นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยอดวิวรวม

142

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


142

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


3
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  31 ต.ค. 57 / 22:14 น.
นิยาย ǡѺӹҹФͧ͢[Halloween Fiction contest#4]

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่องนี้แต่งในโครงการ Halloween fiction contest#4
ในหัวข้อ อยากให้เรื่องนี้ไม่มีผี


ไม่ค่อยได้แต่งแนวนี้ ปกติแต่งแต่แนวรัก
รู้สึกว่าแต่งยังไงก็ไม่น่ากลัว - -



 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 31 ต.ค. 57 / 22:14


 

เกี่ยวกับตำนานและความเชื่อของผี

         

ช่วงนี้หอเป็นอะไรไม่รู้ดูเงียบผิดปกติ บรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนในตอนนี้ยิ่งทำให้ห้องน้ำที่มืดอยู่แล้วยิ่งมืดเข้าไปอีก ตั้งใจเปิดไฟให้มันสว่างยังมาติดๆ ดับๆ อีก จะหลอนกันไปไหนเนี่ย หอก็เงียบไฟยังมาเป็นใจอีก

            แล้วเรื่องไฟนี่ก็เหมือนกัน แจ้งเรื่องจนขี้เกียจแจ้งแล้ว เจ้าหน้าที่หอก็ได้แต่รับเรื่องไว้ไม่ส่งช่างมาซ่อมสักทีอ้างว่ามันเป็นแค่หลอดเดียวเองหลอดอื่นก็สว่างอยู่ ต้องรอให้มีคนถูกไฟช็อตตายขึ้นมาก่อนใช่ไหมถึงจะยอมซ่อมให้  

คือไอ้สว่างมันก็พอสว่างอยู่หรอกแต่มันหลอนรู้ไหม อย่าเพิ่งด่าฉันนะว่าทำไมไม่ปิดหลอดที่มันเสียไว้ล่ะ ถ้าทำได้คงทำไปนานแล้ว

          ครืด

            เสียงอะไร! ฉันแปรงฟังค้างอยู่ท่านั้นเงี่ยหูฟังเสียงอะไรสักอย่างที่ลากไปกับพื้น มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทางนั้น ประตู

แล้วถ้าผีมาฉันจะวิ่งไปทางไหนล่ะเนี่ย

ฉันจ้องประตูห้องน้ำตาไม่กะพริบ ย่องไปทางประตูทีละก้าวให้เบาเสียงที่สุด ถ้ามันโผล่มาตอนไหนจะได้พุ่งทะลุออกไปไม่ให้มันได้ตั้งตัว เป็นผีแสดงว่าวัตถุสามารถทะลุผ่านได้  ผีก็ผีเถอะ ถ้าเจอคนตั้งใจจะวิ่งแล้ววางแผนอย่างดีแบบนี้ก็คงมีเหวอเหมือนกันล่ะน่า

เสียงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว ฉันลุ้นจนแทบลืมหายใจ

มันมาแล้ว!

“อุ๊ย”

ไม่ใช่เสียงฉันนะ เสียงคนที่เข้ามาใหม่ ใช่แล้ว คนไม่ใช่ผี น้องดูตกใจเล็กน้อยเมื่อเราสองคนจ๊ะเอ๋กันที่หน้าประตูห้องน้ำ หลังจากทำหน้าเหวอในตอนแรกน้องก็ยิ้มปนขำแล้วเบี่ยงตัวหลบไปพร้อมตะกร้าเสื้อผ้าตรงไปยังอ่างซักผ้า

บางทีสภาพฉันในตอนนี้อาจน่ากลัวกว่าผีก็เป็นได้ เพิ่งรู้สึกตัวว่าแปรงสีฟันยังถูกคาบไว้ในปาก ฟองสีขาวๆ ยังไม่แม้แต่จะบ้วนทิ้งไป มันไหลเยิ้มออกมาเป็นทาง

“แค่กๆ” เพิ่งจะมาสำลักก็ตอนนี้แหละก่อนหน้านั้นมัวแต่กลัวอยู่

ฉันเดินไปบ้วนปากตรงอ่างล้างหน้าเลือกอ่างริมสุดที่อยู่ติดกับอ่างซักผ้า

“ช่วงนี้คนหายไปไหนหมด เป็นเงียบๆ” ฉันเริ่มเปิดปากคุยทันที น้องหันมายิ้มให้แต่ไม่ได้พูดอะไรตั้งหน้าตั้งตาซักผ้าต่อ

“น้องเพิ่งย้ายมาใหม่ตอนเทอมสองใช่มั้ย พี่อยู่ห้องข้างๆ เรานะ”

“ค่ะ เพิ่งย้ายเข้ามา”

“ว่างๆ มาเล่นห้องพี่ก็ได้นะ ว่าแต่น้องอยู่ห้องนั้นคนเดียวใช่มั้ย”

“ค่ะ พี่เองก็ไปเล่นห้องหนูก็ได้นะคะ อยู่คนเดียวด้วยไม่มีปัญหาเรื่องเมท”

น้องพูดยิ้มๆ ฉันชักจะชอบรอยยิ้มน้องเข้าให้แล้ว

ความจริงฉันก็ค่อนข้างมั่นใจว่าน้องอยู่คนเดียว ก่อนหน้าห้องนั้นไม่มีคนอยู่เลยเพิ่งเห็นน้องคนนี้ก็ตอนเทอมสองนี่แหละ ใจเด็ดมากเลยนะเตียงตั้งสี่เตียงกล้ามาอยู่คนเดียว บางทีฉันอาจต้องเล่าเกี่ยวกับหอพักแห่งนี้สักหน่อย

หอพักมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีทั้งหมดห้าชั้น แต่ละชั้นมีกี่ห้องฉันไม่เคยนับห้องหนึ่งจะอยู่เต็มจำนวนได้สี่คน แต่อยู่จริงก็ครบสี่บ้างไม่ครบสี่บ้าง บางห้องก็ไม่มีคนอยู่เลย ฉันอยู่ชั้นบนสุด ติดห้องน้ำ ลักษณะของหอจะเป็นคล้ายๆ ตัวเอซและค่อนข้างโล่งทั้งสองฟากห่างกันพอสมควร ตรงมุมทั้งสี่ของตัวเอซจะเป็นห้องน้ำรวม อย่างที่บอกห้องฉันอยู่ติดห้องน้ำ และห้องที่อยู่ถัดจากห้องของฉันไปมีเพียงห้องเดียว โซนทางนี้จึงค่อนข้างสงบไม่สุงสิงกับใคร

“ช่วงนี้หอก็เงียบอย่างที่พี่พูดจริงๆ นั่นแหละค่ะ” จู่ๆ น้องก็พูดขึ้นมาไม่มีปี่ขลุ่ย ทีตอนเราถามล่ะไม่ยอมตอบ สงสัยเพิ่งนึกได้ล่ะมั้ง  

“หนูได้ยินคนในหอคุยกันว่าเข้าห้องน้ำแล้วได้ยินเสียงประตูห้องน้ำเปิดปิดเอง ทั้งๆ ที่ไม่มีคนเข้า บางทีก็ได้ยินเสียงฝักบัวเหมือนคนกำลังอาบน้ำด้วย หรือยืนแปรงฟันอยู่น้ำจากก๊อกข้างๆ ก็ไหลออกมาเฉยเลย”

เอาแล้วมั้ยล่ะ น้องจะมาเล่าอะไรตอนนี้แต่ก็อยากฟังอยู่นะ

“ชั้นไหนอะ”

“หนูก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ”

“คิดว่าคงไม่ใช่โซนเรา เพราะพี่ไม่เห็นเจอเลย” ความจริงฉันก็ไม่แน่ใจนักหรอกแต่ก็ภาวนาไม่ให้มันใช่แล้วกัน

“หนูก็ไม่เจอเหมือนกัน”

เห็นมั้ยล่ะบอกแล้วว่าไม่ใช่ สบายใจไปอาบน้ำดีกว่า แต่

“พี่เข้าไปอาบน้ำก่อนนะ ถ้าเราซักผ้าเสร็จแล้วพี่แต่ยังไม่ออกมาจากห้องน้ำช่วยอยู่รอสักพักได้มั้ย”

เอาน่า ขออุ่นใจไว้ก่อน ฉันถามแล้วหันไปมองน้อง แม้มองจากด้านข้างฉันก็รู้ว่าน้องกำลังขำอยู่ ทำไงได้ก็คนมันกลัวนี่นา

“ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูจะรอนะคะ”

ฉันส่งยิ้มแหยๆ ไปให้แล้วเดินเข้าห้องอาบน้ำไป ได้ยินเสียงน้องตะโกนตามหลังมา สงสัยคงอยากชวนคุยนั่นแหละ แต่เรื่องที่คุยนี่มันช่าง

“แต่หนูว่าคงไม่มีหรอกมั้งคะ ขนาดหนูมีเซนส์ยังไม่รู้สึกเลย”

“จ้ะ แต่ถ้าเห็นอะไรไม่ต้องบอกพี่นะ” ฉันตะโกนกลับไป

สงสัยคงมีเรื่องสนุกๆ ให้คุยเยอะแน่เลยกับเพื่อนข้างห้องคนนี้ เขาเล่าว่าคนเรายิ่งกลัวก็ยิ่งอยากรู้อยากเห็น จริงไหม?

ฉันอาบน้ำเสร็จเร็วกว่าปกติทั้งๆ ที่ปกติก็เป็นคนอาบน้ำเร็วอยู่แล้ว เผื่อน้องเปลี่ยนใจไม่อยากรอแล้วก็หลอนสิคะ

ตอนที่เปิดประตูห้องน้ำออกมาน้องยังซักผ้าไม่เสร็จ ฉันควรจะรอน้องใช่ไหม

“พี่เข้าห้องก่อนเลยนะคะ ไม่ต้องรอ” น้องพูดโดยไม่หันหลังมามอง เออแฮะ เหมือนอ่านความคิดเราออกเลย

“งั้นพี่ไปล่ะนะ”

ฉันเดินกลับห้องตัวเอง มีห้องติดกับห้องน้ำมันก็ดีแบบนี้แหละไม่ต้องเดินไกล ฉันใส่เสื้อผ้า ทาครีมไม่รีบร้อนนัก ไม่จำเป็นต้องรีบไปไหนเพราะวันนี้ฉันมีเป้าหมายแล้ว อยู่ไม่ไกลด้วย

ฉันนั่งอ่านหนังสือพลางสังเกตความเคลื่อนไหวนอกห้องเป็นระยะ พอได้ยินเสียงประตูอีกห้องปิดลงก็รีบวางหนังสือ เดินออกจากห้องแล้วไปยืนเคาะประตูห้องนั้นทันที

“พี่นี่เอง” น้องเปิดประตู ดูเหมือนจะอึ้งเล็กน้อยในตอนแรกที่เห็นหน้าฉัน แต่ก็แค่แวบเดียวก่อนจะฉีกยิ้ม ฉันชอบรอยยิ้มของน้องจัง มันมีเสน่ห์ สดใสหากก็ลึกลับในบางที ฉันรู้สึกแบบนั้น

“เข้ามาก่อนมั้ยคะ”

ฉันคิดไปเองหรือเปล่านะ ถามเหมือนรู้ใจกันเลย ฉันไม่ได้ตั้งใจว่าจะมาถามไถ่อะไรหรือจะชวนไปที่ไหนหรอก อยากมานั่งคุยด้วยมากกว่า เหงานี่นารูมเมทอีกสองคนก็หนีกลับบ้านปล่อยให้อยู่คนเดียว กลัวผีก็กลัว

