เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืน(ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ครับ)กับรุ่นพี่ปี4 ชื่อพี่ตูนครับ อ่านแล้วรู้สึกให้ข้อคิดหลายๆอย่างและเป็นแรงบันดาลใจต่อนักศึกษาแพทย์หรือคนที่อยากจะจะก้าวเข้ามาในเส้นทางชีวิตของการเป็นแพทย์ จึงขออนุญาตินำมาแบ่งปันนะครับ
วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน 2554 มาราวน์ตามเตียงคนไข้ตั้งแต่เช้า แล้วก็อยู่เวรต่อจนถึงเที่ยงคืน
ที่หอผู้ป่วยอายุกรรมชาย3 ชั้น 5 ตึกสุจิณโณ ตลอดทั้งวันมีคนไข้มา admit ที่วอร์ดแค่คนเดียว
แล้วก็เป็นคนไข้ของสาย B ซึ่งไม่ใช่สายเรา เคสทำรายงานก็ยังหาไม่ได้ ก็เลยเดินๆ นั่งๆ อยู่แถววอร์ด
รู้สึกไม่ได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์ขึ้นมาเลย ถึงเวลากิน ก็ออกไปกินกับเพื่อนนานทีเดียว
เวลา 5 ทุ่มกว่าๆ ใกล้เวลาจะลงเวรแล้ว พี่ผึ้งชวนโจ้กับผมไปซื้อของกินที่ชั้น 10 ของภาควิชา ENT
ด้วยความแปลกใจและไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีของกินขายด้วย ก็เลยแค่อยากตามไปดู คงไม่ซื้ออะไร
พอขึ้นลิฟต์ไปถึงชั้น 10 ก็เดินเข้าไปที่ตัวตึก มีทางแยกไปสองทาง ทางซ้ายมองเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง
เห็นหมอคนหนึ่ง กำลังก้มตัวขึ้นๆ ลงๆ อย่างเป็นจังหวะ .. และมีหมออีกหลายๆ คนรวมทั้งพยาบาล
มุงอยู่รอบๆ ในใจตอนนั้นนึกแล้ว ... กำลังทำ CPR แน่ๆ(CPRคือการปั๊มหัวใจครับ)
ตอนนั้นไม่ได้สนใจอะไรเลยเดินไปดูตรงตู้เย็นที่ขายของ แต่ก็อดสนใจไม่ได้ เป็นนักศึกษาก็อยากรู้ว่า
เขาทำอะไรกัน ก็เลยเดินไปที่หน้าห้องกับเพื่อนอีก 2 คน แล้วก็เห็นว่า หมอคนหนึ่งกำลังทำ CPR
คนไข้จริงๆ ในขณะที่หมออีก 3-4 คน ก็ยืนอยู่รอบเตียง คลำ pulse บ้าง รอผลัดเปลี่ยนกันปั๊มหัวใจบ้าง
พยาบาลวิ่งเข้า-ออก เพื่อ set อุปกรณ์ให้หมอ วุ่นวายตามกัน
พี่หมอคนหนึ่ง ได้เรียกให้ผมกับเพื่อนเข้าไป แล้วบอกให้ใส่ถุงมือแล้วปั๊มหัวใจคนไข้ ..
สิ่งแรกที่คิดในใจเลยก็คือ "ไม่อยากจะเสี่ยง ... เราไม่เคยทำ CPR กับคนที่ไม่มีชีพจรจริงๆ มาก่อน
เคยทำกับหุ่น/เพื่อนเท่านั้นเอง อีกอย่าง ความรู้เรื่องทำ CPR ที่เรียนๆ มา ก็ไม่ค่อยแน่น
แล้วชีวิตคนทั้งชีวิต ถ้าเราทำพลาดหรือเขาเป็นอะไรขึ้นมา ... จะรับผิดชอบได้ยังไงกัน"
แต่สถานการณ์ตอนนั้นเหมือนกับบอกว่า พวกเราจำเป็นจริงๆ ที่ต้องเข้าไปช่วย เพราะคนที่อยู่ตรงนั้นมีน้อยมาก
หมอแต่ละคนก็ต้องช่วยดูหลายๆ อย่างด้วยกัน พวกเราก็เลยพากันเข้าไปในห้อง
พี่หมออีกคนเปลี่ยนกับหมอผู้หญิงที่เพิ่งปั๊มเสร็จ ขึ้นไปนั่งคุกเข่าบนเตียง
แล้วก็ปั๊มหัวใจลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนปั๊มพี่ผึ้งก็บอกว่าจะทำให้ดูก่อน ให้วางมือยังไง กดตรงไหน นับยังไง ...
