คัดลอกลิงก์เเล้ว

คุยเรื่องตรรกศาสตร์ & การรับปริญญา [ตีพิมพ์ สนพ.Small But Matter]

ตรรกศาสตร์พื้นฐาน และวิจารณ์การรับปริญญาจุฬาฯ Smallฯ เป็นนิตยสารด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เน้นเรื่องการศึกษาและการวิเคราะห์วิจารณ์เพื่อพัฒนาสังคม

ยอดวิวรวม

715

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


715

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  13 พ.ค. 61 / 11:04 น.
นิยาย ͧáʵ & Ѻԭ [վ ʹ.Small But Matter] คุยเรื่องตรรกศาสตร์ & การรับปริญญา [ตีพิมพ์ สนพ.Small But Matter] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


s
n
a
p

เนื้อเรื่อง อัปเดต 13 พ.ค. 61 / 11:04



Image may contain: text


ในวันเช่นนี้

            เช้าวันรับปริญญา หอประชุมเย็นเฉียบ บัณฑิตในชุดครุยผ้ามุ้งนั่งกันแน่นขนัด หน้าแน่น ผมแข็งเป๊ก รองเท้าใหม่ ส้นสูงทำร้ายสรีระมนุษย์

เวทีเต็มไปด้วยบุคคลจากสำนักพระราชวัง มาลัยดอกไม้พิธีการเสียงเปิดเทปวนซ้ำไปซ้ำมาเป็นเสียงผู้หญิงแบบคอลเซ็นเตอร์กล่าวว่าวันนี้นับว่าเป็นวันดีเป็นวันที่ทุกคนรอคอย...ราวกับเสียงประกาศซ้ำอีกครั้งเวลารัฐประหารราวกับโฆษณาที่สโลแกนของมันก้องอยู่ในหูท่านยามอยู่ว่างๆคนเดียว

            ในวันเช่นนี้ ขอสปอยล์ก่อนเลยว่า ห้องน้ำของหอประชุมเกิดน้ำไม่ไหล

            หากว่าใครไม่เคยเห็นห้องน้ำหอประชุม ก็จะต้องขอบอกว่า ห้องน้ำหอประชุมเราเป็นห้องน้ำที่สวยงามหรูหราอย่างยิ่ง ในสไตล์เดียวกับห้องน้ำโรงแรมดังๆที่ท่านสามารถนั่งเล่นนอนเล่นในนั้นได้สบาย มีกระจกหลายบานสองฝั่ง มีอ่างล้างมือสูง ไฟเหลืองนวลสว่างไสว ไม่ว่าใครแลดูแล้ว ล้วนต้องนึกว่านี่เป็นห้องน้ำที่น่าผยองภาคภูมิ

            แน่นอน ไม่ใช่ว่าบัณฑิตกระหายใคร่ยลโฉมห้องน้ำหอประชุม เพราะในวันเช่นนี้ ใครๆก็รู้ว่าคนแน่นหอประชุม ดังนั้นถ่ายหนักเบาให้เรียบร้อยเสียก่อนเข้าหอประชุมเลยนั่นแหละเป็นยอดดี แต่เผอิ๊ญ ในวันเช่นนี้ บัณฑิตทั้งหลายถูกต้อนมาเข้ายืนเข้าแถวในเต๊นท์เตี้ยๆตั้งแต่หกโมงเช้า ข้าวของติดตัวมีไม่ได้ มิฉะนั้นจะถูกริบไปหมด ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีมือถือ ไม่มีเงิน ไม่มีทิชชู่

ในวันเช่นนี้ ไม่อนุญาตให้มีกระทั่งสร้อยพระและสายสิญจน์ที่ปู่ย่าผูกขวัญให้ ไม่มีกระทั่งแหวนแต่งงาน ไม่มีอะไรทั้งนั้น

            จากนั้นก็รอไปเข้าแถวถูกเจ้าหน้าที่ค้นตัว ยกมือยอมแพ้แบบผู้ต้องหา เดินผ่านเครื่องตรวจอุณหภูมิ กระเถิบแถวไปเรื่อยๆ... สองสามชั่วโมงกว่าจะได้เข้าหอประชุม

ลองคิดดู ในระหว่างสองสามชั่วโมง แม้นว่ามนุษย์ถ่ายหนักเบามาก่อนแล้ว ก็มีโอกาสอยู่ดีที่จะต้องการเข้าห้องน้ำอีก เป็นสุภาพสตรียิ่งอาจมีปัญหา

            แต่ในวันเช่นนี้ ทุกคนไม่ใช่มนุษย์ ทุกคนเป็นบัณฑิต... ทุกคนถูกล้อมรั้วด้วยราวเหล็กกั้นสูงเกินจะข้ามได้อย่างสุภาพชนทำกัน เหล็กต่อเหล็กยังมีลวดพันติดกันไม่ให้เปิดออก เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเดินกันขวักไขว่ ถือมีดโกน น้ำยาล้างเล็บ และเครื่องมือพื้นฐานต่างๆจากเซเว่นที่จะลบลักษณะเฉพาะของบัณฑิตแต่ละคนออกไป แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนสามารถให้คำตอบได้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไร หากเหล่าบัณฑิตยังคงเป็นมนุษย์ที่ต้องขี้เยี่ยว

            ส่วนใหญ่คำตอบคือว่า “อดทนอีกหน่อย” และ“เข้าหอประชุมก่อน จะมีช่วงเวลาที่ให้เข้าห้องน้ำ”

            เล่ามาถึงตรงนี้ท่านคงเดาได้ว่า เรื่องห้องน้ำหอประชุมน้ำไม่ไหลที่สปอยล์ไปนั้น เป็นอุบัติเหตุตึ่งโป๊ะที่ไม่มีใครคาดคิดป้องกันแก้ไขอะไรล่วงหน้าทั้งสิ้นจริงๆ แม้จะเป็นงานใหญ่งานโตระดับราชองครักษ์ลำเลียงปืนมายืนเฝ้า ซึ่งก็บ่นยากอยู่ เพราะงานใหญ่แบบนี้เรื่องสำคัญที่มัววุ่นวายมันอยู่ที่อื่น ไม่ใช่เรื่องจำเป็นของมนุษย์อย่างห้องน้ำ และใครเล่าจะคิดว่าห้องน้ำหรูมีคนขัดถูแกรนิตทุกเช้าเย็นมันจะบกพร่องขึ้นมาได้

บัณฑิตพอได้รับคำยืนยันสัญญาว่าจะมีช่วงให้เข้าห้องน้ำ ก็ยืนรอในแถวต่อไปด้วยศรัทธา

            แต่คนบทจะปวดถ่ายมันก็ต้องถ่าย... บัณฑิตส่วนหนึ่งเดินไล่ดูไปตามรั้วเหล็กที่กั้นไว้แบบคอกปศุสัตว์ แอบเจอช่องดอดออกไปเข้าห้องน้ำในตึกข้างเคียงได้

            ตัดภาพกลับมาที่หอประชุมเย็นเฉียบ หลังจากทุกคนนั่งเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็ทำตามสัญญาจริงๆ คือมีช่วงเวลาที่ปล่อยให้ไปเข้าห้องน้ำ

            แต่ปล่อยให้ไปเข้าทีละแถวที่นั่ง นั่นหมายถึง คนปวดมากปวดน้อยไม่สำคัญ ถ้านั่งแถวหน้าก็ได้เข้าก่อน

สรุปสถานการณ์ได้ว่า หอประชุมประมาณ 1,700 ที่นั่งตัดแบ่งเป็น32 แถวเวลาที่ให้เข้าห้องน้ำมีประมาณ20 นาที และห้องน้ำน้ำไม่ไหล

