กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ(มีE-book)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 11,991 Views

  • 145 Comments

  • 623 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    330

    Overall
    11,991

ตอนที่ 5 : บทที่ 4 ศิษย์กับอาจารย์ (สมบูรณ์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1366
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 144 ครั้ง
    7 เม.ย. 62

บทที่ 5 การตัดสินใจของไป๋จิ้นกว่าง

            “อยู่นี่เองเหรอศิษย์น้องเซียนเย่ว เมื่อครู่เดินผ่านศิษย์น้องชิงหย่า พี่สาวเจ้ากำลังตามหาเจ้าอยู่เลย” หานเฟิงยิ้มแย้ม ดวงตาเปลือกไม้เข้มเหมือนมีแสงลุกวาบชั่วพริบตาหนึ่ง เขายังคงยิ้มแย้มมองมาที่หลันเซียนเย่วกับไป๋จิ้นกว่าง ทำหน้าตาราวกับไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจกับภาพตรงหน้า หรือจะเรียกว่าทำเป็นไม่ได้เห็นเสียมากกว่า

            “งะ งั้นข้าขอตัว” หลันเซียนเย่วกลับมาตั้งสติได้นางรีบวิ่งจากไปทันที คาดว่านางคงจะอายเสียจนไม่อยากสู้หน้าหานเฟิงจนรีบร้อนจากไป

สำหรับเขาแล้ว หลันเซียนเย่วเป็นแค่เด็กสาวไร้เดียงสาคนหนึ่งการที่นางจะอายก็ไม่แปลกโดนเฉพาะกับชายหนุ่มที่ตนชอบอย่างหานเฟิง  การที่หานเฟิงมาเห็นเข้าพอดี นางคงอายเสียจนต้องวิ่งหนีไป

ตอนนี้เหลือทิ้งไว้แต่ผลผิงกั๋วผลแดงสดที่นางเก็บมา ตะกร้านั้นร่วงอยู่บนพื้น ผลผิงกั๋วก็หล่นกระจัดกระจาย คาดว่าน่าจะมีหลายผลช้ำไปบ้างแล้ว ไป๋จิ้นกว่างเห็นแล้วก็อดเสียดายมิได้ เขาจึงก้มลงไปเก็บผลผิงกั๋วใส่ตะกร้าด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ปกติแล้วเขาควรจะแก้ตัวในทันทีเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด แต่มาคิดๆดูแล้ว ยิ่งแก้ตัวก็ยิ่งจะทำให้น้ำดูขุ่นยิ่งขึ้นเสียมากกว่า  อย่างไรไป๋จิ้นกว่างก็บริสุทธิ์ใจ เขาไม่ได้ตั้งใจฉกฉวยโอกาสกับหลันเซียนเย่วแม้แต่นิดเดียว หากจะบอกว่าเมื่อกี้ไม่หวั่นไหวเลยก็โกหก เพราะเขาเองก็เป็นผู้ชายที่ยังโสดแม้ในโลกเดิมอายุจะปาเข้าไปเลขสามแต่ก็ยังหาแฟนไม่ได้สักที

            “อาจารย์ขอรับเมื่อครู่นี้” หานเฟิงเอ่ยอย่างลังเล เพราะไป๋จิ้นกว่างไม่ได้กล่าวแก้ตัวใดๆจึงยิ่งเกิดความสงสัย

            “เมื่อครู่นี้นางหกล้ม ข้าเข้าไปรับตัวนางเอาไว้พอดี ก็อย่างที่เห็นตะกร้าผิงกั๋วหล่น น่าเสียดายผลสดใหม่ช้ำหมดแล้ว” น้ำเสียงเนิบๆเอ่ยจบก็หยิบผลผิงกั๋วล้างน้ำในลำธารก่อนจับผลขึ้นมากัดคำหนึ่ง

