ตอนที่ 16 : ความริษยา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 70
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    10 พ.ย. 61

บทที่ 16

ความริษยา

         

            จักรคำมาถึงห้องบรรทมของเจ้าหลวงก็พบว่าเมืองแมนได้มาถึงก่อนหน้าแล้ว หมอหลวงกำลังดูแลรักษาผู้เป็นบิดาที่นอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าอิดโรย

            “เจ้าพ่อ! ทรงเป็นเช่นใดบ้างเจ้า” จักรคำยกมือไหว้สาเมื่อเดินมายืนเคียงข้างน้องชาย

            “พ่อไม่ได้เป็นอันใดดอก อย่าได้เป็นกังวลไป” เจ้าหลวงยังคงยิ้มให้ลูกชายทั้งสองคนได้ เจ้าตัวรู้สึกว่าช่วงหลังๆ มานี้ร่างกายไม่กระปรี้กระเปร่าเหมือนเมื่อก่อน นั่นเป็นเพราะเริ่มแก่ตัวขึ้นเรื่อยๆ แถมยังมีอาการของโรคหัวใจกำเริบอีกต่างหาก แต่ทว่าเขาไม่เคยบอกกับลูกชายทั้งสองคนมาก่อน และคิดว่าคงถึงเวลาที่จะให้จักรคำขึ้นนั่งบนตั่งทองแทนเสียแล้ว

            “เจ้าพี่ทำอันใดอยู่รึถึงได้มาช้าเยี่ยงนี้” เมืองแมนว่าให้พี่ชายด้วยสีหน้าขุ่นเคือง หมายใจจะทำให้ผู้เป็นพ่อเห็นดีเห็นงามด้วย

            “ข้า...เอ่อ...” จักรคำไม่กล้าบอกว่ากำลังไปเดินชมสวนกับแสงหล้าอยู่ กลัวว่าจะทำให้ผู้เป็นพ่อไม่พอใจ

            “ว่ายังไงหมอหลวง พ่อข้าเป็นอันใดรึ”

ขณะรอฟังคำแก้ตัวของจักรคำอยู่นั้น เมืองแมนก็หันไปสนใจหมอหลวงที่ลุกขึ้นจากเตียงบรรทมพอดี

            “เจ้าหลวงทรง....” หมอหลวงกำลังจะเอ่ยรายงานแต่เจ้าหลวงทรงเอ่ยเสียงแทรกเสียก่อน

            “เจ้าออกไปก่อนข้ามีเรื่องจะคุยกับลูกข้า” เจ้าหลวงสั่งให้หมอหลวงออกไปจากห้องบรรทม เพราะกลัวว่าลูกชายจะรู้เรื่องอาการป่วยที่ปกปิดเป็นความลับไว้มานานหลายปี

            “เจ้า” หมอหลวงไหว้สาก่อนจะเดินออกไปจากห้องตามคำสั่ง

            จักรคำและเมืองแมนต่างไม่เข้าใจว่าทำไมบิดาจึงได้สั่งอย่างนั้น ราวกับไม่ต้องการให้รู้ว่าตนเองป่วยเป็นอะไร

            “เหตุใดเจ้าพ่อจึงสั่งให้หมอหลวงออกไปเร็วเยี่ยงนี้ ทรงมีอันใดปกปิดพวกข้างั้นรึ” จักรคำไม่แจ้งใจเข้ากับสิ่งที่บิดากระทำ นั่นยิ่งทำให้รู้สึกเป็นห่วงเข้าไปใหญ่

            “ไม่มีอันใดดอก ในเมื่อพวกเจ้ามาพร้อมหน้ากันเยี่ยงนี้แล้ว พ่อเองก็มีเรื่องแจ้งให้รับรู้” เจ้าหลวงพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งเอนหลัง โดยมีเมืองแมนช่วยพยุงตัว

            “มีเรื่องอันใดรึเจ้าพ่อ” เมืองแมนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นซะเต็มประดา

