กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ ต้องเหนือยิ่งกว่าฟ้าเเละต้องท้าลิขิต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 7,461 Views

  • 94 Comments

  • 391 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,019

    Overall
    7,461

ตอนที่ 8 : บทที่ 7 ผู้ชายสองคนมานั่งเรือเล่น (รีไรท์ครั้งที่1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 766
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    23 ธ.ค. 61


              

บทที่ 7 ผู้ชายสองคนมานั่งเรือเล่น

                “ข้าไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้” เจ้าสำนักฉางชิงเค่อเอ่ยขึ้นในห้องทำงานส่วนตัวของตน น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยความกังวล เรียวคิ้วหนาโค้งขมวดมุ่น ดวงตาอ่อนโยนมองมาที่ศิษย์น้องของตนอย่างไม่ละไปไหน

                “แต่ว่าข้าได้ตัดสินใจแล้ว” ไป๋จิ้นกว่างยืนสงบนิ่ง แม้เจ้าตัวจะมีน้ำเสียงสงบราบเรียบแต่ในใจกังวลกลัวเกรงว่าตนจะไม่ได้ออกไปจริงๆ

                “เจ้าสูญเสียความทรงจำอยู่ และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับ ไม่ว่าจะฝ่ายมิตรหรือศัตรูก็ได้รับรู้เรื่องนี้แล้ว หากเจ้าออกไปเพื่อตามหาความทรงจำของตนเอง เจ้าจะแยกแยะออกหรือว่าใครคือมิตรหรือศัตรู หากเป็นศัตรูที่มาแอบอ้างว่าเป็นคนรู้จักและเป็นมิตรกับเจ้า เจ้าจะรู้ได้อย่างไร มันเสี่ยงเกินไป ข้าไม่อยากสูญเสียเจ้านะศิษย์น้อง”

                “เรื่องนั้น” เล่นเอาไป๋จิ้นกว่างพูดไม่ออก เขาลืมคิดถึงเหตุผลนี้ไป ถึงความความจริงเขาจะไม่ได้สูญเสียความทรงจำ แต่หากมีศัตรูอ้างว่าเป็นมิตรหรือคนรู้จัก เขาก็คงไม่รู้อยู่ดี เพราะโลกใหม่นี้เขาไม่รู้จักใครเลย ถึงจะมีทักษะวิชาอาคมจากการลองผิดลองถูกอยู่บ้าง แต่หากต้องสู้กับใครจริงๆ เขาอาจจะสู้ไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ

                “แม้แต่วิธีเดินลมปราณ เจ้ายังลืม หากมีคนหมายปองทำร้ายเจ้า เจ้าจะปกป้องตัวเองได้หรือ ศิษย์น้องจงอย่าลืม เจ้าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ทั้งเทพเซียน หมู่มาร ใครต่อใครก็ผลประโยชน์จากเจ้าทั้งสิ้น”

                ไป๋จิ้นกว่างมีสีหน้าสลดทันที เขาลืมไปว่าเจ้าของร่างนี้เป็นถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง ย่อมมีมิตรและศัตรูมากเป็นธรรมดาอย่างที่ฉางชิงเค่อว่า มันไม่ง่ายจริงๆที่จะลงเขาไปท่องเที่ยวเพื่อตามหาความทรงจำของตนเอง แบบนี้เขาคงต้องคิดหาข้ออ้างใหม่เสียแล้ว

                “ข้าไม่รู้อะไรทำให้เจ้าร้อนใจอยากลงไปนัก ทำไมถึงได้อยากออกไปจากการคุ้มครองของสำนักล่ะศิษย์น้อง หากเป็นคนที่ฉลาดเฉลียวเช่นเจ้าแล้ว ไม่น่าจะใจร้อนวู่วามขนาดนี้ได้

                ไป๋จิ้นกว่างพยายามข่มอารมณ์ อยากจะเถียงและโต้กลับไปว่าเขาไม่ใช่ปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ไม่อาจที่จะพูดออกไปได้ ได้แต่กลืนคำสารภาพนั้นลงไป

