คัดลอกลิงก์เเล้ว

ไม่มีคำตอบ | More than Words

โดย mifengbee

บางทีคำตอบมันอาจจะไม่ใช่ในสิ่งที่พูดออกไป แต่คือภาษากายที่สื่อสารผ่านสายตาที่มักจะมองกันและกันแบบนี้เสมอมา

ยอดวิวรวม

2,768

ยอดวิวเดือนนี้

216

ยอดวิวรวม


2,768

ความคิดเห็น


12

คนติดตาม


185
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  12 ธ.ค. 62 / 23:03 น.
นิยาย դӵͺ | More than Words ไม่มีคำตอบ | More than Words | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 12 ธ.ค. 62 / 23:03



 

 

ไม่มีคำตอบ | More than Word

 

“รู้สึกยังไงบ้างที่แฟนคลับเขาจิ้นเราหนักมาก ตอนนี้เขาบอกไม่ได้ขึ้นเรือแล้วนะ ขับเครื่องบิน”

“ฮ่า ๆ ๆ ขับเครื่องบินเลยหรอครับ ก็รู้สึกดีครับที่เขาอินกับซีรีส์ขนาดนี้”

“ครับ ก็รู้สึกดีเหมือนกัน เพราะเราก็ตั้งใจกับมันมาก ๆ พอมีฟีดแบ็คแบบนี้ก็รู้สึกหายเหนื่อยครับ”

 

“แล้วมีเขินกันบ้างมั้ย ที่มีคนมาจิ้นเราแบบนี้”

“ก็เขินนะ แต่เราสนิทกันมาก ๆ ก็เลยไม่เท่าไหร่ครับ ชินแล้ว”

 

“แล้วที่มีคนชงให้เราชอบกันจริง ๆ แบบเป็นแฟนกันจริง ๆ พอจะเป็นไรได้มั้ย”

“โหหห ไม่หรอกครับ คือ เราก็เป็นเพื่อนสนิทกันนี่แหละ”

“ใช่ ๆ เป็นเพื่อนกันน่ะดีแล้วครับ ไม่มีเลิกนะ ฮ่า ๆ ๆ”

 

ผมนั่งฟังสัมภาษณ์ตัวเองในรถที่คนข้าง ๆ เปิด เขาฟังไปขำไป ผมก็ไม่ต่างกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เราทั้งสองคนได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับนักข่าว เอาว่าเป็นครั้งแรกที่มีนักข่าวมายื่นไมค์สัมภาษณ์ดีกว่า เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีใครรู้จักและสนใจเราเท่าไหร่ พอตอนนี้ซีรีส์ที่เราร่วมแสดงด้วยกันออกอากาศและได้รับความนิยมก็เลยพอจะมีคนรู้จักอยู่บ้าง

“ทำไมมึงเลิกลั่กอะ ไม่เนียนเลย” รอยยิ้มแต้มใบหน้าคนพูด ตาหยีและลักยิ้มบุ๋มข้างเดียวมองกี่ทีก็ไม่เคยละสายตาได้

“อะไร ๆ” คนข้าง ๆ พูดขึ้น จริง ๆ เราอยู่บนถนนตั้งแต่ออกจากสถานที่จัดงานอีเวนท์ จนตอนนี้ร่วมชั่วโมงแล้วยังไม่ขยับไปไม่ไกลจากหน้าห้างเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีที่มีคนร่วมทางไปด้วยกัน

“เนี่ยก็ที่พี่เขาถามว่ามีหวังจะเป็นแฟนกันจริงมั้ย มึงเลิกลั่กอะ”

“กะ ก็ เอออออ ก็ไม่รู้จักตอบยังไงนี่หว่า มันกำลังคิด ๆ” ผมสารภาพตามจริง เพราะไม่เคยมีคนถามคำถามนี้กับเรา ที่สำคัญเราก็ไม่เคยพูดกันว่าที่เราเป็นอยู่คืออะไร ไม่เคยขอ ไม่เคยมีคำนิยามในความสัมพันธ์

แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมและเขาก็ชัดเจนจนแทบไม่ต้องให้ความหมายให้กับความสัมพันธ์นี้ เพราะคำตอบมันก็คือสิ่งที่เราแสดงออก คือสายตาเราเรามองกันและกัน คือรอยยิ้มที่ไม่ใช่ใครก็จะได้รับ

“กูว่ากูยิ้มแปลก ๆ ว่ะ เดี๋ยวต้องลองหัดยิ้มใหม่ เนี่ยยิ้มงี้แล้วหน้าดูไม่เท่ากันอะ” ผมก็งงเขาเหมือนกัน ชอบจิตตกเรื่องพวกนี้ตลอดเวลา ทั้งที่เป็นคนหน้าตาจัดว่าได้รับพระราชทาน ดีจนไม่รู้จะหาที่ติตรงไหน แต่ก็ยังไม่เคยพอใจกับตัวเอง ผิดกับผมที่ไม่ได้หล่อมากมาย แค่มั่นใจว่าหล่อแหละ หล่อกว่าเขาเยอะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ

“เฮ้อ กูขี้เกียจคุยเรื่องนี้ อยากพามึงไปรักษา ไอ้ห่ามันไม่เท่ากันยังไงคางมึงก็มีเท่านี้ หน้ามึงก็มีเท่านี้” ผมอดไม่ได้ที่จะใช้มือจับหน้าเขาหันไปหันมา บีบแก้มเบา ๆ หมันไส้ปนเอ็นดูชอบบอกว่าตัวเองดูไม่ดี

“อื้อออ อ่อยยย เอ็บบบ (ฮื้อปล่อยเจ็บ)” มือขาวพยายามปัดป่าย ถ้าคนข้างนอกมองเห็นก็คงคิดว่าคนทะเลาะกันแน่นอน

“ชอบนักบอกว่าตัวเองเป็นงี้ มึงอะหล่อมาก ๆ ๆ เคมั้ยสัส” เขาพยายามแกะมือผมออกจากหน้า แม่งทำไมหน้ามันนุ่มขนาดนี้วะ เนียนเหมือนคนไม่มีรูขุมขนเลย หรือเพราะครีมแพง ๆ ที่มันชอบชวนไปซื้อ อาจจะต้องขโมยแม่งใช้บ้างละ

“ก็กูมีแค่นี้นิ ไม่หล่อก็ไม่มีอะไรแล้วป่ะ”

“อะมาเรื่องนี้อีกละ ไม่เอาไม่พูดเลย” ผมยกมือปิดปากคนข้าง ๆ ดีที่รถยังติดไฟแดง อยากขอบคุณที่ไฟแดงนานก็วันนี้

“ก็จริงหนิ มึงแม่งทำได้ทุกอย่างเลย กูทำได้แค่นี้อะ”

“ไม่เอาไม่พูดเรื่องนี้ดิครับ ทำไมมันวกมาได้เนี่ย”

“ก็มึงอะ แม่ง เอาดี ๆ กูโคตรหงุดหงิดตอนที่มีแต่คนเรียกชื่อมึง”

วกมาเรื่องนี้อีกจนได้ เชื่อมั้ยว่าเราทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้กี่ครั้งแล้ว ร้อยหรือพันครั้งนับนิ้วไม่ได้แล้วรู้แค่นี้ ตั้งแต่วันที่เรารู้จักกัน เรียนแอ็คติ้งด้วยกัน ถ่ายซีรีส์ด้วยกัน หรือกระทั่งมาออกงานด้วยกันแบบนี้ ผมมักจะได้รับคำชมนั่นนี่เสมอ จากสิ่งที่ผมพอจะทำได้ เช่น ร้องเพลงเพราะ เป็นคนตลก เฟรนด์ลี่ จากความบ้า ๆ บอ ๆ คือเพราะผมเป็นคนแบบนี้ก็เลยเข้ากับคนง่ายไปหมด

ต่างจากเขาที่ค่อนข้างเป็นคนขี้อาย และพูดไม่เก่ง ไม่ใช่จะเข้ากับใครก็ได้ ถ้าไม่ยิ้มก็คือผู้ชายที่หน้าหยิ่งคนหนึ่ง ที่สำคัญเลยนะ ดันชอบคิดว่าตัวเองไม่มีดีอะไร ทั้งที่เขาโคตรจะทำให้ใครต่อใคร Stunning มานักต่อนัก ความมีเสน่ห์ล้นเหลือมัน Attract คนมาเท่าไหร่แล้วแม่งไม่เคยเอาตรงนี้มาหักลบเลย

