คัดลอกลิงก์เเล้ว

บทวิจารณ์ Elisabeth มองจักรพรรดินีออสเตรียผ่านแว่นตาญี่ปุ่น

ในยุคสมัยแห่งความตื่นตัวเรื่องโรคซึมเศร้า การฆ่าตัวตาย และปัญหาของผู้หญิง ศิลปะการแสดงที่กล้าบอกเล่าเรื่องราวอันน่าขมขื่นเหล่านี้ดูจะมีความสำคัญต่อสังคมมากกว่าที่เคย เอลิซาเบธคือหนึ่งในเรื่องเหล่านั้น

ยอดวิวรวม

42

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


42

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  3 พ.ค. 62 / 16:59 น.
นิยาย Ԩó Elisabeth ͧѡþôԹ¼ҹ蹵ҭ บทวิจารณ์ Elisabeth มองจักรพรรดินีออสเตรียผ่านแว่นตาญี่ปุ่น | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



t
b

เนื้อเรื่อง อัปเดต 3 พ.ค. 62 / 16:59



Elisabeth มองจักรพรรดินีออสเตรียผ่านแว่นตาญี่ปุ่น

(เวอร์ชั่นปี 2005 กำกับการแสดงโดย โคอิเกะ ชูอิจิโร, กำกับดนตรีโดย โยชิดะ ยูโกะ, แสดงโดย นักแสดงทาคาระซูกะ กลุ่มพระจันทร์)

วิจารณ์โดย พีริยา จำนงประสาทพร

 

                ในยุคสมัยแห่งความตื่นตัวเรื่องโรคซึมเศร้า การฆ่าตัวตาย และปัญหาของผู้หญิง ศิลปะการแสดงที่กล้าบอกเล่าเรื่องราวอันน่าขมขื่นเหล่านี้ดูจะมีความสำคัญต่อสังคมมากกว่าที่เคย เอลิซาเบธคือหนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้น นางเดินทางมาไกลจากโลกตะวันตกข้ามมาสู่โลกตะวันออก ทว่าดูเหมือนสายตาที่ผู้คนแดนอาทิตย์อุทัยมองนางจะแตกต่างไปมาก พวกเขาถึงกับปรับเปลี่ยนเรื่องราวของนางให้เข้ากับชีวิตและความต้องการของพวกเขาเอง เพื่อให้ผู้ชมได้ซาบซึ้งและบันเทิงใจตลอดสองชั่วโมงครึ่งอย่างสูงสุด

                เอลิซาเบธเป็นละครเพลงบนเวที หรือมิวสิคัล เรื่องที่ดังที่สุดเรื่องหนึ่งตลอดกาลที่ประพันธ์เป็นภาษาเยอรมัน โดยนักแต่งบทละครและบทเพลงมือฉมังแห่งยุโรป มิคาเอล คุนเซอ ละครบอกเล่าเรื่องราวที่มีพื้นฐานจากพระราชประวัติของจักรพรรดินีเอลิซาเบธ พระมเหสีในจักรพรรดิฟรานซ์ โยเซฟ ที่ 1 แห่งราชวงศ์ฮับส์บวร์ก ออสเตรีย เมื่อเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น คณะละครที่เลือกเรื่องนี้ไปเล่นคือ ทาคาระซูกะ ซึ่งเป็นคณะละครหญิงล้วน ที่มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้หญิงเช่นเดียวกัน การแปลเพลง ทำฉากและเสื้อผ้า จึงปรับเปลี่ยนไปให้เหมาะสมกับผู้ชมหญิงชาวญี่ปุ่น แต่ยังคงโครงเรื่องหลักของคุนเซอเอาไว้

                เนื่องจากข้าพเจ้าเคยได้ชมเรื่องเอลิซาเบธภาคภาษาเยอรมัน เวอร์ชั่นเวียนนาปี 1996 เวอร์ชั่นเวียนนารีไววอลปี 2003 และเวอร์ชั่นยูโรเปียนทัวร์ 2015 มาแล้ว ในครั้งนี้ ได้มีโอกาสชมภาคภาษาญี่ปุ่น เวอร์ชั่นทาคาระซูกะ 2005 จากดีวีดี ข้าพเจ้าจึงจะวิเคราะห์วิจารณ์ทั้งสารของเรื่องเอง และเปรียบเทียบระหว่างเวอร์ชั่นภาษาเยอรมันกับภาษาญี่ปุ่น

 

คำตอบของชีวิตที่ไร้อิสรภาพ

                บทพูดแรกของเอลิซาเบธในองก์ที่ 1 เมื่อก้าวออกมาจากหลังรูปภาพของตัวเองคือ “ดั่งนกที่บินไปบนท้องฟ้าได้อย่างเสรี หากฉันได้โบยบินไปสู่สวรรค์สีน้ำเงินอันไร้ที่สิ้นสุดนั้น ฉันคงจะมีความสุขตลอดไป การเป็นอิสระก็คือการได้เป็นเหมือนพระเจ้า” บ่งบอกถึงข้อจำกัดของอิสรภาพในชีวิตมนุษย์ได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าคนเราเมื่อเกิดมาแล้วต้องมีบทบาทหน้าที่ ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบทางศีลธรรมและสังคม ไม่มีใครสามารถจะเป็นอะไร หรือจะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา คนเราล้วนถูกผูกล่ามกับตัวตนที่เป็นอยู่

                ในกรณีของเอลิซาเบธ นางเกิดมาเป็นเจ้าหญิงในราชวงศ์วิทเทลส์บาค แห่งแคว้นบาวาเรีย ตั้งแต่เด็กต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสและฝึกกิริยามารยาทแบบผู้ดี นางรู้สึกถูกบังคับจึงพยายามหลีกหนีจากวงสังคมชั้นสูง โดยแอบไปเล่นซนกับน้องชาย จนกระทั่งนางไต่เชือกผาดโผนแล้วพลัดตกลงมา ทำให้นางได้เจอกับบุรุษลึกลับทรงอำนาจ คือ โทด (Tod) ชื่อของเขาในภาษาเยอรมันแปลตรงตัวว่า “ความตาย” โทดได้ช่วยชีวิตเอลิซาเบธและปล่อยให้มีลมหายใจอยู่ต่อ แต่ดูเหมือนว่านางจะหยุดคิดถึงเขาไม่ได้เสียแล้วหลังจากนั้น โดยเฉพาะเวลาที่โศกเศร้าผิดหวังจากเหตุร้ายต่างๆในชีวิต นางเห็นเขามาร้องเรียกและสารภาพรักกับนาง เขาพร่ำบอกนางว่า อ้อมกอดของเขานี่แหละคืออิสรภาพที่แท้จริง

