นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

เผ่าโอนาร์คแห่งเขาเซเวิร์ท

คุณอาจไม่รู้จักเผ่าโอนาร์ค และก็คงไม่มีวันรู้จากหนังสือเล่มไหน พวกเขาเคยเป็นชนเผ่าเร่ร่อนจากทางเหนือที่ตั้งรกรากบนพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของเทือกเขาเซเวิร์ทมาเป็นเวลาหลายร้อยปี

ยอดวิวรวม

15

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


15

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  13 พ.ค. 62 / 10:55 น.
นิยาย ͹

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
คุณอาจไม่รู้จักเผ่าโอนาร์ค และก็คงไม่มีวันรู้จากหนังสือเล่มไหน พวกเขาเคยเป็นชนเผ่าเร่ร่อนจากทางเหนือที่ตั้งรกรากบนพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของเทือกเขาเซเวิร์ทมาเป็นเวลาหลายร้อยปี พวกเขาเชื่อว่าตนเองเป็นพวกแรกที่บุกเบิกเทือกเขานั้น พวกเขาทั้งหลายยินดีที่จะมองข้ามข้อเท็จจริงว่าพวกเขาพบรูปสลักแปลกประหลาดหินสีดำมากมายตามรอบๆ ยอดเขาและทางเดินยาวทำจากหินสีดำเช่นกันที่นำพาไปถึงยอดเขา แต่แล้วเกือบห้าพันปีก่อนจากคำบอกเล่าของเผ่าอื่นๆ จู่ๆ เพียงชั่วข้ามคืนการมีตัวตนของพวกเขาสูญหายไป เหลือไว้เพียงสิ่งของเครื่องใช้และร่องรอยของวัฒนธรรมแต่พวกเขากลับหายไป ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย และหลังจากนั้นไม่นานอินเดียนเผ่าอื่นเข้าไปจับจองพื้นที่อาศัยบนเขาเซเวิร์ทและป่าเอนูอินาแต่ไม่นานนักพวกเขาก็ออกปากสาปแช่งและสลักสัญลักษณ์เป็นคำเตือนเอาไว้ตามต้นไม้ก่อนจะย้ายออกมา เมื่อเวลาผ่านมาหลายพันปีผู้คนลืมเลือนและเชื่อว่ามันเป็นแค่ตำนาน ตามแถบอเมริกาเหนือชื่อโอนาร์คกลายเป็นแค่ชื่อเรียกของสิ่งน่าสยองในเรื่องเล่ารอบกองไฟ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 13 พ.ค. 62 / 10:55


