ตอนนี้ผมเป็นนักเรียนแพทย์ปี5แล้ว
และวันนี้ก็มีประสบการณ์ชีวิตที่ดูไม่ค่อยดีนัก
มาแชร์ให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ได้อ่านกัน
ตั้งแต่เกิดมาผมคลอดจากแม่ด้วยน้ำหนัก3,500กรัม ถือว่าเป็นเด็กทารกที่อุดมสมบูรณ์มากครับดูดนมเก่งด้วย
แต่ว่าตั้งแต่จำความได้ บวกกับที่แม่เล่าตอนที่ผมจำความไม่ได้
ผมเป็นเด็กขี้โรคคนนึงเลย ป่วยบ่อยมากครับ ไปหาหมอที่คลินิคบ่อย
จนหมอแค่เห็นหน้าก็ชวนนอน รพ.แทบทุกครั้งไป
แต่ผมก็นอนรพ.บ่อยจริงๆนะ เคยแม้กระทั่งไข้สูงจนชักเลยก็มี
ชีวิตช่วงแรกๆ ก็วนเวียนกับการเข้าๆออก รพ. อยู่เสมอบ่อยๆ
เงินทองก็หดหาย มีบางครั้งเข้า รพ จะออก รพ อยู่แล้วพ่อแม่มีเงินจ่ายค่ารักษาไม่พอ ต้องไปยืมเงินห้องข้างๆ
ได้มา50บาท มาจ่ายค่ารักษาก็ยังมี
...แต่ผมก็ผ่านจุดนั้นมาได้ครับ
ผมเติบใหญ่ขึ้น สุขภาพร่างกายแข็งแรงมากขึ้น
ไม่เจ็บป่วยบ่อยเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป ไม่เคยนอน รพ. อีกเลย
ผมก็เติบโตมาเรื่อยๆครับ จนเข้าสู่รั่วมหาลัย
ในคณะแพทย์ ร่างกายแข็งแรงครับ
ผมเป็นนักกีฬาฟุตบอลของคณะตั้งแต่ปี1
เล่นเป็นจริงเป็นจัง แข่งทุกงาน ตั้งแต่ระดับคณะทั่วมหาวิทยาลัย
กีฬาบุคลากรโรงพยาบาล
จนถึงกีฬาแพทย์ทั่วประเทศ ชีวิตมีความสุขมากครับ
จนกระทั่งขึ้นปี4 ด้วยภาระเรียนหนักขึ้น
แต่ผมก็ยังหาเวลาออกกำลังบ้าง ดูแลสุขภาพตัวเอง
แต่สิ่งเดียวที่เลียงไม่ได้เลยคือนอนดึกครับ
ซึ่งเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆครับ
สุขภาพที่เคยขึ้นสู่จุดpeakตอนช่วงปี1-3 มันเริ่มถดถอย
แต่ร่างกายผมก็ยังแข็งแรงอยู่นะ ฟิตเนสจนกล้ามเป็นมัดๆทั่วตัวเลย (ตอนปั๊มหัวใจคนไข้จึงแรงดีไม่มีตก ช่วยคนรอดตายก็เยอะ)
แต่ตอนช่วงปลายๆของปี4 ผมมีความรู้สึกเหมือนผม
เพลียง่ายเหลือเกิน บางทีไม่ได้เรียนหนัก
แต่กลับห้องมาทีไรต้องนอนทุกที ซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อนครับ
จนถึงวันสุดท้ายของปีการศึกษา เมื่อวันที่18กุมภาพันธ์56
สิ้นสุดการสอบภาคปฏิบัติวิชานรีเวช ชีวิตผมไม่เริ่มไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หลังสอบผมขับรถกลับบ้านที่พะเยาทันที
เพื่อจะไปฝึกงานที่โรงพยาบาลชุมชนที่บ้านเกิด1สัปดาห์
ทุกคืนที่กลับบ้าน ผมรู้สึกว่าผมหนาวมาก
มันหนาวจนสะดุ้งตื่นทุกๆคืน ตอนนั้นผมไม่แน่ใจว่าผมเป็นอะไร
จน1สัปดาห์ผ่านไป สิ้นสุดการฝึกงานผมจึงกลับเชียงใหม่
ไปช่วยแฟนผมที่ทำร้านยาที่เชียงใหม่
หวังจะได้ความรู้เรื่องยาให้มากขึ้นในช่วงปิดเทอมที่เหลือ2สัปดาห์ ตอนนี้มันมาแล้วครับ...