“ก็คุยกันแล้วไงว่ามันคืองาน ไม่หงุดหงิดกันซี่~” ไฟเขียวพอดี ผมยื่นมือไปจับมือเขาเบา ๆ ก่อนจะยกขึ้นมาจูบ เป็นทางเดียวที่จะทำให้อีกคนสงบลงง่ายที่สุด แต่ก็ไม่ได้ใช้ได้ทุกครั้งก็ต้องดูมู้ดด้วยว่าหงุดหงิดหรือโกรธ และมันอยู่ในระดับไหน คือเรารู้จักกันมานาน จนเรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจากกันและกันได้พอสมควร เอาง่าย ๆ ว่ารู้ทางกันหมดแล้ว ซึ่งตอนนี้เขากำลังน้อยใจตัวเองและน้อยใจผม

“เธอมีแฟนคลับมานานก็น่าจะรู้นิ เขามีความสุขที่เจอพวกเรา มันไม่ใช่พวกเขาเรียกแค่ชื่อเราป่ะ เขาก็เรียกชื่อเธอด้วย ต้องขอบคุณพวกเขาน้า ที่ทำให้เรามีงานด้วยกันแบบนี้ ไม่ดีหรอ หรือจะให้เราไปทำงานกับคนอื่น”

“เออ! จะไปก็ไปเลย!”
“เฮ้ย ๆ เดี๋ยวดิ ไม่ใช่แบบนั้น ๆ”

เขาสะบัดมือผมที่จับออก แถมยกมือตีนแขนซะแรง ดีที่ขับรถเร็วไม่ได้ ไม่งั้นรถส่ายไปเสยคันข้าง ๆ แน่ ไม่ใช่เพราะเขาตีแรงขนาดนั้น แต่ผมดันเป็นคนขี้ตกใจเก่ง ไม่ชินเวลาที่ต้องพูดจากันเสียงดังเท่าไหร่

“ใจเย็น ๆ ดิ ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น พูดหยอกเฉย ๆ ไม่ได้อยากไปเล่นกับคนอื่นเลย จริงจริ๊ง”

“จริ๊งพ่อง!”

“โหยไม่โมโหสิ”

“ตอนแรกก็ไม่โมโหหรอก จะโมโหเพราะมึงเนี่ยแหละ กวนประสาทไม่หยุดไม่หย่อนจริง ๆ ขับรถไปเลยไปแม่ง”

ผมยิ้มขำ คิดอยู่แล้วว่าสุดท้ายเขาก็จะลืมเรื่องที่น้อยใจและหันมาโกรธผมแทน ก็บอกแล้วว่ารู้ทางกัน “เอาน่า เราคุยเรื่องนี้ไปหลายครั้งแล้วเนอะ เลิกคิดแบบนี้ได้แล้ว กูจะเป็นยังไง ใครจะชมจะดีแค่ไหน สุดท้ายกูก็ยังอยู่กับมึงตรงนี้ไง”

“...” อีกฝ่ายชม้ายตามามอง ดูก็รู้ว่ายังโกรธอยู่ แต่ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ “เปลี่ยนเรื่องเก่งฉิบหาย”

เขาบ่นงึมงำในลำคอแล้วชายตามองออกรถไป ความน่ารักของเขาคือเป็นคนแบบนี้แหละครับ โกรธง่ายหายเร็ว แต่โคตรจะเป็นคนคิดมากเลย ดูภายนอกเหมือนจะไม่แคร์ใคร แต่ก็แคร์คนอื่นจนกลายเป็นคนขี้กังวล ก็ยังดีที่รู้สึกอะไรก็พูดออกมา ดีกว่าให้ไปเดาว่าโกรธอะไร คิดอะไร เพราะบางทีผมก็เดาใจไม่ถูกหรอก

แสงไฟในเมืองใหญ่สุกสว่างจนกลบแสงจันทร์วันข้างขึ้น แต่น้อยคนที่จะสนใจความน่ามองของมัน ไม่ต่างจากผมที่คนข้าง ๆ น่าสนใจกว่าพระจันทร์ที่ไกลเกินเอื้อม และก็จะยังน่าสนใจสำหรับผมไม่เปลี่ยนแปลง

“ถึงบ้านแล้วก็ไม่ต้องบอก ไม่อยากรู้ รีบ ๆ กลับไปเลย” เขารีบเปิดประตูรถออกไปเมื่อมาถึงบ้าน ปรับเบาะเพื่อเอาของที่แฟนคลับให้หอบหิ้วพะรุงพะรัง โดยที่ผมไม่คิดจะช่วยอะไร เพราะอยากกวนประสาท

“กูว่ากูยังไม่กลับดีกว่า จะเข้าไปเล่นกับจอร์จี้ก่อน จะทำไม” ตอนแรกก็จะกลับบ้านเลย แต่เห็นอีกคนยังงอนอยู่จะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะเราไม่เคยโกรธกันข้ามวัน

เขาเดินสะบัดก้นเข้าบ้านพร้อมกับของเกะกะเต็มอ้อมแขนไปหมด และผมก็ยังไม่คิดจะช่วย แกล้งให้งอมไปเลย เดี๋ยวง้อทีเดียว

“ฮัลโหลลล จอร์จี้ มาเร็ว ๆ ๆ” ผมมาที่นี่บ่อยจนหมาบ้านนี้รักผมยิ่งกว่าเจ้าของมันอีก ไม่ลืมหยิบของฝากที่ต้องมีติดรถทุกครั้งที่มา คือ ขนมสำหรับสุนัขพันธุ์เล็กให้เหล่าบรรดาหมาของเขา แต่ตัวที่สนิทกันที่สุดคือจอร์จี้ ผิวสีเดียวกันน่ะครับ ฮ่า ๆ ๆ

“ม้า ทำไมหมายังไม่นอน เบื่อจริงวุ้ย”

“อะไรมาถึงก็โวยวายเลย อ้าวสวัสดีจ้ะลูก ลูกม้าน่าตีนะรถมีตั้งหลายคันไม่ขับไป ให้แต่เขามาส่งเนี่ย”

“ขี้เกียจไงม้าจะอะไร แต่ผมไม่ได้มาส่งเขาหรอก มาหาจอร์จี้ เนอะ ๆ” พูดไปก็ฟัดหมาปอมเมอเรเนียนสีดำไปด้วย

“เดี๋ยวพี่ช่วยขนนะคะ” เขาหน้าหงิกตั้งแต่เดินเข้าบ้าน ก็งงว่าทำไมไม่ยอมวางของที่ถือเต็มมือ สุดท้ายพี่แม่บ้านต้องมาช่วย อ่อ อาจจะเป็นวิธีการประชดหนึ่งอย่าง แต่ผมไม่สนหรอกบอกแล้วจะแกล้งให้งอมเลย

“ไปอาบน้ำละ เหนื่อย!”

ผมกับแม่ของอีกฝ่ายพยักหน้าให้แบบรู้กัน “ไปทำอะไรให้งอนอีกล่ะ”

“เรื่องเดิมครับ ช่วงนี้เป็นหนักกว่าเดิมเยอะเลย”

“งานก็เหนื่อย ยังต้องมาเอาใจเด็กขี้เอาแต่ใจแบบนี้อีก สู้หน่อยนะ”

“สู้มาหลายปีแล้วครับ” ผมยิ้มกับประโยคที่แม่ของคนที่เดินสะบัดก้นขึ้นห้องนอนไปแล้ว แม่มักพูดกับผมแบบนี้เสมอ ทั้งที่จริง ๆ แทบจะไม่ต้องมาห่วงเลยว่าผมจะถอดใจกับเรื่องนี้ เพราะให้ใจไปหมดแล้ว

เสียงน้ำกระทบพื้นห้องแสดงว่าเจ้าของห้องกำลังอาบน้ำอยู่ ผมเคยมาค้างที่นี่บ่อยเหมือนเหมือนกัน โดยเฉพาะช่วงที่อีกคนสอบ เพราะต้องมาเข็นกันอ่านหนังสือ แต่ปกติแล้วก็สลับกันไป ๆ มา ๆ แล้วแต่สะดวก กลายเป็นห้องเขามีเสื้อผ้าผมพอประมาณ ส่วนที่บ้านผมก็คือมีเสื้อผ้าเขาเยอะมาก มีครั้งหนึ่งขนเสื้อผ้ามาคืนเขาเป็นตะกร้าจนแม่เขาถามว่าจะย้ายไปอยู่บ้านผมหรือไง เขาก็ขำแห้งแล้วรีบไปกอดแม่ตัวเอง ขี้อ้อนเก่งที่หนึ่ง

เราพอจะมีรูปคู่ที่ถ่ายด้วยกันบ้าง ถ่ายกับเพื่อน ๆ บ้าง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรูปโพลาลอยด์ เขาชอบแปะมันที่ตู้เสื้อผ้าและหัวเตียง ซึ่งตอนนี้เละเทะเพราะโน้ตเตือนความจำเต็มไปหมด

‘วันเกิดเพื่อนต้องซื้อของขวัญ’

‘วันครบรอบที่เจอกัน’

‘สอบ finance TT’

‘อีเวนท์ที่สยาม 14.00 ลาอาจารย์กนกกร’

