Until You จนกระทั่ง...คุณ

ตอนที่ 6 : Chapter 6 สแตนด์เชียร์ทันตะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,899
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    27 ต.ค. 59

Until you 

จนกระทั่ง...คุณ

 

หมายเหตุ ตัวละคร พฤติกรรม และเหตุการณ์ต่างๆ ในนิยายเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิง แม้จะมีการอ้างอิงถึงสถานที่ กิจกรรม และประเพณีที่มีอยู่จริง แต่ผู้เขียนมิได้มีเจตนาลบหลู่หรือสร้างความเสียหายให้กับความเชื่อ หรือวิชาชีพใดๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทางผู้เขียนขอน้อมรับทุกคำติชมและขออภัยไว้ ณ ที่นี้



-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-

 

            “สรุป ทุกคนเลือก ลม เป็นประธานของชั้นปีนะ ส่วนรองเป็นอักษร” เสียงของธีซึ่งเป็นผู้นับคะแนนโหวตของเพื่อนทั้งรุ่นเอ่ยสรุปเสียงดังชัดเจนอยู่กลางห้องเรียนแคลคูลัสหลังเลิกคาบเรียน เสียงปรบมือดังยาวนาน พร้อมกับประธานของชั้นปีซึ่งได้รับเลือกสดๆ ร้อนๆ ลุกขึ้นยืนในที่นั่งตัวเอง แล้วส่งสายตามองเพื่อนๆ อย่างเหนื่อยใจ

“เราขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าขึ้นชั้นปีสองต้องผลัดเปลี่ยนให้คนอื่นมาเป็นบ้าง”

“เออๆ เราจะเปลี่ยนกันทุกปี สัญญาเลย” เสียงกรตอบรับอย่างขำๆ จนท่านประธานชั้นปีหมาดๆ ต้องจ้องมองเพื่อนอย่างไม่ไว้ใจ ลมไม่ต้องการเป็นจุดเด่น และไม่อยากแบกรับภาระของทั้งรุ่นไว้ที่ตัวเขาเพียงคนเดียว

“งั้นเราขอแจ้งเรื่องสำคัญสองสามเรื่องก่อนนะ เรื่องแรก กีฬาเฟรชชี่ มีใครสนใจกีฬาชนิดไหนบ้างหรือเปล่า”

เงียบ...ไม่มีใครออกความเห็น

ลมถอนหายใจยาว รุ่นพี่ก็เตือนเขาแล้ว ว่าคณะทันตแพทย์มีจำนวนนิสิตน้อยมาก แถมส่วนใหญ่ยังเป็นผู้หญิง จึงมักไม่มีใครยอมเข้าร่วมกิจกรรมนี้ แม้รุ่นเจ็ดของพวกเขาจะมีผู้ชายในรุ่นจำนวนมากกว่าในรุ่นพี่ของปีก่อนๆ ก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกผู้ชายจะสนใจกีฬากันทุกคน

“อย่าว่าแต่หาเวลาซ้อมกันเลย เวลาลงแข่งจะมีหรือเปล่า กูว่าผ่านหัวข้อนี้ไปเถอะ” ชัยเอ่ย

ลมพยักหน้า แล้วพูดต่อ

“เรื่องที่สอง เย็นนี้รุ่นพี่ปีสี่นัดพวกเราทั้งชั้นปีที่ตึกโดม เพื่อเริ่มซ้อมการแสดงที่ใช้ขึ้นสแตนด์”

“เริ่มซ้อมกันตั้งแต่วันนี้เลยเหรอ ทำไมรีบจัง” มาลียกมือถาม

ลมส่ายหน้าและตอบว่า “เราต้องขึ้นสแตนด์สองรอบ วันเปิดกับวันปิดกีฬาเฟรชชี่ เลยต้องซ้อมกันไว้แต่เนิ่นๆ”

“ส่วนเรื่องสุดท้าย วาด ริน แสตมป์ ธี ไนต์ แล้วก็ เมฆ รุ่นพี่เลือกพวกแกให้เป็นลีดของชั้นปีเรา จะเริ่มซ้อมวันเสาร์นี้ นัดเจอกันที่ศูนย์วิจัย[1]นะ ห้ามปฏิเสธ...กูก็โดนเหมือนกัน” ลมรีบพูดดักคอไนต์กับเมฆที่ทำท่าจะยกมือค้าน

“...คณะเรามีคนน้อย มีลีดอยู่ข้างล่างเจ็ดคน กร พี่กายปีสามบอกว่า เขาเห็นมึงตีกลองเล่นกับพวกพี่สันในห้องเชียร์ เลยจะให้มึงเป็นคนตีกลอง เท่านี้ก็เหลือคนบนสแตนด์แค่ห้าสิบหกคน แค่คิดก็สยองแล้ว”

“สยองอะไร” อักษรถามอย่างไม่เข้าใจ เป็นกรที่ตอบแทนเพื่อนว่า

“ก็ลองนึกดู ว่าเราต้องไปขึ้นสแตนด์กับพวกวิศวะ หรือพยาบาลที่มาเป็นร้อยดิ เสียงเราจะไปสู้เขาได้ไง”