เด็กชายกำลังเดินทางกลับไปยังยอดเขาเซเวิร์ทหลังจากบ้านไปสี่ปี เขาต้องกลับไปยังหมู่บ้านโดยไม่มีจี้ไม้สลักรูปอินทรีจากจอมพราน ทิการ์ตามที่บิดาของเขาต้องการ จอมพรานบอกเขาตั้งแต่ปีแรกแล้วว่าเขาไม่มีพรสวรรค์ในการล่า เขาฝีเท้าดัง ร่างผอมเก้งก้างแล้วยังพูดติดอ่างอีกต่างหาก หลังจากปีนั้นเขาจึงออกจากกระท่อมใหญ่ของจอมพราน แล้วเดินข้ามชายแดนป่าขึ้นเหนือไปยังถ้ำของชาแมนชราทางทิศตะวันออก ถ้ำที่มีภาพวาดสีแดงแต่งแต้มและกลิ่นสมุนไพร เธอสอนเขาในหลายสิ่ง ทั้งการเข้าทรง ศาสตร์การพยากรณ์ การติดต่อกับพลังของธรรมชาติและทวยเทพแต่ละองค์ที่ปกป้องมัน เธอเล่าถึงเทพไพรผู้เก่าแก่ที่อยู่มาก่อนเทพองค์อื่นๆ กล่าวถึงพระผู้ร่วงหล่น ท่านผู้หลับใหล และ ผู้เฝ้าฝัน เล่าถึงนันนูนินิผู้ถูกลืมเลือนไปแล้ว อมาร็อกจ้าวแห่งหมาป่า อิกาลูคเทพแห่งดวงจันทร์ผู้ไล่ตามดวงตะวันข้ามฟากฟ้า เซดน่าท่านหญิงแห่งสรรพสัตว์ในท้องทะเลและชิล่าเทพีแห่งสายลม เขาร่ำเรียนจนได้รับจี้ไม้สลักรูปวาฬจากชาแมนชรา และเขาก็จากมา บัดนี้เขาไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อขนหมีอีกแล้ว อากาศเป็นเพื่อนกับเขา เขาจะไม่มีวันเหน็บหนาวอีก สายลมคือญาติสนิท ผืนป่าเป็นดังพี่น้องร่วมอุทร และมหาสมุทรเป็นเสมือนมารดาผู้ให้ชีวิต คนทั้งหมู่บ้านชี้มือมาทางเขานับตั้งแต่เขาเหยียบเข้ามาในหมู่บ้าน ซุบซิบนินทาถึงลูกชายหัวหน้าเผ่าที่ถูกส่งไปเรียนถึงสี่ปี ในมือแทนที่เขาจะถือหอกหินอย่างที่พ่อต้องการ เขากลับถือไม้เท้าสลักจากกิ่งสน ตามไม้เท้ามีขนนกและเขี้ยวสัตว์ห้อยอยู่ข้างขลุ่ยกระดูกวาฬ เขาไม่ได้ห่มขนหมาป่าแห่งเกียรตินักล่า สวมเพียงกางเกงหนังแมวน้ำเก่าๆ พ่อของเขายืนอยู่เคียงข้างแม่หน้ากระท่อมหนังสัตว์ เขาก้าวย่างเดินไปหาพ่ออย่างภูมิใจและไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใด คุกเข่าลงเบื้องหน้าบิดาผู้บึ้งตึง วางไม้เท้าและก้มหัวแนบติดพื้นหิมะ เขาได้ยินเสียงแม่ร้องไห้สะอื้น ตอนนั้นเองที่ไม้เท้าออกศึกของพ่อฟาดลงอย่างรวดเร็วบนหัวของเขาจนกะโหลกแตก สมองของเขาทะลักออกมาเปรอะเท้าของผู้เป็นพ่อ กระเด็นไปโดนแก้มสีแดงระเรื่อของแม่ที่สลบไป ผู้เป็นบิดาสะบัดชายผ้าคลุมหนังสิงโตภูเขาแล้วเดินเข้ากระท่อมไป และในเย็นวันนั้น ทั้งเผ่าโอนาร์คได้ทำการตัดสินใจครั้งใหญ่ พวกเขาทุกคนย้ายออกไปจากเขาเซเวิร์ท ทิ้งไว้เพียงศพลูกชายอัปยศที่บังอาจไม่เรียนตามพ่อสั่ง และในคืนนั้นพระจันทร์สีฟ้าส่องสว่างเหนือศพของเด็กชาย เลือดของเขายังคงไหลไม่หยุดแม้หลังจากตายไปแล้ว มันท่วมร่างของเขาจนเป็นสีดำคล้ำใต้แสงจันทร์ แล้วจู่ๆ กวางขาวมีเขาใหญ่โตเหมือนกิ่งไม้ตัวหนึ่งเดินช้าๆ ออกมาจากป่า มันเดินเข้ามาใกล้ศพของเด็กหนุ่ม มันก้มศีรษะอันแสนทระนงของมันลงดื่มเลือดของเด็กคนนั้น และทันใดนั้นหัวของมันก็ขาดสะบั้น ตกลงข้างเศษศีรษะของเด็กชาย หิมะตกลงมาบนหัวกวางนั้นและเริ่มละลายเนื้อหนังจนเห็นกะโหลกสีขาวซีด ท่ามกลางเงามืดของแสงจันทร์ชาแมนชราก้าวออกมาจากสายลมที่พัดผ่าน นางเดินอย่างช้าๆ ก้มลงหยิบเอากะโหลกกวางขึ้นมาจากพื้น แล้วนั่งลงข้างร่างเด็กหนุ่มที่ตนเองพร่ำสอนมาสามปี นางดึงเศษกะโหลกที่เหลือของเขาออกมาและแทนที่ด้วยกะโหลกของสัตว์อันสง่างาม นางดึงเอาสมองที่เหลือในกะโหลกของเด็กชายออกมาใส่ลงในหัวของกวาง ก่อนจะทุบกะโหลกจนแหลกละเอียดเป็นฝุ่นด้วยมือทั้งสองแล้วเทมันลงเหนือแผ่นหลังของเด็กหนุ่ม นางถอดขนนกและเขี้ยวสัตว์ออกมาจากไม้เท้าก่อนจะพันใหม่รอบเขากวาง ชาแมนชราควักมีดออกมาแล้วผ่าแผ่นหลังของเขา สอดขลุ่ยกระดูกวาฬเข้าไปในกระดูกสันหลัง เธอลุกขึ้นแล้วหายตัวไปจากทุ่งโล่งท่ามกลางเงาของแสงจันทร์ ทิ้งร่างเด็กชายไว้กลางหิมะขาว ศพของเขาถูกหิมะกลบฝังนานหลายเดือน จนในคืนวันวิษุวัต เมือหิมะละลายไป สิ่งที่เหลือคือร่างดำๆ เหี่ยวแห้งของเด็กชาย แต่แล้วร่างนั้นขยับแล้วลุกขึ้นจากกองหิมะในร่างใหม่ที่ผอมแห้งดำสนิทและสูงใหญ่ เหนือใบหน้าไร้อารมณ์สีดำคือเขากวางอันใหญ่เต็มไปด้วยขนนกและเขี้ยวสัตว์ ชาแมนหนุ่มฟื้นคืนจากความตายแล้ว ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำดุจดังเลือดในคราวที่ไหลจากแผลที่พ่อฟาดไม้เท้าลงมา เขามองไปรอบๆ ด้วยดวงตาสีแดงฉาน สูดกลิ่นไอมนตร์มายาในอากาศ ชูแขนผอมแห้งขึ้นคว้าสายลมแล้วหายไปจากยอดเขาเซเวิร์ท