หลังจากผมไปฟิตเนสตอนเย็น ผมกลับห้องมาแล้วเป็นไข้
คิดว่าไม่ได้เป็นอะไรแล้วกินยาพาราลดไข้ไป
ไข้ก็ลง แต่มันก็กลับมาใหม่ เป็นอย่างนี้ทุกๆคืน จนผ่านไป7วันไม่หาย
จึงไปหาหมอที่ รพ.มหาราช มีรุ่นพี่แพทย์ประจำบ้านช่วยดูให้
สงสัยภาวะติดเชื้อ จึงเจาะเลือดทุกอย่างเลย ไข้เลือดออก ฉี่หนู
ไข้รากสาด มาลาเรีย X-rayปอด ย้อมเสมหะดูวัณโรค ฯลฯ
ปรากฏว่า ปกติทุกอย่าง แต่ไข้มันไม่ยอมหาย
จนกระทั่ง2สัปดาห์ของการปิดเทอมผ่านไป
ไข้ผมก็ลง ในวันอาทิตย์ก่อนเปิดเทอมที่มีการปฐมนิเทศน์ก่อนขึ้นชั้นเรียน ปี5
ผมคิดว่าผมหายแล้ว ตอนนี้เปิดเทอมแล้ว ผมกลับมาเรียนปี5ที่ รพ.ลำปางซึ่งเป็นศูนย์แพทย์ชนบท ที่ผมสังกัดอยู่
ซึ่งผมขึ้นฝึกแผนกอายุรกรรมเป็นแผนกแรก
วันพุธผมอยู่เวรเป็นวันแรกช่วงค่ำ
ไข้ที่มันเคยหายไปกลับมาเล่นงานผมอีกครั้ง
ก็กินยาไปผ่าน2-3วันไม่หายจึง เข้าไปหาอาจารย์แพทย์
ที่เป็นPulmologist หรือหมออายุรกรรมด้านปอดโดยเฉพาะ
ก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไรเพราะมีแค่ไข้ ไอนิดหน่อย
ตรวจร่างกายปกติทุกอย่าง เลยส่งX-rayปอดซ้ำ
และย้อมเสมหะดูเชื้อวัณโรคอีกครั้ง
เพราะนักเรียนแพทย์ต้องเจอคนไข้ที่เป็นวัณโรคแทบทุกวัน
โอกาสติดเชื้อรับมาจึงสูงกว่าบุคคลทั่วไปหลายเท่า
แต่ผลมันก็ยังปกติครับ การวินิจฉัยของผมจึงเป็น
"ไข้ไม่ทราบสาเหตุ" โดยที่ยังไม่สามารถรักษาใดๆได้เพราะไม่ทราบว่าไข้จากอะไร ต้องรอให้มีอาการอื่นโผล่มาอีกเท่านั้นจึงจะไปถูกทาง
เวลาผ่านไปความเลวร้ายมันเพิ่มมากขึ้น ผมไข้มาแล้ว30วันแล้วครับ
มันเล่นงานผมทุกวัน ตลอด24ชั่วโมงเลย
ชนิดที่ว่า ถ้าไม่กินยาพาราเซตามอลป้องกันไว้
มันเล่นงานผมล่ะ ไข้ทีนึงก็ 38.6องศา สูงสุดเคยแตะ
39.6องศาเลยทีเดียว ตอนกลางคืนจะต้องสะดุ้งตื่นตอนตี4ตี5ทุกคืน เพราะไข้ขึ้นแล้วมันหนาวสั่น
ต้องลุกมากินยาแล้วนอนขดอยู่ในผ้าห่มจนยาออกฤทธิ์แล้วไข้ลง ทั้งๆที่อากาศในลำปางช่วงนี้ร้อนมากๆ
ร่างกายก็ทรุดโทรมมากครับ เพราะนอนไม่พอ นอนดึกอยู่แล้วต้องสะดุ้งตื่นเพราะไข้ตี4ตี5ทุกวัน แถมตื่นเช้าไปเรียนอีก
แต่มันเลวร้ายยิ่งกว่าคือ...