            หานเฟิงมีท่าทางอึ้งๆไปชั่วขณะ พูดอะไรไม่ออก ท่าทางที่สูงส่งและดูบริสุทธิ์ของอาจารย์ที่อธิบายกับเขาอย่างใจเย็นก่อนจะกัดผลผิงกั๋วสีแดงสดด้วยริมฝีปากสีส้มอ่อนดูชุ่มไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามจนตรึงใจชายหนุ่มอย่างเขาได้

 อาจารย์ของเขารูปงามเกินกว่าใครๆ ทั้งยังดูหนุ่มแน่นอ่อนเยาว์ ทั้งที่จริงอายุก็ไม่ใช่น้อยๆสำหรับเซียนที่มีการบำเพ็ญเพียรมาอย่างยาวนาน การคงรักษารูปร่างและหน้าตาผิวพรรณคงเยาว์ได้นั้นจริงๆก็เป็นเรื่องยากอยู่พอสมควร ต่อให้เป็นเซียนที่ผ่านการบำเพ็ญเพียรจนตบะแก่กล้าอย่างไรก็ยากจะรักษาความเยาว์ไว้ได้ แต่อาจารย์ของเขานั้นนอกจากจะบำเพ็ญเพียรมานานแล้ว บารมีก็สูงส่ง ระดับปราณก็สูงส่ง และรูปลักษณ์ภายนอกนั่นคือหลักฐานชั้นดีที่จับต้องได้

ทั้งที่อาจารย์ของเขาสูงส่งขนาดนั้นแต่หานเฟิงกลับมาสงสัยในตัวอาจารย์ของตน สักพักหานเฟิงก็ทำสีหน้าสลดเสียดื้อๆ เขารู้สึกผิดที่ตนเองกล้าสงสัยในตัวอาจารย์ของตัวเอง อาจารย์ของเขาต่อให้มีหญิงสาวมาเดินเปลื้องอาภรณ์อยู่ตรงหน้า จิตใจก็แข็งดั่งภูผาน้ำแข็งพันปี ไม่ละลายและไม่อ่อนไหวโดยง่าย

            “ช่วยกินหน่อย ผลยังสดอยู่เลย หากปล่อยนานมันจะไม่อร่อย หลันเซียนเย่วอุตส่าห์เก็บมาแท้ๆ” ไป๋จิ้นกว่างนั่งพักอยู่บนโขดหินก่อนจะปล่อยเท้าเปลือยเปล่าแช่ลงน้ำในลำธาร พลางยื่นผลผิงกั๋วให้หานเฟิง

            ไป๋จิ้นกว่างเริ่มจะชินที่ใช้ชีวิตในโลกใหม่ บางทีเขาก็มีทีท่าสงบนิ่งของชายรูปงามไปโดยไม่รู้ตัวอย่างเป็นธรรมชาติ และบางครั้งเวลานั่งว่างๆก็เผลอหยิบพัดด้ามจิ้วติดมือมาโบกเล่นฆ่าเวลาเรื่อยเฉื่อยไปวันๆ             หลายวันมานี้หานเฟิงก็สอนวิธีการเดินลมปราณทิพย์ให้จนเขาเริ่มที่จะทำมันได้ด้วยตนเองอย่างสบายๆ

            “ขอบคุณขอรับ” หานเฟิงยิ้มอย่างละอายใจพลางยื่นมือออกไปรับผิงกั๋วที่ไป๋จิ้นกว่างส่งมาให้ แล้วกินตามอย่างไม่ลังเล

            “หวาน” พอได้ลิ้มรสไปคำแรก รอยยิ้มบางก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของหานเฟิง แม้ผลผิงกั๋วจะช้ำอยู่บ้างแต่มันก็ยังคงหวานอร่อย

คืนนั้นไป๋จิ้นกว่างได้หลับไปแต่เขากลับฝันถึงคนที่ตนคาดไม่ถึง

            “ไป๋จิ้นกว่างตื่นเถิด” ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงขอบเตียงที่ไป๋จิ้นกว่างนอนอยู่

            เขาค่อยๆลืมตาตามคำเสียงเรียก เมื่อเห็นโฉมหน้าของคนเรียกเขาก็ต้องตกตะลึง “ท่านคือ?”

