คัดลอกลิงก์เเล้ว

สต๊อกเกอร์

เผลอแอบชอบรุ่นน้องจนตามถ่ายรูปเขาไปทุกที่ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่านั่นคือวิถีของ... . .. ... Stalker!

ยอดวิวรวม

127

ยอดวิวเดือนนี้

6

ยอดวิวรวม


127

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  21 ต.ค. 62 / 15:48 น.
นิยาย ʵ͡ สต๊อกเกอร์ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
แนะนำตัวละคร / ทักทายผู้อ่าน / เขียนตามใจชอบ พิมพ์ตรงนี้ได้เลย...

เนื้อเรื่อง อัปเดต 21 ต.ค. 62 / 15:48


สต๊อกเกอร์




                    ในวันรับน้องที่แสนจะวุ่นวาย เหล่าเด็กปีหนึ่งต่างพากันวิ่งกรูเข้าไปยังจุดที่รุ่นพี่เรียก ผมเองก็เช่นกัน…ทั้งที่อยู่ปีสองแล้วแท้ๆ แต่กลับถูกพวกรุ่นพี่บังคับให้มาเป็นพี่เนียน ต้องแต่งตัว ทำกิจกรรมทุกอย่างให้เหมือนปีหนึ่งเพื่อแฝงตัวเข้าไปกับพวกเด็กๆ


                    ตุ้บ!
                    แต่จู่ๆก็มีใครไม่รู้เดินเข้ามาชนอย่างจังจนแว่นสายตาที่ใส่อยู่กระเด็นหายไป ผมนั่งคุกเข่าลงกับพื้นแล้วควานมือหาแว่นที่เหมือนอวัยวะที่สามสิบสาม “ ฮือ อยู่ไหนเนี่ย ” ผมเริ่มงอแงกับตัวเอง มองเห็นก็ไม่ชัด คลานจนเจ็บเข่าไปหมดแต่ก็ยังไม่เจอ ไม่รู้มีใครเหยียบแตกไปแล้วหรือยัง


                    “ หาอะไรอยู่หรอ ” แต่แล้วก็มีเสียงทุ้มของผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนค้ำอยู่บนหัว เงยหน้าขึ้นไปมองคนที่ตัวสูงชะลูด ก็เห็นเพียงใบหน้าเบลอๆเท่านั้น
“ แว่นน่ะ แว่นเราหายไปไหนไม่รู้ ” ผมตอบเสียงกระวนกระวาย
“ ลุกขึ้นก่อนเถอะ เดี๋ยวเราหาให้ ” ผมยอมลุกขึ้นยืนตามที่เขาบอก คนตัวสูงเดินวนรอบตัวผมไปมาสักพัก
“ นี่ไง เจอแล้ว ” ผมหันมองตามเสียงของเขา ถึงภาพตรงหน้าจะเลือนลาง แต่ก็พอเห็นได้ว่าเขากำลังใช้ชายเสื้อสีขาวของตัวเองเช็ดแว่นที่เปื้อนฝุ่นทรายให้ผม ป้ายชื่อที่ห้อยอยู่ตรงคอบ่งบอกว่าเขาคือเด็กปีหนึ่ง


                    ใบหน้าคมค่อยๆชัดขึ้นเมื่อเขาสวมใส่สิ่งที่ช่วยในการมองเห็นให้ รอยยิ้มสว่างไสวเป็นสิ่งแรกที่เด่นชัด แววตาที่ดูอ่อนโยน ใจดี ประทับลงมาในความรู้สึกตั้งแต่แรกเห็น กายทั้งกายนิ่งชันแต่ก้อนเนื้อตรงหน้าอกกลับเต้นรัวจนพาลรู้สึกมวลท้องไปหมด คนตรงหน้าส่งยิ้มบางๆให้ ก่อนจะหันหลังเดินออกไป ทิ้งให้ผมยืนค้างกับความรู้สึกที่แล่นเข้ามาอย่างกระทันหัน เพียงสบตาเขาแค่ครั้งเดียว และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นการเป็นสต๊อกเกอร์ของผม…


                    กริ๊ก!
                    เสียงชัตเตอร์จากกล้องถ่ายรูปคู่ใจดังขึ้นเมื่อจับภาพของคนตัวสูงที่กำลังโยนลูกบาสลงห่วงด้วยท่วงท่าที่น่ามอง ผมยิ้มออกมาเมื่อเช็ครูปแล้วเห็นภาพของคนที่ทำให้ใจเต้นแรงอยู่ในนั้น

                    แคมป์…
                    ชื่อของเด็กหนุ่มใจดีที่ช่วยไอ้แว่นเด๋อด๋าอย่างผมเอาไว้ ตั้งแต่วันนั้นก็หนึ่งปีผ่านมาแล้ว แต่เชื่อไหม ภาพแรกที่ผมมองเห็นเขา ยังคงชัดเจนไม่ลืม เพราะถ้าลืมได้ ผมคงไม่แอบมองเขามาตลอด มองจนรู้ว่าวันๆเขาทำอะไรบ้าง เขาจะเดินเข้าไปเกาะกลุ่มกับเพื่อนๆทันทีที่เดินเข้ามาในมหาลัย เขาดูเป็นคนนิสัยน่ารัก เพื่อนเยอะ เป็นที่รักของเหล่ารุ่นพี่รุ่นน้องในคณะ เขาเป็นคนสุภาพมากๆ ไม่เคยเห็นเกรี้ยวกราดหรือสบถคำหยาบใส่ใครเลยสักครั้ง เวลากินข้าวจะไม่พูดถ้าอาหารยังไม่หมดปาก แต่งตัวเรียบร้อย ถูกระเบียบทุกอย่าง ตกเย็นก็ไปซ้อมบาส ความนักกีฬาทำให้เขามีเสน่ห์ขึ้นมาเท่าตัว ทุกสิ่งทุกอย่างนี้มันส่งผลให้เขากลายเป็นคนที่ดูดีน่ามองตลอดเวลา จนบางครั้งก็เผลอยกกล้องขึ้นมาบันทึกภาพของเขาเอาไว้ ไม่ว่าจะตอนยิ้ม หัวเราะหรือเศร้า ไอ้อย่างหลังนี่ไม่ชอบเลย เห็นหน้าหงอยๆของเขาทีไรแล้วอยากเข้าไปหาตลอด


                    แต่ไอ้คนขี้ขลาดแบบผมก็ทำได้แค่ซื้อขนมหวานๆมาแอบเอาไปวางไว้ในล็อกเกอร์ของเขา เพราะอยากให้อารมณ์ดีขึ้น บางครั้งก็แอบแนบรูปถ่ายเขาตอนที่หน้านิ่วคิ้วขมวด เพราะอยากจะเตือนว่าช่วงนี้เครียดมากเกินไปแล้วนะ ผมทำแบบนี้มาหลายครั้งหลายครา โดยที่ไม่รู้สึกตัวเลยว่า... นั่นมันเข้าข่ายสต๊อกเกอร์!
ทั้งแอบมอง แอบตาม แอบถ่ายรูปเขา นี่มันโรคจิตชัดๆ! ถ้าณัฐ เพื่อนสนิทที่สุดของผมไม่ทัก ก็คงไม่รู้เลยว่ากำลังเป็นแบบนั้น


                    “ เห้ย! ” ผมอุทานด้วยความตกใจ เพราะขณะที่กำลังจะลั่นชัตเตอร์อีกครั้ง จู่ๆสายตาของเขาก็มองมาทางผม กล้องในมือถูกลดลง แต่พอเงยขึ้นมองไปร่างสูงอีกทีก็เห็นว่าเขายังเล่นบาสตามปกติ อาจจะแค่บังเอิญมองมาทางนี้พอดีมั้ง โล่งไปที นึกว่าเขาสงสัยอะไรในตัวผมเสียอีก “ 129 บาทค่ะ ” เสียงบอกกล่าวของพนักงานร้านสะดวกซื้อหลังจากคิดเงินเสร็จ ผมยื่นเงินให้ตามจำนวนแล้วถอยไปยืนข้างๆเคาเตอร์เพื่อรอของเวฟ มันคงจะเป็นการยืนรอตามปกติเช่นทุกครั้ง ถ้าไม่ได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งยืนคุยโทรศัพท์อยู่ข้างๆ…


                    “ เอาอะไรอีกไหม ”
                    แคมป์! ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าคือเขา ผมพยายามทำตัวให้เล็กที่สุด ก้มหน้าก้มตาไม่ให้เป็นจุดสนใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องทำแบบนั้น คนมีความผิดมันขี้ระแวงแบบนี้ทุกคนสินะ แทบหยุดหายใจตอนที่มือหนายื่นมาหยิบหมากฝรั่งข้างหน้าผม แถมยังหยิบขึ้นมาดูหลายอันกว่าจะได้ที่ต้องการ จนบางครั้งปลายนิ้วของเขาก็เฉียดกล้องที่ห้อยคอผมไปนิดเดียว ทำไมไม่รีบซื้อรีบไปนะ จะบ้าตายอยู่แล้ว แต่แล้วก็ต้องช็อกหนักกว่าเดิม เพราะเขายื่นมือมาตรงหน้าผมอีกครั้ง แต่สิ่งที่หยิบไปคือถุงยาง... ความรู้สึกหน่วงเข้ามาแทนที่ความตื่นเต้น เขาซื้อสิ่งนั้นไปเพราะกำลังมีแฟนใช่ไหม…