หัวหน้าเผาโนอาร์คตั้งค่ายที่เชิงเขาเอนูอินา หลังเดินทางมาหลายเดือนแต่เผ่ายังไม่เจอสถานที่อุดมสมบูรณ์เท่ากับเทือกเขาเซเวิร์ทเลย หัวหน้าเผ่าถอนหลายใจขณะนั่งอยู่ริมลำธารสายเล็กๆ ในมือถือสร้อยไม้สลักรูปอินทรีของตนเอง ดวงตาสีน้ำตาลมองออกมาจากใบหน้าที่ทาด้วยสี เขานึกกับตัวเอง ตอนที่พ่อข้าสั่งให้ข้าไปเรียนเป็นพราน ข้าไม่เคยตั้งคำถามหรือขัดขืน ตอนบิดาข้าบอกให้ข้าตัดต้นสนด้วยการลงขวานแค่ครั้งเดียว ข้าก็ไม่ตั้งคำถาม ข้าฟาดขวานลงไป มันขาดจากตอและล้มลง ทำไมกันลูกเอ๋ย ทำไมไม่ทำตามที่พ่อสั่ง หัวหน้าเผ่าตื่นจากความคิดเมื่อได้ยินเสียงเป่าขลุ่ยดังอยู่ในป่าและลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องมาจากทางเหนือของค่าย เขาคว้าหอกแล้วกระโจนดังกวางป่า ตรงไปยังเสียงกรีดร้อง เขาพบกองเลือด เมื่อเขามองที่ต้นสนข้างๆ ต้นไม้นี้งอกทับรูปสลักหินสีดำใสแปลกประหลาดรูปหนึ่ง มันกลืนเอาส่วนใหญ่ของรูปสลักเข้าไปในเนื้อไม้ สิ่งที่โผล่มาจากเนื้อไม้เหมือนขลุ่ยสองทางที่ทำจากหิน บนเปลือกไม้มีดวงตราของพระผู้ร่วงหล่นที่วาดขึ้นจากเลือด และเหนือขึ้นไป คือร่างของฮาจาวีถูกตรึงไว้กับต้นไม้สูงขึ้นไป หัวหน้าเผ่ามองดูร่างนั้นดีๆ และพบว่าเธอไม่ได้ถูกตรึง แต่ร่างเธอแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไม้ ผมยาวสยายคล้ายรากไม้กาฝากพันรอบต้นสน มือ เท้าและผิวหนัง ถูกกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับเนื้อไม้ ทั่วร่างเธอเต็มไปด้วยสีสันเหมือนเกสรหลากสีของดอกไม้ที่แทรกอยู่ตามเนื้อสีแดงสดๆของเธอ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวและใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด รอบๆ ร่างเธอเต็มไปด้วยกลิ่นไอและสัมผัสแห่งความน่าสะพรึงกลัวดังกับว่านรกเซลูอิมินาปรากฏอยู่ต่อหน้า ตอนที่หัวหน้าเผ่ากำลังตะลึงกับภาพสยดสยองที่พบเห็นนี่เองที่ชาวบ้านที่ตามเสียงกรีดร้องของฮาจาวีเริ่มมาถึง ภรรยาหัวหน้าเผ่ามาถึงเป็นผู้แรก สายตาที่นางมองศพของน้องสาวคือความกลัวและอารมณ์อื่นที่ไม่อาจอธิบายได้ นางซบไหล่สามีแล้วเริ่มสะอื้นร้องไห้ ชาวบ้านที่มาถึงก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน เมื่อพวกเขากลับมายังค่าย หลังจากปรึกษากันและลงความเห็นว่าไม่มีสัตว์ร้ายชนิดไหนทำความสยองเช่นนั้นได้ พวกเขาต้องการที่จะย้ายที่ตั้งค่ายให้ไกลออกไป แต่หัวหน้าเผ่าไม่เห็นด้วย ท่านสั่งให้พวกชาวเผ่าจัดเวรเฝ้ายามและห้ามใครไปไหนคนเดียว หัวหน้าเผ่าสั่งให้คนจำนวนหนึ่งไปนำศพของฮาจาวีลงจากต้นสน และแล้วราตรีกาลเริ่มมาเยือน ดวงจันทร์สีฟ้าซีดหมองปรากฏเหนือฟ้าและความสยดสยองแท้จริงเริ่มต้นขึ้น