oooไลท์บูล ปริศนาลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ooo

ตอนที่ 4 : [Chapter 1](Rewrite18/06/2558)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 241
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 มิ.ย. 58

Chapter 1

สิบสี่ปีผ่านไป เด็กทารกในวันวานเติบโตขึ้นกลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม จนกลายเป็นที่จับตามองของเหล่าบรรดาสุภาพสตรีทุกวัย
"“องค์ชายกิลเลียมเพคะ วันนี้พระองค์ต้องเสด็จฉลองพระองค์เวลาสิบเอ็ดโมงนะเพคะ”" นางกำนันแจ้งกำหนดการแก่เด็กหนุ่มผมสีม่วง นัยน์ตาสีทับทิม
“"ครับ พี่ส้มแป้น ข้าจะพยายามตรงเวลาครับ”" ดวงตาสีทับทิมหันกลับมาสบตากับดวงตาสีส้มของนางกำนัน ก่อนกระทำสิ่งที่น่าตกใจ
ตุ้บ
เขากระโดดออกทางหน้าต่างชั้นเก้า
“"ว้าย องค์ชาย"” เธอรีบวิ่งเข้าหาหน้าต่าง นัตย์ตาของเธอเบิกกว้างและสั่นระริกๆ 
“"ไม่ต้องห่วงหรอกครับ พี่ส้มแป้น ข้าขอออกไปเที่ยวเล่นสักพัก และกลับมาตรงเวลาอย่างแน่นอนครับ”" เขายืนยันด้วยความหนักแน่ ก่อนออกตัววิ่งหายไป โดยไม่มีท่าทีลังเลหรือเปลี่ยนใจยามเมื่อเห็นสีหน้าของส้มแป้น
ทิ้งนางกำนันผมเขียวให้ยืนตัวแข็งทื่อ สักครู่ใหญ่เธอก็ได้สติ และวิ่งเข้าสู่ท้องพระโรงทันที เพื่อรายงานความประพฤติที่สุดน่าประทับใจขององค์ชายให้ใครบางคนที่อยู่ที่นั้นรับรู้
“"ฝ่าบาทเพคะ แย่แล้ว เพคะ"ส้มแป้นตะโกน ด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า
ชายวัยกลางคนผู้ถูกเรียกว่าฝ่าบาทผละจากงาน หันมามองหน้าของนางกำนันพี่เลี้ยงของลูกชายตน เมื่อสังเกตใบหน้าของชายผู้นี้จะพบว่าเขามีลักษณะหน้าตาเหมือนกับกิลเลียมราวกับแกะ คงมีเพียงสีผมที่ขาวจนหมดและริ้วรอยที่จะสามารถบ่งบอกความแตกต่างระหว่างอายุของทั้งสองได้
“"กิล หนีไปเที่ยวอีกแล้วใช่ไหม"เขากล่าว ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงหรือสีหน้าท่าทางก็ไม่เห็นทีท่าว่าชายคนนี้ จะมีความกังวลใดๆเลย เนื่องจากเรื่องนี้เกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปรกติของราชวังนี้เสียแล้ว จนเขาชินชากับมัน หากบางคนกลับไม่ยอมชินกับมัน และเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ทุกครั้ง
“"เพคะ”" ส้มแป้นรู้สึกเบาใจ หลังจากรายงานเรื่องของกิลเลียมให้แก่กษัตริย์วิลเลียม ออฟ คอนเนอร์ ผู้มีศักดิ์เป็นพระราชบิดาขององค์ชายกิลเลียม
“"เอาเถอะๆ ปล่อยเขาไปก่อน ไว้เขากลับช้าเมื่อไหร่ค่อยลงโทษก็แล้วกัน"กษัตริย์วิลเลียมค่อยๆเผยยิ้มออกมา ทำเอาผู้เข้าเฝ้าทั้งหลายพากันตื่นกลัว พวกเขาต่างรู้ดีว่ารอยยิ้มนี้สามารถเอาชนะข้าศึกมานัดต่อนัดแล้ว
 