“จริง เพราะงั้น ห้ามมีใครขาดนะ เห็นใจเพื่อนที่เหลือด้วย” ลมย้ำ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง

“อีกสามวันจะมีพิธีบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวร คณะเราจะเริ่มบวงสรวงตอนหกโมงเช้า แต่งกายด้วยชุดพิธีการ[2]แล้วไปรวมตัวกันที่ลานสมเด็จตอนตีห้า พี่มิคย้ำว่า อย่ามาสายเพราะวันนั้นอาจารย์คณะเราจะมากันครบเลย”

“แล้วจะมีซ้อมก่อนหรือเปล่า” อักษรยกมือถาม

ลมพยักหน้า “มีสิ น่าจะซ้อมก่อนวันงาน เดี๋ยวพี่เขาจะนัดอีกที”

เพื่อนทุกคนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

“หลังจากบวงสรวงเสร็จ เราก็ไปเรียน ตอนบ่ายจะเป็นพิธีไหว้ครูของคณะ รุ่นพี่ให้พวกเราไปรวมตัวกันที่คลินิกใส่ชุดพิธีการเหมือนกัน หลังจบพิธีไหว้ครูแล้ว ตอนสี่โมงเย็นจะมีกิจกรรมสานสัมพันธ์ทันตแพทย์ต่อ กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อให้เราพบอาจารย์ที่ปรึกษา”

“กิจกรรมยาวเหยียดเลยวุ้ย” กรบ่น พลางหมุนปากกาในมือเล่น

“รุ่นพี่กับอาจารย์ของเราคงยุ่งน่ะ เขาเลยจัดแบบรวบรัดให้เสร็จในวันเดียวมั้ง” กระดิ่งเดา และลมก็พยักหน้า

“เรื่องที่ต้องแจ้งก็มีแค่นี้แหละ แยกย้ายได้”

ทุกคนทยอยลุกขึ้น ขณะที่ลมเดินมาหากระดิ่ง แล้วยื่นเครื่องอัดเสียงคืนให้

“อันนี้เราคืน ว่าจะคืนที่หอ แต่ก็คลาดกันตลอดเลย”

กระดิ่งรับมาพร้อมกับหัวเราะ แล้วตอบกลับว่า “ไม่ใช่คลาดกันหรอกมั้ง แกไม่มีเวลามองใครมากกว่า”

“เออ ไม่ต้องมาล้อเลย” ลมตอบ พลางเสไปยกมือขึ้นยีหัวคนล้อเลียนอย่างกลบเกลื่อน

กระดิ่งรีบยกมือปัดป้อง แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น โดนแกล้งอีกจนได้ เพราะชื่อจริงของลมและกระดิ่งคล้ายกัน ตัวอักษรขึ้นต้นก็เหมือนกัน เลยทำให้มีรหัสนิสิตติดกันไปด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะเรียนแล็บ หรือทำงานกลุ่มซึ่งแบ่งจำนวนเรียงตามรหัสนิสิต ทำให้ทั้งคู่ต้องอยู่ด้วยกันตลอด พอสนิทกันมากเข้า การพูดจาก็พลอยปรับเปลี่ยนไปเป็นคำเรียกหาที่คุ้นเคยยิ่งขึ้น

“ไปกินข้าวได้แล้ว หิวจะตาย จะหาที่นั่งได้ไหมเนี่ย” กระดิ่งบ่น แล้วเดินไปรวมกลุ่มกับแสตมป์และทิพย์ขณะที่ลมตอบว่า

“เรามีนัดกับก้อยที่โภสอง ไม่ต้องจองที่เผื่อ”

“ก็ไม่ได้คิดจะเผื่อสักหน่อย เคยเหรอที่จะมากินกับเพื่อน มีคนคุมตลอด โอ๊ย ไอ้ลม!” กระดิ่งขึ้นเสียงใส่คนแกล้งที่ตรงเข้ายีหัวเธออีกครั้งอย่างอารมณ์เสีย ส่วนคนแกล้ง พอได้แกล้งสมใจก็รีบวิ่งแจ้นออกจากห้องเรียนไปทันที ทำเอาคนเสียท่าถูกแกล้งทีเผลอบ่นอุบอยู่คนเดียว

“ลมกับกระดิ่งมาจากโรงเรียนเดียวกันเหรอ”

ทิพย์ถาม ทำให้กระดิ่งต้องเลิกคิ้ว เพราะจำได้ดีว่าเคยบอกทุกคนไปแล้ว ว่าเธอไม่มีเพื่อนจากโรงเรียนเก่าที่นี่เลย แต่เด็กกรุงเทพฯ ก็นึกว่าเพื่อนคงลืมไปมั้ง จึงตอบไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า

“เปล่านี่ มาจากคนละโรงเรียน ทำไมเหรอ”

ทิพย์ส่ายหน้า “เปล่า ก็เห็นสนิทกันเร็ว”

