กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ ต้องเหนือยิ่งกว่าฟ้าเเละต้องท้าลิขิต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 7,701 Views

  • 94 Comments

  • 404 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,259

    Overall
    7,701

ตอนที่ 5 : บทที่ 4 ศิษย์กับอาจารย์ (รีไรท์ครั้งที่1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 959
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 83 ครั้ง
    23 ธ.ค. 61

บทที่ 4  ศิษย์กับอาจารย์

               

     ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์บาดแผลที่หน้าอกสมานตัวกันสนิทเพราะได้ยาดีด้วย  หนึ่งอาทิตย์มานี้ไป๋จิ้นกว่างแทบไม่ได้เดินออกไปไหน เพราะเรื่องที่เขาเดินลมปราณตามใจชอบไปถึงหูของเจ้าสำนักฉางชิงเค่อเข้า เขาจึงถูกสั่งให้อยู่ภายในห้องจะไปไหนก็ต้องมีคนคอยเดินตามจับตาดูเหมือนเป็นนักโทษ โดยเจ้าสำนักฉางชิงเค่อให้เหตุผลว่าเพื่อตัวของไป๋จิ้นกว่างเอง ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องพิษร้อยบุปผาหมื่นจั้งในร่างของไป๋จิ้นกว่างก็หาได้มีอะไรคืบหน้าเหมือนเดิม นอกจากต้องกินยาแก้อาการไปทีละขั้น วันหนึ่งกินยาวันล่ะไม่ต่ำกว่าเจ็ดชนิด 

                “ทานยาสิขอรับท่านอาจารย์ เพราะไป๋จิ้นกว่างนั่งนิ่ง หานเฟิงจึงรีบเตือนด้วยความที่เกรงว่าอาจารย์ของตนนั้นจะไม่ยอมกินยาแต่โดยดี

                ไป๋จิ้นกว่างไม่ใช่เด็กๆที่จะเอาแต่ใจโดยไม่กินยาที่มาจากความหวังดีของคนรอบข้าง เพียงแต่เขาต้องการเวลาทำใจเท่านั้น ถ้วยที่มียาน้ำสีเขียวเข้มข้นระดับสิบนี้มีความความขมสุดๆชนิดที่ว่า กินเข้าไปต้องแทบจะอ้วกออกมาทันทีที่กลืน

                ตามใบหน้าที่เคยดูมีสง่าราศีบัดนี้ซีดขาวเหมือนคนป่วยใกล้ตาย เหงื่อกาฬมากมายผุดขึ้นมาจนหานเฟิงต้องช่วยใช้ผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้ สายตาของหานเฟิงที่มองมาที่ไป๋จิ้นกว่างเต็มไปด้วยความเห็นใจอย่างไม่ปิดบัง เพราะหานเฟิงก็พอจะรู้รสชาติของตัวยานี้ดีไม่น้อย

                ไป๋จิ้นกว่างนั่งจ้องถ้วยยาราวกับกำลังทำสงครามเย็นอย่างไรอย่างนั้น และท้ายที่สุดเขาก็เป็นฝ่ายที่ยกถ้วยยาขึ้นมา แล้วยกขึ้นมาดื่มอย่างรวดเร็วโดยไม่พยายามรับรู้ถึงรสชาติสุดจะขมของมัน กลืนน้ำรสชาติขมลงไปจนกระทั่งหมดหานเฟิงก็รีบส่งน้ำเปล่ามาให้เขาดื่มล้างคอทันที

                “เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

                “เจ้าน่าจะมาลองด้วยตนเองนะ แทนที่จะถามข้า” ไป๋จิ้นกว่างเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ สีหน้าบิดเบี้ยว

                “อาจารย์ช่างเก่งกาจและน่านับถือยิ่ง หากเป็นหานเฟิง คงตายตั้งแต่กลืนไปอึกแรก” หานเฟิงยิ้มบาง

                “เยาะเย้ยกันงั้นรึ?” ไปจิ้นกว่างมองหานเฟิงแล้วขมวดคิ้ว อย่างไรเขาก็ไม่ค่อยเชื่อสิ่งที่พ่อพระจอมปลอมนี่พูดสักเท่าไรแล้วหลังจากได้เห็นตัวจริงแอบซ่อนไว้

