นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [Fic Fantastic beasts] : Gracious Gems And Dream [GGAD]

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 31 ธ.ค. 61 / 14:19



         นัยน์ตาสองสีคมปราดเปรี่ยวทั้งสองของชายหนุ่มผมบลอนด์ทอง หากใครได้ใคร่มองก็จะพบกับความแตกต่างอันน่าประหลาด ข้างหนึ่งเป็นดั่งแร่แบล็คทัวร์มาลีนสีดำถ่าน อีกข้างหนึ่งเป็นสีขาวเทาดุจไข่มุกมันวาวอันเลอค่าชวนพิศวง 

          แทนที่นัยน์ตาสีดำมืดจะแสดงถึงความอัปมงคลหรือสิ่งชั่วร้าย ทว่าสีขาวเทาสว่างบริสุทธิ์นั้นชวนให้น่าเกรงขามและน่าหวาดหวั่นดุจสัตว์ร้ายมากกว่าเพียงใด แต่ทั้งนี้แล้วทั้งนั้นนัยน์ตาที่แตกต่างกลับเป็นสเน่ห์อันล้นเหลือแก่ผู้ที่ครอบครองอัญมณีทั้งสอง ทั้งสวยสดงดงามและในขณะเดียวกันยังแฝงไปด้วยอันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ความสวยงาม...

"ไม้กายสิทธิ์ของฉันละ(?)..อ่า..ช่างมันเถอะ ที่สำคัญกว่านั้นคือฉันอยู่ที่ไหน(?)"

         เขาเริ่มสำรวจตัวเองก่อนค้นกระเป๋าเสื้อและกางเกงแต่ก็ไม่พบของที่เขาต้องการ ชายหนุ่มมองไปรอบข้างที่บรรยากาศชวนให้เงียบเหงาและว้าเหว่...เหมือนท้องฟ้ายามราตรีจะไม่มีวันได้กลับมาสดใสดั่งแสงของดวงอาทิตย์ไม่อาจสาดส่องลงมายังที่แห่งนี้ตลอดกาล...เขาพบเครื่องหมายบางสิ่งบางอย่างรูปร่างคล้ายกะโหลกและมีลิ้นเป็นงูโผล่ออกมา เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์นั้นล่องลอยอยู่เหนือหอดูดาวของปราสาทแห่งนี้ เปล่งแสงสีเขียวสว่างน่าขนลุก เป็นทัศนีภาพที่ไม่น่าเชยชมเอาเสียเลย

"สิ่งนั้นมันคืออะไรกัน...น่าขยะแขยงเสียจริง"

         เขาพูดพร้อมกับละสายตาจากบนฟ้าครึ้มก่อนจะมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เบื้องหน้าของชายที่มีนามว่า 'เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์' ปรากฎหอดูดาวสูงเฉียดฟ้า สายตาเขาเหม่อมองไปจนถึงยอดหอดูดาวที่ไม่มีแม้แต่ดวงดาราสักดวงให้มอง เขาคิดว่าสถานที่ที่เขาอยู่ตอนนี้มันช่างคล้ายคลึงกับโรงเรียนสอนเวทมนต์ 'ฮอกวอตส์' แห่งราชอาณาจักรอังกฤษ ทว่ามันถูกสร้างแและพัฒนาขึ้นแต่กระนั้นก็ยังคงมีเค้าโครงเดิมพอที่จะทำให้แน่ใจว่ามันคือสถานที่เดียวกัน แม้ว่าบรรยากาศจะแตกต่างราวฟ้ากับเหวลึก

"มีใครอยู่ที่นี่รึเปล่า!!"

       หนุ่มผมบลอนด์ทองหยิกเป็นลอนเดินไปรอบๆหอคอยอย่างโดดเดี่ยว พร้อมส่งเสียงตะโกนเรียกเพื่อหาใครสักคนที่จะตอบคำถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้นกับที่นี่ แต่ก็ไร้วี่แววแม้แต่เสียงนกร้อง...

"อัล!! อัลบัส!! ถ้านายอยู่แถวนี้ก็ช่วยส่งเสียงให้ฉันรู้ที"

       เขาตะโกนอีกครั้งทว่าสิ่งที่ได้คือความเงียบ เกลเลิร์ตขานชื่อเรียกใครบางคนมันเป็นเพราะว่าก่อนที่กรินเดลวัลด์จะมาอยู่ที่แห่งนี้ เขาได้นอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ท่ามกลางแสงอาทิตย์อันอบอุ่น เคียงข้างกับชายผู้มีผมสีน้ำตาลแดง 'อัลบัส ดัมเบิลดอร์' แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร(?) ชายหนุ่มที่มีนามว่าอัลบัสอยู่ที่ไหน(?)

          กรินเดลวัลด์ตัดสินใจที่จะขึ้นบนหอดูดาวนั้นก็ได้ยินเสียงเล็กๆคุยกัน เขาก้าวขาขึ้นไปตามทางบันไดเวียนเสียงนั้นก็เริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น เกลเลิร์ตเปิดประตูอย่างช้าๆแล้วก็ได้พบกับชายชราที่ผมและหนวดเคราของเขาถููกย้อมเป็นสีขาวล้วน ผมสีขาวยาวหยิกล่องลอยไปตามสายลมพร้อมกับเด็กหนุ่มผมสีดำขลับหัวยุ่งเล็กน้อย พวกเขาสนทนาโดยไม่สนใจคนแปลกหน้าอย่างเขา

"พวกคุณพอจะบอกผมได้ไหม ว่าผมอยู่ที่ไหน"

         หนุ่มนัยน์ตาสองสีถามออกไปแต่ที่น่าแปลกคือพวกเขาไม่สนใจในคำพูดของเขาราวกับว่าเสียงของเขาส่งไปไม่ถึงทั้งที่ระยะห่างระหว่างพวกเขาก็ไม่มากพอที่จะไม่ได้ยินเสียงของอีกฝ่าย 

"แฮร์รี่ ไป!!"