“ไม่เห็นแปลกเลย มันมีเรื่องบังเอิญให้คนที่ชื่อเกือบจะเหมือนกันมาเข้าเรียนคณะเดียวกันบ่อยๆ ซะที่ไหน” แสตมป์ตอบแทน กระดิ่งเลยลอบจ้องหน้ามณทิพย์แวบหนึ่ง แล้วรีบเสมองไปทางอื่น เมื่อคนถูกมองหันมา

“ก็จริงเนอะ ปราณนต์ กับ ปราณันต์ ต่างกันแค่ไม่มีไม้หันอากาศกับมี”

“ความหมายก็เหมือนกันด้วยนะ ใช่ไหมแก”

กระดิ่งพยักหน้า “ใช่ แปลว่า ลม จะว่าไปพ่อกับแม่ของลมนี่ก็ตั้งชื่อเล่นลูกตรงไปตรงมาดีนะ”

“แล้วทำไมพ่อแม่ของแก ถึงตั้งชื่อแกว่ากระดิ่งละ” แสตมป์ถาม พลางสอดส่ายสายตาหาที่นั่งว่าง แล้วรีบจ้ำอ้าวตรงไปที่โต๊ะซึ่งเพิ่งมีคนลุกเดินไป

“ตอนแม่เราใกล้คลอด แม่บอกว่าได้ยินเสียงกระดิ่งน่ะ เลยตั้งชื่อเราว่า กระดิ่ง...เอ้อ เธอสองคนไปซื้อข้าวก่อนเลย เดี๋ยวเราเฝ้าโต๊ะให้”

ทิพย์กับแสตมป์พยักหน้า พลางล้วงหยิบกระเป๋าเงินในกระเป๋าถือออกมา แล้วเดินไปเลือกอาหารที่ร้านค้า จังหวะเดียวกับกลุ่มคนซึ่งนั่งอยู่ที่ปลายโต๊ะอีกด้านลุกจากที่นั่ง ทำให้ได้ที่ว่างเพิ่ม กระดิ่งเลยรีบยกมือเรียก ธี กร และชัย ซึ่งถือจานข้าวยืนเคว้งมองหาที่นั่งอยู่กลางลานโรงอาหาร

“แต๊ง กระดิ่ง นึกว่าต้องยืนกินซะแล้ว” ชัยเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง

“เรียกมาเฝ้าของต่างหาก ฉันไปซื้อข้าวก่อนนะ ฝากกระเป๋าด้วย”

“ได้เลยครับคุณผู้หญิง”

กระดิ่งหัวเราะท่าทางตอบรับของกร

“ฝากด้วยนะ อันนั้นของทิพย์กับแสตมป์นะ”

“กระดิ่งนี่ก็น่ารักดีนะ กูว่า” ชัยเอ่ยเมื่อหญิงสาวเจ้าของชื่อเดินคล้อยหลังไป

“มึงชอบเหรอ” กรถาม

“บ้าเหรอมึง กูแค่ชม ว่าเพื่อนน่ารัก ไม่ได้คิดลึกโว้ย หรือมึงว่าไม่จริงไอ้ธี”

ธี ชายหนุ่มเจ้าของผิวขาวยิ่งกว่าผู้หญิงหลายคน เมื่อถูกพาดพิงจึงพยักหน้าคล้อยตาม

“เราว่าก็น่ารักดี”

“วันนี้มึงจะไปเล่นเกมกับพวกกูหรือเปล่า ครั้งที่แล้วที่แพ้ไป กูยังไม่ได้แก้มือเลย”

ธีหัวเราะขณะมองท่าทางเข่นเขี้ยวของเพื่อนอย่างน่าหมั่นไส้ ในสายตาเพื่อนสองคน ธีที่ภายนอกดูเรียบร้อยและสุภาพ แต่กลับเป็นเซียนเกมอย่างที่หาคนโค่นยาก ตอนแรกพวกเขาไม่รู้ เลยคุยข่มไปเยอะ แต่เมื่อเล่นกันจริงก็ถึงกับจอด

“ได้สิ แต่เราเล่นได้แค่สี่ทุ่มนะ”

“เออ พวกกูรู้ พอสี่ทุ่มมึงก็ตาปรือทุกที แม่งคุณชายฉิบหาย ถ้าวันนี้กูแพ้ กูจะไปส่งมึงยันเตียงนอนเลย” กรประกาศกร้าว จนคนโดนท้าทายยิ้มกว้าง

“ดี เพราะเราก็ขี้เกียจเดิน”

“คุยอะไรกันอยู่เหรอ” แสตมป์เดินมาถึงและเพิ่งวางจานข้าวลงบนโต๊ะถามขึ้น

“คุยเรื่องเล่นเกมน่ะ” ชัยตอบ

แสตมป์เบะปากแล้วแขวะว่า “เล่นกันเข้าไป พวกผู้ชายนี่ นอกจากบอลกับเกมแล้วสนใจอะไรอื่นอีกไหม”

กรยกมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วตอบว่า “มีสิ”