คนบทจะปวดถ่ายมันก็ต้องถ่าย... ในวันเช่นนี้ บัณฑิตไปเข้าห้องน้ำ โดยถ่ายซ้ำต่อๆกันไป ไม่สามารถกดน้ำชักโครก ไม่สามารถล้างก้นล้างมือ คลับคล้ายคลับคลาตอนไปเที่ยวเมืองจีนแล้วเข้าส้วมที่คุนหมิงสิบปีก่อน อา... อันว่ากลิ่นขี้เยี่ยวทับๆกันนี้จะชาติไหนก็กลิ่นเดียวกัน จะอบอวลในห้องน้ำที่งดงามโออ่าแค่ไหนมันก็กลิ่นเดียวกัน

            ลำเลียงเข้าส้วมคุนหมิงไปได้ราวๆครึ่งหอประชุม เวลาก็หมด ทุกคนต้องนั่งพร้อมในที่นั่ง ดังนั้นบัณฑิตที่นั่งแถวหลังๆก็ไม่มีทางเลือกนอกจากทนกลั้นเหงื่อแตกขนลุกขนพองกันไป ถามว่าทำไมต้องให้นั่งพร้อมในที่นั่ง แม้ว่าพระเทพฯยังไม่เสด็จลงมาอีกนาน และเจ้าหน้าที่ยังเตรียมการกันอยู่ ก็เพราะว่าตอนนี้วงประสานเสียงออกมาร้องเพลงแล้ว

            ก็เพราะว่าตอนนี้กล้องเริ่มถ่ายทอดสดแล้ว... ผู้ปกครองและแขกที่มาร่วมยินดีด้านนอกหอประชุมกำลังจับตามองอยู่ เพลงประสานเสียงไพเราะถึงเพียงนั้น กล่อมขี้เยี่ยวให้ไหลย้อนกลับไปรอก่อนคงได้

            ถึงตอนนี้คงไม่มีต้องบรรยายอะไรมากแล้ว เพราะภาพงานรับปริญญาก็มีให้เห็นอยู่ ในวันเช่นนี้ บัณฑิตมีหน้าที่จ้องดูข้างเวทีทางซ้ายอย่างเดียว จะมีเจ้าหน้าที่มายืนให้สัญญาณว่าเมื่อไรยืน ปรบมือ นั่ง ทำทุกอย่างพร้อมกันสไตล์อุตสาหกรรม จากนั้นเดินแถวเข้าไปรับปริญญาตามจุดแบบสายพานโรงงาน ถ่ายรูปที่จะใส่กรอบหลุยส์แปะฝาบ้านอวดญาติๆได้ไปชั่วลูกชั่วหลาน กล่าวปฏิญานด้วยถ้อยคำที่ไม่ใช่ของตนเองและไม่มีวันใช่ เพราะทั้งดุ้นเป็นถ้อยคำของอาจารย์ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา ผู้ที่แปลนิทานเวตาลที่เราเรียนๆกันมาจากภาษาสันสกฤต

ก็เพราะถ้าพูดเองจากใจ ท่านคิดดู ใครจะสำบัดสำนวนงดงามเท่าอาจารย์ศักดิ์ศรีกันเล่า ถ้าเดินกันเอง ไม่ถูกบังคับให้ก้าวไปตามจุดต่างๆบนพื้นอย่างนี้ ที่ไหนจะเป็นระเบียบเรียบร้อยสะท้อนความสำเร็จของการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย

            เสร็จจากหอประชุมมีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อ และก็ถ่ายรูปกับครอบครัวแขกเหรื่อที่มาร่วมยินดีปรีดา ด้วยดอกไม้ที่ปักป้ายคอนแกรตส์จากหน้ามหาวิทยาลัย ซึ่งในวันเช่นนี้ จะกล้าโก่งราคาถึงช่อละร้อยกว่าบาท และด้วยตุ๊กตาหมีขาวที่ถึงไม่ต้องเรียนหนังสือมันก็ยังได้สวมชุดครุยที่รณรงค์ว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง

ถามว่าในวันเช่นนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกอย่างไรน่ะหรือ

ก็รู้สึกว่าทุกสิ่งมันช่างเจิดจรัสงดงาม และจะเป็นภาพติดอยู่ในความทรงจำไปอีกนานหลายปี

เหมือนดั่งห้องน้ำของหอประชุมนั่นแหละ




No automatic alt text available.




Logic 1 หลักการแรก

            พักหลังมานี้ได้ยินบ่อย คนคนนี้มีลอจิค คนคนนี้เหตุผลดี ส่วนคนคนนี้ตรรกะวิบัติ น่าจะได้ยินมั้งแต่โลกโซเชียลกว้างขึ้นและคนเริ่มถกเถียงกันมากขึ้น เจอพวกเกรียนพูดจาไม่รู้เรื่องมากขึ้น เลยได้ทำความรู้จักกับระบบการใช้เหตุผลประเภทหนึ่งที่มนุษย์ปกติเขาใช้กัน

            แต่เรื่องตลกอย่างหนึ่งก็คือ ดูเหมือนยิ่งเรามั่นใจ “ใช้ลอจิค” กันมากเท่าไร กลับยิ่งเปิดช่องโหว่ที่เสี่ยงต่อ “การไร้เหตุผล” มากขึ้นเท่านั้น

            เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง คืออย่างงี้ ส่วนใหญ่เรามักจะลืมไปว่า ลอจิคเองก็มีจุดอ่อนของมัน

 

            ตัวอย่างอมตะของลอจิคแบบง่ายๆคือเรื่อง “โสเครตีสต้องตาย” ถ้ายังไม่เคยรู้จัก ลองอ่านดูข้อความต่อไปนี้

            “โสเครตีสเป็นคน โสเครตีสต้องตาย”

            อืม...ก็ฟังดูปกติดี ทำไมเราถึงรู้สึกว่าข้อความนี้ใช้ได้ ฟังขึ้น คนพูดไม่บ้าแน่

            เหตุผลเพราะว่ามันมีประโยคหนึ่งซ่อนอยู่ในข้อความนี้ ข้อความเต็มๆเลยคือ

“คนทุกคนต้องตายโสเครตีสเป็นคน โสเครตีสต้องตาย”

            นี่เรากำลังใช้เรื่องเซ็ต – ซับเซ็ต อยู่นั่นเอง คนทุกคน (เซ็ต) มีโสเครตีส (ซับเซ็ต) อยู่ข้างใน ดังนั้นผลลัพธ์ก็ต้องตายตามเงื่อนไขเหมือนกัน

            ลอจิคเป็นแค่ระบบ จึงไม่สามารถใช้ได้ตัวเปล่าๆ แต่ต้องเชื่อมโยงประโยคต่างๆ โดยตั้งอยู่พื้นฐานของข้อเท็จจริงที่เรียกว่า “หลักการแรก” (the first principle) ในตัวอย่างนี้หลักการแรกคือ คนทุกคนต้องตาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เรารับได้ว่าจริง แบบจริงสุดๆ ไม่มีอะไรมาล้มได้ ยกเว้นว่าจะเจอคนคนแรกที่ไม่เคยตาย แต่คิดๆดู โดยนิยามของคนแล้ว คนที่ไม่เคยตายเราคงจะไม่นับเป็นคนอีกต่อไป อาจจะเรียกเป็นแวมไพร์ เอล์ฟ หรือพระเยซูก็แล้วแต่ (เออ ขนาดพระเยซูก็ยังต้องตาย เพียงแต่ตายเสร็จฟื้นคืนชีพได้) ดังนั้นสรุปแล้วโดยนิยามคนต้องตายแน่ๆ หลักการแรกนี้ถูก สิ่งอื่นๆที่ตามมันมาจึงถูก

