นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย Fic Mad Hatter x Alice ♡ Love Without You

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้




. . .ฉันจะคิดถึงคุณในยามตื่น. . .








Hello, I am Fify! ยินดีที่ได้รู้จักผู้อ่านที่เข้ามาทุกท่าน

ฟิคนี้อ้างอิงตามเนื้อเรื่องในภาพยนตร์ Alice Through the Looking Glass (2016)

และต่อจาก Love Medicine ซึ่งเป็นฟิคภาคแรกของฟี่ ใครที่ยังไม่ได้อ่านก็ให้ไปอ่านก่อนนะ

ส่วนใครที่อ่านมาเรียบร้อยแล้วก็เลื่อนลงไปอ่านต่อได้เลยค่ะ





Since : 19.07.2017Rewrite : 22.07.2019

Fanfiction : Alice Through the Looking Glass (2016 film), Mad Hatter/Tarrant Hightopp x Alice Kingsley

Credit Picture : Alice Through the Looking Glass (2016 film)

Theme : MATCHA THEME

Music : Lindsey Stirling - My Immortal [Evanescence Cover]


ติดตามการอัพเดทได้ทางเพจและการแจ้งเตือนทางแฟนคลับ
matcha

เนื้อเรื่อง อัปเดต 22 ก.ค. 62 / 21:49


 

“...เธออยู่ได้นะ...”

 

แฮทเทอร์ค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้ามาหาราวกับจงใจไม่ให้เกิดเสียงใด ๆ ฉันแทบไม่ทันรู้ตัวเลยว่าเขาได้มายืนอยู่ข้างหลังและเมื่อฉันรีบหันไปมอง ดวงตาสีเขียวมรกตเข้มกำลังมองมาที่ฉันอย่างโศกเศร้า ฉันยิ้มให้เขา

 

“ความคิดดีจัง ความคิดดีวิเศษอย่างยิ่งเลย...!”

 

ฉันรู้ว่ามันยากมากที่จะต้องกล่าวคำอำลากับใครสักคน คนที่สำคัญกับเรา และยิ่งยากเมื่อได้เห็นเขามองมาด้วยความคาดหวัง

 

“แต่ฉันอยู่ไม่ได้ มีหลายคำถามที่ฉันต้องไปตอบ หลายสิ่งที่ฉันต้องทำ”

 

ฉันตอบออกไปด้วยน้ำเสียงมั่นคงเพื่อกันไม่ให้เขารู้ว่าฉันไม่อยากไปจากที่นี่ ทุกคนที่นี่เป็นเพื่อนรักของฉัน  แต่โลกที่ฉันอาศัยมาตั้งแต่เกิด แม่ของฉัน พี่มากาเร็ต ลอร์ดแอกคอร์ทกับคนอื่น ๆ กำลังรอการตัดสินใจของฉันอยู่ที่นั่น ฉันไม่สามารถละทิ้งพวกเขาเพื่อมาอยู่ที่นี่ได้จริง ๆ

 

ฉันหวังว่าคุณจะเข้าใจ แฮทเทอร์

 

เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูดอะไรเลย ฉันยกหลอดแก้วขึ้นมาดื่มหมดรวด ก่อนจะหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง เขายังคงมีสีหน้าเดิม ฉันทนไม่ได้ถ้าต้องทำให้เขาเศร้าแบบนี้

 

“ฉันจะกลับมาก่อนคุณคิดถึงอีก” ฉันพูดปลอบ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกเมื่อไหร่

 

เขาส่ายหน้าเบา ๆ “เธอจะจำฉันไม่ได้”

 

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้คุณเศร้าใช่มั้ย?

