[END] Deep kiss :: HUNHAN

ตอนที่ 20 : CHAPTER 18 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,047
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 329 ครั้ง
    31 มี.ค. 61




CHAPTER 18

 

 

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

        สายตาของผู้คนไม่เคยมีผลกับเขา

 

          ตั้งแต่เมื่อก่อน...หรือแม้แต่วันนี้ ตอนนี้ที่ใครๆ ก็พากันจ้องมองมา

 

          ชายหนุ่มปิดประตูรถ ทิ้งบูกัตติ เวย์รอนไว้ในที่ของมัน แล้วก้าวช้าๆ ไปที่ตึกคณะซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก บนพื้นเป็นสีชมพูเจือจางเหมือนท้องฟ้าคล้ายภาพสะท้อน มีคิมจงอินเดินงัวเงียอยู่ข้างๆ และมีเสียงซุบซิบ กับการให้ความสนใจที่หลากหลายจนเกินจะคาดเดา

 

          “ไปสร้างงานสร้างอาชีพอะไรไว้ คนถึงได้ดูสนใจอยากสรรเสริญมึงกันทั้งนั้น”

 

          คำถามตรงปลายหูอู้อีในลำคอ แต่ดูท่าว่าเจ้าของจะไม่ได้สนใจในคำตอบเท่าไหร่ เพราะเดี๋ยวเดียวก็หันไปส่งยิ้ม ไม่ก็โบกมือทักทายให้คนน่ารักทางโน้นทีทางนี้ที ต่างจากโอเซฮุนทำเพียงหัวเราะในลำคออย่างเหนื่อยหน่าย จะมีสักกี่เรื่องที่คนเราอยากใส่ใจ

 

          — ความผิดพลาด การทะเลาะวิวาท รวมๆ แล้วก็คือเรื่องคนอื่นทั้งนั้น

 

          ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม แผลที่โดนต่อยไม่เจ็บอีกแล้ว แต่รอยช้ำบนหน้ายังพอมีให้เห็นจางๆ เหมือนกับการป้องปากพึมพำสุมหัวตลอดทางที่พวกเขาเดินผ่าน พอลองปรายตามอง คนพวกนั้นก็แตกฮือ เสแสร้งหยิบจับอะไรให้วุ่นวายไปหมด

 

          ไร้สาระ...ขมวดคิ้วแล้วก็ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านั้น

 

          แม้แต่ในเขตอาคารเรียนที่เพิ่งก้าวเข้ามาจะเหมือนกับที่อื่นๆ – ต่างกันแค่เสียงพูดคุยและการสื่อชัดทางสายตา รวมทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์งึมงำฟังไม่รู้และไม่คิดปิดบัง

 

          “ตกลงกูควรอยากรู้จริงๆ สินะ” คนที่ยืนข้างกันหรี่ตา กอดอกหมกมุ่นอยู่หับความคิดของตัวเอง ผิดกับเขาที่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป

 

          ตั้งใจเดินผ่าน...ถ้าไม่ติดว่ามีคนกลุ่มใหญ่เดินมาขวางทางไว้

 

          เป็นพวกที่เขารู้จักดีเสียด้วย...

 

          “ไงมึง” ฮวังจื่อเทาทักทาย ดวงตาจิ้งจอกคู่นั้นแพรวพราวเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์

 

          เซฮุนแค่ขานรับในลำคอ ต่างจากอีกฝ่ายขยับเข้ามาตบบ่าอย่างสนิทสนม

 

          “ตอนนี้ใครๆ ก็พูดถึงมึง ภูมิใจนะที่มีเพื่อนเป็นคนดังขนาดนี้” แล้วก็พากันหัวเราะเสียงลั่นออกมา บางคนถึงขั้นผิวปากอย่างสนุกสนาน

 

          ว่ากันตามตรงมันน่ารำคาญมากกว่าอยากรู้ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...

 

          “เรื่องอะไร” เสียงทุ้มลึกถามกลับ แลกมาด้วยการประสานสายตาที่นิ่งเงียบ – คู่หนึ่งเรียบนิ่งไร้อารมณ์ แต่อีกคู่วาบวับเรืองรองด้วยประกายเจ้าเล่ห์ที่ไม่น่าไว้ใจ และ...

 

          “ก็เรื่องที่...มึงหายหน้าไปตั้งปีกว่าไงล่ะ”

 

          คำบอกนั้นกระชากความเงียบงันให้เบียดแทรกเข้ามา การสนทนาหยุดชะงัก และทุกอย่างนิ่งค้างไป

 

          สีหน้าของคนพูดปรากฏเค้าแววสนุกสนานชอบใจมากขึ้นเรื่อยๆ ตรงกันข้ามกับคู่สนทนาที่ยังคงเฉยเมย และเฉยชากับสิ่งที่ได้รับฟังได้อย่างดีเยี่ยมสมอ

 

          ดวงสีเข้มจับจ้องที่คนตรงหน้า ล้ำลึกและเงียบเชียบ เหมือนพร้อมจะเอาจริงกับเรื่องไม่เข้าหูเหล่านั้น แต่ว่า...

 

          “โว่ว...ใจเย็นก่อนเพื่อน” รีบยกมือขึ้นห้าม พร้อมหัวเราะกลบเกลื่อนเจตนาที่แท้จริง “กูแค่ตอบคำถามไม่ได้ปากสว่าง เพราะอันที่จริงก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่กูก็ไม่รู้ อย่างเช่น...เรื่องที่พี่สะใภ้คนสวยนั่นคือแฟนเก่าของมึงเอง หรือที่มึงอิจฉาพี่ชายจนทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาเหมือนอย่างทุกวันนี้”

 

          “ปากมึงนี่มัน!” เป็นจงอินที่คำรามออกมา และแทบคว้าคอเสื้อคนปากดีเข้ามาต่อยคว่ำถ้าไม่ถูกห้ามไว้

 

          “ใจเย็นๆ ไม่มีเหตุผลให้ต้องโมโห” เซฮุนเอ่ยเสียงเรียบ พลางดันเพื่อนสนิทออกไปให้พ้นทาง แล้วเลือกจะเผชิญหน้ากับตัวปัญหาอย่างไม่หลบเลี่ยง

 

          “ก็แค่ความจริงของคนนอกที่ไม่ได้รับเชิญมาตั้งแต่แรก กูดีใจด้วยนะ...ที่มึงเสือกสำเร็จ”

 

          ชัดเจนเหมือนจะหยุดลมหายใจของคนฟัง ยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาที่เคยว่างเปล่ากลับมาวาววับ คมปลาบและเด็ดขาดได้มากกว่าอีกฝ่าย – เค้าแววหยิ่งผยองอวดดีหายไป ปะทุด้วยความกรุ่นโกรธที่เริ่มลุกโชน

 

          ประสานสายตาท้าทาย หยั่งเชิงความอดทนอันน้อยนิดของแต่ละฝ่าย ความเงียบที่ไร้แม้แต่เสียงลมหายใจยิ่งเพิ่มความกดดัน ต่างคนต่างพร้อมพึ่งเข้าซัดกันตลอดเวลา

 

          แต่...ก็แค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น แค่การเดินทางสั้นๆ ของกลีบดอกเชอร์รี่ที่ร่วงหล่น ฮวังจื่อเทาก็กระตุกยิ้มมุมปากออกมา

 

          “คงไม่ใช่กูหรอกที่มึงต้องพูดประโยคนี้ให้” ย้อนกลับอย่างไม่ทุกข์ร้อน หายไปแล้วความคุกกรุ่นที่เกือบระเบิดออกมา เหลือเพียงการสื่อชัดว่าเป็นเขามากกว่าที่ควรทบทวนตัวเองให้ดีอีกครั้ง

 

          “ถ้ามึงไม่ถือ...กูขอส่งต่อมันให้น้องตาหวานคนนั้นดีกว่า ชื่อลู่หานสินะถ้ากูจำไม่ผิด”

 

          ก้าวเข้ามาประชิด ตาสบตาอย่างไม่มีวันยอมลงให้ พร้อมการพูดเน้นย้ำที่ดังชัดเจนทุกคำ

 

          “ฝากบอก...ว่ากูยินดีกับด้วย ที่ไม่ต้องคอยวิ่งอ้าขาให้ใครๆ เพราะอยากรู้ความหลังของมึงอีก”

 

          “ฮวีงจื่อเทา!” ตวาดลั่น พร้อมกำปั้นที่รุนแรงและแม่นยำ!!