                “ข้าจะปลอมตัวเป็นคนธรรมดา ได้ยินว่าก่อนที่ข้าจะเสียความทรงจำ น้อยมากที่จะมีคนจดจำใบหน้าของข้าได้ แล้วยิ่งในยุทธภพนอกจากชื่อของข้า ก็ยิ่งไม่มีใครรู้จักใบหน้าของข้า ศิษย์พี่เห็นว่าอย่างไร”

                “แม้จะสูญเสียความทรงจำ นิสัยเปลี่ยนไปบ้าง แต่ความดื้อของเจ้าไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ ครั้งนี้เจ้าคิดว่าศิษย์พี่จะยอมปล่อยเจ้าไปเหมือนทุกครั้งงั้นรึ” สายตาที่เคยอ่อนโยนของเจ้าสำนักฉางชิงเค่อแข็งกร้าวขึ้น แผ่รังสีที่ทำให้คนมองถึงกับตัวแข็งทื่อหนาวสั่นสะท้านไปทั้งกายและใจ  เมื่อครู่ยังดูใจดีอ่อนโยนอยู่เลยแท้ๆ ทำไมคนอ่อนโยนท่าทางใจดีอบอุ่นพอโกรธแล้วถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้ล่ะเนี่ย

                ไป๋จิ้นกว่างก้าวถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ แอบกลืนน้ำลายด้วยความรู้สึกเกร็งและหวาดหวั่น เหงื่อเล็กๆผุดขึ้นมาตามใบหน้าหล่อเหลาทว่ามีความงดงามซ่อนอยู่ เขาเอ่ยอย่างร้อนรนหวั่นเกรงกลับไปทันที

                “ศิษย์พี่ ท่านอย่าโกรธข้าเลย หากไม่ให้ไป ข้าก็จะไม่ไป”

                “ศิษย์น้องจิ้นกว่าง หากข้าไม่ให้เจ้าไป ข้าก็คงคิดจะหนีไปเองใช่หรือไม่” ฉางชิงเค่อเอ่ยเสียงเนิบๆ สบายๆ โดยที่ขณะนั่งอยู่มือแกร่งก็จับพู่กันจุ่มหมึกเขียนอะไรบางอย่างลงในสมุดเล่มบางไปด้วย ดวงตาคมทว่ามีความอ่อนโยนในยามที่จ้องมองมาทำให้คนมองรู้สึกเกร็งอยู่มิใช่น้อย

                ทำไมถึงรู้ไป๋จิ้นกว่างพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะกระแอมเล็กน้อย “หนีอะไรกัน ศิษย์พี่ก็พูดเกินไป ข้าจะหนีทำไม ทำเช่นนั้นก็มีแต่จะฆ่าตัวเองในโลกนี้อย่างช้าๆเท่านั้น หากไม่มีสำนักคุ้มครอง ข้าน่ะหรือจะทำอะไรเป็น อย่างที่ศิษย์พี่พูดมา หนนี้ข้าใจร้อนเอง” ถึงปากจะพูดไป ภายในใจของเขาก็หาได้นำพาตามที่ตนเองกล่าว เพียงแค่กล่าวคล้อยตามคนตรงหน้าให้วางใจเรื่องที่เขาจะไม่คิดหนีไปจากที่นี่เท่านั้นเอง

                เจ้าสำนักฉางชิงเค่อมองไป๋จิ้นกว่างที่ทำหน้าสลดหดหู่ก็รู้สึกไม่สบายใจไปด้วย จึงถอนหายใจออกมา “อดทนอีกหน่อยเถิด ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกอึดอัด สำหรับเจ้าแล้ว ทุกคนในสำนักล้วนเป็นคนแปลกหน้า แม้แต่ตัวข้าเองก็เป็นคนแปลกหน้าสำหรับเจ้าไปแล้ว เจ้าอยากจะลงเขาไปจากที่นี่ ศิษย์พี่เองก็เข้าใจดี ดีร้ายอย่างไรข้าไม่อาจทำใจปล่อยเจ้าไปได้ ข้าจะช่วยเจ้าฟื้นความทรงจำเอง ต่อให้เจ้าจะไม่มีทางจำอะไรได้ตลอดชีวิต ข้าก็จะไม่เลิกล้มความตั้งใจ”