                “หานเฟิงไม่กล้าหรอกขอรับ” อีกฝ่ายก้มศีรษะลงก่อนจะ พูดเปลี่ยนเรื่อง “จริงสิ ในเมื่อท่านอาจารย์ก็ดีขึ้นมากแล้วข้าจะช่วยท่านเดินลมปราณเพื่อลดธาตุไฟในตัวท่าน”

                คำพูดของหานเฟิงเป็นสิ่งที่ดูคุ้นๆเหมือนเคยได้ยินมาก่อน หากหานเฟิงไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาไป๋จิ้นกว่างก็คงไม่เอะใจ สรุปก็คือ ปกติแล้วผู้มีปราณทิพย์สูงจำเป็นต้องเดินลมปราณเพื่อขับไล่มวลพลังความร้อนออกไปเหมือนเป็นการระบาย พลังความร้อนนั้นจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผู้ฝึกบำเพ็ญผู้นั้นมีปราณทิพย์สูงส่งมากแค่ไหน ยิ่งเป็นคนมีปราณทิพย์สูงพลังความร้อนในกายก็ยิ่งเยอะกว่าคนปกติทั่วไป จึงต้องมีการเดินลมปราณกันบ่อยๆ เพื่อยับยั้งไม่ให้พลังเพิ่มพูนมากเกินพอดี ไม่อย่างนั้นจะเกิดสภาวะปราณทิพย์แปรปรวน และสิ่งที่เรียกว่าธาตุไฟเข้าแทรกนั่นเอง แต่สำหรับไป๋จิ้นกว่างที่ได้เข้ามาสิงร่างคนที่มีวรยุทธ์ส่งเช่นปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างผู้นี้ เขาไม่สามารถที่จะเดินลมปราณเองเป็นได้เลย หากไม่ได้รับการสอนที่ถูกต้อง

แต่อาทิตย์ก่อนเขาก็ทำได้แบบฟลุ๊คๆ ต่อให้สามารถเดินปราณทิพย์เองเป็น ร่างกายของเขาก็ต้องพิษร้ายแรงอย่างพิษร้อยบุปผาหมื่นจั้งที่เข้าไปสกัดจุดตันเถียนให้อยู่ในสภาวะศิลา  ตอนนี้เขาก็แทบเกือบกลายเป็นคนพิการไปอย่างสมบูรณ์แบบ

                กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์โชยมาแตะจมูก หานเฟิงคลานเข่าขยับเข้ามาใกล้ไป่จิ้นกว่างในระหว่างนั้น จะว่าไปไป๋จิ้นกว่างก็สงสัยมานานแล้วว่าทำไมบนกายของฟานเฟิงที่เป็นบุรุษถึงได้มีกลิ่นหอม ตอนแรกเขาก็ไม่แน่ใจว่ากลิ่นหอมละมุนอบอุ่นนี้จะเป็นของหานเฟิง แต่หนึ่งอาทิตย์นี้จากการที่อีกฝ่ายมักจะคลุกคลีอยู่รอบตัวเขาทำให้เขาได้รู้แท้จริงกลิ่นหอมนี้ไม่ได้โชยมาจากข้างนอกแต่เป็นกลิ่นที่มาจากหานเฟิงเอง

                “หานเฟิงเจ้านิยมพกถุงหอมติดตัวด้วยรึ?”

                ใบหน้าบ้านๆธรรมดาแสนสุภาพเรียบร้อยยิ้มบางๆเมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ “ท่านสังเกตด้วยรึ ? ศิษย์น้องชิงหย่าให้ข้ามา บอกว่าเป็นเครื่องรางปกป้องข้า”

                ที่แท้หนึ่งในฮาเร็มก็ให้มา คิดอย่างนั้นไป๋จิ้นกว่างก็อดยิ้มกรุ่มไม่ได้ เป็นอย่างที่คาดเอาไว้เจ้าหนุ่มนี่เสน่ห์แรงไม่เบา แล้วที่ไป๋จิ้นกว่างแอบคิดนั้นก็คือพระเอกตามหนังกำลังภายในไม่เคยมีสาวๆเพียงแค่คนเดียวมาสนใจ ไม่แน่ว่าหานเฟิงน่าจะมีเป็นโหลน่าสนุกในอนาคตเขาอาจจะได้เห็นฉากชิงนายในเร็วก็เป็นได้

