คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

อนาตาคาเลีย : บัลลังก์รักจอมราชันย์ ภาค อเล็กซ์ คีน

ตอนที่ 8 : บทที่ 3 เหล่าพันธมิตร (ตอนที่ 2)


     อัพเดท 5 ม.ค. 50
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/ซึ้งกินใจ
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : mallika ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ mallika
My.iD: https://my.dek-d.com/mallika
< Review/Vote > Rating : 93% [ 89 mem(s) ]
This month views : 6 Overall : 12,433
183 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 41 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
อนาตาคาเลีย : บัลลังก์รักจอมราชันย์ ภาค อเล็กซ์ คีน ตอนที่ 8 : บทที่ 3 เหล่าพันธมิตร (ตอนที่ 2) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 386 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด





อนาตาคาเลีย
: ศึกจอมภพ

 

บทที่ 3

 

เหล่าพันธมิตร

 

ตอนที่ 2

 

 

 

                ภายในบ้านพักหลังน้อย คนกลุ่มเล็กๆ นั่งล้อมรอบโต๊ะกลางห้องโถง สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ชายหนุ่มหน้าตาคมคายด้วยความอยากรู้เป็นที่สุด

 

 

                “แม่เฒ่ามาทิลด้าพยากรณ์ว่าอย่างไรบ้างอเล็กซ์ นางบอกวิธีกำจัดจอมราชันย์ปีศาจแก่ท่านหรือเปล่า” เชียร์ยิงคำถามแรกพร้อมกับจ้องมองอย่างคาดคั้น

 

 

                ชายหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่าอเล็กซ์ กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ส่ายหน้าไปมาแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “นางไม่ได้บอก นางไม่รู้”

 

 

                “ไม่จริง ข้าไม่เชื่อ ไม่มีอะไรที่ท่านย่าไม่รู้” ไลลาสาวผมแดงในตาสีม่วงสวยเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่ายหน้าไปมา เธอไม่เชื่อหรอก เป็นไปไม่ได้ ไม่มีเรื่องไหนที่ท่านย่าไม่รู้

 

 

                “ใจเย็นๆ ฟังเจ้าชายโดมินิคพูดให้จบก่อนไลลา” ผู้อาวุโสที่สุดในที่นั่นปรามเสียงเบา ดวงตาสีฟ้าซีดของโทมัสจับจ้องไปที่ชายหนุ่มที่เขาเรียกขานว่าเจ้าชายไม่กะพริบ

 

 

                เจ้าชายหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเล่าต่อเมื่อสายตาทุกคู่หันกลับมาจับจ้องที่ตนเองอีกครั้ง “นางไม่รู้วิธีกำจัดจอมปีศาจ แต่นางพาข้าไปพบกับคนที่รู้วิธีนั้น”

 

 

                “ใครกันที่มีภูมิรู้มากกว่าท่านย่า” ไลลาส่ายหน้าดิก เธอไม่เชื่อหรอกว่าในอนาตาคาเลียยังมีใครที่รอบรู้มากกว่าแม่เฒ่ามาทิลด้าสุดยอดนักพยากรณ์

 

 

                “เทพีไอซิส” เจ้าชายหนุ่มตอบเสียงเรียบสบนัยน์ตาสีม่วงสวยนิ่ง

 

 

                “เทพีไอซิส” คนที่ถูกสบตาพึมพำเสียงแผ่วด้วยความประหลาดใจ ในขณะที่ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่สุดในห้องโพล่งออกมาด้วยความไม่เชื่อถือ

 

 

                “เป็นไปไม่ได้”

 

 

                “เอริค ฟังเจ้าชายเล่าให้จบก่อนอย่าเพิ่งขัด” โทมัสปรามเสียงเข้มอีกครั้งด้วยความอ่อนใจ ชายหนุ่มรุ่นลูกทำหน้าตึงแต่ก็ยอมสงบปากคำแต่โดยดี

 

 

                “แม่เฒ่ามาทิลด้าให้ข้าจ้องมองลูกแก้วแห่งมนตราจากนั้นข้าก็หลับไปและได้พบเทพีไอซิสในฝัน” เมื่อทางสะดวกเจ้าชายหนุ่มจึงเอ่ยปากอีกครั้ง ก่อนจะถูกขัดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจของสาวน้อยนักพยากรณ์

 

 

                “ลูกแก้วมนตรา ท่านย่าใช้มันไปแล้วหรือนี่”

 

 

                “อะไรคือลูกแก้วมนตรา” รอบซ์ที่นั่งอยู่ข้างเอริคเอ่ยถามขึ้นบ้าง

 

 

                “มันเป็นลูกแก้วที่ตระกูลของข้าบรรจุมนตราแห่งการทำนายลงไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า สามารถหยั่งรู้ได้ทุกอย่าง แต่--แต่มันใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น” ไลลาเล่าเสียงแผ่วภาพลูกแก้วสีดำของห่วงของท่านย่าผุดขึ้นในใจ

 

 

                “เรื่องนั้นช่างมันเถอะไลลา ของมันสลายไปแล้วเสียดายไปก็เท่านั้น มาสนใจผลของมันดีกว่า” เชียร์ที่นั่งฟังอยู่ข้างผู้เป็นพ่อมาตั้งแต่ต้นกล่าวตัดบท ก่อนจะหันไปหาชายหนุ่มเจ้าของเรื่องแล้วเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ “เทพีไอซิสบอกอะไรท่านบ้างเจ้าชาย ท่านจะฆ่าจอมปีศาจได้อย่างไร”