                ไป๋จิ้นกว่างยืนนิ่งไม่ได้พูดอะไรอีก น่าเสียดายที่เขาไม่ได้สูญเสียความทรงจริงอย่างว่า ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะรู้สึกซาบซึ้งใจในความทุ่มเทของเจ้าสำนักฉางชิงเค่อมากกว่านี้ อย่างไรเสียก็นึกหาข้ออ้างออกจากที่นี่ไม่ได้  ไป๋จิ้นกว่างจึงเลือกที่จะยอมถอยแต่โดยดี แม้ว่าภายในใจยังไม่อยากยอมรับมากแค่ไหนก็ตาม

                “ขอบคุณท่านมาก งั้นศิษย์น้องขอลา” ไป๋จิ้นกว่างก้มศีรษะคาราวะ ก่อนจะหันตัวกลับด้วยความรู้สึกผิดหวังแต่ก็ต้องชะงัก  เมื่อหันตัวจะกลับก็พบว่าประมุขฉางชิงเค่อมายืนดักเขาเอาไว้

                เขาแทบจะเก็บอาการตื่นตะลึงเอาไว้ไม่อยู่ จะไม่ตกตะลึงได้อย่างไร ก็เมื่อกี้เจ้าสำนักฉางชิงเค่อยังนั่งเขียนอักษรอยู่บนโต๊ะเตี้ยที่เขาเดินผละออกมา เพื่อความแน่ใจอะไรสักอย่างตามสัญชาตญาณ ไป๋จิ้นกว่างจึงหันไปมองโต๊ะเขียนหนังสือที่มีเจ้าสำนักฉางชิงเค่อนั่งอยู่ก่อนหน้านี้

                ไม่มี

                งั้นคนที่มายืนดักหน้าผู้นี้คือเจ้าสำนักฉางชิงเค่อไม่ผิดตัว ในหัวแอบคิดว่าอาจจะมีฝาแฝดจึงตกหล่นไป ความสามารถที่เหมือนหายตัวได้เจ้าสำนักฉางชิงเค่อ  เล่นเอาร่างสูงโปร่งของไป๋จิ้นกว่างแทบจะซวนเซ

                “ดูเจ้าประหลาดใจ?” ฉางชิงเค่อยิ้มน้อยๆ ดวงตาหยี่ลง ดูแล้วคล้ายสุนัขจิ้งจอกที่แสนเจ้าเล่ห์ก็ไม่ปาน ทั้งคำพูดและแววตา ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้รู้สึกหงุดหงิดนัก อยู่ๆก็แวบมาดักหน้าให้ตกใจเล่น แล้วยังมีหน้ามายิ้มเยาะเย้ย ทำเหมือนเขาเป็นคนโง่

                “ก็ไม่คิดว่าเจ้าจะมีความสามารถแบบนี้” ไป๋จิ้นกว่างเอ่ยออกมาตามตรงอย่างที่ใจคิด น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดหน่อยๆ

                “หากเป็นศิษย์น้องคนเก่าของข้า เขาจะไม่พูดเช่นนี้กับข้าแน่” ฉางชิงเค่อเอ่ยขึ้นมา ไป๋จิ้นกว่างนิ่งไปแต่หากสังเกตลำคอขาวนวลเนียนดีๆ จะเห็นลูกกระเดือกค่อยๆเคลื่อนขึ้นลงอย่างช้าๆ เป็นลักษณะของผู้ที่กำลังกลืนน้ำลายลงคอ พอในใจคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะรู้ว่าเขาไม่ใช่ปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างตัวจริงก็แอบเหงื่อแตกพลั่กขึ้นมา แต่ก็ต้องรีบสลัดความคิดนั้นออกไป เขาจะมาลนลานตอนนี้ไม่ได้ มันง่ายไป

                “ข้าจำอะไรเกี่ยวกับตัวท่านไม่ได้ ข้าจะพูดกับท่านแบบไหน ย่อมไม่แปลก” เอาเลยใช้ประโยชน์เรื่องสูญเสียความทรงจำให้คุ้มค่าที่สุด ไป๋จิ้นกว่างบอกกับตัวเองในใจ