‘นัดกับหมาไปทำบุญก่อนวันเกิด’

ผมดึงโพสต์อิทลายดัมโบ้สีฟ้าออกมาเพราะมันโดดเด่นกว่าใคร ที่สำคัญมันเป็นโน้ตที่คิดว่าน่าจะหมายถึงตัวเอง ที่เคยเปรยว่าอยากไปทำบุญก่อนวันเกิด เพราะวันนั้นน่าจะต้องไปทำบุญร่วมกับแฟนคลับ และอาจจะได้เจอกันทีเดียวตอนเย็น หรือไม่ก็อาจจะไม่ได้เจอ เขาก็ยังจำได้ว่าผมพูดไว้

ภายนอกที่เห็นว่าเขาเป็นคนที่เหมือนจะไม่สนใจอะไร ไม่แคร์ใคร แต่จริง ๆ แล้วเขาแคร์ความรู้สึกของทุกคนที่อยู่รอบตัว และเป็นคนใส่ใจอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ดี ซึ่งดีกว่าผมเยอะ อย่างวันครบรอบที่เจอกันผมก็จำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ วันที่เขาสอบไฟฟอลผมยังลืม ทั้งที่เขาพูดไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ถ้าเทียบกันแล้วผมแทบจะไม่ได้เสี้ยวความใส่ใจที่เขาให้เลยด้วยซ้ำ

ครืดดด

เสียงประตูเลื่อนห้องน้ำเปิดออก ผู้ชายตัวขาวแทบจะกลืนกับผนังห้องสีขาวออกมาในสภาพพันผ้าขนหูผืนเดียว หยดน้ำเกาะประปรายตามตัวจากเส้นผมที่ถูกเช็ดหมาดด้วยผ้าขนหนูผืนเล็กที่ถือในมือ แววตาเขาดูไม่แปลกใจที่ผมขึ้นมาบนห้องสักเท่าไหร่ คงได้ยินเสียงห้องถูกเปิดออก

“อะไร” เขาถามเสียงเย็น

“จำได้ด้วยหรอ”

“จำอะไร”

เขาพูดในขณะที่มือก็เช็ดผมไปด้วย แถมเดินวนไปวนมาหาชุดนอนที่ใส่เมื่อคืน แต่สายตาผมเห็นกองชุดนอนนั่นแล้ว เลยจะเดินไปกะว่าจะหยิบให้ แต่เขาดันไม่ได้คิดว่าจะมีคนมาขวางทาง ทำให้เขาชนตัวผมเต็ม ๆ และพาลทำเอาจะล้ม เลยรีบคว้าเอวเอาไว้ไม่งั้นล้มกันทั้งคู่

“มึงเข้ามาทำไมเนี่ย”

“ก็มึงหาชุดนอนไม่เจอสักที จะหยิบให้ไง”

เขามองผมด้วยท่าทีบึ้งตึง ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราจะต้องมานั่งเคลียร์เรื่องนี้ทุกที แต่นั่นแหละครับแม้มันจะเป็นเรื่องเดิม ๆ แต่มันจะมีอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งมันก็คือหน้าที่ที่เราสองคนต้องคุยและปรับความเข้าใจให้ตรงกันทุกครั้งไป เพราะไม่งั้นก็จะกลายเป็นตะกอนขุ่นคลั่กที่พร้อมจะถมหัวใจให้ตื้นเขินและจนเราหมดใจได้สักวัน

ผมเริ่มรู้สึกว่ามือตัวเองชื้นขึ้นเล็กน้อยจากการสัมผัสตัวคนที่เปียกน้ำ และเมื่อเนื้อกายเย็นสัมผัสกับมืออุณหภูมิสูงกว่าก็มารู้ตัวว่าเราอยู่ในสภาพไหน สายตาของเราผสานกันในความรู้สึกต่างจากเดิม ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อยเพราะเป็นคนขาว อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ขึ้นสีแล้ว

“จำได้ด้วยหรอที่บอกอยากไปทำบุญ”

“อืม ก็มึงพูดหลายรอบ”

“หรอ จำได้ว่าครั้งเดียวตอนไปรับมึงที่มอ”

“เออ กูจำได้แล้วกัน ไม่เหมือนมึงหรอก”

“...” ผมพยายามมองตาเขาแต่เขาก็หลบตา เป็นแบบนี้ทุกทีเวลาไม่พอใจอะไร

“ปล่อยได้แล้ว”

“ไม่จนกว่าจะคุยกันรู้เรื่อง”

“แล้วกูพูดภาษาสเปนหรือไงถึงจะคุยไม่รู้เรื่อง”

จุ๊บ ผมก้มลงไปจูบจมูกเขาเบา ๆ

“อย่ามากวนตีนตอนนี้” ผมพูดแล้วยิ้มให้เขา เพราะเห็นเขายิ้มก่อนอยู่แล้ว คือเวลาที่เขายิ้มเขินแบบนี้ก็เข้าใจได้ในทีว่าสถานการณ์กลับมาปกติ

“เออ ๆ กูงี่เง่าเองแหละ มึงก็ไม่ต้องมาตามง้อกูแบบนี้ตลอดหรอก”

“หรอ กูไม่ทำได้ด้วย?”

“ก็ เออไม่ได้! แต่ครั้งนี้กูประสาทเอง ยกความผิดให้จำเลย”

“เดี๋ยว กูไปเป็นจำเลยตอนไหน กูอยู่ของกูเฉย ๆ เลยจ้ะ”

“ตอนที่ชอบทำเป็นเหมือนไม่สนใจไง”

“เดี๋ยวจะตี กูสนใจมึงมากกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวันอีกครับ” ผมกระชับมือที่กอดเอวเขามากขึ้น “สนใจกว่านี้กูก็เป็นโรคคลั่งมึงแล้ว”

เขายู่ปากแบบที่ชอบทำ ก่อนจะโผเข้ากอดผม แล้วก็ทำเสื้อผมเปียกจากหยดน้ำตามตัวเขาไปด้วย “ก็อยากให้สนใจเยอะ ๆ แบบเยอะ ๆ เลย”

“...” ยกแขนกอดตอบเหมือนทุกที เรากอดกันบ่อยมาก ๆ เพราะมันเป็นสัมผัสที่ถ่ายทอดความรักและสร้างความรู้สึกอุ่นใจได้เสมอ

“ไม่รู้แค่ไหนจะพอ แต่อย่าเพิ่งเบื่อที่เป็นแบบนี้นะ”

“ก็ถ้าไม่ดื้อ”

“อื้อไม่ดื้อไง”

ผมผละเขาออกเบา ๆ ใบหน้าเนียนใสไร้เครื่องสำอาง แก้มระเรื่อสีชมพูอ่อน และริมฝีปากแดงสุกราวกับลูกเชอรี่ ความหวงแหนที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยรู้ว่ามันเหลือคณานับที่จะคาดเดาได้ มือสากของผมไล้ไปตามรูปหน้าที่ใครก็หลงใหล “ไม่เคยสัญญาอะไร แต่ไม่เคยไปไหนอยู่แล้ว”

“มา จะเช็ดผมให้ จะได้รีบไปนอนพรุ่งนี้เรียนเช้านิ”

“ไม่อยากไปเลยยยยยย”

“อย่ามาขี้เกียจ กูไม่อยากมาอ่านหนังสือให้มึงฟังตอนสอบ”

“ม่ายยยยยยยย”

ศึกแย่งผ้าเช็ดผมและจับผู้ชายตัวเท่าควายใส่ชุดนอนทำเอากินเวลาเกือบชั่วโมง กว่าผมจะแห้ง กว่าจะทาครีมประทินผิวเสร็จ กว่าจะมาส์กหน้า กว่าจะยอมให้ผมกลับ ลีลาท่ามาก สมกับเป็นคนของผมที่สุดแล้ว

 

——————————————————————————

 

ครืดดด ครืดดด

[ฮือ มึง กูทะเลาะกับพี่เขาว่ะ]

“อะเดี๋ยวก่อนจ้า คือยังไงนะ มึงอยู่ไหนเนี่ยทำไมเสียงดังจังวะ”

[มึงงง กูไม่อยากเลิกกับเขา ฮือออ]

“โอ้ยอินี่ กูถามว่าอยู่ไหน กับใครบ้าง”

[มีกู แล้วก็เพื่อนเราอีกสองคน ฮือ มึงงงง]

“กูจะบ้าตาย นี่กูต้องโกหกมันอีกแล้วใช่มั้ยเนี่ย เออ ๆ เดี๋ยวกูไปหา รอแป๊บ แล้วมึงก็ห้ามปากโป้งด้วย ไม่งั้นครั้งนี้คือ The last นะจ๊ะ Bitch!”