         เสียงชายชราตะคอกขึ้นก่อนที่เด็กชายจะวิ่งสวนเขาไปโดยไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มวิ่งตามคำของชายชรานั้น สายลมพัดพาผมของเด็กหนุ่มเผยให้เห็นรอยแผลเป็น กรินเดลวัลด์เห็นก็นึกสงสารไม่น้อยเพราะเด็กหนุ่มมีหน้าตาที่หล่อเหลาและยังมีนัยน์ตาสีเขียวมรกตอันสวยงามนั้นไม่ควรมีรอยแผลเป็นบนหน้าผากเลย...

         เด็กชายที่ถูกเรียกว่าแฮร์รี่วิ่งไปยังประตูก่อนถอยหลังกลับมาจนชนกับเขา...ไม่สิ...เด็กชายคนนั้นทะลุร่างของเขาไปเลยต่างหาก กรินเดลวัลด์มองดูร่างกายตัวเองก่อนจะเอื้อมมือไปจับต้องตัวแฮร์รี่แต่ผลก็ยังเหมือนเดิม...เขาสัมผัสร่างกายนั้นไม่ได้ 

"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน..."

         กรินเดลวัลด์ไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ แต่แล้วชายผมหงอกพึมพำอะไรบางอย่างก่อนจะชี้ไม้กายสิทธิ์ไปที่ร่างเด็กหนุ่ม แฮร์รี่ลอยขึ้นก่อนจะลงดิ่งไปข้างล่างพื้นแผ่นไม้ที่พวกเขายืนอยู่อย่างรวดเร็ว เสียงเปิดประตูดังสนั่นมาพร้อมกับผู้มาเยือนใหม่ ครานี้เป็นชายหนุ่มที่มีผลบลอนด์ซีดกำไม้กายสิทธิ์แน่นแล้วชี้ไปยังชายชรา

"เอกซ์เปลลิอาร์มัส!! (คาถาปลดอาวุธ) " 

         หลังสิ้นคำพูดของผู้มาเยือนใหม่ ไม้กายสิทธิ์ในมือของชายชราก็กระเด็นออกไปโดยทันที ในตอนนี้ชายชราเสียเปรียบอย่างชัดเจนจนน่าเป็นห่วง เขาถอยหลังยืนพิงกำแพงด้วยใบหน้าซีด 

         กรินเดลวัลด์ไม่รู้ว่าเพราะอะไรร่างกายของเขาขยับไปเองเพื่อที่จะช่วยประคองชายชราคนนั้น แต่ก็ไม่อาจช่วยได้ในเมื่อมือของเขาทะลุผ่านร่างชายชราและการกระทำของเขาช่างไร้ประโยชน์ มีเพียงช่วงเสี้ยววิของเวลาที่สายตาของเขาได้สบเข้ากับดวงตาสีฟ้าไพลินภายใต้แว่นพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้...เเละที่ไม่น่าเป็นไปได้กว่านั้นคือดวงตาสีฟ้าที่สบตาเพียงครู่เดียวทำให้เขานึกถึงใครบางคน...

         "อัลบัส(?)...ดวงตาช่างคล้ายกันเสียเหลือเกิน ตาแก่คนนี้เป็นใครกัน พ่องั้นหรือ(?) ไม่สิพ่อของอัลอยู่ที่คุกอัซคาบัน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ออกจากคุกแห่งนั้น "

         เกลเลิร์ตไม่มีทางที่จะลืมสายตาคู่นั้นและเขาไม่มีทางดูผิดอย่างแน่นอน แต่ไม่ว่ากรินเดลวัลด์จะพูดหรือถามไปก็คงไม่ได้คำตอบกลับมาอยู่ดี เขาคิดว่าเขาควรนิ่งเงียบเพื่อดูเหตุการณ์ต่อไป 

         ชายผมหงอกลุกขึ้นอย่างช้าๆก่อนจะกล่าวทักทายเด็กหนุ่มคนใหม่ เขาเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่างขนาดใหญ่ของหอดูดาวซึ่งมันไม่มีกระจก มันมีเพียงกำแพงเชิงเทินเล็กๆเท่านั้นที่กั้นอยู่ เขายืนอยู่ท่ามกลางแสงสีเขียวที่สาดส่องมาจากเบื้องบนอันมีหัวกะโหลกน่าขนลุกส่องแสงสีเขียวมรกตจากท้องฟ้าสีดำทมึฬ เพียงแต่มันไม่ได้สวยงามเหมือนนัยน์ตาของเด็กชายที่ชื่อว่าแฮร์รี่เลยแม้แต่น้อย เหมือนกับว่าความตายกำลังต้อนรับใครสักคนในค่ำคืนนี้

         ชายชราเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเพื่อเกลี่ยกล่อมเด็กชายผมบลอนด์ที่ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวและหวาดผวา มีเหงื่อตามใบหน้าและซอกคอขาวซีดบ่งบอกได้ว่าเด็กคนนี้มีความกลัวมากมายเพียงใด

         ถ้าจะเปรียบก็เหมือนชายขี้ขลาดตาขาวที่ต้องจำใจทำบางสิ่งบางอย่าง บางสิ่งที่ว่านั้นคงเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากกว่าการกระทำที่เขากำลังทำอยู่ในขณะนี้ เขาทำเพื่อปกป้องอะไรบางอย่าง(?) เขาทำเพราะถูกสั่งให้ทำ(?) แต่สิ่งเดียวที่กรินเดลวัลด์มั่นใจว่าเด็กคนนี้คงไม่ทำเพียงเพราะเป็นความต้องการของตัวเขาเอง พวกเขาคุยกันไปสักพักใหญ่ๆนานพอที่จะทำให้มีบุคคลอื่นขึ้นมาบนหอดูดาว ครั้งนี้มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ทุกคนล้วนแต่งกายสีดำทึบแต่มีเพียงหญิงสาวคนเดียวในกลุ่มที่แต่งกายประหลาดพร้อมกับผมเผ้ายาวหยิกบดบังใบหน้าพร้อมกับใต้ตาดำคล้ำบนผิวซีดๆของเธอ

"วันนี้วันฮาโลวีนงั้นหรอ(?)"

กรินเดลวัลด์นึกสงสัยรสนิยมในการแต่งตัวของหล่อนแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เขาหันไปมองชายหนุ่มผมดำยาวประบ่าอีกคนที่มีใบหน้าเรียบเฉยเหมือนว่าชายคนนี้จะลืมวิธีการยิ้มไปหมดสิ้นเสียแล้ว ชายหนุ่มที่มีใบหน้าเย็นชาเดินสะบัดผ้าคลุมเข้าไปใกล้ชายชรา

"เซเวอร์รัส..."

เสียงวิงวอนของชายชราเอ่ยอย่างแผ่วเบาจนเกลเลิร์ตแทบจะไม่ได้ยิน ทำให้เขาต้องเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อที่ฟังคำพูด

"เซเวอร์รัส...ได้โปรด..."


ชายผมหงอกพูดขึ้นอีกครั้ง กรินเดลวัลด์สะเทือนใจกับคำวิงวอนถึงกับกุมอกด้วยความรู้สึกที่ยากเกินจะกล่าว

'ความรู้สึกเศร้า(?) ทำไมฉันต้องต้องเศร้าด้วยละ(?) เพราะเขามีดวงตาที่เหมือนกับอัลงั้นหรอ(?) '

เขาหันไปมองชายหนุ่มผู้เรียบเฉยด้วยความคาดหวังว่าจะไม่ทำอันตรายใดๆแก่ชายชราผู้นี้ แต่เปล่าเลย...เขาแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาอย่างชัดเจน กรินเดลวัลด์มองดวงตาของชายผมดำที่แฝงไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและความเคารพนับถือชายชรา งั้นเพราะอะไรละทั้งที่นับถือขนาดนั้น...

เกลเลิร์ตรีบเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อ อ่า...เขาลืมไป เขาไม่มีไม้กายสิทธิ์ เขาควรจะมีมันเผื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นเขาจะได้ใช้มัน แต่...เขาไม่มี กรินเดลวัลด์นึกถึงไม้ของชายชราที่กระเด็นออกไปก่อนจะวิ่งเพื่อไปหยิบมัน...แต่ผลก็เหมือนเดิมคือ เขาจับต้องอะไรไม่ได้เลยยกเว้นเดินหรือขึ้นบันได้เท่านั้นที่เท้าของเขาสัมผัสกับพื้น แม้ว่าในขณะที่เขาเดินจะไม่มีเสียงฝีเท้า มีเพียงแต่ความว่างเปล่า เขาไม่อาจช่วยเหลือหรือทำอะไรได้เลย

     เขามองดูไม้กายสิทธิ์ของชายผมหงอกแต่เขาต้องประหลาดใจ

"ไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์!! ไม่ผิดแน่!! หนึ่งในเครื่องรางยมทูต สิ่งที่ฉันตามหาเขามีมัน!!"

เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์อุทิศชีวิตกับการตามหาเครื่องรางยมทูตมานาน ในที่สุด..เขาก็ได้พบมัน แต่...อย่างที่เห็น เขาไม่อาจจับต้องมันได้แม้มันจะอยู่ตรงหน้าเขาก็ตาม
 
"บ้าจริง ทั้งที่มันอยู่ตรงหน้าแท้ๆ!!" เสียงกระฟัดกระเฟียดของเขาดังขึ้นแต่ไม่มีใครในที่นี้ได้ยิน 

"อะวาดา...เคดาฟ รา!! (คำสาปพิฆาต)"

เสียงของชายจอมเหี้ยมโหดดังขึ้นพร้อมกับโบกไม้กายสิทธิ์ เมื่อสิ้นคำสาปดังกล่าว แสงสีเขียงพวยพุ่งไปยังร่างของชายชราต่อหน้ากรินเดลวัลด์ แสงสีเขียวเหมือนกับแสงของกะโหลกบนท้องฟ้าพุ่งไปตรงอกของชายชราพอดีก่อนที่ร่างนั้นจะลอยขึ้นไปบนอากาศ

"ไม่!!"

