กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ(มีE-book)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 11,977 Views

  • 145 Comments

  • 619 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    316

    Overall
    11,977

ตอนที่ 4 : บทที่ 3 ตัวจริงของหานเฟิง (สมบูรณ์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1389
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 149 ครั้ง
    7 เม.ย. 62

บทที่3 ตัวจริงของหานเฟิง

การฝืนเดินลมปราณนั้นได้สร้างผลร้ายให้กับไป๋จิ้นกว่างเข้าเสียแล้ว หยาดโลหิตสีแดงเข้มทะลักออกมาจากริมฝีปากอันบางเฉียบของเขา เพราะกลัวว่าจะมีคนมาพบเห็นเข้า ไป๋จิ้นกว่างจึงไปนั่งหลบมุมอยู่ตรงหลังโขดหินก้อนหนึ่ง

สภาพที่ไม่น่ามองของเขานั้น อย่างไรก็ให้บรรดาเหล่าศิษย์มาพบเห็นไม่ได้ ปัญหามากมายจะต้องตามมาให้รู้สึกปวดหัวเวียนเกล้าอย่างแน่นอน ตอนที่อยากจะลองเดินลมปราณดูนั้น เขาคิดว่าแค่ลองนิดๆหน่อยๆคงไม่มีผลอะไร เพราะอย่างไรเขาก็เดินลมปราณไม่เป็นอยู่แล้ว แต่ไม่คิดเลยว่า การควบคุมลมปราณมันจะทำได้ง่ายดายเพียงนี้

ไปจิ้นกว่างไอสำลักเลือดออกมายกหนึ่ง เขาหอบหายใจถี่แรงจนรู้สึกเจ็บสะเทือนไปทั้งหน้าอก ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลยแท้ๆ ทรมานจนรู้สึกว่าตายไปเสียน่าจะสบายกว่า เขาค่อยๆเอนหลังพิงกับโขดหินแล้วเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ให้ดึงความสนใจตนเองด้วยทิวทัศน์อันสวยงามตระการตา เพื่อทุเลาความเจ็บปวดทรมานที่รู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น

ท้องฟ้าบนเขาเซียนแห่งนี้สวยสดงดงามสีชมพูเป็นเกลียวคล้ายสายไหมอมม่วงเล็กน้อย แม้บริเวณนี้อากาศจะเย็นอยู่บ้าง แต่มันก็พอทนได้ กลิ่นหอมของดอกไม้สักชนิดที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศช่วยทำให้รู้สึกสดชื่น และหายใจหายคอได้คล่องกว่าที่เคย

เขารู้สึกว่า เขานั้นยังไม่ได้ใช้ชีวิตที่เหลือให้คุ้มค่าที่เกิดมาเป็นคนเลยแท้ๆ ความทรมาน ความเจ็บใดๆทั้งหมดมันคอยย้ำเตือนว่า เขายังมีชีวิตอยู่ พออดทนได้อยู่สักพักหนึ่ง ไม่นานนักอาการก็ค่อยๆทุเลาลง แม้จะเจ็บหน่วงภายในกายอยู่บ้างแต่ก็ถือว่าดีขึ้นมากแล้ว

“ท่านอาจารย์มาทำอะไรตรงนี้ขอรับ?”

เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นมาจากตรงเหนือศรีษะ

ที่แท้ก็เป็นหานเฟิง

จะเรียกว่าเจ้าหนุ่มนี่จมูกดีหรืออย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ ทำไมต้องต้องมาเจอเขาเอาเวลานี้ด้วยนะ

“ท่านอาจารย์ขอรับ เลือดของท่าน!” แววตาสั่นไหวของหานเฟิงที่มองมาเต็มไปด้วยความห่วงใยและวิตกกังวลเท่าที่ศิษย์คนหนึ่งจะมีต่อผู้เป็นอาจารย์ได้  

ตอนที่หานเฟิงกำลังเข้ามาดูเขา มือของไป๋จิ้นกว่างก็ยกขึ้นเป็นสัญญาณบอกให้หานเฟิงอย่าแตะต้องตัวเขา เพราะการออกเสียงพูดด้วยตัวเองนั้นทำได้ยากลำบากนัก แค่หายใจก็สะเทือนไปถึงปอด