                “อาจารย์ถ้าท่านไม่ชอบกลิ่นถุงหอม ข้าจะเอาไปทิ้งก็ได้นะขอรับ” เพราะไป๋จิ้นกว่างมีท่าทางนิ่งเงียบไป หานเฟิงจึงเข้าใจว่าไป๋จิ้นกว่างไม่ชอบกลิ่นถุงหอม

                “ไม่หรอก ข้าชอบมาก” ไป๋จิ้นกว่างยิ้มออกไปน้อยๆ  เหตุใดไป๋จิ้นกว่างจะต้องไปขัดขวางความรักของหนุ่มสาวด้วยเล่า ยิ่งเป็นความรักของเหล่าบรรดาลูกศิษย์แล้วด้วย ถึงความจริงเขาจะไม่ใช่ปรมาจารย์ไปจิ้นกว่างตัวจริงก็เถอะ

                “เอ๊ะ ?” ดวงตาของหานเฟิงโตขึ้น อย่างคนรู้สึกสงสัยประหลาดใจ ปกติแล้วอาจารย์ที่เขารู้จัก ไม่เคยพูดอะไรออกมาเช่นนี้ ชั่วขณะหนึ่งที่รู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมา ความร้อนไปรวมกันอยู่ที่จุดหนึ่งจนรู้สึกวูบวาบไปหมด

                เพราะหานเฟิงเอาแต่นิ่งอึ้งไปนั่นแหละไป๋จิ้นกว่างจึงยื่นมือไปสะกิดอีกฝ่าย และเตือนเรื่องบางอย่างกับหานเฟิง

                “ไหนว่าเจ้าจะช่วยข้าเดินลมปราณ”

                หานเฟิงเหมือนเพิ่งจะคืนสติกลับคืนมา “อ่า ท่านอาจารย์ข้าขอมือของท่านทั้งสองข้างด้วย” หานเฟิงนั่งนั่งขัดตะหมาดพร้อมกับแบมือยื่นมาทางไป๋จิ้นกว่าง

                ถึงจะไม่เข้าใจนักแต่ไป๋จิ้นกว่างก็ยอมทำตามแต่โดยดีส่งมือเรียวขาวปานไข่มุกไปวางบนฝ่ามือที่มีขนาดไม่ค่อยต่างกันสักเท่าไหร่ จะต่างกันก็ตรงที่ไป๋จิ้นกว่างมีผิวพรรณที่ดีกว่าหานเฟิงที่มีผิวสีเข้ม “แล้วข้าต้องทำอย่างไรต่อ...

                พอถามออกไปหานเฟิงก็เงยหน้าขึ้นมามองเขาราวกับเห็นผี พูดเสียงรัวเร็วว่า “ท่านอาจารย์อย่าบอกนะว่าวิธีเดินปราณทิพย์ท่านก็ลืมสิ้นแล้ว

                การเห็นสีหน้าของหานเฟิงที่ดูจะตกใจมาก และคำถามที่หานเฟิงถามมาเล่นเอาเสียไป๋จิ้นกว่างลำบากใจที่จะตอบ เขาไม่ได้ลืม แต่เรียกให้ถูกคือ ไม่รู้วิธีมาตั้งแต่แรกมากกว่า ส่วนที่ทำได้ครั้งแรกจนเกิดเรื่อง ก็เป็นการลองมั่วๆของเขาเองเสียมากกว่า

                “อืม” ไป๋จิ้นกว่างหันหน้ามองไปทางอื่น ตอนที่คิดจะดึงมือกลับมาหานเฟิงกลับจับมือของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย แต่ไป๋จิ้นกว่างไม่ได้นึกใส่ใจตรงนั้นเท่าไหร่ที่เขากำลังคิดคือ เจ้าหนุ่มนี่คงกำลังทำหน้าผิดหวังในตัวเขาอยู่แน่เลย เขาจึงเลือกที่จะหันไปมองทางอื่นแทน