         ดวงตาสองสีของกรินเดลวัลด์เบิกกว้าง ในตอนนี้...ในหัวของเขาไม่ได้มีคำว่าไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์หลงเหลืออยู่เลย เขารีบวิ่งไปเพื่อที่จะคว้าร่างของชายชรากลางอากาศ แต่เขารู้ดี...ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะช่วย แต่ร่างกาย...กลับวิ่งไปเองอย่างอัตโนมัต...เพราะดวงตาที่เหมือน มันทำให้เขานึกถึงชายที่มีรอยยิ้มอบอุ่นประดับบนใบหน้า ถ้าเกิด...เป็นอัลบัสจริงๆละ...

        มันน่าปวดใจเหลือเกิน...ทั้งที่มือของเขาส่งไปถึงแต่ก็ไม่อาจคว้าไว้ได้ ห่างกันเพียงแค่เอื้อมแต่เพราะเหตุใดมันถึงช่างห่างไกล 

         ชายชราแหงนมองขึ้นมาบนหอคอยรอยยิ้มจางปรากฎบนใบหน้าเหี่ยวย่นพร้อมขยับริมฝีปากเล็กๆ เกลเลิร์ตที่มองอยู่นั้นแม้ไม่ได้ยินเสียงแต่เขาสามารถอ่านปากออก


'ขอบ-คุณ'

"อะไรกัน...เขากล่าวขอบคุณใคร" เกลเลิร์ตหันซ้ายกันขวาก็ไม่มีใครเลยนอกจากเขา เขารู้สึกไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น...เหมือนกับว่าชายชราจะรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้...แต่ทำไมละ...กรินเดลวัลด์รู้สึกสับสนไปหมด ในหัวของเขามีแต่เครื่องหมายคำถาม แล้วก็คำถาม...

  ร่างชองชายชราร่วงหล่นอย่างช้าๆในสายตาของเกลเลิร์ตท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บไปถึงขั้วกระดูก เขาก้มลงไปมองนัยน์ตาสีไพลินที่ดิ่งลงสู่เบื้องล่างดั่งตุ๊กตาชิ้นเก่าที่จะถูกทิ้งเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ แต่ถึงกระนั้นตุ๊กตาตัวนี้ก็ไม่ได้หวาดกลัวความตายเลยแม้แต่น้อย 


         กลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดที่สังหารชายชราหัวเราะชอบใจอย่างเปรมปรีดิ์โดยเฉพาะหญิงสาววิปลาส เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งดังสนั่นทั่วหอดูดาว หญิงสาวยิ้มอย่างน่าขนลุกก่อนหมุนรอบตัวเองเหมือนการเต้นรำของเหล่าตัวตลก หล่อนจับไม้กายสิทธิ์ก่อนจะเสกคาถาบางอย่างแล้วยิงขึ้นท้องฟ้าราวกับพลุฉลอง

         "ออกไปจากที่นี่ เร็วเข้า!!" เสียงชายเหี้ยมตะโกนขึ้นก่อนจะสะบัดผ้าคลุมผืนยาวแล้ววิ่งลงจากหอดูดาวอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยพรรคพวกที่เหลือ เกลเลิร์ตเห็นเด็กหนุ่มแฮร์รี่ที่หลบซ่อนตัวออกมาด้วยแววตาที่คุ่นเคืองและหวาดกลัว...แต่เขาก็วิ่งตามบุคคลที่สังหารชายชราอย่างรวดเร็วเหมือนความกลัวนั้นจะเทียบไม่ได้เลยกับความแค้นเคืองใจ

         ในตอนนี้เหลือเพียงเขาบนหอคอยเพียงลำพัง กรินเดลวัลด์เอะใจกับการกระทำของชายแก่ และเขาต้องหาคำตอบ...เกลเลิร์ตลงบันเวียนและไปยังจุดที่ชายชราตกลงมา 

         "อ่า...นั้นเขา" กรินเดลวัลด์แปลกใจที่ตนสนใจความตายของคนแปลกหน้ามากขนาดนี้ เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปยังร่างของชายชราอย่างช้าๆ ดวงตาของชายชราปิดลงอย่างสงบท่ามกลางพื้นหินที่เย็นเฉียบ จากนั้นก็เริ่มมีคนเดินเข้ามายังที่ที่เขายืนอยู่โดยทะลุร่างเขาไปเหมือนธาตุอากาศ สีหน้าของพวกเขาบางคนตกใจสุดขีดบางคนก็น้ำตานองหน้าอย่างน่าเวทนา น้ำตาแห่งความโศกเศร้ารินไหลอาบใบหน้าราวกับสูญเสียบุคคลที่รักยิ่ง นั้นทำให้เขารู้สึกเจ็บแปร๊บในอก

         "ศ..ศาตราจารย์ ดัมเบิลดอร์....ศาตราจารย์ อัลบัส ด..ดัมเบิลดอร์" เสียงสั่นเครือร้องไห้โฮร้องเรียกชายคนนี้ว่าศาตราจารย์ดังขึ้น กรินเดลวัลด์ดวงตาเบิกโพลงเมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นเคยก็เริ่มหวาดหวั่น เขากลัวมาตลอด...ว่าสิ่งที่เขาคิดจะเป็นจริง...