แม้หานเฟิงจะชะงักไปชั่วครู่ก็ตาม แต่ความซื่อบื่อของหานเฟิงคาดว่าน่าจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ไป๋จิ้นกว่างได้พยายามสื่อสาร เพียงไม่กี่นาทีต่อมาร่างทั้งร่างก็ลอยเหนือพื้นโดยฝีมือของหานเฟิง ชายหนุ่มอุ้มเขาขึ้นมาแม้ว่าอีกฝ่ายจะมีสีหน้าที่ไม่ได้แสดงออกว่าหนัก แต่ขอเดาเลยว่า น้ำหนักของร่างนี้ไม่ได้ทำให้หานเฟิงสบายเสียเท่าไหร่นัก

“ท่านอาจารย์ข้าจะพาท่านกลับห้อง แล้วเดี๋ยวจะไปเรียกหมอมาดูอาการท่านนะขอรับ”

ถูกอุ้มอย่างกับสาวน้อยเป็นหนที่สองแล้ว รู้สึกช่างน่าอายนัก ศักดิ์ศรีที่มีเขายังจะเหลืออีกเหรอ ขัดขืนก็ไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ สารรูปอเนจอนาถยิ่งนัก คิดแล้วก็เศร้า ได้แต่ปลงตกและปล่อยตัวให้อีกฝ่ายพากลับห้องแต่โดยดี

ตอนที่ถูกอุ้มผ่านหน้าผ่านตาใครต่อใครไปหลายคน ไป๋จิ้นกว่างรู้สึกอับอายจนต้องแกล้งทำเป็นหลับตานิ่ง คิ้วบางก็ขมวดไปด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจ

“เจ็บมากเลยหรือขอรับ?” น้ำเสียงราบเรียบอ่อนโยนของหานเฟิงลอยมาเฉียดใกล้ใบหู

“อืม” ชายหนุ่มทำเพียงแค่ส่งเสียงตอบเบาๆขณะหลับตา

“หากจะออกไปเดินเล่น น่าจะเรียกข้าสิ….เหตุใดถึงได้เอาแต่ใจ ท่านไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ข้าล่ะแปลกใจนัก”  น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังแต่ติดเย็นเยือกมาจากปากหานเฟิง ให้ความรู้สึกว่าเป็นน้ำเสียงของคนที่พยายามอดกลั้นอะไรบางอย่าง จนไป๋จิ้นกว่างอดสงสัยประหลาดใจไม่ได้ เขาจึงนึกอยากลืมตาขึ้นมามองหานเฟิงอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่านี่เป็นหานเฟิงที่กำลังพูดอยู่จริงๆ

พอได้เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายจากมุมด้านข้าง แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่เขาก็ต้องขอเปลี่ยนความคิดก่อนหน้านั้นทันที ไม่ใช่พ่อพระเอกแล้วนี่มันพ่อพระเอกสายดาร์กในหนังจีนกำลังภายในชัดๆ

หานเฟิงกำลังยิ้มมุมปาก แววตาดูมีความเจ้าเล่ห์แฝงไปด้วยความเย็นชาตายด้านขึ้นมาหน่อย บอกได้เลยว่า จากพ่อหนุ่มรูปงามที่มีหน้าตาเรียบๆบ้านๆได้อัพเกรดขึ้นเป็นหนุ่มรูปงามจอมวายร้ายซุกซนขึ้นมาทันที แต่เมื่อเห็นไป๋จิ้นกว่างลืมตาขึ้นมามองตน  หานเฟิงก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นแบบพ่อพระคนเดิมทันทีเช่นกัน โอ้โหความตีสองหน้านี้ ไม่ทันแล้วศิษย์รักหานเฟิง ข้าเห็นนะเฟ้ยเมื่อครู่น่ะ เจ้ามันคนสองบุคคลิก! เจ้าเสือห่มหนังแกะนี่อาจารย์คนเก่าของเจ้ารู้ด้านนี้ของเจ้าหรือเปล่าเนี่ย!

