ข้ามพิภพสยบมนตรา [ดาร์คแฟนตาซี 18+]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 553 Views

  • 0 Comments

  • 28 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    8

    Overall
    553

ตอนที่ 18 : อีกขอบเขต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    18 มี.ค. 62

“มีอะไรหรือนายท่าน” ราเนียร์กล่าวถามอนิเกลหลังจากกลับมาด้วยความเป็นห่วง

“ไม่มีใด แค่เข้าใจอะไรผิดน่ะ” อนิเกลตอบขณะนึกถึงมีอา ก่อนจะเดินนำทางโดยไม่กล่าวอะไรอีก พวกเขาเดินทางออกมาเกือบ 20เส้น กว่าจะหลุดพ้นจากเขตป่าที่ล้อมรอบคฤหาสน์ไว้ จากนั้นจึงเดินทางไปตามถนนในเมืองอีกกว่า 50เส้น จึงจะถึงสถานีเคลื่อนย้ายที่ใกล้ที่สุด ที่เขาไม่ใช้บริการยานพาหนะส่วนหนึ่งเพราะต้องการชมเมือง สำหรับเขาที่สามารถเห็นออร่าแห่งโชคชะตา การเดินชมเมืองแบบนี้ไม่ต่างจากเที่ยวกลางคืนเท่าใด มันคงเป็นความสำราญรูปแบบหนึ่งกระมัง ออร่าแห่งโชคชะตารูปแบบต่างๆมากมายผ่านสายตาเขา บ้างแกร่งบ้างอ่อนแอปะปนกันไปดูๆไปแล้วก็เพลิดเพลินสายตาไม่น้อย

ในขณะที่ราเนียร์เริ่มแสดงอาการเหนื่อยล้าอยู่นั้นเอง อนิเกลจึงกล่าวขึ้น “ถึงสถานีแล้ว อีกไม่นานก็ถึงที่หมายทนอีกเดี๋ยวแล้วกัน”

ชาร์ลอตต์ที่เงียบมาโดยตลอดหันมองไปด้านหลังกะทันหัน ทำให้พบมีอาที่หันมามองชาร์ลอตต์พอดี ทั้งคู่สบตากันอยู่พักหนึ่งก่อนที่มีอาส่งสายตาเชิงตั้งคำถาม ‘มีอะไร?’ ซึ่งชาร์ลอตต์หันหน้าหนีทันที

“เกิดอะไรขึ้น” อนิเกลที่สังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของชาร์ลอตต์จึงถามขึ้น ก่อนจะหันมองไปทางเดียวกับชาร์ลอตต์ที่มองเมื่อครู่แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ... มีอาได้หายไปจากตรงนั้นแล้ว

“ข้าอาจคิดมากไปเอง กลับเถิด” ชาร์ลอตต์ตอบก่อนจะตรงเข้าสถานีเคลื่อนย้าย หลังจากเข้าประตูหินสูงสามวากว้างวาครึ่ง ก็มีประตูแบบเดียวกันอีกสิบเอ็ดบานล้อมรอบอยู่ภายใน แต่ละบานต่างแสดงภาพสะท้อนของจุดหมายไว้ราวกับกระจกเงา ณ ตรงกลางมีศิลารูปร่างประหลาดสีแปลกตาที่แตกต่างกันไปตามสถานี เกือบทุกบานแทบจะมีผู้ฅนเข้าออกตลอดเวลา ซึ่งสาเหตุที่ชาร์ลอตต์หยุดเพราะไม่รู้ว่าควรจะเข้าบานไหนนั้นเอง เงาที่สะท้อนให้เห็นก็มีศิลาประจำเกทแปลกๆให้เห็นอีกสิบเอ็ดแบบ