“อะไร” แสตมป์ถามกลับ

กรกลับไม่ตอบ แต่เอื้อมมือไปจิ้มไส้กรอกในจานของหญิงสาวมาเข้าปากตัวเอง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของแสตมป์ได้หน้าตาเฉย

“ไอ้กร!” แสตมป์ตวาดเรียกคู่กรณีเสียงแหลมปรี๊ด แต่คนโดนเรียกกลับหัวเราะร่วนอย่างชอบใจ

“กรทำอะไรแสตมป์อ่ะ” กระดิ่งเดินกลับมาถึงโต๊ะได้ยินพอดีเลยถามอย่างสงสัย

แสตมป์อ้าปากจะเล่า แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจเป็นส่งสายตาจิกกัดกรแทน พร้อมกับตอบว่า

“ช่างมันเถอะ ถือว่าให้หมามันแดก แล้วทิพย์ล่ะ”

กระดิ่งชี้ไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าดังแห่งตึกสปุกนิกส์ ซึ่งมีทิพย์ยืนต่อแถวที่ยาวเหยียดอยู่ด้วย

“ยังต่อแถวอยู่เลย โห คิวยาวเฟื้อย เราหิวแล้วรอไม่ไหวเลยซื้ออย่างอื่นแทน”

“ดีแล้วละ กินเถอะ เดี๋ยวไปเข้าแล็บไม่ทัน”

“อื้อ”

 

ตึกโดมตั้งอยู่ใกล้กับสนามกีฬาใหญ่ของมหาวิทยาลัย เป็นอาคารทรงโดมที่ใช้ประกอบพิธีกรรมสำคัญอย่างเช่น การรับพระราชทานปริญญาบัตร และการจัดกีฬาในร่ม ใต้ตึกโดมคือพิพิธภัณฑ์ผ้า[3] ซึ่งจัดนิทรรศการผ้าไทยตลอดทั้งปี และเป็นที่ตั้งองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวรด้วย ระหว่างตึกโดมกับสนามกีฬาใหญ่มีสนามเทนนิสอยู่สองคอร์ต ซึ่งดูท่าจะไม่มีคนนิยมมาใช้บริการเท่าไร เหล่านิสิตปีหนึ่งของคณะทันตแพทยศาสตร์รวมตัวกันอยู่ที่บันไดลงจากโดม ซึ่งแบ่งช่วงกว้างของบันไดเป็นสามส่วนด้วยราวบันได

“ห้ามนั่งบนขั้นบันไดซึ่งเป็นทางเดินตรงกลางนะแก เขาว่า นั่นเป็นทางเดินลงจากหอประชุมของพี่บัณฑิตหลังจากรับพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว ใครที่ยังไม่ใช่บัณฑิตห้ามเข้าไปเด็ดขาด” แสตมป์เตือนเพื่อนสาวชาวกรุงซึ่งเกือบจะมุดตัวลอดใต้ราวบันไดเข้าไปนั่ง

“เหรอๆ เกือบไปแล้วเนอะ”

แสตมป์ส่ายหน้ากับความป้ำๆ เป๋อๆ ของเพื่อน

แปะ! แปะ! แปะ!

เสียงปรบมือดังขึ้น เรียกความสนใจจากเหล่านิสิตปีหนึ่งไปยังรุ่นพี่หนุ่มร่างเล็ก เจ้าของต่างหูเงินสองข้าง ซึ่งยืนอยู่บนพื้นชั้นล่าง ขณะเงยหน้ามองน้องปีหนึ่งนั่งเรียงรายอยู่บนขั้นบันได

“น้องๆ มากันครบหรือยังครับ”

ลมลุกขึ้นยืนนับจำนวนเพื่อน แล้วหันไปตอบรุ่นพี่ว่า “ครบแล้วครับพี่”

รุ่นพี่ยิ้มกว้าง “งั้นแยกคนตีกลองกับลีดออกมา ที่เหลือก็เข้าแถวเรียงตามลำดับส่วนสูงเลย”

นิสิตปีหนึ่งทั้งหมดลุกพรึ่บขึ้นจัดแถวตามคำสั่งอย่างกระฉับกระเฉง และเสร็จเรียบร้อยได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะตอนเข้าห้องเชียร์ก็เคยจัดแถวอย่างนี้มาแล้ว ตอนนี้ก็แค่ตัดบางคนที่รุ่นพี่เรียกตัวให้ออกไปอยู่นอกแถวเท่านั้น

“เอาละ จากน้องคนที่ตัวเล็กให้ตั้งแถวเรียงหน้ากระดานเจ็ดคน ส่วนคนที่เหลือก็เรียงแถวตอนลึกไล่ขึ้นไปตามขั้นบันได”

ทุกคนทำตามสั่งอย่างไม่เข้าใจ ว่ารุ่นพี่คนนี้จะให้ทำอะไรกันแน่ จนเมื่อนิสิตทั้งห้าสิบหกคนเข้าแถวตอนลึกเจ็ดแถวเสร็จแล้ว รุ่นพี่ก็สั่งให้ทั้งหมดนั่งลง แล้วแนะนำตัว