น้ำหนักผมลด ลดลง3กิโลกรัมในช่วง2สัปดาห์
จากเดิมที่น้ำหนักคงที65มาตลอด มันลดลง
เหลือ62 มันเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงโรคร้ายคือ 'มะเร็ง'
(ที่จริงวัณโรคก็น้ำหนักลดได้ แต่ตรวจเสมหะ3ครั้งปกติ
X-rayปอดก็ปกติ จึงไม่คิดถึงโรคนี้) ผมจึงกลับไปหาอาจารย์คนเดิม อาจารย์จึงเจาะเลือดเพิ่มเติม
ซวยซ้ำซวยซ้อนครับ ผลเลือด CBC
(เป็นการนับดูเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือดครับ)
บอกว่าเม็ดเลือดขาวผมต่ำลงมา4300
ค่าคนปกติจะต้องสูงกว่า5000
เครียดแล้วครับ มันไม่ธรรมดาแล้ว อาจารย์จึงแนะนำให้ไปคุยกับอาจารย์สาขาโลหิตวิทยาครับ
ผมไม่รอช้าไปเบิกสไลด์เลือดของผมมาจากห้องแล็ป รพ.
มาให้อาจารย์โลหิตวิทยาส่องกล้องจุลทรรศน์ดู
ก็เจอสิ่งที่ไม่ควรเจอครับ
เม็ดเลือดขาวตัวอ่อน ที่มันควรจะอยู่ในไขกระดูก
กลับโผล่มาอยู่ในกระแสเลือดแถมหน้าตาก็ดูไม่ดีซะด้วย
อาจารย์ก็บอกว่า ไขกระดูกของผมจะต้องโดนอะไรซักอย่างแน่ๆ
อาจารย์จึงตรวจร่างกายผมอย่างละเอียด
ก็พบว่ามีต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ ซึ่งเดิมมันไม่เคยโตมาก่อน
สรุปแล้วตอนนี้ผม ไข้สูงหนาวสั่น30กว่าวันครับ มีเหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลดอย่างมีนัยยะสำคัญ
ตรวจร่างกายพบต่อมน้ำเหลืองที่คอโต แค่อาการพวกนี้ก็บ่งชี้ถึงมะเร็งต่อมน้ำเหลืองครับ
คือมีอาการครบทุกข้อเลย
บวกกับเม็ดเลือดขาวตัวอ่อนที่อาจารย์เห็นจากสไลด์เลือด
ก็อาจจะพ่วงมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือที่ทุกคนรู้จักว่าโรค
'ลูคีเมีย'อีกโรคด้วย
ผมไม่รอช้าอีกต่อไป จึงไปขอทำX-ray คอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่าCT scan ตั้งแต่ คอ ทรวงอก และท้องครับ ผลออกมาแทบลมจับ มันมีก้อนครับ !! อยู่กลางทรวงอกผมเลยอยู่ติดหลอดลมเลย
อยู่บนหัวใจนิดเดียว ซึ่งมันคือต่อมน้ำเหลืองที่โตครับ โตหลายก้อน
ติดๆกันขนาดตั้งแต่ 0.5cm จนถึง2.5cmเลยทีเดียว
...ซึ่งมันไม่ปกติเลย
ในรูปที่เอามาให้ดูตรงกลางที่ผมขีดเส้นนั้นคือต่อมน้ำเหลืองที่โต
เส้นขาวๆที่อยู่ชิดๆกันคือหลอดเลือดหัวใจ
พื้นที่ดำๆ2ข้างคือเนื้อปอดครับ
เส้นขาวๆที่อยู่ชิดๆกันคือหลอดเลือดหัวใจ
พื้นที่ดำๆ2ข้างคือเนื้อปอดครับ