 

          "อย่านะโอเซฮุน!!"

 

          หมัดที่เงื้อขึ้นถูกหยุดยั้ง พร้อมกับการเหนี่ยวรั้งภายในเสี้ยววินาที

 

          แวบหนึ่งคือสัมผัสอบอุ่นที่คุ้นเคย – มือเล็กๆ บอบบางที่พยายามจะประคับประคองเอาไว้ให้มากที่สุด สั่นเทาและถูกปฏิเสธเสมอมา แต่ไม่เคยลังเลที่จะเอื้อมมาหาในห้วงเวลาที่หัวใจมีแต่ความดำมืดและหนาวเหน็บ

 

          ใบหน้าหล่อจัดหันกลับไปช้าๆ ทั้งหมดปรากฏชัดตรงหน้า กลุ่มผมสีอ่อนและดวงตากวางใสสะอาดที่มีเพียงภาพของเขาปรากฏชัดเจนตลอดมา

 

          ได้แต่นิ่งมอง หัวสมองโล่งว่างจนไม่มีคำพูดอะไรเลนที่จะนึกออก

 

          “...ลู่หาน...”

 

          “อย่าทำเลยนะ...เซฮุนนา” เสียงใสเอ่ยออกมาพร้อมกับการส่ายหน้าไปมาช้าๆ แขนข้างนั้นถูกกอดกระชับให้แนบแน่นขึ้น สื่อชัดว่าจะไม่ยอมให้เขาทำผิดใดๆ อีก

 

          ลู่หานอยู่ที่นี่...และช่วยดึงจิตสำนึกที่ขาดหายไปเพราะแรงโทสะให้กลับมา

 

          แรงอารมณ์ในดวงตาสีเข้มอ่อนลงทีละนิด เหมือนมือที่กำแน่นกำลังค่อยๆ คลายออก เซฮุนรู้ดี...ถ้ายังดึงดัน เด็กคนนี้จะเสียใจ

 

          เขาเคยทำมาตลอด...ทำร้ายเจ้าลูกกวางคนนี้มามากพอแล้ว

 

          ลดมือลงช้าๆ แต่แล้วเสียงหัวเราะกลับดังขึ้นสวนทางอย่างบ้าคลั่ง

 

          ฮวังจื่อเทาขบขันจนน้ำตาไหลเหมือนคนเสียสติ

 

          “กะแล้วว่าต้องมา” ดวงตาจิ้งจอกวาววับ ดูแคลนกดทับให้ร่างกายผอมบางนี้ยิ่งเล็กลีบ ชายหนุ่มไล่มองคนมาใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า คล้ายกึ่งสังเวชที่สุดท้ายแล้วก็ยังคงโง่งมยืนอยู่ตรงนี้

 

          เจ้าเด็กโง่...ที่โอเซฮุนอยากฆ่าให้ตาย

 

          “น่าประทับใจดีนะ มาถึงนี้เพื่อโอ๋หมอนั่นเหรอ หรือว่า...อยากเค้นถามอะไรเพิ่มเติม” ถ้อยประโยคถากถางเยอะเย้ย กับสายตาเหยียดหยามหลายต่อคู่ที่ถูกส่งตรงเข้ามา

 

          จากมุมนี้ ในวันนี้ ชายหนุ่มเห็นแล้วว่าสิ่งที่เขาเคยปฏิบัติกับอีกฝ่ายมาตลอดมันเลวร้าย และอัปลักษณ์แค่ไหน

 

          แต่ถึงอย่างนั้น...คนตัวเล็กก็ยังยืนนิ่งรับฟังทุกคำ

 

          ครู่หนึ่งที่เงียบไป เขามองมองเห็นการสูดหายใจเข้าลึกยาว รับรู้ถึงฝ่ามือเล็กๆ ที่บีบแน่นมากขึ้น ไม่นานบนริมฝีปากสีเชอร์รี่ที่มักเอาแต่เม้มแน่นก็ค่อยคลี่ยิ้มออกมา

 

          “เรามาทำตามสัญญา...สัญญาที่เคยบอกไว้หน้าหลุมศพของคุณอิมยอนฮวา จะจับมือของเซฮุนเอาไว้ จะยืนอยู่ด้วยกันตรงนี้” ชัดเจนและดังก้องในทุกความรู้สึก มากกว่านั้นคือฝังลึกลงในหัวใจของคนฟัง ไม่มีเค้าแววหวาดกลัวหรือลังเล

 

          ลู่หานไม่ใช่คนช่างเถียง ไม่สู้คนและบางทีก็ชอบหนีปัญหา ยังคงเป็นคนเดียวกับเด็กโง่ที่ชอบยืนห่อไหล่ เดินก้มหน้าหลังค่อมไม่เคยมั่นใจในตัวเอง

 

          วันนี้คงเป็นวันแรก...ที่เจ้าลูกกวางเลือกที่จะเผชิญหน้า กับคู่ต่อสู้ที่มีชื่อว่าความจริง

 

          “คิดว่าพูดแบบนี้แล้วมันจะรักนายขึ้นมางั้นเหรอ น่าขำชะมัด” ตอกย้ำ และบทขยี้ความรู้สึกกันซ้ำๆ

 

          ริมฝีปากที่ขยับเอ่ยบิดเป็นรอยยิ้มร้ายกาจ ดวงตาหลายคู่ตรงนี้เรืองรอง ไม่ได้รู้สึกรู้สาไปกับสิ่งที่คำพูดที่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย

 

          ก้มตัวลงมาหา และ...

 

          “คนอย่างโอเซฮุน มันรักได้แค่คนที่ตายไปแล้วเท่านั้นล่ะ”

 

          ฉับพลัน เพียงแค่สายลมรวดเร็วพัดผ่าน นัยน์ตาทุกคู่ก็ต้องเบิกกว้างตื่นตะลึง!

 

          กลีบดอกเชอร์รี่ปลิวว่อน มวลอากาศรอบกายสับสน พร้อมๆ กับทุกอย่างที่แตกกระจาบเมื่อร่างของคนปากดีหมุนคว้าง และลอยละลิ่วล้มคว่ำลงบนพื้นทันที!!

 

          แรงอันมหาศาลนั้นหนักแน่นและพุ่งตรง เพียงแค่หมัดเดียวที่หยุดทุกการเคลื่อนไหว และมากกว่าความรวดเร็วที่ตั้งตัวไม่ทัน มากกว่าความตกใจที่คาดไม่ถึง คือร่างของใครคนหนึ่งที่คุ้นตา

 

          — ในชุดสูทสีเข้มที่ดูภูมิฐาน กับความเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบที่ใครๆ ต่างวาดฝันถึง

 

          ทั้งหมดฉายชัดอยู่ในดวงตาสีเข้มที่กำลังสั่นไหวคู่นี้

 

          “...พี่...”

 

          “คุณไม่ควรพูดจาหมิ่นเกียรติคนตาย”

 

          เสียงทุ้มต่ำเยือกเย็น ดวงตาที่มองกลับไปเฉียบขาด ดุดันพอทีจะสะกดทุกลมหายใจ

 

          แก้มซีกหนึ่งของฮวังจื่อเทาแดงเถือก มุมปากมีเลือดไหลซิบๆ เจ้าตัวตวัดสายตากลับมาถลึงมองอย่างฉุนเฉียว หายไปแล้วเค้าแววเย้ยหยันขบขัน เหลือเพียงความกรุ่นโกรธคั่งแค้น

 

          “เป็นแค่อาจารย์พิเศษแต่กล้าต่อยนักศึกษา เรื่องมันไม่จบแค่นี้แน่ๆ อู๋อี้ฝาน” ลุกขึ้นพรวดอย่างท้าทาย แต่ไม่มีทางคนอีกฝ่ายจะตกใจหวาดกลัว

 

          คงต้องพูดว่า...ท่าทางเด็กน้อยอาละวาดแบบนั้นไม่มีผลใดๆ ต่อชายหนุ่มที่นิ่งเงียบอย่างล้ำลึกกว่า และสุขุมได้มากกว่า

 