         "อัล..บัส บ้าหน่า เป็นไปไม่ได้ " เสียงกรินเดลวัลด์สั่นกลัว เขาไม่อาจยอมรับความจริงข้อนี้ได้ ดวงตาสีไพลิน ตระกูลดัมเบิลดอร์ ฮอกวอตส์ และรอยยิ้มจาง...ความรู้สึกของเขาบอกว่าคนๆนี้คือชายที่เขาตามหา 'อัลบัส ดัมเบิลดอร์' ในร่างของชายชราและ...ร่างที่ไร้วิญญาณ

         จากนั้น เด็กชายนามว่าแฮร์รี่เดินกลับมาพร้อมกลับชายร่างยักษ์ที่ร้องให้โฮแทบขาดใจเดินผ่านผู้คนจนมายืนอยู่ข้างๆเขาเบื้องหน้าของชายชรา แฮร์รี่ก้มลงไปพร้อมกับขยับแว่นพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวของชายแก่ให้กลับมาในตำแหน่งที่ควร ก่อนจะเอาฝ่ามือทาบตรงอกของร่างไร้วิญญาณ กรินเดลวัลด์ที่ไร้ตัวตนในสายตาของผู้คนก็คุกเข่าลงข้างแฮร์รี่ เขามองใบหน้าของชายชราที่หมดลมหายใจก่อนจะเอามือข้างหนึ่งวางทับมือของแฮร์รี่ แน่นอนว่าการกระทำของเขาไม่มีผู้ใดรับรู้ คนที่ห้อมล้อมร่างไร้วิญญาณของชายชราพร้อมใจกันยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นเหนือฟ้าปรากฎดวงแสงสีฟ้าอ่อนสว่างบนไม้ท่ามกลางท้องฟ้าอันเลวร้ายเพื่อรำลึกถึงความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่นี้ สิ่งประหลาดรูปหัวกะโหลกบนท้องฟ้าส่งเสียงคำรามน่าเกรงขามราวกับสุรเสียงของผู้ชนะ

         ไร้ซึ่งคำพูดใดๆแม้หยาดน้ำตาจะไหลรินลงแก้มของผู้คนเพื่อระลึกถึงการจากไปของผู้ที่เคารพรัก ไม่เว้นแม้แต่เขา...กรินเดลวัลด์ ชายหนุ่มมีน้ำตาไหลนองจากตาทั้งสองสีแต่ก็ไร้เสียงสะอื้นท่ามกลางแสงสีฟ้าเรืองรองเป็นหย่อมของไม้กายสิทธิ์ ไม่มีใครรับรู้ตัวตนของเขา ไม่มีใครเห็นว่าเขาก็อยู่ณ ที่แห่งนี้ สิ่งเดียวที่เชื่อมโยงพวกเขาไว้ก็คงเป็นเพียงความรู้สึกของ...ความสูญเสีย
.
.
.
.
.
        "เกล...เกลเลิร์ต นายเป็นอะไรรึเปล่า" เสียงนุ่มนวลอ่อนหวานเรียกให้เขาต้องตื่นจากภวังค์อันยาวนาน เกลเลิร์ตหายใจหอบถี่รัวก่อนจะกวาดสายตาไปรอบข้าง...เขาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาอยู่กับเด็กชายผมน้ำตาลแดง เขากลับมาแล้ว...

        "ฉันเห็นนายเหงื่อออกมาก...เกล...นายร้องไห้ทำไม" เด็กหนุ่มผมน้ำตาลแดงก้มลงมองดูอาการของอีกฝ่าย กรินเดลวัลด์หันไปมองคู่สนทนาก่อนจะรีบเข้าโผกอด

        "..." กรินเดลวัลด์นิ่งเงียบไม่เอ่ยตอบสิ่งใด

        "ฝันร้ายงั้นหรอ(?) ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไร ฉันที่ตรงนี้แล้ว" เด็กหนุ่มผมแดงลูบหลังปลอบประโลมร่างที่สั่นเทาอย่างอ่อนโยน 

        "อัล...ฉัน...ฝันว่านายเป็นชายแก่"กรินเดลวัลด์เริ่มเปิดปากบอกกล่าวถึงความฝัน

        "งั้นหรอ ขอเดาเลยว่าฉันคงจะมีหนวดเคราที่ยาวจนลากพื้นได้" อัลบัสพูดพรางยิ้มอย่างขำขัน

        "มันไม่ตลกเลยนะ..." กรินเดลวัลด์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ฉันเห็นนายตกลงจากหอคอยเฉียดฟ้า..เหมือนตุ๊กตาที่ถูกทอดทิ้งอย่างไร้ค่า...ฉันช่วยอะไรไม่ได้เลย แม้ฉันพยายามที่จะช่วย แต่มันช่างไร้ประโยชน์"

        "ไม่เอาหน่าเกล มันเป็นแค่ความฝัน อีกอย่างนะความพยายามที่จะช่วยใครสักคนมันไม่เคยไร้ค่าเลย ไม่เลย" อัลบัสส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มอบอุ่นเหมือนดวงอาทิตย์ยามเช้า "แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ฉันก็ดีใจนะ"

        "มันเป็นเรื่องที่น่าดีใจตรงไหนกัน ในฝันนั้นฉันไม่มีแม้แต่ไม้กายสิทธิ์ที่จะช่วยเหลือนาย ไม่สิ แม้แต่ตัวตนก็ยังไม่มี"