                    “ ได้แล้วค่ะ ” เสียงพนักงานพร้อมกับถุงแซนวิชอบร้อนๆที่ยื่นมาทางนี้ ผมรีบรับมาด้วยความลุกลี้ลุกลน และนั่นทำให้ร่างสูงหันมามอง แต่สายตาที่มองมาก็มีแค่ความว่างเปล่า แล้วก็ผ่านเลยไป… เหมือนอากาศที่มองไม่เห็น


                    อาทิตย์หนึ่งหลังจากวันนั้นผมแทบจะไม่พาตัวเองไปอยู่ใกล้แคมป์ เพราะถ้าเขามีแฟนจริงๆ ผมก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งให้ตัวเองเจ็บ แค่คิดภาพตอนที่กำลังจะลั่นชัตเตอร์เขาแล้วมีแฟนเขาติดเข้ามาในเฟรมด้วยก็น้ำตาตกในแล้ว หรือควรจะตัดใจดี…


                    ข้าวผัดกระเพราในจานถูกเขี่ยไปมาด้วยความรู้สึกกินไม่ลง นั่งแช่อยู่ในโรงอาหารของคณะเป็นชั่วโมงแล้วแต่ข้าวยังไม่ตกถึงท้องเลยสักเม็ด ก็มันไม่มีอารมณ์จะกินนิ 
“ ไอ้ต้นหนเลิกทำหน้าเหมือนคนอกหักสักทีเถอะว่ะ ” น้ำเสียงที่ฟังดูเบื่อหน่ายของเพื่อนสนิท
“ มึงไม่เข้าใจกูหรอกณัฐ ” ผมตอบกลับมัน แต่สายตายังคงจับจ้องไปยังผู้ชายที่นั่งหันหลังให้ตรงโต๊ะข้างหน้า เขารูปร่างเหมือนแคมป์เลย แต่คงไม่ใช่หรอกเพราะที่ประจำของเขาคือโต๊ะฝั่งขวาริมในสุด และแคมป์ก็กินข้าวขาหมูไม่หนังด้วย แต่คนตรงหน้านี่เต็มจานเลย
“ กูไปเรียนละ ” น้ำเสียงห้วนๆของเพื่อนสนิทก่อนที่จะลุกหนีออกไป มันคงจะรำคาญกับความไร้สาระของผม


                    ผมละความสนใจจากคนที่มองอยู่ เมื่อเขากำลังจะลุกขึ้น แต่แล้วก็ต้องตกใจ เพราะพอเขาคนนั้นหันหน้ามา จากที่คิดว่าเป็นใครก็ไม่รู้ แต่เขาคือแคมป์จริงๆ แถมยังย้ายมานั่งโต๊ะเดียวกับผมด้วย ผมเริ่มทำตัวไม่ถูก จะลุกขึ้นเลยก็ดูเสียมารยาทไปหน่อยไหม


                    “ อืม อยู่นี่ละ ” ผมแอบเหลือบตาขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงทุ้มคุยกับใครสักคน หูฟังที่เสียบเชื่อมกับโทรศัพท์เป็นคำตอบได้ว่ากำลังคุยกับใครสักคนในสาย
“ ก็…ดีอยู่นะ เพื่อนกันมั้ง อืม น่าจะใช่ละ ” เขายังคงคุยโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ ผมใช้จังหวะนั้นค่อยๆหยิบกระเป๋ากับกล้องแล้วลุกขึ้น


                    แต่ขณะที่กำลังจะหันหลังออกไปนั้น…
“ จะไปไหน ” ผมยืนตัวแข็งทื่อไปต่อไม่ถูกกับน้ำเสียงทุ้มที่ไล่ตามมาข้างหลัง เขาเรียกผมหรอ แล้วเรียกทำไมกัน หรือจะรู้ว่าผมคือคนที่แอบตามเขา ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาต้องเกลียดแล้วก็กลัวผมแน่เลย ผมค่อยๆหันหลังไปมองต้นเสียงด้วยใจระทึก แต่แล้วก็ต้องโล่งอกเมื่อเห็นเขายังใส่หูฟังคุยโทรศัพท์เหมือนเดิม
“ ทำไมวันนี้เขาหน้าบึ้งจัง ” ผมพึมพำขึ้นมาขณะที่นั่งมองเขาเล่นบาสอยู่ในสนาม
“ เขาไม่สบายแน่เลยอ่ะณัฐ ” ผมหันไปพูดกับเพื่อนที่อยู่ข้างๆ
“ กูจะไปรู้หรอ ” แต่คำตอบของมันก็คือการตอบปัดๆไปแบบรำคาญเช่นเคย


                    ผมถอนหายใจก่อนจะเปิดกระเป๋าค้นหารูปถ่ายของแคมป์ที่เก็บเอาไว้ แล้วก็เจอรูปตอนที่เขากำลังยิ้มหัวเราะกับเพื่อน แค่มองเฉยๆก็ยิ้มตามแล้ว…
'อย่าทำหน้าบึ้งสิ ยิ้มแบบนี้น่ามองที่สุดแล้ว' ข้อความนั้นถูกเขียนลงไปหลังรูป ผมรีบแอบเดินย่องเข้าไปด้านหลัง จนถึงจุดที่มีตู้ล็อกเกอร์เรียงรายอยู่ตรงหน้า รูปถ่ายในมือพร้อมกับข้อความด้านหลังถูกสอดยัดเข้าไปในตู้ที่เคยแอบวางของไว้ในนั้นหลายครั้ง ผมยิ้มกับตัวเองเล็กน้อยก่อนจะรีบหันหลังเดินออกไป


                    แต่ทว่า…
                    ยังไม่ทันได้ก้าวขาไปไหน เอวผมก็ถูกท่อนแขนหนาของใครสักคนที่มาจากด้านหลังรั้งเอาไว้ แว่นตาที่สวมใส่อยู่ถูกดึงออกไปจนทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพร่ามัว คล้ายจะต้องการไม่ให้ผมหนีไปไหนได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน ผมพยายามจะดิ้นหนี แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มที่เฝ้าแอบฟังมาตลอด แต่คราวนี้มันดังชัดเจนอยู่ข้างหู...
                    “ จับได้แล้ว…คุณสต๊อกเกอร์ ”


                    ภายในห้องเก็บของเล็กๆหลังโรงยิม ผมถูกจับให้นั่งบนเก้าอี้ แคมป์ยืนค้ำอยู่บนหัวแล้วเคาะนิ้วบนโต๊ะเหมือนกำลังคิดว่าจะทำยังไงต่อดี
“ ผมขอดูได้ไหมครับ ” คำขออนุญาตพร้อมกับยกกล้องของผมขึ้นมา
ผมพยักหน้าอย่างจำใจ หลับตาแน่นไม่อยากรับรู้ความจริง รูปทั้งหมดในนั้น ยังไงก็ทำให้เขามองผมไม่ดีแน่ๆ…
“ ตอนผมหลับ พี่ก็ถ่ายหรอครับ ” น้ำเสียงราบเรียบแต่ฟังแล้วเหมือนกำลังโดนดุชอบกล
“ ก็…อืม ” ผมยอมรับอย่างปฏิเสธไม่ได้
“ พี่ครับ… ” เขาเรียกผมแล้วถอนหายใจยาว
“ ทำแบบนี้มันเข้าข่ายคุกคามกันนะครับ ผมจับพี่ส่งตำรวจได้นะ ”
“ ห้ะ! อย่าจับพี่ส่งตำรวจเลยนะ ถ้าพ่อแม่พี่รู้เอาตายแน่เลย ”
“ แต่ผมก็ไม่อยากปล่อยพี่ไปเฉยๆ โดยที่ไม่ทำอะไรเหมือนกัน ”
“ อย่าเลยนะ พี่สัญญาว่าจะไม่ทำอีกแล้ว ”
" นะ... "
“ …. ” เขานิ่งไป
“ ผมจะไม่เอาเรื่องก็ได้…แต่พี่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่พี่ทำนะครับ ”
“ ยังไง ”


                    “ พาพี่มาที่นี่ทำไม ” ผมถามขึ้นทันทีที่เขาเดินนำเข้ามาในร้านที่เต็มไปด้วยของขวัญน่ารักๆ “ ผมจะง้อแฟน ”
“ …. ” จุกจนพูดไม่ออก
“ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่ล่ะ ”
“ เกี่ยวสิครับ ไม่สิ…เรียกว่าเป็นต้นเหตุเลยดีกว่า ”
“ ห้ะ ” ผมหลุดเสียงนั้นออกมาด้วยความไม่เข้าใจ
“ เขาบอกเลิกผม เพราะเข้าใจผิดคิดว่าผมแอบกิ๊กกับคนที่ซื้อขนมซื้อน้ำมาไว้ในล็อกเกอร์แทบทุกวัน ”
“ …. ”
“ ขอโทษ… ” ผมพูดเสียงเบาด้วยความรู้สึกผิด ที่ทำแบบนั้นเพราะแค่อยากให้เขารู้สึกดีแค่นั้นเอง ไม่คิดเลยว่าผลจะออกมาแบบตรงกันข้าม แบบนี้เขาคงยิ่งเกลียดผมไปใหญ่…