                “นั่นสินะ ถูกของเจ้า”  อีกฝ่ายก็ไม่ได้มีทีท่าอะไรผิดแผดจากเดิม

                “แล้วท่านมีอะไรที่จะบอกข้าอีกหรือไง ถึงได้มายืนดักหน้า”

                “ข้าเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ว่าตั้งแต่เจ้าฟื้นขึ้น และตลอดหลายเดือนข้ายุ่งเสียจนไม่ได้ใกล้ชิดกับเจ้าเท่าที่ควร ในฐานะศิษย์พี่ที่สนิทสนมกับเจ้ากว่าศิษย์พี่และศิษย์น้องคนใด วันนี้จึงอยากจะชดเชยให้เจ้าเสียหน่อย” อีกฝ่ายกล่าวยิ้มๆ แววตาที่มองมาอ่อนโยนใจดีเป็นอย่างยิ่ง

                “ไม่ต้องหรอก ข้าเกรงใจ ข้าว่าท่านเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” จริงๆแล้วไม่ได้เกรงใจอะไรหรอก เขาแค่ไม่อยากรับความใส่ใจของอีกฝ่ายมากกว่า

                “จะเกรงใจไปใย มาเถิด ข้าจะพาเจ้าไปผ่อนคลาย” อีกฝ่ายยิ้มก่อนจะก้าวเดินนำไป

                ร่างสูงโปร่งของไป๋จิ้นกว่างยืนนิ่งสนิท รู้สึกว่าไม่น่าเลย  ไม่น่ามาพบเจ้าสำนักฉางชิงเค่อในวันนี้

                “ยังจะไม่ตามมาอีก เจ้าจะให้ศิษย์พี่รอเจ้าไปถึงไหนกันเล่า” ฉางชิงเค่อส่งยิ้มอารมณ์ดีพลางกวักมือเรียกเขาเหมือนผู้ใหญ่กวักมือเรียกเด็กๆให้ไปกินขนม

                แบบนี้แหละที่น่าหงุดหงิด..

                ไป๋จิ้นกว่างจึงได้แต่จำใจเดินตามอีกฝ่ายไปแต่โดยดี แม้ว่าจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะพาเขาไปผ่อนคลายแบบไหนก็ตาม น่ากลัวว่าเผลอๆอีกฝ่ายจะฆ่าแกงเขาเสีย ถึงตอนนั้นไป๋จิ้นกว่างก็หาได้มีปัญญาจะปกป้องตัวเองได้แล้ว ดูจากวิชาลับที่อีกฝ่ายใช้มายืนดักหน้าเขาแล้วก็สมกับเป็นถึงเจ้าสำนักดี ย่อมเก่งกาจกว่าคนทั่วไปเป็นสิบเท่า

                “เซียนเยว่” ประมุขฉางชิงเค่อกวักมือเรียกแม่นางน้อยที่บังเอิญเดินผ่านมาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ

                “เจ้าคะ? ท่านเจ้าสำนัก” ดูเหมือนหลันเซียนเยว่จะแปลกใจไม่น้อยที่อยู่ๆตนก็ถูกเรียกซะอย่างนั้น แม่นางน้อยตั้งใจว่าจะไปหาพี่ชิงหย่า ที่เป็นพี่สาวของตนเสียหน่อย

                “ไปเตรียมขนมกับน้ำชาแล้วตามไปที่ทะเลสาบมรกต”

                หลันเซียนเยว่มองหน้าประมุขฉางชิงเค่อ สลับกับอาจารย์ของตนอย่างงงๆก่อนจะก้มคารวะ

                “เจ้าค่ะ!” หลันเซียนเยว่วิ่งออกไปทันที อย่างไรหลันเซียนเยว่ก็พอจะรับรู้ว่าประมุขกำลังต้องการอะไร

                ไป๋จิ้นกว่างอยากจะด่าเจ้าคุณชายนี่เสียเหลือเกิน มาใช้ลูกศิษย์ชั้นในของคนอื่นตามใจชอบเชียวนะ