 

ฉันเองก็เหมือนกัน ฉันยอมรับว่าตอนมาถึงที่นี่เป็นครั้งที่สองฉันจำใครไม่ได้เลย แต่ตอนที่มาครั้งแรก ฉันยังเด็กมากเหลือเกิน ฉันเคยคิดว่าที่นี่เป็นแค่ความฝัน แต่ฉันรู้แล้วล่ะว่าที่นี่คืออีกโลกหนึ่ง อันเดอร์แลนท์ มันมีอยู่จริง คุณก็มีอยู่จริง

 

“ฉันจำได้สิ...ฉันจะลืมได้ยังไง?”

 

ฉันจะไม่มีวันลืมคุณกับทุกคนที่นี่ รู้ไหม ฉันยังจำมุขที่คุณพูดให้ฉันฟังตั้งสองครั้งแน่ะ

 

“แฮทเทอร์...ทำไมอีกาถึงเหมือนโต๊ะเขียนหนังสือล่ะ?”

 

 “ฉันก็ไม่รู้คำตอบเช่นกัน” เขายิ้มแห้ง ๆ ตอบฉัน

 

นั่นสินะ บางทีคำถามก็ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ  และไม่รู้ว่าทำไมฉันจึงไม่มีความกล้าพอที่จะบอกลากับเขา นานเป็นนาทีกว่าฉันจะนึกหาคำพูดดี ๆ ออก จนเขาเป็นฝ่ายโน้มตัวเข้ามาหาฉัน

 

“โชคดีมีชัย อลิซ”

 

ฉันเผลอยิ้มออกมาเมื่อได้ยินประโยคนั้น มันไม่ใช่การบอกลาอย่างที่ฉันกลัว

 

เขายิ้มให้ฉัน

 

และเมื่อฉันกลับมาที่คฤหาสน์ของตระกูลแอกคอร์ท ฉันปฏิเสธคำขอแต่งงานกับเฮมิช บอกกับแม่และพี่มากาเร็ตว่าฉันจะทำงานหาเลี้ยงตัวเอง บอกกับทุกคนที่เคยพูดกับฉันไว้ว่าฉันคิดยังไงกับพวกเขาและปิดท้ายด้วยการเต้นฟัซสะบัดช่อให้ทุก ๆ คนในงานอึ้งกันเป็นแทบ และจากนั้นก็ไปเริ่มต้นทำงานกับลอร์ดแอกคอร์ทผู้เคยเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อของฉัน และงานแรกของฉันก็คือการได้ออกไปติดต่อการค้ากับประเทศจีนพร้อมกับเรือวันเดอร์

 

ทีแรกแม่ก็คัดค้านไม่ให้ฉันจากท่านไปไหน แต่เมื่อลอร์ดแอกคอร์ทมาช่วยพูด ฉันสัญญากับท่านว่าจะรีบกลับมาหลังจากงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้น ท่านจึงยอมปล่อยฉันไป

 

 

 

 

ตั้งแต่วันนั้นก็ผ่านมาได้ 3 ปีแล้ว ตลอดช่วงเวลานั้น ฉันมัวแต่ทำงานเลยไม่ค่อยได้มีเวลาเขียนจดหมายไปถึงที่บ้านมากนักแต่ก่อนนอนฉันก็จะพยายามเขียนเท่าที่เวลาจะอำนวย ฉันมักจะเขียนจดหมายส่งถึงแม่

 

ฉันอยากให้มีตู้ไปรษณีย์วิเศษที่สามารถส่งจดหมายไปยังอันเดอร์แลนด์ได้จังเลย...และถ้ามีอยู่จริง ฉันจะเขียนถึงคุณ

 

อยากรู้จังว่าคุณเป็นยังไงบ้าง คุณจะยังทำอะไรเพี้ยน ๆ อยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า...