ฮ่าๆๆเสียงหัวเราะในผ้าคลุมสีดำก้องทั่วตลาด จนผู้คนต้องเหลียวมองว่าผู้ชายคนนี้บ้าหรือเปล่า อยู่ดีๆถึงหัวเราะออกมา ทั้งที่บรรยายรอบกายไม่น่าจะมีใครหัวเราะขึ้นมาได้
คนท่าทางมีความสุขเกินเหตุนั้นจะเป็นใครไม่ได้ นอกจากคนที่ชอบหนีเที่ยว องค์ชายกิลเลียม ออฟ คอนเนอร์
หากเขากลับไม่สนใจกับสายตาหลายคู่ซึ่งมองเขม่นมาที่ตน กลับเดินเล่นในตลาดหน้าตาเฉย จนทุกคนที่เห็นต่างพากันคิดอย่างพร้อมเพรียงว่า คนๆนี้ด้านไม่มีใครเกิน
แต่ถ้าพวกเขารู้ว่าผู้ที่ว่าอยู่นั้นเป็นใคร คงพากันอ้างปากค้างไปตามๆกัน
 
“"10.59.56 ... 57 ...58 ...59...11.00 Save"กิลเลียมวิ่งเข้าห้องแต่งตัว
“"สิบเอ็ดโมงตรง ตรงเวลาดีมาก ลูกรัก เจ้าจงรีบไปแต่งตัวเร็ว แม่เลือกไว้ให้เจ้าแล้ว"หญิงสาววัยกลางคนยื่นชุดให้แก่กิลเลียม ก่อนจะหันกลับไปสาละวนกับการหาชุดให้ลูกๆอีกสี่คนที่เหลือของตน
“"ครับ ท่านแม่"เขาจัดการแต่งตัวให้ตัวเอง ชายตามองหญิงสาวดวงตาสีน้ำทะเล ผมสีเงินแซมขาวยาวถึงเอว เธอผู้นี้คือ พระราชมารดาของเขา ราชินีเบียทริซ ออฟ คอนเนอร์
ไม่นานเกินรอกิลเลียมก็แต่งตัวเสร็จ
“"โอ้ ลูกแม่ ชุดนี้ลูกใส่ดูดีมากเลย”" เบียทริซกล่าวชม ส่งสายตาสำรวจกิลเลียม ตั้งแต่หัวจดเท้า เขาอยู่ในชุดสูทสีขาว ไทสีเทาอ่อนและรองเท้าคัทชูสีเทา ภาพรวมแล้วเขาดูเหมือนเทวดาเมื่อใส่ชุดนี้
“"โธ่ ท่านแม่ ไม่ต้องชมมากก็ได้ เพราะยังไงลูกท่านแม่คนนี้ ใส่ชุดอะไรก็ดูดีไปหมดอยู่แล้ว โดยเฉพาะชุดที่ท่านแม่เลือกให้ จริงไหมครับ ท่านแม่”" กิลเลียมปากว่า มือโอบกอดเอวผู้เป็นมารดาจากทางด้านหลัง
"“แม้กิล เจ้านี้ปากหวานอยู่เรื่อยเลยนะ”" ราชินีตอกกลับ มือยกขึ้นตีแขนลูกชายดัง ป้าบ ด้วยความเขินอาย เล่นเอากิลเลียมสะดุ้งรีบปล่อยตัวเธอทันที
“"ท่านแม่นี้ อายทีไรนะ ข้าต้องเจ็บตัวทุกทีเลย”" กิลเลียมบ่นงึมงัม
“"กิลว่าแม่หรอ"” ดวงตาสีน้ำทะเลหันขวับ จ้องมองเขาอย่างเอาเรื่อง 
“"เปล่า ข้าไม่ได้ว่าแค่บ่นเบาๆเฉยๆ ท่านแม่ดันมีหูดีเกินมนุษย์คนอื่นๆ จนได้ยินเองนะครับ”" เขาตอบเสียงดัง
“"กิลเลียม"เธอย่างเท้าเข้าหาเขาหมายจะตี หากแต่เขารู้ทันเสียก่อน จึงออกตัววิ่งหนี และรอดพ้นได้อย่างหวุดหวิด
 
แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก
“"เหนื่อยจัง ว่าแต่ที่นี้ที่ไหนเนี่ย"กิลเลียมรำพึงเบาๆ สอดสายตามองสำรวจรอบตัว ด้วยความสนอกสนใจ พบกับหอคอยขนาดใหญ่ตั้งอยู่ข้างหน้าตน มันดูมืดมน ทั้งที่ตอนนี้ยังพึ่งสายๆ พอมายืนใกล้หอคอยนี้ รู้สึกราวกับมันดูดแสงสว่างรอบข้างไปหมด รอบบริเวณมืดรวบกับตอนกลางคืน
"“หลบในนี้ก่อนดีกว่า"เขาเปิดประตูเข้าไป เพื่อซ่อนตัวจากแม่ของตน
 
ฝ่ายเบียทริซ เธอวิ่งไล่กิลเลียมมาถึงหอคอย
"ตายแล้ว นี่เราเผลอหลงเข้าเขตหอคอยต้องห้ามซะแล้ว ต้องรีบกลับ"เธอรำพึงกับตัวเอง ก่อนรีบออกจากบริเวณนี้ทันที เมื่อเห็นหอคอยแห่งนี้ โดยไม่รู้สึกเอะใจเลยว่าลูกชายของเธอได้หลงเข้าไปในหอคอยต้องห้ามเสียแล้ว
 
“"ทำไม หอคอยมืดจังเลยล่ะ"กิลเลียมว่า ร่ายเวทจุดไฟที่นิ้วชี้ เพื่อเขาจะมองเห็นทางสิ่งรอบตัว
เพียงแต่เวทไฟของเขากลับอยู่ได้ไม่นาน มันสลายภายในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที เขาพยายามอยู่หลายครั้งหลายครา แต่ทุกครั้งผลก็ออกมาเช่นเดิม เมื่อหลายครั้งเข้าก็ทำให้อารมณ์เสีย เขาตัดสินใจว่าจะสำรวจมันโดยไม่พึ่งแสงสว่างเสียเลย
แต่ทว่าพอกิลเลียมเลิกล้มการจุดไฟแล้ว แทนที่จะมืดสนิทกลับมีแสงส่องสว่างจ้างจากด้านบนหอคอย แล้วมีหรือคนอย่างข้าเมื่อสงสัยและปล่อยมันให้สงสัยต่อไป ไม่มีทาง เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็รีบสาวเท้าเข้าหาบันได
ตึก ตึก ตึก
เสียงเท้าก้าวขึ้นบันไดของกิลเลียมดังก้องท่ามกลางความเงียบสงบในหอคอย เขาเดินขึ้นไปเรื่อยๆถึงชั้นบนสุด พบจุดกำเนิดแสง ใจกลางจุดกำเนิดแสงนั้นมีลูกแก้วลูกหนึ่งขนาดไม่ใหญ่มากนัก สีน้ำเงินเข้มจัด สายตาเขามองมันอย่างเหม่อลอยและหลงใหล จนยากแก่การถอนตัว เมื่อหลงใหลก็อยากสำผัส เมื่อไม่มีอะไรขวาง จึงยืนมือเข้าไปสัมผัสมัน
สัมผัสเพียงแค่ปลายนิ้ว ลูกแก้วค่อยๆเรืองแสงสีฟ้าขยายวงกว้างจากจุดที่นิ้วสัมผัส ขยายวงกว้างจนเห็นทั่วทั้งนครคอนเนอร์ ร่างกายคนที่กำลังหลับใหลของกิลเลียมค่อยๆเรือนรางหายไปจากหอคอย
แสงที่เกิดขึ้นสะกดให้ผู้คนทั่วเมืองหันมามอง หากแต่มีเพียงผู้เฒ่าผู้แก่เท่านั้นที่รู้ว่า บัดนี้ได้มีคนหายอีกแน่ๆ ตามตำนานเล่าขานเรื่องของลูกแก้ว ณ หอคอยต้องห้ามมาว่า
'พระเจ้ามักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นเสมอ เมื่อพระองค์สร้างสิ่งมีชีวิตในดาวโลก พระองค์ต้องการให้มนุษย์ทั้งสองดาวมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพียงแต่ความแตกต่างทางด้านต่างๆของมนุษย์ทั้งสองดาวมีมากเกินไป พระเจ้าทรงสร้างลูกแก้วขึ้นมา พร้อมกับหอคอยไลฟ์บลู เพื่อให้มนุษย์ดาวอังคารสามารถไปดาวโลกได้'
ทุกครั้งที่มีคนไปดาวโลกคนๆนั้นจะหายจากดาวอังคารช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าจะนานเพียงใดสำหรับคนๆนั้น แต่มีบางคนไม่กลับมาอีก มนุษย์ดาวอังคารเกิดกลัวการพลัดพรากขึ้นมา พวกเขาพยายามไม่ให้ใครเข้าใกล้หอคอยอีก โดยร่วมมือกับจอมเวทสิบสี่คน ร่ายเวทมนตร์ให้ท้องฟ้ารอบบริเวณหอคอยมืด บวกกับเวทสะกดเวทไม่ให้ใครใช้เวทมนตร์ได้เมื่อเข้าไปภายใน และเปลี่ยนชื่อมันเป็นหอคอยต้องห้าม ป้องกันไม่ให้มีใครกล้าเข้าใกล้มันอีก
ตำนานเล่านี้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รับรู้ ต่างเชื่อกันตามคำล่ำลือผิดๆว่าหอคอยแห่งนี้มีสิ่งชั่วร้ายอยู่ ถึงแม้จะมีคำล่ำลือออกมาอย่างนี้ แต่ก็ยังมีคนหลงเข้าไปข้างในอยู่ดี
 
