(whitefox) | T r i n i t y

ตอนที่ 3 : #03-Trinity

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 มิ.ย. 59

 
  CR.SQW
 

T r I n I t y


 

ลองสูดหายใจลึกๆ – ดีมาก

ค่อยๆเรียนรู้มัน เจสสิก้า

เจสสิก้า หายใจ!

 

          เด็กสาวผวาตื่นขึ้น  ความมืดไร้ขอบเขตปิดบังดวงตาของเธอ มองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือของตัวเอง  มือเรียวบางค่อยๆสัมผัสหาขอบเขตของความมืด ความชื้นและเย็นคือสิ่งที่เธอสัมผัสได้จากผนังขรุขระรอบตัว กลิ่นหนาแน่นทำให้เธอรู้ว่ามันคือดิน

          เธอพยายามจะยืนขึ้น แต่พื้นที่มันช่างคับแคบเหมือนติดอยู่ในกล่องดินเย็นๆ ยิ่งเธอพยายามขยับตัว ก็เหมือนมีเข็มมาทิ่มตัวไปทั่งร่าง เกาะทิ้งเส้นผมสีอ่อนจนขาดหลุด กรีดแขนขาให้รู้สึกแสบร้อน

          ไฟฉาย

          เธอหาไฟฉายจนเจอ มันไม่มีพลังงานให้เธอได้ใช้ส่องสว่าง  แต่เธอยังมีแท่งเรืองแสงอยู่ในกระเป๋า สองมือที่ข้อนิ้วเริ่มแข็งเพราะความเย็นรีบค้นหาแท่งเรืองแสง เธอรีบหักแท่งเรืองแสงให้หลอดแก้วภายในแตกดังกรอบ ไม่นานนักมันก็ค่อยๆส่องแสงจางออกมา แม้จะไม่สว่างเหมือนไฟฉาย แต่ก็มากพอจะทำให้เธอมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว เธอคิดไม่ผิด มันคือโพรงดิน เต็มไปด้วยรากไม้ คับแคบ และอบอวลไปด้วยกลิ่นอับของดิน

          ที่ไหนกันเนี่ย?

          เด็กสาวสำรวจพื้นที่รอบตัวด้วยแท่งเรืองแสงเล็กๆของเธอ พบว่ามันคือโพรงให้ดินที่ไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ที่ไหนและเหนือศีรษะของเธอคืออุโมงค์ขนาดใหญ่ที่น่าจะพาเธอตกลงมายังโพรงแคบๆนี้ เธอพยายามจะหาทางกลับขึ้นไป แต่มันก็สูงจนแสงของเธอส่องไม่เห็นปลายทาง  โทรศัพท์ที่ควรจะช่วยได้ยามฉุกเฉินก็ดันไม่มีสัญญาณ

ไม่มีวิธีไหนจะพาเธอกลับขึ้นไปข้างบน  ทางออกเดียวของเธอก็คือปลายทางของโพรงใต้ดินที่คับแคบเดินกว่าจะยืน ถึงแม้เธอจะรู้สึกไม่วางใจแต่ก็ไม่มีทางเลือกใดให้กับเธออีกแล้ว

เจสสิก้าขยับตัวได้อย่างยากลำบาก ขนาดของโพรงบังคับให้เธอต้องคลานเข่าแม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยรากไม้แข็งรอบตัว ก้อนกรวดบนพื้นและสิ่งมีชีวิตที่เธอกลัวเกินกว่าจะกล้าลืมตามอง

เธอได้แต่คลานไปเรื่อยๆและบอกกับตัวเองว่าแสงสว่างที่เธอมีเพียงพอที่จะพาเธอไปถึงปลายทาง

         

 

 

          อีกด้านหนึ่งที่ไกลออกมา แอนดี้ยังคงพยายามตามหาเพื่อนที่หายไปด้วยการเดินย้อนรอยเท้าตัวเองตามรอยลาก จนเมื่อเขาเดินมาถึงจุดที่รอยเท้าจากสี่คนลดลงเหลือสามซึ่งนั่นคือจุดที่เจสสิก้าหายไป  เขาคิดว่ามันจะทำให้รู้ได้ว่าเจสสิก้าเดินแยกจากกลุ่มไปทางใด แต่กลับไม่มีรอยเท้าอื่นที่เดินแยกออกไป ราวกับว่าเธอเดินมาพร้อมๆกันแล้วจู่ๆก็หายไป

          เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะหายไปได้เฉยๆ อย่างน้อยก็ต้องมีร่องรอย เด็กหนุ่มจึงเริ่มสำรวจที่รอยเท้าก้าวสุดท้ายของเธอและพบว่ามีบางอย่างฝังตัวอยู่ใต้หิมะ มันคือแผ่นโลหะรูปวงกลมขนาดใหญ่ที่สามารถพลิกกลับได้ เป็นเหมือนประตูกับดักให้ตกลงไปยังเบื้องล่าง เด็กหนุ่มยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ ที่แท้เจสสิก้าไม่ได้หายไปไหน เธอก็แค่ตกลงไปในหลุม

          แอนดี้ใช้เชือกผูกกับต้นไม้ที่แข็งแรงแล้วค่อยๆโรยตัวลงไป มันไม่ง่ายเลยที่คนที่สูงมากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบอย่างเขาจะพาตัวเองลงไปยังก้นหลุมที่แคบลงทุกทีๆ แต่สุดท้ายเขาก็พาตัวเองลงไปได้สำเร็จ พร้อมรอยบาดของรากไม้เรียกเลือดให้ไหลอยู่ซิบๆ

เมื่อสำรวจรอบๆแล้วเขาก็รู้สึกมั่นใจว่าตามมาถูกทาง  เพราะไม่ไกลนักจากจุดที่เขาไต่ลงมามีไฟฉายที่ให้เธอไว้ก่อนเดินทางตกอยู่  

เชือกที่เขาใช้ไต่ลงมาสามารถพาคนสองคนกลับขึ้นไปได้ง่ายๆ ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าเธอไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว

          เจสสิก้า เด็กหนุ่มตะโกนเข้าไปในโพรงดิน มีเพียงเสียงของเขาที่ก้องกลับมา

แอนดี้อนุมานจากรอยบนพื้นโพรงว่าเธอคงจะคลานเข้าไปและดูเหมือนว่าเธอจะไปไกลจนไม่ได้ยินเสียงของเขาเสียแล้ว

ไม่มีทางไหนที่เขาจะสามารถติดต่อเธอได้ และไม่มีทางรู้ได้เลยว่าปลายโพรงดินนี้จะจบอยู๋ที่จุดใดของป่า แอนดี้มีทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ คือเข้าไปในโพรงดินและหาเธอให้เจอ แม้ว่าขนาดโพรงทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นยีราฟที่พยายามจะมุดเข้าโพรงกระต่ายก็ตามที

ฉันจะยัดตัวเข้าไปในช่องเล็กๆแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย    

 

 

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนแต่ก็ยังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเรื่อยๆ และแม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปที่ไหน แต่ก็ไม่มีทางให้ฉันถอยกลับ ที่ทำได้ตอนนี้ก็คือคลานไปข้างหน้า และคลานต่อไปเรื่อยๆ

          ฉันตกลงมาในโพรงอะไรบางอย่างที่ไม่มีทางกลับขึ้นไป  คิดว่าตอนตกลงมาหัวของฉันคงจะกระแทกกับอะไรบางอย่างจนสลบก่อนจะฟื้นขึ้นมาและพบว่าตัวเองอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่มีอุปกรณ์อะไรที่ฉันจะใช้ช่วยเหลือตัวเองได้นอกจากแท่งเรืองแสงสามแท่งที่จะใช้ค้นหาทางออกที่ปลายทางของโพรง

แท่งเรืองแสงแท่งแรกดับไปนานแล้วและฉันก็เริ่มใช้แท่งที่สองมาได้ระยะหนึ่ง จากที่ฉันลองคาดเดาเวลาการเรืองแสงของแท่งที่หนึ่งมันส่องสว่างอยู่ได้ประมาณ 15-20 นาที  ที่ฉันภาวนาให้ตัวเองไปถึงปลายทางก่อนที่จะไม่มีแสงให้มองเห็นคงจะเป็นแค่การภาวนาต่อไป เพราะแท่งเรืองแสงไม่สามารถกดปิดเพื่อรักษาพลังงานได้เหมือนไฟฉาย  เมื่อไหร่ที่หักมันก็คือการเริ่มต้นนับถอยหลังไปสู่ความมืด และตอนนี้ฉันก็เหลืออีกแค่แท่งเดียวในกระเป๋ากางเกง