ไม่ได้อยากทำแบบนี้เลยสักนิด ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงทำแบบไม่ได้คิดหน้าคิดหลังอะไร แต่เดี๋ยวนี้มีคนรู้จักมากขึ้น เลยยิ่งต้องระวังมากขึ้นไปด้วย ที่สำคัญไม่อยากทะเลาะกับเขาด้วยเรื่องนี้อีกแล้ว เพราะมันเป็นบาดแผลที่ทำให้ผมกลัวว่าเขาจะหมดความอดทนกับพฤติกรรมของผม

คราวนี้ก็เช่นกัน ที่ยอมออกไปหาเพื่อนก็เพราะเธอเป็นเพื่อนที่ผมสนิทมาก เรารู้จักกันแต่เด็ก ซึ่งเขาก็รู้จักกับกลุ่มเพื่อนผมแทบทุกคนอยู่แล้ว คิดว่าเดี๋ยวไปอธิบายให้ฟังก็น่าจะเข้าใจมากขึ้น แถมมองนาฬิกาก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว เขาคงหลับไปแล้วหลังจากบอกว่าถึงบ้านเมื่อตอนห้าทุ่ม

ปกติก็ไม่ใช่คนนอนเร็วเท่าไหร่ก็เลยลุกขึ้นใส่ชุดง่าย ๆ ที่หาเจอ เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ หวังใจจะไปรับเพื่อนกลับบ้านเท่านั้น เพราะที่ไปมีแต่ผู้หญิงล้วน ใช้เวลาบนถนนช่วงกลางดึกไม่นานก็มาถึงร้านเหล้าแห่งหนึ่งใจกลางกรุง เป็นร้านที่เมื่อก่อนเจอกันแน่ศุกร์เว้นศุกร์

แต่เดี๋ยวนี้เป็นเด็กดีขึ้นเยอะ ไม่เที่ยวหนักเท่าเมื่อก่อนแล้ว

“นี่มันกินไปเท่าไหร่แล้ววะเนี่ย ทำไมตัวเหลวขนาดนี้” ผมตะโกนแข่งกับเสียงบีทเพลงในร้านสุดจะกระแทกกระทั้น

“ไม่รู้ กูก็ไม่ได้นับ” เพื่อนผู้หญิงเบอร์หนึ่งผมตะโกนบอก ท่าทางเมาใช้ได้

“เฮ้ยย~ ไอ้น้องหวานนน มาแล้วหรอวะะ วันนี้ทำไมหนีผัวมาได้ น้อออ ใส่หมวกด้วยเว้ยย~” เพื่อนตัวดีที่โทรลากผมออกมา เงยหน้ามาเห็นก็ได้ทีสรวนใส่เลย อยากหยิกจริง ๆ

“เอ้ามึงชนนนน”

“พอเลยอินี่ เมาแล้วเขาจะกลับมามั้ยวะ”

“อิเพื่อนเหี้ย ฮือออ กูเสียใจอยู่นะ”

ผมคว้าแก้วเหล้าจากมือเพื่อนเสียสติมาดื่มเอง เพราะมันกำลังกินเหล้าเพียว ๆ ครึ่งแก้ว แอลกอฮอล์ยี่ห้อดีที่ไม่ได้แตะมานาน กำลังทำหน้าที่ได้ดีไม่ได้จากจุดไฟเพราะมันช่างบาดลึกเหลือเกิน ผมถึงกับยู่หน้า

“เฮ้ยเบา มึงไม่ได้กินนานแล้วนะเว้ย” เพื่อนผู้หญิงเบอร์สองทักขึ้น มันดูปกติที่สุดในนี้

“แล้วมึงจะให้มันกินอีกทั้งที่สภาพมันเป็นแบบนี้หรอวะ”

“กูล่ะปวดหัว เมื่อไหร่ไอ้เหี้ยนั่นจะออกจากชีวิตมัน”

“เอาน่ามึงก็รู้ว่ามันไม่ง่าย ให้เวลามันหน่อย”

“แล้วนี่มึงออกมามันรู้ป่ะเนี่ย”

ผมส่ายหัวให้

“บ้านแตกแน่อิสัส”

“ช่างก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน จะเอาไงกับแม่งดี พามันกลับมะ”

“มึงพามันกลับได้ก็เอาเลยจ้ะ กูพยายามมาชั่วโมงละ”

ที่มันดูเสียใจจะเป็นจะตายขนาดนี้ก็เพราะคบกับรุ่นพี่ที่โรงเรียนผมมานานเกือบ 7 ปี แต่อยู่ ๆ พี่เขาก็ขอเลิก เพียงเพราะไม่ได้รู้สึกรักเพื่อนผมเท่าเมื่อก่อนอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็จับได้ว่าไปมีคนอื่น นั่นแหละครับอนิจจา ความรัก 7 ปี แพ้คนที่มาใหม่แค่ 7 วัน มันก็เลยเฮิร์ตจะเป็นจะตาย

ใช้ความพยายามอย่างมากห้ามมันไม่ให้กิน ด้วยการแย่งมากินแทนหลายช็อต จนตอนนี้ตัวเองเริ่มมึน และเวลาอันใกล้คงเลยคำว่ามึนได้ไม่ยาก เพราะไม่ได้แตะแอลกอฮอล์นาน ตั้งแต่ระเบิดลงครั้งใหญ่...

ภายนอกที่ดูเป็นคนใจดี ใจเย็น claim ได้กับทุกสถานการณ์ แต่เวลาโกรธขึ้นมาก็จะกลายเป็นอีกคนที่น่ากลัวมาก จากคนที่พูดเยอะจนลิงหลับ ก็กลายเป็นคนทำให้ห้องเงียบจนได้ยินเสียงแอร์ เป็นความกดดันเชิงอำนาจที่ผมไม่อาจต่อรองอะไรได้ แม้จะร้องไห้หรือเพียรขอโทศ ซึ่งถ้ามันเกิดอีกครั้งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

ขอให้ครั้งนี้เข้าใจด้วยเถอะนะ

ไม่เอาอีกแล้วความเฉยชา

ทรมานเหลือเกิน

สิ้นเสียงเพลงในร้านเหมือนได้สตินิดหน่อย เสียงคุ้นหูก็เรียกขึ้น “มึง กลับบ้าน ป่ะ เร็ว เรียกให้มารับคนเมามึงเมาแทน อิน้องหวานอิผี”

“หื้อออ อะไรวะ~”

“ลุกเร็ว เดินไปขึ้นรถ กุญแจมึงอยู่ไหนเนี่ย แล้วกูจะขับรถใครก่อนเอ่ย” ผมได้ยินเสียงเพื่อนผู้หญิงสองคนคุยกัน แต่จับใจความอะไรไม่ได้เท่าไหร่ เพราะหัวหนักอยากนอนอย่างเดียวเลย

“โทรให้แฟนมันมารับเหอะ”

“ไม่ได้ มันบอกว่าไม่ได้บอกว่ามา”

“แล้วมึงจะให้ทำให้ อินี่ก็เมา รถกู รถมึง รถไอ้หวาน ราคาถูก ๆ กูก็จะแนะให้จอดไว้หรอก”

“เชี่ยแม่ง บ้านแตกแน่ ๆ”

“มึงงง~ ไม่ต้องเสียใจไปปป มา ๆ กูอยู่เป็นเพื่อนนะ”

“...”

“ไม่มีผัวแต่มีเพื่อนนะ เข้าใจมั้ยชะนี”

“...”

“ร้อนว่ะ ทำไมไม่เปิดแอร์ให้นอน ม้าาา~”

“หึ ให้นอนงี้ดีมั้ง”

ผมรู้สึกว่ามีอะไรมาขยุกขยิกที่ตัว แต่ไม่มีแรงปัดป่าย กระทั่งแรงลืมตามองยังไม่มีเลย นี่เพื่อนตัวดีมันสั่งเหล้าอะไร ทำไมแรงจนรู้สึกเมากว่าทุกที

“พรุ่งนี้มึงเจ็บแน่ กูใจดีกับมึงมากไปสินะ”

เชี่ย ทำไมในฝันถึงได้ยินเสียงของคนที่ไม่อยากให้เจอในสภาพนี้ที่สุดวะ หรือมันรู้แล้วว่าผมแอบไปหาเพื่อนโดยไม่บอกมัน รีบเช้าเถอะจะได้ตื่นจากฝันบ้า ๆ นี้ซะที

อาการปวดหัวถามหาทันทีหลังสะดุ้งตื่นเพราะนาฬิกาปลุกตอน เจ็ดโมงเช้า แดดอุ่นพยายามทะลุผ้าม่านสีเทาเข้าห้อง ขยี้ตาเพื่อปิดเสียงนาฬิกาสุดหลอนที่กำลังทำลายบรรยากาศการนอน ยังดีที่นึกขึ้นได้ว่ามีเรียนและคลาสนี้ขาดไม่ได้อีกแล้ว ไม่งั้นคงหมดสิทธิ์สอบโปรเจ็กต์

เดี๋ยวนะ! แล้วนี่ผมกลับบ้านมาได้ยังไงวะ?!