                    “ ช่วยผมเลือกของดีกว่าครับ ” เขาว่าพลางไล่สายตาดูตุ๊กตาที่วางเรียงรายอยู่ ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่แต่ก็ยอมหยิบของนั้นขึ้นมาดู เขาก็น่าจะรู้ว่าผมแอบชอบ ใจร้ายจัง... ถ้าจะให้รับผิดชอบแบบนี้ จับผมส่งตำรวจดีกว่า
“ สีไหนดีครับ ” เขาพูดพลางหยิบตุ๊กตาสีขาวกับสีชมพูขึ้นมา
“ พี่ไม่รู้หรอก แฟนแคมป์ชอบสีอะไรล่ะ ” ผมเอ่ยประโยคนั้นออกไปด้วยความยากลำบาก


                    เขายังคงเดินดูของในร้านไปเรื่อยๆ ผมเลยแอบปลีกตัวออกไปดูอย่างอื่น ไม่อยากเห็นเขาเลือกของขวัญไปง้อคนที่เขารักด้วยความใส่ใจ... ผมเดินไปเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ตรงกล้องฟิล์มอันเล็กๆสีชมพูพาสเทลสดใส อยากได้… แต่ถ้าซื้อกล้องใหม่เพราะเห็นว่ามันน่ารัก แม่ต้องด่าแน่ๆเลย สุดท้ายก็ยอมตัดใจถึงแม้จะมองมันด้วยความอาลัยอาวรณ์ ไว้ถ้ามีเงินเมื่อไหร่จะกลับมาซื้อละกัน หวังว่าจะไม่มีใครเอาไปก่อนนะ ผมเดินคอตกไปหาเขาที่กำลังคิดเงินอยู่ เลือกได้แล้วสินะ “ ไปกันครับ ” เขาเดินนำออกไปทันทีที่จ่ายเงินเสร็จ ผมเองก็เดินตามต้อยๆ
แต่ขณะที่จะก้าวขาออกไป ก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวกลับไปมองกล้องที่หมายตาไว้อีกครั้ง
แต่… มันหายไปแล้ว! จบกัน คงมีคนซื้อไปแล้วสินะ


                    “ ไอ้ต้น เมื่อวานมึงกลับบ้านไปก่อนทำไมไม่บอกกูวะ ” ณัฐพูดขึ้นมาขณะที่เรากำลังนั่งกันอยู่ในสนามบาส “ เอ่อ… ” ผมไม่รู้จะตอบยังไง เรื่องมันค่อนข้างยาว 
“ เมื่อวานกูโดนเขาจับได้อ่ะณัฐ ”
“ ห้ะ แล้วเป็นยังไงบ้างวะ ”
“ ไม่เป็นไร เขาไม่ได้เอาเรื่องอะไรกู "
“ มึงก็เลยมานั่งมองเขาเหมือนเดิมเนี่ยนะ ”
“ อืม ” แต่ก็ทำได้แค่แอบมองล่ะนะ ไม่กล้าถ่ายรูป ไม่กล้าเอาของไปให้อีกแล้ว


                    ผมแอบนั่งคุดคู้อยู่ด้านหลังผู้คนเพื่อไม่ให้เขาเห็น เพราะกลัวจะโดนไล่ตะเพิดออกไป... หัวผมถูกมือของเพื่อนสนิทที่นั่งข้างๆดันลงจนซบลงกับไหล่ของมัน ณัฐปลอบผมแบบนี้ประจำเวลาที่รู้สึกไม่สบายใจ


                    แต่แล้วก็ต้องเด้งตัวขึ้นมานั่งเหมือนเดิมด้วยความตกใจ เพราะจู่ๆคนตัวสูงที่ผมแอบมองอยู่เป็นระยะก็เดินตรงเข้ามา จนมาหยุดอยู่ตรงหน้า แถมยังดูไม่สบอารมณ์ หรือจะไม่ชอบที่ผมยังแอบมองเขาเหมือนเดิม
“ ขอคุยกับพี่หน่อย ” ประโยคนั้นถูกกล่าวทิ้งเอาไว้ก่อนที่คนพูดจะเดินออกไป
ผมตามไปอย่างว่าง่าย ถึงแม้จะไม่ค่อยเข้าใจว่าต้องการคุยเรื่องอะไร
“ พรุ่งนี้ผมนัดเคลียร์กับแฟน พี่ต้องไปด้วยนะครับ ”
“ ทำไมพี่ต้องไปล่ะ ”
“ ไปอธิบายให้เขาเข้าใจ ”
“ แต่… ”
“ พรุ่งนี้บ่ายสามเจอกันที่ร้านxxx นะครับ ” เขาบอกเวลาและสถานที่เสร็จสรรพโดยที่ไม่ถามความสมัครใจผมสักคำ ทำไมเอาแต่ใจแบบนี้นะ...


                    ภายในร้านอาหารกลางห้างดัง ผมและคนที่บังคับให้ผมต้องมาที่นี่ต่างนั่งรอใครอีกคนที่เขานัดมา ผมแอบเหลือบมองร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน เขาใส่เพียงเสื้อยืด กางเกงสแล็คและนาฬิกาเรียบๆหนึ่งเรือน แต่กลับทำให้ดูดีแบบไม่ต้องพยายาม แต่นี่มันไม่ใช่เวลาที่จะมาชื่นชมแฟนคนอื่น วันนี้ผมมีหน้าที่เป็นกาวใจให้เขาสองคน ถึงแม้มันจะเหมือนการฆ่าตัวเองก็ตามเถอะ ผมมีทางเลือกที่ไหนล่ะ…


                    เราสองคนต่างนั่งรอเขาคนนั้นจนเวลาล่วงเลยผ่านไปเป็นชั่วโมง
“ สั่งอาหารกันเถอะครับ ”
“ อ้าว แล้วไม่รอ… ”
“ เขาคงไม่มาแล้วล่ะครับ ”
“ แต่พี่ว่า… ”
“ ผมหิวแล้วครับ ”
ผมหุบปากไม่เถียงต่อหลังจากประโยคนั้น เขาหยิบเมนูอาหารขึ้นมาดูด้วยท่าทีที่เรียบเฉย เหมือนไม่ทุกข์ร้อนที่แผนการง้อแฟนตัวเองล้มเหลวเลย พออาหารมาเราสองคนต่างก็นั่งกินกันแบบเงียบๆ แต่ที่ไม่เงียบก็คือ… เสียงหัวใจผมเนี่ยแหละ รู้ว่าไม่ควรหวั่นไหวกับเขาอีก แต่มันก็อดใจเต้นไม่ได้ที่ได้มากินข้าวกันสองคน


                    ผมแอบเหลือบมองคนตรงหน้าทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะตักอาหารเข้าปาก หยิบแก้วน้ำมาดื่ม หรือหยิบทิชชู่มาเช็ดปาก ภาพที่เคยมองอยู่ไกลๆ แต่ตอนนี้มันกลับอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ ขอลืมเหตุผลทุกอย่าง แล้วซึมซับช่วงเวลาดีๆที่แสนสั้นนี้ไว้แล้วกัน เราต่างแยกย้ายกันทันทีที่กินเสร็จ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็แอบยิ้มจนเมื่อยปากตั้งแต่ร้านอาหารจนขึ้นมาบนรถไฟฟ้า


                    “ อ้าว ” ผมร้องออกมาด้วยแปลกใจ เพราะขณะที่กำลังยืนอยู่บนรถไฟฟ้าแต่กลับหันไปเจอเขายืนซ้อนอยู่ข้างหลัง เจ้าตัวมองมานิ่งๆไม่พูดอะไร ผมยิ้มแหยๆให้แล้วก้มหน้ามองเท้าตัวเองเหมือนเดิม รู้สึกเขินจนเหงื่อตกเพราะคนเขายืนอยู่ใกล้มาก จนได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ… ภาวนาให้ถึงสถานีที่ผมจะลงเร็วๆ หรือไม่ก็ให้เขาลงไปเสียก่อน เพราะที่ที่ผมจะลงมันอยู่สุดสาย แต่จนแล้วจนเล่าเขาก็ยังยืนอยู่ข้างหลัง จนผมเดินลงมา และเขาก็ยังเดินตามมา... “ จะไปไหนเนี่ย ” สุดท้ายผมทนไม่ไหว หันหลังกลับไปถามเขาด้วยความข้องใจ
“ ผมขอไปห้องพี่ได้ไหมครับ ”
“ ห้ะ ปะ ไป ทำไม ” ผมตกใจจนพูดตะกุกตะกัก ไปห้องผมเนี่ยนะ…
“ ผมอยากรู้ว่านอกจากในกล้องแล้ว พี่ยังเก็บรูปผมไว้อีกหรือเปล่า ” อ๋อ... ที่แท้ก็ไม่ไว้ใจผม
“ ก็…มีอยู่ แต่ถ้าไม่พอใจ เดี๋ยวเอาทิ้งให้ก็ได้ ”
“ ผมขอไปดูด้วยตัวเองละกัน ” ทำไมเอาแต่ใจอีกแล้วเนี่ย
“ อืม ตามใจละกัน ”