“งั้นพี่เข้าไปนะ”

น้องยิ้มแล้วเดินเข้าห้องไปก่อน  ฉันจึงเดินตามเข้าไปและเป็นคนปิดประตูห้อง

“พี่ว่าเราเปิดไฟดีมั้ย” แม้ตอนนี้เพิ่งจะห้าโมงเย็นแต่ท้องฟ้าหลังพายุฝนเกือบหลงฤดูก็ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความมืด ความจริงมันก็ไม่ถึงกับมืดมิดอะไรหรอก คนที่ชอบบรรยากาศแบบนี้อาจไม่คิดว่ามันมืดก็ได้

“พี่เปิดไฟเลยก็ได้ค่ะ พอดีหนูชินกับแสงประมาณนี้เลยไม่ได้เปิดไฟ” น้องตอบยิ้มๆ จนมันเหมือนเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของน้องไปแล้ว ฉันเอื้อมมือไปเปิดสวิตช์ไฟบนผนังใกล้ๆ ประตูห้อง อืม สว่างแบบนี้ค่อยหายใจสะดวกขึ้นหน่อย

“พี่นั่งเลยนะคะ ตรงเตียงก็ได้ค่ะ”

ฉันนั่งลงบนเตียงตรงข้ามกับเตียงของน้อง ห้องนี้มีสี่เตียงเป็นเตียงสองชั้นวางขนานกันระยะห่างพอประมาณ

“อยู่คนเดียวไม่รู้สึกวังเวงบ้างหรือคะ” ฉันเปิดประเด็นทันที นี่แหละเรื่องที่อยากมาคุยด้วย ยิ่งบอกว่ามีเซนส์ยิ่งอยากคุย ฉันกลัวนะ แต่ฉันก็ชอบคุย

“ก็ไม่มีอะไรนะคะ” ไม่มีอะไรแต่ท่าทางทำไมทำเหมือนมีอะไรล่ะนั่น ฉันไม่ได้คิดไปเองนะ

“น้องเคยได้ยินมั้ยเรื่องเตียงนอนในหอพัก” ฉันเว้นจังหวะเล็กน้อย คิดว่ามันคงทำให้น้องอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้าง แต่สิ่งที่ได้ยินก็แทบทำให้หมดสนุก

“ใช่ที่ว่า ในห้องห้องหนึ่งไม่เคยมีเตียงว่างหรือเปล่าคะ ที่เราเห็นว่ามันว่างความจริงมันอาจมีเจ้าของอยู่แล้วก็ได้”

พูดได้หลอนกว่าฉันอีก ขนาดฉันรู้อยู่แล้วยังขนลุกซู่เลย

“นั่นแหละค่ะ น้องคิดว่าจริงมั้ย”

“ความจริงที่เมื่อกี้หนูบอกว่าไม่มีอะไร เพราะ หนูชินแล้ว”

เอาแล้วไง ความหลอนของแท้เริ่มขึ้นแล้วสินะ ฉันเริ่มมองไปรอบๆ ห้องอย่างหวาดๆ  ฉันนี่ก็พิลึกคน รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองคงนอนไม่หลับไปอีกหลายคืนแต่ก็ยังหาเรื่องใส่ตัว

“จริงสินะ ก็เรามีเซนส์นี่นา”

น้องยิ้ม ยิ้มแบบเดิมจนฉันจำได้แล้วว่าน้องชอบยิ้มแบบนี้ ยิ้มแปลกๆ แต่น่ามอง

น้องเริ่มเล่าประสบการณ์ขนหัวลุกของตัวเองให้ฉันฟัง แต่ละเรื่องน่ากลัวทั้งนั้น แปลกที่น้องเล่าด้วยหน้ายิ้ม น้ำเสียงเรื่อยๆ แต่มันกลับให้ความหลอนมากกว่าคนที่พยายามทำเสียงทำหน้าให้มันน่ากลัวเสียอีก

ฉันนั่งฟังน้องเล่าไปเรื่อยๆ ถามน้องบ้าง เล่าเรื่องของตัวเอง(ที่ก็ไม่เคยเจอกับเขาสักที)บ้าง คุยกันนานมากจนเปลี่ยนจากนั่งคุยมาเป็นนอนคุย

บางทีอากาศเย็นๆ หลังฝนตกมันก็ดีเหมือนกันนะ

 

“พี่ พี่คะ” ฉันได้ยินเสียงแว่วข้างหูเหมือนมีคนเรียก มันดังขึ้นเรื่อย แรงเขย่าที่ต้นแขนก็เพิ่มตามจนรู้สึกว่าจมอยู่ในความมืดต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ฉันค่อยๆ ลืมตา รอยยิ้มที่คุ้นเคยปรากฏตรงหน้า

“ตื่นแล้วเหรอคะ” เธอถาม

เวรกรรม นี่ฉันเผลอหลับในห้องคนอื่นไปนานแค่ไหนแล้วนี่ ฉันส่งยิ้มแห้งๆ กลับไป ความจริงฉันก็อายอยู่นะ

“ตอนนี้กี่โมงแล้วคะ”

“ห้าทุ่มครึ่งค่ะ”

“ห๊า” ฉันร้องเสียงหลงและดีดตัวขึ้นทันทีจนน้องหลุดขำออกมา

“ความจริงหนูว่าจะไม่ปลุกแล้วนะคะถ้าไม่ต้องออกไปข้างนอก”

หืม ออกไปข้างนอกตอนห้าทุ่มครึ่งนี่นะ

“พอดีมีกิจกรรมกับทางชมรมค่ะ”

