโรคหัวใจจะกำเริบเอา”

            “ฉันจะพยายามละกันเธอเองก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ”

            “ได้ยินพ่อเลี้ยงพูดอย่างนี้ฉันก็สบายใจ” เธอส่งยิ้มละมุนให้สามีเมื่อได้ยินอย่างนั้น

            ในระหว่างทั้งสองกำลังนั่งสนทนากันอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงรถจิ๊บดังมาจากหน้าบ้าน ไม่นานก็มีคู่ชายหญิงเดินตรงเข้ามาหา ในมือลูกชายสุดที่รักยังถือมาลัยช่องามมาด้วยอีกต่างหาก

            “สวัสดีครับพ่อ น้าแก้ว” อาทิตย์ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านด้วยท่าทีนอบน้อม นั่นยิ่งทำให้คนทั้งสองแปลกใจเข้าไปใหญ่

            “สะ...สวัสดีค่ะคุณอาทิตย์” จันทร์แก้วส่งยิ้มให้ลูกเลี้ยงเจือความประหลาดใจ เห็นอย่างนี้แล้วเธอก็คิดว่าคงเป็นนิมิตหมายอันดีอย่างแน่นอน

            ทานตะวันตรงเดินไปกอดมารดาด้วยความคิดถึง เพราะตั้งแต่ไปค้างที่เรือนไม้ท้ายไร่ เจ้าหล่อนยังไม่มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมเยียนเลยสักครั้ง

            “ฉันฝันไปหรือเปล่าที่เห็นแกมาหาถึงที่นี่” พ่อเลี้ยงภูเบศยังคงวางมาดนิ่ง แต่ทว่าอยากกอดลูกชายให้ชื่นใจเหลือเกิน เพราะตั้งแต่อาทิตย์กลับจากเมืองนอกเขายังไม่มีโอกาสได้กอดลูกชายเลยสักครั้ง

            “พ่อไม่ได้ฝันไปหรอกครับ พี่ผมมาวันนี้ตั้งใจจะมาขอขมาพ่อกับน้าแก้ว” ว่าแล้วอาทิตย์ก็นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าผู้เป็นบิดา จากนั้นก็เดินเข่าเข้าไปหา

            ภูเบศเห็นอย่างนั้นก็รู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก บัดนี้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับลูกชายได้หายไปจากใจหมดสิ้นแล้ว

            หลังจากกอดกับลูกสาวสุดที่รักแล้วจันทร์แก้วก็หันไปส่งยิ้มให้ลูกเลี้ยง รอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มใจ เพราะคิดว่าทุกอย่างจะลงเอยได้ด้วยดีเสียที

            “ฉันเองก็ต้องขอโทษแกด้วยที่ไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้รู้ตั้งแต่แรก ที่เป็นอย่างนั้นเพราะกลัวแกจะกังวลใจจนเรียนไม่จบ” ภูเบศเผยสาเหตุที่ทำให้ลูกชายสุดที่รักมารู้มาเห็นด้วยตัวเองจนเกิดเรื่องขึ้น

            “ผมรู้ว่าพ่อหวังดีกับผมครับ” กล่าวกับบิดาแล้วอาทิตย์ก็หันไปส่งยิ้มให้คนที่นั่งข้างกัน “ผมขอโทษน้าแก้วด้วยนะครับที่เคยพูดจาไม่ดีใส่”        

            “น้าไม่เคยถือโทษโกรธเคืองคุณอาทิตย์เลยค่ะ น้าต่างหากที่ต้องขอโทษที่....”