อนิเกลเดินเข้าไปในประตูบานหนึ่ง ซึ่งมันทำให้เขาออกจากประตูอีกบานหนึ่งในทิศทางที่ต่างกัน ไม่ช้าราเนียร์และชาร์ลอตต์ก็ตามมาเช่นกัน ในขณะที่มีอาเฝ้ามองอนิเกลจากอีกด้านหนึ่งของประตู

อนิเกลหยุดนิ่งนำแท่งแก้วออกมาเปิดดูแผนที่เพราะความไม่แน่ใจ ก่อนจะเดินเข้าอีกประตูหนึ่งที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกัน เมื่ออนิเกลเข้าไปแล้วมีอาจึงติดตามต่อไป ดูจากท่าทีของนางแล้วราวกับถูกจับได้ก็ไม่เป็นไร แต่ก็ระมัดระวังพอสมควร

หลังจากอนิเกลออกจากประตูนั้นแล้ว เขาก็เข้าประตูอื่นๆอีกสามรอบ จึงจะเจอศิลาประจำเกทที่คุ้นตา เขาได้ออกทางประตูทางเข้าเกท หลังจากเดินทางมาพักใหญ่ทำให้เขารู้ว่าเมืองนี้ใหญ่เพียงใด ในเกทนั้นหากเดินไปมามั่วๆก็อาจข้ามเขตหรือไปในเมืองที่ไม่ได้อยู่ในเขตปลอดภัยโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ซึ่งแผนที่ที่ได้มาก็นับเป็นสิ่งจำเป็นในการเดินทางจริงๆ หากไม่มีมันเขาเองก็ไม่รู้ว่าในกำไลมรกตจะมีอะไรที่ช่วยได้หรือเปล่า เพราะหากหลงทางขึ้นมาจริงๆคงไม่ใช่เรื่องตลกแล้ว

ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงโรงแรมเดิมที่ราเนียร์ทำงานอยู่ ทำให้มีอาที่มองอยู่นอกประตูเริ่มรนแล้วไม่น้อย แต่นางก็สงบใจได้อย่างรวดเร็ว

“ท่านไปซื้อหาสิ่งจำเป็นเถิด ข้าจะพักโรงแรมนี้สักระยะ” อนิเกลคิดส่งโซนให้ชาร์ลอตต์แต่กำไลกลับส่งแหวนปริศนาออกมา ซึ่งเขาก็ส่งแหวนนั้นให้ชาร์ลอตต์ทันที

ชาร์ลอตต์พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะแยกจากกัน ซึ่งอนิเกลจะไปส่งราเนียร์ที่ห้องพัก มีอาที่เฝ้ามองอยู่ตลอดกลัวว่าจะคาดสายตากับอนิเกล นางจึงเดินสวนชาร์ลอตต์ที่หน้าประตูทางเข้า ระหว่างที่สวนกันมีอาไม่หันมองชาร์ลอตต์แม้แต่น้อย อัตราการก้าวและลมหายใจก็เป็นปกติ แต่ชาร์ลอตต์ที่เดินสวนมีอากลับหยุดและหันมองนางอย่างโง่งม แต่ด้วยท่าทีของมีอาที่เป็นปกติอย่างที่สุดเขาจึงปล่อยผ่านไปอีกครั้ง

เฮ้ออ หลังจากมีอาผ่านชาร์ลอตต์มาได้นางจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อครู่ไม่ใช่แค่ไม่ยากให้อนิเกลคาดสายตา แต่หากนางหาที่แอบไม่ทันหรือหนีไม่พ้นจะตกเป็นเป้าชาร์ลอตต์ทันที ซึ่งตอนออกจากคฤหาสน์นางก็ทราบแล้วว่าชาร์ลอตต์คือมหาสาวกของฮาเดส และอนิเกลคือเทพพยากรณ์ของจอมปราชญ์

“ราเนียร์ เจ้าหายไปไหนมา ไม่บอกไม่กล่าว ผู้ดูแลตามหาเสียให้วุ่น” เอลฟ์หญิงอกใหญ่ใส่แว่นดูพอมีอายุผู้หนึ่งตรงมาหาราเนียร์และกล่าวโดยไม่เหลือบมองอนิเกล