                    “ อย่าเพิ่งเข้ามานะ ” ผมตะโกนบอกคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง เพราะพอมาถึงแล้วเพิ่งนึกได้ว่าห้องตัวเองมันรกมากๆ ถ้าเขาเข้ามาเห็นสภาพห้องผม อายแย่เลย แต่จัดของยังไม่ทันเสร็จคนตัวสูงก็พรวดพราดเดินเข้ามาอยู่ดี เขาเดินสำรวจไปทั่วห้อง ส่วนผมได้แต่ยืนเกร็งเพราะกลัวเขาจะเจออะไรที่มันไม่น่ามอง


                    ผมนั่งลงบนเตียงแล้วดึงหมอนขึ้นมากอดแก้เก้อ โดยที่ไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นจังหวะนรก! “ ในปลอกหมอนก็มีหรอครับ ” น้ำเสียงที่ฟังเหมือนล้อเลียนพร้อมกับมือหนาที่หยิบรูปตัวเองที่หลุดล่วงจากปลอกหมอนของผมขึ้นมา
“ ก็…มีแค่รูปนั้นรูปเดียวแหละ ไม่มีอีกแล้ว ” ผมรีบแก้ตัว ทั้งที่ความจริงยังมีรูปของเขาใน
โน๊ตบุ๊คอีกเพียบ แต่ดูสายตาของเขาก็รู้แล้วว่าไม่เชื่อ โกหกไม่เนียนเลยสินะ
ผมเดินไปเปิดประตูห้องแล้วใช้สายตาเชิญเขาออกไปเมื่อหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมแต่โดยดี เก็บรูปใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินตรงมาทางผม แต่แทนที่จะเดินผ่านไปเลย เขากับ…
“ ถ่ายรูปผมเยอะแยะขนาดนี้…" 
" เอาไว้ดูตอนช่วยตัวเองหรอครับ ”
“ หา… ” ผมตกใจอ้าปากค้าง เหมือนคนหาเสียงตัวเองไม่เจอ ไม่คิดเลยว่าเขาจะพูดอะไรทะลึ่งแบบนี้ คนตัวสูงเดินออกไปหลังจากที่ทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ ผมแนบหน้าผากกับประตูห้องด้วยความรู้สึกอาย ใช้มือลูบแก้มร้อนๆของตัวเองจนอุ่นไปทั้งฝ่ามือ นี่ผมกำลังแอบชอบคนแบบไหนกันนะ


                    “ หมูกระทะกันมะเย็นนี้ ” เสียงเอ่ยชวนจากเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้างกัน
“ อืม ” ผมตอบตกลงโดยที่ไม่ได้คิดอะไร เพราะอยากจะหาอะไรทำคลายเครียดอยู่แล้ว ตั้งแต่วันนั้นที่ผมถูกคนที่ชอบบังคับให้ไปช่วยง้อแฟนของเขา ซึ่งแผนล้มเหลว และมันก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้ว แทนที่จะสบายใจได้แล้วเพราะเขาคงไม่สั่งให้ผมทำอะไรที่ฝืนใจตัวเองอีก แต่ในใจลึกๆกลับคาดหวังให้เขามาหา… จะมาสั่งมาบังคับอะไรผมก็ได้ เพราะการได้อยู่ใกล้ๆเขา มันรู้สึกดี


                    ท่ามกลางสนามบาสที่เงียบสงบ เพราะไม่มีนักศึกษาหลงเหลืออยู่แล้ว ผมเดินเข้าไปนั่งในนั้นอยู่เพียงลำพังเพราะรอณัฐที่เรียนคนละวิชายังไม่เสร็จ แต่กลับรู้สึกใจหวิวอีกแล้ว เพราะทุกครั้งที่มาที่นี่สายตาของผมจะจับจ้องไปยังร่างสูงที่โดดเด่นอยู่ในใจคนเดียวเสมอ แต่ตอนนี้มันว่างเปล่า


                    ผมลุกขึ้นยืนและกำลังจะหมุนตัวเดินออกไป เพราะคิดว่าควรจะไปรอเพื่อนที่อื่น
ตุ้บ! ปัก! แต่แล้วก็ได้ยินเสียงลูกบาสที่เด้งกระทบกับพื้น ก่อนที่มันจะกระดอนมาโดนเท้าผมจนแทบล้ม ผมหันกลับไปมองด้วยความสงสัยว่ามีใครในนี้อีกนอกจากผม แต่แล้วก็ต้องชะงักแล้วหมุนตัวกลับไปเหมือนเดิม เพราะเขาคนนั้นคือคนที่ผมเฝ้านึกถึงมาราวอาทิตย์


                    “ เดี๋ยวก่อนสิครับ ” ขาที่กำลังจะก้าวหนีชะงัก ผมได้แต่ยืนนิ่งเม้มปากแน่นด้วยความทำตัวไม่ถูก จะหันกลับไปถามว่าเรียกทำไมก็พูดไม่ออก
“ จะไม่หันหน้ามาคุยกันหน่อยหรอครับ ”
“ เอ่อ…พี่ ”
“ หรือว่าพี่ไม่ชอบที่ผมพูดวันนั้น ”
“ เปล่านะ! ” ผมรีบหันหน้ากลับไปปฏิเสธ เขาคงหมายถึงประโยคสองแง่สองง่ามที่พูดในห้องผมวันนั้น แค่ได้ยินน้ำเสียงที่รู้สึกไม่ดีของเขาก็ใจอ่อนแล้ว ว่าแต่…จะรื้อฟื้นคำพูดทะลึ่งนั่นทำไมกันนะ


                    “ พี่รีบไปไหนหรือเปล่าครับ ”
“ ทำไมหรอ ”
“ ช่วยผมซ้อมบาสหน่อย ”
“ ห้ะ! พี่เนี่ยนะ ” ผมถามด้วยความแปลกประหลาดใจสุดๆ หน้าผมเหมือนคนเล่นกีฬาเป็นหรอ ตั้งแต่เล็กจนโต ถ้าไม่มีวิชาพละนี่ไม่เคยแตะสักชนิดเลยนะ
“ ก็พี่นั่นแหละครับ ” คำตอบพร้อมกับลูกบาสที่โยนมาจนรับไว้แทบไม่ทัน
“ แต่พี่เล่นไม่เป็นนะ ”
“ แค่ช่วยส่งบอลให้เองครับ ”
“ แต่… ”
“ ห้ามแต่ครับ เพราะนี่คือหนึ่งในสิ่งที่พี่ต้องรับผิดชอบ ”
“ มันเกี่ยวกันยังไงเนี่ย ”
“ เกี่ยวสิครับ ”
“ พี่รู้ไหม ตั้งแต่ที่รู้ว่ามีคนแอบตาม ผมแทบไม่กล้าไปไหนมาไหนเลยนะ ”
“ จะไปเที่ยว ไปกินข้าวคนเดียวก็ไม่ได้ จะติวหนังสือก็ได้แค่นั่งอ่านคนเดียวอยู่ในห้อง ”
“ ซ้อมบาสกลับดึกก็ไม่ได้ เลยต้องมาซ้อมคนเดียวนี่ไงครับ ”
“ หรอ… ” ยิ่งเขาพูดก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองนั้นหดเล็กลงไปเรื่อยๆ นี่ผมทำให้เขาเดือดร้อนขนาดนั้นเลยหรอ รู้สึกผิดจนไม่กล้ามองหน้าแล้ว…


                    “ ส่งบอลมาได้แล้วครับ ” ผมเงยหน้าขึ้นมองเขาเมื่อได้ยินประโยคนั้น ขณะที่ในใจกำลังรู้สึกผิดแต่พอมองหน้าเขากลับได้รับรอยยิ้มที่เป็นมิตรอยู่เสมอ อาจจะเป็นแค่รอยยิ้มที่ดูธรรมดาที่เขามีให้กับคนทั่วไป แต่แค่นี้ก็พิเศษแล้วสำหรับคนที่เคยทำได้แค่แอบมองแบบผม


                    ลูกบาสในมือถูกส่งไปให้คนตัวสูงที่กำลังตั้งท่ารับ เขากระโดดขึ้นชู้ตลงห่วงด้วยท่วงท่าที่สวยงาม ทำแบบนั้นวนไปเรื่อยๆ หันมาโยนเล่นกับผมบ้างเป็นบางครั้ง เขายิ้มหัวเราะออกมาตลอดเวลาที่เล่น ซึ่งมันทำให้ผมเผลอยิ้มตาม ความรู้สึกตอนนี้มันดีมากๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนลืมอะไรไปบางอย่าง… ผมไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเราตอนนี้คืออะไรกันแน่ รุ่นพี่รุ่นน้อง สต๊อกเกอร์กับเหยื่อ?