 

 

หลายเดือนผ่านไป หลังจากที่ฉันกับลูกเรือฟันฝ่าพายุฝนและกลุ่มโจรสลัดมาได้ เรือวันเดอร์ก็แล่นมาถึงลอนดอนในที่สุด ฉันตื่นเต้นมากเลยที่จะได้เจอกับแม่อีกครั้ง ท่านคงจะมายืนรอรับฉันอยู่ที่ท่าเรือแน่ ๆ ฉันคิดขณะกำลังเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวลงจากเรือ แต่แล้วเสียงของเข็มนาฬิกาที่ฉันคุ้นเคยตลอดการเดินทางกลับดังกริ๊ก ฉันหยุดทุกอย่างที่กำลังทำและเดินไปหามันราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าเพราะมันเคยเป็นนาฬิกาพกของพ่อฉัน ท่านมักนำมันติดตัวไปไหนมาไหนด้วยเสมอ แม้ว่าท่านจะจากไปแล้วแต่มันก็ยังคงเดินเรื่อยมาจนถึงวันนี้ วันที่มันหยุดเดินอย่างน่าพิศวง

 

ฉันจะลองเอามันไปให้ช่างซ่อมดูล่ะกัน

 

แม่มายืนรอฉันอยู่ที่ท่าเรืออย่างที่คาดไว้ แต่ก็ได้รับข่าวหนึ่งซึ่งไม่คิดเลยว่าจะเกิดขึ้นลอร์ดแอกคอร์ทเสียชีวิตแล้ว ตอนนี้เจ้าบ้านคนต่อไปของตระกูลคือลูกชายเพียงคนเดียวของท่าน เฮมิชไอ้ผู้ชายหลงตัวเองคนนั้น เป็นไปได้ฉันก็ไม่อยากจะไปเจอหน้าเขาอีกเลยตลอดชาติ แต่ฉันยังมีรายงานสำคัญที่ต้องไปแจ้งให้กับเขา มันเป็นหน้าที่ที่ฉันต้องทำ แต่แม่ยังต้องการให้ฉันกลับมาถึงบ้านให้ได้เสียก่อน ฉันก็เลยไม่มีโอกาสได้แวะไปที่ร้านซ้อมนาฬิกา ไม่แปลกหรอกที่ท่านจะอยากใช้เวลาอยู่กับฉัน เพราะพี่มากาเร็ตพอแต่งงานก็ย้ายออกไปอยู่กับสามี ส่วนฉันหายหน้าหายตาไปจากบ้านนี้ตั้ง 3 ปีทิ้งให้ท่านต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง

 

“ลูกส่งจดหมายกลับมาหาไม่บ่อยนัก แม่แทบไม่รู้เลยว่าลูกอยู่ที่ไหนตลอดเวลาที่ผ่านมา” แม่พูดขณะกำลังต้มชาในกาน้ำร้อน แม้ว่าท่านจะไม่ได้หันมาสบตาแต่ฉันก็สัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าในน้ำเสียงของท่าน

 

“แม่ค่ะ ประเทศจีนอัศจรรย์มาก เราล่องเรือเข้าไปตามลุ่มน้ำยันซีเกียง คนที่นั่นส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นฝรั่งผมทองมาก่อน” ฉันชวนคุยเรื่องที่ไม่ทำให้บรรยากาศเงียบขรึมมากจนเกินไป ท่านหันกลับมาด้วยสายตาที่ฉันไม่ค่อยแน่ใจ มันอาจจะเป็นความห่วงใยที่แฝงไปด้วยความสงสัย

 

“แล้วลูกไม่กลัวเหรอ?”

 

“กลัวค่ะ แต่พอกลัว หนูก็คิดถึงพ่อ”

 

“ลูกพูดเหมือนพ่อเลย”

 

“หนูคิดถึงพ่อค่ะ...”