                “ไปกันเถอะ ศิษย์น้องจิ้นกว่าง เดินไปคุยไปดีกว่า” อีกฝ่ายยิ้มแล้วเดินนำไปเรื่อยอย่างไม่รีบร้อน ถึงจะบอกว่าเดินไปคุยไป แต่ที่คุยส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าสำนักหนุ่มทีเป็นฝ่ายชวนคุยเสียมากกว่า เรื่องที่คุยส่วนใหญ่เป็นสัมเพเหระทั่วๆไป เช่น สภาพฟ้าดินอากาศ

                จนกระทั่งมาถึงทะเลสาบแห่งหนึ่ง เป็นทะเลสาบกว้างขวางถูกรายล้อมด้วยผืนป่าเขียวหนาทึบ ที่ท่าทะเลสาบมีเรือเล็กอยู่ลำหนึ่ง เป็นเรือที่พอจะให้นั่งเล่นนอนได้สามสี่คนได้ มีกระบังกันแดด ในเรือมีโต๊ะเตี้ยสำหรับวางกาน้ำชากับของว่างอยู่ด้วย

                หลันเซียนเยว่เดินเข้ามาพร้อมกับตะกร้าหนักๆสองใบ ไป๋จิ้นกว่างมองแล้วรู้สึกไม่สบายใจด้วยความมีจิตวิญญาณความเป็นสุภาพบุรุษอยู่ไม่น้อยจึงเดินเข้าไปแย่งตะกร้าสองใบนั้นมาถือเสียเอง

                ฉางชิงเค่อที่ก้าวขึ้นเรือไปก่อนส่งยิ้มพลางกวักมือเรียก “นั่งเรือเล่นกันเถอะทั้งสองคน”

                “เอ๋! ข้าต้องลงไปด้วยเหรอเจ้าคะ” หลันเซียนเยว่ทำตาโตอย่างประหลาดใจที่ไม่คิดว่าตนจะถูกชวนไปมีส่วนร่วมด้วยเสียอย่างนั้น

                “ผู้ชายตัวโตๆสองคนนั่งเรือเล่นเพียงสองคน มันจะแปลกไปสักหน่อย หากมีสาวน้อยมานั่งเล่นด้วย น่าจะสนุกมิใช่น้อย เชิญเลย” เจ้าสำนักหนุ่มยิ้มอ่อนโยนพลางส่งมือไปให้หลันเซียนเยว่

                เฒ่าจิ้งจอกหัวงู

                ไป๋จิ้นกว่างแอบลอบคิดในใจ

                หลันเซียนเยว่เหงื่อแตกพลั่ก วันนี้เป็นวันซวยของนางหรืออย่างไร แม่นางน้อยไม่ได้มีภูมิต้านทานที่จะอยู่เพียงลำพังกับชายผู้รูปงามพอๆกันถึงสองคนหรอกนะ  ไม่สิ อาจารย์ของนางงดงามกว่าอยู่แล้ว

                “หลันเซียนเยว่ขอตัวดีกว่า เชิญท่านทั้งสองตามสบาย ข้าน้อยเป็นเพียงเด็กสาวไม่ควรมานั่งฟังผู้ใหญ่สองคนสนทนากัน หลันเซียนเยว่ยอมรับตามตรงว่านางค่อนข้างที่จะกลัวเกรงหนุ่มหล่อรูปงามอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะยิ่งเป็นพวกที่ดูเข้าถึงยากบุคลิกดูสูงส่งอย่างปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่าง หรือจะเป็นท่านเจ้าสำนักฉางชิงเค่อที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ตาม แต่เว้นอยู่คนหนึ่งที่เธอไม่เคยกลัวเกรง ศิษย์พี่หานเฟิงเพียงคนเดียวเท่านั้น

                “เป็นศิษย์สำนักที่มีมารยาทอยู่มิใช่น้อย สมแล้วที่ศิษย์น้องเป็นผู้สั่งสอน” ฉางชิงเค่อหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันมามองนาง

                “มาเถิด ก็แค่นั่งเรือเล่น เจ้าจะปล่อยให้อาจารย์ของเจ้าไม่มีลูกศิษย์ลูกหาให้เรียกใช้เชียวรึ?”