แสงสว่างของแท่งเรืองแสงมันทำให้ฉันมองเห็น แต่ก็เลือนรางจนแทบไม่มีประโยชน์ มันทำให้ฉันรู้ว่ารอบตัวมีขอบเขตมากแค่ไหน แต่ไม่ได้สว่างพอจะให้รู้ว่ารอบตัวมีอะไรบ้าง

 เมื่อตามองไม่เห็น ประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆก็ดูเหมือนจะรับรู้ได้มากขึ้น  

ฉันรู้สึกหนาว  มากกว่าตอนแรกที่เข้าในป่า ทุกครั้งที่หายใจเข้าอากาศเย็นๆก็ดูเหมือนจะกรีดไปทั้งปอด กลิ่นอับของดินและกลิ่นของรากไม้ยิ่งทำให้การหายใจแต่ละครั้งของฉันมันยากขึ้นทุกทีๆ  ยิ่งคลานลึกเข้าไปก็ยิ่งรู้สึกได้เลยว่าอากาศในโพรงนี้มันเบาบางเหไหลือเกิน แถมตอนนี้ทั้งมือ หัวเข่า และทุกๆส่วนที่สัมผัสกับพื้นก็รู้สึกแสบขึ้นมาเพราะก้วนกรวดเล็กๆและรากไม้ตามโพรง 

ในขณะที่ฉันกำลังจะหมดแรง แท่งเรืองแสงที่มีถืออยู่ก็ดันดับมืดลง แต่เพราะความมืดที่เกิดขึ้นนี้เอง ที่ทำให้ฉันเห็นว่ามีแสงสว่างจางๆอีกอันอยู่เบื้องหน้า และมันก็ไม่ได้ไกลจนฉันคลานไปไม่ถึง  ในที่สุด ฉันก็หลุดออกมาจากอุโมงค์ดินนั่นและพบกับเพื่อนๆเสียที

รึเปล่า ?

 

แสงที่ฉันคิดว่ามันคือแสงจากเพื่อนที่พยายามตามหาฉัน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ มันคือแสงของพระจันทร์ที่สว่างอยู่กลางท้องฟ้า นี่ฉันติดอยู่ในอุโมงค์นั่นจนมืดค่ำขนาดนี้แล้วหรือเนี่ย

          พระจันทร์เต็มดวงสว่างมากพอจะทำให้ฉันเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวโดยไม่ต้องพึ่งแท่งเรืองแสงอีกต่อไปแม้ว่าอากาศจะเต็มไปด้วยหมอก  และพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนพื้นน้ำแข็งโล่งๆ ไม่มีแม้กระทั่งต้นสนซักต้น

          แกร๊ก

          เสียงเบาๆดังขึ้นจากพื้นที่ฉันเหยียบตรึงฉันให้หยุดอยู่นิ่งทันที ฉันคิดว่าตัวเองควรจะเดินไปข้างหน้าเพื่อหาคนที่จะขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อก้าวเท้าออกไปเพียงไม่กี่ก้าว พื้นที่เหยียบก็ส่งเสียงแกร๊กจนหัวใจฉันเสียวแปลบเหมือนเวลาที่ตัวเองตกจากที่สูง

          พระเจ้าฉันก็นึกสงสัยอยู่ว่าทำไมรอบตัวถึงไม่มีต้นไม้เลย ที่แท้ฉันกำลังยืนอยู่บนผิวน้ำที่เป็นน้ำแข็ง และมันก็เปราะบางมากเหมือนพร้อมจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆอยู่ตลอดเวลาถ้าหากฉันขยับ

          ถ้าตกลงไปในทะเลสาบแช่แข็งนี่ ต่อให้ฉันเป็นยอดมนุษย์ก็ต้องตายในไม่กี่นาที

          นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกอยากจะร้องไห้มากที่สุดแต่ทำได้แค่ยืนนิ่งๆ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจผิดจังหวะ

          ได้โปรด  ช่วยฉันที!’

