ข้ามพิภพสยบมนตรา [ดาร์คแฟนตาซี 18+]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 553 Views

  • 0 Comments

  • 28 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    8

    Overall
    553

ตอนที่ 19 : หวนสัมพันธ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 มี.ค. 62

“ขอประทานโทษด้วยนะเจ้าค่ะ ที่บ่าวล่วงเกินอย่างไม่เหมาะสม” ราเนียร์ยืนแก้มแดงก้มหน้าสำนักผิด นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำเช่นนั้นด้วยเหตุใด แต่กลับรู้สึกดียิ่งทั้งที่ปกติสำหรับแล้วไม่น่าอภิรมย์เท่าใดนัก อาจจะเป็นฝันร้ายของชีวิตด้วยซ้ำ


อนิเกลหลังจากสงบจิตใจได้ เขาจึงค่อยๆหันกายกลับมา ร่องรอยความรู้สึกที่ถูกสัมผัสจากการกอดยังคงไม่หายไป และด้วยเหตุใดไม่ทราบเขากลับรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก ทั้งๆที่อุณหภูมิโดยรอบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงใดๆแม้แต่น้อย แต่ทันทีที่เห็นราเนียร์ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวกลับทำให้จิตใจที่สงบลงแล้วเต้นระรัวและบีบรัดอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกภายในใจสับสนยุ่งเหยิงเกินบรรยาย โศกเศร้า ดีใจ สูญเสีย ขอบคุณ เจ็บปวด สุขใจ สำนึกผิด ภาคภูมิ ท้อแท้ ฮึกเหิม สิ้นหวัง สนุกสนาน ผิดหวัง ประทับใจ เขาเองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่ามันคืออะไร แต่ความรู้สึกทุกอย่างของเขากลับสับสนยุ่งเหยิงวุ่นวายไม่อาจนับเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งได้อย่างชัดเจน อีกทั้งตอนนี้ยังร้อนรุ่มในใจสติสัมปชัญญะอื้ออึงวิงเวียนไปหมด


เมื่อพบราเนียร์อีกครั้งหลังจากเก็บเกี่ยวโชคชะตา ทำให้อนิเกลสัมผัสได้อย่างลางๆแล้วว่าสภาพจิตของเขาไม่ปกติอีกต่อไปแล้ว อีกทั้งความรู้สึกที่เขามีต่อราเนียร์ยังลึกซึ้งซับซ้อนไม่ชัดเจน แต่ที่แน่ๆคือเขายังคงต้องการ! เขาก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่งก่อนจะทรุดเข่าลง ดึงราเนียร์มาโอบกอดอย่างเบามือ และกล่าวเสียงเบาข้างหูเอลฟ์แหลมยาวของนาง “เราต่างหากที่ต้องขออภัย”


“ราเนียร์เจ้าหายไปไหนมา ใช่ว่ากลับมาแล้วจะพักเลยรึ ทั้งยังพาฅนนอกเขามาในที่นี่อีก แต่ละการกระทำของเจ้าทำให้ผู้ฅนไม่น้อยต้อง...เดือด...ร้อน...นะ รู้ตัวมั้ย” พนักงานเอลฟ์ชายผู้หนึ่งที่เดินมาตามทางพอดีจึงเอ่ยขึ้น โดยที่น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความเกลียดชังอย่างไม่ปิดบัง


“นางกำลังจะลาออกจากที่นี่ เดี๋ยวนี้!” ด้วยเหตุใดไม่ทราบอนิเกลกลับรู้สึกยั๊วเป็นครั้งแรก ทั้งๆที่ปกติคงจะบังเกิดโทสะไปแล้วแน่แท้


มันหันมองอนิเกลอย่างเย็นชา ก่อนจะแสยะยิ้มขึ้นอย่างเป็นปริศนา เดินจากไปพร้อมกับกล่าวทิ้งท้าย “แหม เรื่องนั้นคงยากหน่อยนะคุณยักษ์...น้อย... ผมไปก่อนล่ะ ผมสายมากแล้ว”