                    ที่ตั้งคำถามนี้ขึ้นมาก็เพราะคิดมาตลอดว่าถ้าวันใดวันหนึ่งโดนเขาจับได้ เขาคงจะโกรธและเกลียด แล้วผมคงไม่ได้เข้าไปใกล้เขาอีก ซึ่งตอนนี้มันตรงกันข้าม
ผมถูกเขาชวนให้มากินข้าวด้วยกันในวันหยุด และเหตุผลก็คือผมต้องรับผิดชอบที่ทำให้เขาไม่กล้ามากินร้านประจำเพราะมันอยู่ในซอยเปลี่ยว


                    ล่าสุดบังคับให้คนที่เกรดต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบผมติวให้ แถมยังต้องไปติวให้ถึงในห้อง… ห้องของเขาก็คือคอนโดที่กว้างใหญ่ ผมเดินตามร่างสูงเข้าในนั้นด้วยใจระทึกเพราะความตื่นเต้น ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าวันหนึ่งจะได้เข้ามาในห้องของเขา โซฟาที่แสนนุ่มนิ่มแต่ผมกลับนั่งเกร็งทำตัวไม่ถูก เจ้าของห้องเดินไปเดินมาหาหนังสือกับของกินเล่นมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าผม จะให้ผมติวจริงๆหรอ ให้ตั้งสติตอนนี้ได้ก่อนเถอะ


                    “ พะ พี่กลับดีกว่า ” ผมเอ่ยประโยคนั้นเพราะคิดว่าอยู่ไปก็ได้แต่นั่งเอ๋อแน่ๆ
“ เข้ามาแล้วไม่ได้ออกง่ายๆนะครับ ”
“ ว่าไงนะ ” ผมถามย้ำเพราะได้ยินไม่ถนัด เขามองหน้าจนเริ่มทำตัวไม่ถูก แถมยังค่อยๆยื่นหน้าเข้ามาใกล้
“ ผมหมายถึง อุตส่าห์ให้พี่เข้ามาติวแล้ว ผมคงไม่ปล่อยให้กลับไปง่ายๆนะครับ ”
“ อ๋อ… ” ผมลากเสียงยาวเหมือนเข้าใจ แต่ความจริงแล้วก็ยังรู้สึกแปลกๆกลับประโยคนั้นเหมือนเดิม
“ งั้นก็ติวกันเลยดีกว่าเนาะ ” ผมรีบเข้าเรื่อง
“ พี่พูดเบามาก ผมฟังไม่รู้เรื่องเลยครับ ” เขาท้วงขึ้นมาหลังจากที่นั่งติวไปสักพัก
“ หรอ ” ผมตั้งใจพูดให้ชัดเจนและเสียงดังขึ้นกว่าเดิม
“ ก็ยังไม่ได้ยินอยู่ดีครับ ”


                    ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้วคราวนี้ พูดดังกว่านี้ก็ตะโกนแล้วนะ เราต่างมองหน้ากันไปมาเพื่อหาทางออก และในที่สุดมันก็จบลงด้วย… ผมถูกรั้งเอวเข้าไปจนนั่งชิดกันก่อนที่มือหนาจะดันหัวผมซบลงไปกับบ่าตัวเอง 
“ แบบนี้น่าจะได้ยินชัดนะครับ ” จะบ้าหรอ… ผมอุทานคำนั้นอยู่ในใจ ทำแบบนี้มันจะพูดไม่ออกมากกว่า เขินจนรู้สึกร้อนไปทั้งหน้าทั้งตัวแล้ว ผมพยายามจะกลับไปนั่งท่าเดิมแต่ก็แพ้มือหนาที่จับหัวเอาไว้อยู่ดี หนังสือในมือที่เกือบหลุดร่วงไปถูกเขาจับยัดให้ถือดีๆเหมือนเดิม
“ ข้อต่อไปสิครับ ” บังคับให้ผมพูดต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก อ่านสะดุดทุกครั้งที่มือหนาแอบละเลงหัวผมเล่น ทำแบบนี้มันเกินไปจริงๆนะ ไม่สงสารหัวใจของคนที่แอบชอบมาเป็นปีแบบผมบ้างหรอ


                    ช่วงนี้วงจรชีวิตผมค่อยๆเปลี่ยนไ เพราะนอกจากตื่นเช้าไปเรียน เรียนเสร็จกลับห้อง ผมยังต้องไปคอนโดของศิลา ซึ่งก็ช่างสรรหาเหตุผลให้ผมไปตลอด แต่ส่วนใหญ่ก็ไปกินข้าวเป็นเพื่อนและช่วยติวให้เท่านั้น มันมีความสุขจนเผลอลืมอะไรหลายๆอย่างไปเลย ทั้งเรื่องที่เขาเลิกกับแฟนแน่แล้วหรือเปล่า และเพื่อนสนิทของผม


                    ช่วงนี้ณัฐตึงๆกับผมตลอด คงโกรธที่ลืมนัดกินหมูกระทะคราวนั้น แต่ก็ไม่น่าจะโกรธนานขนาดนี้นะ ผมพยายามจะหาทางง้อ แต่ก็มีอุปสรรคตลอด ก็เพราะแคมป์แทบไม่ปล่อยให้ผมมีเวลาว่างนั่นแหละ อย่างเช่นตอนนี้…
“ ทำอะไรให้กินหน่อยสิครับ ” คำสั่งจากคนที่นั่งไขว่ห้างอยู่กลางห้องตัวเองเหมือนคุณชาย และผมก็เป็นเบ๊ไง ไอ้ภาพลักษณ์สุภาพที่ผมแอบชื่นชอบมาตลอดหนึ่งปีมันยังมีอยู่จริงไหม ถามตัวเองอยู่ทุกวันว่ากำลังชอบคนแบบไหนกันแน่
“ พี่ทำไม่เป็น ”
“ อะไรก็ได้ครับ ทำมาเถอะ ” ผมยอมจำนนเมื่อขัดใจไม่ได้ แล้วหันหลังเดินเข้าไปในครัวทั้งที่ทำอาหารเป็นนับอย่างได้
แชะ! ผมหันขวับไปมองด้านหลังทันทีที่ได้ยินเสียงเหมือนคนถ่ายรูปขณะทำอาหาร แต่ภาพที่เห็นก็คือเขานั่งเล่นมือถือตามปกติ สงสัยคงจะคิดไปเอง


                    เสียงไอกระปอดกระแปดดังขึ้นตลอดเวลาที่ผมเดินเข้ามาในคอนโดของเขา
“ เป็นอะไรหรือเปล่า ” ผมถามเจ้าของห้องด้วยความเป็นห่วง
“ ไม่รู้ครับ ไอมาตั้งแต่เช้าแล้ว ”
“ ไม่รู้ว่าตัวร้อนด้วยหรือเปล่า พี่ลองจับดูสิครับ ” มือผมถูกดึงไปจับที่หน้าผากเขาแบบไม่ทันตั้งตัวหลังจากประโยคนั้น ก่อนจะถูกลากลงมาจับตรงแก้มและซอกคอ แววตาที่ดูน่าสงสารเห็นใจจ้องมองมาขณะที่มือหนาทาบทับลงมาบนมือผม แต่จับตรงไหนก็คงไม่รู้อยู่ดีเพราะที่มันร้อนกว่าก็คือตัวผม


                    “ พี่อยู่เป็นเพื่อนผมได้ไหมครับคืนนี้ ”
“ ห้ะ ” ผมอุทานออกมาด้วยตกใจ จะให้นอนค้างคืนด้วยกันหรอ…
“ แต่ถ้าพี่ลำบากใจก็ไม่เป็นไรครับ ”
“ …. ”
“ ก็ได้ พี่อยู่ด้วยก็ได้ ” รอยยิ้มบางๆที่แสดงถึงความดีใจถูกส่งมาให้ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้าไปนอนพักผ่อนในห้อง
ผมไม่รู้จะทำยังไงต่อก็เลยทำอาหารเบาๆกับยาเข้าไปให้ ดีที่เขาไม่ได้ตัวร้อน ไม่งั้นคงต้องเช็ดตัวด้วย ถ้าต้องทำอย่างนั้นผมคงต้องเป็นลมด้วยความตื่นเต้นแน่

                    “ มานอนบนเตียงด้วยกันสิครับ ” น้ำเสียงที่คล้ายจะอ้อนวอนของคนป่วยขณะที่ผมกำลังจะเดินออกจากห้องนอนไป “ …. ” ผมอึกอักตอบไม่ถูก
“ แต่พี่คงไม่อยากนอนกับคนป่วยใช่ไหมครับ ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ ” ผมหันกลับไปมองคนพูดทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงตัดพ้อแบบนั้น แต่ก็คิดไม่ตกอยู่ดีว่าจะเอายังไง แบบนี้มันใกล้ชิดกันเกินไป เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน มันไม่มีอะไรชัดเจนสักอย่าง แล้วผมจะต้องปล่อยใจไปมากกว่านี้หรอ เขาคิดยังกับผมก็ยังไม่รู้เลย


