กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ(มีE-book)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 11,991 Views

  • 145 Comments

  • 622 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    330

    Overall
    11,991

ตอนที่ 7 : บทที่ 6 สง่างามไว้ก่อน (รีไรท์ครั้งที่1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 119 ครั้ง
    23 ธ.ค. 61

    

บทที่ 6 ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใด ผู้เป็นอาจารย์ก็ต้องสง่างามให้ศิษย์ประจักษ์ไว้ก่อน

              

            “หานเฟิงไปเอาเหล้ามาอีก” น้ำเสียงพูดจาไม่ค่อยจะรู้เรื่องเป็นของไป๋จิ้นกว่าง เขานั่งอยู่บนโขดหิน ดื่มเหล้าจากไหจนหมดไปสองไห วันนี้เขาอารมณ์ดี เพราะเขาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกใหม่นี้ การดื่มครั้งนี้ก็เพื่อดื่มส่งวาสนาความซวยให้กับโลกใบเก่าของเขา อยู่ในโลกนี้จะไม่มีใครมาดูถูกเขาอีกแล้ว เขาจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่นี่ได้ ด้วยพละกำลังและพรสวรรค์ของร่างกายนี้ ทั้งรูปร่างหน้าตา อะไรๆก็เป็นไปได้ ฮ่าๆๆ

                “ท่านอาจารย์ท่านเมาแล้ว ท่านยังไม่หายดี เหล้าจะไม่ดีต่อสุขภาพของท่านนะขอรับ”

                “เจ้านี่เป็นคนขี้บ่นเสียจริง สรุปข้าเป็นอาจารย์ของเจ้าหรือเจ้าเป็นอาจารย์ของข้ากันแน่”

                “หานเฟิงไม่กล้า” สีหน้าของพ่อพระเอกซีดสลดทันที ปกติแล้วอาจารย์ของเขาไม่ใช่คนที่มีนิสัยเช่นนี้ ต่อให้สูญเสียความทรงจำอย่างไร นิสัยก็ไม่น่าจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ได้ แม้จะรับรู้ความเปลี่ยนไปของอาจารย์อย่างชัดเจน แต่หานเฟิงก็ไม่กล้าที่จะทัดท้วงอะไร

                “ท่านอาจารย์   ข้า รู้ว่าท่านเสียใจกับเรื่องสภาพร่างกาย แต่ตอนนี้ท่านควรจะรักษาสุขภาพ

                “พูดมากเปลืองน้ำลาย ข้าบอกให้เจ้าไปเอาเหล้ามางายย” ไป๋จิ้นกว่างไปพูดยังเปล่า ยังแถมด้วยการเตะไหเหล้ามาทางหานเฟิงด้วยกิริยาหยาบคาย ใบหน้าหล่อเหลางดงามภายใต้แสงจันทร์ค่อยๆบิดเบี้ยวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

                “ท่านอาจารย์..” หานเฟิงไม่เพียงทำหน้าสีหน้าลำบากใจ แต่ยังทำหน้าเหมือนคนใกล้จะร้องไห้เต็มที อาจารย์ที่สง่างามที่น่าเคารพนับถือ มีภาพลักษณ์ที่พึ่งพาได้ ตอนนี้ทำตัวราวกับเด็กหนุ่มเอาแต่ใจ

                “เลิกเรียกท่านอาจารย์สักที ใครเป็นอาจารย์เจ้ากัน ข้าคือไป๋จิ้นกว่าง คนพเนจรต่างหาก เรียกข้าว่าคุณอาไป๋สิ เจ้าเด็กไม่รู้จักสัมมาคารวะ ฮ่าฮ่าๆๆ” ไป๋จิ้นกว่างหัวเราะ

                หานเฟิงหน้าดำขึ้นมาทันที รังสีแปลกๆแผ่ออกมา ดวงตาสีน้ำตาลวาบขึ้นคล้ายสีเลือดที่แห้งแล้ว ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง เขาหมดความอดทนแล้ว