        "แค่ฉันรับรู้ถึงความพยายามของนายที่จะช่วยฉันมันก็มากเกินพอแล้ว ในตอนนี้นายมีทั้งไม้กายสิทธิ์และก็มีตัวตนต่อหน้าฉันไม่ใช่หรอ" อัลบัสพูดก่อนจะลุกขึ้นยืน

        "นั้นสินะ...ฉันจะปกป้องนายเองอัล " กรินเดลวัลด์ทำสีหน้าจริงจังจนทำให้อีกฝ่ายอดที่จะหัวเราะไม่ได้

        "ถ้าสมมตินะ สมมติว่าฉันอยู่ในที่ๆแสนไกล นายจะปกป้องฉันยังไงละ"อัลบัสพูดพร้อมยื่นมือไปทางกรินเดลวัลด์

        "ถ้าในเมื่อฉันไปยังที่ที่นายอยู่ไม่ได้ ไม้กายสิทธิ์ของฉันจะปกป้องนายเอง"กรินเดลวัลด์ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปจับอัลบัสแล้วลุกขึ้นตาม

        "จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงละ ในเมื่อนายต้องเป็นคนใช้มัน"

        "มันก็ไม่เสมอไปหรอกจริงไหม...บางทีฉันอาจยกไม้ของฉันให้ใครสักคนเพื่อไปปกป้องนายก็ได้"

"เป็นอย่างงั้นเองหรอ งั้น...เราจะกลับกันเลยไหมเกล"

"อืม"เกลเกลิร์ตตอบสั้นโดยที่จับมืออีกฝ่ายไม่ปล่อย

"เกล.."

"มีอะไรหรออัล"
.
.
.
.
.
"ขอบคุณ"  ผมสีน้ำตาลแดงเคลื่อนไหวไปตามแรงลม นัยน์ตาสีไพลินสบตาเข้ากับนัยน์ตาสองสีสวยงามดั่งอัญมณี ทั้งสองเดินจูงมือกันกลับบ้านท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นของท้องฟ้าสีแสดอันอบอุ่นเหมือนความรู้สึกของพวกเขา...

         หลังจากวันนั้นไม่เพียงกี่วัน เหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดก็ได้เกิดอย่างกะทันหันโดยที่ทั้งสองไม่ทันได้เตรียมใจ ความรักอันหวานหอมดั่งน้ำผึ้งของทั้งสองก็ได้ขาดสะบั้นลงเหมือนมีคนหยดพิษเพียงหนึ่งหยดใส่ แน่นอนว่ามันไม่อาจจะกลับมาเป็นน้ำผึ้งดั่งเดิม ด้วยความที่เกลเลิร์ตรู้ว่าไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์มีจริง เขาจึงต้องรีบออกตามหามัน และแน่นอนเขาต้องการที่จะพาอัลบัสไปด้วย 

         แต่อัลบัสต้องจำใจปฎิเสธคำเชิญชวนนั้นไป...และอัลบัสก็มีเหตุผลเพียงพอนั้นทำให้พวกเขามีปากเสียงกัน ซึ่งมันควรจะเป็นเรื่องของคนสองคนที่จะตัดสินใจและเคลียร์ปัญหาระหว่างกัน ทว่าเรื่องมันลึกซึ่งยิ่งกว่านั้นเมื่อน้องชายและน้องสาวของอัลบัสคิดจะหยุดพวกเขาทั้งสองคนนั้นทำให้เหตุการณ์เลวร้ายขึ้นไปอีก จนอัลบัสเผลอพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดไปอย่างการตัดความสัมพันธ์

         กรินเดลวัลด์รู้สึกว่าหัวใจที่เปราะบางของเขาได้ถูกทำลายลง เขาไม่ได้สนใจน้องชายหรือน้องสาวของอัลบัสเลยแม้แต่น้อย แต่ที่เขาแคร์...มีเพียงอัลบัสคนเดียว และคนที่เขาแคร์เพียงคนเดียวกลับทำร้ายความรู้สึกเขา เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเจ็บปวดจนแทบจะทนไม่ไหว...บันดาลโทสะอันแรงกล้าได้กลบเกลื่อนมิตรภาพที่ดีและสิ่งสวยงามระหว่างพวกเขาจนหมดสิ้น พร้อมกับปลุกสิ่งชั่วร้ายที่หลับใหลอยู่ในตัวให้ตื่นขึ้นมา

         ความดุร้ายและป่าเถื่อนที่ซ่อนอยู่ในตัวกรินเดลวัลด์ได้เกิดคลุ้มคลั้ง ดวงตานั้นเกรี้ยวกราดดั่งสัตว์ร้ายที่รอการปลดปล่อย และบัดนี้มันก็ได้สมใจดั่งปรารถนา   เสียงกระซิบของสิ่งชั่วร้ายดังขึ้นข้างๆหู

'ในเมื่อเขาทำให้เราเจ็บเจียนตาย ทำไมเราถึงไม่ทำให้เขาเจ็บเหมือนที่เราเจ็บบ้างละ(?) '
 
         และมันก็ทำสำเร็จ เขาทำร้ายน้องชายของอัลบัสอย่างทารุณ เขาต้องการที่จะทำให้อัลบัสเจ็บปวดเหมือนที่เขาเจ็บ!!...แต่มันกลับย้อนมาทำร้ายเขามากกว่าเดิม

 มันกลายเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงที่กรินเดลวัลด์ได้ก่อไว้...เขาเสียใจทุกครั้งที่นึกถึงมัน...เรื่องมันไม่ควรจบลงแบบนี้ เหตุการณ์จบลงด้วยความสูญเสีย ความสูญเสียนั้นมิอาจประเมิณค่าได้ เพราะความรู้สึกมันมีค่าเกินกว่าที่จะประเมิณเป็นค่าตัวเลขหรือราคา และแน่นอนว่าความรู้สึกก็ไม่อาจห้ามที่จะรู้สึกได้เช่นกัน... 