            ชายหนุ่มคนนั้นพยักหน้า “ข้าเอง เจ้าของร่างเดิมที่เจ้าอาศัยอยู่”

            นั่นทำให้ไปจิ๋นกว่างมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ถึงเวลาต้องคืนร่างให้เจ้าของเดิมแล้วงั้นหรือ ?  แต่ก็คิดได้ว่าหากเป็นแบบนั้น เขาจะได้กลับไปเกิดใหม่เสียที

            “ท่านจะมารับร่างของท่านคืนใช่ไหม? หากจะมาเอาคืนก็รีบเสีย ข้าอยากจะเป็นอิสระเสียที”

            แต่คำที่ตอบกลับมานั้นกลับเป็นถ้อยคำอื่น

            “ตอนนี้เจ้าเป็นเจ้าของร่างที่เคยเป็นของข้าอย่างแท้จริง” ปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างคนก่อนกล่าวพลางยิ้มน้อยๆ

            “ข้าน่ะเหรอ  ท่านหมายความว่าอย่างไร ข้าเป็นผีมาสิงร่างท่านต่างหาก!” ไป๋จิ้นกว่างไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่ไป๋จิ้นกว่างคนก่อนพูด ความจริงแล้วเขาก็มีคำถามมากมายอยากจะถามไป๋จิ้นกว่างคนก่อน

            “ข้าตายแล้วในชาตินี้ ข้าต่างหากที่เป็นผี” ผู้เป็นปรมาจารย์รูปงามหล่อเหลายิ้มให้กับเขา แววตาไม่มีความอาลัยอาวรณ์ มันดูสงบแฝงไปด้วยความอบอุ่น

            ไป๋จิ้นกว่างเบิกตากว้างมองคนตรงหน้าอย่างประหลาดใจที่ยอมรับเรื่องแบบนี้ได้ “นี่ท่านพูดจริงงั้นรึ? นี่ร่างของท่านนะ หากท่านยอมกลับเข้ามา ท่านก็จะไม่เป็นผี!

            ไป๋จิ้นกว่างคนก่อนถอดถอนหายใจ การจะทำให้เด็กน้อยตรงหน้าเข้าใจนั้นช่างยากเย็นนัก “ต่อให้ต้องการข้าก็ไม่สามารถกลับเข้าร่างตนเองได้ ก็อย่างที่บอกข้าได้สิ้นวาสนาในชาตินี้แล้ว”

            ไป๋จิ้นกว่างพูดอะไรไม่ออก เพราะเขาไม่รู้จะพูดอะไร หรือรู้สึกยังไงดี “แล้วท่านมาหาข้าทำไม หากท่านไม่ต้องการร่างคืน”

            “เจ้าคือความบังเอิญแม้แต่สรรค์ก็ไม่ได้รับรู้ เจ้าตายในชาติที่แล้วและข้ากับเจ้าคงมีวาสนาต่อกันวิญญาณของเจ้าจึงตรงดิ่งมาหาร่างข้าที่ได้สิ้นใจไม่กี่สิบวิ เจ้าหาใช่วิญญาณชั่ว วิญญาณของเจ้าเป็นวิญญาณบริสุทธิ์ที่เพิ่งเกิดใหม่โดยมีความทรงจำในชาติที่แล้วติดตัวมาด้วย คงจะเป็นความผิดพลาด ข้าเดาว่าเจ้าไม่ได้ดื่มน้ำลบความจำก่อนที่จะเกิดใหม่เป็นแน่