                “ท่านอาจารย์.. ครั้งนี้หานเฟิงล่วงเกินท่านแล้ว” หานเฟิงก้มหัวคารวะคนตรงหน้าที่นั่งอยู่บนโขดหิน ก่อนจะเดินเข้ามารวบตัวผู้เป็นอาจารย์ของตนแบกขึ้นพาดบ่า

                “เหเจ้าพาข้าไปไหน ข้าไม่ไป เหล้าข้าล่ะ” แม้จะถูกแบกพาดบ่าอยู่แต่ก็ยังโวยวายไม่เลิก

                “ข้าจะพาท่านไปนอน”

                “นอนอารายยย ข้าไม่นอนน ดื่มยันเช้า ไม่เมาไม่เลิก!

                หานเฟิงไม่คิดโต้เถียง เพราะการการเถียงกับคนเมาช่างไร้ประโยชน์และเสียเวลาอย่างยิ่ง เขาเดินแบกผู้เป็นอาจารย์ของตนไปทั้งๆอย่างนั้น

                หานเฟิงแบกอาจารย์ตนพาดบ่ามาถึงห้องแล้ววางลงที่เตียงโดยพยายามเบามือที่สุด แต่ตอนที่จะผละออก กลับถูกไป๋จิ่นกว่างเอามือกอดคอเอาไว้แน่นเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจ

                “ท่านอาจารย์?” เมื่อถูกกอดคอเอาไว้แน่นดวงตาจึงเบิกกว้างขึ้น ทำให้ใบหน้าของหานเฟิงอยู่ใกล้จนได้กลิ่นกายหอมเฉพาะตัวของผู้เป็นอาจารย์ตน หานเฟิงก็แทบจะตัวแข็งทื่อ ใบหน้าแดงร้อนจนไปถึงใบหู ลมหายใจขาดห้วงและใจที่เต้นแรงผิดปกติเกินกว่าที่ศิษย์คนหนึ่งควรจะรู้สึกกับอาจารย์ตนได้

                “อยู่ดื่มเป็นเพื่อนข้าก่อน”

                “ท่านอาจารย์ ท่านเมามากแล้ว ควรหยุดดื่มและนอนจะดีกว่านะขอรับ” หานเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก สีหน้าของพ่อพระเอกเริ่มแดงซ่านขึ้นเรื่อยๆ

                “น่ารำคาญ เจ้าเป็นแม่ข้าหรือไง ไปเอาเหล้ามา เจ้าจะไม่ฟังคำสั่งของอาจารย์แล้วงั้นเหรอ” ไป๋จิ้นกว่างผลักหานเฟิงออกไปทันที การที่ถูกบอกย้ำอะไรหลายๆรอบ มันช่างสร้างความรู้สึกน่ารำคาญเสียจริง

                หานเฟิงงงยิ่งนัก เมื่อครู่ยังบอกว่าตนไม่ใช่อาจารย์ของเขาอยู่เลย อารมณ์แปร เพราะสิ่งนั้นสินะ จุดตันเถียนสภาวะศิลา ร่างกายที่ร้อนอยู่แล้ว พอดื่มเหล้าก็ยิ่งร้อนเข้าไปใหญ่

                หลังจากผลักหานเฟิงออกไป ดวงตาสีอัลมอนด์ก็หลุบต่ำลงราวกับคนที่กำลังจะหลับ แต่เขากำลังคิดอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจอย่างเงียบๆ ตั้งแต่ได้ฟังเพลงขลุ่ยของหานเฟิงเขาก็รู้สึกขึ้นมาว่า ตัวเขานั้น โดดเดี่ยวและอึดอัดแค่ไหนที่ต้องมาอยู่ในโลกนี้ ตัวเขานั้นก็อยากจะปลดปล่อยตัวเองจากความรู้สึกที่อึดอัดนี้ออกไปเพียงเท่านั้น แม้จะต้องเมามายไม่รู้สึกตัวว่าตนเองได้เสียภาพลักษณ์ที่ดีไปก็ตาม แต่มันไม่เกี่ยวกับเขาเสียหน่อย ร่างกายนี้เป็นของเขาแล้ว เขาอยากทำอะไรเขาก็จะทำ  ถึงจะเมาแต่ก็พอจะมีสติรับรู้อยู่บ้าง