ณ ดาวโลก
นัยน์ตาสีดำของเด็กสาวคนหนึ่งฉายแววเย็นชาผมสีทองของเธอถูกมัดรวบไว้อย่างเรียบร้อย สวมใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวทับด้วยเอี๊ยมลายสก็อตที่ถูกเชื่อมกับกระโปรงลายเดียวกันหน้าอกข้างขวาปักชื่อไว้ว่า‘ นลิน เกเบรียล
นลินมักกลับบ้านมืดเสมอ เนื่องจากเธอถูกเสนอชื่อเป็นคณะกรรมการของโรงเรียน จึงมีงานหนักกว่าเพื่อนคนอื่นๆ รวมทั้งคณะกรรมการคนอื่นๆชอบโยนงานของตนมาให้เธอ เพราะอิจฉา เธอที่เก่งเกินหน้าเกินตาคนอื่นบวกกับนิสัยไม่พูดไม่ปฏิเสธอะไร ยิ่งทำให้คนอื่นเหลิงยิ่งโยนงานมาให้เธอมากขึ้นทุกวันๆ นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้เธอกลับบ้านดึกๆทุกวัน
เฉกเช่นเดียวกับวันนี้กว่านลินจะทำงานของคณะกรรมการเสร็จก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่าๆแล้ว เธอจึงกลับบ้านดึกอีกตามเคยและด้วยความรำคาญกับจราจรอันติดขัดมากๆจนแทบเป็นอัมพาต เธอตัดสินใจเดินลงจากรถเมล์ก่อนถึงป้ายหนึ่ง แววตาฉายแววเบื่อหน่ายออกมาอย่างชัดเจน เธอเดินลัดผ่านสวนสาธารณะ เพื่อกลับคอนโดหรือเรียกอีกอย่างคือบ้านในปัจจุบันของเธอซึ่งเป็นสิ่งที่มารดาซื้อให้ก่อนสิ้นใจ
นลินเดินลัดผ่านได้ไม่นาน ปรากฏสายฟ้าผ่าลงใจกลางสวน แสงสว่างวาบมาจากจุดที่ฟ้าผ่าขยายตัวออกเป็นวงกว้าง แสงแสบตามากจนเธอต้องยกมือขึ้นบังแสง
เมื่อแสงสว่างหายไปนลินค่อยๆลดมือลงจากการปิดตา ก็พบกับสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้น เด็กหนุ่มผมสีม่วงเข้มจนเกือบเป็นสีดำในชุดสูทสีขาวปรากฏขึ้นตรงจุดที่ฟ้าผ่าลงมา สร้างความประหลาดใจให้แก่นลิน แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่น เธอจึงรีบสาวเท้าเข้าดูอาการของเด็กหนุ่มทันที
เด็กหนุ่มสลบไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ถึงแม้เธอจะพยายามสรรหาวิธีต่างๆมาเรียกเขามากเท่าไหร่ กลับไม่มีวี่แววว่าเขาจะลืมตาขึ้นมาเลย
ทางเลือกครั้งนี้มีมากมายเช่นเลือกทิ้งเด็กหนุ่มไว้หรือเรียกคนอื่นมาช่วย หากเธอกลับเลือกพยุงเขาเข้าห้อง โดยไม่แคร์หรือเกรงกลัวต่อข้อกล่าวหาของใคร ยามเห็นเธอพาเด็กหนุ่มเข้าห้อง
ชะตาที่ถูกทำนายไว้ตั้งแต่แรกเกิดชัดเจนขึ้นเรื่อยๆมันใกล้เข้ามาแล้ว ปริศนาแห่งลูกแก้วสีฟ้า เรื่องที่เธอต้องเข้าไปพัวพันอีกไม่นานนักเธอคงรับรู้และ...
---------------------100%--------------------