เหมือนฉันจะทำหน้าสงสัยมากไปหรือวิชาอ่านใจคนน้องทำงานไม่รู้นะน้องถึงอธิบายให้ฟัง อันนี้ฉันแอบตั้งให้เอง ก็จากที่คุยกันมาได้สักพักน้องชอบทำอะไรให้ฉันรู้สึกว่าน้องเหมือนอ่านใจคนได้นี่นา บางครั้งถึงกับได้สะดุ้งกันเลยทีเดียว

“ชมรมโกสท์คลับ”

ฉันเอียงคอมองน้อง กำลังจะอ้าปากถามน้องก็พูดขึ้นก่อน

“ก็ตามชื่อนั่นแหละค่ะ พี่พอจะได้ยินเรื่องวันปล่อยผีมาบ้างไหมคะ”

หืม วันปล่อยผีงั้นหรือ จริงสิวันนี้ 30 ตุลา

“วันฮาโลวีน”

“อืม ก็ใช่ค่ะ”

ทำไมถึงตอบเหมือนแบ่งรับแบ่งสู้แบบนั้นนะ วันปล่อยผีก็ฮาโลวีนสิแล้วตรงกับ 31 ตุลาด้วย

“ทางชมรมจัดงานค่ะ พี่สนใจไปด้วยมั้ยคะ”

“มีงานแบบนี้ด้วยเหรอนี่ทำไมพี่ไม่เห็นได้ยินเลย”

“ค่ะ จัดทุกปีด้วย”

นั่นยิ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ ฉันอยู่มาสามปีแล้วไม่เห็นรู้เรื่อง ยิ่งเรื่องแบบนี้จะพลาดได้ไง

“ที่พี่ไม่รู้อาจเป็นเพราะเราไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์โจ่งแจ้ง เรื่องนี้จึงรู้กันเฉพาะวงใน”

ไม่ได้ประชาสัมพันธ์โจ่งแจ้ง? แสดงว่าอาจไม่ผ่านมหาลัย อืม แบบนี้ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ แต่ ยิ่งน่ากลัวก็ยิ่งอยากรู้ เอาไงดี

“ใกล้ถึงเวลาแล้วหนูว่าหนูคงต้องไปแล้วล่ะค่ะ”

มาแบบนี้แล้วไม่ต้องเสียเวลาคิดไปเลยละกัน

“พี่ไปด้วยดีกว่า แต่ เราไม่ต้องแต่งผีไปหรือคะ”

ฉันถามออกไปแล้วน้องก็หัวเราะ ฉันก็คิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรเปิ่นๆ ออกไปนี่นา ทุกครั้งที่เปิ่นฉันว่าฉันรู้ตัวตลอดนะ

“พี่เคยสงสัยมั้ยคะทำไมวันปล่อยผีแล้วต้องแต่งตัวเป็นผี”

นั่นสินะ แต่ฉันเคยได้ยินมา ตอบได้

“ผีจะได้ไม่รู้ไงว่าเราเป็นคน”

“อืม ก็จริง แต่วันปล่อยผีนี่ผีเขาอยากออกมาเที่ยวโลกมนุษย์ไม่ใช่หรือคะ ทำไมเราถึงไม่คิดบ้างล่ะว่าผีเขาต้องทำตัวให้เหมือนคน”

จริงสิ

“บางทีที่เราเห็นๆ กันอยู่อาจไม่ใช่คนก็ได้นะคะ”

เอาแล้วไง พูดให้กลัวอีกแล้ว นี่แสดงว่าฉันอาจเจอผีโดยไม่รู้ตัวสินะ แค่คิดก็ขนลุกแล้ว แต่คิดอีกมุมก็น่าเสียดายนะอุตส่าห์เจอผีทั้งทีแต่ไม่ยักจะรู้ตัว เอ่อ ถือว่าฉันไม่ได้พูดก็แล้วกันนะ

“หนูว่าเราไปกันเถอะค่ะใกล้เที่ยงคืนแล้ว”

“จ้ะ ว่าแต่ห้องเรานี่ก็นอนสบายเหมือนกันนะ นี่ถ้าวันไหนเมทพี่พากันกลับบ้านหมดขอมาอาศัยอยู่ด้วยได้มั้ย อ่า อาจจะคืนนี้เลยเพราะเมทพี่หายหัวไปหลายวันแล้ว” ฉันพูดติดตลกแต่ก็คิดจริงจังอยู่เหมือนกัน

“ได้เลยค่ะ” น้องตอบยิ้มๆ

“พี่ถือว่าอนุญาตแล้วนะ”

……….

………

………

 

เราสองคนเดินลงออกมาจากหอโดยไม่มีใครพูดอะไร น้องไม่เล่า ฉันเองก็เอาแต่จินตนาการไปต่างๆ นาๆ เลยไม่ได้คุยกัน จนมายืนอยู่หน้าประตูรั้วแล้วจึงนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

“เราจะไปกันยังไงคะ” ฉันถามไปด้วย เดินไปด้วย

“เราจะไปรอรถกันหน้าตึกแฝดค่ะ จะมีรถมารับ รถคันนั้นเรียกว่ารถรับส่งผี”

ฟังชื่อรถสิใครเป็นคนตั้งนะ แล้วที่อื่นมีก็มีถมเถไหงต้องไปรอที่ตึกร้างนั่นด้วย แต่เอาเถอะสงสัยจะเพื่อความสมจริง สาธุ คืนนี้ขอให้ลูกรอดกลับมาครบสามสิบสองด้วยเถิด

“พี่คะ ก่อนเราจะไปถึงงานหนูอยากให้พี่ทำตัวให้ปกติที่สุด ความจริงถึงตำนานมันจะผิดไปบ้างแต่มันก็มีเรื่องที่คล้ายกันอยู่บ้างเหมือนกัน แม้งานนี้เราจะไม่ต้องแต่งตัวให้เหมือนผี เป็นผีที่ต้องทำตัวให้เหมือนคน แต่ก็ด้วยจุดประสงค์เดียวกันใช่มั้ยคะ”