พอรู้สึกว่าไป๋จิ้นกว่างกำลังมองตนตาไม่กระพริบ หานเฟิงก็รู้สึกเกร็งๆขึ้นมา ถึงความจริงพอจะรู้อยู่แก่ใจก็ตาม แต่ทว่าความหนาของหน้าที่สวมอยู่นั้นไร้เทียมทานกว่าอะไรทั้งสิ้นหานเฟิงเอ่ยถามอย่างตะกุกตะกัก

“ที่หน้าข้ามีสิ่งใดติดหรือเปล่าขอรับ” ไม่วายยังส่งยิ้มอ่อนโยนใสซื่อมาให้ไป๋จิ้นกว่างอีก

ว่ากันว่าเรื่องบางอย่างเราก็ไม่ควรไปรับรู้หรือใส่ใจ  ยิ่งเป็นความลับของคนใกล้ชิดหากเขามีเรื่องปิดบังนั่นแสดงว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับเขา เช่นประมาณว่า ลูกชายซ่อนหนังสือโป๊ไว้ใต้เตียง ซึ่งมันเป็นความลับต่อคนในครอบครัวของเขา แต่ความจริงแล้วคนในครอบครัวนั้นรู้นานแล้ว แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงความลับของลูกชายของบ้านต่อหน้าลูกชาย ลูกชายก็เลยยังรู้สึกว่านั่นยังคงเป็นความลับ และอยู่อย่างสบายใจไป๋จิ้นกว่างเองก็คิดว่าควรจะให้หานเฟิงรู้สึกเช่นนั้นต่อไป

เมื่อเห็นไป๋จิ้นกว่างเงียบนิ่งไปในอ้อมแขนของตน หานเฟิงจึงหยุดเดิน ทว่ารอยยิ้มอ่อนโยนใสซื่อเมื่อครู่เริ่มเจือจางลงไปเล็กน้อย

“อะไรเหรอหานเฟิง” ไปจิ้นกว่างถามไปเมื่อรู้สึกว่าอีกฝ่ายหยุดเดินแล้ว แถมมาหยุดอยู่ในที่ไร้ผู้คน

หานเฟิงนิ่งเงียบอยู่นาน จนกระทั่งเขาเอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมา

“ตั้งใจจะตายอย่างนั้นรึขอรับอาจารย์”

“ห๊า!” คำพูดที่คาดไม่ถึงของหานเฟิงทำให้ไปจิ้นกว่างถึงกับร้องเสียงหลง ที่ว่าเขาตั้งใจจะตาย หมายความว่า ฆ่าตัวตายเหรอ? หานเฟิงคิดว่าเขาจะฆ่าตัวตายเนี่ยนะ ถึงจะปลงตกกับสภาพอเนจอนาถของตนอย่างไร ไป๋จิ้นกว่างก็ไม่เคยมีความคิดจะฆ่าตัวตายเลยแม้น้อย หานเฟิงเอ๊ยหานเฟิงเจ้าคนชอบคิดเองเออเอง

“ท่านแอบเดินลมปราณด้วยตนเอง ทำไมข้าจะไม่รู้ อย่าคิดปิดบังข้า!” อยู่ๆหานเฟิงก็ขึ้นเสียงขึ้นมาเล่นเอาไป๋จิ้นกว่างเกร็งจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับ

แหงสิ! ไป๋จิ้นกว่างรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เจ้าหนุ่มพ่อพระเอกหน้าตาบ้านๆที่ท่าท่างสงบเสงี่ยมแสนสุภาพคนนั้นไปไหนเสียล่ะ? เจ้าหมาโกเด้นรีทีฟเวอร์คนนั้นหายไปไหน ?

“อา” ตอนที่คิดจะพูดอะไรสักหน่อย หานเฟิงก็ไม่ยอมให้เขาได้พูด

“ข้าโกรธท่านมาก โกรธที่ท่านต้องมาเป็นแบบนี้  จนไม่รู้จะจัดการกับท่านยังไง ครั้งต่อไปถ้าข้าทนไม่ไหว คงต้องขังท่านเอาไว้เสียแล้ว”

เป็นถ้อยคำที่ไป๋จิ้นกว่างฟังแล้วรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก นี่ใช่หานเฟิงคนนั้นแน่เหรอ สรุปที่นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของหานเฟิงสินะคนเป็นศิษย์ที่พูดกับอาจารย์เช่นนี้เกิดมาเพิ่งจะเคยพบเคยเจอ ไม่เรียกศิษย์อกตัญญูแล้วจะให้เรียกอะไรได้