 

 

                ดวงตาสีน้ำเงินสวยสบกับดวงตาสีมรกตหวานซึ้ง ก่อนที่ฝ่ายแรกจะหลุบเปลือกตาลงแล้วตอบเสียงแผ่วว่า “นางบอกว่าวิธีฆ่าจอมปีศาจก็คือ...ใช้ดาบแกรนด์เทียร์แทงทะลุหัวใจของมัน”

 

 

                “ดาบทอง...แต่เจ้าชักดาบนั่นออกจากฝักไม่ได้นี่ แล้วจะฆ่ามันได้ยังไง” เอริคที่ถูกปรามให้เงียบเอ่ยถามขึ้นทันทีเมื่อประโยคนั้นหลุดจากปากคนเล่า

 

 

                เจ้าชายโดมินิคพยักหน้ารับ ก่อนจะเสริมว่า “ข้าต้องถอนคำสาปเลือดก่อนจึงจะชักดาบออกจากฝักได้ เมื่อข้าชักดาบออกจากฝักแล้วจึงจะเดินทางไปตัดสินชีวิตกับมัน”

 

 

                “แล้วคำสาปเลือดถอนยังไง นางบอกมาหรือเปล่า” เชียร์ที่นั่งฟังตาโตเอ่ยถามด้วยความสนใจ ดวงตาสีมรกตหรี่ลงอย่างใช้ความคิด

 

 

                เจ้าชายหนุ่มถอนใจเบาๆ ความอึดอัดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่ชอบถูกซักไซ้เหมือนนักโทษแบบนี้เลย แต่ไม่เล่าก็คงไม่ได้

 

 

                “ข้าต้องออกเดินทางรวบรวมอัญมณีแห่งธาตุทั้งสี่ มันมีอำนาจถอนคำสาปได้ไม่ต่างจากอัญมณีแห่งคราเธียร์” เขาตัดสินใจเล่าเฉพาะส่วนที่สำคัญ

 

 

                “อัญมณีแห่งคราเธียร์~~” เสียงหวานแว่วจากริมฝีปากอิ่มสวย ก่อนที่เชียร์จะสลายมันไปอย่างรวดเร็ว เมื่อดวงตาสีน้ำเงินตวัดมามองด้วยความสงสัย

 

 

                “แล้วอัญมณีแห่งธาตุทั้งสี่นี่มันคืออะไรหรืออเล็กซ์ ข้าไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลย” ไลลาเอ่ยถามขึ้นเมื่อทบทวนแล้วพบว่าตนเองไม่เคยได้ยินชื่ออัญมณีแห่งธาตุทั้งสี่มาก่อน

 

 

                “มันเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ไลลา จะสืบทอดในหมู่ราชวงศ์ทั้งสี่ของอนาตาคาเลีย” โทมัสเป็นฝ่ายตอบเองด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

 

 

                “ใช่แล้วท่านลุง ตอนนี้ที่ตัวข้ามีอยู่หนึ่งชิ้น” เจ้าชายหนุ่มเอ่ยพลางหยิบมีดสั้นที่เหน็บอยู่ในรองเท้าบู๊ตครึ่งแข้งมาวางบนโต๊ะเบื้องหน้าทุกคน “มันคือผลึกอัคคี ส่วนอีกสามชิ้นอยู่ในครอบครองของสามอาณาจักรที่เหลือ”

 

 

                “เดี๋ยวนะท่านลุง เมื่อกี้ท่านพูดว่าราชวงศ์ทั้งสี่ใช่ไหม” ไลลาขัดขึ้นด้วยความสงสัย ก่อนจะถามต่อว่า “แล้วทำไมถึงมีสี่ล่ะ ก็อนาตาคาเลียถูกปกครองด้วยสามราชวงศ์ไม่ใช่เหรอ”

 

 

                “ใช่” รอบซ์ซึ่งเห็นด้วยเอ่ยสนับสนุนพลางยกมือขึ้นมาไล่รายชื่อราชวงศ์ต่างๆ ดังๆ “ราชวงศ์ซอรองแห่งโธราเทียร์ ราชวงศ์ลาเวนท์แห่งเกรนีเวียร์ และราชวงศ์ฮันโนวาแห่งโอโดเนียร์ สามอาณาจักรสามราชวงศ์ แล้วราชวงศ์ที่สี่มาจากไหน” เขาปิดท้ายด้วยคำถามพลางจ้องมองชายสูงวัยด้วยสีหน้างงๆ

 

 

                “เทพีไอซิสบอกข้าว่า ราชวงศ์ที่สี่อยู่ที่เกาะมนตรา” เจ้าชายหนุ่มเอ่ยเสียงเบาดึงความสนใจของทุกคนกลับมาที่เขาอีกครั้ง

 

 

                “เกาะแห่งมนตรา ข้าไม่เห็นเคยได้ยินว่ามีเกาะแบบนั้นอยู่ในอนาตาคาเลีย” ไลลาเอ่ยถามคิ้วเรียวขมวดด้วยความสงสัย ก่อนจะขมวดหนักกว่าเก่าเมื่อได้ยินศัตรูตัวฉกาจเอ่ยเยาะหยันว่า

 

 

                “สมองปลาแบบเจ้าเคยรู้อะไรหรือไงไลลา”

 

 