            ปัญหาจะมาก็ต่อเมื่อเราเปลี่ยนไปใช้ “หลักการแรก” ชนิดอื่น โดยเฉพาะเรื่องเชิงสังคม เรื่องที่กระทบกับความคิดความเชื่อคนจำนวนมากเช่นเรื่องชีวิตประจำวันที่นั่งเถียงกับจ่าและอีเจี๊ยบนี่แหละ เพราะว่าหลักการแรกของฝ่ายสังคมหรือฝ่ายศิลป์ ไม่มีที่จริงเท็จอยู่แล้ว มีแต่เป็นทฤษฎีต่างๆที่มีอำนาจกับความคิดความเชื่อของเรา ตัวอย่างข้อเท็จจริงเหล่านี้เช่น “คนทุกคนเท่าเทียมกัน” “นิพพานมีอยู่จริง” “ผู้หญิงมีหน้าที่สำคัญที่สุดคือการเป็นแม่” “ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี” “คนและสัตว์มีวิญญาณ” ฯลฯ

            ลองดูตัวอย่างที่ใช้หลักการแรกประเภทนี้

            “เด็กเป็นผ้าขาว ผู้ใหญ่จึงควรรักษาความดีความบริสุทธิ์ของเด็กไว้และเรียนรู้จากเด็ก”

            หลักการแรกในที่นี้ คือ เด็กเป็นผ้าขาว นี่เป็นทฤษฎีสังคมสายของฌอง-ฌาครุสโซ และจอห์น ล็อค ว่าคนเกิดมาดีแต่เดิม เป็นเด็กใสซื่อ แต่สังคมแห่งผลประโยชน์อันเน่าเฟะนี่เองที่ทำให้คนต้องมาแก่งแย่งฆ่าฟันกัน ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับอยู่ แต่แน่นอนมีทฤษฎีสังคมสายอื่นเหมือนกัน เช่นสายโธมัส ฮอบบ์ส (ซึ่งเป็นสายเดียวกับศาสนาต่างๆ) คือคนเกิดมาโดยธรรมชาติมีบาป มีความชั่ว เด็กทุกคนโกหกเป็น แกล้งคนอื่นเป็นโดยไม่ต้องสอน ดังนั้นสังคมไม่ใช่สิ่งที่เน่าเฟะ แต่ว่าสังคมคือวัฒนธรรมที่มาอบรมขัดเกลาให้คนรู้จักผิดชอบชั่วดี เป็นต้น

            ตรงนี้แหละคือจุดที่ลอจิคจะยิ่งทำให้เราเสี่ยงจะไร้เหตุผล เพราะว่าเวลาเราใช้ลอจิค เรามั่นอกมั่นใจว่าเราใช้ระบบตรรกะที่ถูกต้องอยู่ มันหลอกให้เรารู้สึกว่า เออ ความคิดก็สอดคล้องกันดี เพียงแต่ “หลักการแรก” ของลอจิคเราล่ะ เราเอาอะไรมาตั้ง

            ศาสนาต่างๆก็ใช้ลอจิคมาเล่นกับระบบคำสอนเยอะแยะมากมาย คริสต์นั้นเริ่มเล่นมาตั้งแต่ยุคเรเนสซองต์ ส่วนพุทธเราก็เริ่มมีช่วงหลังๆ ที่จะโฆษณากันครึกโครมเหลือเกินว่า พุทธเป็นศาสนาที่มีเหตุผล พิสูจน์ได้ เป็นศาสนาวิทยาศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลไม่มีอะไรหรอกนอกจากการตั้งหลักการแรกแล้วงอกข้อสรุปออกมา หรือเลียนแบบกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แบบผิวเผิน ในเมืองนอกการทำแบบนี้คือวิชา theology (ไทยแปลว่า เทววิทยา แต่อาจจะฟังดูไม่ตรงเท่าไร เพราะไม่ได้มุ่งเรียนเกี่ยวกับเทวะ มันเป็นวิชาการจัดระเบียบหลักการศาสนาให้เป็นเหตุผล วิพากษ์วิจารณ์ หรือดึงข้อสรุปจริยธรรมใหม่ๆออกมาให้ศาสนิกชนใช้ เช่นอะไรที่สมัยนั้นพระพุทธเจ้าพระเยซูไม่เคยกำหนดไว้เพราะมันยังไม่มี อย่างเรื่องการบริจาคอวัยวะ โคลนนิ่งมนุษย์ ใช้สัตว์ในการทดลองทางการแพทย์) สำหรับแต่ละศาสนา หลักการแรกก็อยู่ในคัมภีร์แน่ๆ จะเล่นลอจิคกันซับซ้อนขนาดไหนก็หนีไม่พ้นกรอบนี้

            นี่เองคือความยากของชีวิตฝ่ายสังคมโดยเฉพาะทางการเมืองและศาสนา ความคิดจิตใจคนเราตั้งอยู่บนหลักการแรกต่างๆที่เราต้องเลือกและตัดสินอยู่ตลอดเวลา โดยที่ทุกทฤษฎีทุกพรรค ทุกศาสนา ต่างก็ใช้ระบบลอจิคเหมือนๆกัน ดังนั้นแม้จะมั่นใจว่ามีลอจิค ก็ยังต้องสงสัยและระวังหลักการแรกที่เราอาจจะยึดถืออยู่(บางทีไม่รู้ตัว) หรือเวลาฟังใครปราศัยแล้วเห็นดีเห็นงามก็อย่าลืมเบรกตัวเองแป๊บหนึ่ง พิจารณาให้ถึงพื้นฐานของลอจิคนั้นก่อนจะตัดสินใจ

มีลอจิคแน่นอนว่าดีกว่าไม่มี แต่ลอจิคก็ไม่ใช่ยาวิเศษครอบจักรวาล

 

ตอนหน้าพบกันกับข้อบกพร่องทางลอจิคอันใหญ่ ที่ส่วนใหญ่ฝ่ายวิทย์มักจะทำกัน คือพยายามแก้ความสับสนในชีวิต ด้วยการใช้ลอจิคดึงเรื่องเชิงสังคมไปผูกกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เราเรียกเรื่องนี้ว่า Hume’s guillotine (กิโยตินของฮิวม์)สังคมกับวิทย์ผูกกันด้วยลอจิค ก็ดูเหมือนจะบูรณาการดี แต่จะมีปัญหาอย่างไร โปรดติดตามฉบับหน้าจ้า




No automatic alt text available.

Image may contain: text



Logic 2 สิ่งที่เป็นกับสิ่งที่ควร

หลังจากที่ได้รู้จักกับหลักการแรกไปเรียบร้อยแล้ว และรู้แล้วว่ามีหลักการแรกประเภทที่อิงกับข้อเท็จจริง(ฝ่ายวิทย์) และประเภทที่อิงกับทฤษฎีความคิดความเชื่อรสนิยม(ฝ่ายศิลป์) หลายคนจะรู้สึกขึ้นมาว่า อ้าว ถ้าการอิงกับข้อเท็จจริงแบบวิทย์เท่านั้น ที่มันถูก แบบถูกต้องสุดๆ แล้วอย่างงั้นเราจะใช้ลอจิคกับฝ่ายศิลป์ทำไม ในเมื่อวิชาฝ่ายนี้เอาเข้าจริงๆ ยังไงก็ไม่มีอะไรถูกหรือผิดสักกะอย่าง

ที่ยิ่งไปกว่านั้น ทำไมเราไม่พยายามใช้หลักการแรกที่อิงข้อเท็จจริง มาเป็นตัวตั้งตัดสินทุกๆศาสตร์มันเสียเลย เพื่อจะได้มั่นใจว่าสมเหตุสมผล