“จะขังข้าเนี่ยนะ เจ้าพูดจริงรึหานเฟิง?” ไป๋จิ้นกว่างถามกลับไป แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ได้ตอบกลับมา  แต่กลับหันหน้าหนีโดยไม่ยอมก้มมามองไป๋จิ้นกว่างเลยแม้แต่น้อย ริมฝีปากของหานเฟิงเม้มแน่นเป็นเส้นตรงราวกับพยายามอดทนอดกลั้นต่อความรู้สึกที่มีต่อไป๋จิ้นกว่าง และเพียงไม่นานนักหานเฟิงเอ่ยเสียงอย่างปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับอารมณ์ของเขาก่อนหน้านี้

“ข้าจะพาท่านกลับห้อง แล้วให้หมอมาดูอาการสักหน่อย”  และแน่นอนว่าไม่ลืมที่จะส่งรอยยิ้มเจิดจรัสอันแสนอ่อนโยนมาให้เขา

ไม่ทันแล้วเจ้าคนโง่หานเฟิง ข้ารู้นิสัยเจ้าแล้วว่าเป็นคนอย่างไร!

บทที่ ศิษย์กับอาจารย์

            ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์บาดแผลที่หน้าอกสมานตัวกันสนิท นั่นว่าเพราะได้ยาดี 

หนึ่งอาทิตย์มานี้ไป๋จิ้นกว่างแทบไม่ได้เดินออกไปไหน เพราะเรื่องที่เขาเดินลมปราณตามใจชอบไปถึงหูของเจ้าสำนักฉางชิงเค่อเข้า เขาจึงถูกสั่งให้อยู่ภายในห้องจะไปไหนก็ต้องมีคนคอยเดินตามจับตาดูเหมือนเป็นนักโทษ โดยเจ้าสำนักฉางชิงเค่อให้เหตุผลว่าเพื่อตัวของไป๋จิ้นกว่างเอง

ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องพิษร้อยบุปผาหมื่นจั้งในร่างของไป๋จิ้นกว่างก็หาได้มีอะไรคืบหน้าเหมือนเดิม นอกจากต้องกินยาแก้อาการไปทีละขั้น วันหนึ่งกินยาวันล่ะไม่ต่ำกว่า 7-8 ชนิด

“ทานยาสิขอรับอาจารย์”  เพราะไป๋จิ้นกว่างนั่งนิ่ง หานเฟิงจึงรีบเตือนด้วยความที่เกรงว่าอาจารย์ของตนนั้นจะไม่ยอมกินยาแต่โดยดี

ไป๋จิ้นกว่างไม่ใช่เด็กๆที่จะเอาแต่ใจโดยไม่กินยาที่มาจากความหวังดีของคนรอบข้าง เพียงแต่เขาต้องการเวลาทำใจเท่านั้น ถ้วยที่มียาน้ำสีเขียวเข้มข้นระดับสิบนี้มีความความขมสุดๆชนิดที่ว่า กินเข้าไปต้องแทบจะอ้วกออกมาทันทีที่กลืน

ตามใบหน้าที่เคยดูมีสง่าราศีบัดนี้ซีดขาวเหมือนคนป่วยใกล้ตาย เม็ดเหงื่อมากมายผุดขึ้นมาตามใบหน้า จนหานเฟิงต้องช่วยเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้ สายตาของหานเฟิงที่มองมาที่ไป๋จิ้นกว่างเต็มไปด้วยความเห็นใจอย่างไม่ปิดบัง เพราะหานเฟิงก็พอจะรู้รสชาติของตัวยานี้ดีไม่น้อย

เขานั่งจ้องถ้วยยาราวกับกำลังทำสงครามเย็นอย่างไรอย่างนั้น และท้ายที่สุดเขาก็เป็นฝ่ายที่ยกถ้วยยาขึ้นมา แล้วยกขึ้นมาดื่มอย่างรวดเร็วโดยไม่พยายามรับรู้ถึงรสชาติสุดจะขมของมัน กลืนน้ำรสชาติขมลงไปจนกระทั่งหมดหานเฟิงก็รีบส่งน้ำเปล่ามาให้เขาดื่มล้างคอทันที

“เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

            “เจ้าน่าจะมาลองด้วยตนเองนะ แทนที่จะถามข้า” ไป๋จิ้นกว่างเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ สีหน้าบิดเบี้ยวเหยเก

            “อาจารย์ช่างเก่งกาจและน่านับถือยิ่ง หากเป็นหานเฟิง คงตายตั้งแต่กลืนไปอึกแรก” หานเฟิงยิ้มบาง