 

 

 

 

นอกป่าสนที่มืดและหนาวเย็น ตรงถนนเส้นเพียงเส้นเดียวที่ตัดผ่านป่านี้ เต็มไปด้วยรถและผู้คน แม้ว่ามันไม่ใช่เส้นทางสำคัญหรือทางผ่านไปยังจุดที่ผู้คนอาศัย อันที่จริงรถเหล่านั้นก็ไม่ใช่รถที่จะออกมาวิ่งหากไม่ใช่เวลาฉุกเฉิน แต่เมื่อแวนด้าแจ้งเข้าไปที่สถานีตำรวจ ถนนมืดๆก็เต็มไปด้วยไฟไซเร็น

          แทบจะพูดได้ว่าตำรวจทั้งเมืองมารวมกันที่นี่ รวมถึงนายอำเภอ เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่จากสวนสัตว์อีกจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดมาที่นี่ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือเตรียมรับมือในกรณีที่เรื่องไปสู่จุดที่เลวร้ายที่สุด

          กว่าชั่วโมงแล้วที่พวกเขาออกค้นหาเด็กสองคนที่หายไป แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากรอยเดินที่วกวน  อากาศเองก็เริ่มหนาวเย็นลงทุกที รวมกับความมืดของป่าทึบยามค่ำคืนช่วยกันขัดขวางการทำงาน ก็ยากนักที่พวกเขาจะพบเบาะแสอะไรเกี่ยวกับเด็กที่หายไป นอกจากนั้นขณะที่ตามหาก็ต้องคอยระวังไม่ให้ตัวเองหลงหายไปอีกคน

 

          อากาศเย็นขนาดนี้  พวกเขาคงอยู่ได้ไม่ถึงเช้า

สารวัตรตำรวจกล่าวกับนายอำเภอ ประสบการณ์ชีวิตกว่าหกสิบปีของเขาบอกว่าเด็กสองคนในป่านั้นไม่มีทางรอดในป่าที่หนาวเย็นขนาดนี้ 

          “จะหยุดค้นหางั้นหรือ

          “ไม่หรอก  จนกว่าจะเจอ ไม่ว่าจะเจอคน หรือเจอแค่ร่างก็ตามแต่.

ตำรวจทุกคนรู้ดี ว่าป่านี้ไม่ใช่แค่หนาวเย็นเหมือนที่มันเคยเป็น อันตรายที่เร็วกว่ายังคงอยู่ในป่านั้น  และนั่นหมายความว่าทุกคนที่เข้าไปในป่าต่างก็มีความเสี่ยง แต่นั่นก็คือสิ่งที่พวกเขาต้องแบกรับเอาไว้ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่  เพราะหน้าที่ของพวกเขาไม่ได้มีแค่รับแจ้งความ แต่เป็นปัดเป่าความทุกข์ บำรุงความสุข ดูแลและปกป้องเมืองในแบบที่มันควรจะเป็น

          คุณจะเข้าไปข้างในเหรอสารวัตรถาม เมื่อเห็นนายอำเภอที่ยืนดูสถานการณ์อยู่นิ่งๆมานานหยิบปืนและไฟฉาย ทำท่าเหมือนจะไปร่วมวงในป่าอีกคน 

          ผมจะไปแถวทะเลสาป

สารวัตรแปลกใจเล็กน้อยเมื่อคนที่อายุน้อยกว่าเขามากอย่างนายอำเภอจะรู้จักสถานที่นั้น น้อยคนนักจะรู้เกี่ยวกับทะเลสาบในป่าสน  คนที่รู้ส่วนใหญ่ก็อายุพอๆกับเขาหรือแก่กว่า เพราะนานมากแล้วที่ไม่มีใครเข้าไปในป่าลึกจนถึงทะเลสาบ

แต่นายอำเภอก็คือคนที่ต้องรู้จักเมืองทุกตารางนิ้ว ไม่แปลกที่เขาจะรู้จักทะเลสาปในป่าแม้ว่าเขาจะอายุน้อยกว่าสารวัตรตำรจ

ผมว่าเด็กคงไม่ไปไกลจนถึงทะเลสาบแน่  ผิวน้ำมันเปราะมากถ้าพวกเขาไปถึงที่นั่นก็น่าจะจมลงไปตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวลงน้ำ อีกอย่างทางที่จะไปทะเลสาปก็ไม่มีทางเดินไปได้ง่ายๆ