“สวัสดีน้องๆ ปีหนึ่งครับ พี่ชื่อ ปิ๊ก อยู่ปีสี่ ปกติหน้าที่ทำสแตนด์เชียร์จะเป็นของพี่ปีสอง แต่ปีนี้พี่มาช่วยน้องคุม”

พี่ปิ๊กยิ้มให้น้องทุกคนอย่างอารมณ์ดี เมื่อไม่เห็นน้องคนไหนสงสัยสถานะของเขา จึงพูดต่อ

“น้องๆ รู้ไหม ว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่”

มาลียกมือขึ้น แล้วตอบว่า “ขึ้นสแตนด์ค่ะ”

“ใช่ แต่มันไม่ใช่การขึ้นสแตนด์ธรรมดา มันคือการแข่งขันศักดิ์ศรีของแต่ละคณะ โดยเฉพาะคณะอย่างพวกเราที่มีจำนวนคนน้อย จนไม่สามารถส่งนักกีฬาลงแข่งขันด้วยได้ การขึ้นสแตนด์จึงเป็นหนทางเดียวที่จะแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในการแข่งขันกีฬาเฟรชชี่”

นิสิตปีหนึ่งหลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับที่รุ่นพี่พูด

“แต่ว่า น้องลองนึกดูนะ คณะที่มีคนน้อยอย่างเรา ถ้าไปนั่งอยู่ระหว่างคณะพยาบาลหรือวิศวะ มันจะเกิดอะไรขึ้น...”

เงียบ...ไม่มีเสียงตอบ พี่ปิ๊กก็เลยตอบแทนด้วยน้ำเสียงที่พลุ่งพล่านกว่าเดิมว่า

“เราก็จะกลายจุดฟูลสต๊อปน่ะสิน้อง จุดดำๆ ที่อยู่ระหว่างผืนมนุษย์สองฟาก”

“แล้ว...เราจะทำยังไงล่ะคะพี่” อักษรยกมือถาม ซึ่งน่าจะเป็นคำถามที่พี่ปิ๊กต้องการพอดี เขาจึงตอบว่า

“เราก็ต้องใช้อุปกรณ์ และการเคลื่อนไหวแทน”

เหล่านิสิตปีหนึ่งหันมามองหน้ากัน

“หมายถึงการแปลตัวอักษรเหรอครับ” ธียกมือถามเพื่อความกระจ่าง

“โนววว เรามีคนน้อย จะแปลเป็นตัว ก. ไก่ งั้นเหรอครับน้อง สแตนด์เชียร์ของทันตะต้องเด็ดกว่านั้น มันเป็นสแตนด์ที่จะมีเฉพาะคณะเราเท่านั้นที่ทำได้ และเพราะแบบนั้น แม้คณะของเราจะไม่เคยชนะสแตนด์เชียร์ แต่ก็ไม่เคยตกไปจากห้าอันดับแรกของสแตนด์ที่ดีที่สุดของปี”

พอได้ยินคำโฆษณากันขนาดนี้แล้ว เด็กหลายคนก็เริ่มตื่นเต้น อยากรู้ถึงรูปแบบสแตนด์เชียร์ขึ้นมาทันที

“เราจะทำอะไรกันครับ” ชัยถาม

พี่ปิ๊กผายมือไปทางกลุ่มลีดเดอร์ด้านล่างซึ่งยืนมองเพื่อนเข้าแถวอยู่ แล้วตอบว่า “พวกเราจะทำให้ทั้งบนสนามและบนสแตนด์เป็นเชียร์ลีดเดอร์”

 

“กูว่าแม่งบ้า” กรโพล่งออกมา หลังจบการชี้แจงรูปแบบของการทำแสตน์เชียร์

“แต่ที่พี่เขาพูด มันก็มีเหตุลผลนะ แกไม่ได้ยินเสียงซ้อมสแตนด์ของพวกวิศวะเหรอ เสียงดังโคตรๆ” มาลีแย้ง กลุ่มนิสิตปีหนึ่งที่เดินตามกันออกจากตึกโดมพากันพยักหน้า

“แต่จากตารางที่พี่เขาทำให้เราเนี่ย ละเอียดมากเลยนะ แต่ละคนหันซ้ายหันขวา เดินขึ้นเดินลงไม่เหมือนกันเลย ใครเตี้ยโชคดีสุด ไม่ต้องขยับมาก” กระดิ่งพูด พลางเปิดสมุดการขยับตัวในการขึ้นสแตนด์เพลงแรก

“ใช่ คนอยู่ริมกับตรงกลางซวย เกือบทุกท่อนต้องเปลี่ยนไลน์กันหมดเลย เกิดมาเตี้ยหรือสูงนี่ก็สบายเนอะ” กวางเสริม

“แต่กูก็ยังคิดว่ามันบ้าอยู่ดี สแตนด์ใหญ่มันไม่ได้ขั้นแคบและเตี้ยๆ เหมือนกับขั้นบันไดที่เรานั่งวันนี้นะเว้ย เหนื่อยตายแน่ คิดอย่างนี้แม่งโคตรอิจฉาคณะที่มีคนเยอะเลย แค่นั่งปรบมือส่งเสียงนิดหน่อยก็เสียงดังละ” กรยังคงย้ำถึงความหนักหนาเรื่องเดิม