สาธุชนทุกท่าน เราขอแนะนำให้ท่านรู้จักกับตรรกะวิบัติชนิดหนึ่ง ชื่อว่าปัญหาเรื่อง สิ่งที่เป็นกับสิ่งที่ควร(Is-ought Problem) นี่เป็นข้อบกพร่องทางลอจิคอันใหญ่และสำคัญมาก มันเกิดจากเวลาที่คนเราพยายามแก้ความสับสนในชีวิต ด้วยการใช้ลอจิคดึงเรื่องเชิงสังคมไปผูกกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ หรือนำหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนข้อเสนอว่าอะไรบางอย่างดีหรือชั่ว

ลองคิดตาม ดูเผินๆ การช่วยกันสนับสนุนของสองศาสตร์ก็ดูเหมือนจะบูรณาการสายวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกันดี แต่มันมีปัญหายังไงล่ะ

สิ่งที่เป็นในที่นี้คือข้อเท็จจริง ความจริงที่มันเป็นอยู่ ธรรมชาติ จับต้องพิสูจน์ได้ ส่วน สิ่งที่ควรคือการตัดสินของมนุษย์ต่อข้อเท็จจริงเหล่านั้น การบอกว่าควร แปลว่าเป็นเรื่องหน้าที่ ศีลธรรม กฎหมาย ไม่ใช่อะไรที่อยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว รอเราไปค้นพบอะไรแบบนั้น แต่เป็นของที่มนุษย์เราตั้งขึ้นมาเองเลยต่างหาก ดังนั้นจะเห็นว่าสองสิ่งนี้เป็นคนละอย่าง

            แต่ปรากฏว่ามีหลายสำนักคิดทีเดียวในโลกเรา ที่โยงว่าสองสิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งเดียวกัน หรืออย่างน้อยก็อ้างเหตุผลต่อการกระทำสักอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุผลว่า เพราะเป็นธรรมชาติ แล้วก็ได้รับการยอมรับกว้างขวาง เพราะใครจะไปเถียงข้อเท็จจริงได้ล่ะ อีกอย่างหนึ่ง การทำตามธรรมชาติก็ดูไม่เห็นจะเสียหายอะไร การฝืนธรรมชาติต่างหากที่เรามักจะรู้สึกว่าแปลก ปกติแล้ว เราจึงไม่รู้สึกเท่าไรว่าเรื่องนี้เป็นตรรกะวิบัติ

            แต่ลองอ่านตัวอย่างการใช้เหตุผลนี้ดู

            คนเกิดมาตามหลักชีววิทยามีสองเพศ ได้แก่ชายและหญิง แต่ละเพศมีอวัยวะมีใช้สืบเผ่าพันธุ์ตามธรรมชาติด้วยการมีเพศสัมพันธ์กัน ดังนั้น ความรักร่วมเพศจึงผิดธรรมชาติ และผิดศีลธรรม

            จะเห็นได้ว่านี่เป็นการจับแพะชนแกะ คือผูกระหว่างข้อเท็จจริง(ทางชีววิทยาคนมีสองเพศเอาไว้สืบเผ่าพันธุ์) กับศีลธรรมหรือสิ่งที่ควรจะทำ(คนจึงต้องใช้อวัยวะที่มีเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ถึงเหมาะสม) ซึ่ง...ดังที่บอกไปแล้วเมื่อกี้ สองสิ่งนี้มันไม่เห็นเกี่ยวกันตรงไหนเลย

หากว่าอ้างแบบนี้ เอาแบบเอ็กซ์ตรีมหน่อย ก็จะแปลว่า คู่รักชายหญิงทุกคู่จะต้องอยากมีเพศสัมพันธ์เพื่อมีลูก(เพราะอวัยวะเพศมีจุดประสงค์ไว้สืบเผ่าพันธุ์) ไม่งั้นก็จะผิดศีลธรรม เพราะทำผิดธรรมชาติอยู่

นอกจากนี้แล้ว บรรดาคนโสดทั้งหลาย ไม่ว่าเพศอะไร ก็ผิดศีลธรรมเช่นเดียวกัน เพราะมีอวัยวะเพศมาแต่เกิด ไม่ยอมใช้ตามจุดประสงค์ วัยเจริญพันธุ์ก็ต้องผสมพันธุ์สิ การอยู่เป็นโสดนี่ผิดธรรมชาติมาก

            ฟังดูตลก แต่เชื่อไหม มีสำนักคิดใหญ่ๆในโลกที่ใช้ลอจิคนี้มาจนปัจจุบันนะ เช่น ศาสนาพราหมณ์ฮินดู ถึงวัยเจริญพันธุ์ต้องแต่งงาน(ที่เรียกว่า วัยคฤหัสถ์) ที่สำคัญ มีขุมนรกสำหรับคนโสดด้วย เพราะทำผิดวิถีธรรมชาติ(ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับศีลธรรมสำหรับพวกเขา) ศาสนาตระกูลอับราฮัม คือยิว คริสต์ อิสลาม ก็คิดแบบนี้เหมือนกัน โดยแนวเพียวริตันดั้งเดิมจึงห้ามคุมกำเนิด(เพราะเพศสัมพันธ์ทุกครั้งมีจุดประสงค์ที่สมควรตามธรรมชาติ คือ มีลูก – ธรรมชาติที่ว่านี้พระเจ้าสร้าง) เซ็กส์ไม่ใช่เพื่อความสุขของชีวิตแต่งงาน ผูกพันลันล้าฟินเว่อร์อะไรทั้งสิ้น จุดประสงค์ของเซ็กส์มาจากสัญชาตญานเพื่อสืบเผ่าพันธุ์เท่านั้น คุมกำเนิดฝืนธรรมชาติทำไม

            อืม แบบนี้เป็นเหตุผลได้จริงหรือ ทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติ เท่ากับเป็นสิ่งที่ควรทำจริงๆหรือ

            เรื่องสิ่งที่เป็นและสิ่งที่ควรนี้ เป็นปัญหาใหญ่ในสมัยที่ชาร์ลส์ ดาร์วิน สามารถหาข้อสนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการเป็นที่น่าเชื่อถือ ทฤษฎีดังอย่างที่เรารู้ๆกันก็คือ สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ก็จะอยู่รอด (The survival of the fittest) ใครแข็งแรง ฉลาด เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมก็ได้อยู่ ใครอ่อนแอ โง่ เดี๋ยวก็ตายไปเอง เป็นการคัดพันธุ์ตามธรรมชาติ

นี่ก็อาจจะเป็นวิถีของธรรมชาติจริงๆนั่นแหละ แต่เราควรเห็นดีเห็นงามกับวิถีนี้หรือไม่... คนป่วย คนพิการ เด็กออทิสติก บุคคลเหล่านี้จะยืนอยู่ตรงไหน สังคมมนุษย์เราควรเป็นเหมือนฝูงวัวไบซันที่พอวัวตัวไหนเกิดมาป่วย แคระแกร็น เดินช้าตามไม่ทัน ฝูงก็ทิ้งไปซะเลย อย่างนั้นหรือเปล่า