            พอฟังสิ่งที่ปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างพูดเขาก็ยิ่งรู้สึกสับสนยิ่งขึ้นไปอีก ตัวเขาเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาในชาติที่แล้ว แต่กลับเหมือนมีใครสักคนทำให้การเวียนว่ายตายเกิดของเขาผิดพลาดไป แทนที่จะไปเกิดใหม่ในครรภ์ของหญิงชาวบ้านสักคน แต่เขากลับได้เกิดใหม่ในร่างของปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่าง ที่มีพื้นเพชีวิตที่ได้ผ่านการสร้างประสบการณ์และชื่อเสียงมาก่อน โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องทำหรือสรรหามาด้วยตัวเอง  ความบังเอิญนี้มีอยู่จริงด้วยเหรอ หากเขาเป็นผู้เล่นในเกมส์หนึ่ง เขาคงเหมือนเป็นลูก GM ผู้เล่นที่ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรก็เก่งอยู่แล้ว หรือไม่ก็เป็นพวกซื้อไอดีเกมส์คนอื่นมาเล่น ของในตัวก็มีพร้อม โดยไม่จำเป็นต้องไปสรรหามาเพิ่มหรือไปตีมอนเก็บเลเวล

            ไป๋จิ้นกว่างคนก่อนไม่เพียงแต่ไม่เห็นเขาเป็นวิญญาณชั่วร้าย แถมยังจะยกร่างที่แทบสมบรูณ์แบบในทุกด้านให้ มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ

            “คิดอะไรของเจ้าอยู่เด็กน้อย

            “หากข้าเป็นความบังเอิญที่สวรรค์เองก็ไม่อาจรับรู้ ข้าจะไม่มีอิสระ ข้าจะต้องกลายเป็นท่านใช่หรือไม่

            ไป๋จิ้นกว่างคนก่อนยิ้มให้เขา “ชีวิตต่อจากนี้เป็นของเจ้าแล้ว เจ้าควรลิขิตเอง เจ้าไม่ใช่ข้าเสียหน่อย”

            “ข้าควรทำอย่างไรถึงจะเป็นอิสระ” ไป๋จิ้นกว่างก้มหน้าลง เขามืดแปดด้าน ดูอย่างไรเขาก็คงหนีไม่พ้นสถานะของร่างเดิมเป็นเงาของร่างเดิมตลอดไป หากจะหนีก็ไม่รู้ว่าควรจะหนีไปไหน เขาโดดเดี่ยวที่ต่างโลกแห่งนี้

            “อื้มดูท่าเจ้าจะกังวลมิใช่น้อย ข้าคงจะต้องชี้แน่ะเจ้าเสียหน่อย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าจะบอกสิ่งที่เจ้าควรรู้เอาไว้”

            “สิ่งที่ข้าควรรู้คืออะไรกัน ท่านรีบโปรดชี้แน่ะ”

            “อย่างแรกเลย พิษในร่างเจ้าน่ะ มีวิธีรักษาง่ายๆอยู่นะ แต่ที่คนส่วนใหญ่หาทางรักษาไม่ได้เพราะส่วนใหญ่คนถูกพิษจะตายก่อน”

            ไป๋จิ้นกว้างเบิกตากว้าง เขาไม่คิดเลยว่าไป๋จิ้นกว่างคนก่อนจะรู้วิธีรักษาที่ง่ายทั้งๆที่ในสำนักอวิ๋นซานต้องวุ่นวายกับการคิดหาวิธีนี้อยู่หลายวัน

            “แล้ววิธีไหนกัน?”

            ไป๋จิ้นกว่างคนก่อนเอาปลายนิ้วแตะริมฝีปากทำทีเป็นครุ่นคิด เขาชูนิ้วชี้ขึ้นมา “ง่ายมาก และไม่ยุ่งยาก อยู่เฉยๆสักปีสองปี หรืออาจจะเร็วกว่านั้น พิษจะค่อยสลายไปเอง”

            “ง่ายขนาดนั้นเลย?” ไป๋จิ้นกว่างย้ำถามอีกครั้งเผื่อว่าหูเขาฟังผิดไป

            “ง่ายแบบนั้นแหละ แต่ว่าคนส่วนใหญ่ที่ถูกพิษนี้จะตายทันทีภายในเวลาไม่กี่สิบวิ แต่เพราะข้าเคยกินยาพิษเพื่อฝึกฝนมาก่อน จึงมีภูมิต้านทานอยู่บ้าง”

            “งั้นแล้วสาเหตุที่ท่านตาย

“ข้าถูกคนอื่นสังหารด้วยปลายหอก”