                 

                “ท่านอาจารย์” น้ำเสียงของหานเฟิงกลับมาอ่อนอีกครั้ง มองอาจารย์ของตนอย่างอ่อนใจ ไม่รู้ว่าตนควรทำอย่างไรดี ใจหนึ่งก็อยากจะทำตามแต่โดยดี แต่ใจหนึ่งก็อยากจะคัดค้านเรื่องการดื่มเหล้าที่มากเกินไปชองอาจารย์

                “ขอข้าดูหน้าเจ้าชัดๆหน่อยซิ” ไป๋จิ้นกว่างย้ายมือไปเชยคางหานเฟิง

                เพราะถูกทำอะไรที่คาดไม่ถึงอีกแล้วหานเฟิงถึงชะงักนิ่งไป สายตาสั่นไหวระริกยามที่สบตาเข้ากับชายหนุ่มรูปงามอย่างอาจารย์ของตน

                “โอะเจ้าเป็นผู้ชายแท้ๆ จะเหนียมอายไปทำไม ฮ่าฮ่าๆ” เรียวนิ้วละจากปลายคางของหานเฟิง รอยยิ้มหวานๆแฝงความหยอกเหย้าอยู่ไม่น้อย

                หานเฟิงหน้าดำอีกครั้งความรู้สึกภายในใจลึกๆเริ่มจะทนไม่ไหวเข้าจริงๆเสียแล้ว เขาขยับคร่อมกดร่างไป๋จิ้นกว่างให้ลงนอน ตอนแรกไป๋จิ้นกว่างก็เอามือปัดป่ายไม่ยินยอมจะเอนหลังลงนอนดีๆ หานเฟิงจึงจับแขนสองข้างกดติดพื้น เกิดการขัดขืนอยู่พักหนึ่ง แต่เพียงไม่นาน คนเมาก็คือคนเมา สุดท้ายเลยยอมสงบนิ่งเพราะเริ่มหมดแรงไปเอง

                หานเฟิงมองดูอาจารย์ของตนที่ค่อยๆหลับตาคู่งามสีอัลมอนด์ลงช้าเพราะฤทธิ์สุรา ดวงตาคมสีน้ำตาลของหานเฟิงสว่างอดที่จะมองใบหน้าที่แลดู งดงามนั้นไม่ได้ คำว่างดงามแท้จริงแล้วไม่คู่ควรกับบุรุษ แต่กับอาจารย์ของเขาอาจจะเป็นข้อยกเว้นก็ได้ จากนั้นจึงกวาดมองลงไปที่เรือนร่างได้สัดส่วนอย่างเผลอไผล คิ้วเข้มขมวดติดกันอย่างกลัดกลุ้ม เขารีบผละออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วเดินออกไปจากห้องทันที ราวกับความโกรธภายในใจที่อยู่เบื้องลึกของจิตสามัญสำนึกได้ปะทุออกมา

                เขาอยากจะทำอะไรกับอาจารย์ของตนกันแน่!

 

                ผ่านไปสองเดือนกว่าไป๋จิ้นกว่างค้นพบว่าพิษภายในกายของเขาได้สลายไปหมดสิ้น หลักฐานก็คือ เขาสามารถเดินลมปราณด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องระมัดระวัง แน่นอนว่าเรื่องพิษจะสลายไปเองได้ไป๋จิ้นกว่างได้แจ้งเรื่องนี้ต่อคนในสำนักให้ทราบด้วย เมื่อพิษสลายไป๋จิ้นกว่างก็ถือโอกาสลองวิชาอาคมที่สองเดือนมานี้เขาได้ศึกษาจากตำราภายในห้องของตนเองอย่างเงียบๆ เช่น สายลมไร้ใจ สายลมเยือกแข็ง  ระบำพัดนกนางแอ่น เป็นต้น วิชาเหล่านี้เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับอาวุธประเภทพัดซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างที่มีลีลาท่วงท่าพริ้วไหวดั่งสายลมนั่นเอง จึงได้ทราบว่าตนเองมีพลังสายธาตุลมเดี่ยว ที่แข็งแกร่งและทรงพลัง หากฝึกดีๆ ในอนาคตอาจไม่ต้องกลัวใครเลยก็เป็นได้