“เฮ้ย” ตกใจที่ตัวเองเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนอน ทั้งที่จำได้ภาพสุดท้ายคือตัวเองเมาแทบจะคลาน พอเพื่อนเริ่มเล่า ไอ้เราก็อินไปกับเรื่องของมัน กลายเป็นปรับทุกข์และนั่งดื่มน้ำสีอำพันผสมโรงไปด้วย ส่วนเพื่อนเบอร์สองก็นั่งมองตาปริบ ถ้ามันเมาเป็นหมาอีกคนก็จะกลับกันไม่ได้ ส่วนเบอร์หนึ่งนอนพับกับโต๊ะไปแล้ว

ไม่รอช้ารีบวิ่งลงไปชั้นล่าง จากที่หนักหัวเมื่อครู่ก็สร่างสว่างคาตาไปเลย เพราะใจมันตะหงิดว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ ที่กลับมาในสภาพครบสามสิบสองแถมได้นอนหลับสบายเพราะมีคนเปลี่ยนชุดให้

“ม้า ม้า! เมื่อคืนใครมาส่งน้องอะ”

“อะไรเบา ๆ ก็ได้”

“ใครมาส่งน้องอะม้า เมื่อคืน ไม่ ๆ เกือบเช้าอะ”

“ก็คนเดียวกับที่มาส่งตอนค่ำนั่นแหละ”

“Shit!!”

“Shu~ Language!”

“ไม่ได้ไปด้วยกันหรือไง”

ผมยกมือกุมหัวเลย จากเมื่อกี๊ที่สร่าง ตอนนี้อยากตายให้รู้แล้วรู้รอด จากโจทย์ตอนนี้กลายเป็นจำเลยอย่างจำยอม

ไม่รู้จะโกรธแค่นี้คราวนี้

เฮ้อ~

เพียรโทรหาตั้งแต่เช้าจนตอนนี้เที่ยงยังไม่กดรับ text ไปทุกช่องทางการติดต่อก็เงียบ ราวกับเขาไม่ได้ active จำได้ว่ามีพรีเซนต์โปรเจ็กต์ แต่นี่ก็เที่ยงแล้วน่าจะพอมีเวลาอ่านข้อความกันสักหน่อยก็ยังดี อย่าทรมานกันแบบนี้เลย

“เป็นไงมึง มันรับโทรศัพท์ยัง” เพื่อนในกลุ่มที่เป็นผู้ชายเพียงไม่กี่คนที่รู้จักเขาถามขึ้น ผมจึงส่ายหัวแทนคำตอบ

“เอาน่า ครั้งที่แล้วมึงก็ทำไว้แสบนี่หว่า แล้วคราวนี้กล้าดียังไงถึงไปไม่บอกขนาดนี้วะ”

“ก็วันนี้มันมีพรีเซนต์ แล้วเมื่อวานก็ทำงานทั้งวันกูก็ไม่อยากกวน เพราะมันไม่นอนมาหลายคืนแล้วไง แต่แม่งเนี่ยเป็นเรื่องจนได้” ผมกุมขมับอยากจะทึ้งหัวตัวเอง ที่คิดอะไรง่าย ๆ โง่ ๆ

ครั้งที่แล้วเราทะเลาะกันค่อนข้างรุนแรง แต่คราวนั้นผมไม่ได้ผิดคนเดียวแน่ ๆ เขาไม่รับฟังสิ่งที่ผมอยากบอก เอาแต่บอกว่าไม่มีอะไร ทั้งที่ไอ้การไม่มีอะไรนี่แหละทำให้พังมากี่ครั้งแล้ว สุดท้ายคือเราตะโกนคุยกัน เขาเดินหนีและขาดการติดต่อไปค่อนวัน เสียใจอยู่แล้วมันยิ่งพูนทวี ทางออกที่คิดได้คือมานั่งดิ่มกับเพื่อนจนเมามาย วันนั้นดันเป็นวันเกิดเพื่อนของเพื่อนก็เลยยิ่งเละเทะ ผมไม่ได้รู้ตัวว่าไปนอนฟุบที่ตักของกลุ่มเพื่อนที่เพิ่งรู้จักได้อย่างไร

คำตำหนิรุนแรงที่ผมได้รับมันยังไม่เลวร้ายเท่าสายตาแห่งความว่างเปล่าราวกับว่าไม่เคยมีภาพของเราในนั้น หยดน้ำใสที่เอ่อคลอมันกรีดทำร้ายความสัมพันธ์ของเราเพียงเพราะปล่อยมือจากความเชื่อใจของกันและกัน

แต่ครั้งนั้นที่ผ่านมาได้ก็เพราะสัญญาปากเปล่าว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีก จะเอาตัวเองออกมาจากวงจรนั้นเพราะเขาก็เคยขอมานานแต่ก็ยังตัดไม่ขาด

ทำดีร้อยครั้ง ไม่เท่ากลับไปทำเลวครั้งเดียว

หลายครั้งก็มานั่งคิดว่าทำไมเขาต้องมาอดทนกับความเอาแต่ใจของผมด้วยนะ ทั้งที่เขาก็มีทางเลือกอื่นอีกมากมายเรียงรายพร้อมให้ ดูแล เอาใจใส่ แถมคงจะได้รับกลับคืนไม่ต่างกัน ผมไม่มั่นใจเลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมให้เขาได้เท่าที่เขาให้ผมหรือเปล่า หรือดีเอาแต่สร้างปัญหา

“หรือจริง ๆ กูไม่ควรมีเขาอยู่ในชีวิตวะ” สิ่งที่คิดในหัวถูกเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังยืนบนเขาสํงที่ความดันอากาศต่ำจนแทบหายใจไม่ออก

“คำถามโลกแตก มึงอยู่ได้หรือไง”

ผมรีบส่ายหัว แค่จินตนาการยังไม่กล้า “กูว่ากูตายแน่ ๆ มึงว่าจะมีทนคนแบบกูได้เท่ามันมั้ย”

“ไม่จ้ะน้องหวาน กูเป็นเพื่อนกูยังเกลียดมึง”

“ไอ้สัส”

“ก็เพราะเขาเห็นพาร์ทที่เพื่อนอย่างกูไม่ได้เห็นไงวะ นั่นแหละมันเลยเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวที่เขายังอยู่กับมึง ถ้ามึงไม่มีดี เขาไม่อยู่มานานขนาดนี้ละ เพราะถ้าเป็นกูสามวันก็บายละจ้า”

ผมไม่ได้รอให้มันพูดพร่อย ๆ กำลังจะยกเท้าถีบแต่ไม่ทัน วิ่งหนีตีนนี่ไวจริง ๆ “เพื่อนเหี้ย!”

โชคช่างเข้าข้าง คาบบ่ายอาจารย์แคนเซิลคลาสเพราะอาคารไฟดับ ไม่รอช้าลาเพื่อนหรือให้ท้วงถามว่าจะรีบไปไหน รวบอุปกรณ์การเรียนลงกระเป๋าแล้ววิ่งไปอาคารจอดรถทันที จุดหมายเดียวที่ผมคิดออกคือบ้านของเขา ไม่กล้าไปเจอที่มหาลัยหรอก ถ้าโดนเมินที่นั่นคงร้องไห้ต่อหน้าเพื่อนเขาที่คณะ

“พี่ครับ ป๊ากับแม่อยู่ไหม”

“อ้าวคุณน้อง คุณป๊ากับคุณแม่ไปทำงานค่ะ คงกลับเย็น ๆ อยู่แค่อาม่า ตอนนี้น่าจะหลับอยู่บนห้องค่ะ” พี่แม่บ้านเป็นแม่บ้านที่อยู่ที่นี่มานาน และผมมาที่นี่บ่อยจนเธอไม่แปลกใจที่จู่ ๆ ก็โผล่มา

“คุณหนูของพี่ยังไม่มาใช่มั้ย ไม่เห็นรถ” ผมหวังในใจว่าเขาพรีเซนต์โปรเจ็กต์จบแล้วจะรีบกลับบ้าน เพราะวันนี้เขาไม่มีคลาสตอนบ่าย ซึ่งปกติเขาจะกลับบ้านหรือไม่ก็ไปหาที่นั่งรอผมเลิกเรียนเพื่อจะได้เจอกัน

“ค่ะ ยังไม่เห็นนะคะ ทำไมคุณน้องไม่โทรถามล่ะคะ”

“รับโทรศัพท์กันก็ดีสิ” ผมพึมพำ “งั้นขอไปรอในห้องเล็กนะครับ”

“จะรับอะไรมั้ย เดี๋ยวพี่ยกไปให้ค่ะ”