“ประทานโทษเจ้าค่ะ บ่าวจะทำงานล่วงเวลาให้นะเจ้าคะ” ราเนียร์ก้มหน้ากล่าวอย่างสำนึก แรกเริ่มคิดจะไปที่โรงประมูลแล้วกลับมาเท่านั้น แต่ไม่นึกว่าเรื่องราวจะบานปลายเช่นนี้

อนิเกลแสดงสัญลักษณ์เทพพยากรณ์ให้ดูก่อนจะกล่าวแล้วเก็บมัน “วันนี้นางเหนื่อยมากแล้ว ให้นางไปพักเถอะ”

ใบหน้าของนางแสดงออกถึงความไม่พอใจเล็กน้อยทันที ก่อนจะหันมาคิดต่อว่าอนิเกลหนักๆ แต่เมื่อเห็นสัญลักษณ์เทพพยากรณ์กลับต้องกล้ำกลืนคำด่าทั้งหมด พร้อมกับตอบด้วยท่าทีอ่อนน้อม “ตามประสงค์เจ้าค่ะ”

ราเนียร์ทำได้เพียงทำตามคำของอนิเกลอย่างกลัวๆเท่านั้น ซึ่งห้องพักพนักงานจะอยู่อีกทางนึง เมื่อถึงหน้าห้องพักนางจึงหันกลับมากล่าวกับอนิเกล “เชิญด้านในก่อนเจ้าค่ะ”

ซึ่งอนิเกลก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด ตามเข้าไปอย่างไร้เดียงสา ในขณะที่มีอาได้แต่มองการกระทำนั้นอย่างตะลึงหน้าบันได มีอาที่คิดเฝ้ารอคาดว่าหลังอนิเกลออกมาต้องลงบันไดไปแน่ นางจึงขึ้นบันไดไปอีกครึ่งชั้นเพื่อเฝ้ารอ

“มีอะไรให้บ่าวช่วยหรือไม่ขอรับ” พนักงานผู้ที่ผ่านมาพอดีเห็นมีอายืนขวางบันไดอยู่จึงไต่ถาม

ในห้องของราเนียร์นั้นดูราบเรียบยิ่ง ไม่มีของใช้อะไรพิเศษ เตียงเล็กๆราวกับเตียงเด็กนั้นก็ดูธรรมดายิ่ง ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีห้องน้ำ ดูแล้วเป็นเพียงห้องพักธรรมดาห้องหนึ่งเท่านั้น

“ก่อนหน้านี้ท่านบอกมีเรื่องให้บ่าวช่วย ... อะไรหรือเจ้าคะ” ราเนียร์กล่าวถามหลังจากที่อนิเกลเงียบอยู่นานในห้องนี้

อนิเกลถอนหายใจเบาๆ เขาไม่ได้กล่าวอะไรเพียงส่งตราสัญลักษณ์คืนให้เท่านั้น ซึ่งราเนียร์ก็รับไว้ด้วยท่าทีราวกับสิ่งนี้คือทุกอย่าง

“ลาก่อน” โดยที่ราเนียร์ไม่ทันมีปฏิกิริยาตอบสนองกับคำกล่าวของอนิเกล เขาเอื้อมมือขวาเหมือนจะคว้าอะไรบางอย่างตรงหน้าราเนียร์

การกระทำนั้นทำให้ราเนียร์นัยน์ตาเหม่อลอยทันที บรรยากาศโดยรอบคล้ายกำลังหม่นแสงลง ปรากฏเส้นสายมากมายพัวพันราเนียร์อยู่และโยงออกไปรอบทิศทาง หนึ่งในนั้นกลับเป็นโซ่ตรวนสีเขียวมรกตที่พันธนาการนางและตราสัญลักษณ์ในมือไว้ และอีกหนึ่งในนั้นกลับเป็นเชือกหนาสองสีสลับกัน สีหนึ่งเป็นชมพูหม่นหมองมองดูแล้วน่าเวทนา อีกสีหนึ่งเป็นสีทองเจิดจรัสราวกับของล้ำค่าน่าดูชม