          ความรักของพวกเขาก็เหมือนน้ำผึ้งที่มีพิษ พวกเขายินยอมที่จะลิ้มลองมันเพราะความหวานหอมเกินจะหักห้ามใจ แม้รู้อยู่แก่ใจว่ามันจะทำให้พวกเขาเจ็บปวดเจียนตายก็ตาม แต่อย่างที่กล่าว...มันห้ามไม่ได้ 

         เกลเลิร์ตเริ่มได้สติหลังจากที่น้องสาวของอัลบัสที่พยายามเข้ามาหยุดได้สิ้นใจ แต่มันก็สายเกินจะแก้ไขได้...เขาทำได้เพียงหนี หนี หนีไปให้ไกล หนีจากความเป็นจริงว่าเขานั้นโหดร้ายเพียงใด ชายผมบลอนด์ได้ใช้คาถาเคลื่อนย้ายกลับไปยังบ้านด้วยความรู้สึกผิด ละอายใจและเศร้าสลด 

         เขายืนพิงฝาพนังก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆไถลลงไปจนถึงพื้นไม้ สัตว์ร้ายเริ่มที่จะร้องไห้คร่ำครวญจนแทบสิ้นใจไม่ต่างจากอีกคนที่ร่ำไห้จนหัวใจแทบสลาย...

         หลังจากวันนั้นก็ไม่มีใครได้พบชายผมบลอนด์เจ้าของตาสองสีอีกเลย...จนกระทั้งถึงวันสงครามอันยิ่งใหญ่ที่ต้องถูกจารึกในประวัติศาตร์ของเหล่าผู้วิเศษ

          สงครามที่นำพาพวกเขากลับมาพบกัน ในฐานะ 'ศัตรู' ด้วยความรัก ความผูกพันธ์ และความรู้สึกผิด เกลเลิร์ตพ่อมดศาสตร์มืดผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อผู้ใดกลับต้องยอมจำนนเมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อมดที่ยิ่งใหญ่อย่าง อัลบัส ดัมเบิลดอร์ และสงครามนี้ก็จบด้วยการที่ดัมเบิลดอร์เป็นฝ่ายชนะ ใช่...เหล่าคนนอกรู้เพียงแค่นั้นและดีใจไปกับชัยชนะที่ได้ แต่ความจริงกลับมีอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น...

         กรินเดลวัลด์ทำร้ายอีกฝ่ายมามากเกินพอแล้ว ถึงเวลาที่เขาควรจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ บางที...มันไม่อาจทดแทนความผิดที่เขาก่อขึ้นได้เลยแม้เพียงเสี้ยวเดียว

'ม้กายสิทธิ์ของฉันจะปกป้องนายเอง' ใช่...เขาเคยพูดไว้และมันก็ถึงเวลาแล้ว 

         เกลเลิร์ตใช้ไม้กายสิทธิ์ที่ทรงอนุภาพที่สุดอย่าง'เอลเดอร์'เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อประกาศความพ่ายแพ้ของเขาโดยการเสกผ้าเช็ดหน้าผืนสีขาวขนาดเล็ก มันล่องลอยไปตามสามลมจนถึงมือของอัลบัสที่ลอยมาพร้อมกับไม้กายสิทธิ์ของเขา แสดงถึงความบริสุทธิ์ใจที่เขามีต่ออัลบัส ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เขาคิดว่าการอยู่ในคุกที่เขาสร้างขึ้นมานั้นมันพอที่จะทำให้เขาชดใช้ความผิดได้ไม่มากก็น้อย

        "ฉันรักนายนะอัล รักมาเสมอ..."แววตาเศร้าสร้อยฉายบนใบหน้าของพ่อมดศาสตร์มืดผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมกับคำพูดที่ทำเรียกน้ำตาจากอีกฝ่าย

        "ขอโทษที่ทำให้เรื่องเลยเถิดมาขนาดนี้....ลาก่อน" กรินเดลวัลด์เอ่ยจบก็หลับตาลงอย่างช้าๆ มีเพียงน้ำตาหนึ่งหยดที่ไหลริน พลันร่างนั้นกายก็หายไปตามคาถาเคลื่อนย้ายที่เขาได้ร่ายไว้

        ทิ้งไว้เพียงอัลบัสที่ร่างกายทรุบฮวบพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างกำผ้าเช็ดหน้าที่แสนบริสุทธิ์อย่างแน่นมาไว้ในอ้อมอก

       "นายจะไม่อยู่รอให้ฉันบอกกับนายหน่อยหรอว่าฉันก็รักนาย...เกล และฉันอยากบอกว่า ฉันขอโทษ..." อัลบัสพูดเสียงเบา โดยหวังว่าคำพูดของเขาจะส่งไปถึงคนที่เขาหวังให้ได้ยิน...แต่เขาก็ได้จากไปก่อนที่จะได้ฟังเสียแล้ว และนี่คือจุดจบของสงครามที่แท้จริงที่แลกมาด้วยความเจ็บปวดของบุคคลเพียงสองคน
.
.
.