          อย่างเดียวที่เขาทำ คือการขยับยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น ไม่มีใครกล้าตีความเปลวไฟน้ำแข็งที่ลุกโชนในดวงตาคู่นั้น

 

          “ยินดีที่คุณยังเห็นผมเป็นอาจารย์ เพราะจากที่ยืนฟังมา ผมไม่ยังรู้สึกถึงการได้รับเกียรติแบบนั้น” ราบเรียบแต่กลับสั่นสะเทือนไปทั้งความรู้สึก อู๋อี้ฝานมองตรง ไม่ลังเลวอกแวกเหมือนเวลาพุ่งชนศัตรูทางธุรกิจเพื่อก้าวไปข้างหน้า

 

          มากกว่าหน้าที่ท่านประธานและผู้นำทางธุรกิจของตระกูล ไกลกว่าการเป็นเพียงแค่อาจารย์พิเศษ เขาคือหนึ่งในมันสมองและกำลังสำคัญด้านเงินทุนของ ส.ส. โอ ผู้เป็นบิดา

 

          หนึ่งในแรงสนับสนุนผู้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้

 

          และถ้ารู้ข้อมูลเหล่านี้ดี...ก็อย่าได้คิดบังอาจตอแยหรือว่าลองดีเป็นอันขาด

 

          แต่ก็นั่นล่ะ...คนประเภทอวดดีอย่างฮวังจื่อเทาไม่เคยจำ

 

          “เจอความจริงเข้าไปถึงกับรับไม่ได้เลยเหรอครับ พวกคุณไม่ได้สูงส่ง หรือเป็นศูนย์กลางของโลกต่างจากคนอื่นนักหรอก แต่มีส่วนสกปรกที่เน่าเฟะเหมือนกันทั้งนั้น” ทุกถ้อยคำดันทุรังโกรธเกรี้ยวอย่างไม่ยอมลงให้ ดวงตาที่มองเห็นปรากฏอารมณ์หลากหลาย แต่ก็ยังไม่มากพอให้คนสูงวัยกว่าตอบโต้

 

          อี้ฝานแค่ยิ้มขำ คล้ายกำลังสนุกไปกับอาการทุรนทุรายไร้ทางออกแบบนั้น

 

          “ความสุขและเรื่องน่ายินดีเป็นสมบัติสาธารณะ ความเศร้าและความเจ็บปวดเป็นของส่วนตัว ไม่แน่ใจว่าคุณเคยได้ยินหรือเปล่า” เปรียบเปรยอย่างมีชั้นเชิง แม้จะรู้ว่าคนฟังเหมือนน้ำเต็มแก้ว ที่คงสั่งสอนขัดเหลาอะไรไม่ได้อีก

 

          “คำพูดสวยหรูแบบนั้น เก็บไว้แก้ตัวกับท่านอธิการบดีเถอะครับ พ่อผมไม่เอาคุณไว้แน่” – ไม่นำพาจริงๆ ด้วยสินะ

 

          ฟังแล้วร่างสูงสง่าก็เลิกคิ้วขึ้นนิดๆ ก่อนจะถอนหายใจเหนื่อยหน่ายออกมา

 

          “ก็คงจะเป็นอย่างนั้น ถ้าเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนท่านจะไม่กรุณาเลือกธุรกิจของผมเป็นผู้ช่วยเหลือด้านการเงินของบริษัท” คมปลาบทั้งคำพูดและทุกการจับจ้อง

 

          “คงเป็นโชคดีที่เราได้มีโอกาสคุยกัน พอท่านประธานฮวังทราบว่าผมเป็นอาจารย์สอนคุณอยู่ ก็รีบเอ่ยปากฟากฝังให้ช่วยดูแล เผื่อว่าคุณจะสามารถสานงานต่อจากท่านได้ในอนาคต”

 

          นิ่งเงียบไม่มีการโต้ตอบ สีหน้าของคู่สนทนาแดงก่ำ ไม่แน่ชัดว่ากำลังโกรธเคืองหรืออับอายกับคำบอกที่ได้ยินไป

 

          “คุณควรเอาเวลาไปใส่ใจธุรกิจของครอบครัวมากกว่าเรื่องของคนอื่นมากกว่านะครับ เพราะผมบอกแล้วว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ถ้ายังไม่ชัดเจน...ผมว่าทุกคนที่อยู่ตรงนี้เต็มใจเปลี่ยนให้มันเป็นเรื่องของส่วนรวมโดยไม่รู้สึกว่าลำบากอะไร เพราะคุณบอกเอง ว่ายังไงเรื่องของคนอื่นก็สนุกกว่าอยู่แล้ว”

 

          กวาดสายตามองโดยรอบ และนักศึกษาคนอื่นๆ เอาแต่ก้มหน้าหลบตาไม่กล้าลองดี

 

          ครู่หนึ่งที่การสนทนาหยุดลงไป คนสูงวัยกว่าก็เอ่ยออกมาอีกครั้ง

 

          “ในฐานะอาจารย์ ผมมีสิทธิ์แค่ให้ความรู้คุณ แต่ในฐานะพี่ชายและสามีของยอนฮวา ผมเชื่อว่าผมมีสิทธิ์ปกป้องครอบครัวจากทุกๆ เจตนาร้ายได้อย่างเท่าเทียมเช่นกัน” เน้นย้ำในจุดยืนและหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองอีกครั้ง

 

          "ไม่ต้องห่วงหรอก ผมจะไปรับผิดกับท่านอธิการบดีแน่นอน แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น...ใครมีอะไรสงสัยหรือข้องใจเรื่องครอบครัวของผมจะถามไหมครับ ผมยืนอยู่ตรงนี้และพร้อมตอบให้พวกคุณหายคาใจทั้งหมด"

 

          ไม่มีใครกล้าทำแบบนั้น ไม่มีหน่วยกล้าตาย ไม่มีวงใน หรือผู้รอบรู้อีกต่อไป พออยู่ต่อหน้าสายตาที่ซื่อตรงไม่เคยโกหกคู่นี้ สิ่งหลอกลวงทั้งหลายก็ค่อยๆ จางหายไป

 

          — จากที่ก้มหน้ายิ่งต้องมองต่ำ ห่อไหล่ตัวเล็กลีบ และบางคนค่อยๆ ถอยห่างออกมาทีละนิด

 

          “จะได้เวลาเริ่มคาบแรกแล้ว แยกย้ายไปเตรียมตัวเถอะครับ ผมหวังว่าทุกคนตั้งใจให้มาก เพื่อผลลัพธ์ของคะแนนสอบที่สวยงาม” ก้มมองนาฬิกาข้อมือ โดยไม่ต้องรอเอ่ยปากอีกเป็นครั้งที่สอง เหล่านักศึกษาที่ยืนมุงอยู่พร้อมใจกันสลายตัวหายไปจากตรงนั้นในพริบตา

 

          เหลือเพียงฮวังจื่อเทากับพวกพ้องอีกสองสามคน เขาดูโกรธแค้น แต่สุดท้ายก็โดนลากไปแบบไม่เต็มใจนัก ความวุ่นวายทั้งหมดจบลงท่ามกลางอาการบอบหายใจของใครหลายๆ คน

 

          ร่างสูงหันกลับมา ครู่หนึ่งที่จ้องตาน้องชายโดยปราศจากคำพูด ก็เบนสายตาไปยังร่างเล็กที่กำลังมองกลับมาเช่นกัน

 

          “เข้าเรียนได้แล้วครับ” ยิ้มนิดๆ อย่างเมตตา “ผมฝากเซฮุนด้วย”

 

          นั่นคือคำบอกสุดท้าย ก่อนจะพยักหน้าให้นิดๆ แล้วหันหลังกลับเดินจากไปตรงนั้น รวดเร็วและแผ่วเบาเหมือนสายลมในฤดูใบไม้ผลิ

 

          ลู่หานไม่ได้ขานรับ ไม่ได้พยักหน้าหรือสั่นหัวต่อต้าน เจ้าลูกกวางคงรู้แค่ว่าควรรีบออกไปตรงนี้ แขนที่ถูกเกาะไว้เลยถูกดึงไปข้างหน้า กึ่งเดินกึ่งลากเขาเข้าไปในอาคาร – ก้าวต่อก้าวที่ทุลักทุเล แผ่นหลังเล็กที่เห็นมีแต่ทุ่มเทมุ่งมั่น

 

          สุดท้ายริมฝีปากได้รูปที่ปิดสนิทก็ยอมเอ่ยออกมา

 

          “จะไปไหน”

 

          “ไปห้องเรียน เราจะพาไปส่งที่ห้องเรียน” ตอบกลับอย่างมั่นใจ แต่...