            “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วครับ เพราะนับจากนี้เราจะลืมเรื่องที่ผ่านมา เพราะตอนนี้เราได้เป็นครอบครัวเดียวกันแล้วครับ”

            “ขอบคุณนะคะที่ยอมรับน้า” จันทร์แก้วดีใจจนน้ำตาซึม ไม่นึกว่าเรื่องมันจะง่ายดายในเร็ววันขนาดนี้ ต้องยกความดีความชอบให้ลูกสาวสุดที่รัก ที่เป็นกาวใจเชื่อมความสัมพันธ์ให้อาทิตย์และพ่อเลี้ยงแถมยังส่งผลดีมาถึงตัวเธอด้วยอีกต่างหาก

            อาทิตย์ยื่นพวงมาลัยช่องามให้บิดา “ยกโทษให้ลูกชายคนนี้ด้วยนะครับพ่อ” ผู้เป็นบิดายื่นมือมารับจากนั้นอาทิตย์จึงก้มลงกราบแทบเท้า ทานตะวันยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม รู้สึกดีใจที่พ่อลูกกลับมาคืนดีกันได้อีกครั้ง

            “แกคือแก้วตาดวงใจของพ่อ ไม่มีวันไหนที่พ่อคนนี้จะไม่รักไม่เป็นห่วงแกเลยรู้ไหม” พ่อเลี้ยงภูเบศเอื้อมมือไปลูบกลางกระหม่อมลูกชายด้วยความปลาบปลื้ม

            “ผมรู้แล้วครับว่าพ่อเป็นห่วงผม” อาทิตย์โผเข้ากอดบิดาด้วยความตื้นตันใจเมื่อได้ยินอย่างนั้น แม้อาจจะยังรู้สึกน้อยใจอยู่บ้าง แต่เขาก็โหยหาอ้อมกอดนี้มาตลอด อยากจะซึมซับความอบอุ่นให้หายอยาก ยังไงพ่อก็คือพ่อไม่มีทางเป็นอื่นได้ แต่คนที่เขาจะเล่นงานก็คือจันทร์แก้วเท่านั้น

            เมื่อขอขมาบิดาแล้วอาทิตย์ก็เดินเข่ามาหาจันทร์แก้ว ยื่นพวงมาลัยให้พร้อมกับรอยยิ้มแต่หารู้ไม่ว่ามันเจือไปด้วยความร้ายกาจที่ซ่อนเร้นเอาไว้

            “ผมขอขมาที่เคยทำไม่ดีกับน้าแก้ว ยกโทษให้คนที่ไม่เอาไหนอย่างผมด้วยนะครับ”

            จันทร์แก้วรับพวงมาลัยด้วยรอยยิ้ม “น้ายินดีค่ะ คุณอาทิตย์ไม่ต้องกังวลเรื่องที่แล้วมานะคะ จากนี้ไปเราจะเป็นครอบครัวเดียวกัน ถ้ายังไงฝากทานตะวันให้เป็นน้องสาวอีกคนด้วยนะคะ”

            วลีตบท้ายทำให้ทานตะวันสะดุ้งเล็กน้อย เธอกังวลว่ามารดาจะไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้

            “ผมคงไม่สามารถรับตะวันเป็นน้องสาวได้หรอกครับ” อาทิตย์เหลือบตามองเจ้าหล่อนที่นั่งอยู่ข้างกัน ส่งยิ้มน้อยๆ เป็นสัญญาณว่าเขาพร้อมจะบอกเรื่องแต่งงานให้ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านรับรู้แล้ว

            “อ้าว! ทำไมล่ะคุณอาทิตย์ น้าก็เห็นว่าคุณกับตะวันไม่ได้มีปัญหาอะไรกันนี่คะ หรือว่าตะวันทำอะไรให้คุณไม่พอใจ” จันทร์แก้วขมวดคิ้วเป็นปมด้วยความสงสัย เหตุใดอาทิตย์ถึงได้เอ่ยอย่างนี้ออกมาผิดคาดกับที่เธอคิดไว้มาก

            “นั่นสิ! ทำไมกับตะวันแกถึงยอมรับไม่ได้” พ่อเลี้ยงภูเบศก็สงสัยไม่ต่างจากภรรยา

            “ผมยอมรับในฐานะน้องสาวไม่ได้ เพราะตอนนี้ผมกับตะวันเรารักกันครับ”

            “ว่าไงนะ! แกกับหนูตะวันรักกัน”

            ในขณะที่พ่อเลี้ยงภูเบศถามย้ำอีกครั้ง จันทร์แก้วก็หันไปมองหน้าลูกสาวเชิงตั้งคำถามว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทานตะวันทำได้เพียงยิ้มแหยๆ ยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี

            “ใช่ครับเรารักกัน และวันนี้ผมจะมาขอให้น้าแก้วอนุญาตให้เราแต่งงานกัน” แววตาที่มุ่งมั่นถูกส่งไปสนับสนุนคำพูด เพื่อให้ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านยอมรับ

            “ไม่ได้! ตอนนี้พวกแกมีสถานะเป็นพี่น้องกันฉันไม่มีทางยอมเด็ดขาด” พ่อเลี้ยงภูเบศค้านหัวชนฝา

            “ทำไมล่ะครับพ่อ”

            “ก็ฉันบอกแล้วไงว่าแกกับหนูตะวันเป็นพี่น้องกัน”

            “แต่ก็ไม่ได้เป็นพี่น้องแท้ๆ สักหน่อย ผมทำเพื่อพ่อแล้วทำไมแค่นี้พ่อจะทำเพื่อผมไม่ได้ล่ะครับ ให้ผมกับตะวันแต่งงานกันเถอะนะครับ” อาทิตย์ยังคงนั่งคุกเข่าตรงหน้าบิดา อ้อนวอนขอร้องอย่างสุดกำลังเพราะเขาไม่มีทางยอมให้ทุกอย่างพังเพราะความใจร้อนของตัวเองแน่นอน

            เมื่อได้ยินอย่างนั้นพ่อเลี้ยงภูเบศก็หันไปมองหน้าภรรยา จันทร์แก้วทำหน้าหนักใจไม่ต่างกัน ตอนนี้ทานตะวันลุกขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้ว ผู้เป็นมารดาจึงอยากถามความเห็นจากปากลูกสาวบ้าง

            “ตะวันรักคุณอาทิตย์ไหมบอกแม่มาตามตรง”

            “รักค่ะ...ตะวันรักพี่อาทิตย์” ทานตะวันตอบเต็มเสียง เธอไม่จำเป็นต้องกั๊กความรู้สึกเอาไว้อีกในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว

            “แม่จะไม่ห้ามถ้ามันเป็นความต้องการของตะวัน” แม้ในใจจะไม่เห็นด้วย แต่เธอก็เห็นความสุขของลูกสาวมาเป็นอันดับหนึ่งก่อนเสมอ หากลูกสาวมีความสุขเธอก็มีความสุขตามไปด้วย

            “แม่คะตะวันขอโทษ...ตะวันอยากแต่งงานกับคุณอาทิตย์ค่ะ”

            อาทิตย์ยิ้มมุมปากก่อนจะลุกขึ้นเดินไปนั่งข้างคนรัก เอื้อมไปกุมมือเรียวเพื่อให้ความเชื่อมั่น

            “น้าแก้วไม่มีปัญหาแล้วพ่อล่ะครับจะยอมให้เราแต่งงานกันไหม”

            “ถ้าแต่งแล้วแกมีความสุขฉันก็จะไม่ขัด แต่แกจะต้องจดทะเบียนกับหนูตะวันด้วย เพื่อเป็นหลักประกันว่าหากวันใดแกทำให้หนูตะวันเสียใจจนต้องมีการหย่าร้าง ทรัพย์สินทั้งหมดที่ฉันมีจะต้องตกเป็นของหนูตะวันกึ่งหนึ่ง” ในเมื่อไม่สามารถห้ามได้ พ่อเลี้ยงภูเบศจึงใช้โอกาสนี้ผูกมัดคนทั้งสองไว้ด้วยกันด้วยทรัพย์สินมหาศาลที่ตนเองมีอยู่

            แม้จะไม่เห็นด้วยแต่เล่นละครมาถึงตอนนี้แล้วเขาจะต้องเล่นต่อให้จบ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาจะต้องทำมันต่อไปให้สำเร็จ

            อาทิตย์หันไปมองหน้าคนที่นั่งข้างกัน ส่งยิ้มให้เพื่อบอกนัยๆ ว่าเขาเต็มใจที่จะยอมรับข้อเสนอนั้นอย่างไม่มีข้อแม้

            “เงินทองไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับผมครับพ่อ ขอแค่ให้ได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ผมรักก็พอใจแล้ว และผมจะไม่มีวันทำให้ตะวันเสียใจอย่างแน่นอน” อาทิตย์ประกาศกร้าวให้ทุกคนรับรู้ถ้วนหน้าอย่างชัดถ้อยชัดคำ

