ตอนที่ 13 : ไร้ทางสู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 101
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    17 ต.ค. 61

บทที่ 13

ไร้ทางสู้

 

          เมื่อสวามีออกจากคุ้มไปเข้าเฝ้าเจ้าหลวงแล้ว เครือแก้วและนางข้าไทคนสนิทพร้อมกับทหารสองนาย รีบเดินตรงไปยังตำหนักเล็ก เธอตั้งใจจะไปสั่งสอนคนที่มันกล้ามาใช้สามีร่วมกับเธอ จะทำทุกทางเพื่อบีบบังคับให้คำน้อยต้องเป็นฝ่ายหนีออกไปจากที่นี่เสียเอง

            “เร็วๆ สิวะอีเขียนกูคันไม้คันมือเต็มทนแล้ว” เจ้านางผู้มีใบหน้าสวยเอ่ยขณะเร่งฝีเท้าตรงไปยังหน้าตำหนัก

            “ข้าเจ้าก็อยากจัดการมันเต็มทีเหมือนกันเจ้าค่ะ”

            ได้ยินอย่างนั้นเจ้านางก็แสยะยิ้ม เดินมาถึงหน้าตำหนักแล้วทหารที่เฝ้ายามอยู่ก็ยืนขวางไม่ให้เธอเข้าไปข้างใน เพราะได้รับคำสั่งจากเมืองแมนนั่นเอง

“หลีกทางให้ข้า!

“เจ้าราชวงศ์ห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนเจ้าคำน้อยเจ้า” ทหารหนุ่มเอ่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“แม้แต่ข้างั้นรึ”  เธอถลึงตาใส่คนทั้งสอง

“....” ทหารหนุ่มเอาแต่ก้มหน้างุดด้วยความเกรงกลัวอาญา

“หากพวกเอ็งไม่หลีก ข้าจักบอกเจ้าพี่ว่าพวกเอ็งลวนลามข้า”

“เชิญเจ้านางเข้าไปได้เลยเจ้า” เมื่อโดนขู่ทหารหนุ่มทั้งสองก็สั่นเป็นเจ้าเข้ารีบเปิดทางให้ทันที

 “ไปให้พ้นหน้าข้าอย่าเข้าไปยุ่มย่ามด้านใน อ้อ! แล้วห้ามปากมากบอกเจ้าพี่ว่าข้ามาที่นี่รู้หรือไม่”

            “เจ้า”

            จากนั้นทหารหนุ่มทั้งสองก็รีบเดินหนีออกไป เมื่อทางสะดวกเธอก็แสยะยิ้มก่อนจะเดินนำหน้าพรรคพวกเข้าไปในตำหนัก

            เข้ามาถึงก็พบว่าคนที่เธอเกลียดเข้าไส้ กำลังร้อยมาลัยอยู่กับนางข้าไทสองคน ยิ่งเห็นหน้ายิ่งทำให้ความริษยาทวีคูณมากขึ้นเป็นเท่าตัว เครือแก้วเดินดุ่มๆ เข้าไปปัดพานดอกไม้จนล้มระเนระนาดเกลื่อนบนพื้น

            เพล้ง!!

            “เจ้านาง!” คำน้อยลุกขึ้นยืนจ้องหน้าผู้มาใหม่ด้วยความโมโห ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาหาเรื่องถึงที่นี่

            “พวกเอ็งออกไปบัดเดี๋ยวนี้” เครือแก้วสั่งนางข้าไททั้งสอง

            “ไม่ต้องออกไปไหนทั้งนั้น! พวกเอ็งเป็นคนของข้า คนที่จะสั่งได้ต้องเป็นข้าคนเดียวเท่านั้น” คำน้อยเดินเข้ามาเผชิญหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

            “ปากดีนักนะ ถ้าพวกเอ็งไม่ออกไปข้าจักให้ไอ้สองคนนี้จับทำเมียซะตรงนี้เลย”

