(whitefox) | T r i n i t y

ตอนที่ 4 : #04-Don't let me drown

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 มิ.ย. 59

 
  CR.SQW
 

 

T r I n I t y


don't let me drown.

 

          วินาทีที่เด็กสาวตกลงไป คล้ายกับเธอจะได้ยินเสียงร้องเรียกจากที่ไกลๆ แต่เธอไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเสียงนั้นมากจากที่ไหน และเสียงตูมใหญ่คล้ายเวลาโยนของหนักลงในน้ำเหมือนตอนที่เธอตกลงมา

          น้ำเย็นๆปะทะเข้าทั้งร่างในเวลาอันรวดเร็วทำให้ร่างทั้งร่างของเธอช็อคเกร็ง ความหนาวเย็นกัดกินผิวกายจนกลายเป็นความรู้สึกชา เจสสิก้าพยายามจะใช้สองมือของเธอพาร่างกลับขึ้นไปบนผิวน้ำ แต่มันก็ยากเย็นเหลือเกินเมื่อร่างกายของเธอหนักอึ้งเหมือนถูกถ่วงให้จมลงไป ทั้งข้อนิ้วข้อมือที่ขยับได้อย่างยากลำบาก ราวกับว่าผืนน้ำไร้แสงส่องนี้ได้แช่แข็งมันเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

          ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นน้ำแข็งและเธอกำลังจะตายลงอย่างช้าๆ  ในความเงียบงันและมืดมิด เจสสิก้าไม่สามารถห้ามตัวเองให้คิดถึงเรื่องราวในอดีต ความทรงจำทุกอย่างที่เป็นจุดเริ่มต้นของเจสสิก้าเรนเนอร์ผ่านเข้ามาในห้วงความคิดอย่างรวดเร็ว ราวกับคลื่นฤดูมรสุมที่ซัดเข้าหาชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง สติของเธอกำลังล่องลอยและสิ่งเดียวที่ยังคงเคลื่อนไหวได้ใต้ผืนน้ำก็เต้นช้าลงทุกทีๆ

         

         

          เขาไม่รู้ว่าตัวเองคิดผิดหรือคิดถูกที่ตัดสินใจกระโจนตามเด็กผู้หญิงคนหนึ่งลงไปในน้ำ  ความเย็นของมันแทบจะฆ่าเขาในวินาทีแรกที่สัมผัสกับน้ำ  และวินาทีถัดมา คือวินาทีที่เขาตระหนักได้ว่าตัวเองไม่มีทางจะช่วยเธอได้

          เพราะว่าท้องน้ำตอนกลางคืนมันมืด มืดจนเขาไม่แน่ใจว่าตัวเองยังลืมตาอยู่หรือว่าหลับไปแล้วเพราะช็อคความเย็นของน้ำ  ทางเดียวที่จะรู้ว่าเธออยู่จมอยู่ตรงไหน คือการว่ายลึกลงไปในความมืด แต่การทำแบบนั้นไม่ต่างอะไรจากการว่ายไปสู่ยมโลก

          ถ้าหากไม่ว่ายไป เธอตาย

แต่ถ้าหากว่ายลงไป ก็มีโอกาสไม่น้อยที่จะตายทั้งสองคน  และตัวเขาก็ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่จะทิ้งชีวิตตัวเองได้เสียด้วยสิ

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                   

           

          “บ้าเอ้ย!

สารวัตรตำรวจสบถอย่างลืมตัว เมื่อได้เห็นว่านายอำเภอหนุ่มกระโดดลงไปในทะเลสาปหลังจากที่เด็กสาวตกลงแทบจะในทันที

          น้ำนั่นทั้งเย็น และมืดเพราะเป็นเวลากลางคืนถึงอายุยังน้อยแต่เขาก็เป็นนายอำเภอเมืองแช่แข็งนี้มาถึง 5 ปี อย่างน้อยก็น่าจะมีสติคิดถึงเรื่องนี้บ้าง กระโดดลงไปทั้งอย่างนั้นคิดจะให้เขาหานายอำเภอใหม่เลยหรือยังไงกัน

          ไปเรียกรถพยาบาล แพทย์กู้ชีพ-อะไรก็ได้ เรียกมาให้เร็วที่สุด!” ถึงแม้จะตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย แต่ประสบการณ์การเป็นตำรวจของเขาทำให้สารวัตรยังมีสติกว่านายตำรวจคนอื่นๆ เขาหยิบเอาวิทยุจากมือนายตำรวจหน้าใหม่คนหนึ่งที่ยืนตัวนิ่งแข็งไม่มีสติ  และสั่งการผ่านวิทยุไปยังเฮลิคอปเตอร์ที่บินอยู่เหนือทะเลสาบ