                ร่างบางหันขวับไปหาคนพูด ยกมือเท้าสะเอวฉับ แล้วใส่กลับทันทีอย่างเดือดดาล “ก็พอกับเจ้านั่นแหละรอบซ์ เจ้าสมองหมู ตัวเองก็ไม่รู้ยังมีหน้ามาว่าคนอื่น”

 

 

                “พอทีไลลา รอบซ์ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นนะ” เชียร์ที่นั่งนิ่งมานานตวาดอย่างเหลืออด จ้องมองจนเพื่อนรักทั้งสองหน้าจ๋อย ก่อนจะหันไปหาเจ้าชายหนุ่มแล้วเอ่ยถามว่า “แล้วเทพีไอซิสบอกท่านหรือเปล่าว่าเกาะแห่งมนตราอยู่ที่ไหน”

 

 

                “ไม่ได้บอก แต่ข้าคิดว่าในที่นี้มีคนบอกเราได้ว่าเกาะแห่งมนตราอยู่ที่ไหน” เจ้าชายโดมินิคเอ่ยเสียงหนักหันไปจ้องมองบุรุษสูงวัยอย่างคาดคั้น “ใช่ไหมท่านลุงโทมัส”

 

 

                “เฮ้อ...” ชายสูงวัยถอนใจเบาๆ เมื่อเห็นสายตาทุกคู่ในที่นั้นหันมามองเขาอย่างพร้อมเพรียง “เกาะแห่งมนตราอยู่ในมหาสมุทรทางทิศใต้ของอนาตาคาเลีย” เขาเอ่ยเสียงแผ่วดวงตาเหม่อมองไปในเงามืด

 

 

                “ทำไมพวกเราไม่เคยรู้เลยท่านพ่อว่ามีเกาะแบบนี้อยู่ในอนาตาคาเลีย” เชียร์เอ่ยถามพลางวางมือลงท่อนแขนของผู้เป็นพ่อ

 

 

                โทมัสยิ้มเย็นบีบมือลูกสาวเบาๆ ก่อนจะเล่าว่า “เรื่องมันผ่านมานานมากแล้ว ในอดีตนั้นเกาะแห่งมนตราเคยเป็นส่วนหนึ่งของอนาตาคาเลีย จนเมื่อห้าร้อยปีก่อนได้เกิดสงครามระหว่างจอมขมังเวทและนักรบผู้ไม่มีเวทมนตร์ขึ้นในอนาตาคาเลีย

 

 

                ผู้นำของเหล่าจอมเวทก็คือเจ้าชายโซริครัชทายาทลำดับที่สองแห่งโธราเทียร์ ส่วนผู้นำของฝ่ายนักรบก็คือเจ้าชายโพรอนรัชทายาทแห่งโธราเทียร์ เจ้าชายโซริคนั่นเก่งกาจด้านเวทมนตร์คาถา ในขณะที่เจ้าชายโพรอนเป็นนักรบฝีมือฉกาจเชี่ยวชาญทั้งเพลงดาบและยุทธวิธีการรบ”

 

 

                “สงครามแย่งชิงราชบัลลังก์” เจ้าชายโดมินิคเอ่ยเสียงเข้มอดหวนคิดถึงเรื่องราวของตัวเองไม่ได้ ก็เพราะการแย่งชิงราชบัลลังก์นี่แหละที่ทำให้เขาสูญเสียท่านพ่อไป

 

 

                โทมัสจ้องมองด้วยความเห็นใจ ถอนใจเบาๆ แล้วเล่าต่อว่า “ส่วนหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริงมีเงื่อนงำบางอย่างซ่อนอยู่ที่น้อยคนนักจะรู้ ว่าที่แท้จริงแล้วชนวนของสงครามเกิดจากหญิงสาวนางหนึ่ง สองพี่น้องลุ่มหลงในสตรีนางเดียวกันจนเกิดข้อบาดหมางก่อเกิดสงครามระหว่างจอมเวทและนักรบกล้า

 

 

                สงครามกินเวลานานหลายปีมีผู้คนล้มตายมากมาย และในที่สุดเจ้าชายโพรอนผู้ครอบดาบแกรนด์เทียร์ก็เป็นฝ่ายมีชัยเหนือพระอนุชา พระองค์สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์และทรงเนรเทศเจ้าชายโซริคกับเหล่าจอมเวททั้งหลายออกไปจากอนาตาคาเลีย เจ้าชายผู้พ่ายแพ้หอบความแค้นพาผู้ภักดีลงเรือเดินทางออกไปจากอนาตาคาเลียไปตั้งอาณาจักรใหม่ที่เกาะใหญ่กลางมหาสมุทรทางใต้ของอนาตาคาเลียและไม่เคยกลับมาอีกเลย

 

 

                ส่วนเจ้าชายโพรอนเมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์แล้วก็ทรงกวาดล้างจอมเวทและบัญญัติกฎหมายห้ามใช้เวทมนตร์ในอนาตาคาเลีย เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ผู้คนในแผ่นดินใหญ่และในเกาะแห่งมนตราจึงแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดและหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นพี่น้องกัน”

 

 

                “เพราะเหตุนี้ใช่ไหมท่านพ่อจอมเวทจึงไม่เป็นที่ต้องการในอนาตาคาเลีย” เชียร์เอ่ยถามขึ้นมาดวงตาสีมรกตไหววูบด้วยความสะเทือนใจ ผู้เป็นพ่อยิ้มน้อยๆ โอบไหล่บอบบางของลูกสาวอย่างปลอบโยน

 

 

                “แล้วท่านรู้เรื่องเกาะแห่งมนตราได้อย่างไรท่านลุงโทมัส” เจ้าชายโดมินิคขัดขึ้นเพื่อคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้น