“ไม่ให้แยกออกว่าใครผีใครคน” จู่ๆ ฉันก็เผลอต่อให้ ความจริงน้องเองก็คงไม่ตั้งจะหยุดให้ฉันต่อให้หรอก แค่พักหายใจเฉยๆ

“ค่ะ ตามตำนาน ในงานนั้นถ้ามนุษย์คนไหนถูกผีจับได้ว่าตัวเองเป็นคน”

น้องเงียบไปอย่างตั้งใจเงียบเมื่อพูดประโยชน์นั้นจบ ฉันเองก็ตั้งใจฟังคำตอบจากน้องขณะที่ขาทั้งสองก็ยังคงมุ่งไปข้างหน้า

“เราจะไปอยู่ที่โลกของเขาแทนเขา แล้วเขาก็จะมาอยู่โลกของเราแทนเรา”

ฟังมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบ เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆ ฉันไม่เคยได้ยินตำนานนี้แต่มันก็น่ากลัวในความรู้สึก ฉันเปลี่ยนใจตอนนี้ทันไหมนะ

ฉันตั้งคำถามกับตัวเองพอดีกับขาทั้งสองพาหยุดหน้าตึกแฝด แสงไฟจากรถคันหนึ่งสาดมา ฉันมองมันแล่นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนจอดอยู่ตรงหน้า

“คันนี้แหละค่ะไปกันเถอะ” น้องบอกและก้าวขึ้นรถไปก่อน ฉันก้าวตาม

ฉันคิดว่ารถคันนี้น่าจะถูกตกแต่งให้น่ากลัวแต่เปล่าเลย ก็รถบัสธรรมดานี่แหละ มีคนสี่ห้าคนอยู่บนนั้นก่อนแล้ว มันจะไม่น่ากลัวเลยถ้าไม่ได้ฟังเรื่องที่น้องเล่า ในห้าคนนี้จะมีใครเป็นผีบ้างไหมนะ คิดมาถึงตรงนี้บรรยากาศแสนธรรมดาเมื่อครู่ก็เริ่มวังเวงขึ้นมา จู่ๆ ก็รู้สึกขัดใจว่าทำไมรถบัสถึงต้องทำไฟให้สลัวๆ ด้วย แล้วคนพวกนี้ก็นั่งเงียบไม่พูดไม่จา  

พวกเขาทำให้ฉันกลัว อึดอัดจนหายใจลำบาก อากาศบนรถเหมือนค่อยๆ น้อยลง ฉันรู้สึกเหมือนกำลังขาดอากาศหายใจ ฉันหายใจไม่ออก

หรือคนพวกนี้จับได้แล้วว่าฉันไม่ใช่ผี แล้วฉันกำลัง

เฮือก!

เฮ้อ ค่อยโล่งหน่อย มัวแต่เครียดจนเผลอกลั้นหายใจ เกือบตายไปจริงๆ แล้วไหมล่ะ แต่ก็น่าโมโหคนพวกนี้ชะมัด เขาบอกให้ทำตัวให้เหมือนคนนะคะนี่มานั่งนิ่งส่งสายตากดดันฉันอยู่ได้ ทำตัวน่าสงสัยแบบนี้ถ้าฉันจับได้ว่าเป็นผีขึ้นมาล่ะคอยดู ฉันไม่ยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูกกดดันฝ่ายเดียวหรอกนะ ขณะที่ฉันกำลังคิดแผนจะเอาคืนพวกนี้อยู่น้องที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็สะกิดฉันก่อน

ฉันลงจากรถด้วยยังไม่หายหงุดหงิดดีนัก แต่พอลงมายืนบนพื้นแล้วเห็นอะไรชัดเจนเท่านั้นแหละ ฉันก็ถูกความกลัวครอบงำอีกรอบ เลือกสถานที่ได้ดีเข้ากับบรรยากาศดีมากป่าค่ะ ป่าในมหาลัยนี่แหละ แต่ก็เป็นสถานที่ในตำนานเล่าขานต่อๆ กันมา บริเวณนี้เป็นป่าทึบ ไม่มีสิ่งก่อสร้างใด ไม่ใช่สถานที่ฝึกงานของคณะเกษตรด้วย เหตุผลก็เพราะไม่สามารถทำการใดๆ บนพื้นที่แห่งนี้ได้นั่นเอง

รถบัสขับออกไปแล้ว คนที่มากับเราก็หายไปด้วย เฮ้ย! หายไปไหนกันหมด ทำไมตรงนี้ถึงไม่มีใครเลยนอกจากเราสองคน แล้วงานจัดตรงไหนทำไมไม่มีวี่แววอะไรเลย

“ไปกันเถอะค่ะ”

“เอ่อ เราจะไปตรงไหนคะ”

“ไปตรงไหนก็ได้ที่เราอยากไปค่ะ”

หมายความว่ายังไง?

“ไม่มีการจัดงานอะไรหรอกค่ะ กิจกรรมนี้ค่อนข้างจะเป็นความลับ คนที่มาร่วมงานจะรู้ดีอยู่แล้วว่ากิจกรรมนี้เล่นยังไง ถ้าเรามีการจัดงานแล้วต้องมานั่งอธิบายกติกากันมันก็คงทำให้คอนเซ็ปต์ที่ว่าห้ามให้ใครรู้ว่าใครผีใครคนไม่ขลังเท่าไหร่ เหตุผลหนึ่งแจ้งว่าเพราะอยากให้กิจกรรมดูน่ากลัว แต่ลึกๆ แล้วก็ยังแอบกลัวว่าตำนานจะเป็นจริงก็ได้ จึงได้เลือกมาที่นี่ เพราะคิดว่าคงไม่มีคนที่ไม่รู้เรื่องกล้าหลงเข้ามา”