อนิเกลพลันจำได้ลางๆตอนเก็บเกี่ยวโชคชะตาว่ามีเส้นสายสีดำเส้นหนึ่งรัดตัวนางอย่างแน่นหนา แม้จะไม่รู้ว่าโยงไปที่ไหนแต่มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ เขาจ้องมองนัยน์ตาสีฟ้าของราเนียร์อย่างจริงจัง “นี่... ท่าน... เป็นทาสติดที่ดินตามพันธะผูกขาดอย่างงั้นหรือ”


ก่อนหน้านี้อนิเกลไม่ได้จ้องตาราเนียร์อย่างจริงจัง ทำให้เขารู้แค่ชื่อเท่านั้น แต่ตอนนี้เมื่อมองลึกลงไปแล้วเขากลับรู้ได้มากกว่านั้น คำกล่าวของอนิเกลเมื่อครู่ทำให้ราเนียร์สะดุ้งเล็กน้อยทันที “ได้โปรดเถอะเจ้าค่ะ แม้จะอยู่ได้แค่วันเดียว แต่ก็ได้โปรดเถอะเจ้าค่ะ ขอแค่ตอนมีชีวิตอยู่เท่านั้น อย่างชิงชังบ่าวเลย ขอแค่ตอนมีชีวิตเท่านั้น”


น้ำตาราเนียร์หลั่งไหลอีกครั้งด้วยท่าทีเจ็บปวดกับการร้องขอสุดชีวิตครั้งนี้ แต่กลับเป็นอนิเกลที่รู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่า เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยที่จะทิ้งประสบการณ์อันล้ำค่าของอาเชอร์ ใช้เนตรส่องวิญญาณมองทะลุอดีตทั้งหมดของนางจนสิ้น ปรากฏหยาดน้ำตาไหลออกจากดวงตาข้างหนึ่งของอนิเกลอย่างเงียบงัน


ดูเหมือนนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ตราของนางหายไป ทั้งๆที่ตรานั้นเป็นเพียงสิ่งของ แต่เพราะเป็นสิ่งเดียวที่จะสืบหาความเป็นมาของนาง นางจึงไม่ลังเลที่จะยอมขายตัวเองเป็นทาสเพื่อให้ได้มันคืนมา ทั้งชีวิตของนางเองก็ไม่เคยมีความสุขเลยสักครั้ง ด้วยกฎที่เน่าเหม็นของโลกใบนี้ มีแต่จะทำให้นางเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่า โตมาอย่างไร้ผู้หนุนหลัง อยู่อย่างโดดเดี่ยวฅนเดียวมาโดยตลอด รสชาดของผลโลหิตก็ยังไม่เคยได้ลิ้มลองเลยสักครั้ง ทำงานอย่างหนักทุกวันโดยไม่ได้ค่าตอบแทน ทั้งยังเป็นทาสอารมณ์ของชายมากมาย มีเวลาว่างก็สืบหาข้อมูลเกี่ยวกับตราลึกลับนั้น ชีวิตของนางราวกับว่างเปล่ามาตั้งแต่ต้นตกนรกตั้งแต่เกิด จนกระทั่งวันหนึ่งได้เจอกับชายแปลกหน้าท่าทางอ่อนแรงยืนพิงกำแพงอยู่ไม่ไกลจากหน้าห้องนาง แม้จะเห็นจากด้านหลังแต่ก็ให้ความรู้สึกราวกับโลกทั้งใบของนางอยู่ตรงหน้าแล้ว นั้นคือทุกสิ่งทุกอย่างอย่างแท้จริง ไม่ทราบว่าใคร ไม่ทราบว่าเพราะอะไร แต่ความรู้สึกของนางบอกมาอย่างนั้น นางเริ่มเอ่ยถามชายผู้นั้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็ตอบกลับมาอย่างราบเรียบ รูปร่างใหญ่โตที่คุ้นตา น้ำเสียงเย็นชาแต่ฟังสบายหู แต่ท่าทีของชายผู้นั้นที่กำลังจะจากไปทำให้นางเจ็บปวดยิ่งนัก หลังจากได้กอดก็รู้สึกอบอุ่นไปถึงหัวใจ ในโลกที่หนาวเหน็บเช่นนี้เหลือเชื่อว่าจะมีความอบอุ่นที่แม้ต้องตายก็ไม่เสียดายชีวิตอยู่ด้วย ขอเพียงได้สัมผัส ขอเพียงได้สัมผัสอีกสักครั้ง แม้ต้องตายก็ไม่เสียดายชีวิตเด็ดขาด เพราะอย่างน้อยในชีวิตอันไร้ค่าของนางก็ได้รู้แล้วว่า ˝ความสุข˝ เป็นเช่นไร