“เอาน่าๆ หรือแกอยากจะไปเป็นจุดฟูลสต๊อปอย่างที่พี่ปิ๊กว่า เสียงร้องก็เบา แถมเสียงปรบมือยังไม่ช่วยอะไรอีก กลองเราก็มีแค่ใบเดียว ฉันว่าพี่เขาคิดถูกนะ รางวัลการันตีก็มีอยู่แล้ว” แสตมป์ปลอบ วันนี้ลีดเดอร์เจ็ดคนทำหน้าที่เป็นคนกำกับแถวให้คนที่อยู่บนบันไดได้เข้าใจวิธีการเคลื่อนตัว

“เออๆ เลิกพูดก็ได้ เหนื่อยว่ะ นี่แค่เพลงแรกนะ เราต้องแสดงตั้งห้าเพลง และต้องจำการใช้อุปกรณ์แต่ละเพลงอีก เราต้องซ้อมกันกี่วันวะเนี่ย”

“พี่ปิ๊กนัดซ้อมที่เดิมทุกวัน ถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์เราจะได้เข้าไปซ้อมในโดม” อักษรทวนการนัดหมายของรุ่นพี่ให้ฟัง

“ความจริงเราน่าจะได้ซ้อมกับสแตนด์ใหญ่นะ จะได้รู้จังหวะก้าวเดินด้วย” ธีเสนอ แต่แสตมป์กลับส่ายหน้า

“ไม่มีทางได้หรอก พวกเราคนแค่นี้ ไปขอใช้สแตนด์ใหญ่คงได้โดนด่ายับ เขาต้องจัดสรรให้คณะที่มีคนเยอะสิ ส่วนคณะที่มีคนน้อยก็ต้องหาที่ซ้อมให้เหมาะสมเอง”

“แย่เลยเนอะ คนน้อยนี่ไม่ดีเลย หายไปสักคนได้เป็นรูโหว่แน่” กระดิ่งเสริม

“จริง หายไปคนหนึ่ง รู้กันหมดว่าใครหาย” กรเอ่ยอย่างเซ็งๆ

“แล้วนี่ไอ้ลมมันหายไปไหน กูเห็นมันเดินหายไปกับรุ่นพี่ปีสองตั้งแต่เริ่มซ้อมละ” ชัยเปลี่ยนเรื่อง เพราะต่อให้บ่นเรื่องขึ้นสแตนด์กันต่อไปก็ไม่มีประโยชน์

“ไม่รู้สิ สงสัยรุ่นพี่เรียกไปคุยเรื่องงานบวงสรวงละมั้ง” ธีตอบ

“งั้นก็ช่างมันเถอะ ว่าจะชวนไปเล่นเกม งั้นพวกเราไปหน้ามอกัน” กรชวน พร้อมกับยกแขนพาดคอชัยกับธีไว้คนละข้าง ก่อนจะเดินนำหน้ากลุ่มเพื่อนออกไปก่อน

“วันนี้จะแวะร้านหนังสือหรือเปล่ากระดิ่ง” แสตมป์ถาม เมื่อทั้งสองเดินตัดผ่านสนามกีฬาไปยังประตูด้านข้างมหาวิทยาลัย

“ไม่ละ ยังอ่านของเก่าไม่จบ...” กระดิ่งพูดได้แค่นั้น แล้วต้องเงียบเสียงไป เมื่อเบือนหน้าไปมองสแตนด์เชียร์ใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ และกำลังร้องเพลงประจำมหาวิทยาลัยเสียงดังกระหึ่มกึกก้อง จนฟังแล้วขนแขนของเธอลุกซู่ แสตมป์ก็เลยพลอยหันไปมองตามสายตาของกระดิ่งด้วย แล้วก็ต้องถอนหายใจยาว

“ได้เห็นอย่างนี้แล้ว ไม่อยากขึ้นไปนั่งสแตนด์กับคณะพวกนั้นเลยเนอะ”

“จริง เสียงดังมาก แถมจังหวะกลองก็มันมากด้วยนะ”

“ก็มันเป็นศักดิ์ศรีของพวกเขานี่ มีดีแต่แรง” แสตมป์แขวะอย่างอดไม่ได้

กระดิ่งเกือบจะหัวเราะออกมาแล้ว ถ้าไม่ใช่เสียงทุ้มที่ดังมาจากด้านหลัง

“พูดได้ดีนี่ ปีหนึ่ง”

สองนิสิตสาวปีหนึ่งหันขวับมามองต้นเสียง และโดยไม่ต้องบอกกล่าวใดๆ ทั้งสองสาวก็รีบยกมือไหว้คนตรงหน้า พร้อมกับกล่าวคำทักทายตามธรรมเนียมของนิสิตปีหนึ่งว่า

“สวัสดีค่ะ”