                คำพูดนั้นจี้จุดได้ถูก แม่นางน้อยรู้บุญคุณอาจารย์นั้นใหญ่หลวงนัก หนึ่งปีมานี้ก็เป็นอาจารย์ที่สอนสั่งนาง ทั้งวิธีเหินกระบี่ หรือการเพิ่มปราณทิพย์ หรือวิชาอาคม  มีหรือนางจะไม่รู้บุญคุณ การได้ปรนนิบัติอาจารย์ของตนถือว่าเป็นสิ่งที่ลูกศิษย์ทุกคนต้องการ

                ไป๋จิ้นกว่างมองดูเด็กสาวที่เหมือนจะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจ อย่างไรนางก็เป็นเด็ก ไม่ควรต้องมาวุ่นวายกับสงครามประสาทของผู้ใหญ่สองคน

                “ศิษย์พี่ท่านทำให้เซียนเยว่ต้องลำบากใจแล้ว ศิษย์น้องยังไม่ได้แก่ชราถึงขนาดช่วยเหลือตัวเองไม่ได้” น้ำเสียงมีเจือความโกรธอยู่ไม่น้อย ถึงพยายามจะสะกดกลั้นไว้แล้วก็ตาม “หลันเซียนเยว่ไปเถอะ เจ้ากำลังมีเรื่องสำคัญต้องทำมิใช่หรือ”

                “จะ.. เจ้าค่ะ” หลันเซียนเยว่หน้าร้อนวาบ ในใจอยากจะตะโกนดังๆว่าขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ช่วยนางเอาไว้ แต่หากพูดออกไปต่อหน้าทาสนเจ้าสำนักฉางชิงเค่อ เกรงจะเสียมารยาท

                “น่าเสียดายจริงๆ” เจ้าสำนักหนุ่มดึงมือกลับก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งภายในเรือที่มุมหนึ่ง

                หลังจากไป๋จิ้นมองส่งหลันเซียนเยว่จนลับตาไป เขาก็เดินถือตะกร้าขึ้นเรือไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับเจ้าสำนักหนุ่มหนุ่มที่กำลังส่งยิ้มน้อยๆให้

                “คงไม่ได้คิดจะให้นั่งดื่มชาตากลมชมทิวทัศน์จริงๆใช่ไหม” ไป๋จิ้นกว่างหันไปมองอีกฝ่ายนิ่งๆ

                “ศิษย์น้องระแวงกันเกินไปแล้ว” อีกฝ่ายยิ้มอ่อนโยนก่อนจะวาดมือขับเคลื่อนลมปราณซัดฝ่ามือออกไปที่ด้านนอกเรือ ส่งผลให้เรือเคลื่อนออกจากฝั่งอย่างช้าๆ

                ไป๋จิ้นกว่างจัดแจงรินชาหอมฉุยให้อีกฝ่ายที่กำลังเอนหลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอย่างสบายอารมณ์

ชาที่หลันเซียนเยว่จัดมาให้ความรู้สึกเหมือนกลิ่นแสงแดดอ่อนๆในยามเช้า ทั้งหอมทั้งสดชื่น ทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ไม่น้อย

 การได้มานั่งเรือเล่นชมนกชมไม้มันไม่ใช่วิถีของไป๋จิ้นกว่างมาแต่ไหนแต่ไร ชีวิตวันๆที่ผ่านมาก่อนจะมาเกิดใหม่ เขาต้องปากกัดตีนถีบแข่งกับเวลาทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง การที่มานั่งเรือเล่นสบายๆ เขาจึงทำตัวไม่ค่อยถูก