 

 

                “เพราะ...ข้ามาจากที่นั่น” ดวงตาสีฟ้าซีดไหวไปมา ก่อนจะตอบออกมาในที่สุด

 

 

                “ถ้าอย่างนั้นท่านกับเชียร์ก็เป็นคนของเกาะแห่งมนตราสินะ” เจ้าชายหนุ่มสรุป ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมแม่สาวโยริลล์จึงมีเวทมนตร์ต่างจากคนอื่น

 

 

                “เราเป็นคนของเกาะแห่งมนตราหรือท่านพ่อ แล้วทำไมเราถึงมาอยู่ที่หุบเขาเฟียร์เมาท์เทนท์ล่ะ” หญิงสาวเอ่ยถามพลางจ้องตาผู้เป็นพ่อด้วยความสงสัย

 

 

                “เรื่องมันนานมาแล้วอย่าไปสนใจเลย” ชายสูงวัยตัดบทแล้วหันไปหาเจ้าชายหนุ่ม “แล้วท่านจะทำอย่างไรต่อไปเจ้าชาย”

 

 

                ผู้ถูกถามสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะตอบอย่างแน่วแน่ “ข้าจะออกเดินทางเพื่อรวบรวมอัญมณีที่เหลือ ผลึกวารีของโอโดเนียร์ ผลึกธรณีของเกรนีเวียร์ และผลึกวาโยของเกาะมนตรา โอโดเนียร์กับเกรนีเวียร์คงไม่มีปัญหาอะไร ส่วนเกาะมนตราคงต้องขอความช่วยเหลือจากท่าน” เขาตบท้ายด้วยคำถามแกมขอร้อง

 

 

                “ไม่มีปัญหาเดี๋ยวข้าจะเขียนแผนที่ให้ ถ้ามีวาสนาท่านจะพบเกาะมนตราเจ้าชาย”

 

 

                คำตอบของบุรุษสูงวัยเรียกรอยยิ้มจากคนฟัง เจ้าชายหนุ่มยิ้มบาดตา ก่อนจะกล่าวว่า “ขอบคุณมากท่านลุงโทมัส”

 

 

                “ท่านจะออกเดินทางเมื่อไรอเล็กซ์” เชียร์ที่นั่งฟังอยู่ข้างผู้เป็นพ่อเอ่ยถามขึ้น

 

 

                “เอ่อ...” เจ้าชายหนุ่มอ้าปากจะตอบ แต่มีอันต้องชะงักไปเมื่อมีเสียงห้าวเสียงหนึ่งดังขัดขึ้นเสียก่อน

 

 

                “เจ้าจะไปด้วยหรือเชียร์” เอริคถามเสียงเข้มพลางจ้องเขม็ง

 

 

                “ใช่สิ ข้าจะไปด้วย” หญิงสาวเอ่ยเสียงหนักไม่แพ้กัน

 

 

                “มันอันตรายไม่ใช่เหรอ เจ้าก็รู้นี่น่าว่า--”

 

 

                “รู้แต่ข้าไม่สนใจ เจ้าก็รู้ว่าข้าจำเป็นต้องทำ” หญิงสาวตัดบทแล้วหันไปหาผู้เป็นพ่อ “ท่านพ่อข้าจะออกเดินทางไปกับอเล็กซ์”

 

 

                “.....” ชายสูงวัยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนใจเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “ก็แล้วแต่เจ้า”

 

 

                “ขอบคุณท่านพ่อ” หญิงสาวร่ำร้องด้วยความยินดีโผเข้ากอดผู้เป็นพ่อแน่น

 

 

                “ท่านลุง!!” เอริคเอ่ยเสียงสูงด้วยความไม่พอใจ แต่ไม่มีใครสนใจฟัง เพราะทุกคนกำลังตื่นเต้นที่จะได้ออกเดินทางอีกครั้ง

 

 

                “เชียร์ข้าไปด้วยนะ” ไลลารีบถลาเข้าไปหาเพื่อนสาวอ้อนวอนพลางพยักหน้าหนักๆ

 

 

                “ได้สิ ข้าจะขาดเจ้าได้อย่างไรไลลา” หญิงสาวตอบพร้อมกับอ้าแขนกอดเพื่อนรักเอาไว้

 

 

                “ข้าก็ไปด้วย” รอบซ์ที่ยืนอยู่ถัดไปเอ่ยขึ้นบ้างพลางเดินเข้ามาสมทบกับเพื่อนทั้งสอง ก่อนที่ทั้งสามคนจะหันไปมองเพื่อนร่างใหญ่ของตนด้วยสายตาคาดหมาย เอริคกัดฟันกรอดด้วยความขัดใจเมื่อเห็นว่าไม่มีทางขัดเพื่อนๆ ได้

 

 

                “เจ้าจะไปไหมเอริค” เชียร์เอ่ยถามพร้อมกับเลิกคิ้วสูงด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์

 

 

                เอริคไม่ตอบคำจ้องมองหญิงสาวหน้าคว่ำ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไปจากบ้านด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์

 

 

                เจ้าชายโดมินิคจ้องมองกลุ่มชายหญิงตรงหน้าด้วยความอิจฉา เขาเคยเป็นถึงเจ้าชาย แต่ไม่เคยมีเพื่อนเลย ทุกคนที่รายล้อมรอบตัวเขาแม้พร้อมจะตายเพื่อเขา แต่คนเหล่านั้นก็ไม่ใช่เพื่อน เพื่อนที่พร้อมจะหัวเราะเมื่อเขาสุข ร้องไห้เมื่อเขาเศร้า และคอยเป็นกำลังใจเมื่อเราทุกข์