“เดี๋ยวนะ มีคนลอบทำร้ายท่าน ” น่าแปลกที่ไม่เหมือนที่หานเฟิงเล่าให้เขาฟัง หรือว่าหานเฟิงคือคนร้าย ไม่ๆ ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ว่าเขาไม่รู้เรื่องพื้นเพชีวิตของหานเฟิงมาก่อนอย่างไรก็ไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น

“ถูกต้องเด็กน้อย ข้าจึงมาหาเจ้าในความฝันใช้พลังเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่มาเตือนเจ้าถึงเรื่องนี้”

“ใครต้องการที่จะสังหารท่าน” ไป๋จิ้นกว่างถามออกไปในใจภาวนาขออย่าให้เป็นคนที่เขาคิดเลย

“ข้าไม่รู้ แต่เจ้าจงระวังตัวไว้ ไม่ช้าก็เร็วเจ้าจะได้รู้แน่นอน ถึงตอนนั้นเจ้าจะได้เป็นอิสระ ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์หรือต้องเปลี่ยนเส้นทางเดิน จงรับรู้ไว้ว่า นั่นคือชะตาที่เจ้าลิขิตเอง และนั่นไม่ผิด

            “ถึงท่านจะบอกข้ามาทั้งหมด แต่ข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี สรุปแล้วข้าต้องทำอย่างไร!

            “ข้าอยากจะอยู่คุยกับเจ้าให้นานกว่านี้ แต่เวลาของข้าหมดแล้ว”

            “เดี๋ยวก่อนข้ามีคำถามอีกข้อ ”

            “เจ้าต้องพึงตัวเองแล้วเด็กน้อย สุดท้ายนี้ ชีวิตที่เจ้าได้มาเป็นหนที่สอง อย่าคิดจะตายเสียล่ะ ในเมื่อโชคชะตาให้ความบังเอิญกับเจ้ามา ก็จงรักษาไว้ สักวันเราจะได้พบกัน

            “เดี๋ยวก่อน ที่ข้าอยากจะถามท่านคือ เรื่องของหานเฟิง!” ไม่ทันที่จะได้คำตอบร่างของปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างก็อันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา ไม่นานนักเขาก็รู้สึกวูบที่ช่วงท้อง จนรู้สึกว่าร่างกระเด็นหลุดออกมาจากความฝัน ความรู้สึกเหมือนตกมาจากที่สูงยังคงเล่นงานเขาเหมือนครั้งแรกที่ตื่นมาในร่างนี้ เหงื่อกาฬมากมายหลั่งไหลตามลำคอ ลำคอรู้สึกแห้งผากยิ่งนัก เขาต้องการดื่มน้ำ

            ขาสองข้างก้าวลงจากเตียง มุ่งตรงไปที่ตามทางเดิน ไปยังครัว เขาเดินไปตักน้ำสะอาดในตุ่มด้วยชามก่อนจะยกขึ้นดื่มอย่างหิวกระหาย เมื่อดื่มน้ำดับกระหาย พลันหูของเขาก็ได้ยินเสียงเพลงขลุ่ยดังมาจากข้างนอก เสียงไพเราะจับใจจนอดไม่ได้ที่จะก้าวขาเดินตามเสียงนั้นออกไป

            ด้านนอกชายป่าลึกเข้าไปไปในป่าเขียวชอุ่ม เสียงลำธารน้ำไหลรินเคล้าคลอไปกับเสียงเพลงขลุ่ย ใบไม้สองใบ พัดผ่านหน้าไป๋จิ้นกว่างไปพอมองไปตามทิศทางก็เห็นเงาร่างหนึ่ง  เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสีฟ้าเข้มขอบปกน้ำเงินใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องสว่างแทบจะมองเห็นทุกสิ่งได้