            “ข้าเจ้าไปแล้วเจ้า” เมื่อเห็นชายฉกรรจ์ทั้งสองจ้องมองปานจะกลืนกิน นางข้าไทก็รีบคลานออกไปจากตำหนักทันที

            แม้ว่าตอนนี้จะหัวเดียวกระเทียมลีบแต่คำน้อยกลับไม่เกรงกลัวเลยสักนิด ชีวิตเขาเหมือนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องกลัวอะไรอีก

            “เสนอหน้ามาถึงที่นี่ มีอันใดกับข้ารึ” คำน้อยมองอีกฝ่ายด้วยหางตา

            “กรี๊ดดด!! ไอ้คนชั้นต่ำ วันนี้กูจักมาสั่งสอนมึงให้เข็ดหลาบอย่างใดเล่า จับตัวมันไว้”

            คำน้อยรีบเดินถอยหลังทันทีเมื่อได้ยินอย่างนั้น พยายามมองหาสิ่งของพี่พอจะป้องกันตัวได้ แต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะโดนชายฉกรรจ์ทั้งสองตรึงแขนไว้ จึงทำได้เพียงดิ้นรนขัดขืนเพื่อให้ตนเองหลุดพ้น

            “ปล่อยข้าบัดเดี๋ยวนี้! ข้าจักบอกให้เจ้าราชวงศ์ตัดหัวพวกเอ็งคอยดู” คำน้อยตะโกนใส่หน้าคนทั้งสอง

            “หาต้องกลัวอันใดไม่ มึงมันเป็นเพียงเมียบ่าวบารมีก็หามีไม่ ยังคิดจะมาลองดีกับคนอย่างกูงั้นรึ”

เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!

เครือแก้วง้างมือฟาดลงบนแก้มอีกฝ่ายเต็มแรง จนใบหน้าขาวขึ้นรอยแดงระเรื่อในทันที

            ถุย!

            พลั่ก!

            “กรี๊ดดดดด!!!

            ในเมื่อมือไม่สามารถใช้งานได้ คำน้อยจึงถ่มน้ำลายใส่หน้า ถีบเข้าที่ท้องน้อยจนเครือแก้วล้มกองกับพื้น

            “มึงกล้าทำเจ้านางกูเยี่ยงนี้เลยรึ!” นางเขียนรีบพุ่งตัวเข้าไปหมายจะทำร้าย แต่กลับโดนถีบซ้ำจนล้มทับตัวผู้เป็นนาย

            “โอ๊ย!! อีเขียน! มึงลุกออกจากตัวกูบัดเดี๋ยวนี้ อีบ้า!

            “ข้าเจ้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” นางเขียนรีบกุลีกุจอลุกออกจากตัวเครือแก้ว จากนั้นก็ช่วยพยุงตัวให้ลุกขึ้นยืน

            “อี๋!!! สกปรกโสโครก วันนี้มึงได้ตายคาตีนกูแน่ไอ้คำน้อย จับมันไว้ให้มั่น” เธอว่าพลางดึงผ้าสไบขึ้นมาเช็ดน้ำลายออกจากใบหน้าอย่างรังเกียจเดียดฉันท์

            “ต่อให้ข้าสิ้นใจเจ้าตายลงตรงนี้ ก็ไม่มีทางยอมก้มหัวให้คนอย่างเจ้านางแน่นอน” คำน้อยแสยะยิ้มเพื่อยั่วยุให้อีกฝ่ายโมโห

            เพี๊ยะ!

            “อีเขียนเอามีดมา”

            “นี่เจ้าค่ะ”

            นางเขียนรีบหยิบมีดสั้นพี่พกมาด้วยยื่นให้ผู้เป็นนาย ก่อนจะมองเหยียดคนที่กำลังโดนจับกุมตัวไว้ด้วยความสะใจ

            เครือแก้วถอดปลอกมีดออกทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี จากนั้นก็ยกขึ้นตรงหน้าเพื่อข่มขู่ให้คำน้อยกลัว