            “ตอนนี้พ่อเองก็เริ่มแก่ตัวขึ้นไปทุกวันๆ บัดนี้คงถึงเวลาที่พ่อจักต้องให้เจ้าทั้งสองดูแลบ้านเมืองของเราต่อไป ขึ้นสิบสองค่ำเดือนหน้าเชียงราชคำจักมีงานใหญ่ นั่นคือพิธีแต่งตั้งเจ้าหลวงองค์ใหม่ จงเตรียมตัวให้พร้อมจักรคำลูกพ่อ” เจ้าหลวงวางมือไว้บนบ่าลูกชายบีบเบาๆ

            “เจ้าพ่อ!” จักรคำตกใจที่จู่ๆ บิดาตัดสินใจอย่างนี้ เขายังอยากให้บิดาปกครองบ้านเมืองไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย นั้นเพราะทุกวันนี้บ้านเมืองก็อยู่ในความสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองดีอยู่แล้ว

            เมืองแมนได้ยินอย่างนั้นก็กำมือไว้แน่นจนสั่น แต่สีหน้าที่แสดงออกให้บิดาและพี่ชายเห็นนั้นกลับปกติไม่ได้มีอาการใดๆ ทั้งสิ้น ในที่สุดก็ถึงวันนี้ วันที่เขาต้องพ่ายแพ้ให้กับพี่ชายอย่างราบคาบ ตั้งแต่เด็กจนโตบิดาให้ความสำคัญเพียงแค่พี่ชายเท่านั้น เขาคงเป็นได้เพียงตัวสำรองที่ไม่มีวันได้เป็นตัวจริงแน่แล้ว

            “พ่อตัดสินใจดีแล้ว ส่วนเมืองแมนจักมีตำแหน่งเป็นเจ้าอุปราชหอหน้า”

            “ข้ายินดีเป็นที่สุดเจ้า” เมืองแมนแสร้งยิ้มให้บิดาแต่ทว่าในใจกลับร้อนรนและเดือดดาลเป็นที่สุด

            “หากเจ้าพ่อตัดสินใจเยี่ยงนี้แล้ว ข้าก็น้อมรับพระประสงค์เจ้า” จักรคำรู้ดีว่าเมืองแมนไม่ชอบใจสักเท่าไหร่ แต่เขาไม่ต้องการให้บิดารู้ถึงความบาดหมางของเขาและน้องชาย เพราะเกรงว่าจะทำให้ไม่สบายใจนั่นเอง

            “พ่อดีใจที่เจ้าทั้งสองเห็นด้วย จากนี้ไปจงช่วยกันดูแลบ้านเมืองแทนพ่อ ช่วยกันทำให้เชียงราชคำเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก” เจ้าหลวงยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้เปิดใจกับลูกชายทั้งสอง

            “เจ้า / เจ้า” ชายหนุ่มทั้งสองตอบรับพร้อมกัน

            “จงไปประกาศให้ชาวเมืองรับรู้กันอย่างถ้วนหน้า ว่าเดือนหน้าเชียงราชคำจักมีงานใหญ่ที่สุดเกิดขึ้น” เจ้าหลวงรับสั่งกับทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างเตียง

            “เจ้า”

            “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเจ้าจงว่าราชการแทนพ่อ จนกว่าพ่อจักหายดีนะจักรคำ”

            “ข้าจักทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเจ้าพ่ออย่าได้ทรงห่วง พักผ่อนให้มากๆ จักได้ทรงแข็งแรงในเร็ววัน”

            “หากไม่มีอันใดแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าพ่อ” ว่าแล้วเมืองแมนก็ยกมือไหว้สารีบเดินออกไปทันที ปล่อยให้คนทั้งสองพูดคุยกันอยู่ในห้องให้สมใจอยาก เขามันก็เป็นเพียงส่วนเกินตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว

เขาไม่อยากทนฟังเสียงและเห็นหน้าผู้เป็นพี่ชายอีกแล้ว ยิ่งเห็นสายตาที่บิดามองพี่ชายอย่างตั้งความหวังเป็นที่สุด เขายิ่งเกลียด เกลียดจนอยากจะฆ่าให้ตายเสียตอนนี้เลยด้วยซ้ำ