อนิเกลเริ่มโอบกอดราเนียร์อีกครั้งด้วยกำลังทั้งหมดราวกับอยากจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับนาง หากเป็นนอกเขตปลอดภัยเขาคงไม่กล้ากอดแรงขนาดนี้แน่ จากนั้นเขาจึงกล่าวอย่างอ่อนโยนด้วยแววตาอาฆาต “ไม่เป็นใด เราจะไถ่ท่านเอง ผู้ใดทำท่านเจ็บมันต้องเจ็บยิ่งกว่า!”


“บ่าวมีความสุขแล้วเจ้าค่ะ บ่าวไม่ต้องการใดอีกแล้ว” ราเนียร์ส่ายหน้าอย่างช้าๆก่อนจะกล่าว แล้วจึงกอดอนิเกลตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ด้วยเหตุใดไม่ทราบ ราเนียร์ไม่ตกใจแม้แต่น้อยที่อยู่ๆอนิเกลก็รู้เรื่องต่างๆเองได้ นางรู้สึกเพียงว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องและสมควรแล้ว


“ราเนียร์...” เสียงชายลึกลับดังมาจากด้านหลังของอนิเกล ทุบทำลายความสุขที่แสดงออกบนใบหน้าของนางจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความตื่นกลัวอย่างฉับพลัน มือสั่นจนปล่อยอนิเกลที่กอดอยู่ทันที “เจ้าหายไปไหนมา จะพักโดยที่ไม่มาหาข้าก่อนหรอ... ราเนียร์... เอาล่ะ ไปสนุกกันเถอะ มีแขกมากมายอยากพบเจ้านะ เจ้าน่ะสุดยอดมากเลยล่ะ ราเนียร์...”


“เจ้าค่ะ ผู้จัดการ” ราเนียร์ตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือใบหน้าขมขื่นตื่นกลัวกับวาจาสกปรกเหล่านั้น ทำให้อนิเกลคลายกอดจากราเนียร์ และลุกขึ้นด้วยท่าทีที่เหี้ยมหาญในทันที ปราศจากท่าทีอ่อนแรงเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง เมื่อคิดถึงอำนาจของเทพพยากรณ์ที่ตนถือครองอยู่กลับรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก ตอนนี้ราเนียร์ลืมเรื่องเขาไปหมดแล้ว เป็นไปได้เขาก็ไม่อยากสร้างระยะห่างระหว่างกันขึ้นมา เขารู้สึกอยากที่จะต่อสู้ด้วยความสามารถของตัวเองมากกว่า


“แกมัน...สมควรตาย” อนิเกลหันไปตอบ ผู้ที่ถูกราเนียร์เรียกว่า ˝ผู้จัดการ˝ ซึ่งจากความทรงจำของราเนียร์แล้วมันคือแวมไพร์โรคจิตจอมซาดิสม์จ้าวราคะผู้หนึ่ง และเมื่อเขานึกถึงมันแล้วล้วนนึกได้แต่ความทรงจำที่เลวร้ายทั้งสิ้น โดยในเขตปลอดภัยนั้นสามารถท้าประลองกันได้ แต่จะรู้สึกเจ็บเท่านั้นไม่มีบาดแผลและไม่เสียชีวิต แต่หากไม่ยินยอมแล้ว แม้แต่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ หรือมีดคมกริบก็เป็นได้เพียงเศษโลหะเท่านั้น