“ไม่ครับ ขอบคุณครับ” ผมยกมือไหว้เธอ พี่แม่บ้านไม่ใช่แค่แม่บ้าน แต่เปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัว เธออยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กเพราะพ่อแม่ทำงานที่นี่ ตามที่เจ้าบ้านเล่าให้ฟัง

ห้องเล็กคือห้องนั่งเล่นที่ไม่ค่อยมีใครเข้ามา นอกจากลูกชายคนเล็กของบ้าน เป็นห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือของป๊า พี่ชาย และของเขาเอง มีโต๊ะตั้งทีวีจอเล็ก ตรงข้ามมีโซฟาตัวยาว เมื่อก่อนเคยเห็นห้องเล่นเกม จนเปลี่ยนมาเป็นห้องอ่านหนังสือ เรามักจะมาขลุกตัวอยู่ที่นี่เวลาสอบ นอกจากจะเงียบแล้ว ติวเตอร์เจ้าของบ้านยังอ่านหนังสือให้ฟังอีก

พยายามติดต่อไปหาเขาอีกรอบทุกช่องทางก็ยังเงียบสนิท กลายเป็นตอนนี้เราสลับกัน เพราะคนง้อก่อนมักจะเป็นเขาเสมอ เคยชินที่มีอีกคนตามใจ พอมีเหตุการณ์อะไรแบบนี้เกิดขึ้น ความกลัวมันเกาะกุมใจราวกับว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ความอดทนของเขาจะสิ้นสุดลง

รูปโพลาลอยด์สีซีดถูกแปะข้างบอร์ดจดบันทึกข้างฝาผนัง เป็นรูปที่ผมเป็นคนกดถ่ายเราสองคนในวันที่รู้ว่าเขาสอบติดมหาวิทยาลัยที่อยากเข้า รอยยิ้มกว้างปรากฏในรูปยืนยันได้ดีว่าเขาดีใจแค่ไหนกับความสำเร็จครั้งนี้ เป็นความเคยชินที่เวลาเข้ามาห้องนี้จะต้องชายตาไปมองมันเสมอ ราวกับว่ามวลความสุขไม่เคยจางหายไปจากกระดาษใบนั้นเลย

และคงจะดีถ้าเรายังคงเป็นความสุขของกันและกันไปอีกหลาย ๆ ความสำเร็จ

อย่าเพิ่งทิ้งกันไปเลยนะ…

 

———————————————————————

 

ผมใช้เวลาหลังพรีเซนต์โปรเจ็กต์ไปกับการกินข้าว ดูหนังกับเพื่อน ห่างหายจากการใช้เวลาร่วมกับเพื่อนพอสมควรในช่วงหลัง เนื่องจากงานเยอะทั้งในวงการและเรียนเอง ผมนึกขอโทษเพื่อนหลายทีที่ไม่ค่อยได้ไปทำงานด้วย ส่วนใหญ่ก็จะเฟซไทม์ หรือไม่ก็คุยในไลน์กรุ๊ปเสียมากกว่า

ถ้าจะถามหาเหตุผลจริง ๆ นี่เป็นการเลี่ยงและหาจุดสนใจอื่น เพื่อที่จะไม่ต้องคิดถึงเรื่องเมื่อคืน ผมรู้ว่าเขารักเพื่อนมาก และแคร์คนรอบข้างมากแค่ไหน แต่ทำไมทุกครั้งที่เขาแคร์คนอื่นมักจะลืมผมเสมอ…

ไม่ชอบหรอกที่เขาออกไปเที่ยว แต่ก็พยายามเข้าใจว่าใครก็ทำ มันเป็นช่วงชีวิตหนึ่งที่ต้องลองเพื่อจะได้เรียนรู้ แต่ทำไมเขากลับไม่เคยเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองให้มากขึ้น ผมเป็นห่วงทุกครั้งที่รู้ว่าเขาดื่มจนขาดสติ ครั้งที่หนักที่สุดคงเป็นเมื่อล่าสุดที่เราทะเลาะกันเพราะผมดูจะสนิทกับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งมากจนเกินไป อธิบายด้วยความบริสุทธิ์ใจแล้วเขาก็ยังไม่เข้าใจในเหตุผลว่าเราต้องทำงานให้คณะด้วยกัน การคุยกันบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก สุดท้ายกลายเป็นต่างคนต่างตะโกนเหตุผลของตัวเองผสมกับอารมณ์ที่ต้องการเอาชนะ

การหันหลังให้เขาเพื่อให้ทบทวนตัวเองครั้งนั้นยิ่งผิดมหันต์…

ผมไว้ใจเขาเสมอ แต่ผมไม่ไว้ใจคนอื่น อย่างที่บอกว่าเขาโคตรจะเป็น stuning ของใคร ๆ มันทำให้คนที่ได้เจอเขาครั้งแรกต่างก็หวั่นไหวทั้งนั้น ซึ่งวันนั้นคนที่เขาฟุบหลับที่ตัก ดันเป็นใครที่ผมไม่รู้จัก และดูจากสายตามันกำลังคิดเหี้ยแน่ ๆ

สุดท้ายผมทะเลาะกับไอ้นั่น เพื่อนเขา และเขา เป็นการทะเลาะกันยาวนานที่สุด จนพลั้งปากว่าถ้าไม่เชื่ออะไรกันอีก ก็ต่างคนต่างใช้ชีวิตก็ได้ มันดูเป็นคนพูดง่าย ๆ แต่ทำเอาเขาร้องไห้จนผมใจจะขาด ทั้งที่สัญญาว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก แต่ก็ยังทำ

กระวนกระวายใจแค่ไหนตอนที่เพื่อนเขาโทรมาบอก

เป็นห่วงแค่ไหนตอนที่เห็นเขานั่งหลับพิงกระถางต้นไม้หน้าร้าน

หวงแค่ไหนที่เห็นใครต่อใครเดินผ่านก็มอง

เว้นระยะให้ลองคิดถึงใจกันบ้างก็น่าจะดี

กดรีโมทเปิดประตูหน้าบ้านยังไม่ทันจะได้เลี้ยวเข้า สายพลันสังเกตเห็นรถยนต์ทะเบียนคุ้นตาจอดที่ประจำ ราวกับเป็นหนึ่งในสมาชิกบ้านนี้ไปเสียแล้ว

“คุณหนูคะ คุณน้องมานะคะ อยู่ในห้องเล็ก” พี่แม่บ้านเดินออกจากห้องครัวมาบอก

“เห็นรถแล้ว มานานยัง”

“สักสามชั่วโมงได้มั้งคะ ตั้งแต่บ่าย ๆ”

ยกนาฬิกาขึ้นดูนี่ก็ปาไปห้าโมงกว่า “แล้วเขาทำอะไรอยู่”

“หลับอยู่ค่ะ เมื่อกี๊พี่จะเข้าเอาขนมไปให้แต่เห็นหลับค่ะ”

“งั้นช่วยทำกับข้าวที่เขาชอบไว้สักสองสามอย่างนะ เดี๋ยวตื่นมาคงหิว”

“ได้ค่ะ คุยกันดี ๆ นะ”

พี่แม่บ้านทำสีหน้ากรุ้มกริ้ม ผมได้แต่ยกไหล่ให้ไปที ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องเล็กที่ประจำของตัวเอง ความเย็นของแอร์ต้องเนื้อเป็นอย่างแรก ทำไมถึงชอบเปิดแอร์เย็นขนาดนี้แล้วตัวเองก็นอนขดเป็นแมวขนสั้น จึงเดินไปหยิบผ้าห่มลายการ์ตูนที่เขาชอบมาก่อนจะห่มให้คนที่นอนหลับสนิทไม่ไม่แม้แต่จะรู้ตัวว่ามีคนเข้าห้องมา

จะไม่ให้น่าเป็นห่วงได้ยังไง

ใบหน้าเนียนใสดูอิดโรย แพขนตาหนาปกปิดใต้ตาบวมช้ำไม่มิด แก้มที่เคยเปล่งปลั่งดูซีดเพราะนอนไม่พอ เขาดูเหน็ดเหนื่อยจากการกรำงานมาหลายวัน ไหนจะต้องไปเรียนเพราะหมดสิทธิ์ขาดแล้ว ไม่งั้นคงโดนตัดคะแนนเข้าเรียน

missed call ที่กระหน่ำโทรมาตลอดช่วงเช้าจนเที่ยง รวมถึง message ทุกช่องทางที่เขียนมาในประโยคคล้ายกัน ‘ขอโทษ’ และให้รับโทรศัพท์หรือตอบกลับสักหน่อย ผมไม่ได้เมินแถมยังอ่านทุกอย่างที่เขาส่งมาผ่านการแจ้งเตือน เพียงแค่ยังไม่รู้จริง ๆ ว่าจะตอบอะไร เขามาหาที่บ้านแบบนี้ก็ดี การได้คุยกันแบบเห็นหน้าตาท่าทางมันดีกว่าได้ยินแค่เสียง อย่างน้อย ๆ ก็ได้รู้ว่าคนที่พูดด้วยกำลังรู้สึกอะไร