            เดินมาถึงหน้าตำหนักแล้ว เมืองแมนก็หยุดฝีเท้าก่อนจะหันกลับไปมองด้วยแววตาที่แข็งกร้าวลุกโชนไปด้วยไฟริษยา

            “กูจักไม่ยอมให้มึงได้ขึ้นนั่งบนตั่งทองเป็นแน่ เชียงราชคำจักต้องเป็นของกูเพียงผู้เดียว”

 

*-*-*-*-*-*-*

 

ครบกำหนดสามวันแล้ว เครือแก้วได้รับการปล่อยตัวออกมาจากตรุในสภาพแทบดูไม่ได้ เจ้านางผู้สูงศักดิ์กับนางข้าไทคนสนิทกลับมาที่คุ้มในสภาพไม่ต่างจากคนธรรมดาสามัญทั่วไป เมื่อย่างกรายเข้ามาในตำหนักนอกจากจะมีบรรดานางข้าไทคอยต้อนรับแล้ว ยังมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญนั่งอยู่บนตั่งที่ประจำของเธออย่างถือวิสาสะอีกด้วย

            “ยินดีต้อนรับเจ้านางกลับคุ้ม” วันนี้คำน้อยไม่ได้มาคนเดียว เขามีนางข้าไทที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่นั่นคือเอื้อยคำและบัวตอง สองสาวที่เมืองแมนคัดมาเพื่อเป็นมือเป็นตีนคอยช่วยเหลือคำน้อยนั่นเอง

            “ไอ้คนจัญไร ลงมาจากตั่งกูบัดเดี๋ยวนี้” เมื่อเห็นคำน้อยนั่งอยู่บนตั่งของตนเอง เครือแก้วก็เลือดขึ้นหน้าชี้นิ้วสั่งให้ลงมาทันที

            “ข้าเองก็ไม่อยากนั่งให้เป็นเสนียดก้นนักดอก เพียงแต่อยากรู้ว่าหากนั่งแล้วจักกลายเป็นผีในร่างคนเหมือนเจ้านางได้หรือไม่ ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าการที่คนเราจักเป็นคนดีหรือคนเลว มันเกิดจากสันดานของผู้นั้น หาได้มีสิ่งอื่นเป็นตัวกำหนดไม่” คำน้อยลุกขึ้นยืน เดินตรงมาหาเจ้านางเครือแก้วอย่างไม่เกรงกลัวในอำนาจ ตอนนี้เขาสามารถเอาอกเอาใจให้เมืองแมนหลงใหลอย่างโงหัวไม่ขึ้นได้แล้ว หากชี้นกก็เป็นนก หากชี้ไม้ก็เป็นไม้ จึงมั่นใจว่าต่อจากนี้ไปจักสามารถเอาชนะเครือแก้วได้อย่างไม่ต้องพยายามอะไรเลย

            “กรี๊ดดดดด!!! ออกไปจากตำหนักกูบัดเดี๋ยวนี้”

            “ข้าออกไปแน่ ขืนอยู่ที่นี่ต่อไปมีหวังได้กลายเป็นผีร้ายเหมือนเจ้าเป็นแน่”

            “กูทนไม่ไหวแล้วขอตบมึงสักฉาดก่อนเถอะ” เครือแก้วทนเห็นคำน้อยเดินลอยหน้าลอยตาในตำหนักตัวเองไม่ได้ จึงง้างมือขึ้นจะตบหน้า แต่ทว่าคำน้อยไวกว่า

            เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!