ผมมีไอ่ก้อนโตขนาดนั้นที่อกครับ
มันคงโตมานานแล้วแต่อาการมันเพิ่งเป็น
ในฟิล์มX-rayมันก็ดันมองไม่เห็น เพราะมันอยู่ซะกลางเลย
สิ่งที่เห็นมันช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมากขึ้น
ผมนำข่าวร้ายนี้บอกกับพ่อแม่และพี่ชาย ทุกคนในบ้านตกใจมาก เครียดกันทุกคนเลย ส่วนผมเองก็ได้กำลังใจมากมายจากเพื่อนๆแพทย์รุ่นพี่และอาจารย์ที่มาคุยมาให้กำลังใจไม่ขาดสาย
มันก็สะท้อนอะไรหลายๆถึงความเหนี่ยวแน่นในองค์กรแพทย์ด้วยกัน และความเมตตาของอาจารย์หลายๆท่าน
ที่เสียสละเวลาดูเคสเราทั้งที่งานของอาจารย์ก็เหนื่อยอยู่แล้ว
ตอนนี้สิ่งที่ผมจะทำต่อไปเพื่อให้ได้การวินัจฉัยขั้นสุดท้ายครับ
คือ ผลชิ้นเนื้อครับ ในเมื่อให้น้ำหนักไม่ได้
ว่าจะเป็นแค่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองธรรมดา หรือเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่มันเริ่มจะกลายเป็นลูคีเมียไปแล้ว
หรือจะเป็นแค่เรื่องตลกโปกฮาที่่เป็นแค่ติดเชื้อแล้วลามเข้าไขกระดูก
(ซึ่งจริงๆแล้วน่าจะเป็นมะเร็งมากกว่าประมาณ80%แล้วครับ)
เลยต้องผ่าเอาต่อมน้่ำเหลืองที่คอมาตรวจ
แล้วก็เอาเข็มแท่งใหญ่ๆ เส้นผ่าศูนย์กลางครึ่งเซ็นติเมตร
มาเจาะกระดูกสะโพกเอาไขกระดูกไปตรวจ
ซึ่งจะทำในวันองคารและพุธนี้ติดๆกันเลย
ซึ่งคงจะได้การวินิจฉัยที่แน่นอนในเร็ววันนี้แล้วล่ะครับ
ซึ่ง ณ วันนี้6เมษายน56 ผมก็ป่วยมาแล้ว41วัน
ร่างกายก็ผ่ายผอมน้ำหนักที่ตอนแรกลดลงมา3กิโล
ตอนนี้ลดลงมา5กิโลแล้วครับ ทุกคนก็กังวลมากขึ้น
ร่างกายก็ผ่ายผอมน้ำหนักที่ตอนแรกลดลงมา3กิโล
ตอนนี้ลดลงมา5กิโลแล้วครับ ทุกคนก็กังวลมากขึ้น
แต่ผมดูเหมือนจะเป็นคนที่กังวลน้อยที่สุด ไม่ได้ปลงตกนะครับ
แต่ผมรู้โรคพวกนี้รักษาหายซะส่วนมากครับ ถึงแม้ว่าจะเป็นมะเร็งที่ถ้าเกิดในเด็กจะดุร้ายมาก และว่ามันก็ตายด้วยยาคีโม
ได้ง่ายมากเหมือนกันครับ แถมโอกาสหายขาดสูงด้วย
แต่ผมรู้โรคพวกนี้รักษาหายซะส่วนมากครับ ถึงแม้ว่าจะเป็นมะเร็งที่ถ้าเกิดในเด็กจะดุร้ายมาก และว่ามันก็ตายด้วยยาคีโม
ได้ง่ายมากเหมือนกันครับ แถมโอกาสหายขาดสูงด้วย
แต่สำหรับตัวผมนั้นอาจจะมากกว่านั้น เพราะถ้ามีลูคีเมียพ่วงมาด้วย
ผมต้องรับคีโมล้างผลาญมะเร็งให้ตายเกลี้ยงก่อน
แล้วจึงปลูกถ่ายไขกระดูก โชคดีที่มีพี่ชาย