“พี่ถามหน่อยสิเรื่องตำนาน คือ วันปล่อยผีนี่ความจริงผีจะเดินไปที่ไหนบนโลกก็ได้ไม่ใช่หรือคะ”

“ใช่ค่ะ” น้องพูดสวนขึ้นมาแม้ฉันยังพูดไม่จบ และอธิบายต่อเสร็จสรรพ “ถ้าเขาไปเจอคนที่อื่นที่ไม่ได้มาร่วมงานนี้ก็ไม่มีผลอะไร นั่นหมายความว่าผีที่มาร่วมงานนี้เขาตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะแลกชีวิตกับมนุษย์สักคน”

ทำไมจู่ๆ ถึงรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องนะ เริ่มรู้สึกว่ามันจะน่ากลัวขึ้นมาจริงๆ แล้วสิ

“ว่ากันว่าความจริงก็ไม่มีใครรู้หรอกค่ะว่างานนี้เริ่มจัดกันมานานแค่ไหน ก็ได้ข่าวต่อๆ กันมาทั้งนั้น และผีเขาก็มีวิธีการส่งสารของเขาเหมือนกัน”

น้องเว้นจังหวะไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

“การร่วมงานก็แค่เดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก เจอใครเดินผ่านไปผ่านมาอยากทักหรือไม่ทักก็ได้”

“งั้นภาวนาให้มันเป็นแค่ตำนานแล้วกันเนอะ ขอให้ที่นี่ไม่มีผีมีแต่คนที่มาร่วมกิจกรรมแล้วกัน”

ฉันพูด และคิดว่าน้องน่าจะคิดแบบนั้นเหมือนกัน หากรอยยิ้มและแววตาภายใต้แสงสลัวของดวงจันทร์กลับทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ บางทีฉันอาจคิดมากไปเองก็ได้ น้องก็ชอบยิ้มแบบนี้อยู่บ่อยๆ นี่นาคงไม่มีมนุษย์คนไหนอยากให้ตำนานเป็นจริงขึ้นมาหรอก จริงไหม?

“แล้วเราต้องอยู่ในนี้นานแค่ไหนคะ”

“ตีสองรถคันแรกจะมารับ และต้องออกจากป่านี้ให้ได้ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นค่ะ”

สองชั่วโมง นี่ฉันต้องอยู่ที่นี่เกือบสองชั่วโมงจริงๆ หรือนี่

ฉันกับน้องเดินไปเรื่อยๆ เจอคนเดินผ่านบ้าง ส่วนมากจะเดินคนเดียวมีน้อยคนที่เดินกันสองคนหรือสามคน แต่ไม่เกินนั้น คนพวกนี้ช่างใจกล้าจริงๆ ถ้าเขาเป็นคนน่ะนะ

ระหว่างทางเราไม่ได้พูดคุยกับใครเลย น้องไม่ทักใคร ส่วนฉันก็ตามประสาคนพูดมากทักใครเขาไปทั่วในตอนแรกแต่ก็ไม่ยักกะมีใครพูดด้วย เลยเลิกทักใครในที่สุดเพราะคิดว่าคนที่มาที่นี่คงไม่อยากพูดกับใคร ตั้งใจมาสร้างบรรยากาศให้หลอนล่ะสิท่า แบบนี้ฉันยิ่งมั่นใจว่าไม่มีผีหรอก มีแต่คนนั่นแหละที่มาหลอกคนด้วยกันเอง

อย่างที่บอก ผีเขาอยากทำตัวให้เหมือนคนอยู่แล้วจะมาเดินก้มหน้านิ่งไม่พูดไม่จาแถมยังส่งรอยยิ้มแบบมีเลศนัยหลอกคนอื่นเขาทำไม ไม่เนียนเลยจริงๆ จากที่กลัวมากๆ ในตอนแรกก็เกือบจะเลิกกลัวไปแล้ว ติดอยู่อย่างเดียวว่าสถานที่แห่งนี้ยังมีมนต์ขลังเสมอ มีแต่คนพวกนี้แหละทำให้บรรยากาศเขาเสียหมด ฉันว่านะถ้ามีผีสักตนโผล่มางานนี้จริงๆ พวกที่ฉันเดินผ่านนี่ ตายเรียบแน่! 

 

ในที่สุดฉันก็กลับถึงหอพักอย่างปลอดภัยกับรถคันแรก ฉันไม่อยู่นานไปกว่านั้นหรอกถึงจะเชื่อเกินครึ่งแล้วว่าคงไม่มีผีในงานหรอก แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงนี่นา

“กลับถึงหออย่างปลอดภัยแล้วนะเรา” ฉันพูดกับน้องขณะที่กำลังผลักประตูรั้วเข้าไป

“น่าจะอยู่ต่ออีกสักหน่อยนะคะ” น้องพูดยิ้มๆ ฉันรู้น้องตั้งใจแซว

“แหม คนไม่กลัวผีอย่างเราก็พูดได้สิคะ” ฉันพูดขณะกำลังก้าวเข้าไปข้างใน จู่ๆ ก็มีคุณลุงใส่ชุดขาวมายืนขวางไว้ ลักษณะการแต่งตัวของแกเหมือน เหมือนอะไรนะอ๋อ ศาลพระภูมิ แต่งตัวเหมือนศาลพระภูมิในละครเด๊ะเลย แหม คุณลุงยามนี่ก็ทันเหตุการณ์กับเขาเหมือนกันนะเนี่ย แต่หารู้ไม่ว่าความจริงไม่ต้องแต่งตัวให้เหมือนผีหรอก สงสัยว่าก่อนเข้าหอคงได้นั่งเล่าตำนานวันปล่อยผีให้คุณลุงยามฟังสักสองสามนาทีแล้วล่ะ