ผมก็ลองวางมือแล้วลองกดกับอากาศดู ... เห็นคนไข้ตอนนั้นแล้ว รู้สึกว่า ตัวเองก็ต้องทำได้ล่ะนะ
พอพี่หมอหยุดลงมา พี่ผึ้งก็ขึ้นไปคุกเข่าบนเตียงปั๊มให้ผมกับโจ้ดูก่อน คนไข้คนนี้ ไม่ต้องช่วยผายปอด
เพราะพี่พยาบาลคอยใส่ ambu bag อยู่แล้ว (ไม่เคยผ่านวอร์ด ER มาก่อนนะ ไม่รู้ว่าเรียกยังไง)
พี่เค้าก็ปั๊มด้วยความเร็วสูงและลึกระดับหนึ่ง พอพี่ผึ้งลงก็ถึงตาผมที่ใส่ถุงมือพร้อมแล้ว ขึ้นไปปั๊มบ้าง
ตอนนั้นยังคลำชีพจรคนไข้ไม่ได้เลย ผมขึ้นไปนั่งคุกเข่าบนเตียง วางมือเหมือนท่าที่เตรียมไว้
แล้วใช้อุ้งมือกดลงไปที่บริเวณหน้าอกคนไข้อย่างเร็วและแรงเป็นจังหวะ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย
ไม่ได้คิดเลยว่าเราจะทำท่าถูกมั้ย หรือคนไข้คนนี้จะฟื้นมั้ย มันเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้จริงๆ นะ
รู้แค่ว่า ต้องพยายามทำให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง
ขณะที่ผมปั๊มหัวใจคนไข้อยู่ ผมมองไปเห็นตาของคนไข้ที่เปิดอยู่ข้างหนึ่ง
ดวงตาที่เห็นไม่ใช่ตาของคนที่ไร้ความรู้สึก ไม่ใช่ตาเบิกโพลง แต่เป็นตาที่มีแววตา ตาที่ยังรอความหวังอยู่ ...
ผมปั๊มไปเรื่อยๆ จนผมหมดแรง ผมก็เปลี่ยนกับโจ้ที่ขึ้นมาปั๊มอีกข้างหนึ่ง ... ปั๊มไปได้สักพักชีพจรคนไข้ก็กลับมาอีกครั้ง
แต่หมอทุกคนยังไม่หมดหน้าที่เท่านั้น รวมทั้งพวกเราด้วยเช่นกัน ทุกคนยังคงต้องคอยดูชีพจร
ดู EKG ดูความดันโลหิต O2 sat และหลายๆ อย่าง ... หมอศัลย์ได้เจาะ ICD ทั้ง 2 ข้าง
หมอคนอื่นๆ ช่วยกันดูอีกหลายๆ ส่วน มีหลายช่วงเหมือนกันที่ O2 sat ต่ำลง หรือEKG ผิดปกติไปมาก
แต่พี่หมอแต่ละคนก็ประสานงานร่วมกับทีมพยาบาล ช่วยกันกู้ให้ทุกอย่างกลับมาใกล้เคียงปกติได้
หลังจากปั๊มหัวใจแล้ว พวกเราก็มีหน้าที่ไม่มาก ได้แต่ยืนศึกษาวิธีการทำหัตถการณ์ต่างๆ นานพอดูเลยล่ะ
ช่วยส่งของและคอยให้กำลังใจอยู่รอบๆ เตียง พอเห็นว่าอาการคนไข้เริ่มจะคงที่และดีขึ้นแล้ว
ก็ค่อยๆ เดินออกมาจากห้องและกลับไปรับผิดชอบเวรต่อจนถึงเที่ยงคืน
สิ่งที่อยากจะเล่าในวันนี้ ก็คงไม่ได้อยากเล่นความตื่นเต้นหรือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
แต่อยากจะบอกสิ่งที่ได้เรียนรู้มากกว่า ... วันนี้ผมได้เรียนรู้ว่า อาชีพหมอมีความสำคัญกับชีวิตของคนไข้มากๆ
ถึงแม้ว่าจะเป็นหมอที่มีความรู้ทุกเรื่อง ทุกโรค แต่ไม่เคยได้ปฏิบัติ ไม่เคยลองทำอะไรเลยจริงๆ
ก็คงไม่สามารถช่วยอะไรคนไข้ได้เลย ...