 

มันยากที่จะทำใจเรื่องการจากไปของพ่อ แม้ว่ามันจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม

 

“เฮ้อ...แม่ก็คิดถึง แม่รู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวเหลือเกิน...เวลาช่างโหดร้ายไม่ปราณี”

 

ฉันก้มมองนาฬิกาที่หยุดเดินไปแล้วของพ่ออย่างอาลัยอาวรณ์ นึกเสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับท่านให้มากพอ

 

“เวลาเป็นเหมือนโจรและเป็นผู้ร้าย” ฉันพูดก่อนจะหยิบนาฬิกาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อตามเดิม

 

“ได้ยินว่าบ้านแอกคอร์ทจะฉลองตำแหน่งท่านลอร์ดให้เฮมิชคืนนี้” แม่เปลี่ยนเรื่อง พร้อมกับเดินถือถาดที่มีถ้วยชากระเบื้องแสนสวยมาเสิร์ฟลงบนโต๊ะ

 

“เหมาะเลยค่ะ เราควรไปนะ” เยี่ยม ฉันมีข้ออ้างที่จู่ ๆ ก็โผล่หัวไปรายงานให้เขาฟังได้แล้ว

 

“แต่บัตรเชิญบ้านเรา ไปรษณีย์จะทำหล่นนะสิ” แม่พูดและยื่นถ้วยชามาให้ฉัน

 

ไม่อยากเชื่อเลยว่าเฮมิชจะไม่ส่งจดหมายเชิญมาให้แม่ฉัน นิสัยแย่จริง ๆ

 

“ไม่ เลดี้แอกคอร์ทเคยบอกไว้ว่ายินดีต้อนรับเราเสมอนะ และอีกอย่างหนูมีข้อเสนอให้เฮมิช”

 

“เฮมิช แต่งงานแล้วเมื่อปีกลาย อลิซ เขาทำใจได้แล้วที่โดนลูกปฏิเสธเขาต่อหน้าผู้คน”

 

“ข้อเสนอทางธุรกิจค่ะ แม่” ต่อให้โลกนี้มีแค่เฮมิชคนเดียว ฉันก็ขอขึ้นคานจนแก่ตายยังจะดีเสียกว่า ไม่อยากเชื่อเลยว่ายังมีผู้หญิงที่หลับหูหลับตามาแต่งงานกับผู้ชายที่เห็นแก่ตัวอย่างเฮมิชได้ลง

 

“ลูกจะไปอีกแล้วเหรอเนี่ย? เร็วอย่างนี้เลยเหรอ?” แม่นิ่วหน้า ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ “ยังมีเรื่องอีกหลายเรื่องที่ลูกต้องใส่ใจนะ อลิซ”

 

ฉันยังไม่ได้พูดเลยนะว่าจะออกเดินทาง แต่...แม่อาจคิดถูก ฉันจึงไม่กล้าแย้งอะไร

 

“หลังจบการเดินทางครั้งหน้า แม่ก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วค่ะ” ฉันยื่นมือออกไปบีบมือของแม่เบา ๆ หวังจะให้ท่านผ่อนคลาย ฉันสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าที่สะสมมาแรมปี

 

“แล้วลูกอนุญาตให้แม่ห่วงเรื่องงานคืนนี้มั้ย?”

 

ฉันก้มหน้าลงเมื่อแม่เงยหน้าขึ้นมาจ้องตาอย่างกดดัน ยังจำกันได้ใช่มั้ย? ตอนที่ฉันไปงานหมั้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ฉันยังขัดคำสั่งท่าน ไม่ยอมใส่ถุงน่องไม่ยอมใส่ชุดรัดทรง และแน่นอนว่าคราวนี้ฉันก็จะไม่ยอมใส่มันเหมือนเดิม

 

งานเลี้ยงจะเริ่มขึ้นตอนกลางคืน ฉันจึงมีเวลาได้ขึ้นไปพักบนห้องนอน มันยังคงได้รับการดูแลอย่างดีนับตั้งแต่ที่ฉันจากไป แม่คงจะคอยดูแลปัดกวาดที่นี่อย่างสม่ำเสมอ ฉันนำข้าวของที่ได้มาจากการเดินทางนำมาจัดวางให้เข้าที่ข้างทาง รวมทั้งกระดาษที่ฉันสเก็ตภาพทิ้งไว้เมื่อนานมาแล้ว ฉันพอจะมีฝีมือด้านวาดภาพอยู่บ้าง บ่อยครั้งฉันก็มักจะวาดภาพทิวทัศน์ที่ได้ไปพบเจอ กระดาษใบแล้วใบเล่าถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนพบกับภาพเหตุการณ์หนึ่งที่ฉันยืนอยู่กับแฮทเทอร์บนระเบียงปราสาทของราชินีขาว