 

 

                “ข้าจะออกเดินทางในอีกสองวันให้หลัง” เจ้าชายหนุ่มเอ่ยลอยๆ ก่อนจะหันไปมองผู้อาวุโสของบ้าน “ท่านลุงถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวไปพักผ่อน”

 

 

                “เชิญเจ้าชาย” โทมัสก้มหัวให้เล็กน้อยแล้วผายมือไปยังประตูบ้าน เจ้าชายหนุ่มก้มหัวตอบแล้วก้าวเดินออกไปเงียบๆ ทิ้งบ้านน้อยแต่อบอุ่นไว้เบื้องหลัง

 

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

 

                ความมืดมิดแผ่ร่มเงาปกคลุมไปทั่วหมู่บ้านน้อยกลางหุบเขา ดวงจันทร์เสี้ยวเล็กลอยเด่นอยู่บนท้องนภาสีนิลกาฬ สายลมเย็นยะเยือกพัดแผ่ว นำพาความหนาวจับขั้วหัวใจเข้าโอบคลุม บ้านเรือนทุกหลังปิดเงียบ ชาวหุบเขาทุกผู้ต่างหลับใหลอยู่ในผ้าห่มอุ่น

 

 

                แต่ทว่าภายในคอกม้าเงียบเหงาชายหนุ่มสูงศักดิ์ยังคงตื่นเต็มตา ร่างสูงโปร่งเอนหลังอยู่บนที่นอนเก่าขาดของตนอย่างเงียบงัน ดวงตาสีน้ำเงินสวยเหม่อมองไปยังท้องฟ้าสีนิลเบื้องนอก เขากำลังรอเวลา เวลาที่จะออกเดินทางอีกครั้ง...เพียงลำพัง

 

 

                แสงกะพริบวิบวับที่ปรากฏขึ้น ณ ขอบฟ้าเบื้องทิศใต้เป็นดั่งสัญญาณออกเดินทาง ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนคว้าสัมภาระของตนขึ้นพาดบ่า ก่อนจะออกเดินลัดเลาะไปยังคอกเก็บม้าที่อยู่ถัดไปด้วยฝีเท้าแผ่วเบา เขาต้องไปแล้ว ออกเดินทางไปจากที่นี่เพื่อตามหาอัญมณีอีกสามเม็ด ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แม้ว่าเขาจะไม่ต้องการสักนิด

 

 

                “ฟืดดด ฟืดดด ฟืดดด” เจ้าม้าสีดำปลอดพ่นลมออกจมูกพลางขยับขาไปมาเมื่อได้ยินเสียงแปลกปลอมขยับเข้ามาใกล้

 

 

                เจ้าชายหนุ่มรีบถลาเข้าไปหา คว้าแผงคอเรียบรื่นด้วยมือข้างหนึ่งแล้วใช้มืออีกข้างลูบจมูกเปียกนุ่มเบาๆ อย่างปลอบโยน

 

 

                “เบาๆ ฟอกซ์ อย่าส่งเสียง ข้าเองอเล็กซ์ไงล่ะ ข้าจะพาเจ้าไปวิ่ง อย่าเสียงดังเดี๋ยวคนอื่นตื่นขึ้นมาจะยุ่ง” เสียงทุ้มลึกเอ่ยขึ้นเบาๆ ข้างหูเจ้าม้าสีดำปลอด เจ้าม้าแสนรู้ลดอาการตื่นลงอย่างรวดเร็วเมื่อถูกสัมผัสด้วยฝ่ามือและน้ำเสียงที่แสนคุ้นเคย

 

 

                “ดีมากเด็กดี” เสียงนุ่มน่าฟังเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะตรงไปคว้าอานและบังเหียนที่เตรียมมาสวมให้กับเจ้าม้าแสนรู้อย่างคล่องแคล้ว ฟอกซ์ เป็นม้าเพศผู้ที่มีลักษณะดีมาก ตัวสูงได้สัดส่วน กล้ามเนื้อแข็งแรง ขนดำมันปลาบ แต่เหนืออื่นใดที่เขาตัดสินใจเลือกมันมาเป็นเพื่อนเดินทางก็คือ เจ้าฟอกซ์พิสมัยความเร็วเหมือนกันกับเขา

 

 

                เมื่อใส่อานและบังเหียนเสร็จ เจ้าชายหนุ่มก็วางสัมภาระและเสบียงที่เตรียมมาลงบนหลังม้า ก่อนจะค่อยๆ จรดปลายเท้าพาอาชาคู่ใจเดินออกจากหมู่บ้านอย่างเงียบเชียบไม่ต่างจากขามา

 

 

                การเดินทางของเขาค่อนข้างราบรื่นเป็นอย่างมาก แม้เจ้าฟอกซ์จะส่งเสียงฟืดฟาดบ้างแต่ก็มั่นใจได้ว่าไม่มีใครได้ยินแน่ เพราะทุกคนกำลังหลับใหลอยู่นั่นเอง และในเวลาไม่นานหนึ่งบุรุษสูงศักดิ์กับหนึ่งอาชาสายพันธุ์ดีก็มาหยุดยืนอยู่หน้าถ้ำใหญ่ที่เป็นทางออกไปยังโลกภายนอก

 

 