ประมาณ 97 ปีผ่านไป 

         ในสถานที่ห่างไกลจากทุกสิ่งมีคุกที่ใหญ่ดั่งปราสาทมันถูกเรียกขานว่า 'นูร์เบนการ์ด' เสมือนป้อมปราการสีดำทมิฬอันน่าเกรงขามแก่ผู้ที่พบเห็น หากใครได้ใคร่มองดูผ่านกรงเเหล็กเล็กคับแคบนั้นก็จะพบกับร่างซูบผอมของชายชราที่นอนขดตัวอย่างน่าเวทนาภายใต้ผ้าห่มที่ขาดวิ่น เขาอยู่ที่นี่มานานกว่าครึ่งชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายราวกับว่าสถานที่นี้จะถูกปิดตายอย่างสมบูรณ์

"ถึงวันนี้แล้วงั้นหรอ" เสียงแหบพร่าพูดขึ้น

       "อ่า...ท้องฟ้าวันนี้เหมือนกับความฝันเมื่อนานมาแล้ว" เขาลุกขึ้นเดินอย่างเชื่องช้าด้วยร่างกายที่สามารถบุบสลายได้อย่างง่ายดายเมื่อถูกสัมผัส นัยน์ตาสองสีคู่เดิมทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรูเล็ก เขาเห็นท้องฟ้าที่ไร้แสงอาทิตย์ของดวงตะวัน มันมืดมิดเช่นเดียวกับสถานที่ที่เขาได้ดำรงอยู่  

       "แม้ไม้กายสิทธิ์สุดวิเศษของฉันอย่าง เอลเดอร์ ก็ปกป้องนายไม่ได้ในครานี้ อ่า...แต่มันก็ทำหน้าที่ช่วยเหลือนายได้ดีในหลายปีที่ผ่านมา ฉันไม่โทษมันหรอก"

"ในที่สุด...ฉันก็ได้คำตอบ...หลังจากค้างคามานาน"

       "นายรู้ว่าตัวฉันมองดูอยู่บนหอดูดาวนั้น..คำขอบคุณในตอนนั้น...ฉันไม่สมควรได้รับมันเลย" ชายชราพูดพรางเอามือปาดหยดน้ำที่ปริ่มอยู่ขอบตา

       "ถึงแม้ว่านายจะเลือกเส้นทางนี้ คือเส้นทางของความตาย...ฉันก็ไม่ห้ามนายหรอกนะถ้านายต้องการ"

"โชคชะตามันตลกร้ายสิ้นดีเลยนะว่าไหม...อัล"

       "นายปกป้องใครหลายๆคน ในขณะที่ฉันแค่ปกป้องนายเพียงคนเดียวฉันยังทำไม่ได้เลย...และยิ่งกว่านั้นฉันกลับทำร้ายนาย น่าขำนะว่าไหม"

       "ในวันที่เราสองต้องพบเจอกันในสงคราม...ฉันรู้อยู่แล้วว่านายจะพูดอะไร...ถ้าฉันยังอยู่ที่นั้นต่อ มีหวังฉันได้ร้องไห้ขี้มูกโป่งเหมือนเด็กน้อยเป็นแน่ แต่ก็ต้องขอบคุณความสามารถในการพยากรณ์ของฉันนะ ที่ทำให้ฉันรู้อนาคต...แม้บางครั้งมันอาจจะเจ็บปวดก็ตาม..."

       "ที่ที่นายกำลังจะไปนั้นอยู่ไกลเกินกว่าที่ฉันจะมองเห็นได้...แต่อีกไม่นานนักหรอก...ฉันก็จะได้พบกับนาย"
.
.
.
       "ยามที่เราได้พบกันนั้น ฉันหวังว่ามันจะเป็นใต้ต้นไม่ใหญ่นะ บางทีเราอาจจะได้เดินจับมือกลับบ้านด้วยกันอีกครั้ง..." กรินเดลวัลด์ในวัยชราเอ่ยจบก็เดินกลับมานอนขดตัวภายใต้ผ้าห่มที่เกินเยียวยา

       "ผันดี...อัลบัส" เปลือกตาหนาของนัยน์ตาสองสีดั่ง'อัญมณีที่สวยงาม'หุบลงอย่างช้าๆ เขาใช้สองแขนกอดร่างที่บอบบางของเขา เขากำลังนับถอยหลังเวลาชีวิต...นับวันเวลาที่จะได้เจอคนสำคัญเพียงคนเดียวของเขา 'และ'อยู่ด้วยกันอีกครั้ง....ในห้วงของ'ความฝัน'อันเป็นนิจนิรันด์ของเขาทั้งสอง



_______________________________________


สวัสดีเหล่าชิปเปอร์และรีดเดอร์ทั้งหลาย ฟิคสั้นเรื่องนี้ฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เลยทีเดียว ฮา....ดราม่าข้ามปี5555

ทีมเคาท์ดาวน์หน้าจอ อ่านฟิควนไป (ปาดน้ำตา อุแงงง)





CR.SQW

ผลงานอื่นๆ ของ `.(`.Maziga .).`

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 L.eddie
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 19:54

    คิดถึงฉากที่ดัมเบิลดอร์ตายแล้วน้ำตาคลอทันทีเลยค่ะ สนุกมากกก



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 10 มกราคม 2562 / 19:55
    #1
    0