นอกจากนั้นเราจะตัดสินได้อย่างไร ว่าใครที่สมควรอยู่รอดบ้าง เพราะในความเป็นจริงสังคมมนุษย์ห่างไกลจากสภาพไบซันมานานแสนนานแล้ว เราไม่ได้วัดระดับความสมควรจะอยู่รอดด้วยกำลัง (อันที่จริงถ้าวัดด้วยกำลัง เราก็คงยังอยู่ทุ่งเหมือนไบซันนั่นแหละ) แต่จะบอกว่า เราวัดด้วยความฉลาดหรือทักษะอะไรที่มีประโยชน์กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ จะใช่รึเปล่านะ... ถ้าอย่างนั้นชวนคิดเล่นๆ เด็กออทิสติกถือว่าฉลาดไหม ในเมื่อเด็กกลุ่มนี้พิเศษและอาจมีพรสวรรค์ในบางศาสตร์ศิลป์มากกว่าคนทั่วไป บางคนไอคิวสูงผิดปกติ แต่อาจจะไม่สามารถเข้าใจมุขตลกใดๆ แบบนี้เราจะหามาตรฐานยังไงดี จะต้องกำหนดกันเลยไหม ว่าคนเราต้องมีไอคิวเท่าไร หรือเข้าใจมุขตลกแค่ไหน ถึงตรงตามธรรมชาติ สมควรอยู่รอด

พูดมาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่ามีเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ แค่การนิยามว่าอะไรเป็นธรรมชาติหรือไม่เป็นธรรมชาติ นี่ก็มีปัญหาในตัวมันเองแล้ว... เรามีข้อมูลข้อเท็จจริงอยู่เพียบ แต่บางครั้งยากที่จะบอกว่าอะไรตรงธรรมชาติหรือผิดธรรมชาติ เราตอบลำบากว่า คนต้องมีไอคิวเท่าไร ต้องมีรสนิยมทางเพศอย่างไร ต้องมีร่างกายแบบไหนถึงจะเรียกว่าไม่พิการ เราตอบไม่ได้ชัดเจนด้วยซ้ำว่า ทำไมเรามักรู้สึกว่าคนสายตาสั้นไม่จัดเป็นคนพิการ (เออถามจริง ชาวแว่นทั้งหลายรู้สึกว่าตัวเองพิการไหม มันต่างกับอวัยวะบกพร่องแบบอื่นยังไง คนใส่แว่นเหมือนคนใส่ขาเทียมไหม ถ้ามีเวลาอยากฝากให้ลองคิดดูดีๆ) หรือเพราะคนสายตาสั้นมีเยอะจนกลายเป็นประชากรปกติ นี่มาตรฐานมันวัดกันที่จำนวนหรือ

หรือว่า ธรรมชาติที่แท้จริงคือความแตกต่างหลากหลาย ไม่มีหนึ่งมาตรฐาน ไม่เป็นบล็อกๆจากโรงงานอุตสาหกรรมแบบมนุษย์สร้าง แต่เป็นเสือโคร่งที่ไม่เคยมีลายเหมือนกันเป๊ะแม้แต่ตัวเดียว ตัวเล็กตัวใหญ่บ้าง เผือกบ้าง พิการบ้าง ล้วนกำเนิดมาจากธรรมชาติหมดทุกอย่าง การอ้างว่ามีอะไรเป็นหรือไม่เป็นธรรมชาติจึงใช้ไม่ได้ตั้งแต่แรก อย่างนี้รึเปล่าก็ไม่แน่นัก ความเป็นธรรมชาติที่อ้างๆกันอาจจะเป็นแค่ความเห็นของเสียงข้างมาก ครูบาอาจารย์ชื่อดัง หรือสถาบันที่มีอำนาจในสังคมก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นแค่ความเห็นก็ยิ่งเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักน้อยลงไปอีก

สรุปแล้ว การพยายามผูกเรื่องมาตรฐานความถูกผิดหรือการตัดสินคุณค่าอะไรก็ตามมาเข้ากับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์(ที่อาจจะโดนคนจับมานิยามเองด้วย)จึงค่อนข้างบ้าและน่ากลัวทีเดียว ที่บ้าก็เพราะสองสิ่งนี้ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกัน ส่วนที่น่ากลัวก็เพราะคนเราใช้ตรรกะวิบัตินี้กันแพร่หลายสุดๆ และมันลวงให้ฟังแล้วคล้อยตามว่ามันมีน้ำหนักมาก ทั้งนี้ไม่ได้กำลังบอกว่าเราตัดขาดสองอย่างนี้เลยถึงจะดีนะ เพราะชีวิตที่เรื่องศีลธรรมไม่เกี่ยวกับความเป็นจริงเลยก็คงประหลาดเกินไปหน่อย มันเกี่ยวข้องกันแน่นอนแหละ เพียงแต่ไม่ได้สามารถรับรองให้เหตุผลซึ่งกันและกันในแง่ที่ว่าอะไรธรรมชาติเท่ากับมันดีงาม

 

Image may contain: text

Image may contain: one or more people and text



Logic 3 ใครเป็นคนพูด?

ผู้ที่ไม่ยินยอมพร้อมอยู่ในใจว่าจะสละชีวิตเพื่อรักษาพระเจ้าแผ่นดิน รักษาชาติบ้านเมือง และรักษาศาสนา อันเป็นที่นับถือของตนแล้ว ก็ควรหลบหน้าไปเสียให้พ้น

ข้อความนี้ อ่านแล้วท่านรู้สึกอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยตรงไหน เพราะอะไร

ออกตัวก่อน นี่ไม่ใช่ข้อความของผู้เขียนบทความนี้เอง แต่เป็นข้อเสนอเด่นจากบุคคลสำคัญคนหนึ่งของไทย ไม่แน่ใจว่าจะเคยมีคนอ่านเจอมาก่อนแล้วหรือเปล่า ถ้าท่านเคยอ่านเจอแล้วรู้ว่าใครพูด ก็ขออภัยที่การเกริ่นเรื่องของเราแป้ก... เอาเป็นว่า เราจะขอชวนเล่นกับคนที่ยังไม่รู้ว่าโควตนี้ของใครก็แล้วกัน

ถ้าบอกว่า โควตข้อเสนอให้ประชาชนรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยิ่งชีพ ข้างบนนี้ เป็นคำพูดจากปากของทักษิณ ชินวัตร ตอนปี ’49 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง

โอเค ลองคิดใหม่ ถ้าโควตนี้ดังมาจากโทรโข่งของสุเทพ เทือกสุบรรณ ตอนการชุมนุมประท้วงมวลมหาประชาชน ปีที่แล้วนี้เอง ท่านพร้อมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเพิ่มขึ้นไหม

แล้วถ้าเกิดเราเฉลยว่า... ที่จริงโควตนี้มาจากหนังสือคำสอนของพระพุทธทาสภิกขุล่ะ

 

Intro to Logic ฉบับที่แล้วเราได้พูดถึงตรรกะวิบัติที่เกี่ยวกับข้อมูลข้อเท็จจริงกันไป มาวันนี้ เราย้ายมาพูดถึงตรรกะวิบัติที่เกี่ยวกับผู้พูดกันบ้าง สาธุชนเอย ขอแนะนำให้ท่านรู้จักกับตรรกะวิบัติซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในสังเวียนการเมือง ชื่อว่า “มุ่งตัวบุคคล” (ad hominem) การมุ่งตัวบุคคลหมายถึงว่า เวลามีคนพูดข้อเสนอ หรือข้อถกเถียงอะไรมาสักอย่างหนึ่ง แทนที่เราจะพิจารณาชั่งน้ำหนักตัวเนื้อหาของข้อถกเถียง ดั๊น...หันไปหาทางเอาเรื่องของคนพูดมาเล่นแทนซะอย่างงั้น