 

ฉันยังจำบรรยากาศและบทสนทนาที่เราได้พูดคุยกันคืนนั้นได้ดี แต่ฉันกลับไม่รู้ว่าเราต่างมีสีหน้ากันอย่างไร ฉันจึงวาดเราสองคนจากทางด้านหลังแทน แปลกดีนะว่าไหม

 

“เธอยังคิดว่านี้เป็นฝันอยู่ งั้นเหรอ?” เขาถามฉัน

 

“แน่นอน ทั้งหมดนี้ฉันคิดฝันไปเองไง”

 

ตอนนั้นฉันไม่เชื่อว่าเขามีอยู่จริงและทำให้เขาเสียใจโดยไม่ได้ตั้งใจ ฉันมันโง่

 

น้ำตารื่นขึ้นขอบตาทุกครั้งที่ฉันนึกถึงความทรงจำนั้น

 

“...ฉันจะคิดถึงคุณในยามตื่น”

 

ฉันคิดถึงเขามากเหลือเกิน...

 

 

พอใกล้ถึงเวลาเหมาะ ฉันกับแม่จึงนั่งรถม้ามาที่คฤหาสน์ของตระกูลแอกคอร์ทโดยที่ยังไม่ได้แจ้งให้เจ้าของบ้านทราบล้วงหน้า แม่บอกว่ามันไม่ดีแต่ฉันแย้งเพราะไม่สนใจพิธีรีตอง และฉันคิดว่าเฮมิชกับเลดี้แอกคอร์ทต้องไม่อยากพบหน้าฉันแน่ ๆ ถ้าแจ้งกับพวกเขาก่อน

 

พนักงานประจำรถต่างพากันตกใจเมื่อได้เห็นชุดที่ฉันสวมมางานหลังจากที่ช่วยถอดเสื้อคลุมออก ชุดที่ฉันใส่ค่อนข้างจะแตกต่างชุดของยุโรปทั่วไป มันมีสีสันฉูดฉาดและเย็บปักทักร้อยเป็นลายดอกไม้ตามสไตล์จีน ฉันว่ามันออกจะสวย

 

“แม่อยากให้ลูกใส่เดรสสีเหลืองมากกว่า” แม่เดินเข้ามาระนาบกับฉัน ท่านสวมเดรสสีเขียวหยก มันเป็นสีโปรดของท่าน

 

“หากชุดนี้ทำให้ฮองเฮาหม้ายที่เมืองจีนทรงพอพระทัยได้ ครอบครัวแอกคอร์ทก็ไม่น่ามีปัญหา”

 

“ลูกต้องหัวแข็งทุกเรื่องเลยเหรอเนี่ย?”

 

“ไม่ค่ะ แต่ดื้อแล้วสนุกกว่า”

 

ประตูคฤหาสน์ปิดตามหลังเมื่อฉันกับแม่ก้าวเข้าไปข้างใน ผู้คนในงานที่เห็นฉันต่างพากันมองอย่างไม่พอใจ ไม่มีใครสักคนที่ยิ้มอย่างเป็นมิตร

 

“ชุดอะไรของหล่อน”

 

“ไม่รู้กาลเทศะซะบ้าง”

 

“ไม่ไหวเลย ผู้หญิงคนนี้”

 