            “ได้ยินอย่างนี้ฉันก็วางใจ” คนเป็นพ่อพยักหน้าเล็กน้อย

            “พ่อเลี้ยงคะตะวันว่าไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้นะ แค่แต่งงานกันก็น่าจะพอแล้ว”

            “ไม่ต้องกังวลหรอกหนูตะวัน ถึงหนูจะไม่ได้แต่งกับเจ้าอาทิตย์ฉันก็ตั้งใจจะให้อยู่แล้วล่ะ”

            “ขอบคุณที่พ่อเลี้ยงเอ็นดูตะวันนะคะ ตะวันสัญญาว่าจะเป็นภรรยาและลูกสะใภ้ที่ดี”

            “ฉันฝากอาทิตย์มันด้วยละกันนะ ถ้ามีอะไรไม่ถูกไม่ควรก็เตือนสติมันบ้าง”

            “พ่อพูดอย่างกับผมเป็นเด็กอย่างนั้นล่ะ”

            “ก็แกยังเป็นเด็กในสายตาฉันตลอดเวลานั่นล่ะ ต่อไปแต่งงานมีลูกมีเมียแล้วจะทำตัวเป็นคนไม่มีเหตุไม่ได้แล้วนะ ต้องเป็นผู้ใหญ่ เป็นที่พึ่งให้ลูกให้เมียเข้าใจไหม” เมื่อมีโอกาสพ่อเลี้ยงภูเบศจึงสั่งสอนลูกชายไปด้วย     

            “คร้าบบ...ผมจะทำตามที่พ่อสั่งทุกอย่างเลยครับผม” เมื่อทุกอย่างเริ่มคลี่คลายสีหน้าทุกคนก็เริ่มมีรอยยิ้ม โดยเฉพาะผู้เป็นบิดามารดาเมื่อรู้ว่าลูกจะเป็นฝั่งเป็นฝาก็ย่อมดีใจเป็นธรรมดา

            “ฝากลูกสาวน้าด้วยนะคะคุณอาทิตย์ น้ามีลูกสาวแค่คนเดียวรักปานแก้วตาดวงใจ น้าเห็นคุณอาทิตย์มาตั้งแต่เด็กจนโตมั่นใจว่าจะต้องดูแลตะวันได้”

            “ครับน้าแก้ว...ผมจะดูแลตะวันให้ดีที่สุดไม่ต้องเป็นห่วง” อาทิตย์ให้คำสัญญาด้วยรอยยิ้ม มือหนายังคงจับมือเรียวไว้แน่นตลอดเวลา

            “ว่าแต่จะย้ายกลับมาบ้านหลังนี้เมื่อไหร่กัน” พ่อเลี้ยงภูเบศเอ่ยถาม เพราะอยากให้ทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเหมือนเดิม

            “ผมว่าจะอยู่ที่เรือนไม้ท้ายไร่เหมือนเดิมครับพ่อ ผมจะใช้ที่นั่นเป็นเรือนหอของเราครับ”

            “แล้วหนูตะวันว่าไงล่ะ”

            “ตะวันแล้วแต่พี่อาทิตย์ค่ะ” กล่าวจบเจ้าหล่อนก็หันไปส่งยิ้มให้คนที่นั่งข้างกัน

            “ถ้างั้นฉันจะหาฤกษ์งามยามดีให้ก็แล้วกันนะ”

            “เอาฤกษ์สะดวกไม่ได้เหรอครับพ่อคือผมอยากรีบทำอะไรให้มันถูกต้อง กลัวว่าคนจะนินทาตะวันเสียๆ หายๆ น่ะครับ” ตอนนี้เขาไม่อยากรออะไรแล้ว

            “ถ้างั้นฉันจะพยายามหาวันเร็วที่สุดก็แล้วกันจะได้ถูกใจแก”

            “ขอบคุณครับพ่อ” เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่คิดไว้อาทิตย์ก็ยิ้มกริ่มในใจ อีกไม่นานเขาจะเปิดตัวตัวละครใหม่ ที่จะมาทำให้ทานตะวันเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสให้ถึงที่สุด