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะมีใครทำกันบ่อย แต่ในความเป็นจริง จิตใจของคนเราอ่อนไหวมากนะ และง่ายมากเลยที่จะเชื่อฟังคนที่เรารัก ในขณะที่ต่อต้านคนที่เราเกลียด แม้ว่าบางทีจะพูดเหมือน ๆ กันก็ตาม หรือแม้ว่าจะยังไม่ได้ฟังเขาดี ๆ ด้วยซ้ำไป ดังนั้นเจ้าของโควตจึงเป็นอะไรที่มีพลังกับใจคนมาก ลองสังเกตดูแคมเปญการกุศลต่าง ๆ หรือพวกเว็บไซต์แรงบันดาลใจ ก็มักจะเอาโควตมาแปะไว้ข้างรูปภาพบุคคลสำคัญ ดูแล้วชวนอ่าน น่าเชื่อถือยิ่งใหญ่ เพราะถ้าเขาเขียนเองเรื่องเดียวกันนี้โดยไม่มีชื่อคนดัง มวลชนคงจะไม่สนใจเท่าไร (ทั้งนี้พวกโควตที่มีภาพคนดังประกอบบ่อยครั้งก็มั่ว จนกระทั่งมีคนล้อเลียนโดยนำภาพลินคอล์นมาประกอบโควตปลอมต่าง ๆ เสียดสีนิสัยมุ่งตัวบุคคล เช่น “อย่าเชื่อทุกอย่างที่คุณอ่านบนอินเตอร์เน็ต แค่เพราะมีโควตกับภาพคนแปะอยู่ข้าง ๆ” [1])

ตรรกะวิบัติมุ่งตัวบุคคลก็เล่นกับจิตใจคนเราอย่างนี้ แต่ไปมุ่งที่อคติ สร้างความเกลียดแทนที่จะเป็นความรัก ส่วนใหญ่แล้วตรรกะวิบัติชนิดนี้จะเกิดเมื่ออีกฝ่ายเถียงไม่ออก หาเหตุผลดี ๆ มาโต้ไม่ได้ ก็เลยหาทางชกใต้เข็มขัด แถไปประเด็นอื่นเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของคนพูด หรือบุคลิกลักษณะของคนพูดแทน

ตัวอย่างที่เข้าใจง่าย เช่น เวลาคนป่วยลืมกินยาฆ่าเชื้อ แล้วไปหาหมอ หมอจะดุว่าทำไมกินยาฆ่าเชื้อไม่ครบ ยาฆ่าเชื้อจำเป็นต้องกินติดต่อกันจนหมดแผง หยุดเองไม่ได้ มิฉะนั้นเชื้อจะดื้อยา

คนป่วยเลยพูดว่า “ไม่กิน ไม่จริงหรอกหมอ บริษัทยามันจ่ายเงินให้หมอล่ะสิ อยากบังคับขายเป็นแผงให้คนเสียเงินซื้อยากินเยอะ ๆ”

คือที่ถูกต้องนั้น ถ้าคนป่วยต้องการจะค้าน ก็ต้องหาหลักฐานการแพทย์มาสู้กับหมอว่า ทำไมการไม่กินยาฆ่าเชื้อติดต่อกันจนหมดจึงไม่ทำให้เชื้อดื้อยา(เพราะนั่นคือเหตุผลของยาฆ่าเชื้อที่หมอยกมา) แต่คนป่วยมุ่งไปที่ตัวหมอเอง(ว่าหมอคนนี้ได้สินจ้างจากบริษัทยา แม้จะไม่มีหลักฐานอีกเหมือนกัน) ซึ่งไม่ได้ทำให้ความจริงที่ว่ายาฆ่าเชื้อต้องกินติดต่อกันจนหมดถูกปฏิเสธได้

จุดสำคัญของการมุ่งตัวบุคคลแบบนี้ คือการ “แปะป้าย” ใส่อีกฝ่ายหนึ่ง ว่ามีจุดประสงค์ไม่ดี เป็นคนเลว ขี้ขลาด โง่ บ้า ฯลฯ จึงไม่ควรที่จะฟังเขาเลยตั้งแต่แรก ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม

ได้ยินบ่อยมาก เขาเป็นควายแดง เขาเป็นสลิ่มคลั่งเจ้า

พอมีป้ายแปะบนตัวเขาแบบนี้แล้ว คนคนนี้ก็ไม่เป็นบุคคลที่มีความคิดอ่านอิสระของตัวเองที่จะมาให้เรารับฟังตัดสินอีกต่อไป แต่กลายเป็นแค่ตัวละครไร้ชื่อที่รับบทควายแดงหรือสลิ่มคลั่งเจ้าเท่านั้น ทั้งที่เขาอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบบสุดลิ่มทิ่มประตูก็ได้ แค่ว่าเห็นด้วยกับบางอย่าง แต่กลับโดนจัดเข้าประเภทใดประเภทหนึ่งไปซะแล้ว

มีตัวอย่างการแปะป้ายที่เห็นกันบ่อย ๆ เลยในสังคมโซเชี่ยล คือเวลามีคนออกความเห็นอะไรสักอย่าง โดยที่เฟสบุ๊คของเขาอาจจะไม่ได้ขึ้นโปรไฟล์เป็นรูปตัวเอง หรือไม่ได้ตั้งชื่อเป็นชื่อจริง คนที่มาค้านก็จะเย้ยว่า “ขนาดชื่อกับหน้าตายังไม่กล้าเปิดเผย หลบอยู่หลังคีย์บอร์ด” กล่าวคือ หันไปโจมตีลักษณะบัญชีเฟสบุ๊คของคนคนนี้ว่าไม่มีความกล้า แปะป้ายเกรียนขี้ขลาดลงไป แทนที่จะสู้กับข้อคิดเห็นของเขาตรง ๆ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน เขาอาจจะทำผิดกฎเฟสบุ๊คจริง แต่นั่นไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของความเห็นที่เขาพิมพ์มา

            นอกจากการแปะป้ายบุคคลว่าเป็นคนชั่วคนบ้าดังที่เล่ามาแล้ว ตรรกะวิบัติชนิดนี้ก็ยังแอดวานซ์กว่านั้นได้อีก เพราะสามารถแปะป้ายบุคคลเข้ากับกลุ่มที่ถูกมองว่าด้อยกว่าหรือไม่น่าฟังเสียงได้ด้วยล่ะ เช่นคนอาจจะไม่อยากฟังความเห็นของใครคนใดคนหนึ่ง แค่เพราะว่าเขาเป็นเพศที่สาม หรือไม่ต้องการฟังความเห็นของนักวิชาการมุสลิม แบบนี้เป็นต้น

ตั้งแต่ปี 1963 ถึงกับมีการบัญญัติศัพท์ “มุ่งที่ผู้หญิง” Ad feminam ก็ตามศัพท์เลยนั่นแหละ คือปฏิเสธความเห็นหรือข้อถกเถียงของบุคคลคนหนึ่งเพราะเป็นเพศหญิง คุยกันเรื่องนี้แล้วอาจจะงง ๆ เพราะเพศหญิงก็เป็นครึ่งหนึ่งของประชากร ทำไมจะถูกปฏิเสธได้

เราคุยกันผ่านตัวอย่างที่เพิ่งดังไปเรื่องหนึ่งดีกว่า อย่างที่ทุกคนรู้ ผู้หญิงมีประจำเดือน บางคนอาจจะทุกเดือน บางคนก็ถี่หรือห่างกว่านั้น เวลามีประจำเดือนก็จะปวดท้องเพราะว่ามดลูกบีบตัว

ผู้หญิงปวดท้องก็กินยาแก้ปวด เอาถุงน้ำร้อนประคบ นอนพัก บ่น ๆ ๆ ๆ คร่ำครวญ

แล้วถ้าปวดมาก ไม่สบาย เหนื่อยมากทำยังไง ผู้หญิงก็ไปหาหมอสิ แล้วหมอก็ถามอาการ ผู้หญิงก็บ่น ๆ ๆ ๆ หมอฟังจบก็ให้ยามาตามที่เห็นว่าเหมาะสม เสนอแนวทางผ่อนคลาย หรือบางทีก็อุลตราซาวนด์แล้วเจอเนื้องอกในมดลูก ก็ผ่าตัดออกทิ้ง พวกเนื้องอกนี้เจริญขึ้นใหม่ได้อีก ก็ไปผ่าอีก วงจรการปวดเมนส์ของผู้หญิงก็เป็นแบบนี้เรื่อยมา