                ตลอดเรื่อง เอลิซาเบธพยายามดิ้นรนที่จะเป็นอิสระ ไม่ให้ใครมาควบคุมนางได้ นางเริ่มต้นโดยการตกลงแต่งงานกับฟรานซ์ โยเซฟ เพื่อจะได้ย้ายออกจากที่พำนักเดิมที่อยู่กับมารดาผู้เข้มงวดในบาวาเรีย นางเข้าใจว่าจะมีความสุขเหมือนเทพนิยายเพราะความรักจากผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิออสเตรีย แต่นางกลับพบว่าตัวเองต้องเข้าไปอยู่ในพระราชวังที่เข้มงวดยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า และโดนรังแกโดย โซฟี พระราชมารดาของจักรพรรดิ โซฟียึดลูกๆของเอลิซาเบธไปเลี้ยงเองตั้งแต่เกิด และไม่ยอมให้นางทำงานอดิเรกที่ชอบ เช่น ขี่ม้า เพราะโซฟีอ้างว่า “หน้าที่ของจักรพรรดินีก็คือการทำลายตัวตนของตนเอง และอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อราชวงศ์” เอลิซาเบธตระหนักว่า นางเพียงแค่ย้ายจากกรงหนึ่งไปสู่อีกกรงหนึ่งเท่านั้น

                หลังจากนั้น เอลิซาเบธพยายามต่อสู้กลับ ด้วยการลดน้ำหนักและเสริมความงามจนกระทั่งได้รับความนิยมจากสื่อและประชาชนอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะชาวฮังการีที่รักนางมาก และทำให้ฮังการีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรียในที่สุด ฟรานซ์ โยเซฟ เริ่มตระหนักว่าเอลิซาเบธมีอำนาจและอิทธิพลกับการปกครองของเขายิ่งกว่าโซฟี จึงยอมให้นางได้ตามคำขอ คือได้ลูกๆของตนจากโซฟีมาเลี้ยงเอง

                ดูเหมือนเอลิซาเบธจะมีความสุขอยู่ชั่วคราว แต่ไม่นานบทบาทความเป็นแม่ก็ทำให้นางอึดอัด ความจริงนางไม่ได้ใส่ใจเด็กๆสักเท่าไร ยิ่งไปกว่านั้น สายตาของประชาชนที่ติดตามข่าวความงามและแฟชั่นของเอลิซาเบธอยู่ตลอดก็ทำให้นางเครียด และเป็นโรคการกินผิดปกติต่างๆ โซฟีได้โอกาส จึงให้คนนำโสเภณีไปถวายฟรานซ์ โยเซฟ เพื่อทำลายความสัมพันธ์ที่ทำให้เอลิซาเบธได้อำนาจ เมื่อเอลิซาเบธรู้ว่าโดนนอกใจ ก็ออกไปจากวังเพื่อท่องเที่ยวตามประเทศต่างๆ ลูกชายของนาง รูดอล์ฟ ที่รู้สึกขาดแม่มาตลอด และพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองเพราะไม่เห็นด้วยกับพ่อ แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายก็รู้สึกสิ้นหวังจนใช้ปืนยิงตัวตายตามที่โทดโน้มน้าว เอลิซาเบธยิ่งจมดิ่งลงสู่ภาวะซึมเศร้า นางอดทนมีชีวิตอยู่ไปจนอายุหกสิบปี ก็ถูกลอบสังหารโดย ลุยจิ ลูเคนี ผู้นิยมอนาธิปไตยที่มีอาการทางจิต

                ดังที่ได้เล่ามาโดยสังเขปนี้จะเห็นว่า ไม่ว่าช่วงใดของชีวิต เอลิซาเบธก็ถูกตีกรอบอยู่ในบทบาทบางอย่างที่นางไม่ต้องการ ยิ่งนางพยายามที่จะหาวิธีทำให้ตัวเองมีอำนาจเพียงพอจะได้ทำอะไรๆอย่างที่ใจต้องการ วิธีเหล่านั้นก็กลับเป็นโซ่ที่บีบรัดนางแน่นหนาขึ้นไปอีก อิสรภาพตามความหมายในละครเรื่องนี้ คือการเป็นอิสระจากตัวตนโดยสมบูรณ์ พ้นจากความสัมพันธ์ความรับผิดชอบ จากสายตาและคำวิจารณ์ของผู้คน “เป็นเหมือนพระเจ้า” อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเป็นได้

                ความหนักหนาสาหัสของพันธนาการแห่งชีวิตมนุษย์ดังกล่าวนี้ ละครเอลิซาเบธได้สื่ออย่างชัดเจนผ่านเสื้อผ้า ในฐานะภาระที่มนุษย์ต้องสวมใส่ทุกวันไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น เสื้อผ้าและเครื่องประดับของเอลิซาเบธจะเยอะและหนักพองขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่เริ่มแต่งงานกับฟรานซ์ โยเซฟ นางเองพูดออกมาทันทีที่สามีสวมสร้อยเพชรซึ่งเป็นของขวัญแต่งงานให้ว่า “มันหนักมากเลย” รวมถึงสีเสื้อผ้าจะเข้มขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นสีดำในวัยแก่ เพราะเรื่องร้ายและความทุกข์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของนาง รวมถึงนางตัดสินใจไว้ทุกข์ให้รูดอล์ฟ เมื่อตอนที่เอลิซาเบธตายแล้วเท่านั้น นางจึงได้มีโอกาสถอดทุกอย่างออก เหลือแต่ชุดชั้นในบางๆสีขาว แทบจะเปลือยเปล่า ทั้งยังสยายผมที่มัดมวยไว้ออกด้วย ข้าพเจ้าเห็นว่า ทาคาระซูกะออกแบบเสื้อผ้าเพื่อสื่อสารได้ยอดเยี่ยม

                ส่วนคำตอบสู่อิสรภาพ ที่เรื่องเอลิซาเบธนำเสนอ มีอยู่สองทาง ทางแรก คือ “ความบ้า” จะเห็นได้จากฉากในองก์ที่ 2 ระหว่างที่เอลิซาเบธท่องเที่ยวไปนอกวัง นางได้เยือนโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล มีผู้ป่วยจิตเวชหญิงที่แต่งตัวเลียนแบบเอลิซาเบธและประกาศว่าตัวเองเป็นจักรพรรดินี จนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเข้ามาจับตัวมัดไว้ เอลิซาเบธคุยกับผู้ป่วยคนนั้นแล้วเกิดความรู้สึกว่า “ถ้าหากเปลี่ยนกันได้ล่ะก็ ฉันก็จะเปลี่ยนที่กับเธอ . . . อา วิญญาณของเธอช่างเป็นอิสระเหลือเกิน ใช่แล้ว อิสระ! อา แม้ว่าฉันเดินทางเรื่อยไป วิญญาณก็โดนล่ามขังไว้ แต่เธอต่างหากเล่าที่เป็นอิสระ” คนบ้าเท่านั้น ที่หลุดพ้นจากตัวตนของตนเองและเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น ในโลกของตัวเองที่ไม่ต้องสนใจสิ่งใดทั้งสิ้น