ผมใช้เวลารอเขาตื่นเขียน easay ที่อาจารย์เพิ่งสั่งเมื่อวันก่อน ผมกับเขาเรียนคนละคณะ แต่มีหลายวิชาที่เนื้อหาใกล้กัน เขาไม่ใช่คนถนัดเรียนสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่พยายาม ช่วงสอบก็เครียดจนไม่ค่อยได้นอนเพราะกลัวจะทำข้อสอบไม่ได้ ผมก็ทำได้แค่ช่วยในส่วนที่พอจะช่วยกันได้ ที่สุดคงเป็นกำลังใจที่มีให้ ไม่ว่าจะเหนื่อยหรือท้อหันมาก็จะเจอผมตรงนี้เสมอ

—————————————————————————

เผลอหลับไปตอนไหนไม่แน่ใจ ตื่นมาก็ไม่รู้สึกหนาวเหมือนก่อนจะหลับ ปรือตาตื่นก็เห็นผ้าห่มลายการ์ตูนสีน้ำเงินประจำห้องนี้คลุมตัวอยู่ และเมื่อปรับสายตาได้แล้วก็เห็นแผ่นหลังของผู้ชายที่พยายามติดต่อทั้งวันนั่งหันหลังทำการบ้านอยู่หน้าโซฟา เขาใส่แอร์พอตคงไม่ได้ยินว่าสิ่งมีชีวิตที่เขาหลบหน้าตลอดวันตื่นแล้ว

หมับ

ผมไม่ค่อยรู้วิธีง้อคนสักเท่าไหร่ คิดเอาเองว่าภาษากายนี่แหละบอกทุกอย่างได้ดีที่สุด ทำการกระโจนกอดเขาจากด้านหลัง จนเจ้าตัวสะดุ้งนิดหน่อย และยกมือถอดหูฟังขนาดเล็กออก แต่ก็ยังไม่ได้หันมามองหน้ากันเลยสักนิด

“ขอโทษนะ ที่ทำแบบนี้อีกแล้ว”

“...”

“ขอโทษจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจไม่บอก แค่ไม่อยากให้เป็นห่วง” ผมกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น แนบแก้มลงไปที่หลังคออุ่น อยากให้เขารู้ว่าผมรู้สึกแบบที่พูดจริง ๆ

“ก็ชอบคิดแค่นี้ คิดเยอะ ๆ หน่อยดิ จะรู้ป่ะว่าต้องรู้สึกแบบไหนที่ต้องเห็นมึงในสภาพแบบนั้น”

“...”

“ไหนที่บอกจะไม่ผิดสัญญา เคยห้ามป่ะถ้าจะไป ขอแค่บอก”

“...” ใช่ที่เขาไม่เคยห้าม แต่ผมก็ไม่เคยจะกล้าบอกตรง ๆ เพราะกลัวว่าความเชื่อใจที่เขามีให้จะสั่งคลอน ไม่อยากให้เขาต้องมานั่งรอ หรือมารับเวลาต้องกลับดึก ๆ ทางออกง่าย ๆ คือไม่ไป ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำไมได้

“กูเสียใจนะ ไม่ใช่เสียใจที่มึงไม่บอก เสียใจที่มึงเห็นความเป็นห่วงของกูไร้ความหมาย”

“ขอโทษที่ทำเสียใจอีกแล้ว คิดน้อยเอง ขอโทษนะ ขอโทษ” กดริมฝีปากคงต้นคอของเขาเบา ๆ ก็บอกแล้วว่าไม่รู้จริง ๆ ว่าจะเวลาเขาง้อเขาทำแบบไหน ผมคิดออกแค่นี้ อาจจะเป็นวิธีที่โง่แต่ก็เหมาะกับคนโง่แบบผมนี้นี่นา “แต่ครั้งนี้สาบานว่าไม่มีเหตุการณ์แบบวันนั้นแล้ว แค่สงสารเพื่อนเลยไม่อยากให้มันกินเยอะ เลยกินแทนมันหมดเลย ไม่ได้ตั้งใจจะเมาขนาดนั้นนะ”

“แต่ก็เมา จนกลับเองไม่ได้”

“หื้อออ ก็นั่นแหละ ขอบคุณนะที่ไปรับ แถมยังเปลี่ยนชุดให้ด้วย” ในเมื่อเขาไม่หันมาสบตากัน ก็ต้องใช้วิธีบังคับกันล่ะ คว้าต้นคอคนข้างหน้าก่อนจะก้มลงไปจุมพิตเอาใจที่แก้ม จมูก และปาก

จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บ

“ไหนมองหน้ากันหน่อยสิ” เขาแกล้งหลับตาเฉย

“ไม่อยากมองคนขี้โกหก”

ก็รู้หรอกว่าเป็นมุกให้จูบที่เปลือกตาอีกอย่าง

จุ๊บ

“น่านะ มองกันหน่อยสิ”

ดวงตากลมสีดำสนิทมองผมด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย มีแววตาของความไม่พอใจเล็ก ๆ ฉายชัด แต่ดีกว่าครั้งนั้นเยอะเลย ความว่างเปล่าที่จำเข้ากระดูกว่ามันน่ากลัวและมืดมิดแค่ไหน และจะไม่มีวันทำให้ตัวเองได้รับแววตาเช่นนั้นอีกเด็ดขาด

“เราเป็นห่วงเธอมากกว่าที่เธอคิดนะ และความเป็นห่วงของเรามันคือทั้งหมดที่เรามีให้ เราไม่เคยพูด ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้สึกอะไร”

“อื้อ เข้าใจแล้ว เราก็ไม่เคยรู้สึกอึดอัดที่เธอเป็นห่วงเลยนะ กลัวว่าความเป็นห่วงที่ได้มันจะหมด เลยไม่อยากให้เป็นห่วงเยอะ”

มือหนาสัมผัสที่แก้มของผมเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอายิ้มรับจนใจพอง “รู้ไหมมันจะไม่มีวันหมด มันจะคือทั้งชีวิตที่เราจะให้ เข้าใจหรือเปล่าเจ้าดื้อ” คำบอกรักที่ไม่มีคำนั้นในประโยคเลยสักนิด

เราโผกอดกันอย่างโหยหา เวลาทะเลาะกันแต่ละทีเหมือนดูดพลังงานความรู้สึกดีให้หดฮวบ หายใจไม่เต็มปอด เหมือนแบตเตอรี่ชีวิตเสื่อมลงกะทันหัน เมื่อผ่านช่วงเวลานั้นมา การกอดกันเหมือนได้ชดเชยความรู้สึกเหล่านั้นให้เจือจาง และค่อย ๆ เลือนหายไปในที่สุด

“ไม่ได้กอดตั้งหนึ่งวันเลยนะ”

“ก็อย่าทำตัวไม่ดี”

“อย่าดุให้มากน่า”

เรากอดกันแน่นกว่าเดิม กลิ่นกายที่คุ้นเคยเป็นยิ่งกว่าสารแห่งความสุข เพราะมันเป็นทั้งความสบายใจ ความสงบ และทำให้ยิ้มได้ทุกครั้งที่เราได้ใช้เวลาแบบนี้ร่วมกัน

คร่อก คร่อก

เราผละอ้อมกอดออกจากกัน ต่างคนต่างยิ้ม แค่ไม่กี่ชั่วโมงแต่ทำไมรู้สึกนานขนาดนี้ที่ไม่ได้เห็นรอยยิ้มตรงหน้า ปกติเขามักจะยิ้มเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไร ตั้งแต่รู้จักกันน้อยครั้งมากที่รอยยิ้มเขาหายจากใบหน้า ซึ่งก็มีแค่ไม่กี่เรื่อง หนึ่งในนั้นคือเรื่องผม

“หิวล่ะสิ” เขายิ้มล้อ

“อื้อ ยังไม่ได้กินอะไรเลยแต่เช้า”

“แล้วทำไมไม่กิน”

“ก็ใครจะกินลง เล่นไม่รับโทรศัพท์กันแบบนี้”

“เข้าใจยังเวลาโทรไปหาตอนไปเที่ยวแล้วไม่รับอะ”

“อื้อ ๆ รู้แล้วน่า” ผมจับหน้าเขาโยกไปมา สายตาลูกหมาที่มักจะมองผมแบบนี้เสมอ เป็นแววตาที่ผมได้รับมาตลอดและเขาไม่เคยใช้มันมองคนอื่นตั้งแต่รู้จักกันมา ความมั่นคงที่เขามีให้มันยิ่งความคำว่ารักที่อยากได้ยินเสียอีก “จะไม่มีครั้งที่สามอีก โอเคมั้ย”