          ส่องไฟลงไป มืดขนาดนี้เขาหาผิวน้ำไม่เจอแน่

          พื้นทะเลสาบไม่ปลอดภัยที่จะส่งคนเข้าไปอีกแล้ว สารวัตรตำรวจจึงทำได้เพียงเอาใจช่วยสองร่างใต้น้ำนั้น และจู่ๆคำพูดที่เขาพูดกับคนที่ไม่คิดหน้าคิดหลังกระโดดลงน้ำไปก็ผุดขึ้นมาในหัว

 

ไม่ว่าจะเจอคน หรือเจอแค่ร่างก็ตามแต่.

 

          “ หรือว่าฉันจะได้แค่ร่างจริงๆ เฮลล์

 

         

 

 

 

ไกลออกไปจากริมฝั่ง  ลึกลงไปใต้น้ำนายอำเภอเคจ เฮลล์พึ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมีไฟฉาย แต่น่าเสียดายที่มันกลายเป็นกระบอกโลหะไร้ค่าทันทีที่สัมผัสกับน้ำ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยายามเพิ่งมองไปในน้ำหาร่างของเด็กสาว ยิ่งเขาว่ายลึกลงไป แขนขาก็เริ่มจะชา เวลาของตัวเองเหลือน้อยลงทุกๆที  เช่นเดียวกันกับเวลาของเธอ ที่ดูเหมือนจะเริ่มนับถอยหลังเร็วกว่าเขานิดหน่อย         

ขอแค่มองเห็นเธอ เขาพร้อมจะดำลงไปอย่างไม่ลังเล

แต่ความมืดในน้ำนี้ ไม่ได้เห็นใจเขาเลยสักนิด

 

          นี่เขาจะต้องเสียเธอไปจริงเหรอ?

 

กับคนที่เจอกันด้วยความบังเอิญอื่นๆ เขาคงไม่รู้สึกผิดที่ช่วยเธอไม่ได้ 

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาช่วยเหลือเธอ  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเจอกับเด็กผู้หญิงคนนี้

เด็กผู้หญิงที่เขาเจอในตอนเช้าเมื่อวาน ดูเหมือนคนไม่ทันโลก แต่เมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่าเธอเว้นระยะห่างได้อย่างชาญฉลาด เธอปล่อยผมสีน้ำตาลเข้มเหยียดยาวถึงกลางหลังต่างจากวัยรุ่นอื่นๆที่ชอบดัดให้ฟู ไม่ได้แต่งหน้าจัดหรือแต่งตัวประหลาดๆอย่างที่เด็กมัธยมชอบทำ และสิ่งที่ทำให้เขาจำเธอได้ดีคือดวงตาสีเขียวน้ำทะเลหน้าร้อนที่ทำให้นึกถึงคนๆหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้

 

วินาทีเปลี่ยนเป็นนาที  ความหวังที่จะช่วยเธอสำเร็จลดน้อยลงแทบจะเป็นศูนย์ และในนาทีนั้นเอง ที่เขาสังเกตเห็นบางอย่างใต้น้ำลึกลงไป

แสงสีฟ้าสว่างจางๆจนแทบจะกลืนกับความมืด แต่มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาตัดสินใจว่ายไปหา ที่สุดปลายทางของแสงคือร่างของเด็กสาวที่หลับตาสงบนิ่งเหมือนกับว่าเธอแค่เผลอหลับพักผ่อน แต่ใบหน้า ริมฝีปากและร่างกายซีดเผือด  สองมือของเธอประคองแท่งเรืองแสงที่เปล่งแสงอย่างอ่อนแรงเพราะความเย็นของน้ำไว้ที่หน้าอก

เขาดำน้ำมานานจนไกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว  นายอำเภอหนุ่มรีบรวบเอาร่างของเธอ แสงของเฮลิคอปเตอร์ช่วยนำทางให้เขากลับมายังผิวน้ำได้อย่างที่สารวัตรตั้งใจ  แต่เมื่อมาถึงเขาก็พบว่าตัวเองติดอยู่ใต้แผ่นน้ำแข็งที่หนาเกินกว่าจะกระแทกให้แตก

 

          มาแข็งอะไรเอาตอนนี้!