ฉันพยายามทำเป็นไม่สนใจและตามหาตาทึ่มเฮมิชโดยเร็ว หวังว่าเมื่อเจอจะได้รายงานให้เสร็จและรีบกลับ โชคดีที่ฉันพบกับเจมส์ ฮาร์คอร์ทถ้าจำไม่ผิดเหมือนเขาจะถูกจ้างให้มาเป็นทนายให้กับเฮมิช เขาเป็นขุนนางเพียงไม่กี่คนที่เข้ามาคุยกับฉัน(เขานิสัยดีที่สุดแล้ว)

 

ฉันได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กดังมาแต่ไกล ก่อนจะเดินมาพบกับต้นตอของเสียง ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนอุ้มเด็กทารกอยู่ข้าง ๆ เฮมิชที่กลายเป็นตาอ้วนลงพุงกับเลดี้แอกคอร์ท พวกเขาดูตกใจมากที่เห็นฉันกำลังเดินไปหา

 

“เฮเลน ลมอะไรหอบมา” เลดี้แอกคอร์ทพูดขึ้น และเฮมิชพยายามแถตามน้ำ ผู้หญิงข้าง ๆ เขาก็ส่งลูกไปให้คนรับใช้

 

“อลิซ เอิ่ม...ต้อนรับกลับบ้าน” เขายกแก้วไวท์ขึ้น ดีนะที่ฉันไม่ได้ถือแก้วมาด้วย ฉันไม่อยากชนแก้วกับตาทึ่มนี่หรอก “เรากลัวอยู่เลยว่าเธอจะไม่เอาเรือของเรากลับมา”

 

“เรือฉัน สวัสดีเฮมิช” ฉันยิ้มสวมหน้ากากเข้าหา

 

“คำแรกที่เหมาะสมกับสามีของฉันคือลอร์ดแอกคอร์ท มันจึงเป็นเหตุผลที่เราจัดเลี้ยงฉลองคืนนี้” มีใครเคยบอกหล่อนมั้ยว่ามันเสียมารยาทเวลาพูดแทรกตอนที่คนกำลังพูดกัน ฉันหลบตาพยายามจะไม่ทำสายตาจิกไปหาหล่อน

 

“คุณคิงส์ลีห์ นี้ภรรยาของผม อเล็กซานดร้า เลดี้แอกคอร์ทคนใหม่” หล่อนเชิดหน้าอย่างภูมิอกภูมิใจเช่นเดียวกับแม่ของเฮมิช แหม่ ก็ดูสมกันดีนะ ความหลงตัวเอง

 

“นี่ เฮมิชบอกฉันว่าคุณท่องเที่ยวรอบโลกมาตลอด 3 ปี” หล่อนถามฉัน

 

“ค่ะ” ฉันยังยิ้มอยู่

 

“แล้วเป็นไง?”

 

“โลกน่ะหรือ?” ฉันยังยิ้ม--ใบหน้าเกร็ง

 

“ใช่” อล็กซานดร้าลากเสียง ให้ตายสิ ปากหล่อนน่าตบชะมัด

 

“สนุกมากเลยค่ะ ว่าง ๆ คุณไปเที่ยวดูบ้างสิค่ะ” ฉันตอบออกไปด้วยรอยยิ้ม แปลกที่เห็นทั้งสามคนหน้าเจื่อนลงไปถนัดตา ไม่รู้ว่าฮาร์คอร์ทที่ยืนฟังอยู่ข้างหลังฉันขำเรื่องอะไร “ขอโทษที่มาขัดจังหวะค่ะ ลอร์ดแอกคอร์ท แต่ฉันมาเพื่อสรุปรายงาน”

 

เฮมิชยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดเข้าหู “แน่นอน ตามผมมาเลยคุณคิงส์ลีห์ คุณด้วย คุณฮาร์คอร์ท!