            “ถ้าอย่างนั้นวันนี้ทานข้าวเที่ยงด้วยกันนะคะ เดี๋ยวน้ากับตะวันจะเข้าครัวทำกับข้าวเอง”

            “ไม่มีปัญหาครับน้าแก้ว”

            “พี่อาทิตย์นั่งคุยกับพ่อเลี้ยงต่อนะคะ ตะวันกับแม่ขอตัวเข้าไปเตรียมของก่อน” ทานตะวันเอ่ยกับคนที่นั่งข้างกัน

            “ครับผม” อาทิตย์ส่งยิ้มหล่อให้

            เมื่อสองแม่ลูกเดินออกไปจากตรงนั้นแล้ว พ่อเลี้ยงภูเบศจึงเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน

            “สรุปว่าแกกับหนูตะวันรักกันตั้งแต่ตอนไหน”

            “ตั้งแต่ช่วงเรียนม.ปลายแล้วครับพ่อ”

            “แกรักหนูตะวันจริงๆ ใช่ไหม” พ่อเลี้ยงภูเบศรู้สึกว่าแววตาคู่นี้มีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นเอาไว้ จึงอยากจะถามย้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

            “ทำไมพ่อถามผมอย่างนั้นหรือพ่อไม่ไว้ใจผม”

            “เปล่า...ฉันแค่อยากถามให้มั่นใจอีกครั้ง เพราะคนเราจะแต่งงานกันมันต้องเกิดจากความรัก และต้องเป็นรักที่บริสุทธิ์จึงจะครองคู่กันไปตลอดรอดฝั่ง”

            “ผมสาบานว่าผมรักตะวันจริงๆ ตะวันเป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่อยู่ในใจผมมาตลอด”

            “ได้ยินอย่างนี้ฉันก็อุ่นใจแล้วล่ะ ฉันสร้างที่นี่มาก็เพื่อแกทั้งนั้นยิ่งถ้าได้มีคนดีๆ อย่างหนูตะวันมาช่วยดูแลอีกคนฉันคงนอนตายตาหลับแล้วล่ะ”

            “ทำไมพ่อพูดอย่างนี้ล่ะครับ พ่อยังดูแข็งแรงกว่าวัยรุ่นหลายๆ คนซะอีก จากนี้ไปผมจะช่วยพ่อดูแลไร่เองนะครับ” คำพูดพวกนี้ล้วนออกมาจากใจไม่ใช่การประดิษฐ์ เขาตั้งใจกลับมาช่วยงานบิดาตั้งแต่ไหนแต่ไร บัดนี้คงถึงเวลาที่จะกลับเข้ามาทำงานในฐานะลูกชายเจ้าของไร่อย่างเต็มตัวแล้ว

            “ถึงแกไม่พูดฉันก็จะทำอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะ แม่แกคงจะดีใจที่เห็นแกจะเป็นฝั่งเป็นฝา”

            “ใช่ครับ! แม่คงจะดีใจที่ผมกำลังจะแต่งงาน”

            อาทิตย์พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แต่ในใจกลับเจ็บปวดเหลือเกินเมื่อนึกถึงหน้ามารดา พร้อมนึกในใจว่า แต่แม่คงจะเสียใจถ้ารู้ว่าพ่อได้แต่งงานใหม่ไปแล้ว”

*-*-*-*-*-*-*-*

            ภายในห้องนอนสี่เหลี่ยมเล็กๆ สองร่างที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนเตียง ยังคงไม่ได้สติจากการดื่มเข้าไปอย่างหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา ฝ่ายหญิงซบแก้มขาวบนแผงอกแกร่ง ริมฝีปากหยักได้รูปยิ้มมุมปากราวกับกำลังฝันดี แสงแดดจ้าสาดส่องผ่านทางหน้าต่างกระจกใสเข้ามาทำให้อัญญารู้สึกตัว เปลือกตาสวยขยับก่อนจะเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ ก็พบว่าตัวเองกำลังนอนกอดผู้จัดการไร่อยู่ในห้อง