            “เยาะเย้ยกันงั้นรึ?” ไปจิ้นกว่างมองหานเฟิงแล้วขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่พอใจ

“ข้าไม่กล้าหรอกขอรับ” อีกฝ่ายก้มศีรษะลงก่อนจะ พูดเปลี่ยนเรื่อง

“จริงสิ ในเมื่ออาจารย์ก็ดีขึ้นมากแล้ว ข้าจะช่วยท่านเดินลมปราณเพื่อลดธาตุไฟในตัวท่าน”

            คำพูดของหานเฟิงเป็นสิ่งที่ดูคุ้นๆเหมือนเคยได้ยินมาก่อน หากหานเฟิงไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาไป๋จิ้นกว่างก็คงไม่เอะใจ สรุปก็คือ ปกติแล้วผู้มีปราณทิพย์สูงจำเป็นต้องเดินลมปราณเพื่อขับไล่มวลพลังความร้อนออกไปเหมือนเป็นการระบาย พลังความร้อนนั้นจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผู้ฝึกบำเพ็ญผู้นั้นมีปราณทิพย์สูงส่งมากแค่ไหน ยิ่งเป็นคนมีปราณทิพย์สูงพลังความร้อนในกายก็ยิ่งเยอะกว่าคนปกติทั่วไป จึงต้องมีการเดินลมปราณกันบ่อยๆ เพื่อยับยั้งไม่ให้พลังเพิ่มพูนมากเกินพอดี ไม่อย่างนั้นจะเกิดสภาวะปราณทิพย์แปรปรวน และสิ่งที่เรียกว่าธาตุไฟเข้าแทรกนั่นเอง แต่สำหรับไป๋จิ้นกว่างที่ได้เข้ามาสิงร่างคนที่มีปราณทิพย์สูงส่งเช่นปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างผู้นี้ เขาไม่สามารถที่จะเดินลมปราณเองเป็นได้เลย หากไม่ได้รับการสอนที่ถูกต้อง

แต่อาทิตย์ก่อนเขาก็ทำได้แบบฟลุ๊คๆ ต่อให้สามารถเดินปราณทิพย์เองเป็น ร่างกายของเขาก็ต้องพิษร้ายแรงอย่างพิษร้อยบุปผาหมื่นจั้งที่เข้าไปสกัดจุดตันเถียนให้อยู่ในสภาวะศิลา  ตอนนี้เขาจึงแทบเกือบกลายเป็นคนพิการไปอย่างสมบูรณ์แบบ

            กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์โชยมาแตะจมูก หานเฟิงคลานเข่าขยับเข้ามาใกล้ไป่จิ้นกว่างในระหว่างนั้น จะว่าไปไป๋จิ้นกว่างก็สงสัยมานานแล้วว่าทำไมบนกายของฟานเฟิงที่เป็นบุรุษถึงได้มีกลิ่นหอม ตอนแรกเขาก็ไม่แน่ใจว่ากลิ่นหอมละมุนอบอุ่นนี้จะเป็นของหานเฟิง แต่หนึ่งอาทิตย์นี้จากการที่อีกฝ่ายมักจะคลุกคลีอยู่รอบตัวเขาทำให้เขาได้รู้ที่มาของกลิ่นหอมนี้ มันไม่ได้โชยมาจากข้างนอกแต่เป็นกลิ่นที่มาจากหานเฟิงเอง

            “หานเฟิงเจ้านิยมพกถุงหอมติดตัวด้วยรึ?”

            ใบหน้าบ้านๆธรรมดาแสนสุภาพเรียบร้อยยิ้มบางๆเมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ “ท่านสังเกตด้วยรึ ? ศิษย์น้องชิงหย่าให้ข้ามา บอกว่าเป็นเครื่องรางปกป้องข้า”

            ที่แท้หนึ่งในฮาเร็มก็ให้มา คิดอย่างนั้นไป๋จิ้นกว่างก็อดยิ้มกรุ่มไม่ได้ เป็นอย่างที่คาดเอาไว้เจ้าหนุ่มนี่เสน่ห์แรงไม่เบา แล้วที่ไป๋จิ้นกว่างแอบคิดนั้นก็คือพระเอกตามหนังกำลังภายในไม่เคยมีสาวๆเพียงแค่คนเดียวมาสนใจ ไม่แน่ว่าหานเฟิงน่าจะมีเป็นโหลน่าสนุกในอนาคตเขาอาจจะได้เห็นฉากชิงนายในเร็วก็เป็นได้