                เพราะร่างกายนี้เคยเป็นของคนที่สุดยอดมาก่อน ไป๋จิ้นกว่างจึงประสบความสำเร็จในการใช้วิชาอาคมแบบแทบที่จะไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆเลย สิ่งที่ไป๋จิ้นกว่างชอบมากที่สุดคือวิชาตัวเบา เพียงแค่รวบรวมปราณทิพย์ไว้ที่ปลายเท้าแล้วออกแรงถีบเบาๆ ตัวเขาก็จะลอยขึ้นเบาราวกับขนนก นอกจากวิชาตัวเบาแล้วก็มีวิชาเหยียบอากาศ เป็นวิชาที่ต้องใช้ควบคู่กับวิชาตัวเบา เช่น พอใช้วิชาตัวเบาเหยียบพื้นให้ลอยขึ้นแล้ว การที่จะไปให้สูงกว่านั้นก็จิ้งใช้วิชาเหยียบอากาศที่ว่างเปล่า

                ไป๋จิ้นกว่างไม่ได้รู้สึกมีชีวิตชีวาเช่นนี้มานานแล้ว ส่วนใหญ่เขาเลยเอาเวลาคลุกตัวอยู่กับตัวเองในที่ๆหนึ่งสงบเงียบและไรผู้คน ป่าไผ่ลับ  เป็นป่าไผ่ที่เป็นสถานที่กักตัวฝึกสำหรับปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่าง ไม่ว่าใครต่อให้มีเรื่องเร่งด่วนก็เข้ามาไม่ได้ แม้แต่หานเฟิงที่เป็นศิษย์เอกก็ตามที

                ตั้งแต่พิษภายในร่างของเขาหายไป หานเฟิงก็ขอลงเขาไป เพื่อเดินทางฝึกบำเพ็ญตน ปราบเหล่าร้ายพิทักษ์คนดี ดังนั้นไป๋จิ้นกว่างก็จะไม่ยอมแพ้หานเฟิง เขาจึงอดทนและฝึกตนเองอยู่สม่ำเสมอ ส่วนใหญ่วิชาที่เขาศึกษาก็มักมาจากตำราเก่าๆ และเพราะไป๋จิ้นกว่างไม่เลือกศึกษาวิชา เขาเห็นอะไรเขาก็ศึกษาและก็ลองทดลองวิชานั้นกับตนเอง ผลที่ออกมาช่างง่ายดาย

วันหนึ่งไป๋จิ้นกว่างเดินไปเที่ยวตามป่าเขาลำเนาไพรไม่ไกล จากที่พยายามศึกษาโลกใหม่นี้ หากจะให้อธิบายก็ยาวเหยียด ที่นี่คือโลกที่มีทั้ง มาร มนุษย์ เซียน เทพเจ้า อสูรกาย สัตว์วิเศษ  มนุษย์ก็คือกลุ่มที่ใช้ชีวิตตามวัฏจักรสงสาร ที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ส่วนเซียนก็คือมนุษย์ที่บำเพ็ญตบะจนได้เป็นเซียน เทพเจ้าคือผู้ที่ถือกำเนิดมาเป็นเทพเจ้าตั้งแต่แรกเป็นผู้ที่เกิดมาพร้อมบุญบารมีที่ทำสะสมไว้มากๆในชาติปางก่อน เทพอสูรคือสัตว์เดรัจฉานที่มีตบะแก่กล้าจนได้เลื่อนขั้นมาเป็นเทพอสูร ส่วนมารนั้น เกิดได้อยู่สองทาง คือมารกำเนิด กับมารก่อเกิด มารกำเนิดคือเป็นเป็นมารตั้งแต่เกิด มารก่อเกิดคือผู้ที่ไม่ใช่มารตั้งแต่แรก แต่อาจจะเป็นมนุษย์ หรือใครก็แล้วแต่ที่มีใจฝักใฝ่พลังด้านมืด พอสะสมพลังพวกนี้มากๆเข้า ก็ทำให้กลายเป็นมารก่อเกิด