 

          “รู้เหรอว่าฉันเรียนห้องไหน”


          ลองหยั่งเชิงและแน่นอนว่า... หูกวางหางกวางที่มองไม่เห็นลู่ลงทันที เจ้าตัวเล็กห่อไหล่ พลางหันกลับมาช้าๆ ย่นคอพร้อมส่ายหน้าไปมา

 

          “โง่” ดุเข้าให้ และลู่หานหลับแต่แน่นปี๋ทันที

 

          เผลอตัวกอดแขนเขาไว้แน่นอย่างลืมตัว ท่าทางตื่นกลัวแบบนั้น...ทำให้รู้สึกเสียใจตลอดเลยสินะ

 

          นิ่งมองพร้อมซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ในดวงตา และคราวนี้...เซฮุนไม่ได้ต่อต้านผลักไสเหมือนเดิมอีกต่อไป

 

          “ขอบใจ” วางมือลงบนกลุ่มผมสีอ่อนนุ่มนิ่มและอีกฝ่ายเงยหน้ากลับขึ้นมาทันที

 

          ทำตากวางโตๆ เหมือนไม่เชื่อหู ดูประหลาดใจแต่ประกายในตากลับระยิบระยับมีความหวัง

 

          น่ารำคาญ...เป็นกวางโง่ที่หูตึง แล้วก็น่ารำคาญ

 

          ขมวดคิ้วหน้ายักษ์ทันทีตามนิสัย ส่งผลให้คนตรงหน้ารีบหงอกลับลงไปอีกครั้ง – อา...ความหวังที่สร้างขึ้นโดยเขา ความสุขเล็กๆ ของคนตรงหน้าที่มีเพียงเขาจะกำหนดมันได้ เซฮุนรับรู้ทั้งหมดแล้ว

 

          มือใหญ่เลื่อนลงมาประคองแก้มบอบบางเอาไว้ ปัดผ่านแผ่วเบาและจำได้ขึ้นใจว่ามันเคยเปรอะเปื้อนน้ำตาด้วยฝีมือของเขานับครั้งไม่ถ้วน

 

        ขอโทษที่เคยทำให้เสียใจ

 

        ขอโทษที่ดีแต่ออกปากไล่

 

        ขอโทษ...ที่ดีแต่ทำตัวโง่เง่าจนทุกอย่างเกือบจะสายเกินไป

 

          ถ้อยคำที่ไม่เคยได้เอ่ย ความรู้สึกที่ไม่เคยแสดงออก กำลังถูกส่งผ่านทางสัมผัสที่เต็มตื้นเหล่านี้

 

          “ขอบคุณที่กลับมา...ลู่หาน”

 

          เรียกขานชื่อนี้ให้อ่อนโยนที่สุด กระชับมือเล็กๆ นั้นให้แน่นที่สุด

 

          ดวงตากวางที่ระริกไหววาววับสะท้อนภาพชัดเจน ภาพเพียงหนึ่งเดียวและยาวนานตลอดมา

 

          ลู่หานจับมือเขา แนบแก้มเข้าหา และน้ำตาที่มาพร้อมกับรอยยิ้มหวานกลิ้งหล่นลงมาช้าๆ

 

          เจ้าลูกกวางหัวเราะ แล้วก็ยิ้มจนตาหยีทั้งที่ยังคงร้องไห้จนจมูกแดง ระหว่างกันไม่มีคำพูด ไม่มีสัมผัสที่เกินเลย นอกจากความอบอุ่นบางเบาระหว่างกัน

 

          เซฮุนเพิ่งรู้...รอยยิ้มที่สวยที่สุดของลู่หานเป็นแบบนี้นี่เอง เขามองเห็นและพร้อมจดจำมันลงในหัวใจแล้วต่อจากนี้ไป

 

          เจ้ากวางโง่...เด็กดื้อหัวช้าที่ไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ ของเขา

 

          ขอบคุณ...ลู่หาน

 

          คำพูดดังก้องอยู่ในหัวใจ กับเวลาที่หยุดลงตรงนั้น ในโลกที่ตอนนี้เหลือเพียงกันและกัน

 

          มองเห็นแสงสว่างบางเบาเเตะแต้ม พร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่ที่กำลังจะมาถึง

 

          และทั้งหมดสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่ที่สามจากที่ไกลๆ ซึ่งไม่มีใครรับรู้เช่นกัน

 

          ปาร์คชานยอลกับรอยยิ้มที่ไม่เคยได้เป็นเจ้าของ พักใหญ่ก็ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา

 

          “มาอยู่ตรงนี้เองเหรอ เจ้าชาย” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง ไม่ต้องเสียเวลาหันกลับไปมองก็รู้ว่าใคร และเดี๋ยวเดียวพยอนแบคฮยอนก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างกันด้วยรอยยิ้มน่ารัก

 

          “เทพนิยายจบลงอย่างแฮปปี้เอ็นสินะ” มองไปในทิศทางเดียวกัน นัยน์ตาเรียวรีทอประกายสดใสและอ่อนโยนเสมอยามจับจ้องอยู่ที่คนสำคัญของตัวเอง

 

          “คืนนี้ไปดื่มกันไหม” ร่างสูงเอ่ยชวน แต่อีกคนกลับหันมาเลิกคิ้วให้

 

          “เฮิร์ทจริงจังหรือเปล่า”

 

          “ไม่หรอก แค่อยากหาอะไรที่ทำให้ลืมๆ ช่วงเวลานี้ก็เท่านั้น” ยักไหล่ และเจ้าตัวแสบหลุดหัวเราะออกมา

 

          “รู้ไหม...พวกนายสามคนมีส่วนคล้ายกันนะ ตรงที่ปากแข็ง หัวดื้อ แล้วก็หัวช้า ต้องกระตุ้นแทบตายกว่าจะรู้สึกตัว” ย่นจมูกใส่ แล้วก็โดนผลักหัวกลับไป “ยืดอกภูมิใจหน่อย อย่างน้อยนายก็ได้จูบแรกของเสี่ยวลู่ไปนะ”

 

          ตบบ่าให้กำลังใจ แต่สิ่งที่ปริ๊นส์ชาร์มมิ่งทำได้คือแค่เค้นหัวเราะในลำคอออกมาเท่านั้น

 

          “พูดเหมือนไม่เห็น...วันที่หมอนั่นมาส่งเสี่ยวลู่ตอนป่วยน่ะ” ย้อนกลับ และอีกฝ่ายยิ้มแป้นออกมาอย่างสบายๆ

 

          “นั่นสินะ...จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ” บอกออกไปแต่รอยยิ้มที่เห็นกลับยิ่งกว้างขึ้น เหมือนประกายในดวงตาที่แวววาวสดใส

 

          “ถามอย่างหนึ่งได้ไหม เกลียดเสี่ยวลู่หรือเปล่า”

 

          ประสานสายตา แม้จะรู้คำตอบดีเกินครึ่งอยู่แล้วก็ตาม

 

          “เกลียดโอเซฮุน” แทบไม่เสียเวลาคิด และไม่สงสารคนฟังที่ต้องพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้

 

          “จริงๆ แล้วก็เกลียดตัวเองนิดหน่อย ที่พยายามหลอกใช้ความใจดีของเสี่ยวลู่ เพราะรู้ดีว่ายังไงเด็กคนนั้นจะไม่มีวันปฏิเสธ ถึงจะแค่สั้นๆ แต่ก็อย่างน้อยก็ยื้อเวลาซื้อความสุขได้ เห็นแก่ตัวดีว่าไหม”

 

          พูดสิ่งที่ติดค้างเอาไว้ และข้างในที่หนักอึ้งค่อยๆ โล่งขึ้นทีละนิด พักหนึ่งที่ปรับความคิดได้ก็ขยับกายขับไล่ความเมื่อยขบ ก่อนจะหันมาทางคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างกัน ดวงตาที่แห้งผากไผพักใหญ่ปรากฏเค้าแววซุกซนกลับคืนมา