 

เยี่ยม ในที่สุดก็เริ่มซะที ฉันอยากจะกลับบ้านแล้ว

 

“ท่านคณะกรรมการผมขอแนะนำ คุณอลิซ คิงส์ลีห์ คุณคิงส์ลีห์ คณะกรรมการ” เขาแนะนำฉันให้รู้จักกับชายผู้มีอายุเกินเลขห้าทั้งหกคน พวกเขาใส่สูทสีดำเหมือนกัน และดูเหมือนพวกหัวโบราณ

 

“สวัสดีค่ะทุกท่าน โลกเปิดกว้างต้อนรับเรา แต่เราต้องลงมือให้ฉับไว” ฉันกล่าวคำที่ตัวเองท่องไว้จนขึ้นจำรและหยิบสมุดโน๊ตขึ้นมาอ่าน “ฉันเชื่อมั่นว่าการที่ได้สำรวจ ทั้งแม่น้ำหวู่แล้วก็มาเลย์”

 

“ขอโทษนะ คุณคิงส์ลีห์ จะไม่มีการสำรวจอะไรต่อไปอีก

 

ฉันหันไปมองหน้าเฮมิชอย่างตกใจ สลับกับเหล่าคณะกรรมการ อยากจะได้คำอธิบายมากกว่านี้

 

“อะไรนะ?” เขากำลังจะไล่ฉันออกงั้นเหรอ?

 

“ก็...พอจะมีตำแหน่งว่างฝ่ายธุรการนะ คุณจะเริ่มในห้องเก็บแฟ้มก่อนแต่...ไม่นาน” เขายักไหล่และเบะปากอย่างน่ารังเกียจ

 

“นี่ไม่เกี่ยวกับประเทษจีนใช่มั้ย? มันเป็นเพราะคุณโกรธที่ฉันปฏิเสธ ไม่แต่งงานกับคุณ” ฉันไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร ฉันแค่พูดไปตามอารมณ์ และเขาถลึงตามองราวกับที่ฉันพูดออกไปเมื่อกี้ไม่ใช่เรื่องจริง

 

“เสียใจด้วยนะ คุณคิงส์ลีห์ ผมช่วยคุณได้เท่านี้เอง บริษัทอื่นในธุรกิจนี้ไม่จ้างเสมียนหญิงด้วยซ้ำ แล้วจะจ้างกัปตันหญิงเหรอ?” เหล่าคณะกรรมการหัวเราะพร้อม ๆ กับเฮมิช

 

“คุณบังคับฉันไม่ได้ ฉันมีหุ้นบริษัท 10% นะ พ่อคุณเป็นคนแบ่งหุ้นให้ฉันเองน่ะ” ฉันพยายามทวงสิทธิ์ พยายามจะรักษาความสุขุมไว้

 

“อ่า พูดให้ชัด เขาแค่ยกหุ้นให้แม่ของคุณ ซึ่งเขาเอามาขายให้ผมปีกว่าแล้ว ช่วงที่คุณไม่อยู่พร้อมกับไปจำนองบ้าน” เฮมิชโต้อย่างมีชัยพร้อมกับเดินไปหาพวกของเขา

 

“บ้านแม่เหรอ?” ทำไมแม่ถึงไม่บอกฉัน?

 

“ใบจำนองที่เราจะคืนให้แลกกับเรือคุณ”

 

“แต่นั่นเป็นเรือของพ่อฉัน”

 

“ก็ใช่ซี่” เขาพูดแทงใจดำ กรรมการยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้เขา “เซ็นมอบเรือลำนั้นมา คุณก็จะได้บ้านคืน มารายงานตัวทำงานเช้าวันจันทร์คุณจะได้เงินเดือนและบำนาญ...”

 

“แล้วให้ฉันทิ้งเรือวันเดอร์...” เสียงของฉันเบามากกว่าเดิม รู้สึกไม่ต่างกับถูกต้อนให้จนมุม

 

“ไม่ทำ เราก็ไม่สามารถช่วยคุณหรือแม่ของคุณ” เขาจบคำพูดเห็นแก่ตัวลงด้วยรอยยิ้มอันชั่วร้าย

 

นี่ไม่ใช่เรื่องจริงใช่มั้ย? สิ่งที่ฉันรักมากกำลังจะถูกขโมยไปอย่างหน้าด้าน ๆ อย่างนี้น่ะเหรอ

 

เฮมิชหน้าเหวอเมื่อมีใครบางคนมาถึง ฉันจึงหันไปมองด้านหลัง

 

แม่

 

“...อลิซ”

 

ฉันเบือนหน้าหนี

 

“อลิซ!”