อนิเกลใช้มือขวากำเส้นที่เชื่อมโยงระหว่างราเนียร์และเขาไว้อย่างเต็มมือ และกระชากมันจนขาดสะบั้นออกจากกันอย่างแล้งน้ำใจไม่สนผลที่จะตามมา สายใยแห่งโชคชะตาของทั้งสองขาดสะบั้นแล้ว กลายเป็นหมอกสองสีลอยคละกันมาเข้าหาอนิเกลทั้งหมด บังเกิดความโศกเศร้าจากการสูญเสียขุมหนึ่งในใจเขา ในขณะที่สติของเขาบอกว่าให้ออกจากห้องไปก่อนที่นางจะได้สติ

อนิเกลได้พยายามสุดความสามารถก้าวเซถอยหลังออกมาสามก้าวจนทะลุประตูออกมา เขาไม่ได้ไปไหนไกลทรุดตัวลงหน้าห้องนั้นและค่อยๆหายใจลึกหนักหน่วง มือขวากุมอกซ้าย มือซ้ายเอื้อมไปข้างหน้าสัมผัสประตูห้องอย่างอ่อนโยน ใบหน้าแสดงออกถึงความสับสนและเป็นกังวลอย่างที่สุด การแสดงออกของเขาชัดเจนว่าไม่สนใจผู้ที่ผ่านไปผ่านมาแม้แต่น้อย : มันคืออะไร ทำไมถึงเจ็บปวดได้ขนาดนี้ เราอยู่ในเขตปลอดภัยไม่ใช่หรือ ความรู้สึกแปลกๆนี่คืออะไรกัน 

“กลับ...ไป ใช้ชีวิต ตาม ปกติของ ท่านเถิดดด” ร่างกายเผ่าแห่งหายนะสุดแกร่ง เหลือเชื่อว่าจะสิ้นเรี่ยวหมดแรงจนยืนแทบไม่ขึ้นหลังจากเก็บเกี่ยวโชคชะตาเพียงครั้งเดียว กระทั่งการเอ่ยหนึ่งประโยคออกมาแต่ละคำราวกับใช้ออกด้วยพลังกายทั้งมวลเสียสิ้น ทั้งหมดนี้แน่นอนว่าอยู่ในสายตาของมีอา ท่าทีเจ็บปวดของอนิเกลนั้นชัดเจนว่าแปลกประหลาด ด้วยบุคลิกของอนิเกลแล้วมีอากลับคาดคิดว่านั่นไม่ใช่เขาที่นางรู้จัก 

หลังจากสงบใจได้ ในห้วงสำนึกของอนิเกลกลับรู้สึกถึงสิ่งหนึ่ง ... ระดับห้าแห่งโชคชะตา! ก้าวข้ามถึงสองระดับ หลังจากผ่านแดนนิรมิตมาแล้วเขาถึงเข้าใจ ว่าไม่ใช่แดนของความเป็นจริง แต่เป็นแดนอนันตกาล กาลไร้สิ้นสุด ทุกสิ่งคงอยู่ในแดนอนันตกาล โลก เวลา มิติ สำนึก พลังงาน การณ์ เหตุผล ความจริง ความลวง ทุกสิ่งอย่างถูกรวมอยู่ในอนันตกาลเรียบร้อยแล้ว!