จึงมีคนถ่ายไขกระดูกให้ ผมอาจจะต้องหยุดเรียนประมาณ1ปี
เพื่อรักษาตัว
แต่นั่นแหล่ะครับ ชีวิตมันไม่เที่ยงครับ โรคร้าย
ขนาดคนที่กำลังจะจบไปเป็นแพทย์อีก2ปีข้างหน้า
มันยังเล่นงานเราเลยครับ ทั้งๆที่เราดูแลสุขภาพดีแล้ว
โรคภัยมันยังถามหาเลย ภาระหน้าที่การเรียนแพทย์มัน
เหนื่อยหนักจริงๆนะครับ ขนาดผมป่วยแบบนี้่ผมยังต้องอ่านหนังสือ
อยู่เวร นอนตี2 ตื่น7โมงไปดูคนไข้ทุกวันเลยครับ
ไม่ถึกจริงทำไม่ได้นะ
เพราะฉะนั้นดูแลสุขภาพให้ดีครับ มองโลกในแง่บวกครับ
อย่าประมาทกับชีวิตมากนัก
โรคที่ผมกำลังจะเป็นมันไม่ค่อยทำให้ตายไวนักหรอกครับ
อุบัติเหตุมากกว่า ดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้ตายไว
ฉะนั้นขับรถขับราระวังให้ดีครับ คาดเข็มขัด
สวมหมวกกันน็อคด้วยครับ
ส่วนตัวผมนั้นไม่รู้จากนี้ไปจะเป็นยังไงต่อ ผมคิดว่าผมหายนะ
แต่ไม่แน่ใจว่าจะหายขาดชัวร์ๆมั้ย ผมไฝ่ฝันที่จะเป็นหมอผ่าตัด เป็นGeneral surgeonเพราะผมค่อนข้างจะมีพรสวรรค์ในการทำหัตถการทุกๆอย่าง แต่สุขภาพของผมหลังจากหายโรคร้ายนี้อาจจะทำให้
ความฝันของผมพังทลายลงไปก็ได้ ถ้าโรคของผมกลับมาเป็นซ้ำ เพราะการเป็นหมอผ่าตัดสุขภาพนั้นสำคัญมาก
ภาระงานของหมอผ่าตัดจะดูดพลังชีวิตลงไปมาก
จึงเห็นอยู่บ่อยๆที่หมอผ่าตัดอายุมักจะสั้น เพราะงานหนัก
ไม่ใช่แค่หมอผ่าตัดหรอกครับ หมออื่นๆก็เหมือนกัน
คุณภาพชิวิตพวกเราย่ำแย่มากนะครับ
ฉะนั้นใครจะมาเรียนหมอขอให้คิดให้ดีก่อนละกันครับ
ด้วยความเป็นห่วงครับ
เอาเป็นว่าพิมมายาวเลย คิดว่าคงมีน้อยคนที่จะอ่านของผมจนจบ
ผมก็พยายามพิมภาษาแพทย์ให้น้อยที่สุดให้คนทั่วไปอ่านรู้เรื่องครับ
สุดท้ายก็อวยพรให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วยนะครับ
หมออย่างผมจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก
ส่วนผลการตรวจผมสุดท้ายจะลงเอยยังไง ไว้จะมาบอกเล่าให้ฟังครับ : )
ผมก็พยายามพิมภาษาแพทย์ให้น้อยที่สุดให้คนทั่วไปอ่านรู้เรื่องครับ
สุดท้ายก็อวยพรให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วยนะครับ
หมออย่างผมจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก
ส่วนผลการตรวจผมสุดท้ายจะลงเอยยังไง ไว้จะมาบอกเล่าให้ฟังครับ : )
สาบานครับว่านี่เป็นเรื่องจริง...