                    แต่สุดท้ายก็แคร์ความรู้สึกเขาที่สุด ผมค่อยๆสอดตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนหนาของอีกฝ่าย คนตัวโตที่นอนหันหลังอยู่ดูนิ่งๆไป คงจะหลับไปแล้ว ค่อยยังชั่วหน่อยเพราะถ้าต่างคนต่างนอนเฉยๆไปทั้งคืนก็คงจะไม่วุ่นวายใจเท่าไหร่
อื้อออ~ ผมส่งเสียงด้วยความรำคาญออกมากลางดึก เพราะขณะที่กำลังหลับได้ที่ จู่ๆก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรมาถูๆไถๆอยู่ตรงแก้ม ก่อนที่จะลามไปทั่วหน้า ผมพยายามจะใช้มือดันออก แต่ก็รู้สึกถึงน้ำหนักของอะไรสักอย่างที่ทาบทับลงมาจนขยับไม่ได้ สักพักก็รู้สึกว่ามันค่อยๆถดถอยออกไป ผมซุกหน้าลงกับหมอนแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวจนอุ่น เมื่อกลับมานอนสบายเหมือนเดิม ไม่ได้สนใจเลย ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันคืออะไร หลับต่อได้สักพักมันก็มลายหายไปพร้อมกับความฝันแล้ว


                    “ ณัฐ! ” ผมเอ่ยเรียกคนที่นั่งตรงโต๊ะหินอ่อนอยู่เพียงลำพัง แต่แค่แค่นั้นเพื่อนของผมก็ดูเหมือนจะลุกหนี มันเป็นแบบนี้มาหลายอาทิตย์แล้วที่ณัฐคอยหลบหน้าผมตลอด ถ้าไม่ได้เรียนด้วยกัน ก็คงไม่เจอหน้ากันเลย
“ มีอะไร ” น้ำเสียงตอบกลับที่ฟังดูเรียบเฉย สำหรับคนอื่นอาจจะมองว่าปกติ แต่สำหรับเพื่อนที่สนิทกันมาสามปีแบบผม เรียกว่าเย็นชา…
“ เย็นนี้ไปหาอะไรกินกันไหม ”
“ ไม่ ”
“ …. ” ผมหาประโยคพูดต่อไม่ถูกเพราะตั้งแต่คบกันมาณัฐไม่เคยเมินกันแบบนี้เลย


                    แชะ! กล้องที่คล้องคออยู่ถูกยกขึ้นมาบันทึกภาพเพื่อนรัก คนแบบผมก็ง้อได้มากสุดแค่นี้แหละ ผมยื่นภาพในกล้องให้คนที่ตีหน้านิ่งข้างๆดู แต่มันก็มีเพียงการปรายตามองมาเฉยๆ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
“ หล่อมากเลยอ่ะ ” ผมว่าพลางชี้นิ้วไปที่รูปนั้น “ แต่ไม่เท่าคนถ่ายนะ ”
“ หึ ” เสียงแค่นหัวเราะจากคนที่นั่งเงียบอยู่นาน ผมยิ้มออกมาเมื่อมุกที่ฟังดูหลงตัวเองได้ผล
“ หายโกรธยัง ”
“ อืม ”
“ เย่ ” ผมทำน้ำเสียงดีใจ
“ ขอโทษนะที่ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเลยอ่ะ ”
“ มึงมีธุระอะไรนักหนาวะ ”
“ กูนึกว่าถ้ามึงเลิกตามไอ้หมอนั่น แล้วจะมีเวลาให้กูมากขึ้นซะอีก… ” ผมชะงักไปนิดหน่อยเพราะรู้สึกแปลกๆกับประโยคหลังที่แผ่วเบานั้น
“ แล้วสรุปช่วงนี้มึงหายไปไหน ” คำพูดที่โพล่งขึ้นมาคล้ายจะเปลี่ยนเรื่อง
“ ก็ตั้งแต่โดนจับได้ แคมป์เขาก็ให้กูรับผิดชอบหลายอย่างอ่ะณัฐ ”
“ ยังไงวะ ”
“ ก็…กูทำให้เขาเข้าใจผิดกับแฟนก็เลยต้องไปช่วยง้อ ”
“ ไปกินข้าวเป็นเพื่อนเขาเพื่อชดเชยที่ทำให้เขาระแวงจนไม่กล้าไปไหนมาไหน ”
“ แล้วก็…ไปติวให้เขาที่ห้องทดแทนที่ทำให้เขาไม่ได้ไปติวกับเพื่อน ”
“แล้วก็… ” ผมชะงักประโยคที่กำลังจะพูดเมื่อหันไปเห็นคนข้างๆกำลังทำหน้าบึ้งตึงอีกครั้ง นี่ผมพูดอะไรผิดไป


                     “ ณัฐ! ” ผมเรียกคนที่ลุกขึ้นพรวดจากเก้าอี้เสียงหลง
“ เป็นอะไร ” มือใหญ่กระชากแขนทั้งสองข้างของผมจนเซปะทะเข้าหาตัว คนตรงหน้ากัดปากแน่นส่ายหน้าเหมือนพูดไม่ออก
“ นี่มึงไม่รู้จริงๆหรือมึงแกล้งโง่วะ! ”
“ มึงคิดว่ามันจะให้มึงรับผิดชอบแบบนี้จริงดิ ”
“ มึงทำเหมือนคนง่ายๆ ที่มันจะชี้นิ้วสั่งยังไงก็ได้อ่ะ ”
“ ก็แล้วจะให้ทำยังไง ถ้ากูไม่ทำ เขาขู่ว่าจะจับส่งตำรวจ! ” ผมเถียงกลับไปบ้างหลังถูกกล่าวหาอยู่นาน
“ ไอ้เด็กนั่นมันพามึงเข้าห้อง เพราะมันรู้ว่ามึงชอบมัน ”
“ มันคงคิดว่าจะทำอะไรมึงก็คงยอมหมดไง! ”


                    “ ถ้ามันขอเอากับมึง มึงก็คงยอมใช่ป่ะ! ”
ตุ้บ! หมัดแรกในชีวิตพุ่งเข้าที่ใบหน้าของเพื่อนที่สนิทกันมาสามปี ผมยืนตัวสั่นกำหมัดแน่น ขอบตาที่ร้อนผ่าวเริ่มมีน้ำตาหยดไหลลงมา
“ กูพูดจี้ใจดำอ่ะดิ มึงได้กันแล้วสินะ ”
“ ณัฐ! ” คราวนี้เป็นผมที่ตะคอกกลับเสียงดัง
“ กูไม่เคยทำแบบนั้น ”
“ หึ ” คนฟังแสยะยิ้มแล้วยกมือขึ้นมาเช็ดเลือดตรงมุมปาก เพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอทำรุนแรงลงไปก็ตอนที่เห็นคนตรงหน้าบาดเจ็บ


                    “ เข้าใจว่าเป็นห่วง แต่ทำไมต้องพูดแรงขนาดนี้ ”
“ ทำไมต้องโกรธขนาดนี้ด้วย! ” ผมตะโกนสิ่งที่อยู่ในใจออกไป เพราะรู้สึกว่าบางครั้งณัฐก็โกรธผมเรื่องไม่เป็นเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของแคมป์…
แขนผมถูกณัฐกระชากเข้าหาตัวอีกครั้งแบบไม่ทันตั้งตัว แต่คราวนี้ใบหน้าของคนตัวสูงกว่ากลับยื่นเข้ามาใกล้ แล้วจูบลงมาบนแก้มผม…
“ เพราะกูชอบมึง ”


                    ผมเสียบคีย์การ์ดสำรองที่แคมป์เคยให้ไว้อยู่ตรงหน้าประตูห้องด้วยจิตใจเหม่อลอย ยังคงช็อคกับความจริงที่เพิ่งได้รับรู้ ณัฐชอบผมตั้งแต่ตอนไหน ทำไมถึงไม่เคยเอะใจ หรือผมมันโง่จริงๆ ผมเดินเข้าไปในห้องด้วยความหวังที่ว่าจะได้พบคนตัวสูงที่ชวนให้ผมมากินข้าวเป็นเพื่อนเหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา แต่มองไปทางไหนก็พบแต่ความว่างเปล่า… เหลือเพียงห้องนอนที่เปิดประตูแง้มเอาไว้ แต่จะเข้าไปเลยก็กลัวจะเป็นการรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว

                    แต่พอนึกได้ว่าเขาอาจจะป่วยนอนซมอยู่ในนั้นก็รีบเดินไปดูทันที โดยที่ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นภาพที่ทำเอาแทบยืนไม่อยู่… เจ้าของห้องคร่อมกายอยู่บนหญิงสาวร่างสะโอดสะอง เสียงบดจูบกันดังระงมลั่นห้อง ผมยืนตัวแข็งไปต่อไม่ถูก ครั้นจะหันหลังออกไปเท้าก็ดันชนขอบประตูอย่างจัง


                    ปัก! ผมกลั้นเสียงไม่พยายามร้องโอดโอยออกไป แต่ความเจ็บที่กายก็คงไม่เท่ากับสายตาของคนด้านบนที่หันมองมาทางผม ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า… ก่อนที่จะโน้มตัวลงไปบดจูบหญิงสาวคนนั้นอีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับผมเป็นแค่เสียงแปลกๆที่มาขัดจังหวะพวกเขาแค่นั้น…


                    ผมวิ่งลงมาจากห้องนั้นด้วยน้ำตาที่ไหลพรากจนเปียกปอนไปทั่วทั้งหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปต่อไม่ถูก มองไปทางไหนก็พร่าเบลอเพราะถูกบดบังด้วยน้ำตา สุดท้ายก็ทิ้งตัวลงนั่งกอดเข่าร้องให้อยู่ตรงบันไดหน้าคอนโดหรู ความจริงมันเจ็บแบบนี้สินะ ความจริงที่เขาอาจจะไม่ได้คิดอะไรกับผมเลย ความจริงที่เขาอาจจะมีคนที่รักอยู่แล้ว


                    “ ลุกขึ้น ” ผมเหลียวไปมองด้านหลังทั้งที่ยังสะอึกสะอื้นเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคย แคมป์
“ ผมบอกให้ลุกขึ้นไงครับ ” น้ำเสียงดุเอ่ยซ้ำเมื่อผมยังนิ่ง ผมส่ายหน้าแล้วกอดเข่าตัวเองแน่นกว่าเดิม น้ำตาไหลพรั่งพรูลงมาไม่หยุดเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจคล้ายเบื่อหน่ายของคนข้างหลัง
“ เห้ย! ” ผมร้องด้วยความตกใจเมื่อถูกดึงแขนให้ลุกขึ้น ท่อนแขนหน้าสอดเข้ามารองใต้บั้นท้าย แล้วยกตัวผมขึ้นพาดบ่า แขนขาผมห้อยต่องแต่งอยู่บนไหล่ของคนตัวสูง ผู้คนรอบๆไม่ว่าจะตรงล็อบบี้หรือทางเดินล้วนหันมามองด้วยความสนใจ ผมทั้งใช้มือทุบหลังเขาทั้งบอกให้ปล่อย แต่ก็ไม่ได้ผล หน้าซ้ำยัง…
เพี้ยะ! ผมถูกตีก้น! อายจนต้องมุดหน้าลงกับแผ่นหลังกว้าง…


                    พลั่ก! หลังผมสัมผัสกับเตียงกว้างทันทีที่ถูกโยนลงไป ผมพยายามจะตะเกียกตะกายลงไปแต่ก็ไม่สามารถสู้แรงคนโตกว่าที่ทาบทับลงมาได้
จุ๊บ! “ เห้ย! ” ผมร้องด้วยความตกใจ เขาขโมยจูบผม…
“ แคมป์! ” ผมตะโกนเรียกเขาเสียงดังด้วยความเขินปนโกรธ เขาเพิ่งจูบกับผู้หญิงคนนั้นมา…


                    “ ผมหงุดหงิดนิดหน่อย ก็เลยอยากหาที่ระบาย แล้วผู้หญิงคนนั้นก็เข้ามาพอดี ”
ผมทำหน้างุนงงกับคำพูดของเขา นี่คือคำอธิบายหรอ?
“ พี่โกรธผมเรื่องนี้ใช่ไหม? ”
“ ปะ เปล่าสักหน่อย ” ผมโกหกตาใส ทั้งๆที่เผลอออกอาการไปหมดแล้ว… ลืมไปเลยว่าไม่มีสิทธิ์โกรธ
“ หึ ไม่เป็นไร  ”
“ แล้วพี่รู้ไหมครับว่าผมหงุดหงิดเรื่องอะไร ”
“ …. ”
“ ผมหงุดหงิดที่คนที่เขาชอบผม และผมก็ชอบเขา สนิทกับเพื่อนผู้ชายจนเกินเหตุ ถึงขั้นหอมแก้มกัน ” ผมกระพริบตาถี่ๆเพื่อประมวลผลในสิ่งที่เขาพูด แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ใครกันที่โชคดีถูกรักกลับแบบนั้น 
" พูดตรงๆเลยละกันนะครับ " คนด้านบนโน้มหน้าลงมาจุมพิตที่ริมฝีปากผมแผ่วเบาอีกครั้ง แต่แค่นั้นก็ทำเอาใจสั่นเต้นไม่หยุด
" ผมชอบพี่ครับ "


                    “ ผมชอบพี่ครับ ”
                    “ เป็นแฟนกันนะ ”
สองประโยคที่วนเวียนอยู่ในความคิดของผมตั้งแต่เมื่อคืนราวกับฝันไป หลังจากที่เขาพูดออกมาแบบนั้น ผมก็เขินจนไปต่อไม่ถูก จำได้แค่ว่าพยักหน้าตอบกลับไปเหมือนคนที่เหลือเพียงแค่กายหยาบ ก่อนที่จะรีบวิ่งออกจากห้องเขาไป เพราะขืนอยู่ต่อคงได้หัวใจวายแน่ๆ


                    “ คบกันไม่ถึง 24 ชั่วโมง ก็โดนแฟนทิ้งซะละ ” ผมเบิกตาโพลงเมื่อได้ยินน้ำเสียงตัดพ้ออย่างไม่จริงจังจากข้างหลัง ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าคือคนที่ผมวิ่งหนีออกมาจากห้องเขาเมื่อคืน “ แบบนี้นี่แจ้งความแฟนหายได้ไหมครับ ” ทำไมต้องเน้นคำที่บ่งบอกสถานะนั่นนักนะ มันเขินนะรู้ไหม…
ผมหันหน้าไปมองเขาพลางยกมือขึ้นมาดันแว่นแก้อาการเขิน
“ แคมป์… ”
“ ครับ ” เจ้าของชื่อขานรับพลางเดินเข้ามาใกล้จนต้องช้อนตาขึ้นมอง
“ แน่ใจแล้วใช่ไหม ” ผมเอ่ยถามถึงสิ่งที่ยังรู้สึกข้องใจ ทำไมเขาถึงตัดสินใจแบบนี้ ผมได้ชื่อว่าเป็นสต๊อกเกอร์ที่แอบตามเขานะ…


                    “ ไม่เกลียดหรือว่ากลัวในสิ่งที่พี่เคยทำเลยหรอ ” ผมถามออกไปด้วยความรู้สึกหวั่นในใจ
“ ไม่ครับ ”
“ ของทุกชิ้นที่พี่ให้ รูปทุกใบที่พี่ถ่าย ทุกข้อความที่แสดงความเป็นห่วง ผมไม่ได้รู้สึกถึงความน่ากลัวเลยนะครับ ”
“ พี่ทำให้เพราะอยากให้ผมรู้สึกแบบไหน ผมก็สัมผัสได้แบบนั้น ”
“ ผมรู้สึกดีนะครับ ” น้ำตาผมรื้นออกมาด้วยความตื้นตันหลังจากประโยคนั้น สิ่งที่ผมทำมาเป็นปีโดยไม่คาดหวังอะไร  เพียงแค่ให้เขาได้รับรู้ถึงความรู้สึกของคนขี้ขลาดแบบผมบ้างแค่นั้น แค่เขารู้สึกได้ถึงความจริงใจของผมมันก็มากพอแล้ว แต่ผมกลับโชคดีกว่านั้น เพราะความรู้สึกทั้งหมดเหล่านั้นผมได้รับกลับมา


                    เผลอแปปเดียวช่วงเวลาแห่งความสุขของผมก็ผ่านไปราวเดือน ผมก็ยังคงเป็นไอ้แว่นคอยมองคนที่ชอบเหมือนเดิม เพียงแต่มันเป็นการมองใกล้ๆ ในสถานะแฟน… ถึงมันจะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะเขายังคงชวนผมไปกินข้าว ซ้อมบาส หรือไม่ก็ไปติวที่ห้องเหมือนเดิม แค่อะไรหลายอย่างมันชัดเจนขึ้น และการเป็นแฟนกันมันก็ทำให้เขาเข้ามาจูบหรือหอมแก้มผมได้ตลอดเวลา จนหลังๆแทบไม่อยากไปห้องเขา หรืออยู่ด้วยกันเพียงลำพังเพราะเขินมากทุกครั้งที่ถูกทำแบบนั้น คาดว่าคบกันไปอีกกี่ปีก็คงไม่ชิน