ราเนียร์ที่ได้สติขึ้นมาในห้องของตนพบว่าทุกอย่างในห้องนั้นไม่มีอะไรผิดแปลกแม้แต่น้อย แต่กลับมีน้ำตาบนใบหน้าที่รินไหลออกมาอย่างไร้ความรู้สึก นางหันมองกระจกด้วยท่าทีเฉยเมย แต่นั้นกลับทำให้น้ำตาทะลักออกมาอย่างเหนือความคาดหมาย นางใช้มือปาดน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่า จนหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาตามสัญชาตญาณ เมื่อเห็นผ้าเช็ดหน้านั้นในหัวนางกลับอื้ออึงมึนงงไปหมด

ราเนียร์ที่ถือผ้าเช็ดหน้ากลับไม่ได้ใช้มันซับน้ำตา นางค่อยๆเดินออกจากห้องด้วยเหตุใดนางก็ไม่เข้าใจ ออกมาแล้วนางมองไปตามทางเห็นอนิเกลเดินเซพิงกำแพงอยู่ห่างไปไม่ไกล นางจึงกล่าวขึ้น “ประทานโทษนะเจ้าค่ะ ท่านเป็นใครกันเจ้าค่ะ”

อนิเกลที่ยืนพิงกำแพงอยู่ถึงกับหยุดนิ่ง พลันฉุกคิดได้ว่าสัมผัสที่เจ็ดของราเนียร์คือสัมผัสแห่งสายสัมพันธ์! สัมผัสที่ถูกกล่าวขานว่าอ่อนแอไร้ประโยชน์ แต่ตอนนี้กลับเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ซึ่งอยู่เบื้องหลังเขาแล้ว “เราว่า...ท่านอาจ...จำฅนผิด”

“ประทานโทษนะเจ้าค่ะ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง อาการดูแล้วไม่สู้ดี มีอะไรให้บ่าวช่วยมั้ยเจ้าค่ะ” ราเนียร์กล่าวถามอีกครั้ง สีหน้านางเองเริ่มไม่สู้ดีแล้วเช่นกัน

“ไม่เป็นไร... อีกเดี๋ยวเรา ก็ไปถึงห้อง พักแล้ว” ในขณะที่อนิเกลพยายามปฏิเสธอยู่นั้นเอง เขาต้องอดทนเพื่อไม่ให้หันไปมองราเนียร์ เพราะแต่ละคำถามของราเนียร์นั้นทำให้เข้ารู้สึกเจ็บปวดหัวใจยิ่งนัก ไม่อยากจะคิดเลยหากหันไปจะต้องเจ็บปวดอีกแค่ไหน

“ประทานโทษนะเจ้าค่ะ เป็นแขกของโรงแรมสินะเจ้าค่ะ ต้องการอะไรบอกบ่าวได้นะเจ้าค่ะ” ราเนียร์เริ่มก้าวเข้าหาอนิเกลทีละก้าวทีละก้าวราวกับไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

“เรามาพัก สามสี่วัน เดี๋ยวก็จากไปแล้วล่ะ” ภาพตรงหน้าอนิเกลเริ่มเบลอเพราะน้ำตาที่เริ่มเอ่อออกมาอย่างสุดจะกลั้น

ฟุบ มิคาดราเนียร์กลับเป็นฝ่ายกอดรัดอนิเกลจากด้านหลัง ด้วยส่วนสูงออกนางทำให้อ้อมแขนอยู่ในระดับเอวของเขาเท่านั้น “ประทาน โทษนะ เจ้าค่ะ... ขอบ่าวไปด้วย เถอะเจ้าคะ”

อนิเกลก้มลงมองแขนน้อยๆที่โอบรัดเอว เขามองด้วยความปวดใจ พลันสังเกตเห็นผ้าเช็ดหน้าที่ถูกมือน้อยๆนั้นกำอยู่อย่างสุดแรงราวกับกลัวว่าหากปล่อยแล้วมันจะหายไป เขาถอนหายใจเบาๆคราหนึ่งก่อนจะเอ่ยกับตัวเอง “ถูกหักหลังจนได้”
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น