คนที่ถูกส่งไปนำศพลงมากลับหายตัวไป และเหล่าเด็กๆ ในเต็นท์ก็หายไปเช่นกัน ด้วยความระแวง หัวหน้าเผ่ามีคำสั่งให้รอถึงเช้าจึงจะเริ่มการค้นหา และเมื่อชาวเผ่าเริ่มโวยวายไม่เห็นด้วย เสียงคำรามก็ดังก้องป่า มันเป็นเสียงคำรามแต่แหบแห้งแทบจะเหมือนเสียงสัตว์ครวญคราง ชาแมนประจำเผ่าผู้นับถือเทพอาเมนซาแห่งการล่าคุกเข่าลงสวดอ้อนวอนขอความคุ้มครองต่อหน้ากองไฟที่ก่อไว้หลังรูปสลักหินสีดำใสรูปกองเพลิงที่ถูกทำลายบางส่วนไป ในชั่วพริบตา สายลมตะวันตกพัดมากระพือไฟจนดับวูบ และชีวิตของชาแมนชราก็มอดม้วยดับสูญเช่นกัน หัวที่เต็มไปด้วยผมสีขาวขาดสะบั้นหล่นลงกับพื้น คอที่ไร้หัวพ่นเลือดออกมาสูงแทบทิ่มแทงสวรรค์และทำให้ฝนตกมาเป็นสายเลือดแปดเปื้อนเหล่าชาวเผ่าจนร่างสีน้ำผึ้งถูกย้อมแดง ชาวเผ่าแตกตื่นกรีดร้องหนีตาย แต่เมื่อพวกเขามองรอบๆ ค่ายกลับไม่เห็นป่าหรือต้นไม้ พวกเขาพบม่านหมอกสูงใหญ่ไปจนเกือบถึงยอดสน พริบตาหนึ่งหมอกนั้นส่องแสงสีแดงสว่างวาบและในแสงขุ่นมัวของหมอกสีแดงดั่งทับทิมปรากฏเงาร่างมนุษย์ผอมสูงแขนแนบขนานลำตัว บนหัวมันมีเขากวางแผ่กว้าง และแววตาของมันส่องประกายสีแดงโรจน์ออกมา ชาวเผ่ากรีดร้องยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นเงานั่น และยิ่งร้องโวยวายดังกว่าเมื่อแสงหายไปพร้อมกับเสียงเหมือนมีบางสิ่งวิ่งอยู่ในหมอก นายพรานคีนาคุมมาแสดงความกล้าหาญวิ่งตรงไปยังหมอกพร้อมหอกหิน แต่เมื่อเขาก้าวเข้าไปในม่านหมอก มีเสียงลมตวัดอากาศ ร่างของนายพรานผู้กล้านิ่งไม่ไหวติง ร่างนั้นหันหน้ากลับมาอย่างช้าๆ เผยให้เห็นหัวกะโหลกที่ชุ่มเลือด ใบหน้าของเขาหายไปราวกับถูกตัดขาด แต่ดวงตาในกะโหลกยังกลิ้งกลอกไปมา ขากรรไกรไร้ริมฝีปากขยับกระทบกันเหมือนพยายามพูด มีชาวเผ่าคนหนึ่งชี้ไปยังร่างชุมเลือด ทำให้ทุกคนเห็นว่าที่ใต้กรามของนายพราน มีมือสีเหี่ยวแห้งสีดำสนิทจับไว้ ค่อยขยับขึ้นลง และนายพรานที่ตายไปแล้วเอ่ยคำสุดท้าย “ชะตาพวกเจ้า...มีเพียงความตาย” มือสีดำนั้นคลายออก ร่างของคีนาคุมมายังคงตั้งตรงยืนหยัด มันเงยหน้าขึ้นแล้วปลดปล่อยเสียงคำรามครวญครางเหมือนเช่นที่พวกเขาได้ยินก่อนหน้า ร่างนั้นกระตุก เส้นเลือดตามร่างกายโป่งพองจนระเบิดออก แต่สิ่งที่ออกมากลับไม่ใช่เลือดสีแดง มันกลับเป็นผงสีเหมือนเกสรดอกไม้บนร่างของฮาจาวี สีเหล่านั้นเริ่มเติบโตบนร่างกายเหมือนหยดเลือดในแอ่งน้ำ ก่อนร่างของคีนาคุมมาจะพุงเข้าใส่เหล่าชาวเผ่าอย่างรวดเร็ว คีนาคุมมาใช้มือที่เล็บงอกเหมือนกรงเล็บสัตว์ตวัดใส่คอหอยของนายพรานคนหนึ่ง เลือดทะลักออกมาจากแผลนั้นก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสีสันเกสรที่เริ่มกลืนกินร่างของเขา ดังเช่นมอสส์เติบโตบนขอนไม้ นายพรานงิเนเริ่มร่างกระตุกเช่นคีนาคุมาและกระโจนใส่หญิงสาวคนหนึ่ง หัวหน้าเผ่ายกไม้เท้าศึกฟาดลงบนกะโหลกของคีนาคุมาจนแหลกและฟาดอีกครั้งใส่งิเน ร่างพวกนั้นสงบและตายอย่างแท้จริง หัวหน้าเผ่าตะโกนออกคำสั่งให้ทุกคนไปรวมตัวที่เต็นท์และหาอาวุธป้องกันตัว แต่คำสั่งของหัวหน้าเผ่าถูกขัดจังหวะด้วยเสียงคำราม เมื่อพวกเขาหันไป พวกเขาพบร่างสามร่างยืนอยู่หน้าม่านหมอก ชายสองคนที่ถูกสั่งให้ไปเก็บศพฮาจาวีและตัวนางฮาจาวีเอง ในวินาทีนั้น แสงวาบสีแดงเกิดขึ้นอีกครั้งในม่านหมอก และเงาของร่างมีเขาใหญ่ขึ้นกว่าเดิมและมันกำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มันกำลังมา เหล่าร่างไร้ชีวิตพุ่งกระโจนดั่งสัตว์ร้าย กวัดแกว่งกรงเล็บและคมเขี้ยวลงบนคอหอยชาวเผ่าโอนาร์ค พวกที่โดนกัดไม่ได้ตายแต่กลับกลายสภาพเป็นเหล่าทาทาร์ อสูรแห่งโลกใต้บาดาล ผู้สถิตอยู่เพื่อเพิ่มความหฤโหดให้กับโลก หัวหน้าเผ่าผู้ยิ่งยงคว้ามือภรรยาพร้อมวิ่งออกไป ไม้เท้าศึกค่อยทุบและฟาดลงบนหัวพวกทาทาร์และเข้าไปซ่อนในเต็นท์เก็บฟืน เขาเอามือหยาบกร้านปิดปากภรรยาไว้ไม่ให้ส่งเสียงร้อง และเมื่อเสียงร้องระงมอย่างเจ็บปวดทรมานและน่าสยองของเหล่าชนเผ่าโอนาร์คทั้งหลายเงียบลง เกิดแสงวาบสีแดงครั้งที่สามจากหมอกก่อนมันจะสลายราวกับเทพเคราโคชาเปิดหีบเมฆาและเรียกมันกลับไป ร่างสีดำนั้นเคลื่อนตัวเข้ามาในค่ายอย่างช้าๆ เหล่าทาทาร์เริ่มออกเดินค้นตามกระท่อมอาศัย พวกมันเดินผ่านเต็นท์ฟืนไปอย่างไม่สนใจ หัวหน้าเผ่าแทบได้กลิ่นเลือดจากพวกมันแต่ในกลิ่นคาวของเลือดนั้นกลับมีกลิ่นหอมๆ ของดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิและกลิ่นของสายลมฤดูหนาว พวกมันเดินนำหน้าและที่ตามมาด้วยขาผอมยาวและก้าวอย่างองอาจคืออสูรร่างสีดำผอมสูง มือของมันผอมแห้งพร้อมกับเล็บเรียวยาวแหลมคม มันใช้อุ้มมือลากไปตามเต็นท์หนังสัตว์ หัวหน้าเผ่าเห็นใบหน้ามันผ่านช่องขาดเล็กๆ ของเต็นท์ ดวงตาแดงฉานดุจทับทิมวางไว้บนใบหน้าไร้อารมณ์สีดำของมนุษย์ เขากวางของมันแผ่กว้างสวยงามเหมือนกิ่งไม้ เมื่อมันเดินผ่านเต็นท์เก็บฟืนพลันมีเสียงบรรเลงขลุ่ยขึ้น เหล่าทาทาร์เริ่มร่างกระตุกอีกครั้ง ผิวหนังของพวกเขาหลุดลอกกลายเป็นผง เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่เป็นใบไม้และกระดูกที่ทำจากกิ่งไม้และไม้เถา เส้นผมงอกยาวและกลายเป็นรากไม้สีขาวและเถาวัลย์สีเขียวที่ออกดอกเติบโตในพริบตา เมื่อฝุ่นผงของร่างมนุษย์ละอองสุดท้ายสลายไปในสายลม สิ่งที่เหลือไว้คือไม้พุ่มรูปร่างเหมือนมนุษย์ที่เต็มไปด้วยดอกไม้ เมื่อเสียงขลุ่ยหยุดลง เจ้าอสูรเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ชูมือขึ้นแล้วคว้าสายลมตะวันออกและหายตัวในชั่วลมพัดผ่าน