“ใครน่ะ” ผู้จัดการโรงแรมเอียงคอกล่าวถามอนิเกลด้วยความสงสัย


“ผู้ที่จะมาลงทัณฑ์แกไง!” ตั้งแต่จำความได้อนิเกลไม่เคยเดือดดาลจนสติแทบหลุดขนาดนี้มาก่อนเลย เขาอยากจะกระโจนเข้าไปฉีกเนื้อมันออกเป็นชิ้นๆ ตัดแขนตัดขา ทำยังไงก็ได้ให้มันเจ็บปวดมากที่สุด ขณะนั้นเองเขาคิดถึงเหรียญลงทัณฑ์ แต่ในมือขวาเขากลับปรากฏมีดสั้นตัวมีดสีทองสลักอักขระสีเขียวมรกต คมมีดสีนิลคล้ายจะเป็นอเคอไนท์ชั้นสูง ด้ามมีดสีครามขนาดพอดีกับมือเขา รวมความยาวจากปลายมีดถึงก้นด้ามแล้วประมาณหนึ่งคืบ(25ซ.ม.)พอดี นี่สมควรเป็นสิ่งที่ผู้รอบรู้จัดสรรให้เขาเอง


ด้วยเหตุที่ว่าเขาบรรลุถึงขอบเขตอนันตกาลแล้ว จึงสามารถรับรู้ชื่อ ที่มาที่ไป และข้อมูลต่างๆของสรรพสิ่งได้ เปรียบแล้วไม่ต่างจากการมองกรรไกรที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ แล้วรู้ว่ามันคือกรรไกรที่ซื้อมาจากร้านเครื่องเขียนในตลาดเมื่อเดือนที่แล้วนั้นเอง และที่อยู่ในมือเขาย่อมไม่ใช่มีดธรรมดา มันมีคุณสมบัติคล้ายมีดเหนือทัณฑ์ ในหน่วยเทพลงทัณฑ์ คมมีดทำจากอเคอไนท์ชั้นสูง มีผลทำให้บาดแผลที่ได้รับจากมีดนี้ไม่มีวันหาย มันจะกลายเป็นแผลสดจนกว่าจะตัดเนื้อส่วนที่โดนตัวมีดออก หากใช้มีดเหมือนทัณฑ์ตัดแขน แขนข้างนั้นจะไม่มีวันงอกออกมา และความเจ็บปวดจะไม่จางหาย จนกว่าจะใช้มีดธรรมดาตัดส่วนที่โดนมีดออก


แต่ในมือเขาไม่ใช่มีดเหนือทัณฑ์ มันน่ากลัวกว่านั้นมาก เพราะต่อให้ตัดเนื้อส่วนนั้นออกไปแล้ว แผลก็จะไม่มีทางหาย! มีเพียงพรจากพระเจ้า หรือเพลิงมรกตที่สาบสูญเท่านั้นที่จะลบล้างคำสาปนี้ได้ ปัญหาคือเขาจะสร้างบาดแผลให้มันในเขตปลอดภัยได้อย่างไร หรือตัวมีดจะสลักอะไรพวกนั้นไว้แล้ว และโดยที่อนิเกลไม่ทันสังเกตกำไลมรกตกลับมีอักขระที่แดงฉานปรากฏขึ้นอยู่รอบวงแล้ว


ไม่รอช้าอนิเกลก้าวเข้าไปใช้มือซ้ายกุมคอมันอย่างโหดเหี้ยม ก่อนจะยกมันขึ้นและใช้มีดในมือขวาแทงเข้าง่ามขามันอย่างเลือดเย็น มันพยายามดิ้นและร้องสุดแรงแต่ก็เปล่าประโยชน์ อนิเกลบีบคอมันจนมันไม่สามารถส่งเสียงใดๆออกมาได้แม้แต่น้อย