                เจ้าชายหนุ่มสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ หันไปล้วงคบไฟจากถุงสัมภาระออกมาจุดด้วยหินไฟที่คิดค้นโดยวิลล์ ก่อนจะทำตาโตด้วยความแปลกใจเมื่อคบไฟในมือลุกติดอย่างง่ายดาย เขาคิดไม่ผิดเลยจริงๆ ที่ตกลงใจรับสิ่งประดิษฐ์ของวิลล์มา

 

 

                “ไปฟอกซ์โลกภายนอกรอเราอยู่ข้างหน้าแล้ว” เขาหันมาเอ่ยกับอาชาคู่ใจ ก่อนจะจูงเจ้าม้าหนุ่มเดินเข้าไปในถ้ำมืดมิด แม้จะเดินยากไปสักนิด แต่ทางที่ทอดยาวไปก็เป็นเส้นตรงไปต้องกลัวว่าจะพัดหลง ร่างสูงก้าวเดินไปเรื่อยๆ อาศัยแสงคบไฟนำทางและในที่สุดเขาก็มาถึงทางตัน มือเรียวยื่นไปสัมผัสแผ่นหินราบรื่นเบาๆ ก่อนจะยิ้มออกมา ไม่ผิดแน่เขามาถึงทางออกแล้ว แค่เพียงเลื่อนแผ่นหินที่ปิดปากทางออกไปเข้าก็จะออกไปยังโลกภายนอกได้แล้ว

 

 

                เจ้าชายหนุ่มยื่นคบไฟในมือไปเบื้องหน้าพลางเพ่งมองหาสลักกลไกสำหรับเปิดประตูที่วิลล์บอกเขาเอาไว้ และด้วยความพยายามพอสมควร เขาก็พบสลักนั่นจนได้ มันเป็นคันโยกเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มหินตะปุ่มตะป่ำด้านข้างของถ้ำ เขารีบยืนมือไปจับแล้วกดคันโยกลงอย่างแรง เจ้าคันโยกที่ได้รับการดูแลอย่างดีพับลงอย่างง่ายดาย ก่อนที่เสียงกลไกจะดังขึ้นพร้อมๆ กับที่แผ่นหินหนาหนักค่อยๆ เคลื่อนตัวเปิดออกอย่างนิ่มนวล

 

 

                (((ครืดดด ครืดดด ครืดดด)))

 

 

                สายลมเย็นและอากาศบริสุทธิ์กรูเข้าประทะใบหน้าคมคาย เจ้าชายหนุ่มสูดเอากลิ่นอายของอิสรภาพเข้าปอดลึกๆ รอยยิ้มยินดีผุดขึ้นที่ริมฝีปาก

 

 

                “เฮ้อ...ออกมาได้แล้วเจ้าเพื่อนยาก” เขาหันไปพูดกับเจ้าม้าคู่ใจ ดึงบังเหียนจูงเจ้าม้าหนุ่มเดินออกมาจากถ้ำ ก่อนจะหันไปปิดกลไกที่ซ่อนอยู่หลังก้อนหินเพื่อเลื่อนแผ่นหินปิดปากถ้ำอีกครั้ง

 

 

                “ไปกันเถอะ” เขากล่าวกับเจ้าม้าหนุ่ม ก่อนจะโหนตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้า ขาแข็งแรงหนีบท้องม้า ดวงหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อนึกถึงการห่อตะบึงที่กำลังจะเกิดขึ้น ในขณะที่เจ้าอาชาคู่ใจก็ดูจะตื่นเต้นไม่แพ้กันมันขยับขาไปมาพลางหายใจฟืดฟาด

 

 

                “อยากวิ่งแล้วสิฟอกซ์ งั้นก็ไปเถอะ โอโดเนียร์รอเราอยู่ข้างหน้าแล้ว” เขาเอ่ยเสียงแผ่วก้มหัวลงเตรียมควบตะบึง แต่ทว่ามีอันต้องหยุดชะงักอยู่กับที่ เมื่อแว่วยินเสียงหวานที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้ยินดังมาจากด้านหลัง

 

 

                “ค่ำมืดดึกดื่นขนาดนี้แล้วจะไปไหนเหรออเล็กซ์” เสียงหวานเอ่ยขึ้น ก่อนที่ร่างบางในชุดเดินทางรัดกุมจะก้าวออกมาจากเงามืด

 

 

                “เชียร์!!” เจ้าชายหนุ่มอุทานเสียงเบาด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่ดวงตาสีน้ำเงินสวยจะเปลี่ยนเป็นวาบวับด้วยความโกรธ เมื่อเห็นหญิงสาวออกมาเดินท่อมๆ อยู่กลางป่าเพียงลำพังเจ้าชายโดมินิคกระโดดลงจากหลังมาเดินตรงไปคว้าร่างบางมาเขย่า

 

 

                 “เจ้าตามข้ามาทำไม มันอันตรายไม่รู้หรือไง”

 

 

                “ข้าถามท่านก่อน ว่าท่านจะไปไหน” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงหนักทั้งๆ ที่หัวคลอนไปมา

 

 

                คนที่ถูกถามปล่อยไหล่บอบบางพลางสะบัดมือไปมาด้วยความเดือดดาล บ้าที่สุดเลย เขาอุตส่าห์แอบหนีออกมากลางดึกก็เพื่อไม่ให้นางตามมา แต่สุดท้ายเขาก็หลอกแม่สาวโยริลล์ไม่ได้อยู่ดี

 

 