นศพ. ลัทธพล เกิดสุข
นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่5 ศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาชั้นคลินิค
โรงพยาบาลลำปาง
นศพ. ลัทธพล เกิดสุข
นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่5 ศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาชั้นคลินิค
โรงพยาบาลลำปาง
ความคิดเห็น
จะได้ไปช่วยคนอีกหลาย ๆ คน
สู้ ๆ นะค่ะ
มีแม่ที่กำลังป่วยเหมือนกัน เข้าใจว่าน้องหมอต้องมีกำลังใจสู้ อย่าท้อถอยยอมแพ้กับโรค
ติร่อมาที่ plammy17233@hotmail.com ก็ได้นะค่ะจะจอยึุณมาก
ก่อนอื่นบอกข่าวดีคือ ผมผ่าตัดทรวงอกเอาต่อมน้ำเหลืองมาตรวจ
ปรากฎว่าก้อนที่อก ไม่ใช่ก้อนมะเร็งครับ แต่เป็นก้อนที่เกิดจากวัณโรค
คาดว่าจะติดมาจากคนไข้ตอนที่ปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วยน่ะครับ
ถึงคุณน้า ความเห็นที่10นะครับ ปลูกถ่ายไขกระดูก
ระยะเวลาไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับ
1. ได้รับคีโมไปเท่าไหร่
2. เป็นการปลูกไขกระดูกประเภทไหน(อันนี้รายละเอียดลึกมาก ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ)
แต่หลักการจริงๆก็คือ ใช้เวลาเท่าที่ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันกลับคืนมาเป็นปกติพอที่
เราจะไม่ติดเชื้อฉวยโอกาสครับ จริงๆปลูกถ่ายไขกระดูกทำไม่นานครับ
แต่การพักฟื้นสินาน ส่วนมากจะเป็นหลักหลายเดือนครับ
3เดือน ครึ่งปีก็ว่าไปครับ แต่ส่วนมากกว่าจะชัวร์่ว่าจะกลับไปทำงาน หรือเรียนได้
ก็ควรพักฟื้น1ปีเต็มๆไปเลยถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องตามแก้ครับ ทั้งนี้ไขกระดูกที่ได้รับจากพี่น้องหรือญาติต้องเข้ากันดีด้วยนะครับ
การปลูกถ่ายไขกระดูก ความเสียงที่สำคัญที่สุดคือ ติดเชื้อครับ
เพราะการปลูกถ่ายไขกระดูก เราต้องทำให้ลายเม็ดเลือดขาวในตัวเราที่เป็นบ่อเกิดของมะเร็งให้เกลี้ยงเสียก่อน เท่ากับว่าภูมิคุ้มกันของเรา เท่ากับ 0 ครับ เจอเชื้อไรเล็กๆน้อยที่ไม่สามารถทำอันตรายกับคนปกติได้ แต่กับคนที่ภูมิคุ้มกันน้อยๆ สามารถทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดได้
และหากเชื้อเข้าสู่สมองส่วนกลางก็ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเหมือนที่แฟนคุณพี่เป็นได้
ถามว่ากลับเป็นเหมือนเดิมได้มั้ย เรื่องความจำสั้น ผมขอใช้คำว่าสามารถฟื้นฟูให้ดีกว่าเดิมได้ ดีกว่าครับอาจจะไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม100% แต่เราสามารถฟื้นฟูได้ครับ ผู้ป่วยอัมพาตก็สามารถกายภาพบำบัดให้มีเรี่ยวแรงพอที่จะทำกิจวัตรประจำวันได้ แฟนของคุณพี่ก็เหมือนกันครับ ค่อยๆฟื้นฟูครับ ทุกสิ่งก็จะดีขึ้นเอง กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญครับ ขอให้ตัวโรคร้ายมันทุเลาลง สิ่งดีๆต่างๆก็จะตามมาเองครับ เอาใจช่วยนะครับ : )
ีกำลังทำให้โรคสงบ รอตรวจเลือดพี่น้องว่าจะเข้ากันได้ไหม ถ้าได้ก็โชคดี แต่ถ้าเข้าไม่ได้นั่นคือปัญหาที่ใหญ่หลวงค่ะ