 

เขาประคองร่างเธอเอาไว้ด้วยแขนข้างเดียว แล้วชักปืนของตัวเองยิงรัวเข้าที่แผ่นน้ำแข็งโดยไม่สนว่ากระสุนจะทะลุไปตกที่ใคร เมื่อแผ่นน้ำแข็งร้าวและแตกออก เขาจึงใช้แรงเฮือกสุดท้ายดันร่างของคนทั้งสองคนขึ้นมาอยู่บนแผ่นน้ำแข็งเหนือน้ำได้สำเร็จ  ท่ามกลางความโล่งใจของสารวัตรตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่พึ่งเข้ามาในพื้นที่อีกหลายคนในที่แห่งนั้น รวมไปถึงแอนดี้ที่มองเหตุการอยู่บนเฮลิคอปเตอร์

 

          เมื่อสายลมบนบกพัดเข้ามาปะทะเขาก็หนาวสั่นจนแทบจะขยับไม่ไหว แต่ก็ยังมีสติเพียงพอจะเข้าไปประคองเธอที่ยังคงนอนนิ่งอยู่บนพื้นน้ำแข็ง เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเมื่อมองเห็นว่าช่วงอกของเธอไม่ได้ขยับขึ้นลง และเมื่อเขาตรวจดูก็พบว่าเธอไม่หายใจแล้ว

 

          เหมือนเวลาหยุดลง และความโล่งใจทั้งหมดที่เกิดขึ้นหายไป เมื่อเห็นนายอำเภอหนุ่มจับศีรษะของเด็กสาวแหงนไปด้านหลังแล้วเริ่มใช้การเป่าปากเพื่อช่วยหายใจสลับกับทำการนวดหัวใจ  สารวัตรรีบส่งหน่วยแพทย์เข้าไปรับทั้งสองร่างจากกลางทะเลสาบ แต่การเข้าไปให้ถึงทั้งสองคนก็ยากเหลือเกิน จนเหลือแค่คนเดียวที่จะช่วยเธอได้และเขาก็กำลังพยายามอย่างสุดความสามารถ

 

          นี่เธอไม่คิดจะหายใจรึไงกัน

          หายใจสิ

          หายใจ!’

 

ในขณะที่นายอำเภอพยายามจะช่วยชีวิตเจสสิก้า จู่ๆเขาก็รู้สึกว่าร่างกายเธอเย็นผิดปกติ และยังเย็นขึ้นเรื่อยๆ ปกติแล้วการช่วยชีวิตไม่สามารถชะงักหรือหยุดกลางคันได้ แต่ที่สิ่งที่เขาเห็นมันยากนักที่จะไม่ตะลึง

ผืนน้ำแข็งที่สัมผัสกับตัวเธอเหมือนมีน้ำแข็งเกิดใหม่ มันค่อยๆหนาตัวทับแผ่นเก่า เปลี่ยนผิวน้ำแข็งที่เขาใช้ปืนยิงแตกกระจายให้เยือกกลับไปเป็นแผ่นน้ำแข็งอย่างน่าอัศจรรย์ ภายในเวลาอันรวดเร็วมันกินพื้นที่กว้างไปรอบๆตัวเขาและเธอ ท่ามกลางความตื่นตะลึงของเขาและความงุนงงของหน่วยแพทย์ที่สังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงของพื้นทะเลสาบพร้อมเสียงเบียดเอี๊ยดอ๊าดของน้ำแข็ง

นายอำเภอหันกลับมามองที่เธอ เธอยังคงไม่หายใจ แต่ดวงตาใต้เปลือกตาขยับไปมาไม่อยู่นิ่ง เขาจึงได้รู้ว่าทั้งหมดนี้คือการกลั้นหายใจเพราะกลัวสำลักน้ำ นายอำเภอไม่มีทางเลือกอื่นที่จะปลุกเธอให้กลับมาหายใจ นอกจากการตบเข้าที่แก้มข้างหนึ่งของเธอด้วยความแรงขนาดที่เขาคิดว่าสามารถปลุกเธอได้

มันได้ผล เด็กสาวสะดุ้งลืมตาโพลง สูดหายใจเข้าปอดอย่ารวดเร็วจนเธอสำลัก โกยอากาเข้าปอดหลังจากที่หยุดหายใจไปนาน ความหนาวเย็นทำให้เธอขดตัวเข้าหากันแทบจะกลายเป็นก้อนกลม สั่นไปหมดทั้งร่างจนเขาได้ยินเสียงฟันเธอกระทบกัน