สารวัตรตำรวจว่า ครั้งแรกและครั้งเดียวที่เขาเข้าไปในป่า ก่อนจะไปถึงทะเลสาบจะต้องปืนขึ้นหน้าผาหินที่มีความสูงประมาณตึกสองชั้น เด็กนักเรียนพวกนั้นไม่น่าจะมีแม้แต่เชือก

มันก็ไม่แน่หรอกสารวัตร  มันยังมีอีกหลายทางที่จะไปถึงทะเลสาบ ทั้งทางเดินหรือแม้แต่ทางรถยนต์

ทันทีที่นายอำเภอพูดจบ นายตำรวจนายหนึ่งก็รีบวิ่งมารายงาน

          พบร่องรอยแล้วครับ  มีเชือกผูกกับต้นไม้ไต่ลงไปในอุโมงค์ใต้ดิน

          “พวกเขากำลังจะไปที่ทะเลสาป

          หรือไม่พวกเขาก็ไปถึงแล้ว-ส่งคนเข้าไปในอุโมงค์นั่น เผื่อว่าพวกเขายังอยู่ข้างใน คนที่ไม่มีหน้าที่อะไรขับรถตามผมมา

 

 

ในอุโมงค์ เด็กหนุ่มยังคงคลานอยู่ในนั้นอย่างยากลำบาก แต่แล้วเขาก็พบว่ามีแสงหนึ่งอยู่ไกลลิบ เพียงเท่านั้นเด็กหนุ่มก็ไม่สนว่ารากไม้จะข่วนเขาอีกกี่แผล ก้อนกรวดจะขูดเขาอีกกี่แห่ง และไม่ว่าโพรงดินจะคับแคบแค่ไหนก็ไม่สามารถหยุดเขาได้แล้วในตอนนี้

          ในที่สุดแอนดี้ก็ออกมาถึงปลายอุโมงค์ แสงที่นำเขามาที่นี่คือแสงของพระจันทร์บนท้องฟ้า และแสงนั้นเองก็ทำให้เขามองเห็นแผ่นหลังของเด็กสาวอยู่ไม่ไกลจากเขานัก

          เจสสิก้า!”

          ความตื่นเต้นระคนดีใจทำให้เผลอจากเรียกการเรียกเธอกลายเป็นตะโกน แต่น่าแปลกนักที่เธอไม่หันกลับมา แค่ตอบรับเขาเบาๆ

          อะ..แอนดี้

เสียงของเธอสั่นมากจนเด็กหนุ่มรู้สึกว่าเธอที่หันหลังให้เขาอยู่นั่นกำลังร้องไห้ มันทำให้เขาแปลกใจในตอนแรกก่อนจะเข้าใจเมื่อมองลงไปที่พื้น

          ตรงจุดที่เขายืนอยู่ คือปากของโพรง มันมีพื้นน้ำแข็งหนามากพอจะให้ยืนได้อย่างมั่นคง แต่ไม่ใช่สำหรับเจสสิก้าที่อยู่ห่างโพรงไปมากกว่าห้าก้าว แผ่นน้ำแข็งใต้เท้าเธอเพราะกว่าอย่างเห็นได้ชัด โพรงดินนี่พาพวกเขามาโผล่ที่ใจกลางทะเลสาป

          เธอหันกลับมาทางฉันได้หรือเปล่าเจสสิก้า

          เพียงแค่เธอพยายามยกเท้าขึ้น พื้นน้ำแข็งก็ส่งเสียงเหมือนแก้วที่กำลังจะแตก

          โอเคยืนอยู่เฉยๆนะ ไม่ต้องกลัวแล้ว ฉัน- ฉันจะช่วยเธอให้ได้

เด็กหนุ่มพยายามจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับเธอ แต่มันก็ยากนักที่จำทำให้เธอวางใจในเมื่อแม้แต่เขาก็ยังเสียงสั่นจนพูดแทบไม่เป็นจังหวะ