                “ถ้าเดินลมปราณไม่ได้” หานเฟิงพึมพำออกมา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย รู้สึกจนใจ “ข้าต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกท่านประมุขหาทางช่วยท่าน และบรรดาผู้อาวุธโส งั้นข้าคงต้องสกัดจุดท่านไว้ก่อน” ว่าแล้วหานเฟิงก็โคจรปราณทิพย์ของตนเองแล้วเริ่มสกัดไปที่จุดต่างๆบนร่างของไป๋จิ้นกว่าง การสกัดจุดนี้หาใช่การสกัดจุดให้คนหยุดนิ่งหรือขยับไม่ได้ แต่เป็นการสักจุดเพื่อยับยั้งการหมุนเวียนมั่วซั่วของปราณในกายคน ดูท่าว่าหานเฟิงก็เป็นคนมีความสามารถไม่เบา สมกับเป็นศิษย์เอกของปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่าง ตรงนี้น่าชื่นชมนัก

                แม้จะสกัดจุดให้ไป๋จิ้นกว่างเรียบร้อยแล้ว แต่สีหน้าของหานเฟิงก็เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดไม่จางหาย การที่อาจารย์ของตนต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้สำหรับหานเฟิงแล้ว มันทำให้เขาวิตกกังวลไม่น้อย ท่านอาจารย์ที่สำคัญต้องทนทุกข์กับร่างกายที่เหมือนคนพิการ หานเฟิงก็ร้อนใจ

                “ข้าไม่เป็นอะไร” เพราะเห็นเจ้าหนุ่มที่ตนไม่สนิทมักจี่มาก่อนดูทุกข์ร้อนแทนตนเองขนาดนั้น ไปจิ้นกว่างจึงรู้สึกละอายไม่น้อย เพราะจิ้นกว่างแทบจะปลงตกและไม่ได้กระตือรือร้นอยากจะมีชีวิตอยู่มากมายขนาดนั้น เพราะเขาก็เป็นคนตายอยู่แล้ว จะตายอีกก็แค่ไปเกิดใหม่

                เท่าที่เห็นแม้ว่าหานเฟิงเหมือนพวกเสือห่มหนังแกะ แต่จากการแสดงออกของเขาก็ยังนับว่าเป็นศิษย์ที่ค่อนข้างกตัญญูกับผู้เป็นอาจารย์ไม่น้อย นี่สินะที่เขาเรียกว่า คนเราไม่อาจตัดสินกันด้วยหน้าตา น้ำทะเลไม่อาจตวงวัด คิดเห็นอย่างนั้นไป๋จิ้นกว่างก็รู้สึกเอ็นดูศิษย์ของผู้อื่นเสียแล้ว เอ็นดูหานเฟิงมากขึ้น ครั้งต่อไปเขาคงต้องใจดีกับเจ้าหนุ่มนี่ให้มากๆ

                “ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะต้องหาทางช่วยท่านให้ได้ แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของหานเฟิงก็ตาม!” หานเฟิงให้คำสัตย์สาบานต่อหน้าไป๋จิ้นกว่าง

                ไป๋จิ้นกว่างที่ปลงตกกับหนทางในอนาคตที่มืดแปดด้านของตนเองยิ้มขึ้นมาน้อยๆ ไม่ใช่การยิ้มเพื่อเยาะเย้ยหรือขบขัน แต่เป็นรอยยิ้มที่รู้สึกจนใจกับความพยายามของหานเฟิงมากกว่า ก็อย่างที่บอกไป๋จิ้นกว่างไม่ได้อาลัยอาวรณ์บนโลกใบนี้ อย่างไรเขาก็เป็นคนมืดมนตายด้าน หากหานเฟิงต้องการจะยื้อชีวิตเขานัก ก็ช่างเถอะที่หานเฟิงพยายามขนาดนั้นก็เพราะหานเฟิงคิดว่าเขาคือปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างของตน หากรู้ว่าแท้จริงเขาไม่ใช่ก็คงไม่พยายามขนาดนี้เป็นแน่

                “ขอบใจเจ้ามาก”

                หลายวันหลังจากนั้น เรื่องที่เขาเดินปราณไม่เป็นก็ถูกส่งเรื่องไปถึงประมุขฉางชิงเค่อ หานเฟิงจึงได้รับหน้าที่พิเศษให้ช่วยแอบสอนการเดินลมปราณอย่างลับๆให้กับไป๋จิ้นกว่างไปโดยปริยายจากคำสั่งของเจ้าสำนักฉางชิงเค่อ