                ทางที่สอง คือ “ความตาย” ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจมาก โทดจะโผล่มาให้เอลิซาเบธเห็นอยู่ทุกๆครั้งที่นางเศร้า หรือรู้สึกท้อใจว่า อยากยอมแพ้กับชีวิตอันไร้อิสรภาพนี้เสียที นับวัน เด็กสาวผู้ซุกซนเริ่มกลายเป็นผู้หญิงบ้าอำนาจผู้มีกิจวัตรเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แบบที่นางเกลียด นางจึงอยากจะหยุด โทดเข้าใจความรู้สึกนี้ เขาพยายามนำกริชเล่มหนึ่งไปวางไว้ใกล้ๆเอลิซาเบธ หรือบางครั้งก็ส่งใส่มือให้ เป็นเชิงชวนให้ฆ่าตัวตาย เพื่อจะได้ “ไม่ต้องร้องไห้อีก เพียงพักผ่อนในอ้อมกอดของข้า นี่แหละเวลาที่เจ้าจะได้เป็นอิสระ ในโลกอันเป็นนิรันดร์ ไม่มีจุดจบ” ความตายสำหรับเอลิซาเบธเป็นทางลัดที่ง่ายที่สุดสู่อิสรภาพจากขีดจำกัดของชีวิต ทั้งยังมองว่าเป็น “นิรันดร์” เหมือนกับเป็นชีวิตอมตะที่ยั่งยืนกว่าชีวิตในโลกนี้ แม้ว่าเรื่องไม่ได้อธิบายว่าชีวิตหลังความตายนั้นเป็นอย่างไร เพียงแต่นำเสนอว่าเป็นภาวะที่สงบสบาย ไม่ต้องถูกบังคับอีก

                ทว่าในขณะเดียวกัน ถ้าหากว่าตายแล้ว เอลิซาเบธก็จะไม่เป็นตัวเอง หรือว่าจดจำความปรารถนาของตัวเองในฐานะเอลิซาเบธได้อีกต่อไป การเป็นอิสระจากตัวตนในแง่นี้จึงดูจะสูญเปล่าเหมือนเปลี่ยนตัวเองไปเป็นก้อนหินที่ไร้ความทรงจำนึกคิด นี่จึงเป็นการชักเย่อระหว่างความหวังที่จะมีอิสรภาพได้สำเร็จในชีวิต กับการสยบแก่ความตายเพื่อหวังอิสรภาพในโลกหน้า เอลิซาเบธพยายามเลือกอย่างแรกแทบจะตลอดชีวิตแต่ก็ไม่อาจคว้ามาได้ พอหลังจากถูกลอบสังหารแล้ว วิญญาณของนางจึงได้ลิ้มรสของอิสรภาพผ่านการรับรักจากโทด

                ข้าพเจ้าคิดว่าเหตุผลที่เอลิซาเบธไม่ยอมรับรักจากโทด(ไม่ยอมฆ่าตัวตาย)ตั้งแต่ต้น เป็นเพราะนอกจากไม่มีใครสามารถมั่นใจได้ว่าตายแล้วจะเป็นอย่างไร จะได้รับอิสรภาพจริงหรือไม่ ยังเป็นเพราะทางลัดนี้ดูง่ายเกินไป และไร้ศักดิ์ศรีเกินไป นางบอกโทด หลังจากปิดประตูไม่ให้ฟรานซ์ โยเซฟ เข้าห้องนอน ว่า “ไม่! ฉันจะไม่หนี! มันเร็วเกินไปที่จะยอมแพ้ ฉันจะต้องมีชีวิตอยู่เท่านั้นถึงจะเป็นอิสระได้ ออกไป! ฉันจะไม่พึ่งพานายหรอก!

                ยิ่งไปกว่านั้น ความตายจะแช่แข็งภาพของบุคคลคนนั้นก่อนตายเอาไว้ในความทรงจำของสังคม ซึ่งข้าพเจ้ามองว่าก็เป็นเหมือนการจองจำอย่างหนึ่ง ถ้าหากสมมติเอลิซาเบธฆ่าตัวตายในขณะที่โดนโซฟีบังคับและกลั่นแกล้ง นางก็คงจะถูกมองเป็นผู้หญิงอ่อนแอที่ไร้ทางสู้ มีปัญหาทางจิตร้ายแรงจนต้องหนีจากชีวิตในวังที่ขมขื่น ซึ่งเอลิซาเบธไม่ต้องการแบบนั้น เอลิซาเบธต้องการให้โลกมองว่าตนเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง หาทางยืนหยัดด้วยตัวเองได้ ควบคุมชีวิตตัวเองได้ เช่นที่นางบอกโทดอย่างภาคภูมิ หลังจากทำให้ฮังการีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรียได้ว่า “ฉันบินเองได้แล้ว ฉันจะเป็นอิสระ . . . เมื่อไรที่ฉันเต้นรำ ฉันก็เต้นกับคนที่ฉันเลือก ในเวลาที่ฉันอยาก และด้วยบทเพลงที่ฉันปรารถนา . . . ถ้าฉันจะเต้นรำ ฉันจะเป็นคนกำหนดการเต้นนั้นเอง”

                สารของเรื่องที่สนับสนุนให้ผู้ชมไม่ย่อท้อที่จะต่อสู้เพื่อควบคุมชีวิตของตัวเอง แม้ว่าการฆ่าตัวตายจะเป็นทางออกที่ดูยั่วยวนใจ ข้าพเจ้าคิดว่าละครเรื่องนี้สื่อได้อย่างงดงามและมีพลัง ด้วยบทเพลงสำคัญคือ วาตาชิ ดาเกะ นิ (ฉันก็คือฉัน) และ วาตาชิ กา โอโดรุ โทกิ (หากฉันจะเต้นรำ) ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นความวุ่นวายไร้สาระของชีวิตไปพร้อมๆกัน เพราะที่สุดแล้วมนุษย์ทุกคนก็ต้องตาย การดิ้นรนทุกประเภทอย่างไรก็ต้องสิ้นสุดด้วยความตายที่รอคอยเราอยู่ในเวลาอันเหมาะสม

            เอลิซาเบธไม่ได้พยายามนำเสนอความหมายของชีวิต หรือการเห็นว่าชีวิตคือของขวัญล้ำค่า ทุกคนพึงมีความสุขที่โชคดีได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ตามแบบศาสนาหลักต่างๆของโลก ตรงกันข้าม เอลิซาเบธนำเสนอความหดหู่ของมนุษย์ที่ถูกสาปให้ไขว่คว้าหาอิสรภาพที่ตัวเองไม่อาจมีได้ ในชีวิตที่ไร้ความหมาย เต็มไปด้วยแนวคิดและวิธีการที่สร้างมาเพื่อให้มนุษย์คนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้อำนาจ ด้วยความหวังว่า จะได้สามารถทำอย่างที่ตนต้องการได้มากกว่าคนอื่นๆ ดังจะเห็นว่าในเรื่อง เอลิซาเบธตัดชุดเป็นสีธงชาติฮังการีและเรียนพูดภาษาฮังการี โซฟีให้พระสังฆราชยอมร่วมมือเพื่อจะได้สามารถถวายโสเภณีให้แก่ฟรานซ์ โยเซฟ ได้อย่างถูกต้องไม่ผิดกฎศาสนา รูดอล์ฟร่วมมือกับกลุ่มกบฏพิมพ์หนังสือพิมพ์เพื่อปลุกระดมการปฏิวัติ เป็นต้น สรุปแล้ว การแย่งชิงอำนาจและสร้างความหมายให้กับสิ่งต่างๆ ก็คือวิธีการหาอิสรภาพของมนุษย์ในโลกนั่นเอง ข้าพเจ้าชมชอบการเล่าเรื่องที่ตรงไปตรงมา ไม่ประดิษฐ์ความหมายชีวิตใหม่ขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อให้กำลังใจคนเหมือนกับที่ศาสนาต่างๆในโลกได้ทำไว้แล้ว แต่แสดงความจอมปลอมของชีวิตได้เต็มเปี่ยมของเรื่องเอลิซาเบธ

                อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าไม่ค่อยเห็นด้วยกับมุมมองของละครเรื่องนี้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า เพราะค่อนข้างชัดว่า เอลิซาเบธได้พบโทด (หรือจินตนาการโทดขึ้นมา) เวลาที่นางหดหู่เศร้าหมอง ทำให้เรารู้ว่านางมีความคิดอยากจะฆ่าตัวตายอยู่เนืองๆ บวกกับความเครียด อาการอ่อนเพลีย โรคการกินผิดปกติ การถูกนอกใจ และการสูญเสียลูกชายที่ฆ่าตัวตาย ซึ่งก็ตรงกับพระราชประวัติจริงทั้งหมด (Owens 146-149) สังเกตจากอาการทั้งหมดนี้ ค่อนข้างชัดเจนมากว่าเอลิซาเบธ(ทั้งตัวจริงและตัวละคร)เป็นหนึ่งในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพียงแต่ในสมัยนั้นไม่มีจิตแพทย์ที่เข้าใจโรคนี้มากนัก หรือแม้แต่สมัยที่คุนเซอแต่งเรื่องนี้ก่อนแสดงในปี 1992 ก็ตาม การแก้ปัญหาความอยากฆ่าตัวตายในเรื่องดูเหมือนจะมีเน้นแต่เรื่องความอดทน การหาวิธีควบคุมชีวิต เพื่อเชิดหน้าใส่ความตายอย่างมีศักดิ์ศรี แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไม่น่าจะหลงเหลือความคิดจะต่อสู้หรือว่าศักดิ์ศรีของตัวเองอีกต่อไปแล้ว และไม่ใช่เรื่องของความเข้มแข็งหรืออ่อนแอ แต่เป็นความผิดปกติของสมอง (Amarinbooks Team)

                สารของเรื่องที่หวดตีมนุษย์ให้กัดฟันเข้มแข็งแม้ในโลกที่บีบคั้นและไร้สาระ จึงดูจะตอบโจทย์ของคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งก็คือผู้ชมเช่นข้าพเจ้า แต่ดูจะเป็นคำตอบที่ไม่น่าเป็นไปได้สำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งก็คือเอลิซาเบธ หรือผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์และอาการเดียวกับเอลิซาเบธ ดังนั้น สารลักษณะอย่างนี้เมื่อแต่งให้ตัวละครที่เป็นซึมเศร้าเล่นออกมาจึงดูค่อนข้างไม่น่าเชื่อถือ การแสดงละครบทผู้ป่วยโรคทางอารมณ์หรือทางจิตควรจะมีการศึกษาที่ละเอียดมากกว่านี้สักหน่อย น่าขบคิดว่าการสร้างศักดิ์ศรีสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแบบสมจริงจะยึดโยงกับสิ่งใด หรือมีขั้นตอนการปฏิเสธความตายอันแสนน่าดึงดูดใจแบบไหน ข้าพเจ้าหวังใจว่าสักวันหนึ่งจะได้ชมเอลิซาเบธเวอร์ชั่นที่กล้าอภิปรายเรื่องนี้มากขึ้น

 

เปลี่ยนปัญหาชีวิตเป็นเรื่องรักพาฝัน

                เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งว่า บทละครเวอร์ชั่นญี่ปุ่นนี้แตกต่างกับเวอร์ชั่นเยอรมันอย่างไร ข้าพเจ้าจำเป็นต้องเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครสำคัญ คือ โทด เวอร์ชั่นเยอรมันก่อน คุนเซอได้ผูกเรื่องความ “ปลื้ม” ของเอลิซาเบธ(ตัวจริง)ที่มีต่อกวี นักเขียน และนักข่าวชาวเยอรมันชื่อดังของสมัยนั้น คือ ไฮน์ริช ไฮเนอ (Owens 61) เข้ากับการใฝ่หาอิสรภาพของผู้หญิง การอ่าน เขียน และวิจารณ์บทความของไฮเนอถือเป็นการปลดปล่อยทางความคิดของเอลิซาเบธ อีกทั้งการได้ชื่นชมและเข้าอกเข้าใจผู้ชายคนอื่นนอกจากสามีในชีวิตจริงของนาง ก็เป็นการสร้างจินตนาการทางเพศ (sexual fantasy) ขึ้นมา สำหรับผู้หญิงสมัยนั้นที่เกิดมามีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายเพียงคนเดียวตลอดชีวิต นี่เป็นรสชาติความหลากหลายแบบหนึ่ง ที่แม้จะไม่ถึงกับปลดปล่อยทางเพศ แต่ก็ดูค่อนข้างหมิ่นเหม่ไปทางการมีชู้หรือนอกใจในทางคริสต์ศาสนา

                ดังนั้น ตลอดมาการแสดงเอลิซาเบธในยุโรปจะพยายามเฟ้นหานักแสดงที่รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับไฮเนอ มาเล่นบทโทด แล้วแต่งหน้าทำผมให้เหมือนยิ่งขึ้น บางครั้งจะมีการผสมผสานเสื้อผ้าแบบดารานักร้องป๊อปสตาร์แบบที่ผู้หญิงสาวมักชื่นชอบให้โทดใส่ เพื่อเน้นฐานะความเป็นจินตนาการทางเพศ บุคลิกของโทดเวลาเข้ามาหาเอลิซาเบธจะเร่าร้อนรุนแรง ดิบเถื่อน เหมือนกับพายุตัณหาที่จู่ๆก็ก่อตัวขึ้นมา ทั้งที่ในสมัยนั้นผู้หญิงจะถูกสอนให้กดเอาไว้ ห้ามไม่ให้มัวเมากับความรู้สึกที่เป็นบาป ความรู้สึกทางเพศนั้นจึงทำให้ผู้หญิงกลัวแต่ก็ตื่นเต้นไปด้วย ฉากที่เห็นได้ชัดคือ ฉากงานเต้นรำหลังพิธีแต่งงานในองก์ 1 โทด(ในทุกเวอร์ชั่นที่ข้าพเจ้าได้ชม ทั้งเยอรมันและญี่ปุ่น)จะต้องทำให้เอลิซาเบธให้ล้มลงไปกับพื้น ด้วยการผลักเองหรือใช้ลูกสมุนผลัก แล้วกอดรัด โทดเวอร์ชั่นเยอรมันจะไปไกลกว่านั้น โดยลูบไล้หรือขยุ้มบริเวณหน้าอกและอวัยวะเพศของเอลิซาเบธด้วย และนางจะแสดงสีหน้าเคลิ้มไปกับเขา ก่อนพยายามสะบัดหนีหรือป้องกันตัวเอง