 กระดิ่งเหลือบมองแสตมป์ที่หน้าซีดเผือดลงเพราะดันไปพูดดูถูกคณะอื่นให้รุ่นพี่ของคณะนั้นได้ยิน แล้วเหลือบมองชายหนุ่มร่างสูง เจ้าของเสื้อยืดสีเลือดหมูที่มีตราสัญลักษณ์รูปเกียร์บนหน้าอก สีหน้าถมึงทึงจนดูน่าเกรงขาม

“ฟัน?...ทันตะเหรอ” คู่กรณีถามชื่อคณะที่สังกัดด้วยการเดาจากสัญลักษณ์รูปฟันบนป้ายชื่อ

“ค่ะ” กระดิ่งตอบ ขณะที่แสตมป์ก้มหน้านิ่ง

“คงต้องแจ้งพี่เขตแดนหน่อยแล้วมั้ง ว่าสอนรุ่นน้องยังไง ให้ปากดีขนาดนี้”

ชื่อ เขตแดน ทำให้สองสาวยิ่งก้มหน้างุด นั่นคือชื่อของรุ่นพี่ปีสี่ ซึ่งเป็นประธานสโมสรนิสิตคนปัจจุบัน

“ขะ...ขอโทษค่ะ พวกเราปากไวไปหน่อย” กระดิ่งรีบแก้สถานการณ์ พลางสะกิดเพื่อนให้รีบพูดขอโทษด้วย

แสตมป์เงยหน้าขึ้นสบตารุ่นพี่อย่างไม่พอใจ แต่ก็ยอมขอโทษ

“ขอโทษค่ะ”

รุ่นพี่ทำท่าเหมือนจะเอาเรื่องต่อ แต่ชายหนุ่มอีกคนซึ่งใส่เสื้อเหมือนกับรุ่นพี่คนนี้ก็วิ่งเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน แล้วรีบรายงานโดยไม่สนใจสถานการณ์ตรงหน้า

“เป็นไงครับพี่ป๊อก เสียงโอเคหรือยัง”

“คงจะโอเคละ เพราะแถวนี้ มีคนชมว่านิสิตคณะเราแรงดี” พี่ป๊อกพูดเสียงนิ่ง แต่สายตาไม่ได้ละไปจากใบหน้าของแสตมป์เลย กระดิ่งก็ชักเริ่มใจไม่ดี ดูท่าอีกฝ่ายจะเอาเรื่องน่าดู แต่แล้วก็ต้องถอนใจเฮือกอย่างโล่งอก เมื่อคนหน้าดุหมุนตัวเดินกลับไปที่สแตนด์พร้อมกับรุ่นน้องของเขา

“ฟู่! โล่งไป นึกว่าจะเกิดเรื่องเสียแล้ว พี่คนนี้ท่าทางเหมือนพี่ว้ากเลยเนอะ” กระดิ่งเป่าปากก่อนจะวิจารณ์คนหน้าดุ

“นั่นสิ ขี้เก๊กอีกต่างหาก ไปเหอะ ฉันหิวข้าวแล้ว” แสตมป์ผสมโรงแล้วเร่งรัดตัดบท

กระดิ่งพยักหน้ารับ แล้วหมุนตัวเร่งฝีเท้าเดินตามเพื่อนไป แต่หูยังได้ยินเสียงเพลงจากสแตนด์ของคณะวิศวะดังสะท้อนอยู่ไปมา

ว่ากันว่า การแข่งสแตนด์คือ ศึกแห่งศักดิ์ศรีของนิสิตปีหนึ่ง คือหน้าตาของเหล่ารุ่นพี่ แต่ต่อให้อยากแสดงศักดิ์ศรี หรืออยากรักษาหน้ารุ่นพี่ขนาดไหน คณะที่มีจำนวนนิสิตชั้นปีหนึ่งน้อยที่สุดในมหาวิทยาลัยอย่างคณะทันตแพทยศาสตร์ จะสามารถเบียดขึ้นทำเนียบสแตนด์ที่ดีที่สุดได้หรือเปล่า ก็คงต้องลองสู้อย่างสุดกำลังดูก่อนแล้วกัน



[1] ศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือ ในปี พ.ศ. 2545 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถานบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ ซึ่งตั้งแต่ พ.ศ. 2558 สถาบันแห่งนี้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร” โดยความดูแลของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

[2] การแต่งกายเรียบร้อยเหมือนชุดนิสิตปกติ แต่กระโปรงหรือกางเกงจะเป็นสีเทาเข้ม สวมรองเท้าหุ้มส้นสีดำ

[3] ตั้งอยู่ชั้นล่างของอาคารอเนกประสงค์ โดยเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของผ้าจากชนชาติต่างๆ รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับเครื่องนุ่งห่มและการแต่งกาย นอกจากนี้ยังมีการจัดอบรมและนิทรรศการเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายและของประดับเป็นระยะๆ ตลอดทั้งปี และมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผ้าชนิดต่างๆ และของที่ระลึกของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

>>> แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ <<<


Writer : Kalthida

(IG & Twitter : kalthida)