            “อาจารย์ถ้าท่านไม่ชอบกลิ่นถุงหอม ข้าจะเอาไปทิ้งก็ได้นะขอรับ” เพราะไป๋จิ้นกว่างมีท่าทางนิ่งเงียบไป หานเฟิงจึงเข้าใจว่าไป๋จิ้นกว่างไม่ชอบกลิ่นถุงหอม

            “ไม่หรอก ข้าชอบมาก” ไป๋จิ้นกว่างยิ้มออกไปน้อยๆ  เหตุใดเขาจะต้องไปขัดขวางความรักของหนุ่มสาวด้วยเล่า ยิ่งเป็นความรักของเหล่าบรรดาลูกศิษย์แล้วด้วย ถึงความจริงเขาจะไม่ใช่ปรมาจารย์ไปจิ้นกว่างตัวจริงก็เถอะ

            “เอ๊ะ ?” ดวงตาของหานเฟิงโตขึ้น อย่างคนรู้สึกสงสัยประหลาดใจ ปกติแล้วอาจารย์ที่เขารู้จัก ไม่เคยพูดอะไรออกมาเช่นนี้ ชั่วขณะหนึ่งที่รู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมา ความร้อนไปรวมกันอยู่ที่จุดหนึ่งจนรู้สึกวูบวาบไปหมด

            เพราะหานเฟิงเอาแต่นิ่งอึ้งไปนั่นแหละไป๋จิ้นกว่างจึงยื่นมือไปสะกิดอีกฝ่าย และเตือนเรื่องบางอย่างกับหานเฟิง

            “ไหนว่าเจ้าจะช่วยข้าเดินลมปราณ”

            หานเฟิงเหมือนเพิ่งจะคืนสติกลับคืนมา “อ่า ท่านอาจารย์ข้าขอมือของท่านทั้งสองข้างด้วย” หานเฟิงนั่งขัดตะหมาดพร้อมกับแบมือยื่นมาทางไป๋จิ้นกว่าง

            ถึงจะไม่เข้าใจนักแต่ไป๋จิ้นกว่างก็ยอมทำตามแต่โดยดีส่งมือเรียวขาวปานไข่มุกไปวางบนฝ่ามือที่มีขนาดไม่ค่อยต่างกันสักเท่าไหร่ จะต่างกันก็ตรงที่ไป๋จิ้นกว่างมีผิวพรรณที่ดีกว่าหานเฟิงที่มีผิวสีเข้ม “แล้วข้าต้องทำอย่างไรต่อ...

            พอถามออกไปหานเฟิงก็เงยหน้าขึ้นมามองเขาราวกับเห็นผี พูดเสียงรัวเร็วว่า “ท่านอาจารย์อย่าบอกนะว่าวิธีเดินลมปราณท่านก็ลืมสิ้นแล้ว

            การเห็นสีหน้าของหานเฟิงที่ดูจะตกใจมาก และคำถามที่หานเฟิงถามมาเล่นเอาเสียไป๋จิ้นกว่างลำบากใจที่จะตอบ เขาไม่ได้ลืม แต่เรียกให้ถูกคือ ไม่รู้วิธีมาตั้งแต่แรกมากกว่า ส่วนที่ทำได้ครั้งแรกจนเกิดเรื่อง ก็เป็นการลองมั่วๆของเขาเอง

            “อืม” ไป๋จิ้นกว่างหันหน้ามองไปทางอื่น ตอนที่คิดจะดึงมือกลับมาหานเฟิงกลับจับมือของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย แต่เขาไม่ได้นึกใส่ใจตรงนั้นเท่าไหร่ที่เขากำลังคิดคือ เจ้าหนุ่มนี่คงกำลังทำหน้าผิดหวังในตัวเขาอยู่แน่เลย เขาจึงเลือกที่จะหันไปมองทางอื่นแทน

            “ถ้าเดินลมปราณไม่ได้” หานเฟิงพึมพำออกมา ดวงตาสีเปลือกไม้สั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย  

“ข้าต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกท่านเจ้าสำนักหาทางช่วย เช่นนั้นข้าคงต้องสกัดจุดท่านไว้ก่อน”