            หานเฟิงนั่งอยู่บนโขดหินชันเข่าขึ้นมาข้างหนึ่งในท่าทีสบายๆ เป่าขลุ่ยบรรเลงเพลงที่กลมกลืนไปกับทัศนีย์ภาพรอบด้าน เขาเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของมัน  แม้ว่าเขาจะนั่งเป่าขลุ่ยแต่ท่อนบนก็ขยับไปตามจังหวะเสียงเพลงอย่างช้าๆ สายลมสะบัด แขนเสื้อของเขาก็พลิ้วขึ้นไปตามลม และตามทางสายลมนั้นเหมือนมีกลิ่นหอมอ่อนๆของสุรารสเลิศโชยมาตามลม หากสังเกตดีๆข้างที่หานเฟิงนั่งมีไหเหล้าวางอยู่ข้างๆ

            นี่สินะที่เรียก มีสุนทรีย์เมื่อยามเมามาย คาดว่าหานเฟิงดื่มเหล้าและก็เป่าขลุ่ยสร้างอารมณ์สุนทรีย์ให้ตนเอง

            ไป๋จิ้นกว่างยืนฟังเพลงขลุ่ยอย่างเงียบๆ เขาหลับตาแล้วซึมซับบรรยากาศทัศนีย์รอบด้าน เสียงเพลงขลุ่ยบรรเลงไปอย่างเนิ่นนาน กล่อมจนคนฟังเคลิบเคลิ้มคล้อยไปตามอารมณ์ที่อีกฝ่ายสื่ออกมา  ตอนที่เสียงเพลงขลุ่ยสุดท้ายดังขึ้น เป็นเวลาเดียวกับที่ใบไม้หนึ่งใบปลิวผ่านหน้าของไป๋จิ้นกว่าง เขาใช้สองนิ้วคีบมันไว้พอดี ก่อนจะจะปรบมือให้หานเฟิงอย่างชื่นชม

            “ท่านอาจารย์!” หานเฟิงเมื่อเห็นอาจารย์ของตนก็รีบลุกขึ้นทันที ใบหน้าทีแดงก่ำเพราะเหล้ามีท่าทางตื่นๆ ราวกับเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำกระทำความผิด

            “ตามสบาย” ไป๋จิ้นกว่างโบกไม้โบกมือ ด้วยท่าทีไม่ใส่ใจอะไรกับมารยาทในยามนี้ของหานเฟิง ซึ่งปกติเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้ว

            เพราะเห็นว่าไป๋จิ้นกว่างไม่ได้กล่าวอะไร หานเฟิงจึงเริ่มร้อนใจ “ท่านอาจารย์ยังไม่หลับอีกเหรอขอรับ”

            “ถ้าหลับจะมายืนอยู่ตรงนี้เหรอ ถามแปลกจริง”

            “เอ๊ะ” หานเฟิงอึ้งไป เขาพูดอะไรไม่ออก มันก็ถูก แต่ที่ไม่คิดว่าอาจารย์รู้จักการเล่นลิ้นตอบกลับมาเช่นนี้

            “เพลงขลุ่ยที่เจ้าเป่าเมื่อครู่นี้

            “ข้าเป่าเล่นๆน่ะขอรับ คงเทียบกับเพลงที่ท่านเป่าไม่ได้” หานเฟิงยกมือขึ้นมาเกาศีรษะอย่างเก้อๆ

            ไป๋จิ้นกว่างเป่าขลุ่ยไม่เป็น เขาโง่เรื่องศิลปะดนตรีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว “งั้นเหรอ” ไป๋จิ้นกว่างทำทีว่าไม่สนใจที่อีกฝ่ายพูดประมาณว่าเขาเป่าขลุ่ยได้ยอดเยี่ยมกว่า เพราะอย่างไรเขาก็เป่าขลุ่ยไม่เป็น คนที่เป่าเป็นต้องเป็นไป๋จิ้นกว่างคนก่อนอยู่แล้วล่ะ