68 ความคิดเห็น

  1. #43 เออดี (@cutest) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2552 / 18:16
    งะ-[]-............เรายังไม่ได้เม้นอันนี้หรือนี้ กลับมาเม้นให้อีกแล้วกันนะ
    มาอ่านอีกทีเปลื่ยนชื่อนางเอกซะแล้วงะ ไม่ยอมนะT3Tเราชอบชื่อเดิมมากกว่าอะT^T(ช่างมันเหอะ-*-:เบลล์)
    แล้วเราว่าน่าจะใส่สีหน้าเข้าไปด้วยก็ดีนะ แบบเนี้ย = =" O[]O ^ ^ -*- T T TT^TTและอื่นๆ มันทำให้คนอ่านจินตนาการภาพได้คล้ายกันกับเรา แล้วก็รู้สึกอยู่ในเรื่องมากขึ้ึ้นด้วยนะ^_______^
    จบข่าว- -
    #43
    0
  2. #39 warlcat (@chalita2538) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2552 / 19:50
    บทนี้สนุกดี แต่คำผิดหลายจุดเลยเน่อ

    การเว้นวรรคยังไม่ลงตัวเท่าไหร่

    เช่น"ตอนนี้ผมอยู่บนดาวโลกณประเทศไทย"ก็ควรจะเป็น

    "ตอนนี้ผมอยู่บนดาวโลก ณ ประเทศไทย"

    อืม การแสดงสีหน้ายังไม่ค่อยมีเท่าไหร่

    แต่โดยรวมก็ถือว่าโอเคแล้วค่ะ
    #39
    0
  3. #37 ]crazy_drogon[ (@crazydrogon) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2552 / 20:36
    อาจจะพอใช้ได้ แต่มันออกจะ ไม่ค่อยแสดงสีหน้าสีตัวละครอารมย์ไม่ค่อยได้เท่าไร
    ควรจะใส่เข้าไปอบ่างของเรานั้น มีเนื้อพูดมากเกินไปไม่แสดงอารมทำให้คนนึกภาพไม่ออก
    แกลองไปอ่านในวรรณคดีวิจัก บทนำ มันจะมีกล่าวกับการจิตนการ ที่เกี่ยวกับช้างเวลาแบบนี้ต้องบรรยายออกมาให้ชัดเจน
    #37
    0