ก่อนที่จะทำผมก็ลังเลนะ ก็เพราะไม่เคยได้ฝึกปฏิบัติจริงๆ จังๆ เนี่ยสิ ไม่แน่นในทฤษฎีด้วย
แล้วเวลาเรียนก็ไม่ค่อยจะสนใจซะด้วย ... แต่พอเวลาที่จะต้องทำอะไรซักอย่างจริงๆ
การเลือกที่จะทำหรือไม่ทำนั้น อาจจะหมายถึง ชีวิตของคนไข้เลยก็ได้
เหตุการณ์วันนี้ ผมได้รู้แล้วว่า "คนไข้เป็นครูที่สำคัญของนักศึกษาแพทย์จริงๆ" ...
การเรียนรู้วิธีที่จะปฏิบัติต่อคนไข้ เป็นสิ่งที่ นศพ.ควรจะปฏิบัติ
และ เวลาทุกวินาทีมีค่าเท่ากับชีวิตคนๆ หนึ่งเลยทีเดียว
หลังจากลงเวรที่ยาวนานทั้งวัน ผมก็กลับมาที่ห้อง เพื่อมาพิมพ์เรื่องนี้
อยากแบ่งปันสิ่งที่ได้วันนี้ ให้กับคนอื่นจริงๆ ครับ
ความคิดเห็น
มันทำให้เฟรู้ว่า
การที่เรามีความรู้แค่อยากเดียวคงไม่พอสินะคะ
ยิ่งทำให้เฟอยากเป็นหมออีก
><
อยากเป็นหมอจังเลยแต่เรียนไม่เก่ง
รู้ศึกดีจังกับการได้ช้วยชีวิตคนบ
อยากเป็นหมอครั
เราก็อยากเป็นหมอนะแต่ว่าเราเรียนศิลป์คำนวณ
ก็เลยคิดว่า ถ้าอยากจะช่วยคนจริงๆก็อย่าเป็นเลยดีกว่า
เพราะความรู้มันไม่แน่นพอเท่ากับสายวิทย์
(แต่ที่จริงมันก็เข้าไม่ได้ตั้งแต่แรกแล้วแหละ55555)
อยากเป็นหมอๆ / พลาดนิดเดวก้อคือชีวิตเลย
แต่ถ้าเราทำเต็มที่แล้ว แต่เกิดข้อผิดพลาด
จะเป็นยังไงค่ะ? แต่ยังไงก้อยากเป็นหมอๆ: )
เป็นเรื่องที่ทำให้มีกำำลังในการเป็นหมอ มากขึ้นเลย
ทำให้ความรู้สึกชัดเจนขึ้นเยอะเลยค่ะ ยิ่งจะเลือกสายแล้วด้วย :))
อยากเป็นหมอมากๆๆ แต่อยากเป็นทันตะมากกว่า :P
มันเป็นอาชีพเดียวจริงๆที่จะได้เจออะไรแบบนี้ : )
อยากบอกว่าอีกไม่กี่เดือนก็จะจบจากชั้นปรีคลินิก และจะได้ขึ้นชั้นคลินิกจริงๆแล้ว
รู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะขึ้นคลินิกเท่าไหร่เลยค่ะ ไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง ><
แต่พอนึกถึงคนไข้ที่รอเราอยู่ในอนาคตที่ไม่ไกลแล้ว
จากความกลัว...ก็กลายเป็นความมุ่งมั่นพยายาม อยากจะตั้งใจเรียน เก็บเกี่ยวความรู้ไว้ให้มากที่สุด
เพื่อที่จะนำความรู้นี้ไปรักษาคนไข้ให้ได้มากๆ ให้พวกเขาหายจากความเจ็บป่วยทั้งหลายนี้เยอะๆ
ขอบคุณประสบการณ์ดีๆจากรุ่นพี่อีกครั้งหนึ่งค่ะ ^^
ขอบคุณนะคะที่นำประสบการณ์ดีๆ จากชีวิตจริงมาบอก :))
เราอยากเป็นหมอมาก แต่เพื่อนชอบบอกว่าอย่าเรียนเลย
เป็นหมอต้องไม่กลัวผี ไม่กลัวอาจารย์ใหญ่
ทั้งๆ ที่เราอยู่ห้องคิง(แต่โง่ที่สุดในห้องคิงด้วยซ้ำ-*-)
ถึงเราจะอยากเป็นจิตแพทย์แต่เราก็ต้องผ่านการเป็นหมอมาอยู่ดีทำให้ในใจเราได้คิดว่า
ถ้าเราตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างต่อให้ต้องกลัวมากแค่ไหน ตัวเราเองก็ต้องผ่านมันไปได้อยู่ดี