                “ข้าจะไปตามหาอัญมณีแห่งธาตุทั้งสี่” เขาเอ่ยเสียงเบา เมื่อเห็นว่าไม่สามารถหลบหลีกได้

 

 

                หญิงสาวขมวดคิ้วยุ่ง ก่อนจะถามว่า “ก็ไหนท่านบอกข้าว่าจะออกเดินทางในอีกสองวันให้หลัง”

 

 

                ร่างสูงหันขวับมาหา จ้องมองเขม็ง ก่อนจะกล่าวว่า “คำถามที่สองเป็นของข้าเชียร์ เจ้าตามข้ามาทำไม”

 

 

                “ข้าจะไปตามหาอัญมณีแห่งธาตุทั้งสี่กับท่าน” สาวเจ้าตอบหน้าตาเฉย ก่อนจะหันกลับไปจูงม้าสีน้ำตาลแก่ที่ผูกไว้ด้านหลังออกมายืนคู่กับเจ้าม้าสีดำ

 

 

                “ไม่จำเป็นข้าไปคนเดียวได้” เจ้าชายหนุ่มเอ่ยพลางคว้าไหล่บางให้หันมาสบตา

 

 

                “ท่านไปไม่รอดหรอกอเล็กซ์ถ้าไม่มีข้า” หญิงสาวถอนใจเบาๆ ดูท่าชายหนุ่มตรงหน้าจะไม่เข้าใจฐานะของตนเองสักเท่าไร

 

 

                “ฮึ” ใบหน้าคมคายเชิดขึ้นด้วยความถือดี “ข้าไม่ใช่เจ้าชายอ่อนแอคนเดิมแล้วเชียร์ ข้าจะยืนด้วยขาของตัวเอง”

 

 

                “แล้วมันจะทำให้ท่านอ่อนแอนักหรือไง ถ้ามีข้าอยู่เคียงข้าง” คราวนี้หญิงสาวเป็นฝ่ายโกรธบ้าง เมื่อได้ยินคำพูดตัดรอนของอีกฝ่าย

 

 

                ร่างสูงชะงักไปเมื่อเห็นแววตัดพ้อจากอีกฝ่าย เจ้าชายหนุ่มสบนัยน์ตาสีมรกตหวานซึ้งนิ่ง ก่อนจะอธิบายว่า “มันอันตรายเชียร์ เรื่องนี้เป็นเรื่องของข้า ข้าจะจัดการมันเอง...คนเดียว”

 

 

                    “ก็เพราะมันอันตรายน่ะสิข้าถึงต้องไปด้วย” หญิงสาวยังคงยืนยันคำเดิมดวงตาสีมรกตฉายแววห่วงใยไม่ปิดบัง

 

 

                “เชียร์...เจ้า” เจ้าชายโดมินิคพึมพำเบาๆ รอยยิ้มปลาบปลื้มปรากฏที่ริมฝีปาก ก่อนจะสลายไปอย่างรวดเร็วเมื่อสาวน้อยตรงหน้าเสริมว่า

 

 

                “ก็ถ้าท่านตายไปใครจะจ่ายค่าจ้างให้ข้าล่ะ”

 

 

                “ไม่ต้องกลัวหรอก ถ้าไม่ตายข้าจะกลับมาจ่ายค่าจ้างให้เจ้าเอง ตอนนี้กลับไปได้แล้ว” เจ้าชายหนุ่มเอ่ยลอดไรฟันเสียงเข้ม ในขณะที่อีกฝ่ายส่ายหน้าดิกไม่ยอมแพ้เช่นกัน

 

 

                “ไม่...ข้าจะไปด้วยเมื่องานเสร็จก็เก็บค่าจ้างกลับมาเลย กันท่านเบี้ยว”

 

 

                “เอ๊ะ!! เจ้านี่พูดจาไม่รู้เรื่องเลยนะ ข้าบอกว่าข้าจะไปคนเดียว ไปคนเดียวเข้าใจไหม” เขาตะคอกเสียงดัง และได้เสียงตะคอกดังไม่แพ้กันกลับมา

 

 

                “ท่านนั่นแหละพูดจาไม่รู้เรื่อง ข้าบอกว่าข้าจะไปด้วย ไปด้วยเข้าใจบ้างสิ”

 

 

                เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอย ทั้งคู่จึงยืนจ้องหน้ากันอย่างไม่ยอมลดละ โดยมีม้าสองตัวเป็นพยาน

 

 

                “เจ้ากลับไปซะ” เจ้าชายหนุ่มกระซิบเสียงเหี้ยม

 

 

                “ไม่” หญิงสาวกระซิบตอบด้วยเสียงหนักแน่นไม่แพ้กัน

 

 

                “เจ้าสองคนจะเถียงกันไปถึงเช้าเลยหรือไง” เสียงคุ้นหูดังขึ้นห้ามทัพ สองหนุ่มสาวหันขวับไปทางต้นเสียง ก่อนที่เชียร์จะหลุดเสียงอุทานด้วยความยินดีออกมา

 

 

                “ไลลา รอบซ์!!”