“ขอโทษนะคะที่กลับหอดึก” ฉันพูดพร้อมส่งยิ้มแหยๆ ไปให้ ก็ทำผิดกฎนี่นะ แม้คุณลุงยามจะยิ้มใจดีให้ใจชื้น แต่ตามมารยาทแล้วก็ต้องทำตัวสำนึกผิดหน่อย

“ไม่เป็นไรหรอกเพราะตอนนี้หนูก็ยังเข้าไปไม่ได้อยู่ดี”

“ทำไมล่ะคะ” ทำไมถึงเข้าไปไม่ได้ล่ะ ไม่เข้าใจ

คุณลุงยามในชุดศาลพระภูมิยังคงยิ้ม ฉันคาดเดารอยยิ้มนั้นไม่ออกแล้วไม่อยากคิดให้ปวดหัวด้วย

“เขาทำพิธีกรรมแล้ว ตอนนี้หนูยังเข้าไปไม่ได้”

หืม พิธีกรรมอะไร ฉันมองคุณลุงยามอย่างตั้งคำถามแต่แกก็ยังยิ้มหน้าเดิมแล้วก็ไม่ยอมอธิบายอะไรต่อ ทำให้ฉันต้องปะติดปะต่อเอาเอง

ที่เข้าไปไม่ได้เพราะตอนนี้เขากำลังทำพิธีกรรมอะไรบางอย่างอยู่สินะ แต่พิธีกรรมตอนตีสองกว่าเนี่ยนะ แต่ช่างเถอะไม่เข้าตอนนี้ก็ได้ ไหนๆ พรุ่งนี้ฉันก็ไม่ได้ไปเรียนอยู่แล้ว เอฉันไม่ได้ไปเรียนหลายวันแล้วสินะ ทำไมนะ

“หนูนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนมั้ย” ขณะที่ฉันกำลังคิดอยู่นั้นคุณลุงยามก็ทักขึ้นก่อน

“ค่ะๆ ขอบคุณค่ะ” ฉันมองเก้าอี้ไม้ตัวยาวที่คุณลุงยามนั่งอยู่พลางคิดในใจ มีเก้าอี้แบบนี้ด้วยหรือเนี่ยอยู่มาสามปีไม่เคยเห็น แต่สวยดีนะ ฉันหย่อนก้นลงข้างๆคุณลุง เงยหน้าขึ้นมองจึงเห็นว่าน้องยืนหน้าซีดอยู่ ลืมไปเลยว่าน้องยืนอยู่ด้วย ว่าแต่ทำไมทำหน้าเหมือนเห็นผีแบบนั้นนะ

“มานั่งด้วยกันสิ ตอนนี้ยังเข้าหอไม่ได้คุณลุงยามบอกว่าเขาทำพิธีกรรมอะไรสักอย่างอยู่เราเลยเข้าหอยังไม่ได้ นั่นรอก่อนสักพักแล้วกัน”

น้องยังคงยืนนิ่งตัวแข็งทื่อเหมือนกลัวอะไรสักอย่าง

“เป็นอะไรไป เฮ้ย อย่าบอกนะว่ากลัวคุณลุงยาม ฮ่าๆ นี่พี่ว่าเราเล่าให้คุณลุงยามฟังหน่อยสิว่าตำนานฮาโลวันของแท้มันเป็นยังไง ไม่ต้องมาแต่งตัวเป็นผีกันแล้ว” ตอนท้ายฉันหันหน้าไปยิ้มให้คุณลุงยามศาลพระภูมิ แกก็ยิ้มขำๆ ให้ฉัน

“เล่าเลยๆ” ฉันเร่งน้อง น้องทำสีหน้าปั้นยาก ก้มมองนาฬิกาท่าทางดูร้อนรน

“เอ่อ หนูว่าหนูขอตัวก่อนนะคะ” น้องพูดรวดรัวเร็ว และผลักประตูเข้าไป รีบร้อนไม่ต่างจากคำพูด

“เดี๋ยว!” ฉันเรียกน้อง เสียงดังพอสมควรเพราะน้องเดินเร็วฉันก็เลยเผลอเสียงดัง ผลที่ได้คือน้องหยุดกึก ตัวแข็งทื่อหันมาทางฉันช้าๆ ฉันยิ้มให้น้อง ทั้งๆ ที่ฉันยิ้มให้น้องแต่เขาก็ไม่ยิ้มตอบฉัน ยืนหน้าซีด แปลก ปกติเห็นเป็นคนยิ้มเก่งจะตาย

“เรายังเข้าไปตอนนี้ไม่ได้นะ”

“อ๋อ ค่ะๆ ใช่ ใช่แล้ว ยังเข้าไปไม่ได้” พิลึกคนแฮะ ทำไมถึงได้ดูลุกลี้ลุกลน น้องก้มดูนาฬิกาอีกครั้ง มองหน้าอย่างกลัวๆ กล้าๆ พร้อมกับเดินออกมา แล้วก็เดินออกไป อ้าว เฮ้ย ไปไหนล่ะนั่น

น้องเดินลิ่วๆ ออกจากหอไป รีบจนเกือบจะกลายเป็นวิ่งออกจากหอ ฉันที่มึนงงในตอนแรกจะเรียกไว้ก็เห็นแต่หลังไวๆ แล้ว ทำอะไรไม่ถูกเลยหันมาปรึกษาคุณลุงยามแทน ท่านก็ส่งยังยิ้มปนเอ็นดูมาให้

“ปล่อยเขาไปเถอะ”

“หนูงง” นั่นเป็นพูดแรกที่ฉันพูดได้หลังจากที่นั่งมึนกับอาการของน้อง

“สงสัยเขาคงกลัวตำนานจะเป็นจริงล่ะมั้ง”

“ตำนานอะไรหรือคะ”

“ตำนานวันฮาโลวีนไง แลกชีวิตคนเป็นกับคนตาย”