มือเรียวขาวเนียนราวไข่มุกยื่นออกไปแตะผิวน้ำเล่น มือที่มองกี่ทีก็ไม่ชิน แหงล่ะ มือของเขาที่มักจะทำงานหนักจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน ยามนี้เมื่อกลายเป็นเจ้าของร่างนี้มันก็ย่อมไม่เหมือนเดิม ยังดีที่ร่างนี้ของเขาหน้าตาดีในระดับไม่ธรรมดา มันจึงช่วยปลอบประโลมจิตใจที่เดียวดายของเขาได้บ้าง แต่ชาติก่อนในโลกเดิม ใช่ว่าเขาจะขี้เหร่ เรียกได้ว่าหล่อเหลาเอาการอยู่พอสมควร  มีเพศเดียวกันและเพศตรงข้ามให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย แต่เพราะฐานะที่ค่อนข้างไม่ค่อยมีเงินเหลือใช้ เขาจึงไม่ค่อยมีเวลาคิดเรื่องความรักหรือกระทั่งเข้าหาใครสักคน สาวสวยส่วนใหญ่ก็มีฐานะสูงส่ง และมีทางเลือกมากมาย ด้วยความที่มักจะประมาณตนไป๋จิ้นกว่างจึงไม่กล้าที่จะยืนเคียงข้างพวกเธอเหล่านั้นหรือใครๆ เพราะคิดแง่ลบอยู่ตลอดเวลา เช่น คบพวกเธอไปก็ไม่มีปัญญาหาเลี้ยง ผู้ชายที่เปย์หญิงสาว หรือเชิดชูให้พวกเธอไม่ได้ ก็มีแต่จะทำให้อับอาย ไป๋จิ้นกว่างเคยคบผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง เป็นครั้งแรกที่เขาคิดว่าจะได้อยู่กินกับเธออย่างมีความสุข แต่ว่าฐานะทางบ้านเธอสูงส่งกว่าเขามาก เขาจึงรีบสร้างเนื้อสร้างตัว เพื่อทำให้ตัวเองได้พร้อมจะยืนอยู่ข้างเธอ เขาพยายามอย่างหนัก ทุกครั้งที่เธอบอกรักเขา เขาก็จะได้รับกำลังใจจากเธอ แต่ผ่านไปแล้วผ่านไปเล่า เขาเห็นงานเธอก้าวหน้า ส่วนตัวเขานับวันงานยิ่งแย่ลง การได้เห็นรอยยิ้มของเธอทำให้ไป๋จิ้นกว่างมีความสุข แต่เขาไม่ได้เป็นผู้ทำให้เธอยิ้มได้ ตอนที่จิตใจดำดิ่งลง เขาอยากจะบอกเลิกกับเธอ เพราะเขาไม่ต้องการให้เธอคนนั้นต้องมากัดก้อนเกลือกินกับเขา แต่เธอก็มักจะพูดกับเขาเสมอว่า เธอรักเขาที่เขาเป็นเขา ไม่ใช่รักที่ฐานะ ตอนที่คิดว่าความรักนี้จะแน่นเหนี่ยวไปได้ถึงเมื่อไหร่ เธอก็เข้ามาสารภาพกับเขาว่า เธอเจอคนที่ดีกว่าเขาแล้ว และในที่สุดก็เลิกกันจริงๆ เป็นจุดสิ้นสุดความรักห้าปีของไป๋จิ้นกว่าง เขาไม่ร้องไห้อ้อนวอนเธอ ไม่มีน้ำตาให้เธอแม้แต่หยดเดียว เขากลับรู้สึกโล่งเสียมากกว่า เหมือนจะได้เห็นเธอมีความสุขแล้ว และเหมือนผลักภาระออกจากตัวเองไปด้วยส่วนหนึ่ง ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องพยายามเพื่อเธออีกแล้ว เขาไม่ต้องเหนื่อยเพื่อความรักอีก ความเห็นแก่ตัวเงียบๆที่ให้ตายอย่างไรก็ไม่พูดออกไป

มาถึงตอนนี้ไป๋จิ้นกว่างยิ้มน้อยๆ มองมือที่วาดผ่านน้ำของตนอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะกำมือคว้าของเหลวที่ค่อยๆไหลผ่านมือ โชคชะตาของชีวิตที่สองของเขา นับจากนี้เขาจะคว้ามันเอาไว้ อย่างไม่ยอมปล่อยเด็ดขาด


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #69 MitsukiCarto (@MitsukiCarto) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 04:12
    ไม่ต้องห่วงนะคุณพี่ เดี๋ยวก็จะได้ผัวมาเปย์แทนแล้ว!
    #69
    0
  2. #12 bhuii2505 (@bhuii2505) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 07:41
    ชอบมากกกกก เดี๋ยวนี้กำลังติดวายจีน
    #12
    0