                การแสดงถึง “การยั่วยวน” แบบกึ่งลวนลามลักษณะนี้ จะเห็นได้ซ้ำอีกจากเวอร์ชั่นเยอรมัน ในองก์ที่ 2 ฉากความมืดหลังเอลิซาเบธได้สวมมงกุฎจักรพรรดินีแห่งฮังการี โทดจะกระชากหรือบิดแขนของเอลิซาเบธพร้อมบอกว่านางต่อต้านเขาไม่ได้ เขาจะสัมผัสบริเวณหน้าอกและอวัยวะเพศ สูดดมซอกคอ รวมถึงพยายามจูบปากของนาง การชักชวนให้ “รับรัก” จากโทดจึงไม่ได้เป็นเพียงการเสนออิสรภาพจากความทุกข์โศกและวุ่นวายของชีวิตเท่านั้น แต่เป็นอิสรภาพที่จะมีความสุขทางเพศนอกกรอบศีลธรรมของยุคสมัยนั้น ซึ่งนับเป็นอิสรภาพทางความคิดและประสบการณ์ของผู้หญิงไปด้วยพร้อมๆกัน เอลิซาเบธไม่แน่ใจที่จะเดินไปในเส้นทางนั้นและนางพยายามจะหาอิสรภาพผ่าน “การแสวงหาอำนาจ” ซึ่งก็ยังติดอยู่ในกรอบเดิมของสังคม ถือเป็นการต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรีตามศักยภาพในฐานะมนุษย์ของนาง เพราะอย่างไรชีวิตและความตายนางก็ยังต้องถูกตัดสินจากสังคมมนุษย์อีกอยู่ดี

                ข้าพเจ้าเห็นว่า โทดเวอร์ชั่นเยอรมันเป็นบุคลาธิษฐานของความตาย หรือความน่าดึงดูดใจของความตาย ดูจะเป็นภาพจินตนาการของคนที่กำลังเป็นทุกข์และต้องการอิสรภาพ มากกว่าจะเป็นตัวละครที่มีตัวตนจริงๆในเรื่อง หลักๆแล้ว โทดจะโผล่มาให้เอลิซาเบธกับรูดอล์ฟเห็นเท่านั้น ช่วงแรกที่เป็นเด็กชีวิตยังไม่เผชิญความเจ็บปวดมากนัก โทดก็จะปรากฏตัวลางๆในความมืดเป็นระยะเวลาสั้นๆ แทบจะไม่มีบทพูดหรือร้อง แต่พอเรื่องดำเนินไป และเอลิซาเบธหรือรูดอล์ฟซึมเศร้าหนักขึ้น โทดก็จะมาสนทนาหรือเต้นรำกับพวกเขายาวนานขึ้นเรื่อยๆ แสดงถึงความคิดเรื่องฆ่าตัวตายที่เริ่มเด่นชัดและบ่อยขึ้น ที่สำคัญ ทั้งในฉากที่รูดอล์ฟและเอลิซาเบธตาย โทดจูบปากเพื่อดื่มกินวิญญาณ จากนั้นก็วางศพที่อ่อนปวกเปียกทิ้ง หรือหิ้วไปที่อื่น สายตาสอดส่ายหาเหยื่อรายต่อไปของเขา

                แต่เมื่อหันมามองโทดเวอร์ชั่นญี่ปุ่น จะเห็นว่าโทดเป็นตัวละครที่เด่นที่สุดในเรื่อง (ทั้งๆที่เรื่องชื่อเอลิซาเบธ) เขาถูกเรียกเป็น “ชินิกามิ” หรือยมทูต เหมือนกับเป็นเทพที่อยู่ในดินแดนยมโลก ที่เรียกว่า “โยมิ โนะ เซไก” มากกว่าจะเป็นตัวแทนของความตายเอง อีกทั้งเป็นตัวละครที่มีจริง ตัวละครทุกตัวในเรื่องสามารถมองเห็น พูดคุย และสัมผัสโทดได้ทั้งหมด บทของโทดมีเยอะที่สุดและออกโรงนานตั้งแต่ฉากแรกๆ การปรากฏตัวของเขาไม่ได้สอดคล้องกับความอยากฆ่าตัวตายของเอลิซาเบธหรือรูดอล์ฟแต่อย่างใด

                หลังจากจบฉากดูตัวที่เมืองบาด อิชชึล ซึ่งเป็นเหตุให้เอลิซาเบธตกลงแต่งงานกับฟรานซ์ โยเซฟ ในเวลาต่อมา โทดโกรธและหึงมากจนสาบานว่า “ข้าจะทำลายราชวงศ์ฮับส์บวร์ก และปลิดลมหายใจแขกที่มาอวยพรเจ้าทุกคน” โทดจะกลายเป็นตัววางแผนชักใยให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น โทดไปปลุกระดมชาวบ้านที่ไม่มีนมดื่มในช่วงสงครามโลก ชี้ทางให้ชาวฮังการีกลุ่มต่อต้านอำนาจออสเตรียเดินทางไปเวียนนาได้ ช่วยกลุ่มกบฏวางแผนการพิมพ์หนังสือพิมพ์และซ่องสุมกำลังพลร่วมกับรูดอล์ฟ เป็นต้น การกระทำเหล่านี้ไม่ปรากฏในเวอร์ชั่นเยอรมัน เป็นบทที่แต่งใหม่โดยทาคาระซูกะทั้งหมด

                นอกจากนี้ ทาคาระซูกะมีขนบที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสร้างตัวละครชายให้มีลักษณะพาฝัน อ่อนหวาน เป็นผู้ชายรูปงามสะโอดสะอง และสามารถบอกรักหรือร้องเพลงรักยาวๆให้ผู้หญิงบ่อยๆโดยไม่ขัดเขิน ทว่าในขณะเดียวกัน ความรักและหลงใหลที่แสดงออกนี้ไม่เน้นเรื่องความต้องการทางเพศ “พวกเขาคือสิ่งเพ้อฝัน ที่มาเป็นทางเลือกให้กับโลกความจริงที่มีแต่สามีญี่ปุ่นทั่วไป ผู้ซึ่งพวกผู้หญิงบ่นว่า หยาบกระด้าง บ้างาน และไม่โรแมนติก” (Holden) เนื่องจากทาคาระซูกะเป็นคณะละครหญิงล้วน ตัวละครชายใช้นักแสดงหญิงตัวสูงใส่เสื้อผ้าเสริมไหล่แสดง โดยทำท่าทางและร้องเพลงเสียงต่ำเลียนแบบชาย พวกเธอจึงกลายเป็น “ผู้ชายในอุดมคติ” ของผู้ชมหญิงชาวญี่ปุ่นได้อย่างง่ายกว่าผู้ชายจริงๆ