ปรากฏว่าในยุคหลังนี่เอง การแพทย์เพิ่งจะมาค้นพบว่า ที่จริงแล้ว 20% ของประชากรหญิงในโลกมีโรคทางพันธุกรรมชื่อว่า โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis)[2] คือเนื้อเยื่อในมดลูกมันออกมาโตข้างนอกแทน ทำให้อวัยวะอื่น ๆ เป็นพังผืดติดกัน ท้องเสีย อาเจียน เป็นเนื้องอกและเจ็บปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ บางครั้งเนื้อเยื่อกระจายออกไปได้ถึงปอดและสมอง

ในตะวันตกได้มีการออกมายอมรับและกระตุ้นให้ตระหนักแล้วว่า ที่โรคนี้ไม่เป็นที่รู้จักและค้นพบช้าก็เพราะการปฏิเสธคำพูดของผู้หญิง[3] พูดง่าย ๆ ก็คือ หมอ(และคนรอบข้าง)แปะป้ายไปแล้วในใจว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ ทนความเจ็บปวดไม่ได้ ที่บ่น ๆ ๆ ๆ ก็เพราะแสร้งทำสำออย หรือคิดว่าเป็นอาการทางจิตที่อุปาทานไปเองว่าเจ็บและส่งไปรักษากับจิตแพทย์แทน เพราะแทบไม่มีใครนึกเลยว่าที่ผู้หญิงบ่นกันนักหนานี่ ก็เพราะว่าเจ็บจริง มีโรคอันตรายเกิดขึ้นอยู่จริง ๆ

อีกลักษณะหนึ่งที่พบบ่อยเกี่ยวกับการมุ่งโจมตีตัวบุคคล คือการโต้กลับว่า “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” หมายถึงการโจมตีว่า ตัวคนพูดมันก็ทำแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ จึงไม่มีสิทธิ์จะไปวิจารณ์ใครได้

เช่น เวลาฝ่ายค้านพูดในสภา พบว่าฝ่ายรัฐบาลมีพิรุธว่าโกงโครงการนั้นโครงการนี้ คนสนับสนุนรัฐบาลก็จะพูดว่า “กล้าพูดเนอะ ตอนฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลมันก็โกงเหมือนกัน” ซึ่งพอสวนแบบนี้ ก็มักจะทำให้อีกฝ่ายสะอึก (ถ้าฝ่ายค้านก็เคยโกงด้วยจริง) แต่ว่ากันตามเหตุผลแล้ว นั่นไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านพูดจะถูกล้ม โอเคล่ะ ฝ่ายค้านในที่นี้เป็นผู้พูดชนิดปากว่าตาขยิบ แต่เราจะไม่สนใจตรวจสอบพิรุธโครงการของรัฐบาลหรือ ก็ไม่ใช่ เพราะเนื้อหาเฉพาะประเด็นนี้มีน้ำหนัก ไม่ว่าฝ่ายค้านพูดหรือใครพูดก็สมควรได้รับการตัดสินด้วยเหตุผลเหมือน ๆ กัน

อืม พูดถึงฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลอาจจะเชยไป ในเมื่อปัจจุบันเราเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลทหารกันแล้ว เอาตัวอย่างที่เพิ่งเห็นผ่านตาไปบ้างก็แล้วกัน เร็ว ๆ นี้เอง ตอนอเมริกาวิจารณ์รัฐบาลไทย เรื่องกรณีชาวโรฮิงญา คืนตัวชาวอุยกูร์ ฯลฯ จะเห็นอยู่ตลอดว่าข้อตอบโต้จากชาวไทยคือ “อย่างน้อยเราก็ไม่สาระแนเรื่องประเทศอื่นอย่างอเมริกา” “อเมริกาเองก็เคยกดขี่คนดำมาก่อน” “ทีอเมริกายังไม่อยากรับผู้อพยพเม็กซิโกเลย”

เอ่อ... ขอโทษนะ ทั้งหมดนี้หันไปขุดคุ้ยความผิดของอเมริกา แต่ไม่มีใครคิดจะสนใจชาวโรฮิงญากับอุยกูร์เลยหรือ...

            อันตรายของการมุ่งตัวบุคคลอยู่ตรงนี้ มันทำให้ประเด็นต้นเหตุที่กำลังคุยกันมันปลิวหายแว้บไปเลย เพราะอีกฝ่ายก็มักจะต้องออกมาแก้เรื่องของตัวเอง แทนที่จะได้อภิปรายเรื่องที่ต้องพูด ในขณะที่ฝ่ายโจมตีตัวบุคคลโห่ร้องกับชัยชนะซึ่งได้จากฝีปาก ไม่ใช่ฝีมือแก้ปัญหาหรือเหตุผลใด ๆ

           

            อย่างไรก็ตาม คำพูดทุกคำมี “เสียง” ไม่ได้ออกมาลอย ๆ แต่ต้องออกจากปากใครคนหนึ่ง เป็นผลผลิตของมนุษย์คนหนึ่ง การไม่สนใจว่าใครเป็นคนพูดเสียเลยจะดีหรือ

            โดยส่วนตัวแล้ว เราคิดว่าจะไม่สนใจเลยก็ไม่ถูก แต่ว่าสัดส่วนความสนใจนั้นต้องไม่ใหญ่โตมโหฬารจนบังเนื้อหาของข้อถกเถียงนั้น ยกเว้นในกรณีที่เรากำลังคุยกันเรื่องคุณสมบัติ นิสัย บุคลิก ลักษณะ หรือคุณธรรมของบุคคลนั้น ๆ จริง ๆ

            ถ้าเรากำลังคุยเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญของใครคนหนึ่ง ใช้ตัวอย่างคล้ายเดิมก็ได้ คือเราป่วยแล้วไปหาหมอ แต่หนนี้ ปรากฏว่าหมอคลินิกนั้นไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ แน่นอนเราสามารถตั้งคำถามมุ่งที่คุณสมบัติของหมอได้เลย ไม่จำเป็นต้องฟังการวินิจฉัยของหมอ ไม่งั้นหมอดูหมอเดาหมออะไรก็ตรวจโรคเราได้กันหมด บทสนทนาจะเป็นดังนี้

            “กินยานี้สามเวลาหลังอาหารนะ แล้วคราวหน้ามาให้ฉีดยา”

            “ไม่กิน ไม่ฉีด ไม่เชื่อ คุณไม่ใช่หมอ”

            แบบนี้โอเคเลยนะ ไม่ต้องเอาหลักฐานสู้ ไม่ได้เป็นตรรกะวิบัติแต่อย่างใด (ก็แน่สิฟะ ใครจะให้ฉีด) สังคมเราบ่อยครั้งก็ต้องตัดสินแบบนี้ด้วย เพราะมีคนอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เยอะแยะ โดยที่อาจจะไม่ได้มีความรู้ตามมาตรฐานจริง แบบนี้การมุ่งตัวบุคคลแทนข้อเสนอของเขาไม่ผิดอะไร

            มีกรณีที่สำคัญด้านการเมืองการปกครองที่อยู่ในประเด็นนี้ คือความประพฤติของผู้นำประเทศ โดยทั่วไปแล้ว ผู้นำมักจะประกาศตัวว่ามีความสามารถ ซื่อตรง จริงใจ คือเป็นบุคคลที่ประชาชนสามารถเชื่อถือไว้วางใจได้สนิท ถึงได้ฝากอำนาจการปกครองรัฐไว้ให้เขาใช้