“คุณลุงรู้เรื่องนี้ด้วยหรือคะ”

“รู้สิ”

“แต่หนูไปก็ไม่เห็นผีนะคะแล้วตอนนั้นก็ไม่เห็นว่าเขาจะกลัวอะไร ทำไมถึงเพิ่งมากลัวตอนนี้ก็ไม่รู้”

“ความจริงมันมีอีกเรื่องที่หนูยังไม่รู้เกี่ยวกับตำนาน”

“อะไรหรือคะ”

“ทำไมถึงเลือกสถานที่แบบนั้นจัดงาน”

“ก็กันคนหลงเข้าไปไงคะ”

“แล้วทำไมถึงต้องกันคนหลง”

“อืม น้องบอกว่าผีที่เข้างานนั้นไปคือตั้งใจจะแลกวิญญาณกับคนอยู่แล้ว คนที่เข้าไปในงานก็ต้องยอมรับในเงื่อนไขนี้ แสดงว่าถ้ามีคนหลงเข้าไปก็เหมือนกับยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ด้วยหรือคะ”

“ไม่ใช่แค่คนหลงหรอก ผีหลงก็เหมือนกัน แล้วผีหลงนี่น่ากลัวกว่าผีที่ตั้งใจไปอีกนะ เพราะผีที่ตั้งใจไปตั้งแต่ต้นถ้าเขาจับคนได้หนึ่งคนเขาก็เลิกแล้ว”

“หมายความว่ายังไงคะ”

“อย่างที่หนูเข้าใจนั่นล่ะ แลกชีวิตไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นชีวิตต่อชีวิตเสมอไป”

“แย่เลยสิคะแบบนี้”

“ถ้าจริงตามตำนานนะ ผีหลงไม่รู้ตัวหรอกเพราะใช่ว่าเห็นคนปุ๊บแล้วเงื่อนไขจะทำงานทันที ต้องรอจนพระอาทิตย์ขึ้น”

“ว้า อย่างนั้นก็ภาวนาให้ตำนานเป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้นมาแล้วกันนะคะ จริงสิ ว่าแต่ข้างในมีพิธีกรรมอะไรกันหรือคะ”

“ทำบุญหอน่ะ”

“หืม บุญหอจัดครั้งเดียวตอนเทอมหนึ่งไม่ใช่หรือคะ ทำไมจัดอีก แล้วทำไมจัดตอนกลางคืน”

“ครั้งนี้ทำบุญให้กับนักศึกษาที่เสียเพิ่งชีวิตไป ความจริงเขาก็ทำกันแต่เช้านั่นแหละ”

“หา มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือคะ แล้วเป็นอะไรตายคะ นานยังทำไมหนูไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

“โดนไฟในห้องน้ำช็อต”

“ว่าละ ต้องเป็นแบบนี้สักวันแจ้งซ่อมก็ไม่ยอมซ่อม”

“นั่นสินะ ตายมาหกวันแล้ว ยังไม่ครบเจ็ดวันป่านนี้ไม่รู้วิญญาณจะรู้ว่าตัวเองตายแล้วหรือยัง ความจริงอีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะครบเจ็ดวันแล้วสินะ”

“จริงสิ หนูก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าถ้าตายไม่ครบเจ็ดวันวิญญาณจะยังไม่รู้ตัว แล้วคุณลุงว่าถ้าเขามารู้ตัวทีหลังว่าตัวเองตายแล้วเขาจะรู้สึกยังไงคะ”

“เดี๋ยวหนูก็รู้”

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ นางฟ้าสีเทา / ฝนพราง / grayfay

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 17:17
    - การเขียนบทสนทนาแบบสลับคนพูด (คือละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าคนสองคนพูดสลับกันไปมา) เป็นรูปแบบการเขียนบทสนทนาที่ไม่ควรใช้ในระยะยาวมากนัก เพราะอาจจะทำให้คนอ่านไขว้เขวได้ อีกทั้งยังไม่สื่ออารมณ์ของการสื่อสารเท่าที่ควรเพราะขาดการบรรยายอารมณ์ของการพูดไป

    - สิ่งที่เรื่องนี้ทำได้ดีคือการสร้างอารมณ์ของคนอ่านให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่จะจบลง ซึ่งทำให้การหักมุมนั้นน่าประทับใจกว่า แม้คนอ่านจะเดาได้มาตั้งแต่ต้นก็ตาม แต่เมื่อเปรียบเทียบกันเรื่องความประทับใจจากการอ่านแล้ว เรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีกว่า

    - อีกอย่างที่ถือว่าเป็นจุดน่าสนใจคือการบรรยายฉากและสถานที่โดยใช้คำท้องถิ่น กล่าวคือใช้คำเฉพาะคนในพื้นที่เรียกสถานที่แล้วขยายความอีกทีว่าสถานที่นั้นเป็นเช่นไร ซึ่งทำให้เกิดความสมจริงในการบรรยายของมุมมองบุคคลที่หนึ่งมากขึ้นไปอีก แต่ก็มีข้อด้อยในกรณีที่ไม่อาจขยายความได้ชัดเจนพอ คนอ่านอาจจะไม่เข้าใจก็เป็นได้

    - ไม่มีความน่ากลัวไม่ใช่ปัญหา หากว่าเขาไม่ได้ต้องการความน่ากลัว

    - ถ้าเลี่ยงได้ เราจะไม่ใช้ตัวเลขในงานเขียน

    - คำผิดน้อย อ่านลื่นดี

    ตามนั้น
    #2
    0
  2. วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 22:19
    และแล้ว... ก็ได้รู้ว่าเธอ... โอ้ ชอบเรื่องนี้จังเลยค่ะ แอบสงสารน้อง ไปเดทด้วยกันมาคงหลอนทีเดียว
    #1
    0