หน่วยแพทย์เหยียบพื้นน้ำแข็งที่จู่ๆก็หนาตัวขึ้น เข้ามาหาทั้งสองร่างอย่างงงๆ ทั้งเจสสิก้าและแอนดี้ถูกนำตัวไปที่โรงพยาบาลอย่างชุลมุน ในขณะที่เขาผู้ที่กระโจนลงในน้ำนานไม่ต่างจากเธอปฏิเศษทุกการช่วยเหลือที่ตัวเองได้รับ

ในวินาทีแห่งความวุ่นวายนั้น คล้ายกับว่าทุกสิ่งมันเคลื่อนที่ช้าๆจนเกือบหยุดลงสำหรับนายอำเภอหนุ่ม ขณะที่ทุกคนต่างก็เตรียมจะออกไปจากทะเลสาบน้ำแข็งกลางป่านี้ มีเพียงเขาที่ยังยืนหยุดนิ่งอยู่กลางแผ่นน้ำแข็ง มองเธอที่กำลังถูกนำขึ้นรถพยาบาลจนกระทั่งมันเคลื่อนออกไปแล้วเขาก็ยังไม่สามารถละสายตาออกจากมันได้  ความคิดมากมายผุดขึ้นมาในสมอง ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงคำถามที่ไร้คำตอบของตัวเขาเอง แต่ต้นเหตุทั้งหมดของคำถามเหล่านั้นคือเธอ

 

 

เธอทำแบบนั้นได้ยังไง

เธอเป็นใครกันแน่

 

 

 

 

         

         

                  

 

          เจ็บแก้ม….หนักหัว….ทั้งเจ็บทั้งหนักไปทั้งตัวเลยมากกว่า   ฉันขยับตัวไม่ได้เลย ได้แต่นอนกระพริบตาปริบๆอยู่บนเตียงนี่

          ฉันรู้ตัวว่าตัวเองถูกพามาที่โรงพยาบาล แต่ไม่ค่อยรู้นักว่าพวกเขาทำอะไรกับฉันบ้าง แต่พวกเขาคงจะทำไปไม่น้อย ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองถูกบังคับกรอกน้ำยาฆ่าเชื้อเข้าทางจมูก  กลิ่นโรงพยาบาลกับฉันนี่มันไปกันไม่รอดจริงๆ

          ห้องที่ฉันอยู่เหมือนเป็นห้องพิเศษแต่เพราะฉันทำอะไรไม่ได้ ในห้องที่ไม่มีใครให้คุยด้วยแบบนี้ฉันเลยได้แต่คิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก่อนที่ฉันจะกลายเป็นคนไข้ของโรงพยาบาล

          ป่านนี้แอนดี้จะเป็นยังไงบ้างนะ ฉันยังไม่เห็นเขาเลย ทั้งแวนด้ากับแจ็กกี้อีก สองคนนั้นจะยังอยู่ในป่าหรือเปล่า? ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งอยากลุกจากเตียง เพียงแต่ร่างกายมันไม่ฟังคำสั่งของฉันเอาซะเลย  จะยกแขนก็ขยับแทบไม่ไหว นี่ฉันกลายเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงไปแล้วรึยังไงเนี่ย

         

          จมน้ำแบบนั้น  ฉันคงกลั้นหายใจ

          หวังว่าฉันคงไม่ได้ทำอะไรไม่ดี ตอนที่ไม่รู้สึกตัวนะ

 

 

          “เจซี่

ตอนที่ฉันมัวแต่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง ไม่รู้ตัวเลยว่าอาริต้าเข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันรู้สึกผิดต่อเธอเหลือเกินที่ก่อรื่องวุ่นวาย แค่เธอวางมือลงบนหน้าผากและยิ้มให้ฉัน น้ำตามันก็ไหลออกมาเสียดื้อๆ

          ขอโทษค่ะ

ฉันพูดได้เพียงแค่นั้นก่อนจะไอออกมาโขลกๆเพราะคอที่แห้งเป็นผง จนเธอต้องหาน้ำมาให้จิบ ตัวฉันในตอนนี้ทำอะไรก็ดูจะเกิดปัญหาไปทุกอย่างจริงๆ

          อาคะ  ไม่บอกคุณพ่อได้รึเปล่าคะ

          ดูจากการที่เธอปั้นหน้ายากแบบนี้ ฉันคิดว่าเธอคงจะบอกพ่อไปเรียบร้อยแล้ว  แบบนี้ฉันคงไม่ได้อยู่ที่สปริงฟิลด์แน่ 