            “นี่มึงกล้าตบกูงั้นรึ”

            “เหตุใดข้าจักไม่กล้าในเมื่อตอนนี้ข้าคือคนโปรดของเจ้าพี่เมืองแมนแล้ว อีกไม่นานเจ้าจักกลายเป็นหมาหัวเน่าไม่มีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น”

            “ไม่จริง! มึงไม่มีวันเอาชนะกูได้ดอกไอ้พวกต่างด้าว” เครือแก้วง้างมือจะตบอีกครั้ง แต่ทว่ากลับโดนชี้หน้าขู่ห้ามเอาไว้เสียก่อน ทำเอาเจ้าหล่อนหยุดชะงักด้วยความกลัว

            “หยุด! หากเจ้ายังต้องการให้ใบหน้าสวยๆ ไม่มีรอยฟกช้ำไปมากกว่านี้”

            “อีเขียนจัดการมัน”

            เมื่อไม่สามารถเล่นงานอีกฝ่ายได้ด้วยตนเอง เครือแก้วจึงสั่งให้นางข้าไทที่เพิ่งออกมาจากตรุด้วยกันเป็นฝ่ายออกโรงแทนแต่ทว่า...

            “ไม่เจ้าค่ะ ข้าเจ้าไม่อยากเจ็บตัวเพราะผู้ใดอีกแล้ว” นางเขียนปฏิเสธโดยทันที ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมหากโดนผู้เป็นนายลงอาญา นั่นเป็นเพราะเจ้าหล่อนน้อยอกน้อยใจตั้งแต่ถูกทำร้ายทุบตีเมื่อครั้งถูกจองจำอยู่ในตรุก่อนหน้านี้แล้ว

          “อีเขียน! มึงกล้าดีเยี่ยงไรมาขัดคำสั่งกู” เครือแก้วหันขวับไปมองหน้านางเขียนปานจะกินเลือดกินเนื้อเสียให้ได้ แต่นางเขียนกลับเอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมมองสิ่งใดนอกจากพื้นที่อยู่ตรงหน้าเพียงเท่านั้น

            “กลับเถอะเอื้อยคำ บัวตอง สงสัยนายกับขี้ข้าคงจักมีเรื่องต้องคุยกันยาว” คำน้อยแสยะยิ้มใส่หน้าเครือแก้ว ก่อนจะเดินนำหน้านางข้าไททั้งสองออกไปจากตำหนัก

            “กูจักไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่จำไว้” เครือแก้วตะโกนตามหลังก่อนจะเดินไปยังโต๊ะวางแจกันดอกไม้ เจ้าหล่อนจับมันขึ้นมาแล้วปาลงบนพื้นจนแตกกระจายเพื่อระบายอารมณ์โกรธแค้น

            เพล้ง!!

            “กรี๊ดดดด!! กูเกลียดมึง! กูเกลียดมึงไอ้คำน้อย!

            นางข้าไทในตำหนักต่างก็นั่งก้มหน้าด้วยความหวาดกลัวกับอารมณ์ร้ายของเจ้านางเครือแก้ว แต่ทว่านางเขียนกลับคลานเข่าจะออกไปจากตำหนัก

            “อีเขียนมึงจักไปที่ใด”

            “ข้าเจ้าจักออกไปนอกตำหนัก”

            “กูไม่ให้มึงไป”

            “แต่ข้าเจ้าจักไป” นางเขียนต่อปากต่อคำอย่างไม่เกรงกลัวอาญา จากนั้นก็รีบเดินออกไปจากตำหนักโดยไม่หันกลับมามองผู้เป็นนายเลยสักนิด

            “กรี๊ดดดด!! อีเขียน อีไพร่มึงกล้าดีขัดคำสั่งกูงั้นรึ อีสารเลว โอ๊ยยย!!! มันเกิดเรื่องบ้าบออะไรขึ้นกับกูเนี่ย พวกมึงออกไปให้หมด ออกไปให้พ้นๆ หน้ากูบัดเดี๋ยวนี้”

            เครือแก้วออกปากไล่บรรดานางข้าไทออกจากตำหนัก อีกทั้งยังทำลายข้าวของจนพังเสียหายไปหมด ตั้งแต่คำน้อยเข้ามาอยู่ในคุ้มชีวิตเธอก็ดิ่งลงเหวในพริบตา ตอนแรกว่าเกลียดแสงหล้ามากแล้ว แต่ตอนนี้คำน้อยกลับเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งที่เธอเกลียดมากที่สุด

 