ไป๋จิ้นกว่างเดินออกจากป่าไผ่ลับหลังจากที่ได้อ่านตำรับตำราไปมากมายหลายเล่ม ระหว่างนั้นสายตาของเขาก็มองไปที่ศาลากลางน้ำที่ไม่มีสะพานหรือทางเชื่อม เป็นศาลาที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ดูเป็นสถานที่เงียบสงบเหมาะกับการนั่งดื่มชาชมทิวทัศน์ รอบๆดูเหมือนจะไม่ใช่สระน้ำเปล่าๆแต่เป็นสระบัว

ไป๋จิ้นกว่างกำลังอยากจะหาที่สบายนั่งผ่อนคลายอยู่พอดี ไปนั่งพักผ่อนที่นั่นก็ไม่เลวเหมือนกัน เขาจึงโคจรปราณไปที่ปลายเท้าและขา ใช้สุดยอดวิชาตัวเบาที่เขาฝึกฝนมา แต่ด้วยความที่รู้สึกที่มั่นใจมากไปหน่อย จนเขาไม่ทันระวังคิดเผื่อกรณีพลาดเอาไว้ ตอนที่กระโดดจากพื้นดินก็ไม่มีปัญหา พอจะลงแตะที่ผิวน้ำเพื่อกระโดดต่อไปอีกขั้น เขากลับหล่นน้ำทันทีปลายเท้าแตะผิวน้ำ

ตูมม

น่าขายหน้าเป็นที่สุด ทั้งๆที่มั่นใจว่าทำได้โดยง่ายแล้วแท้ๆ ไป๋จิ้นโผล่พรวดขึ้นมาจากผิวน้ำทันทีที่ขาเหยียบถึงก้นสระ สระบัวนี้ความลึกไม่มาก เพียงแค่ระดับอกของเขาเท่านั้น และคาดว่าตัวเขาคงจะสูง 180 ซม. ได้ ผมยาวเหมือนม่านน้ำตกเปียกลู่ลงมาปิดบังใบหน้าหล่อเหลาทว่างดงาม ไป๋จิ้นกว่างเสยผมหน้าขึ้นทำให้เห็นสีหน้าว่าเขากำลังเซ็งขนาดไหน วิชาตัวเบาที่คิดว่าคล่องแล้วดันมาใช้ไม่ได้ดั่งใจเอาเวลานี้เสียได้ หวังว่าจะไม่มีใครมาเห็นนะ

“อาจารย์ท่านลงไปทำอะไรในสระ” เสียงของสาวน้อยนางหนึ่งเอ่ยขึ้น

ไป๋จิ้นกว่างชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องหันไปมอง ฟังจากน้ำเสียงแล้วก็รู้ได้ทันที แม่นางน้อยคนนี้คือหลันเซียนเย่ว ดวงตาสีอัลมอนด์ใสกระจ่างหลุบลงอย่างช้าๆเพื่อคิดหาข้อแก้ตัวที่น่าจะฟังขึ้น อย่างไรก็ไม่อาจจะพูดความจริงได้ว่า เขาใช้วิชาตัวเบาพลาดถึงได้ตกน้ำต่อหน้าลูกศิษย์ของตนแน่นอน

ไป๋จิ้นกว่างหันมายิ้มช้าๆ

“อยู่ๆก็นึกอยากกินซุปรากบัวขึ้นมา อาจารย์ของเจ้าเลยลงมาเก็บ” รอยยิ้มอบอุ่นอันอ่อนโยนที่พยายามเลียนแบบมาจากปรมาจารย์ในหนังจีนกำลังภายในค่อนข้างที่จะสมบูรณ์แบบ หากเป็นเรื่องการแสดงแล้วไป๋จิ้นกว่างก็พอจะมีทักษะอยู่บ้าง เพราะตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเขาเคยอยู่ชมรมการแสดงมาก่อน