 

          “ถ้าอยากฟังต่อก็ตกลงไปดื่มด้วยกันซะคืนนี้ แล้วก็อย่าถามคำถามอะไรน่าขำแบบนี้อีก อย่ามาทำใสซื่อไม่เข้าใจความรู้สึกแบบเดียวกันหน่อยเลย” จิ้มจึกเข้าที่กลางหน้าผากของคนฟังที่หลุดหัวเราะออกมา

 

          นั่นสินะ...ความรู้สึกแบบเดียวกันที่ไม่น่าลืมไป ความรู้สึกที่ต่อให้ไม่สมหวัง แต่ก็ยังอยากอวยพรให้มีความสุข

 

          แบคฮยอนมองตรงไปข้างหน้า แค่เดียวที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นี้มานานเกินกว่าที่อีกฝ่ายจะรู้สึกตัว

 

          เพียงคนเดียว...ที่อยากปกป้องรอยยิ้มสดใสแบบนั้นตลอดไป

 

          เงยหน้ายิ้มให้กับดวงอาทิตย์ที่เจิดจ้าพร้อมยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจ

 

          “ที่เดิมใช่ไหมคืนนี้ เราเลี้ยงเจ้าชายเอง ในฐานะรุ่นพี่ที่เคยผ่านช่วงเวลาแบบนี้มาก่อน”

 

          มองตากัน แล้วก็แท็กมือกันเบาๆ อย่างที่ชอบทำเสมอมา

 

          คำอวยพรของพวกเขา...คงต้องฟากไว้กับสายลมบางเบาที่พัดผ่านมาแล้วล่ะ

 

        ขอให้มีความสุขตลอดไป...

 

          เสียงกระซิบแผ่วดังขึ้น และจางหายไปหลงเหลือเพียงความว่างเปล่าที่ไม่มีใครรับรู้



 (ต่อ) 


          ไม่นานพวกเขาก็ถูกเรียกตัว

 

          ด้วยหัวข้อสนทนาที่ไม่ได้เกินความคาดหมายเท่าไหร่ – ว่าด้วยเรื่องของการขาดสอบ ที่ไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้อง

 

          ถึงจะแค่วิชาเดียว และเป็นการลงเรียนเสรี แต่ถึงอย่างนั้นสามสิบคะแนนที่ขาดหาย ก็มากพอให้ต้องสำนึกในสิ่งที่ทำลงไป

 

          การอบรมตักเตือนที่ใช้เวลาไม่นานนัก โดยพื้นฐานแล้วลู่หานไม่ใช่เด็กเกเรหรือไร้ความรับผิดชอบ อาจารย์ที่ปรึกษาเอ็นดูเขา

 

          ต้องคิดให้ดี คิดให้มากก่อนจะตัดสินใจ และปลายภาคนี้คงไม่ง่ายเลยสำหรับเขา

 

          เจ้าลูกกวางค้อมตัวลง และปิดประตูห้องพักคืนอย่างเงียบเชียบ

 

          ริมระเบียงทางเดินตอนเที่ยงดูเจิดจ้าจนเหมือนจะกลืนหายไปกับแสงสีขาว มีกลีบดอกเชอร์รี่ตลอดการก้าวเดิน ลองหันกลับไปมองท้องฟ้า สว่างไสวจนต้องหยีตา ได้กลิ่นไอแดด และสายลมร้อนบางเบาเคลื่อนเข้ามากระทบผิว

 

          ฤดูใบไม้ผลิใกล้หมดลงแล้ว ฤดูร้อนกำลังจะมาเยือน...

 

          ทั้งหมดทำให้ลู่หานคิดถึงปิดเทอมที่ยาวนาน คิดถึงพ่อกับแม่ และทุ่งหญ้าโล่งกว้างที่บ้านเกิด

 

          อีกฟากหนึ่งของขอบฟ้าที่มีคนสำคัญรออยู่

 

          เหมือนกับที่ตรงนี้ ข้างล่างตึกเรียนนี้...ที่ยังมีเพื่อนสนิทนั่งคอยเขาอยู่เสมอ

 

          ยังไม่ทันลงจากบันไดพยอนแบคฮยอนก็วิ่งเข้ามาหา กอดไว้แน่นๆ แล้วจัดการฟัดแก้มยุ้ยๆ ของเขาเพื่อทำโทษ ส่วนคยองซูแค่ถามสั้นๆ ตามนิสัย ถลึงตาเอาเรื่องตั้งท่าจะตีเด็กโง่ไม่รู้จักคิดแบบเขา แต่สุดท้าย...ก็เปลี่ยนเป็นลูบหัวปลอบอย่างใจดี

 

          “ถ้าทำอะไรสิ้นคิดอีก ไอจะฟาดยูจริงๆ แล้วนะ ลู่หาน”

 

          ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นแบบนี้เสมอ ไม่เคยเปลี่ยนไปจากวันแรก ในทุกๆ วันที่อยากให้ยาวนานตลอดไป

 

          ถูกกอด ถูกขยำแก้มอย่างชอบใจ และนั่นคือหนึ่งในล้านของรูปแบบความรักที่ลู่หานชอบมัน

 

          หัวเราะสดใสไปด้วย ก่อนจะมีใครสักคนหันไปมองเห็นผู้มาเยือนที่เดี๋ยวนี้ได้เห็นหน้ากันบ่อยผิดหูผิดตา จนเกือบจะเบื่อกันไปข้าง

 

          “วู้ว...ว่าไงพ่อพระเอก” โบกมือทักทายแต่ไกล เรียกให้คนทั้งคณะหันไปมอง

 

          ลู่หานห่อไหล่ ส่วนโดคยองซูเบ้ปากกลอกตาแล้วก็หันหนีไปทางอื่น

 

          โอเซฮุนขมวดคิ้วกับฉายาที่ตัวเองไม่เคยชิน ตรงกันข้ามกับคิมจงอินที่ยิ้มร่าอวดฟันขาวทักทายคนไปทั่ว

 

          ร่างสูงเข้ามาใกล้ พอเห็นหน้ากันก็เปิดปากถามทันที

 

          “โดนดุอะไรไหม?” แน่นอนว่าเจ้าลูกกวางส่ายหน้า

 

          “ไม่โดนทัณฑ์บนหรือทำโทษอะไรทำนองนั้นนะ?”

 

          ฟังแล้วก็สั่นหัวหงึกๆ "อาจารย์แค่บอกว่าให้ตั้งใจมากขึ้น ให้เป็นผู้ใหญ่รู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป"

 

          ตอบกลับ พอคนฟังรับรู้การสนทนาก็จบลงเท่านั้น

 

          หนึ่งในความแตกต่างมากมาย เซฮุนไม่ใช่คนเฟรนลี่นัก ไม่ได้ชอบเข้าสังคมหรือสานสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ของลู่หานเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับชานยอลที่เข้าได้ดีกับทุกคน

 

          มากกว่านั้นคือถ้าไม่มีธุระจริงๆ จะไม่มาที่คณะของเขาด้วยซ้ำ ไม่นั่งรอหรือนั่งมองหน้าส่งสายตาให้เขินอาย อย่างมากก็แค่ส่งข้อความมาหา สั่งให้รอไม่ก็กลับด้วยกัน...แค่นั้น

 

          โอเซฮุนก็ยังคงเป็นโอเซฮุน ที่ไม่หวาน ไม่โรแมนติก และบางครั้งก็ห้วนกระด้าง

 

          ซึ่งทั้งหมดก็เข้าใจได้ เพราะพวกเขาไม่ใช่แฟน และไม่ได้เป็นอะไรกัน

 

          แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยิ้มออก เมื่อมองเห็นเหงื่อเม็ดโตข้างแก้มของอีกฝ่าย ชายหนุ่มเป็นคนขี้ร้อน แต่ก็ยังอุตส่าห์ฝ่าแดดข้ามตึกเรียนมาหากัน เรื่องเล็กๆ แค่นี้ก็ทำให้เขาดีใจแล้ว

 