                ดังนั้น โทดเวอร์ชั่นญี่ปุ่นจึงไม่เน้นให้เหมือนไฮเนอ หรือแต่งตัวแปลกๆ แต่เน้นให้หล่อโดดเด่นกว่าตัวละครชายคนอื่นๆในเรื่องมากที่สุด เขาไม่อาจแสดงกิริยาหยาบคาย ลวนลามจับของสงวน หรือใช้ความรุนแรงกับตัวละครผู้หญิง  คือเอลิซาเบธ แบบเวอร์ชั่นเยอรมันได้ โทดเวอร์ชั่นญี่ปุ่นจึงพยายามโน้มน้าวนางด้วยถ้อยคำเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงร้องเพลงรักยาว ชื่อ ไอ โนะ ชิ โตะ รอนโด (การเต้นรำของความรักและความตาย) ที่ทาคาระซูกะแต่งขึ้นใหม่ เพื่อสารภาพความรู้สึกตั้งแต่ตอนเจอเอลิซาเบธเป็นครั้งแรกว่า “ดวงตาเจ้าที่มองมานั้นทิ่มแทงให้หัวใจข้าหวั่นไหว แม้แต่ลมหายใจก็เหมือนกอดรัดข้าไว้ ทำให้น้ำแข็งในหัวใจนี้ละลาย ทั้งที่เป็นแค่เด็กสาวธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นแต่ก็เหมือนทำให้ทุกสิ่งของข้าแหลกสลายลงได้ . . . ข้าอยากให้เจ้ารักข้าในขณะที่มีชีวิตอยู่มากกว่าจะช่วงชิงวิญญาณนี้ไปจากเจ้า”

                จะเห็นว่า บุคลิกและเจตนาของโทดเปลี่ยนแปลงไปจากต้นฉบับภาษาเยอรมันอย่างมาก เอลิซาเบธเวอร์ชั่นญี่ปุ่นจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เพื่อให้เรื่องดำเนินไปได้อย่างกลมกลืน เอลิซาเบธเวอร์ชั่นนี้ไม่ได้ต้องการอิสรภาพจากขีดจำกัดของชีวิตมนุษย์ หรืออิสรภาพในฐานะผู้หญิง มากเท่าที่ต้องการอิสรภาพจากการตามจองล้างจองผลาญของโทด หลังจากนางแต่งงานกับฟรานซ์ โยเซฟแล้ว และอิสรภาพจากกฎระเบียบในวัง นางบอกว่า “ฉันคนเดิมไม่ได้อาศัยอยู่ในพระราชวัง ไม่ได้ถูกใครควบคุม เคยใช้ชีวิตอย่างอิสระ” แสดงให้เห็นว่า อิสรภาพสำหรับเอลิซาเบธเป็นสิ่งที่นางมีอยู่เดิมก่อนจะแต่งงานกับฟรานซ์ โยเซฟ ตอนนี้นางถูกลิดรอนมันไปเพราะโซฟีและฐานะจักรพรรดินีเท่านั้น ประเด็นเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องที่ผู้ชมของทาคาระซูกะสนใจ อิสรภาพสำหรับชาวญี่ปุ่นดูเหมือนจะผูกโยงกับการทำอะไรตามใจโดยไม่ต้องคิดถึงสถานะทางชนชั้นหรืออาชีพ ไม่ใช่อิสรภาพที่จะหลุดจากตัวตนและขีดจำกัดมนุษย์

                ที่สำคัญ วัฒนธรรมญี่ปุ่นปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับหน้าที่ของผู้หญิงในฐานะแม่และภรรยาอย่างมาก เชื่อกันว่าผู้หญิงเหมาะสมที่จะทำงานบ้านและเลี้ยงดูเด็กมากกว่าผู้ชาย รวมถึงหน้าที่แม่บ้านเป็นเกียรติที่สำคัญของผู้หญิงและสังคม เพราะว่าเป็นหน่วยที่ผลิตและอบรมประชากรรุ่นต่อไป (Kincaid) ความเท่าเทียมทางเพศในสังคมญี่ปุ่นก็ยังถือว่าต่ำที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศเศรษฐกิจแข็งแกร่งหลักของโลก (Matsuo) ดังนั้น สิ่งที่เอลิซาเบธเวอร์ชั่นเยอรมันมองว่าขัดขวางอิสรภาพทางเพศ หรือเป็นการรับใช้และถูกกดให้เป็นรองผู้ชาย สำหรับผู้ชมหญิงของทาคาระซูกะแล้วน่าจะเป็นเรื่องปกติของพวกเธอในชีวิตประจำวัน เพราะในญี่ปุ่น ผู้หญิงส่วนใหญ่ทำแบบนี้กันทั้งนั้นจนชิน พวกเธอจึงรู้สึกว่าไม่ใช่ปัญหา หรือถูกลิดรอนอิสรภาพ แต่เป็นแค่ความจริงของวิถีชีวิตอย่างหนึ่งเท่านั้น เรื่องอิสรภาพของผู้หญิงทางความคิดและประสบการณ์จึงอาจถือเป็นเรื่องเร็วและใหม่เกินไปที่จะสื่อกับผู้ชมหญิงญี่ปุ่นของทาคาระซูกะ

                ตัวเอลิซาเบธเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเองก็แสดงบุคลิกของเด็กสาวที่ใสซื่อร่าเริง มีลักษณะอยู่เฉยเป็นฝ่ายรับการกระทำ (passive) มากกว่าเวอร์ชั่นเยอรมัน เมื่อพิจารณาจากบทบาทของโทดเวอร์ชั่นญี่ปุ่นที่คอยชี้นำและยุยงทุกคนแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่า เอลิซาเบธน่าจะแทบไม่เป็นทุกข์เลย หากโทดไม่ได้พยายามก่อให้เกิดเหตุร้ายต่างๆในชีวิตของนาง รวมทั้งการปฏิวัติต่างๆก็อาจจะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน ดังนั้น โทดเวอร์ชั่นญี่ปุ่นจึงไม่ใช่ทางออกแสนสงบของเอลิซาเบธผู้ดิ้นรนในชีวิตจนเหนื่อย แต่ก้ำกึ่งเป็นตัวร้ายที่มาบีบคั้นให้เอลิซาเบธเกลียดชังชีวิต(และสามีของนาง)จนต้องสมัครใจยอมตายเองให้ได้ ภาพรวมของเอลิซาเบธเวอร์ชั่นนี้ จึงเกี่ยวกับเรื่องความรักและการพยายามเกี้ยวพาราสีของโทดมากกว่าเรื่องชีวิตอันไร้อิสรภาพ

                ยิ่งไปกว่านั้น การคลี่คลายเรื่องตอนจบของทาคาระซูกะเป็นไปในแนวทางที่ตรงข้ามกับต้นฉบับอย่างน่าตกใจ ในตอนแก่ เอลิซาเบธเวอร์ชั่นญี่ปุ่นจะซึมเศร้าเพราะตีความ “อิสรภาพ” ในการเลือกสิ่งต่างๆของชีวิตนาง เป็นสิ่งไม่ดีที่ทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายต่างๆ เช่น นางเลือกที่จะสนใจเรื่องความงามเพื่อชนะใจชาวฮังการี ทำให้สามีเบื่อหน่ายและเปิดช่องให้โซฟีถวายโสเภณี นางเลือกที่จะไม่คืนดีกับฟรานซ์ โยเซฟ ทำให้นางต้องเหงาและโดดเดี่ยว นางเลือกไม่ช่วยแก้ตัวเรื่องกบฏให้กับรูดอล์ฟ ทำให้รูดอล์ฟฆ่าตัวตาย เป็นต้น สิ่งที่นางเลือกเองเหล่านี้ทำให้ตนเองไม่มีความสุขมากขึ้นๆ อิสรภาพแทนที่จะเป็นของดีกลับเป็นยาพิษของชีวิตนาง