แค๊กๆ มันพยายามไอแต่ก็ติดอยู่ในลำคอ


“ตรงนี้ใช่มั้ย ที่เจ้าพิศวาสใคร่สร้างความทรมานให้สตรีเพศ” อนิเกลกล่าวก่อนจะถึงมีดออกอย่างข้าๆ ตัวมีดไม่เปื้อนเลือดเลยแม้แต่น้อย จากนั้นเขาจึงแทงเข้าไปที่มือทั้งสองข้างของมัน ปรากฏแผลสดสีแสดที่ไม่มีเลือดไหลออกมา


“มือคู่นี้สินะ ที่ใคร่ทุบตีหญิงสาวเรียกเสียงร้องของนางเพื่อสร้างความสำราญใจให้ตัวเอง” อนิเกลแทงมันอีกทีที่กลางอกจนทะลุหลัง ก่อนจะโยนมันลงกับพื้น พร้อมกับอักขระสีแดงรอบกำไลที่หายไป


อ๊ากกกกกกก มันร้องออกสุดเสียงด้วยความทรมาน


“เจ็บเป็นด้วยหรือ รู้สึกดีใช่มั้ยล่ะ เป็นมีดที่ดีจริงๆ ตั้งชื่อว่ามีดสั้นกรรมสดแล้วกัน” อนิเกลกล่าวขณะชมตัวมีดและเก็บมัน ก่อนจะเดินไปจูงมือราเนียร์เดินออกมา ถึงราเนียร์จะสะเทือนขวัญไม่น้อยแต่นางกลับไม่ตกใจเลยสักนิด ไม่สงสัยหรือหวาดกลัวในตัวอนิเกลเลยแม้แต่น้อย เสียงร้องของผู้จัดการดังขนาดนั้นแต่กลับไม่มีใครมาตามเสียงเลย เส้นทางยังโล่งสบาย บางทีอาจโดนกีดกันเสียงไว้หมดแล้วก็เป็นได้


“ขอบคุณท่านแล้ว” ราเนียร์กล่าวขณะที่กำลังออกมา


“ราเนียร์ ท่านเข้มแข็งมากจริงๆ” หลังจากเห็นอดีตนางแล้ว อนิเกลจึงทราบได้ว่านางผ่านอะไรมามากมายเพียงใด


“บ่าวนั้นมีมลทิน ร่างสกปรกกายแปดเปื้อน ดูไปก็ไม่น่าชม ได้รับความกรุณาจากนายท่านถือเป็นวาสนาชั่วชีวิตแล้วเจ้าค่ะ” ราเนียร์เริ่มตัดพ้อตัวเอง เมื่อกล่าวถึงเรื่องอย่างว่าแล้วดูนางโศกเศร้าไม่น้อย ถึงแม้จะไม่เต็มใจ แต่เพราะเป็นทาสจึงทำได้แค่ยอม การขัดขืนก็เป็นการทำให้พวกมันสนุกขึ้นเท่านั้น


อนิเกลหยุดเดินหันมองราเนียร์ด้วยแววตาที่อ่อนโยน เขาใช้มือทั้งสองกุมมือนางทะนุถนอม และเอ่ยคำปลอบประโลมใจนาง “ท่านเองก็ใช่ว่าจะต้องการเช่นนี้ อย่าเศร้าใจไปเลย บางสิ่งเสียไปไม่อาจได้คืน มือท่านยังอุ่นอยู่ มีมือเราช่วยประคอง ต่อให้ท่านต้องแปดเปื้อนกว่านี้ เรายังไม่อาจนิ่งเฉยได้”


แววตาราเนียร์สาดประกายความหวังลึกล้ำพร้อมกับหลั่งน้ำตาน้อยๆแห่งความสุข ราวกับนางได้เจอกับผู้ที่เข้าใจนางได้มากที่สุด ความรู้สึกของนางที่มีต่อเขาแรงกล้าลึกล้ำเข้าไปอีกขั้นอย่างไม่รู้ตัวแล้ว : บนโลกที่แข็งกร้าวไร้เมตตานี้กลับมีสิ่งที่อ่อนโยนได้ขนาดนี้เชียว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น