          การกระทำของเซฮุนมักเงียบเชียบ ไร้เสียง แต่ชัดเจนในความรู้สึกเสมอ ยิ้มตาหยีทันพอถูกขมวดคิ้วใส่ และก่อนจะถูกดุก็รีบส่งทิชชู่กลิ่นขนมหวานให้ – หนึ่งในหลายๆ อย่างที่อีกฝ่ายเกลียด และเจ้าลูกกวางมักโดนดีดหน้าผากกลับมาเป็นประจำ

 

          “เลี่ยน” เป็นโดคยองซูที่พูดขัดบรรยากาศสีชมพูจางๆ นี้ขึ้นมา “น่ารำคาญ”

 

          ย่นจมูกใส่ แล้วก็ถลึงตามองอย่างไม่ชอบใจ - อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป ความไม่ลงรอยของทั้งสองคนที่ต่างฝ่ายต่างไม่เคยคิดจะปรับตัว คนหนึ่งไม่ยอมรับ และอีกคนก็ไม่สนใจอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

 

          “ไอจะไปโรงอาหาร ตรงนี้มดเยอะ เลี่ยน!” ย้ำชัดอีกครั้ง ตอนจ้องหน้าโอเซฮุนอย่างเอาเรื่อง

 

          “ดีเลย...กำลังหิวพอดี ไปด้วยกันนะ” คิมจงอินเสนอตัว และอีกฝ่ายแทบยกโต๊ะทุ่มเจ้าคนกวนประสาทตรงหน้า

 

          “ไม่ต้อง อย่ามาเกาะแกะ” ออกปากไล่แต่ว่า...

 

          “น่าๆ ช่วงนี้ฤดูปั่นรายงาน เราต้องตัวติดกันไว้สิ วี อาร์ พาร์ทเนอร์ ยู โนว?”

 

          บอกแล้วก็ยักคิ้ว ดูมีความสุขที่ได้ก่อกวนหัวกะทิของคณะให้ฉุนเฉียวเล่น พวกเขาทะเลาะกันเป็นประจำทุกครั้งที่เห็นหน้า และมันกลายมาเป็นเรื่องปกติในความไม่ปกติไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่มีใครตอบได้

 

          รู้แค่ว่า...นี่อาจเป็นหนึ่งในรูปแบบของความสุขที่หลากหลาย และจงอินกับคยองซูช่วยกันค้นหาจนเจอ

 

          “จะไปกันเลยหรือเปล่า หรือจะกินข้าวด้วยกันก่อน” เพื่อนตัวเล็กหันกลับมาถาม แต่คำตอบนั้นไม่ใช่ลู่หานจะเป็นคนกำหนด

 

          “ไปเลยดีกว่า ยังเหลืองานอีกเยอะที่ยังไม่ได้ทำต่อ” เซฮุนเลือกแบบนั้น งานวิชาเลืิกเสรีกลายมาเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่พวกเขาจะพลาดไม่ได้

 

          “ไปทำที่คอนโดฯ คุณเหรอ” พอชายหนุ่มพยักหน้า เจ้าตัวแสบก็หรี่ตาจับผิดทันที “ให้ทำแค่งานนะตกลงไหม แล้วก็ห้ามทำรอยที่คอด้วย ผ้าพันคอเสี่ยวลู่รีดยาก เห็นใจคนทำงานบ้านแบบเราด้วยล่ะ โอเซฮุน”

 

          ชัดเจน และ...เจ้าลูกกวางระเบิดปุ้งเสียงดังลั่น!

 

          พูดอะไรแบบนั้นพยอนแบคฮยอน!!

 

          อยากโวยวายใส่แต่กล่องเสียงงี่เง่าของเขาไม่ยอมทำงาน

 

          มองทั้งสองคนที่ยืนจ้องตาสลับไปมา เหมือนกำลังท้าทายเอาเรื่องในความหมายที่เขาไม่แน่ใจเท่าไหร่ ครู่เดียวคนตัวสูงกว่าก็หัวเราะในลำคอออกมา

 

          “งั้นจะทำรอยตรงอื่นที่รู้กันสองคนก็แล้วกัน”

 

          “ถ้าเสี่ยวลู่ลุกไม่ไหวหรือต้องขาดเรียน จะไม่จบแค่ตบหน้าหรือต่อยคางแตกหรอกนะ คุณพระเอก”

 

          คุยกันเอง รู้เรื่องกันเอง และมีแต่ลู่หานที่เขินอายจนเห่อร้อนเองแล้วก็ทำอะไรไม่ถูก

 

          แก้มยุ้ยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม และคงได้ระเบิดตัวแตกไปอีกหลายรอบ ถ้าจะไม่มีเสียงร้องทักดังขึ้นจากทางด้านหลัง

 

          “เจ้าชายมาแล้วเหรอ” สรรพนามนั้นทำให้ทุกอยากหยุดชะงัก ลืมทุกอย่างออกจากสมองฉับพลัน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ

 

          พอลองหันกลับไปดูช้าๆ เป็นปาร์คชานยอลที่กำลังเดินตรงเข้ามาทางนี้จริงๆ

 

          ปริ้นส์ชาร์มมิ่งหยุดทักทายคยองซู หยอกล้อกับแบคฮยอนรวมถึงคนอื่นๆ ในคณะ บรรยากาศสดใสและอบอุ่นรอบตัวที่โอเซฮุนไม่มี

 

          ความสับสันตีรวนในช่องท้องของลู่หานทันที ปั่นป่วนจนหายใจไม่ออก ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลงเมื่ออีกฝ่ายก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า

 

          “ไง” ทักทาย และความอ่อนโยนในดวงตาคู่นั้นยังคงเหมือนเดิม

 

          “ไง” อ้อมแอ้มแผ่วเบา ตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้นพวกเขายังไม่ได้พูดคุยกันจริงๆ จังๆ เท่าไหร่ หรืออีกแง่หนึ่งคือยังไม่ได้พบหน้ากันอีกเลยจนถึงเดี๋ยวนี้

 

          คนตัวเล็กได้แต่ก้มหน้า เม้มริมฝีปาก ไม่กล้าเงยกลับขึ้นมา – ลู่หานรู้ตัวดี...เขาผิดกับชานยอล ทำเรื่องเลวร้ายลงไปอย่างไม่น่าให้อภัย

 

          “ใกล้สอบแล้วพยายามเข้านะครับ” ยังคงมีแต่ความปรารถนาดี และนั่นยิ่งทำให้รู้สึกละอายใจ

 

          “...อะ...อือ...ชานยอลก็ด้วยนะ”

 

          “ขอบคุณครับ” เสียงทุ้มต่ำนุ่มนวล ลึกลงไปยังคงมีความคิดถึงโหยหาที่สัมผัสได้ พื้นที่ข้างกันที่คุ้นเคย พออะไรๆ เปลี่ยนไปก็ยังรู้สึกวูบโหวงอยู่นิดๆ

 

          ได้แต่มองตากันท่ามกลางความเงียบงันเนิ่นนาน เกือบหลงลืมเวลารอบตัว ถ้าใครอีกคนจะไม่เอ่ยแทรกและเข้ามายืนในครรลองสายตา

 

          “ขอคุยด้วยหน่อย” โอเซฮุนกับน้ำเสียงราบเรียบที่ไม่เป็นมิตรนัก

 

          — รอยยิ้มของปริ้นส์ชาร์มมิ่งหายไป เหลือเพียงเค้าแววแข็งกร้าวของความเกลียดชัง

 

          ประสานสายตาท้าทาย สุดท้ายก็ยอมเดินตามอีกฝ่ายไป ด้านหลังคณะที่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ตามไป ห่างไกลจากสายตาอยากรู้อยากเห็นทุกคู่

 

          ทั้งหมดคือช่วงเวลาของการเผชิญหน้า ในฐานะลูกผู้ชายที่มีหลายสิ่งต้องสะสาง

 

          “ยังชอบลู่หานอยู่ไหม” ไม่อ้อมค้อมตามนิสัย ดวงตาคมดุเฉยชามองตรง เหมือนไม่แยแส แต่ประกายวาววับภายในสื่อชัดว่าไม่ใช่เช่นนั้น

 

          ชานยอลไม่ได้ตอบทันที ชายหนุ่มปิดปากของตัวเองแน่นสนิทอยู่หลายนาที คล้ายกำลังพิจารณาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน แต่คำตอบที่บอกออกไป ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของคู่สนทนาเท่าไหร่

 

          “ถ้าบอกว่าใช่...จะคืนเสี่ยวลู่กลับมาให้ไหมล่ะ”

 

          ย้อนถาม และคนฟังหลุดทำเสียงในลำคอออกมา

 

          “ชอบพูดอะไรให้คนอื่นหัวเราะ” ยกยิ้มมุมปาก ไม่ได้โกรธเกรี้ยว ตรงกันข้ามเซฮุนตั้งใจกวนประสาทคนตรงหน้ากลับไปด้วยซ้ำ “ตัดใจเถอะ กูคงบอกได้แค่นี้”

 

          เลิกคิ้วขึ้น แต่ปาร์คชานยอลยังคงรักษาอาการสุขุมที่ฉาบทับความชิงชังทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

 

          “อย่าอวดดีให้มากโอเซฮุน” เสียงทุ้มกดต่ำเย็นเยียบ “ถ้ามึงทำให้เสี่ยวลู่เสียใจอีก แค่ครั้งเดียว...กูจะแย่งเขาคืนมา แล้วคราวนี้อย่าหวังว่าจะได้โอกาสแก้ตัวอีก จำไว้!”