“มาโอเคมั้ยกับเราทำไม บอกตัวเองเหอะ”

“เธอก็แบบเนี่ยชอบประชด”

“จ้า คนไม่ขี้ประชด”

จุ๊บ

ผมจูบสันจมูกโด่ง ก่อนจะเคลื่อนไปที่ใบหน้า และกดลงที่ริมฝีปากบางเบา ๆ แล้วผละออกจากใบหน้านิ่งที่สายตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหว ใช้สองแขนพาดที่ไหลก่อนจะพูดเสียงเบาให้เขาได้ยินคนเดียว​ “ก็ประชดกับเธอคนเดียวนั่นแหละ”

มือสีแทนค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นมาจับที่เอวและประสานกันที่แผ่นหลังของผม “มีคนเดียวก็อย่าขยันทำให้คนอื่นมาชอบนัก”

“อันนั้นช่วยไม่ได้เป็นคนมีเสน่ห์”

เขาเบะปากในที ท่าทางของเราในตอนนี้ค่อนข้างล่อแหลม เขาขยับตัวเข้ามาใกล้กันมากขึ้น กระชับอ้อมแขนแข็งแรงเพื่อให้ผมขยับเข้าไปหา สายตาสองเราประสานกันและต่างก็อ่านออกว่าหมายความว่าอะไร ระยะห่างจากใบหน้าที่ไม่ได้มากอยู่แล้วถูกแรงดึงดูดให้เข้าไปใกล้กันมากกว่าเดิม จมูกโด่งไล้โลมที่ปลายสันจมูกของผม ก่อนที่เขาจะเอียงใบหน้าเพื่อให้ริมฝีปากของเราสัมผัสกัน เป็นความแผ่วเบา ทว่าเต็มไปด้วยความรู้สึก เขาค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักและบดเบียดให้เราสัมผัสกันมากขึ้น และแน่นอนว่าผมไม่ได้อยู่เฉย ๆ จูบตอบกลับไปเพื่อให้เขารู้ว่าผมก็ต้องการไม่ต่างกัน

เราสัมผัสกันราวกับว่ามันเนิ่นนานเหลือเกินที่ต้องห่างจากกัน ไม่เข้าใจ คิดถึงกัน ทั้งที่ก็อยู่ใกล้แค่นี้ แต่เพราะเราไม่เคยต้องห่างกันเพราะไม่เข้าใจกันแบบนี้ ยิ่งย้ำชัดว่ามันน่ากลัวเหลือเกินถ้าวันหนึ่งจะไม่มีกันและกันอีกต่อไป

ผมใช้มือประคองใบหน้าคนที่กำลังเพิ่มแรงจูบตามอารมณ์ราคะที่เพิ่มทวี มือที่เคยประสานกันที่หลังกำลังลูบไล้ผ่านเสื้อนิสิตตัวบางและอีกข้างกำลังเลิกชายเสื้อและกำลังจะล้วงเข้ามา ผมเลยต้องรีบหยุดไม่อย่างนั้นคงไม่ได้กินข้าวหรือทำการบ้านต่อ และเรื่องนั้นไม่ควรเกิดในห้องนี้ ไม่อย่างนั้นจะมาใช้ชีวิตอยู่ในนี้ด้วยการไม่คิดถึงภาพนี้ได้ยังไง

“ฮะ พะ พอเลย”

เขาชักสีหน้าไม่พอใจ

“หิวข้าว”

คนตรงหน้าจิ๊ปาก แต่ก็ไม่วายขโมยจูบอีกทีก่อนจะขยับตัวออกไป จัดการเซฟงานแล้วก็มาจัดเสื้อผ้าผมก่อนจะพาเดินออกไปกินข้าวที่ห้องครัว ความใส่ใจในดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ คือมุมที่คนอื่นจะไม่ได้เห็น นอกจากผมคนเดียว

และแน่นอนว่าผมจะไม่ปล่อยให้ใครมาได้มันไปตลอดชีวิต

“คนนี้ซี้กันที่สุดเลยหรือเปล่า?”

“ก็ครับ”

“สนิทที่สุดแล้ว มีอะไรก็คุยกันตลอด”

“อย่างงี้คนที่จิ้นก็มีหวังสิ”

“หวังอะไรครับ?”

“ก็หวังว่าจะจริงนอกจอไง”

“อ๋อ เราก็เป็น...เพื่อนสนิทกันน่ะครับ”

“ไม่หรอกครับ เราเป็นเพื่อนกัน”

“แล้วที่มีคนบอกว่าเราคบมานานแล้วตั้งแต่มอปลาย แฟนคลับเรา ขุดรูปสมัยก่อนมาเต็มเลย”

“ฮ่า ๆ หน้าตอนที่ตลก ๆ น่ะหรอครับ ไม่หรอกครับพี่ เราเป็นแค่เพื่อนที่สนิทกันมาก ๆ ครับ”

“ใช่ครับ เพื่อนกันครับ”

บางทีคำตอบมันอาจจะไม่ใช่ในสิ่งที่พูดออกไป แต่คือภาษากายที่สื่อสารผ่านสายตาที่มักจะมองกันและกันแบบนี้เสมอมา และมันเป็นแววตาที่ไม่ใช่ใครก็จะได้รับ เป็นมวลของความลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยความรู้สึก

ที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายก็เข้าใจได้

ว่าความหมายมันมากกว่าแค่เพื่อนที่ตอบออกไป

:)

 

 

 

——————————

 

นิยายเรื่องนี้แต่งจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่ได้พาดพิงหรือหมายถึงบุคคลใดในชีวิตจริงทั้งนั้น

กรุณาอย่านำไปพูดถึงใครในเชิงตีความหมายแบบผิด ๆ หรือสร้างความเข้าใจผิดนะคะ

 

อ่านแล้วคอมเมนต์คือกำลังใจที่ผู้เขียนจะได้สร้างผลงานต่อไป

และแน่นอน ไม่ได้หมายถึงใครทั้งนั้นค่ะ ย้ำ*****

 

แล้วแต่จะจินตนาการ55555555555555555

/กรี๊ดอัดผ้าห่ม

ผลงานอื่นๆ ของ mifengbee

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

12 ความคิดเห็น

  1. #12 Mmm
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 04:37

    แงงงงง ดีมากกก เป็นเรื่องจบในตอนที่สนุกมากเลย ครบรสมากก ชอบตอนหน่วงๆตอนที่ทะเลาะหรือเคลียร์ปัญหากัน แงงงงง และที่ชอบที่สุดคือตอนเค้าสวีทกันอะแม่ โอ้ยยย ตาจะแตกก อยากอ่านมากกว่านี้ แงงง ไรท์เขียนดีมากเลยนะคะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ ❤️💙

    #12
    0
  2. วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 22:58
    ดีมากกกก ดีมากมาก คือไรท์สือความน่ารักออกมาจากตัวหนังสืิอได้จริงๆ ดีใจที่มาอ่าน รอติดตามผลงานให้อนาคตอีกน้าาาา
    #11
    0
  3. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:47
    สนุกมากกกกค่ะ มีแพลนแต่งเรื่องยาวมั้ยคะ
    #10
    0
  4. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:42
    ชอบมากๆๆๆเลยค่า อ่านแล้วนึกภาพตาม ^^
    #9
    0
  5. วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 20:08
    รออ่านจ้า
    #8
    0
  6. #7 JJxx
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 11:33

    อ่านแล้วเขินน

    #7
    0
  7. วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 02:15
    ขอแบบเรื่องยาวๆเป็นนิยายเลยได้มั้ยคะ ชอบมากๆเลย งื้ออ ไรท์อธิบายได้เห็นภาพมากจริงๆ 😻💙
    #6
    0
  8. วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 23:44
    ดีมากๆ
    #5
    0
  9. #4 Oning
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 21:30

    ชอบมากกทำเป็นนิยายยาวเลยก็ได้นะคะจะติดตามเเน่นอน;-; ดีมากกกก ฟินมากๆๆ

    #4
    0
  10. #3 Snowmie
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 00:29

    ดีมากเลยค่ะ อ่านแล้วนึกภาพตามทุกชอต คุ้มค่าการรอคอยมากๆ รอตอนต่อไปนะคะ

    #3
    0
  11. #2 pw_214 (@kana-mk) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 00:15
    กรี๊ดอัดหมอนแรงมากกกกกกค่ะ งื้อออออน่ารักมากเลยค่ะ คสพ.ที่ไม่ต้องพูดแต่ดูได้จากการกระทำ ฮืออออออ
    #2
    0
  12. #1 myyj (@myyj) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 00:12
    กรี๊ดดดด ฟินมากกกก จะมีต่อมั้ยคะ ชอบความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากเลย ????😭
    #1
    0