          เหมือนทุกอย่างที่ฉันวางแผนมา ผิดพลาดไปหมด

 

          หาเพื่อน  เรียนให้จบมัธยมในโรงเรียน  ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในชนบท

 

          พังทุกอย่างจริงๆ

         

          ในตอนที่ฉันทนไม่ไหวอยากร้องไห้แบบจริงๆจังๆ  ประตูห้องผู้ป่วยก็ถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับคนสามคน แวนด้า แจ็กกี้ที่ตาแดงๆ และแอนดี้ที่ถือช่อดอกไม้มาช่อหนึ่ง ทั้งสามคนยืนนิ่งอยู่ตรงประตูเหมือนไม่กล้าเข้ามาหา จนกระทั่งฉันยิ้มให้ แวนด้าและแจ็กกี้ก็แทบจะโผเข้ามากอดฉัน

 

          เจสซี่  ฉันขอโทษ!” แจ็กกี้ร้องไห้เหมือนเด็กๆ เอาแต่พึมพำขอโทษฉันไม่หยุด

 

ใจจริงฉันอยากจะกอดปลอบเธอ และบอกว่าที่จริงแล้วมันไม่ใช่ความผิดของเธอเลย แต่ทั้งหมดที่ฉันทำได้ก็คือการยิ้ม แม้ว่าน้ำตาฉันจะเริ่มไหลออกมาแล้วก็เถอะ

          อาริต้าขอตัวออกไปข้างนอก ปล่อยให้พวกเราสี่คนอยู่ด้วยกัน โดยที่แวนด้าต้องปลอบแจ็กกี้ที่หยุดร้องไห้ไม่ได้ และฉันได้แต่มองพวกเธอสองคนอยู่บนเตียง

          ดอกไม้ช่อหนึ่งถูกวางบนโต๊ะไกล้ๆกับเตียง กลิ่นของมันหอม น่าสูดดมกว่ากลิ่นโรงพยาบาลมาก และเจ้าของช่อดอกไม้นั้นก็ขยับเอาเอ้าอี้มานั่งข้างๆเตียงฉัน หลังจากที่ยืนอยู่ห่างๆมาสักพัก

          รู้สึกดีขึ้นมั้ย  มีตรงไหนไม่สบายรึเปล่า

แอนดี้ถาม พร้อมกับจับมือข้างหนึ่งของฉันไปกุมเอาไว้การกระทำนั้นทำให้ฉันแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ติดใจ เพราะดูเหมือนเขาจะทำไปเพราะมีจุดประสงค์ที่ดี

          ฉันมีของจะให้เธอด้วย  มันจะช่วยให้เธอหายเร็วขึ้นนะ

หลังจากเขาจับมือฉันไป เขาก็เอาบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ที่ใส่อยู่ มันทำให้ฉันเผลอยิ้มอย่างช่วยไม่ได้

มันคือกำไล กำไลเรียบๆที่ดูเหมือนจะทำจากโลหะบางอย่าง ทั้งตัวกำไลไม่มีลวดลายอะไรแต่มีบางอย่างคล้ายๆกับก้อนหินแต่มันใสกว่าขนาดเท่านิ้วโป้งเป็นจี้กลางของตัวกำไล สีฟ้าของมันเหมือนสีฟ้าของดวงตาของเขามากจนดูเหมือนจะเป็นสีเดียวกัน

โดยที่ฉันไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเศษ เขาก็ใส่มันให้ฉันเสร็จสรรพ ก่อนจะคืนแขนข้างนั้นมาให้ฉันดังเดิม

ใช่เหรอแอนดี้  กำไลอันนั้นมันเหมือนกำไลอันหนึ่งที่นายซื้อจากร้านแม่ฉันเลยนะ กลายเป็นเครื่องรางไปตั้งแต่เมื่อไหร่”  แวนด้าว่าอย่างติดตลก ก่อนที่แอนดี้จะเอาหมอนรองหลังที่อยู่แถวนั้นปาใส่เธอ ฉันได้แต่หัวเราะเบาๆเพราะดูเหมือนจะยังพักไม่พอจึงหอบและหนื่อยได้ง่ายๆ บรรยากาศในห้องแม้จะเริ่มวุ่นวายเพราะแวนด้ากับแอนดี้เริ่มสงครามหมอนใส่กัน แต่มันก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเราทั้งสี่คน

 

 

ถ้าฉันต้องไปจากเมืองนี้  จะตัดใจจากพวกเขาได้หรือ?