หลันเซียนเยว่ในชุดสีเขียวครามตามเครื่องแบบสำนึกอวิ๋นซาน แม้ใบหน้าจะไร้การปรุ่งแต่ง แต่ความงามก็ฉายแววออกมา จมูกนิด ริมฝีปากชมพูหน่อย เรียกได้ว่าค่อนข้างน่ารักสมวัยเลยทีเดียว

นางกำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ เหตุใดอาจารย์ของตนถึงได้กระโดดลงไปในสระบัว ถึงจะบอกว่าอยากกินซุปรากบัวก็เถอะ แต่ว่าหากอยากกินขนาดนั้นก็ไม่เห็นต้องลงทุนทำให้ตนเองต้องเปียกทั้งตัวขนาดนี้ จะเดินไปบอกศิษย์คนไหนให้ไปเก็บก็ยังได้ แต่ทว่าอาจารย์กลับลงมือทำอะไรด้วยตนเองแบบนี้ค่อนข้างที่จะแปลกเกินไป หรือบางทีอาจารย์ไม่ต้องการที่จะใช้ศิษย์ของตน หากเป็นแบบนั้น ช่างน่านับถืออะไรแบบนี้

หลันเซียนเยว่รู้สึกชื่นชมอาจารย์จากใจ

ไป๋จิ้นกว่างก็เดินขึ้นมาจากสระ ท่วงท่านั้นคงความสง่างามแม้เนื้อตัวและเสื้อผ้าหรูหราทว่าเรียบง่ายสีขาวนั้นจะเปียกปอนแนบเนื้อก็ตาม หยาดน้ำค่อยๆหยดลงมาจากเสื้อผ้า เพราะผมยาวสีดำขลับดุจปีกอีกาเปียกลู่ลงมาติดข้างแก้มขาวจึงรู้ตึงหนักไม่สบายศีรษะ เขาจึงรวบผมมาข้างๆแล้วบิดน้ำออก

ภาพนั้นอยู่ในสายตาของหลันเซียนเยว่ทั้งหมด ในความคิดของนางนั้น อาจารย์ของตนช่างเป็นผู้ที่รูปงามมากเสียจริง ทำให้แม่นางน้อยอดที่จะภูมิใจเล็กๆไม่ได้ เวลามีชุมนุมชาวสำนัก นางก็จะได้มีเรื่องพูดอวดศิษย์พี่ต่างสำนัก ว่าตนมีอาจารย์เป็นถึงปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างที่มีฝีมือเยี่ยมยอด และยังเป็นอาจารย์ที่มีบุคลิกที่สง่างามน่าเคารพนับถืออย่างที่หาใครเปรียบได้ยาก

“หลันเซียนเยว่เจ้ามาทำอะไรอยู่แถวนี้รึ? หนีเที่ยว?” ไป๋จิ้นกว่างเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม สีหน้ามองแม่นางน้อยราบเรียบ ทว่าดวงตาแฝงไปด้วยความอ่อนโยน

“อาจารย์ เซียนเย่วผิดไปแล้ว!” แม่นางน้อยรีบคุกเข่าลงต่อหน้าเขาทันที เพราะนางยังเด็กและไม่ได้สนิทสนมกับอาจารย์ของตนมากพอ จึงไม่กล้าทำเฉไฉ แต่ยอมรับผิดทันที นางเพิ่งลงเขาไปเดินเที่ยวตลาดในเมืองลั่วหยางมา

ไป๋จิ้นกว่างเอามือไขว่หลังเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อแสดงให้ดูเหมือนเป็นอาจารย์ผู้เคร่งกฎมากขึ้นไปอีกนิด ความจริงแล้วเขาก็ถามไปอย่างงั้น ไม่ได้มีเจตนาอยากจับผิดใดๆทั้งสิ้น เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องที่ตนเองพลาดตกน้ำให้แม่นางหลันเซียนเยว่เห็นเข้าเท่านั้น แต่ในเมื่อนางยอมรับขึ้นมาเอง เขาก็ทำสีหน้าขรึมขึ้นมาเพื่อสร้างบรรยากาศให้เคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย

“ได้ ข้าจะลงโทษเจ้า”

พออาจารย์ออกปากมาเช่นนั้น หลันเซียนเยว่ก็หน้าซีดทันที นางหวังว่า อาจารย์จะไม่ไล่ตนออกจากสำนักหรอกนะ นางเพิ่งจะเข้ามาเป็นศิษย์ในสำนักได้แค่ปีเดียวเองแท้ๆ

พอเห็นแม่นางน้อยหน้าซีดเพราะคำพูดของเขา ไป๋จิ้นกว่างก็อดที่จะยิ้มอย่างนึกสนุกไม่ได้ การแกล้งเด็กสาวน่ารักก็ไม่เลวเหมือนกัน อยู่บนเขามานาน แกล้งทำเป็นคนความจำเสื่อมบางทีมันก็อึดอัดและเครียด

“อาจารย์อยากกินซุปรากบัว”

“หา?” ดวงตากลมโตของหลันเซียนเยว่มองมาที่เขาอย่างประหลาดใจ บทลงโทษของอาจารย์ไม่ใช่ไล่ออกหรือโดนโบยหลังอย่างนั้นเหรอ นางเคยเห็นไป๋จิ้นกว่างโบยหลังศิษย์คนอื่นๆมาก่อนหน้านั้นเมื่อช่วงที่นางเข้ามาเป็นศิษย์ได้สองวัน  สาเหตุก็เพราะศิษย์ผู้นั้นแอบลงเขาไปโดยไม่ได้รับอนุญาต

“ไม่เข้าใจอย่างนั้นรึ?” ไป๋จิ้นกว่างยิ้มน้อยๆ เลิกคิ้วมองแม่นางน้อยตรงหน้า

หลันเซียนเยว่รีบรวบรวมสติ “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะอาจารย์ เซียนเยว่จะรีบไปทำซุปรากบัวมาให้อาจารย์ทันที!” นางรีบคารวะก่อนจะวิ่งออกไป

ไป๋จิ้นกว่างถอนหายใจจากนั้นเหยียดยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยอย่างประชดประชันตนเอง เขานี่ช่างโง่โดยแท้ที่พลาดตกน้ำให้แม่นางน้อยเห็นเสียได้ เป็นอาจารย์คนอื่นนี้ไม่ง่ายนัก ต้องวางตัวให้เหมาะสมทั้งนอกและในแทบตลอดเวลา ดีนะหาข้อแก้ตัวได้ ไม่งั้นคงไม่พ้นจะต้องถูกมองด้วยสีหน้าแปลกพิลึกอีกแน่ ดีไม่ดีอาจถูกมองว่านอกจากจะความจำเสื่อมแล้วยังวิปลาส คนดีๆที่ไหนจะกระโดดสระบัวเล่นโดยไม่มีเหตุผล

                ในเมื่อรอดพ้นแล้วไป๋จิ้นกว่างก็ตัดสินใจกลับเรือนของตนเอง เพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งๆใส่จะได้สบายตัวเสียที เพราะตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 119 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #106 caretamutami (@caretamutami) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 12:45
    แม่นางน้อย อาจารย์เจ้ามิได้อยากทานซุปรากบัว

    อาจารย์เจ้าตกสระบัวต่างหากเล่า!
    #106
    0
  2. #68 MitsukiCarto (@MitsukiCarto) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:51
    สีข้างแสบมั้ยอาจารย์~
    #68
    0
  3. #7 Konrafah (@Konrafah) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2561 / 20:01
    ขอบคุณที่มาต่อค่ะ ขำคนตกสระบ้ว
    #7
    1
    • #7-1 เทพแห่งกาล (@ma_nowhermestime) (จากตอนที่ 7)
      25 สิงหาคม 2561 / 13:23
      ขอบคุณที่มาอ่านนะคะ เดี๋ยวจะเร่งตอนต่อไปให้เลย
      #7-1