 

          หนักแน่นและเฉียบขาด เหมือนประกายตาที่ดุดันเอาจริง เซฮุนรับรู้มันทั้งหมด ทั้งแง่บวกและลบ สีดำและขาวในตัวคนตรงหน้า ขั้วตรงข้ามที่คงไม่มีวันปรับเข้าหากันได้

 

          “กูคงไม่มีความจำเป็นต้องสัญญาอะไรพวกนั้น” ผ่อนลมหานใจ นัยน์ตาที่ไม่ค่อยบ่งบอกความคิดและอารมณ์วาววับเคร่งเครียด “และกูคงต้องทำลู่หานร้องไห้อีกหลายครั้งแน่ๆ แต่ทุกครั้ง...กูปลอบคนของกูเองได้ จำไว้ด้วยล่ะ ปาร์คชานยอล!”

 

          ชัดเจนและไม่ลังเล ทุกถ้อยคำที่เอ่ยปากสะท้อนชัดออกมาทางแววตาเช่นเดียวกัน ครู่หนึ่งที่ความรู้สึกในดวงตากำลังซัดสาดต่อต้านกัน พายุในห้วงอารมณ์ก็ค่อยๆ สงบลง ไม่จางหาย เหลือเพียงความคุกกรุ่นเล็กๆ ที่ยากจะดับ

 

          “เรื่องที่กูอยากจะพูดมีเท่านี้ ถ้ายังติดใจอะไรอีก ถือว่านั่นเป็นปัญหาของตัวเองก็แล้วกัน”

 

          ตัดบทลงเท่านี้ พลางหันหลังกลับไปเดินจากไปอย่างไม่ใยดี ชายหนุ่มแค่ต้องการความชัดเจนในเรื่องเดียวเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ระหว่างกันวางมันลงตรงนี้ แล้วช่างมันไปเถอะ

 

          แค่เห็นเขาก้าวออกมา หูกวางหางกวางที่มองไม่เห็นก็ขยับไปมา ลู่หานดูกังวลใจกลัวพวกเขาจะหายเข้าไปต่อยกันจนตาย

 

          นิ่งมองเจ้าตัวเล็กสำรวจร่างกายเขาโดยละเอียด พอเงยหน้าทำตาใสๆ ใส่กันก็เคาะหัวคนช่างจินตนาการไปที เอ่ยยอกสั้นให้ตามไปที่รถ แล้วก็จากไปโดยไม่ยอมรอ ทิ้งให้อีกคนต้องรีบวิ่งไปคว้ากระเป๋าตามมา

 

          “เสี่ยวลู่” เสียงของชานยอลรั้งขาเล็กๆ เอาไว้ในเสี้ยววินาที ร่างสูงขยับเข้ามาหา พร้อมยื่นมืออกมาตรงหน้า “จากนี้...ต้องมีความสุขมากๆ นะครับ โชคดี”

 

          แล้วรอยยิ้มอบอุ่นก็แตะแต้มอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา ความอบอุ่นทั้งหมด ความอ่อนโยน และความปรารถนาดีทั้งหมดนี้ ไม่มีอะไรที่หายไปเลยสักอย่าง

 

          และเป็นลู่หานเองที่ลังเล ไม่แน่ใจว่าตัวเองคู่ควรกับความดีทั้งหมดนี้ไหม แม้แต่...พื้นที่ในดวงตาคู่นั้นที่ยังคงมีภาพของเขาไม่เปลี่ยนแปลง

 

          ยื่นมือออกไปหาเชื่องช้า และถูกกระชับแน่นเอาไว้ด้วยความรู้สึกมากมายที่เอ่อล้น

 

          “ขอบคุณนะชานยอล คุณเอง...ก็ขอให้มีความสุขมากๆ นับจากนี้ไป ขอบคุณ...มากจริงๆ นะ”

 

          ยิ้มให้ แล้วค้อมตัวลงต่ำ ก้มให้มากที่สุด ให้เท่ากับความรักมากมายที่เคยได้รับมา

 

          คนตัวสูงหัวเราะ แล้วดึงเขาเข้าไปกอดไว้ กอดในฐานะเพื่อน...เพื่อนที่มีเพียงความปรารถนาดีให้กัน

 

          อีกหนึ่งคนสำคัญของลู่หาน จะไม่ลืมสัมผัสและรอยยิ้มของชายหนุ่มในวันนี้เลย

 

          โบกมือร่ำลากัน แล้วร่างเล็กๆ ก็จากไป

 

          ไกลขนาดนี้ถ้าเป็นเมื่อก่อนลู่หานคงตามไม่ทัน เซฮุนคงหงุดหงิดแล้วก็ตะคอกใส่เขาด้วยวาจาร้ายกาจเท่าที่จะสรรหาถ้อยคำได้ แต่ไม่ใช่ในวันนี้...ที่ร่างสูงนั้นยังคงหยุดยืนรอกันอยู่

 

          เห็นแล้วล่ะหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น ชัดด้วยว่าใบหน้าหล่อจัดบึ้งตึ้งขนาดไหน แต่ชายหนุ่มไม่ได้ดุด่าเขา แค่ยืนอยู่ตรงนั้น...แล้วออกเดินไปพร้อมกันอีกครั้ง

 

          บนทางเท้าที่ทอดยาวออกไป กลีบดอกเชอร์รี่กำลังเดินทางเหมือนกันกับพวกเขา มองเห็นแผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา แค่เอื้อมตรงหน้าที่เคลื่อนไปอย่างเชื่องช้าที่เพื่อให้คนขาสั้นแบบเขาตามทัน

 

          โอเซฮุนยังตัวสูงใหญ่เหมือนอย่างวันแรกที่ได้เจอกัน และเขาจำได้ดีว่ามือข้างนั้นอบอุ่นเพียงใด

 

          ขยับเข้าไปใกล้อีกนิด ดวงตากวางมองมือข้างลำตัวของอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ กัดริมฝีปากลังเล สุดท้ายกผ้ลองชั่งใจเอื้อมออกไปหา และ...

 

          “ชอบเดินตามหลังหรือไง” คนตรงหน้าหันกลับมา และเจ้าลูกกวางตกใจตาเหลือกโต “ทำอะไร?”

 

          ส่ายหน้าทันทีเมื่อเห็นอาการขมวดคิ้วยุ่งเหยิงนั่น ในใจนึกก่นด่าตัวเองที่จู่ๆ ก็คิดจะทำอะไรแผลงๆ ไม่รักตัวกลัวตายออกมา

 

          เซฮุนจ้องเขา จนได้แต่หัวเราะแห้งๆ แล้วซ่อนมืองี่เง่าเอาไว้ข้างหลัง

 

          “ฉันไม่ชอบให้คนเดินตามหลัง ขยับขึ้นมา”

 

          “...อะ...อือ...” ก็ยังคงเป็นประโยคคำสั่งที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

          เดินเตาะแตะมาหยุดยืนข้างกัน ถึงจะรู้ว่าไม่มีสิทธิ์หวังความโรแมนติก แต่บางทีก็...