 

 

                “ก็ใช่นะสิ เรื่องสนุกๆ แบบนี้เรื่องอะไรจะปล่อยให้เจ้าสองคนไปกันตามลำพัง” รอบซ์ในชุดเดินทางก้าวออกมาจากเงามืด โดยมีไลลาเดินเคียงออกมาด้วย

 

 

                “ช่ายยย ขาดเราสองคนแล้วจะสนุกเหรอ” หญิงสาวเอ่ยพลางยิ้มหน้าเป็น

 

 

                “ไลลาเจ้า~~” เชียร์พึมพำเสียงแผ่วเดินตรงไปหาเพื่อนสาว

 

 

                “เราจะไปด้วยกัน เจ้าก็รู้นี่หน่าว่าพวกเราทำงานเป็นทีม” ไลลาเอ่ยเสียงนุ่มกุมมือเพื่อนสาวที่ยื่นมาหาแน่น ก่อนที่สองสาวจะโผเข้ากอดกันด้วยความซาบซึ้ง โดยไม่ได้สนใจท่าทางกระฟัดกระเฟียดของชายหนุ่มเจ้าของเรื่องเลยแม้แต่น้อย

 

 

                “พวกเจ้านี่มันจริงๆ เลย” เขาพึมพำด้วยความขัดใจ ก่อนจะหันไปมองชายหนุ่มอีกคนในที่นั้น เมื่อรอบซ์ยื่นมือมาตบบ่าของเขาด้วยท่าทางสนิทสนม

 

 

                “อย่าเรื่องมากน่าอเล็กซ์ ไปด้วยกันหลายๆ คนจะได้ช่วยเหลือกัน คนเดียวหัวหายนะ สองคนเพื่อนตาย” รอบซ์ยิ้มกริ่มแล้วชี้นิ้วไปนับสมาชิก “หนึ่ง สอง สาม สี่ อยู่รอดสบายเชื่อข้าเถอะ”

 

 

                เจ้าชายหนุ่มปล่อยลมออกจมูกแรงๆ ด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหันไปสบนัยน์ตาสีมรกตเมื่อเสียงหวานเอ่ยถามขึ้น

 

 

                “ว่าไงอเล็กซ์”

 

 

                ใบหน้าคมคายตูมยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินคำถาม ก่อนจะสะบัดหน้าไปอีกทางอย่างแง่งอน เมื่อเห็นว่าไม่มีทางคัดค้านเจ้าหล่อนได้เลย

 

 

                “ตามใจเจ้า อยากไปก็ไปให้หมดเลย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นข้าไม่รับผิดชอบด้วย” เขาเอ่ยเสียงห้วนแล้วเหวี่ยงตัวขึ้นบนหลังม้า ก่อนจะหันขวับไปมองด้านหลังเมื่อน้ำเสียงเยาะหยันที่แสนจะคุ้นหูดังขึ้น

 

 

                “รับผิดชอบแค่ตัวเองก็พอมั้งอเล็กซ์”

 

 

                “เอริค!!” สองสาวกับหนึ่งหนุ่มอุทานด้วยความยินดี เมื่อเห็นสมาชิกคนสุดท้ายก้าวออกมาจากเงามืดข้างทาง

 

 

                “ข้านึกว่าเจ้าจะไม่มา” เชียร์เอ่ยถามพลางยืนมือไปเกาะแขนแข็งแรง

 

 

                เอริคแย้มยิ้มอบอุ่นบีบมือที่จับแขนเขาเบาๆ ก่อนจะกล่าวเสียงนุ่มว่า “ไลลาก็เพิ่งบอกว่าเราเป็นทีมเดียวกันนี่หน่า ถ้ามีพวกเจ้าแล้วจะขาดข้าได้ยังไง”

 

 

                “เอริค~~” หญิงสาวพึมพำเสียงเบา รอยยิ้มหวานหยดประดับบนริมฝีปากอิ่มแดง ก่อนจะหุบฉับลงเมื่อเสียงห้วนจัดตะโกนขัดขึ้นอย่างเหลืออด

 

 

                “จะไปก็ไปสิ เดี๋ยวก็เช้าพอดี” เมื่อพูดจบร่างสูงที่เดือดดาลอย่างไม่รู้สาเหตุ ก็ควบม้าออกไปราวลมพัด ทิ้งให้สี่สหายควบม้าตามมาห่างๆ

 

 

                เหล่าพันธมิตรทั้งห้าออกเดินทางอีกครั้ง เมื่อดวงตะวันเริ่มขึ้นสู่ขอบฟ้าเบื้องทิศตะวันออก เพื่อร่วมกันปฏิบัติภารกิจสำคัญ การอยู่รอดของพวกเขาก็คือการอยู่รอดของอนาตาคาเลีย อะไรจะเกิดขึ้นบ้างก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ถ้ายังมีเพื่อนอยู่ข้างกาย ไม่ว่าอุปสรรคจะหนักหนาสักเพียงใด ก็คงไม่ยากเกินไปที่จะฟันฝ่า เพราะอย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าเราไม่ได้เดินเพียงลำพัง



...............................



มัลลิกานะคะ
บทที่ 3 จบแล้ว วันจันทร์พบกับบทที่ 4
ตอนนี้ก็พยายามทำใจว่างๆ เขียนเรื่องไปเรื่อยตามหน้าที่
ทุกวันนี้การนั่งอยู่หน้าคอมตอนกลางคืนกลายเป็น
กิจวัตรหนึ่งที่ต้องทำเป็นประจำแล้วค่ะ
เหนื่อยเหมือนกันเพราะต้องทำงานประจำด้วย
แต่ก็สนุกที่ได้ทำงานที่ตัวรัก
เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ
รักนะ...มัลลิกา




Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
อนาตาคาเลีย : บัลลังก์รักจอมราชันย์ ภาค อเล็กซ์ คีน ตอนที่ 8 : บทที่ 3 เหล่าพันธมิตร (ตอนที่ 2) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 386 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android