หัวหน้าเผ่ามองออกไปนอกเต็นท์เพื่อความแน่ใจก่อนจะถอนหายใจและคล้ายมือออกจากปากของภรรยา เธอสูดหายใจอย่างหนักหน่วง พวกเขาจับมือกันก่อนจะสวมกอด พวกเขามองไม่เห็นเงาของวงแขนกว้างใหญ่ที่โอบล้อมเต็นท์ไว้ หัวที่มีเขากวางสายไปมาอย่างพอใจ พวกเขาไม่รู้ตัวจนเมื่อดวงตาสีแดงลืมขึ้นและสาดส่องเต็นท์ฟืนจนเป็นสีแดงดังไฟนรกและเสียงแหบแห้งเย็นเฉียบดังขึ้น “ท่านพ่อ ท่านแม่ “

ดวงตาของหัวหน้าเผ่าหวาดกลัวและเบิกโพลงก่อนที่จะได้ยินคำกล่าวต่อมา

“ดำรงไปชั่วนิรันดร์คือชะตาท่าน “

และนับจากนั้นมา เผ่าโอนาร์คก็หายสาบสูญไปจากผืนโลก ไม่ปรากฏหลักฐานการดำรงอยู่ของพวกเขาอีกเลย แต่ซากของเหล่าทาทาร์ยังคงงอกงามอยู่ในทุ่งโล่งใกล้เชิงเขา และในป่ายังคงมีเรื่องเล่าของสัตว์ร้ายคล้ายมนุษย์ผิวสีเผือกคู่หนึ่งที่ทำให้เหล่านักเดินทางหายตัวไปในเงาสนธยา เหล่ากลุ่มเด็กนิรันดร์กาลที่คอยควบคุมสัตว์ร้ายนั่น รูปสลักหินสีดำใสแปลกประหลาดพิกลพิการ และบางครั้งเสียงขลุ่ยอันไร้ตัวตนจะดังสะท้อนป่าเอนูอินาไปจนถึงเขาเซเวิร์ทอันมีเทพสถิต

ผลงานอื่นๆ ของ Moriarty H Lecter

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น