          มันไม่มีทางไหนที่เขาจะสามารถช่วยเธอได้  เขาไม่มีเชือก หรือแม้แต่อุปกรณ์ใดอื่นนอกจากไฟฉาย เพราะอุโมงค์มันแคบเกินกว่าที่เขาจะนำอะไรติดตัวเข้ามาได้ แอนดี้ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าขนาดนี้มาก่อน ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากมองดูเธอจากตรงนี้

          ในขณะที่แอนดี้กำลังคิดจะเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง ด้วยการว่ายข้ามน้ำแข็งไปหาเธอ ก็มีแสงสว่างปรากฏออกมาที่ฝั่งด้านหนึ่งของทะเลสาปที่อยู่ไกลออกไป ลักษณะของมันทำให้ทั้งเจสสิก้าและแอนดี้รู้ได้ทันทีว่ามันคือรถยนต์ และนั่นหมายถึงความช่วยเหลือและความหวังเดียวที่พวกเขาทั้งสองมี

 

 

 

         

          ไปเรียก ฮ.มา

นั่นคือคำแรกที่สารวัตรวัยใกล้เกษียรสั่งลูกน้อง เมื่อเห็นเด็กสองคนยืนนิ่งไม่ขยับอยู่กลางทะสาป ต่อให้ไม่มีไฟหน้ารถส่องเขาก็รู้ดีว่าผิวทะเลสาบบางแค่ไหน  ช่างเหมือนปาฏิหาริย์ที่พวกเขายืนอยู่ได้โดยไม่จมลงไป

          ไม่ทันแน่  ผมจะลงไปช่วยพวกเขาเอง

 ไม่ทันที่ใครจะได้คัดค้าน เขาก็เหยียบลงไปบนผิวทะเลสาบเสียแล้ว

ไม่มีใครกล้าพอจะเดินตามเขาไป แม้แต่สารวัตร  เขารู้ดีว่าทะเลสาบแห่งนี้อันตรายมากแค่ไหน         ผืนน้ำแข็งบางที่เป็นเหมือนเกราะชั้นสุดท้ายที่กั้นไม่ให้ราชานรกพาตัวเขาไปสู่โลกแห่งความตาย  นายอำเภอหนุ่มค่อยๆพาตัวเองเข้าไกล้ร่างสองร่างในม่านหมอกเรื่อยๆ และเมื่อระยะทางระหว่างคนทั้งสามคนหดสั้นลง และแสงของพระจันทน์มากพอที่จะทำให้เด็กสาวได้เห็นหน้าของคนที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือเธอ เธอก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาของตัวเองไว้ได้อีกต่อไป

          ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาจากริมฝีปากของเขาและเธอ มีเพียงน้ำตาของเจสสิก้าที่ไหลรินออกมาเรื่อยๆ ผ่านสองแก้มของเธอก่อนจะตกลงบนพื้นและกลายเป็นหยดน้ำแข็ง

          นายอำเภอหนุ่มพยายามหาช่องทางที่จะเข้าไปหาเด็กสาว  แต่ผิวน้ำแข็งๆรอบๆตัวเธอนอกจากจุดที่เธอยืนอยู่ได้ละลายกลายเป็นน้ำไปจนหมดแล้ว แม้เขาจะห่างจากเธอไม่ถึงห้าเมตรแต่ก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือเธอได้เลย  ไม่ต่างกันกับแอนดี้ที่ได้แต่ยืนมองอยู่ตรงปากโพรงดิน

          ขณะที่นายอำเภอกำลังคิดหาวิธีช่วยเหลือที่ดีที่สุด เสียงราวกับลมกรรโชกอย่างแรงก็ค่อยๆดังขึ้น  พร้อมๆกับแสงไฟจากเฮลิคอปเตอร์ที่ส่องลงมาระหว่างคนสามคนได้อย่างพอดิบพอดี  พวกนักบินมาถึงเร็วกว่าที่เขาคิดไว้ และก็มาได้ทันเวลาพอดี

          หนึ่งในเจ้าหน้าที่โรยตัวลงมาจากเครื่องที่พยายามรับษาระดับอยู่ข้างบน

          เด็กผู้หญิงก่อน!!” เขารีบบอกให้ช่วยเหลือเธอ คนที่ยืนอยู่บนแผ่นน้ำแข็งที่บางที่สุด