หรือมันจะถึงเวลาแล้วจะฉันจะออกมาจากเงาของพ่อ เลิกหนี แล้วแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

 

          ฉันจะทำแบบนั้นได้ยังไงกัน ก็รู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือว่ามันร้ายแรงแค่ไหน  ทางเลือกเดียวที่ใช้ตลอดมาคือการเว้นระยะห่างจากคนรอบข้าง แต่มิตรภาพที่ได้รับ มันช่างสวยงามเหลือเกิน

          ฉันควรจะทำยังไงดีนะ  เวลานี้คำตอบมันช่างอยู่ไกลเกินกว่าฉันจะเอื้อมได้ถึงจริงๆ

ที่อยู่ตรงนี้มันช่างมีความสุขจนอยากเก็บช่วงเวลานี้เอาไว้ตลอด กลัวว่าถ้าวันหนึ่งพวกเขาได้รู้จักตัวฉันจริงๆ  จะไม่มีการพูดจา รอยยิ้ม หรือกระทั่งคำว่าเพื่อนอีกต่อไป

          ฉันกลัวเหลือเกิน ว่าวันหนึ่งพวกเขาจะทิ้งฉัน

 

 

 

เหมือนกับที่ แม่ เคยทำ











#ทอล์ค

ตอนนี้ พิมไป กลั้นหายใจไปค่ะ ฮ่าฮ่าๆ

เริ่มจะเข้มข้น(?) นะคะ  เรื่องของตัวละครเเต่ละตัวจะค่อยๆทยอย ทยอย และทยอยลงมาค่ะ/อะไรของเธอว์-_-*

จริงๆกว่าจะเขียนตอนนี้ได้ นั่งหาข้อมูลอยู่นานเหมือนกันนะคะ  ทั้งการทำงานของเเท่งเรืองเเสง cold shock การช่วยหายใจอะไรต่างๆ เราไม่ค่อยมีความรู้ด้านนี้นะคะถ้าเกิดว่าผู้อ่านที่ข้อมูลเเน่นปึ้กเห็นว่าเราเขียนเเบบนี้มันไม่ถูกนะ สามารถทักท้วงได้เลยนะ เราว่าการเขียนเกี่ยวกับการช่วยชีวิตนี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะบางทีเราอาจจะได้ใช้สิ่งที่เราอ่านตรงนี้ในซักวันนะคะ

สำหรับข้อมูลเรื่องต่างๆที่เราเขียนทั้งหมดก็เสิร์ชจากอินเทอร์เน็ต ถ้าต้องการเเบบว่าเราเอามาจากตรงไหนสามารถคอมเม้นต์หรืออินบ็อกส์มาได้นะคะ /ยิ้ม

ขอบคุณผู้อ่านที่ติชม และให้กำลังใจนะคะ พูดตรงๆเราก็คิดว่าจะเเต่งให้จบนะคะ เเต่ตอนนี้เรากำลังจะขึ้นปีหนึ่ง ไม่รู้ว่าตอนเรียนจะมีเวลามากน้อยเเค่ไหนสำหรับการทำนิยายเรื่องนี้  ถ้าเราอัพช้าอย่าทิ้งเราไปนะะะ/อ้อนวอน

เจอกันใหม่ตอนหน้าเร็วๆนี้ค่ะ :)

 

อ้อ  อันนี้กำไลค่ะ


 

 

 

 

3 ความคิดเห็น

  1. #3 sarangae_Jessica (@suchadamusik) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 15:27
    ลุ้นจนกลั้นหายใจเหมือนไรต์เลยค่ะ พอมารู้ว่าไรต์อุตส่าเสิร์ชข้อมูลก่อนมาแต่งนี่รู้สึกตื้นตันใจจังค่ะที่พยายามแต่ง จะติดตามจนจบเลยนะคะ อ้อรู้อายุของไรต์แล้ว รู้สึกตัวเองแก่เลยอ่ะ 55555 เข้าใจค่ะกำลังจะขึ้นปี1 ไม่ค่อยมีเวลา พี่ก็เพิ่งจบปี1หมาดๆเลย เป็นกำลังใจให้นะคะ อย่าลืมมาอัพด้วยนะคะ จะรออ่านค่ะ 😊😊
    #3
    0