ว่าแล้วหานเฟิงก็โคจรปราณทิพย์ของตนเองแล้วเริ่มสกัดไปที่จุดต่างๆบนร่างของไป๋จิ้นกว่าง การสกัดจุดนี้หาใช่การสกัดจุดให้คนหยุดนิ่งหรือขยับไม่ได้ แต่เป็นการสกัดจุดเพื่อยับยั้งการหมุนเวียนมั่วซั่วของปราณในกายคน ดูท่าว่าหานเฟิงก็เป็นคนมีความสามารถไม่เบา สมกับเป็นศิษย์เอกของปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่าง ตรงนี้น่าชื่นชมนัก

            แม้จะสกัดจุดให้ไป๋จิ้นกว่างเรียบร้อยแล้ว แต่สีหน้าของหานเฟิงก็เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดไม่จางหาย การที่อาจารย์ของตนต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้สำหรับหานเฟิง มันส่งผลให้เขาวิตกกังวลไม่น้อย

            “ข้าไม่เป็นอะไร” เพราะเห็นเจ้าหนุ่มที่ตนไม่สนิทมักจี่มาก่อนดูทุกข์ร้อนแทนตนเองขนาดนั้น ไปจิ้นกว่างจึงรู้สึกละอายใจไม่น้อย เพราะเขาแทบจะปลงตกและไม่ได้กระตือรือร้นอยากจะมีชีวิตอยู่มากมายขนาดนั้น เพราะเขาก็เป็นคนตายอยู่แล้ว จะตายอีกก็แค่ไปเกิดใหม่

            และเท่าที่เห็น แม้ว่าหานเฟิงเหมือนพวกเสือห่มหนังแกะ แต่จากการแสดงออกของเขาก็ยังนับว่าเป็นศิษย์ที่ค่อนข้างกตัญญูกับผู้เป็นอาจารย์ไม่น้อย นี่สินะที่เขาเรียกว่า คนเราไม่อาจตัดสินกันด้วยหน้าตา น้ำทะเลไม่อาจตวงวัด คิดเห็นอย่างนั้นไป๋จิ้นกว่างก็รู้สึกเอ็นดูศิษย์ของผู้อื่นเสียแล้ว เอ็นดูหานเฟิงมากขึ้น ครั้งต่อไปเขาคงต้องใจดีกับเจ้าหนุ่มนี่ให้มากๆ

            “ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะต้องหาทางช่วยท่านให้ได้ แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของหานเฟิงก็ตาม!” หานเฟิงให้คำสัตย์สาบานต่อหน้าไป๋จิ้นกว่าง

            ไป๋จิ้นกว่างที่ปลงตกกับหนทางในอนาคตที่มืดแปดด้านของตนเองยิ้มขึ้นมาน้อยๆ ไม่ใช่การยิ้มเพื่อเยาะเย้ยหรือขบขัน แต่เป็นรอยยิ้มที่รู้สึกจนใจกับความพยายามของหานเฟิงมากกว่า ก็อย่างที่บอกไป๋จิ้นกว่างไม่ได้อาลัยอาวรณ์บนโลกใบนี้ อย่างไรเขาก็เป็นคนมืดมนตายด้าน หากหานเฟิงต้องการจะยื้อชีวิตเขานัก ก็ช่างเถอะที่หานเฟิงพยายามขนาดนั้นก็เพราะหานเฟิงคิดว่าเขาคือปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่างของตน หากรู้ว่าแท้จริงเขาไม่ใช่ก็คงไม่พยายามขนาดนี้เป็นแน่

            “ขอบใจเจ้ามาก”

            หลายวันหลังจากนั้น เรื่องที่เขาเดินปราณไม่เป็นก็ถูกส่งเรื่องไปถึงประมุขฉางชิงเค่อ หานเฟิงจึงได้รับหน้าที่พิเศษให้ช่วยแอบสอนการเดินลมปราณอย่างลับๆให้กับไป๋จิ้นกว่างไปโดยปริยายจากคำสั่งของเจ้าสำนักฉางชิงเค่อ

            “อาจารย์ผลผิงกั๋วเจ้าค่ะ” เสียงแว่วหวานของเด็กสาววัยขบเผาะ ดังมาอีกฝั่งของลำธาร ไป๋จิ้นกว่างเพียงส่งยิ้มอย่างนึกเอ็นดูในความร่าเริงของนาง