                สุดท้ายแล้ว เมื่อถูกลอบสังหาร เอลิซาเบธจึงดีใจที่ได้ยอมทิ้งอิสรภาพเพื่อความรักของโทด สอดคล้องกับแผ่นพับส่งเสริมการขายดีวีดีทาคาระซูกะ ฉบับภาษาไทยของค่ายมุราซากิ ที่ระบุว่า “ตัวข้าใฝ่หาในอิสระ แต่ไม่สามารถไขว่คว้ามาได้ แม้จะตาย วิญญาณก็ไม่อาจเป็นอิสระได้ ด้วยถูกความรักแห่งยมทูตผูกมัดเอาไว้ แต่รักของท่านผู้นั้น ช่างอ่อนโยน แม้ท่านจะเย็นชา แต่รักของท่านช่างแสนอบอุ่น หรือตัวข้านี้ จะยอมละทิ้งอิสรภาพ เพื่อรักของท่านผู้นั้น รักอันเป็นนิรันดร์” ในฉากจบ เอลิซาเบธวิ่งเข้าไปกอดโทดและทั้งคู่จูบปากกัน แต่โทดไม่ได้ดูดกินวิญญาณของนางไปแบบเดียวกับที่ทำกับรูดอล์ฟ นางยังคงมีสติและยิ้มแย้มในอ้อมกอดของเขา ทั้งคู่ลอยขึ้นไปอยู่ด้วยกันในยมโลกอย่างมีความสุข ถือเป็นการปิดฉากแบบสุขนาฏกรรมที่แท้จริง ถึงแม้เอลิซาเบธจะ “ตาย” แต่ก็เหมือนแค่ย้ายจากภพหนึ่งไปจากอีกภพหนึ่งเท่านั้น

                ดังที่ได้กล่าวมานี้ จะเห็นว่าทาคาระซูกะได้ตีความและแปลงสารเรื่องเอลิซาเบธใหม่มากพอสมควร โดยเฉพาะองก์ที่ 2 ของเรื่อง แนวคิดเรื่องอิสรภาพนี้ไปคล้ายคลึงกับปรัชญาอัตถิภาวนิยม (existentialism) แบบฌอง-ปอล ซาตร์ ที่ว่ามนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ เพราะมนุษย์ต้องรับผิดชอบการเลือกทุกครั้ง ทั้งการสร้างตัวเองขึ้นมา และผลของตัวเอง เสรีภาพไม่มีจุดมุ่งหมายนอกจากตัวเอง (Manzi) ดังนั้น เอลิซาเบธจึงตกอยู่ภายใต้คำสาปที่ทำให้ทุกข์มาก นางไม่ได้ต้องการมันอีกต่อไปแล้วเมื่อตระหนักว่าเลือกทางไหนก็ล้วนมีผลกระทบที่ไม่อาจคาดคิด ไม่เป็นอย่างที่หวัง และเป็นแค่ทางเลือกที่มีจำกัดแค่ในภาวะของนางขณะนั้น ซึ่งไม่นำนางไปสู่ความสุขหรือความหมายใดๆเลย

                นอกจากนี้ ในเมื่อการดิ้นรนอย่างไร้สาระเพื่ออิสรภาพที่ไม่มีอยู่จริงนั้นมีแต่ทำให้เจ็บปวด เอลิซาเบธก็เริ่มจะมองความตายเป็นทางออกอย่างสงบและชื่นบาน จะเห็นได้จากองก์ที่ 2 ฉากโรงพยาบาล หลังจากคุยกับคนบ้าที่คิดว่าตัวเองเป็นจักรพรรดินีแล้ว ในเวอร์ชั่นเยอรมัน เอลิซาเบธจะยิ่งซึมเศร้ามากกว่าเดิม และแสดงความเจ็บปวดที่นางต่อสู้เท่าไรก็ไม่สามารถได้มาซึ่งอิสรภาพที่แท้จริงสักที แต่ครั้นจะยอมตายก็กลัวและรู้สึกพ่ายแพ้ ผ่านเพลง นิกซ์, นิกซ์, การ์ นิกซ์ (ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเลย) ที่ร้องในความมืดอย่างโดดเดี่ยว เพลงนี้ทาคาระซูกะตัดทิ้งไป และเปลี่ยนเป็นเพลง วาตาชิ ดาเกะ นิ (ฉันก็คือฉัน) ซ้ำแบบสั้นอีกรอบหนึ่ง (reprise) เอลิซาเบธเดินไปสู่ฉากดวงอาทิตย์ขึ้นที่ดูกว้าง สว่าง สงบ และมีความหวัง พร้อมกับนางสนองพระโอษฐ์ที่นางไว้ใจ ดังนั้น ดูเหมือนว่าในวัยแก่ เอลิซาเบธเวอร์ชั่นญี่ปุ่นจะเริ่มทำใจยอมรับความจริงของโลก รวมถึงยอมรับความตายที่รออยู่ข้างหน้าได้

                ข้าพเจ้าไม่ใคร่นิยมการดัดแปลงเรื่องที่ทำให้สารเพี้ยนไปมากเช่นนี้นัก แต่คิดว่าคงจะถูกจริตผู้ชมชาวญี่ปุ่นของทาคาระซูกะไม่น้อย แนวคิดของอิสรภาพจากสิ่งร้อยรัดทุกประการของชีวิตตั้งแต่เกิด หรือจากการเป็นผู้หญิงในสมัยนั้น ก็อาจจะไม่สามารถสื่อให้ผู้ชมเข้าใจหรือเกิดความรู้สึกร่วมได้ รวมถึงลักษณะของละครทาคาระซูกะเป็นความบันเทิงพาฝันสำหรับผู้หญิง ผู้ชมไม่ได้ต้องการจ่ายเงินเข้ามาหดหู่ใจ หรือพบเห็นการแสดงที่น่าตกใจเกินไป(เช่นลวนลามหรือใช้ความรุนแรง) ทำให้เอลิซาเบธต้องเปลี่ยนมาเข้าพวกกับเนื้อเรื่องสไตล์เจ้าหญิงจอมแก่นที่อยากเล่นโลดโผนแบบเด็กผู้ชาย ค่อยๆเปลี่ยนเป็นเรื่องลูกสะใภ้ผู้น่าสงสารที่ถูกแม่สามีกลั่นแกล้ง และเปลี่ยนไปสู่เรื่องภรรยาที่ถูกสามีนอกใจ จนยอมไปมีรักใหม่กับยมทูต(ที่หล่อและหนุ่มอยู่เสมอ)ผู้คอยตามตื๊อมาตลอดตั้งแต่เด็กในที่สุด ข้าพเจ้าคิดว่าคุณค่าของสารดูจะลดลงไปบ้าง เห็นแก่นเรื่องเดิมไม่ชัด แต่ก็เป็นเหตุที่ทำให้เอลิซาเบธเวอร์ชั่นญี่ปุ่นประสบความสำเร็จมากเช่นกัน และเป็นเหมือนก้าวแรกๆที่ทาคาระซูกะกล้าลองเลือกบทละครเยอรมันเนื้อหาค่อนข้างหนักมาเล่น ดังนั้นอย่างน้อยก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคต

 

เผยความงามของยุโรปสู่สายตาญี่ปุ่น

                นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนบทละคร เพลง และเสื้อผ้าบางส่วนแล้ว คณะทาคาระซูกะได้แสดงฝีมืออันน่าตื่นตะลึงในการออกแบบฉากหลังของเอลิซาเบธขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด เน้นความละเอียดอลังการของฉากแบบสมจริง ไม่เน้นเชิงสัญลักษณ์แบบที่โรงละครไรมุนด์เวียนนา

                ทาคาระซูกะได้จำลองบรรยากาศและฉากคาเฟ่ที่พวกกบฏวางแผนกันมาจากเวียนนา ที่ซึ่งวัฒนธรรมร้านกาแฟได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกในปี 2011 ข้าพเจ้าได้ลองเปรียบเทียบภาพของมุมต่างๆดูแล้ว ค่อนข้างแน่ใจว่าทั้งอุปกรณ์โต๊ะเก้าอี้ โคมไฟ และเพดานโค้ง เลียนแบบมาจากร้านคาเฟ่ ชเปิร์ล อันมีชื่อเสียงในย่านมาเรียฮิลฟ์ อีกสองฉากที่จำลองมาได้ดีพอใช้คือ ฉากแต่งงาน ที่วิหารชเตฟานสโดม เวียนนา และฉากสวมมงกุฎจักรพรรดินี ที่วิหารเซนต์สตีเฟนบาซิลิกา บูดาเปสต์ สองแห่งนี้ไม่ได้ทำอย่างละเอียดมากนัก แต่ก็เก็บเอารายละเอียดของลักษณะกระจกสี และแท่นประกอบพิธีที่รูปร่างหน้าตาเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้ พอให้มองออกว่าเป็นที่ไหน

                เนื่องจากผู้ชมชาวญี่ปุ่นไม่คุ้นเคยกับชื่อเมืองและประเทศต่างๆในเรื่อง ทาคาระซูกะได้ช่วยเหลือโดยฉายแผนที่ยุโรปให้ดูเป็นระยะ เวลาที่ตัวละครเดินทาง หรือบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอีกประเทศหนึ่ง ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยเฉพาะฮังการีที่ในเรื่องนี้ได้เข้ามารวมกับจักรวรรดิออสเตรียภายใต้ระบอบปกครองแบบควบคู่ (dual monarchy) เพราะอิทธิพลของเอลิซาเบธเป็นหลัก ทาคาระซูกะยังเก็บเอาเนื้อเพลงที่มีส่วนประกอบของวัฒนธรรมหรือคำภาษาฮังการีไว้บางส่วน เพื่อให้สามารถแยกแยะระหว่างประชาชนออสเตรียกับประชาชนฮังการี ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือจากเพลง เอเยน (ไชโย) มาจากคำว่า Éljen (แต่ว่าไม่เก็บไว้หลายคำมากเกินจนสับสน เพราะภาษาฮังการีกับญี่ปุ่นไม่มีความคล้ายที่จะพอเดาได้เองโดยไม่แปล) และแสดงความต่างผ่านธงกับเสื้อผ้าแบบท้องถิ่นมากกว่าเวอร์ชั่นเยอรมัน จะได้เห็นชัดว่าชาวฮังการีเป็น “ชาวต่างชาติ” ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจความละเอียดอ่อนดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง

                การออกแบบฉากที่สวยงามโดยจำลองจากสถานที่ในแผ่นดินไกลโพ้นดังที่ได้กล่าวมานี้ เป็นแรงส่งเสริมอย่างดีให้เอลิซาเบธกลายเป็นเรื่องพาฝันที่ผู้ชมญี่ปุ่นชื่นชอบ กลวิธีหลายอย่างของละครเรื่องนี้ตรงกับแนวคิดยุคโรแมนติกศตวรรษที่ 18 กล่าวคือ สรรเสริญเชิดชูเรื่องราวในอดีต ใช้ฉากเป็นสถานที่ห่างไกลอันมีธรรมชาติและวัฒนธรรมแปลกตา มีเรื่องลึกลับหรือเกี่ยวกับเวทมนตร์ ซึ่งในที่นี้คือการมีอยู่ของโทดในฐานะยมทูต และเกี่ยวกับความรักหรือความสัมพันธ์เชิงอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล เป็นต้น (Beadle) ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งที่แสนเพริศแพร้วพิสดาร พบเจอกับตัวละครที่ไม่อยู่ใต้กฎของโลกใบเดียวกับพวกเขา แต่สามารถเข้าใจกันได้ด้วยความรู้สึก ดนตรี และคำอธิบายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ที่มีมาเป็นระยะตลอดเรื่อง เป็นการผ่อนคลายจากสภาพสังคมชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยระเบียบวินัยของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี นี่เอง เคล็ดลับความสำเร็จที่แท้จริงของเอลิซาเบธ คือความใส่ใจและตั้งใจจริงของทาคาระซูกะที่จะทำให้จักรพรรดินีออสเตรียได้รับเสียงปรบมือในญี่ปุ่นกึกก้องที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เล่นในปี 1996 มาจนปัจจุบัน และมีแผนจะเล่นอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

 

 


 

แหล่งอ้างอิง

Amarinbooks Team. “รู้จักโรคซึมเศร้า สาเหตุ อาการและการรักษา โดยหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์.”

            Amarinbooks, 8 ส.ค. 2560, https://www.amarinbooks.com/รู้จัก-โรคซึมเศร้า-สาเหตุ-วิธีการสังเกตตัวเอง-

                และการรักษา-โดยหมอประเสริฐ-ผลิตผลการพิมพ์/.

Beadle, Richard, Reginald P.C. Mutter and Others. “The Romantic Period: The nature of Romanticism.”

                Encyclopædia Britannica, 27 Dec 2017, https://www.britannica.com/art/English-literature/The-

                Romantic-period.

Holden, Stephen. “FILM REVIEW; Men Who Are Women, and Fans Who Adore Them.” The New York Times,

                17 Aug. 1994, https://www.nytimes.com/1994/08/17/movies/film-review-men-who-are-women-and-

                fans-who-adore-them.html.

Kincaid, Chris. “A Look at Gender Expectations in Japanese Society.” Japan Powered. 23 May 2016,

                https://www.japanpowered.com/japan-culture/a-look-at-gender-expectations-in-japanese-society.

Manzi, Yvonne. “Jean-Paul Sartre: Existential “Freedom” and the Political.” E-International Relations. 23 Jan.

                2013, https://www.e-ir.info/2013/01/23/jean-paul-sartre-existential-freedom-and-the-political/.

Matsuo, Ichiro, Azusa Mishima, and Naoko Murai. “Japan drops to 114th place in gender equality rankings.”

            The Asahi Shimbun. 2 Nov. 2017, http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201711020033.html.

Owens, Karen. Franz Joseph and Elisabeth: The Last Great Monarchs of Austria-Hungary. Jefferson, North

                Carolina, McFarland & Company, Inc., Publishers, 2013.

 



ผลงานอื่นๆ ของ Helegriel ณ ชะอำ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น