                    แต่ถึงจะมีความสุขสมหวังมากขนาดไหน แต่สิ่งที่ผมเฝ้าหวังมาตลอด… ก็คือการได้เพื่อนรักกลับมาเหมือนเดิม ณัฐไม่คุยกับผมเลยตั้งแต่วันที่สารภาพความรู้สึกออกไปแบบนั้น และทุกครั้งที่ผมพยายามจะเข้าหา…
“ กูขอเวลาทำใจ ” ก็จะได้รับคำตอบกลับมาแบบนี้เสมอ


                    ภายในร้านอาหารบุฟเฟ่ต์กลางห้างดัง คนตัวสูงจูงมือผมตรงไปยังโต๊ะที่มีกลุ่มเหล่านักศึกษาราวสิบคนนั่งกันอยู่ พวกเขาเหล่านั้นคือเพื่อนของแคมป์… ทุกคนหันมามองเราสองคนทันทีที่เดินเข้าไปถึง บางคนก็ส่งสายตาล้อเลียนเพื่อน บ้างก็มองมาด้วยความแปลกใจ เพราะถึงแม้เราจะคบกันมาเป็นเดือนแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยรู้จักกับเพื่อนของเขาเลยสักคน
พอนั่งนานไปทุกคนก็เริ่มจ้องมาที่เราสองคนเป็นตาเดียว ผมเริ่มรู้สึกประหม่าจนเหงื่อตก หรือพวกเขาจะไม่ชอบหน้าผม เพราะผมเองก็เคยทำเรื่องที่ไม่ควรกับเพื่อนเขา


                    “ ไอ้แคมป์ นี่มัน… ” ประโยคที่เว้นคำสุดท้ายไว้คล้ายกำลังนึกแล้วมองมาทางผม
“ คุณสต๊อกเกอร์ของกูเอง ” เสียงโห่แซวตามมาทันทีหลังจากประโยคนั้น
“ ของกูเอง... หมั่นใส้ว่ะ ”
“ โสดมาเป็นปี มีแฟนทีมึงต้องขิงขนาดนี้เลยหรอวะ ”
หลากหลายคำแซวตามมาเรื่อยๆ ผมเองก็ได้แต่ยิ้มรับเขินๆ แต่ขณะเดียวกันก็ดีใจที่พวกเขาไม่ได้รังเกียจ ว่าแต่…
ที่เพื่อนของแคมป์บอกว่าเขาโสดมาเป็นปีแล้ว งั้นที่ให้ผมช่วยง้อแฟนก็เป็นเรื่องแต่งน่ะสิ ไหนจะบอกว่าระแวงที่มีคนตามจนไม่กล้าไปไหน แต่วันหลังจากที่ขอผมเป็นแฟนกลับบอกว่าไม่ได้รู้สึกกลัวผมเลย นี่เขาหลอกผมกี่เรื่องแล้วเนี่ย!


                    “ คืนนี้ไปห้องผมนะครับ ” คนข้างๆผมเอ่ยขึ้นมาขณะที่ทุกคนเริ่มจะอิ่ม
“ จะให้ติวหรอ ”
“ หึ เปล่าครับ ”
“ งั้น…ให้ไปกินข้าวเป็นเพื่อนหรอ ” แต่กินบุฟเฟต์นี่ก็น่าจะอิ่มข้ามคืนแล้วนะ คนฟังหัวเราะในลำคอแล้ววางตะเกียบที่อยู่ในมือลง ก่อนจะหันมามองผมแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้
“ ไม่ได้ให้ไปกินข้าวครับ… ”


                    คนตรงหน้ามองตาผมด้วยแววตาที่ดูกรุ้มกริ่มบอกไม่ถูก ก่อนจะค่อยๆไล่ลงมายังจมูก แล้วจดจ้องอยู่ตรงปาก… รอยยิ้มมุมปากถูกส่งมาก่อนที่คนตรงหน้าจะผละออกไป ไร้ซึ่งคำพูด แต่สายตาบอกแทนทุกอย่าง ผมเขินจนต้องก้มหน้างุด ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็พอมองออก เขาต้องการบางอย่างจากคนได้ชื่อว่าเป็นแฟนแบบผม…


                    ฟึบ! แรงกอดรัดตรงเอวจากด้านหลังถูกสวมกอดเข้ามาทันทีที่เดินเข้ามาในห้อง ขนลุกชันตอนที่จมูกโด่งค่อยๆสูดดมกลิ่นตรงไหล่ ก่อนจะค่อยๆลากไล้มาตรงซอกคอ ผมได้แต่ยืนนิ่งทำตัวไม่ถูก นี่เขาจะทำจริงๆใช่ไหม… ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ แต่ผมกลัว ยอมรับว่าไร้ประสบการณ์เรื่องแบบนี้ ยิ่งผู้ชายกับผู้ชายนี่ยิ่งแล้วใหญ่เลย แล้วผมจะทำให้เขารู้สึกดีได้หรือเปล่า


                    “ เห้ย! ” ผมเผลอส่งเสียงร้องออกมาหลังจากนิ่งอยู่นาน
“ ถะ ถอดทำไม ” ผมถามพลางมองตามแว่นตัวเองที่ถูกดึงออกไปด้วยความตื่นตกใจ
“ มันเกะกะ…เวลาจูบ ” สิ้นประโยคนั้นร่างผมก็ถูกพาไปยังเตียงอย่างรวดเร็ว ปากหยักบดจูบลงมาอย่างเอาแต่ใจโดยที่ไม่มีแว่นสายตาผมมาเกะกะอย่างที่พูด แต่การมองไม่ค่อยเห็นกลับทวีคูณความตื่นเต้นของผม เพราะไม่ว่าเขาจะทำอะไร จูบตรงไหน สัมผัสที่ใด ผมก็ได้แค่จินตนาการภาพในหัวไปตามความรู้สึก


                    ขาผมสั่นอย่างห้ามไม่อยู่ตอนที่ถูกเขาจับมันพาดลงบนหน้าขาเปลือยเปล่าของตัวเอง และเหมือนว่าเขากำลังจะหยุด… น้ำหนักตัวถูกทิ้งลงมาเพราะคนด้านบนโน้มตัวลงมาคุยกับผม “ พี่กลัวหรอครับ ”
“ เอ่อ พะ พี่ ” ผมไม่รู้จะพูดยังไง กลัวว่าถ้าพูดอะไรไปจะทำให้บรรยากาศมันเสียหรือเปล่า ปากหยักจูบลงมาเบาๆกลางหน้าผากผม
“ ไม่ต้องกลัวนะครับ…ผมจะทำเบาๆ ” จะพูดให้ผมหายกลัว หรือจะพูดให้เขินกว่าเดิมกันแน่ห้ะ…


                    ผมเดินออกมาสูดอากาศริมสระน้ำของคอนโดทันทีที่ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ที่รีบออกมาทั้งที่อีกคนยังนอนหลับปุ๋ยก็เพราะว่าถูกกักตัวไว้แล้วทั้งคืน… แค่นึกถึงก็หน้าร้อนแล้ว สักพักก็มีร่างสูงใหญ่สวมกอดจากด้านหลัง ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าคือคนที่นอนข้างกันทั้งคืน
“ ยังลุกไหวอีกหรือครับ ” ผมเงยหน้าขึ้นไปมองค้อนคนพูดหลังจากประโยคนั้น ยังจะมาพูดอีกนะ เขามองหน้าผมแล้วยิ้มแหยๆเหมือนคนสำนึกผิด แต่จ้องตากันแค่ครู่เดียวก็เหมือนมีแรงดึงดูด ใบหน้าคมโน้มลงมาแตะริมฝีปากลงมาแผ่วเบา ผมหลับตาลงรับสัมผัสจากเขาด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข


                    แชะ! ผมลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงถ่ายรูป แล้วก็เห็นภาพใบหน้าแดงแจ๋ของตัวเองในมือถือของเขา “ ลบเลยนะ ”
“ หึ ไม่ครับ แอบถ่ายผมไว้เยอะ ต้องโดนซะบ้าง ”
“ แคมป์… ” ผมเรียกเขาเสียงอ้อนวอน ก่อนจะวิ่งไล่ตามคนที่กำมือถือของตัวเองวิ่งไปมาแล้วหัวเราะรูปในนั้น เล่นกันเป็นเด็กจนเหนื่อย สุดท้ายเราก็นั่งหอบอยู่ข้างกัน


                    ผมจ้องมองคนที่นั่งยิ้มหัวเราะอยู่ข้างๆกันด้วยความสุขล้น จ้องมองราวกับจะเก็บภาพทุกวินาทีที่เรามีกันไว้ เก็บทุกภาพที่ผมได้มีโอกาสเป็นความสุขของเขา ต่อจากนี้ผมคงไม่ต้องคอยแอบรัก แอบทำอะไรให้เขาแบบคนไร้ตัวตน ไม่ต้องคอยแอบมอง แอบถ่ายรูปเขาตอนเผลออีกแล้ว แต่ผมจะจดจำทุกๆภาพเอาไว้ด้วยสายตา และเก็บไว้หัวใจที่มีให้เขาเพียงคนเดียว






                    - End -

ผลงานอื่นๆ ของ ดอกไม้ในเรซิ่น

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น