            “ผู้จัดการ!” เจ้าหล่อนอุทานเบาเสียงก่อนจะรีบลุกขึ้นจากตัวเขา เมื่อเห็นว่าตัวเองอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าจึงรีบลุกขึ้น มองหาเสื้อผ้าที่วางเกลื่อนบนพื้นแล้วหยิบมาสวมใส่โดยเร็ว

            ไม่นานอรรถพลก็เริ่มรู้สึกตัวเช่นเดียวกัน ร่างกำยำเริ่มขยับตัวไปมา เปลือกตาคลี่ขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่เห็นทำเอาชายหนุ่มได้สติลุกพรวดพราดขึ้นมา

            “เฮ๊ย! อัญญาคุณมาอยู่ในห้องนี้ได้ยังไงกัน”

            เมื่อได้ยินเสียงอัญญาก็เงยหน้าขึ้นมามองเขา แต่ต้องรีบเอามือปิดตาไว้เพราะตอนนี้อรรถพลไม่สวมอาภรณ์แม้แต่ชิ้นเดียว โชว์ความเป็นชายให้เห็นอย่างอล่างฉ่าง

            “ว๊าย!

            อรรถพลมองที่ตักตัวเองก็พบว่าตอนนี้เจ้าน้องชายตัวเขื่องกำลังผงกหัวทักทาย นั่นทำให้ต้องรีบคว้าผ้าห่มมาปิดไว้โดยเร็ว ใบหน้าคมคายแดงก่ำเจือความอายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

            “ผมไม่โป๊แล้ว เอามือออกแล้วบอกผมว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณมาอยู่ในห้องนอนผมได้” อรรถพลเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง เขากลัวว่าจะเป็นอย่างที่คิด กลัวว่าจะเป็นฝ่ายทำร้ายสาวเจ้า พยายามนึกแต่ก็จำได้เพียงว่าหลังจากเสียใจเรื่องทานตะวันแล้ว เขาก็ขอร้องให้อัญญาอยู่เป็นเพื่อนแล้วก็ดื่มกันจนหนักหน่วง

            “มะ...ไม่มีอะไรค่ะฉันเพิ่งจะเข้ามาเมื่อครู่นี่เอง” เธอไม่อยากให้อรรถพลต้องคิดมากเพราะเรื่องเมื่อคืน เขาคงไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดเรื่องอย่างนั้น มาถึงตอนนี้เขายังจำอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

            “คุณพูดจริง?” อรรถพลขมวดคิ้วจ้องมองที่กระดุมเสื้อหญิงสาว มันถูกติดอย่างลวกๆ จนไม่ตรงเม็ด นั่นทำให้รู้ทันทีว่าเมื่อคืนเขาคงทำอะไรไม่ดีกับหญิงสาวเป็นแน่ แถมสภาพเขาตอนนี้ใครก็ดูออกว่าได้ผ่านศึกรักมา

            “จริงๆ ค่ะฉันเพิ่งเข้ามาเมื่อครู่นี้เอง งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะคะเชิญผู้จัดการตามสบาย” ว่าแล้วอัญญาก็รีบเปิดประตูออกไปจากห้องโดยเร็ว กลัวว่าอีกฝ่ายจะถามจนจับพิรุธได้ แต่หารู้ไม่ว่าอรรถพลไม่ได้ใสซื่อเรื่องอย่างว่าขนาดนั้น เขาดูออกทุกอย่างเพียงแต่สงสัยว่าทำไมอัญญาถึงได้ปฏิเสธ ทั้งที่เธอควรเป็นฝ่ายเรียกร้องให้เขารับผิดชอบ

            “ทำไมคุณต้องโกหกผมด้วยนะอัญญา คุณกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่” อรรถพลเอ่ยกับตัวเองขณะวางสายตาไว้ที่ประตูห้อง ก่อนจะหลุบตามองบนเตียงก็พบกับคราบสีแดงบนผ้าปูที่นอน นั่นยิ่งทำให้อรรถพลรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่ นี่เขาได้ทำลายพรหมจรรย์ของอัญญาไปอย่างนั้นหรือ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

1 ความคิดเห็น