Writer Assistant : Veerandah

(IG & Twitter : veerandah)


Dent Talk :

กัลไม่ใช่นักกีฬา แล้วดูเหมือนเพื่อนๆ ในชั้นปีก็ไม่ใชนักกีฬาค่ะ คณะทันตะเป็นคณะที่มีนิสิตน้อยที่สุดในมหาวิทยาลัยจนกระทั่งรุ่นกัล เราเสียตำแหน่งนั้นไปให้คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ แต่ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนน้อยอยู่ดี ในเวลานั้น คณะมนุษยศาสตร์ของมน. ยังไม่ทำการแยกภาคเลยทำให้ปริมาณนิสิตของเขาเยอะมากๆ เลยค่ะ

พอคนน้อย แล้วก็ไม่ค่อยสนใจกีฬากัน ในช่วงเวลากีฬาเฟรชชี่ ความทรงจำของกัลเลยมีแต่การฝึกซ้อมขึ้นแสตนเชียร์เท่านั้น ซึ่งในตอนนี้ รู้สึกเขาจะเปลี่ยนเป็นการทำแสตนด์รวมแล้ว ไม่มีการแข่ง ปีของกัลเป็นปีสุดท้า่ยที่มีการชึ้นแสตนด์สองครั้ง และมีการให้คะแนนเพื่อจัดลำดับแสตนด์ของทุกคณะในมหาวิทยาลัย

ระยะหลัง กัลเห็นคนใช้การแปรกระบวนบนแสตนด์กันหลายที่ แต่ในเวลานั้นมีแค่ทันตะตณะเดียวที่ทำค่ะ ต่อมาก็จะมาสถาปัตย์ ซึ่งอาจจะเพราะเป็นคณะที่มีคนน้อย ขืนนั่งเฉยๆ ปรบมือก็คงไม่ได้ยินอะไร 5555

จำได้ว่า หมุนตัวกันจนมึน จนเซกันไปข้าง แต่ก็สนุกดี ยิ่งพอมาเขียนถึงความทรงจำนี้ก็ยังยิ้มได้ กัลเชื่อว่า ความทรงจำเป็นสิ่งที่ทำให้คนมีความสุขเสมอ แม้ความทรงจำบางอันอาจทำร้ายเรา แต่ถ้าเราได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์เหล่านั้น กัลก็ถือว่า นั่นเป็นความทรงจำที่งดงามค่ะ


ปล. สำหรับ รุ่นพี่ รุ่นเพื่อน รุ่นน้อง ของกัลที่ผ่านเข้ามาอ่าน กัลอยากให้มองว่า นี่เป็นบันทึกความทรงจำที่ใส่สีตีไข่ของกัลฝ่ายเดียว ตามประสาคนฟุ้งซ่านมากกว่า กัลไม่ได้มีเจตนาไม่ดี อย่างไรนี่ก็คือ นิยายเพื่อความบันเทิง อ่านเอาเล่นๆ สนุกๆ พอให้คิดถึงกันนะคะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

1,624 ความคิดเห็น

  1. #1572 TiktokPhs (@nasakiky) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 19:04
    อ่านแล้วคิดถึงตอนอยู่ปีหนึ่งเลยค่ะ แต่อยู่ที่มมส. (ม.มหาสารคาม) นะคะ ถึงจะไม่ได้อยู่มน. แต่ก็รู้สึกเหมือนเป็นพี่น้องกัน
    กระโปรงพิธีการสีเทานี่ซื้อมาใส่ได้แค่เฉพาะปีแรก หลังจากนั้นตัวแตก กระโปรงปริ ใส่ไม่ได้อีกเลย 555
    #1572
    0
  2. #34 pretty-p (@rod_usawadee) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 20:21
    คิดถึงตอนเป็นนิสิต สนุก เหนื่อย อึก ถึก และ ทน
    ในที่สุดก็จบ 5555
    #34
    0
  3. #33 มะลิซ้อน (@achjaya) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 19:29
    ชีวิตอิฉัน ไม่เคยได้สัมผัสแสตนเชียร์เลย นักกีฬาตลอดๆๆๆๆ คิดถึงวันเก่าๆเลยค่ะ แต่งนิยายได้อินมากๆๆๆๆๆๆ
    #33
    0
  4. #32 มายอีฟ. (@evening731) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 07:08
    ชอบนิยายแนวนี่มากเลย รอนะคะพี่กัล
    #32
    0
  5. #31 Noon Thamonwun (@noonjii) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 01:06
    หลังๆมานี่เป็นเชียร์รวมค่ะ แต่ก็ยังมีที่ขึ้นแสตนด์อยู่คือเป็นกีฬาของสายวิทย์สุขภาพ สองปีที่แล้วยังไปดูหลีดทันตะอยู่เลยค่ะ
    #31
    0
  6. #30 Pornrat D. (@modhuff) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 00:44
    เกือบไปแล้วนะสองสาว มันคือการแข่งขันนนนน จะมีใครมาชอบกระดิ่งไหมเนี่ยยยย ลุ้นๆๆๆ
    #30
    0