            นางเขียนรีบวิ่งออกมาจากตำหนักตามให้ทันคำน้อย เจ้าหล่อนตะโกนเรียกเพื่อรั้งให้อีกฝ่ายยอมหยุดเดินเพื่อเธอจะได้เอ่ยอะไรบางอย่าง

            “เจ้าคำน้อยเจ้า”

            เมื่อได้ยินเสียงนางเขียนคำน้อยก็ชะงักฝีเท้า หันกลับไปมองยังต้นเสียงด้วยความสงสัย นางเขียนเรียกเขาเต็มยศอย่างนี้ต้องการอะไรกันแน่

            “เอ็งมีอันใดกับข้ารึอีเขียน”

            “ข้าเจ้าผิดไปแล้ว ยกโทษให้ข้าเจ้าด้วย ข้าเจ้าทนความร้ายกาจของเจ้านางเครือแก้วไม่ไหวแล้ว โปรดรับข้าเจ้าเป็นนางข้าไทรับใช้ด้วยอีกสักคนเถอะเจ้า” พูดจบนางเขียนก็ก้มลงกราบค้างไว้อย่างนั้นไม่ยอมเงยขึ้นมา

            คำน้อยเห็นอย่างนั้นก็เริ่มหนักใจ เขาไม่ไว้ใจนางเขียนเลยสักนิด แต่พอนึกถึงเหตุการณ์ในตำหนักเมื่อสักครู่ก็พอจะเข้าใจว่านางเขียนต้องทนแรงกดดันจากเครือแก้วมากแค่ไหน หรือเขาจะลองเสี่ยงดู เผื่อได้ใช้ความเป็นคนเก่าคนแก่ของนางเขียนคอยเป็นมือเป็นเท้าในการทำอะไรต่อมิอะไรได้

            “ข้าจักเชื่อใจเอ็งได้มากน้อยเพียงใด ในเมื่อเอ็งไม่ชอบขี้หน้าข้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร”

            “ข้าเจ้าขอสาบานว่าจักไม่มีวันทรยศเจ้าคำน้อยเด็ดขาดเจ้า หากวันใดผิดคำสาบานขอให้นางเขียนไม่ตายดีเลยเจ้า” นางเขียนยกมือไหว้สาบานต่อหน้า

            “หากเอ็งกล้าสาบานเยี่ยงนี้แล้วข้าจักรับเอ็งไปตำหนักด้วย แต่เอ็งควรไปบอกกล่าวเจ้านายเก่าของเสียก่อน”

            “หากเข้าไปบอกมีหวังข้าเจ้าไม่ได้ออกมาเป็นแน่ ดีไม่ดีอาจโดนฆ่าตายก็เป็นได้นะเจ้า” นางเขียนทำทีไม่อยากเข้าไปในตำหนักซะเต็มประดา

            “เช่นนั้นเอ็งจงเดินตามหลังคำเอื้อยกับบัวตองกลับไปที่คุ้มกับข้า นับจากนี้เอ็งคือคนของข้าต้องเชื่อฟังข้าเข้าใจหรือไม่”

            “เข้าใจเจ้าค่ะ” นางเขียนเริ่มยิ้มออก ก่อนจะก้มลงกราบอีกครั้ง

            เธอยอมที่จะก้มลงกราบคนที่เคยเป็นข้าไทด้วยกันมาก่อน เพื่อแลกกับการที่ต้องไม่โดนโขกสับเหมือนเมื่อก่อน ยิ่งนานวันเจ้านางเครือแก้วยิ่งปฏิบัติราวกับเธอไม่ใช่คน นั่นคือสาเหตุที่ยอมแปรพักตร์มาอยู่กับฝ่ายตรงข้าม

            คำน้อยเดินขึ้นเสลี่ยงด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม อย่างน้อยวันนี้ก็ทำให้เครือแก้วคลั่งแทบเป็นบ้าได้ แถมยังได้นางข้าไทคนสนิทอย่างนางเขียนมาเป็นพรรคพวกอีก จากนี้ไปเขาจะทำให้เครือแก้วได้รับบทเรียนอย่างแสนสาหัสที่สุด

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น