 

          — เย็นชา ย่นหัวคิ้วแอบทำหน้ากวางเบื่ออยู่คนเดียว แต่ก็นั่นล่ะ...อีกฝ่ายคงไม่สนใจหรอก

 

          ลอบถอนหายใจ และในจังหวะที่ก้าวขานั้น...

 

          มือข้างหนึ่งก็โอบลงมาบนไหล่ ดึงรั้งเข้าหา จนร่างกายแนบชิดแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

 

          “แบบนี้ดีกว่าจับมือ เชื่อสิ”

 

          เสียงทุ้มลึกกระซิบดังเหนือหัว ผลักให้ใบหน้าหวานเงยกลับขึ้นมอง ดวงตาคู่ใสกำลังระริกไหว เหมือนหัวใจที่เต้นดังๆ จนจะหลุดออกมานอกอก โอเซฮุนที่เห็นยังคงสว่างไสวและส่องประกายดูดีเสมอในสายตา

 

          เม้มริมฝีปาก แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มนิดๆ แล้วขยับมือเลื่อนขึ้นมาวางบนหัวแทน

 

          “ยืนอยู่ตรงนี้ทั้งวันไม่ได้หรอกนะ ลู่หาน”

 

          อือ...รู้แล้ว เขารู้แล้ว ย้ำกับตัวเองแต่ขามันไม่ยอมขยับ

 

          แก้มสองข้างแดงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเจ้ากวางเอ๋อสีชมพูที่จวนเจียนจะระเบิด

 

          คงได้ยืนจ้องตากันถึงเช้า ถ้าเซฮุนไม่จับมือเขา แล้วพาเดินตรงไปที่รถ

 

          รอบตัวที่มีเพียงความเงียบงันปราศจากการพูดคุย เขาไม่รับรู้อะไรอีก เหมือนความทรงจำจะขาดหายเป็นช่วงๆ และแค่ทำทุกอย่างไปตามความคุ้นชิน

 

          บางทีลู่หานก็เป็นพวกสั่งการโดยไขกระดูกสันหลัง

 

          ก้อนเนื้องี่เง่าในหัวของเขามักหยุดทำงานเฉียบพลัน และหัวใจก็ชอบพังเสียหายอยู่บ่อยๆ

 

          เหมือนอย่างตอนนี้ ที่มันเอาแต่ส่งเสียงตึกตักให้ดังลั่น

 

          ทั้งหมดนั่นมาจากสาเหตุที่ชื่อว่าโอเซฮุนแค่เพียงคนเดียวเลยจริงๆ...



TBC*




เลี่ยน!!
เลียนแบบคุณโดคยองซู
5555555555555


แต่โอเซฮุนก็คือโอเซฮุน
ไม่น่าหวานไปกว่านี้หรอกค่ะ



พูดคุยสรรเสริญคุณพระเอกไปพร้อมกันได้
ที่คอมเมนต์และแท็กนะคะ


ขอบคุณค่า.



Hashtag
#ฟิคห้ามจูบ

 





 

 

 

 

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 329 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,559 ความคิดเห็น

  1. #3512 tuntiiz (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 14:53
    ลู่ ลูกแม่
    #3,512
    0
  2. #3488 prsh (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 00:37
    ทำตัวน่ารักก็เป็นนี่เซฮุน
    #3,488
    0
  3. #3457 Annonymus (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 08:49
    พอจะหวานก็หวานแบบไม่แคร์ใคร แต่เป็นความหวานแบบแปลกๆสไตล์คุณเซฮุนสินะ ดีใจกะลูกกวางด้วย ต่อจากนี้ มีความสุขมากๆนะ
    #3,457
    0
  4. #3426 Maylovechanbaek (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 12:57
    เคลีย​กันสักทีน้า มีความสุขกันได้แล้ว คนทางนี้เจ็บปวดใจเหลือเกิน
    #3,426
    0
  5. #3413 GBright˙ω˙ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 11:08
    เอาเถอะ
    #3,413
    0
  6. #3404 chayaphon_mt (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 22:38
    สงสารชานยอลอ่าาา
    #3,404
    0
  7. #3391 JongjitSriyan (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 08:03
    เซก็ด๔น่ารักในแบบของเขาละนะ
    #3,391
    0
  8. #3367 NLHH12 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 เมษายน 2561 / 20:38
    ถ้าหวานกว่านี้เราก็พร้อมจะระเบิดเหมือนกันค่ะ
    #3,367
    0
  9. #3208 เนเน่ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 14:06

    แบคอย่างแมน แบบแมนๆคุยกันครัชได้ขนาดนี้ก็ดีแล้วนะหุหุ แค่นี้เราก็เลี่ยนล่ะฮ่า

    #3,208
    0
  10. #3020 luhanbaekhyunkai (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 17:36
    แบคฮยอนก็ชอบเหรอ ชอบลู่หาน?
    #3,020
    0
  11. #3016 hunnnielu947 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 13:25
    ฮืออออ ชอบมากเลยยยย เซฮุนนี่พูดน้อยต่อยหนักแต่ฮุคเดียวเอาอยู่มาก กรี้ดดดดเขินสุดๆชอบบบมากกก หวานกันสุดๆเลย 5555555 คู่ไคซู ก็น่ารักกกก แอบสงสารเจ้าชายหน่อยๆจังเลยย
    #3,016
    0
  12. #3003 wrfnz (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 08:58
    หวานหยดมาก เซฮุนนี่มันเซฮุนจริงๆ หวานแบบเย็นชา แบบเอ้อหวานอ่ะแต่ก็ยังนิสัยเดิมนะ 555
    #3,003
    0
  13. #2915 Baby lulu (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 10:25
    หวานแบบโอเซฮุนจิงๆๆ ไม่หวานมาก แต่แค่นี้กะดีต่อใจ เสี่ยวลู่ละ
    #2,915
    0
  14. #2897 hh_9094 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 00:44
    บทจะหวานก็นะ แหมมม
    #2,897
    0
  15. #2891 Caixunlu (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 00:00
    หวานนนนนนนนนมากกด เลี่ยนสุดๆ55555 แต่เราชอบบบบมากกก
    #2,891
    0
  16. #2890 sxhun (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 23:47
    ขอช็อตหวานๆสองต่อสองงง
    #2,890
    0
  17. #2889 payajuraki (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 23:03
    ลูกฉันจะตัวแตกมั้ยยยยยยยยยยย
    #2,889
    0
  18. #2888 sunicha1409 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 22:25
    เอาแล้วเว้ยยยย พ่อมดใจร้ายของฉันทำฉันจิกหมอน แค่ยืนรอก็ฟินแล้ววววว
    #2,888
    0
  19. #2887 Serummydear (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 21:41
    ไม่หวานมาก ไม่มีโรแมนติก แต่มีความละมุนแบบกรุบกริบกำลังจิกหมอนฮืออออออ....น่ารักกกก
    #2,887
    0
  20. #2884 Ballerina947032 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 18:16
    เขินจนบิดตัวสั่นมือสั่นไปหมดตอนที่พ่อพระเอกโอบน้อง ถึงจะดูเหมือนเป็นการแสดงความรู้สึกที่ธรรมดาๆแต่ก็ทำให้เราเขินเป็นบ้าเป็นหลังได้ สงสัยเพราะแค่นี้ก็มากพอสำหรับความหวานที่จะได้เห็นจากคนไม่รู้จักสนใจความโรแมนติกล่ะมั้ง 55555555 รอคอยจูบที่ตั้งใจและเต็มใจให้กันสมชื่อเรื่องอยู่นะก๊ะ อิ้อิ้
    #2,884
    0
  21. #2883 janenyhun (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 15:12
    มดเต็มไปหมดดดดดด
    #2,883
    0
  22. #2882 PareWaPkh (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 15:11
    ชอบความหวานนน โอเซฮุนก็คุมอารมณ์ได้ดี5555
    #2,882
    0
  23. #2881 WonderfulElfVip (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 14:56
    เลี่ยน!!!!
    #2,881
    0
  24. #2880 pin051243 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 12:22
    หวานค่ะหวาน555
    #2,880
    0
  25. #2879 Namtao07 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 11:51
    ชอบความโอเซฮุน ไม่โรแมนติกมากแต่ก้อโรแมนติกมากกก ไม่หวานแต่หวานมากกก เห้อมมม //บิดตัว
    #2,879
    0