ไปจิ้นกว่างเดินไปนั่งตรงโขดหินที่ไหเหล้าที่ยังมีเหลืออยู่ พอนึกถึงเรื่องที่ตนฝันก่อนหน้านี้ หากเป็นความจริงที่ไม่ใช่ฝันมั่วๆล่ะก็ ต่อไปนี้เขาจะสามารถใช้ชีวิตที่เป็นอิสระได้ ไม่จำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์อาจารย์ ไม่ต้องฝืนทำตัวเป็นปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างอีกต่อไป ก่อนอื่นเขาก็ต้องหาสิ่งที่เป็นประกันกับชีวิตของตนเองก่อน หากหนีออกไปจากที่นี่ ก็ต้องมั่นใจเสียก่อน ว่าเขาจะมีที่ให้ซุกหัวนอน

            การมีชีวิตอยู่บางทีก็ไม่เลวนักหรอก ช่างเถอะเขาไม่สนอะไรอีกแล้ว ทำไมต้องไปสน ก็ในเมื่อไม่มีใครแคร์ ไป๋จิ้นกว่างยิ้มน้อยๆ เขาคว้าไหเหล้าข้างๆขึ้นมาดื่ม เป็นเหล้ารสเลิศที่กลิ่นหอมของบ๊วย พอลงคอไปก็รู้สึกชุ่มจนเย็นคอ

 ดี! ดีมาก! เป็นเหล้ารสเลิศอย่างที่คิด

            วันนี้แหละ เขาตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าความฝันนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่เขาจะถือเสียว่า เจ้าของร่างยินยอมยกร่างนี้ให้เขาแล้ว ดังนั้นต่อไปนี้เขาจะทำอะไรก็ได้ ที่เขาอยากทำ ก่อนหน้านั้นที่ปลงตกกับชีวิตในร่างใหม่นี้ ถือเสียว่าเป็นโมฆะ ขอแค่อดทนรออีกหน่อย พิษในร่างเขาก็จะสลายไปเอง ถึงตอนนั้นแหละ จะเป็นเวลาที่เขาได้ทำตามใจชอบได้

            หานเฟิงที่จ้องมองท่าทางของอาจารย์ตนอยู่เงียบๆนั้น เริ่มรู้สึกว่าตนเองช่างเป็นเหมือนธาตุอากาศ ดูเหมือนว่าอาจารย์จะลืมไปแล้วว่าเขายืนอยู่ตรงนี้ ก่อนหน้านั้นอาจารย์ยังปรบมือชื่นชมการเป่าขลุ่ยของเขาอยู่เลย พอมาตอนนี้ กลับสนใจแต่เหล้าไหนั้น ยกดื่มเอาไม่ยอมวางอีกต่างหาก

            ในสายตาของหานเฟิง อาจารย์แปลกไปอย่างมาก ไหเหล้าก็ยกขึ้นมาดื่มโดยไม่ใช้จอก นิสัยที่ดูดิบขึ้นต่างจากอาจารย์คนเดิมของเขาไปมาก แต่ก็ยอมรับว่า ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ว่า ดูน่าสนใจมากกว่ายามปกติเป็นไหนๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 144 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #105 caretamutami (@caretamutami) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 12:26
    ชหอีกแร้วค่ะ เดี๋ยว...แม่นางน้อยคนนั้นจะเป็นคนใสๆแน่เหรอ ไม่ใช่อ่อยอาจารย์นะ ปราณสูงขนาดนั้น ล้มไปไม่มีแผลหรอกมั้ง
    #105
    0
  2. #56 Phatranooch Piyanirun (@piyanirun) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 00:45
    งานเข้า5555
    #56
    0
  3. #5 Konrafah (@Konrafah) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 17:47
    ต้องมีคนไหน้ำส้มแตกแถวนี้แน่ๆ
    #5
    2
    • #5-1 เทพแห่งกาล (@ma_nowhermestime) (จากตอนที่ 5)
      16 สิงหาคม 2561 / 20:37
      5555 มุขนั้นไรท์เตอร์คิดไม่ถึงเลย อ๊ะ ตอนต่อไปมาเเล้ว อย่าลืมเข้าไปกดอ่านล่ะ
      #5-1
    • #5-2 Molu- (@narutotingtong) (จากตอนที่ 5)
      7 พฤศจิกายน 2561 / 10:18
      งานเข้าแล้ว 😂
      #5-2