            “ฆ่าเลยสิ! ข้าเองก็ไม่อยากอยู่ที่นี่ให้เป็นเสนียดตัวเช่นกัน” คำน้อยวางสายตาไว้ที่ปลายมีดแหลมคม ยืนนิ่งราวกับยอมรับชะตากรรม

            “กูไม่ยอมให้มึงตายง่ายๆ ดอกคำน้อย มึงจักต้องอยู่ที่นี่อย่างเจ็บปวดและทรมานถึงจักสะใจข้า” แววตาอันดุร้ายจ้องมองคนที่อยู่ตรงหน้าราวกับมีแผนร้ายในใจ จากนั้นก็เอื้อมมือไปดึงผ้าโพกศีรษะของคำน้อยออก จนทำให้เรือนผมยาวสลวยหลุดลุ่ยลงมา

            “เจ้านางคิดจักทำอันใด” แม้จิตใจจะแข็งแกร่งเพียงใดแต่ความกลัวกลับเริ่มคืบคลานเข้ามาในใจเสียแล้ว เขากลัวว่าเครือแก้วจะทำสิ่งที่คิดอยู่ในหัวในตอนนี้

            “ข้ารู้มาว่าคนเมืองผาพิงค์หวงแหนเรือนผมยิ่งชีพ หากไม่ใช่คนที่สำคัญจริงๆ จักไม่มีทางได้ตัดมันเด็ดขาด วันนี้ข้าจักทำให้เอ็งรู้ว่าข้าเป็นคนสำคัญของเอ็งมากเพียงใด เจ้าจักได้จำข้าไปตลอดชีวิตเยี่ยงใดเล่า” เครือแก้วทำหน้าเหี้ยมราวกับโดนวิญญาณร้ายเข้าสิงร่าง

            “ไม่! อย่าทำเยี่ยงนี้ ปล่อยผมข้า ปล่อยผมข้า ฮึกก” คำน้อยเริ่มขัดขืนเมื่อกำลังจะถูกเครือแก้วตัดผม เขาตั้งใจว่าสักวันจะได้กลับไปเมืองผาพิงค์แล้วให้พ่อกับแม่เป็นผู้ตัดมันให้ แต่ตอนนี้ความฝันกลับดับสลายไปในพริบตาเพราะคนจิตใจต่ำช้าผิดมนุษย์มนา

            “อย่าให้มันหลุดมาได้”

            เครือแก้วออกคำสั่งเสียงดังลั่น ก่อนจะดึงปอยผมของคำน้อยมาหั่น ปอยแล้วปอยเล่าจนเรือนผมยาวกองเต็มบนพื้น

            “ปล่อยข้า! ฮืออออ ปล่อยเดี๋ยวนี้!!” คำน้อยทำได้เพียงเปล่งเสียงร้องไร้ซึ่งแรงขัดขึน น้ำตาแห่งความเสียใจไหลพรากลงมานองหน้า เหตุใดผู้คนที่นี่ถึงใจร้ายใจดำได้ถึงเพียงนี้ ให้เขาตายซะยังดีกว่าต้องมาโดนหยามศักดิ์ศรีอย่างนี้

            “สาแก่ใจกูยิ่งนักอีเขียนเอ๊ย...”

            “ตัดออกให้หมดเลยเจ้าค่ะ สมน้ำหน้าอยากปากเก่งดีนักไอ้คำน้อย ไอ้คางคกขึ้นวอ” นางเขียนนั่งเชียร์ผู้เป็นนายอยู่ไม่ห่าง เบะปากด้วยความสะใจเสียเหลือเกิน

            เมื่อสาแก่ใจแล้วเครือแก้วก็ยืนดูผลงานของตนเอง ยิ้มเยาะเย้ยด้วยความสะใจเมื่อเห็นสภาพของคำน้อย ถูกตัดผมจนสั้นโกร๋นราวกับโดนหนูแทะเล็มมาซะอย่างนั้น

            “จับมันนอนคว่ำบนพื้นบัดเดี๋ยวนี้”

            “กูจักไม่ยอมปล่อยให้มึงทำเพียงฝ่ายเดียวแน่” คำน้อยจ้องเขม็งด้วยแววตาที่แข็งกร้าว

            “ยังจะมาปากดีอีก จับมันลงสิวะ!