เจ้าหน้าที่ค่อยๆโรยตัวลงมาหาเธออย่างช้าๆ  ในวินาทีที่เจสสิก้าคิดว่าเธอจะได้หลุดพ้นจากนรกแห่งนี้เสียที พื้นน้ำแข็งก็ทรุดตัวลง ผืนน้ำเย็นเบื้องล่างดึงดูดร่างของเด็กสาวลงไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกๆคนไม่เว้นแม้แต่กลุ่มตำรวจที่อยู่บนฝั่ง

          เจสสิก้า!!!!” แอนดี้แทบจะโผตามเธอไป แต่เจ้าหน้าที่จับตัวเขาไว้ได้ทัน ก่อนจะส่งสัญญาณให้ดึงขึ้นไปจากทะเลสาบ เด็กหนุ่มทั้งดิ้นทั้งร้องตะโกนแทบไม่เป็นภาษาเมื่อถูกดึงขึ้นไปขณะที่เพื่อนของเขากำลังจมลงไปในน้ำ

          นายอำเภอหนุ่มยังคงยืนนิ่งอยู่บนผิวน้ำแข็ง แรงจากการที่เธอตกลงไปในน้ำทำให้เกิดคลื่นระลอกเล็กๆโถมเข้ามาสัมผัสกับแผ่นน้ำแข็งที่เขายืนอยู่

         

และในวินาทีนั้นเองที่เขาตัดสินใจกระโดดลงไป

โดยไม่สนใจเลยว่า ความหนาวเย็นของทะเลสาบน้ำแข็ง อาจฆ่าตัวเขาเองได้ในเวลาไม่กี่นาที

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#ทอล์ค

เจสสิก้ากับนายอำเภอจมน้ำตาย ส่วนแอนดี้เสียสติ คือตอนจบของเรื่องนี้ค่ะ 555555 /ล้อเล่นค่ะ

มี comment แล้ว  เย่ๆ *O*  ดีใจจริงๆค่ะที่เปิดเข้ามาแล้วเจอคอมเม้น

ตอนนี้เป็นตอนที่ใช้พลังงานมากที่สุด เขียน-ลบ เขียน-ลบอยู่หลายรอบเลย มันเป็นมุมมองของคนหลายๆคนต่างจากตอนแรกๆที่เป็นของเจสสิก้าคนเดียว 

ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนตอนนี้ให้จบ แต่ปรากฏว่ายาวเกินต้องตัดเพิ่มเป็นตอนใหม่ อาจจะรู้สึกค้างกันนิดหน่อยนะคะ 555 /ยิ้ม

 

ตอบเม้น ตั้งแต่ตอนที่เขียนเรื่องนี้ ก็คิดไว้นะคะว่าถ้าเราไม่บรรยายลักษณะตัวละครให้ผู้อ่าน จะจินตนาการยากรึเปล่า ต่อไปจะพยายามบรรยายลักษณะตัวละครให้มากๆค่ะ ว่าหน้าตาเป็นยังไง แต่ถ้าให้ลงรูปกลัวว่าแต่ละคนจินตนาการได้ไม่เหมือนกันแล้วมาเจอรูปที่เราตั้งเป็นตัวละครอาจจะไม่ถูกใจ เราเลยขอไม่ลงเป็นรูปนะ จะบรรยายจากเนื้อเรื่องแล้วก็จะเปิดเพิ่มหนึ่งตอนเป็นตอนบรรยายตัวละครในเร็วๆนี้ค่ะ  ขอบคุณท่านผู้อ่านที่ให้กำลังใจและติชมนะคะ  รู้สึกใจชื้นขึนมาเยอะเลยทีเดียว นึกว่าจะมีมีใครสนใจเรื่องของเราซะแล้ว T__T

เจอกันใหม่ตอนหน้าเร็วๆนี้ค่ะ

 

3 ความคิดเห็น

  1. #2 sarangae_Jessica (@suchadamusik) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 / 23:06
    โอ้ยยย ลุ้นอ่าาาา นิยายสนุกจริงๆนะคะอยากให้แต่งจนจบเลยค่ะ สู้ๆนะคะไรต์เป็นกำลังใจให้ค่ะ มีพระเอกมั้ยคะะะ แล้วผู้ชายที่ให้ผ้าพันคอสีฟ้านั่นคือใครร
    #2
    0