                “อาจารย์ผลผิงกั๋วเจ้าค่ะ” เสียงแว่วหวานของเด็กสาววัยขบเผาะ ดังมาอีกฟ่ากของลำธาร ไป๋จิ้นกว่างเพียงส่งยิ้มอย่างนึกเอ็นดูในความร่าเริงของนาง นางคือหลันเซียนเย่วลูกศิษย์ที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมด อายุสิบหกปีได้ นางกระโดดข้ามก้อนหินที่เป็นทางข้ามลำธารทีละก้อนอย่างคล่องแคล่ว เขารู้จักนางได้อย่างไรหรือ ?  ก็นางเป็นหนึ่งในศิษย์ชั้นในที่ไป๋จิ้นกว่างคนก่อน เป็นผู้คัดสรรมาด้วยตนเอง แม่นางน้อยผู้นี้ ถึงจะเป็นสาวน้อยร่างบาง แต่ทว่าปราณก็อยู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ด ถือว่าไม่ธรรมดาด้วยที่อายุยังเพียงแค่สิบหกปี

เมื่อข้ามมาถึงฝั่งเหมือนจะรีบร้อนหรืออย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ ช่วงจังวะที่ก้าวขาเท้ากับพลาดสะดุดหินก้อนหินเข้า ไป๋จิ้นกว่างกิริยาว่องไวอาจเป็นเพราะเจ้าของร่างคือปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่าง เขาเข้าไปรับร่างของหลันเซียนเย่วที่กำลังจะล้มหน้าคะมำหัวไปโขดหินก้อนใหญ่ได้อย่างทันท่วงที

หน้าตาน่ารักของเด็กสาวเห่อร้อนขึ้นมาเมื่อใบหน้าของตนซุกอยู่ที่อกของไป๋จิ้นกว่างเข้าพอดี แม้จะรู้ว่าไม่ควร แต่คนตรงหน้าของนางนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ที่รูปงามหล่อเหล่าทั้งยังเป็นคนมีความเป็นผู้ใหญ่สูง ใบหน้าและร่างกายดูราวกับหนุ่มแน่นตลอดเวลาซึ่งหาได้ยากหากเทียบกับปรมาจารย์คนอื่น

“บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าหลันเซียนเย่ว” แม้จะถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบออกไป แต่เมื่อครู่หัวใจเขาจะวาย นึกว่าจะได้เห็นเลือดของเด็กสาวตรงหน้าเสียแล้ว มือเรียวสวยปานไข่มุกประคองเอวของนางเอาไว้ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอก้มลงไปมองใบหน้าของนางที่กำลังเห่อร้อนแดงสุกปลั่งเหมือนผลผิงกั๋ว ไป๋จิ้นกว่างก็ชะงักทันที เขากำลังกอดเด็กสาววัยขบเผาะอยู่นี่หว่า!  จิตสามัญสำนึกร้องเตือนอยู่ในหัว นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรตอนที่กำลังจะปล่อยนางกลับมีเสียงหนึ่งทักเขาอย่างได้จังหวะพอดี

“ท่านอาจารย์ ?”

เหมือนสวรรค์ได้สร้างจังหวะขึ้นมา หานเฟิงคนดีโผล่ออกมาจากในป่าที่หลังของเขากำลังแบกไม้ฟืนและเห็นภาพที่ไป๋จิ้นกว่างกำลังกอดอยู่กับหลันเซียนเย่วเข้า

               


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 83 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #56 Phatranooch Piyanirun (@piyanirun) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 00:45
    งานเข้า5555
    #56
    0
  2. #5 Konrafah (@Konrafah) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 17:47
    ต้องมีคนไหน้ำส้มแตกแถวนี้แน่ๆ
    #5
    2
    • #5-1 เทพแห่งกาล (@ma_nowhermestime) (จากตอนที่ 5)
      16 สิงหาคม 2561 / 20:37
      5555 มุขนั้นไรท์เตอร์คิดไม่ถึงเลย อ๊ะ ตอนต่อไปมาเเล้ว อย่าลืมเข้าไปกดอ่านล่ะ
      #5-1
    • #5-2 Molu- (@narutotingtong) (จากตอนที่ 5)
      7 พฤศจิกายน 2561 / 10:18
      งานเข้าแล้ว 😂
      #5-2