            เมื่อโดนจับให้นอนคว่ำหน้าลงบนพื้นแล้ว ชายฉกรรจ์ทั้งสองก็กดศีรษะคำน้อยแนบกับพื้น ตรึงทุกสัดส่วนไว้แทบกระดิกตัวไม่ได้

            “คนชั้นต่ำอย่างมึงควรจักอยู่ในที่ต่ำๆ เยี่ยงนี้” เครือแก้วยกเท้าขึ้นไปเหยียบบนแก้มอีกข้าง กดน้ำหนักลงจนคำน้อยทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด เขากำมือแน่นด้วยความเคียดแค้น หากไม่ตายเสียก่อนเขาสัญญาว่าจะทำให้เครือแก้วต้องเจ็บปวดและทรมานอย่างแสนสาหัสให้จงได้

            “กดลงไปให้หนักๆ เลยเจ้าค่ะ สาแก่ใจอีเขียนจริงๆ” นางเขียนนั่งแสยะยิ้มร้ายอยู่ข้างๆ มองดูความเจ็บปวดและทรมานของคำน้อยอย่างสะใจ

            “กูสัญญาว่าจักตามจองล้างจองผลาญพวกมึงทุกชาติไป”

            “ถ้ามึงเอาเรื่องนี้ไปฟ้องเจ้าพี่รับรองว่ากูจักไม่ปล่อยมึงไว้แน่ พูดเยี่ยงนี้แล้วหวังว่ามึงคงจักคิดได้ว่าต้องทำเยี่ยงไร” เครือแก้วนั่งตรงหน้าจากนั้นก็....

            ถุย!

            เธอถ่มน้ำลายใส่หน้าคืน ก่อนจะลุกขึ้นยืนแสยะยิ้มด้วยความสาแก่ใจ

            “กลับกันเถอะอีเขียน วันนี้กูคงจักฝันดีทั้งคืนเป็นแน่”

            “เจ้าค่ะเจ้านาง” นางเขียนปรายตามองคนที่นอนอยู่บนพื้นอย่างไร้สภาพ โดยไม่ลืมที่จะแสยะยิ้มก่อนจะเดินตามหลังผู้เป็นนายออกไป

            คำน้อยได้แต่นอนน้ำตาไหลอยู่อย่างนั้น เขาหมดเรี่ยวแรงที่จะเดินหน้าต่อไปแล้ว อยากตายให้มันรู้แล้วรู้รอด ทำไมไม่ฆ่ากันให้ตายไปเสียเลยจักได้ไม่ต้องอยู่ให้มันเจ็บปวดอย่างนี้

            “ฮือออ...ข้าเจ้าคิดถึงเจ้านายน้อยเหลือเกิน” ขณะร้องไห้อยู่นั้นเจ้าตัวก็ปรายตามองปอยผมที่ถูกตัดเกลื่อนบนพื้น นั่นยิ่งทำให้น้ำตาไหลพรากลงมาหนักหน่วงยิ่งขึ้น

            คำน้อยพยุงตัวลุกขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนจะตามเก็บปอยผมตนเองมารวมไว้ในมือ มองมันด้วยความเจ็บปวดหัวใจ

            “กูจักไม่ยอมให้พวกมึงทำร้ายกูเพียงฝ่ายเดียวแน่ อีเครือแก้ว! อีเขียน!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #9 Kt88 (@popo810) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:37
    ตะกรุดหลวงพ่อก็ช่วยอะไรไม่ได้
    #9
    0
  2. #8 Kt88 (@popo810) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:37
    สงสารคำน้อยจับใจ
    #8
    0
  3. #3 PEEMPEEMMAWAT (@PEEMPEEMMAWAT) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 14:36
    ไม่น่าเข้ามาอ่านเลยอิน!!!!! ค้างมาก!!!
    #3
    0