นางคือหลันเซียนเย่วลูกศิษย์ที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมด อายุสิบหกปีได้ นางกระโดดข้ามก้อนหินที่เป็นทางข้ามลำธารทีละก้อนอย่างคล่องแคล่ว เขารู้จักนางได้อย่างไรหรือ ?  ก็นางเป็นหนึ่งในศิษย์ชั้นในที่ไป๋จิ้นกว่างคนก่อน เป็นผู้คัดสรรมาด้วยตนเอง แม่นางน้อยผู้นี้ ถึงจะเป็นสาวน้อยร่างบาง แต่ทว่าปราณก็อยู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ด ถือว่าไม่ธรรมดาด้วยที่อายุยังเพียงแค่สิบหกปี

เมื่อข้ามมาถึงฝั่งเหมือนจะรีบร้อนหรืออย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ ช่วงจังวะที่ก้าวขาเท้ากับพลาดสะดุดหินก้อนหินเข้า ไป๋จิ้นกว่างกิริยาว่องไวอาจเป็นเพราะเจ้าของร่างคือปรมาจารย์ไป๋จิ้นกว่าง เขาเข้าไปรับร่างของหลันเซียนเย่วที่กำลังจะล้มหน้าคะมำหัวไปโขดหินก้อนใหญ่ได้อย่างทันท่วงที

หน้าตาน่ารักของเด็กสาวเห่อร้อนขึ้นมาเมื่อใบหน้าของตนซุกอยู่ที่อกของไป๋จิ้นกว่างเข้าพอดี แม้จะรู้ว่าไม่ควร แต่คนตรงหน้าของนางนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ที่รูปงามหล่อเหลา ทั้งยังเป็นคนมีความเป็นผู้ใหญ่สูง ใบหน้าและร่างกายดูราวกับหนุ่มแน่นตลอดเวลาซึ่งหาได้ยากหากเทียบกับปรมาจารย์คนอื่น

“บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าหลันเซียนเย่ว” แม้จะถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบออกไป แต่เมื่อครู่หัวใจเขาจะวาย นึกว่าจะได้เห็นเลือดของเด็กสาวตรงหน้าเสียแล้ว มือเรียวสวยปานไข่มุกประคองเอวของนางเอาไว้ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอก้มลงไปมองใบหน้าของนางที่กำลังเห่อร้อนแดงสุกปลั่งเหมือนผลผิงกั๋ว ไป๋จิ้นกว่างก็ชะงักทันที เขากำลังกอดเด็กสาววัยขบเผาะอยู่นี่หว่า!  จิตสามัญสำนึกร้องเตือนอยู่ในหัว นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควร ตอนที่กำลังจะปล่อยนางกลับมีเสียงหนึ่งทักเขาอย่างได้จังหวะพอดี

“อาจารย์ ?”

เหมือนสวรรค์ได้สร้างจังหวะขึ้นมา หานเฟิงคนดีโผล่ออกมาจากในป่า ที่หลังของเขากำลังแบกไม้ฟืนและเห็นภาพที่ไป๋จิ้นกว่างกำลังกอดอยู่กับหลันเซียนเย่วเข้า 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 149 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #104 caretamutami (@caretamutami) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 12:18
    อะ ตีสองหน้าเก่งงง ไปเรียนมาจากไหนเนี่ยยยย
    #104
    0
  2. #103 caretamutami (@caretamutami) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 12:17
    กร้าวใจหนูมากแม่ ฮื้ออออ รู้แล้วค่ะว่าห่วง แต่อย่าจับอาจารย์ขังเลยนะคะ แงง
    #103
    0
  3. #25 ตงฟาง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 22:58

    มีความหลุดสินะ555

    #25
    0
  4. #17 Molu- (@narutotingtong) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 10:09
    หมาป่าออกมาแง้ว ขังเลยเหรอ

    กรี๊ส
    #17
    0
  5. #9 AN_DSBP (@an_dsbp) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 07:10
    ศิษย์มีความยันนะ---
    #9
    1
    • #9-1 เทพแห่งกาล (@ma_nowhermestime) (จากตอนที่ 4)
      28 สิงหาคม 2561 / 10:18
      ขอบคุณค่ะ เป็นความตั้งใจของไรท์เอง สนองนีดตัวเองล้วนๆ 555
      #9-1
  6. #3 Inwมาเยือน (@pakinnice) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 07:04
    สนุกดี
    #3
    0