            แต่ถ้าเกิดเราพบว่าผู้นำคนนี้โกหกเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาล่ะ เรื่องอื่น ๆ ของเขายังจะน่าเชื่อถือได้อยู่ไหม เวลาเขาพูดอะไร เราควรจะใส่ใจตัดสินด้วยมาตรฐานเดียวกับที่เราจะตัดสินคนทั่วไปหรือเปล่า

            ในอเมริกามีเหตุอื้อฉาวทำนองนี้อยู่ 3 ครั้งที่คล้ายคลึงกัน คือผู้นำถูกจับได้ว่าไม่ซื่อสัตย์กับภรรยาของตัวเอง ครั้งแรกอดีตข้าหลวงนิวยอร์ค เอเลียต สปิตเซอร์ ถูกจับได้ว่าซื้อโสเภณี ครั้งที่ 2 อดีตรัฐมนตรีจิมมี่ สแวกการ์ต มีคนเห็นว่าเข้าโรงแรมกับโสเภณี และครั้งที่ 3 อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน เป็นชู้กับเด็กฝึกงานทำเนียบขาว[4]

            ในไทย เรื่องแบบนี้อาจจะดูธรรมดา ๆ แต่สำหรับตะวันตก เป็นเรื่องใหญ่ที่โดนประณามอย่างเละเทะมาก เหตุผลไม่ใช่เพราะนอกใจภรรยา แต่เหตุผลเพราะแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนโกหกหลอกลวง

            ขอให้ท่านลองพิจารณาดู คนประเภทไหนกันที่สามารถโกหกคู่ชีวิตที่อยู่บ้านด้วยกันทุกวันได้ โกหกญาติ ๆ โกหกเพื่อนทุกคนที่รู้จักได้หน้าตาเฉย ไม่เคยมีใครระแคะระคายว่านอกใจ คนอเมริกันเห็นว่านัยยะคือ คนที่โกหกเรื่องใหญ่ขนาดนี้ (ไม่ใช่โกหกแบบตามมารยาทหรือถนอมจิตใจ แต่เป็นโกหกเพื่อปกปิดความผิด) ต่อคนที่ตนเองรักและใกล้ชิดได้ ก็แปลว่าเขาสามารถโกหกเรื่องใหญ่อื่น ๆ เกี่ยวกับคุณสมบัติของเขา หรือเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง ต่อประชาชน ซึ่งเขาคงจะรักน้อยกว่าคู่ชีวิต ญาติ หรือเพื่อนรอบตัวของเขาเสียอีก ความชอบธรรมของผู้นำเหล่านี้จึงลดน้อยลงไป

            จริงอยู่ การที่คนเราโกหกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าต้องโกหกทุก ๆ เรื่อง จะตัดสินไปเลยทีเดียวว่าทุกความเห็นจากปากคนที่เคยโกหกหนึ่งครั้ง เท่ากับโกหกทุกครั้ง ก็คงผิดความจริงเกินไป

ในกรณีนี้ สิ่งที่ปฏิเสธได้ด้วยการมุ่งตัวบุคคลโดยไม่เป็นตรรกะวิบัติ จึงมีเพียงคำประกาศของผู้นำคนนั้นที่ว่าเขาเป็นคนซื่อตรง ไว้วางใจได้ เพราะความประพฤติของเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาไม่เลิศเลออย่างที่อ้าง การมุ่งตัวบุคคลตรงนี้เป็นข้อโต้แย้งได้เลยเพราะเราก็กำลังเถียงเรื่องตัวบุคคล

ส่วนที่เหลือซึ่งเชื่อมโยงกับความซื่อตรงนั้น เราคิดว่าพอรับฟังได้อยู่ แต่ก็เป็นที่น่าสงสัย เช่นว่า ผู้นำบอกว่าทำโครงการนี้ด้วยเจตนานี้ ประชาชนก็พอจะสงสัยได้ว่าเจตนาที่เขาพูดอาจจะไม่จริง ด้วยเหตุที่รู้ว่าเขาหลอกลวงคนได้เก่ง แม้ว่าเขาจะทำโครงการสำเร็จจริง ๆ ดังนี้เป็นต้น การปฏิเสธทั้งหมดของความสามารถและข้อเสนอจากผู้นำคนนี้เลยอาจจะเกินไป แต่จำเป็นต้องมีฝ่ายตรวจสอบเขาอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ความไม่ซื่อตรงในนิสัยเขาสบโอกาสแสดงตัว

เรียกว่าในแง่หนึ่งเขาก็ถูกแปะป้ายเด็กเลี้ยงแกะไปแล้วแหละนะในสายตาสังคม เพราะว่าคำพูดของคนเราต้องตั้งบนพื้นฐานความซื่อตรง ความจริง โดยเฉพาะคนที่ต้องรับผิดชอบจัดการอะไรหลายอย่างเช่นผู้นำประเทศ เมื่อมันต้องสงสัยว่า “ไม่จริง” เสียแล้ว คนฟังก็ไม่รู้จะเสียเวลาตัดสินเนื้อหาคำพูดเขาทำไม ตรรกะเหตุผลไม่เสวนากับความหลอกลวง

 

สุดท้ายนี้ ขอย้อนกลับไปที่โควตเปิดเรื่องของเราอีกครั้ง “ผู้ที่ไม่ยินยอมพร้อมอยู่ในใจว่าจะสละชีวิตเพื่อรักษาพระเจ้าแผ่นดิน รักษาชาติบ้านเมือง และรักษาศาสนา อันเป็นที่นับถือของตนแล้ว ก็ควรหลบหน้าไปเสียให้พ้น

เพื่อไม่ให้คาใจ ว่าสรุปแล้วนี่มันเป็นโควตของทักษิณ สุเทพ หรือพุทธทาส กันแน่ ก็ขอเฉลยเลยก่อนจบฉบับนี้ว่า โควตนี้ไม่ใช่ของทั้งสามคนนั้นหรอก แต่เป็นพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) จากพระราชนิพนธ์เรื่องปลุกใจเสือป่า[5] ก็หวังว่ามาถึงจุดนี้ เราทุกคนจะสามารถลดความหวั่นไหวที่เกิดจากเจ้าของโควตไปได้บ้าง และตัดสินกันที่เนื้อหามากกว่านะ





[1] ตัวอย่างเช่นภาพนี้ http://3.bp.blogspot.com/-5YbKzQFUwPY/Vc32bIuG_mI/AAAAAAAAOfE/Qmcojpmp2Ls/s1600/11846576_10205475164013822_268111819518083047_n.jpg

[2] http://www.theguardian.com/society/2015/sep/28/im-not-a-hypochondriac-i-have-a-disease-all-these-things-that-are-wrong-with-me-are-real-they-are-endometriosis?CMP=fb_gu

[3] http://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/00497878.2015.1078212

[4] http://www.scientificamerican.com/article/character-attack/

[5] ปลุกใจเสือป่า. (พ.ศ.2457). พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนาก หน้า 74


ผลงานอื่นๆ ของ Helegriel ณ ชะอำ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 1 ตุลาคม 2556 / 17:19
    สนุกมากค่ะ
    #2
    0
  2. วันที่ 20 ธันวาคม 2553 / 04:36
    โอ้วเดี๋ยวนี้มีเขียนเรื่องสั้นด้วยเรอะไอซ์

    ว่างๆไปร่อนแถวเซนจุรี่ดีมั้ยเนี่ยเผื่อเจอเนื้อคู่บ้าง lol

    ปล.รออ่านมาเฟียอยู่นะจ้ะ=w=

    #1
    0