 

ฉันวิ่งหนี ได้ยินน้ำเสียงแหบพร่าของท่านเอ่ยเรียกชื่อของฉันซ้ำ ๆ ขอร้องให้ฉันหยุดฟังก่อน แต่ฉันก็ไม่อาจทนอยู่เฉยให้พวกเฮมิชหัวเราะเยาะได้อีก

 

ทำไมแม่ถึงไม่ยอมบอกอะไรฉันเลย? ทำไม? ในหัวมีแต่คำถามเต็มไปหมด และคำตอบก็อยู่ที่แม่คนเดียว

 

“แม่ขายหุ้นของเราได้ยังไง?” ฉันถามอย่างไม่พอใจ

 

“ทุกอย่างที่ทำ แม่ก็ทำไปเพื่อลูกนะ อลิซ!” ท่านจ้องหน้าฉันด้วยสีหน้าจริงจังและเหนื่อยล้า “เพื่อให้ลูกได้เริ่มต้นชีวิตใหม่เหมือนคนอื่นเขา”

 

5 นาทีก่อน หนูยังเป็นกัปตันเรืออยู่”

 

“กัปตันเรือไม่ใช่งานสำหรับผู้หญิง เวลาไม่ปราณีผู้หญิง และลูกใช้ชีวิตอย่างประมาท”

 

 “หนูเคยเชื่อว่าหนูสามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ 6 อย่างได้ก่อนมื้อเช้า...” ฉันสามารถสังหารแจบเบอร์วอคได้ ฉันก็น่าจะรักษาบ้านและเรือวันเดอร์เอาไว้ได้สิ

 

นั่นเป็นความฝันของเด็ก ๆ อลิซ”

 

เจ็บใจเหลือเกินที่แม่พูดออกมาเมื่อรู้ว่าท่านพูดถูก แต่ฉันก็ไม่เคยยอมรับมันได้เสียที

 

“แล้ววันเดอร์มันก็เป็นแค่เรือจริงมั้ย?”

 

“มันไม่ได้เป็นแค่เรือ!” ฉันค้านท่านเสียงแข็ง แววตาเริ่มแข็งกร้าว ความโกรธที่สุ่มอยู่ในอกเหมือนดั่งระเบิดออกมา “มันเป็นเรือของพ่อ ทุกอย่างที่พ่อรัก ทุกอย่างที่หนูรัก พ่อไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแน่!

 

“ แ ต่ เ ข า ไ ม่ ไ ด้ อ ยู่ ที่ นี่ แล้ว!

 

ฉันได้แต่ยืนเงียบ ช็อกกับความจริงที่เจ็บปวด รวดร้าวเกินพรรณา

 

แม่เองก็เงียบไปสักพัก ก่อนที่ท่านจะฝืนใจเอ่ยออกมาอย่างเด็ดขาด

 

“ลูกไม่สามารถทำทุกอย่างตามใจตัวเองได้หรอก มันเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต้องเผชิญ อลิซ แม่ก็เหมือนกัน”

 

ขอบตาของฉันร้อนผ่าว ใบหน้าร้อนด้วยความโมโห ในหัวขุดคำพูดซึ่งไม่ควรคิดออกมา

 

“สิ่งสุดท้ายที่หนูต้องการก็คือเป็นเหมือนแม่!” ฉันรีบเดินจากท่านไปทันที ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาให้ท่านได้เห็น

 

เจ็บใจเหลือเกินที่ทุกอย่างถูกพรากไปโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกเสียจากยอมทำตาม ราวกับโลกทั้งใบไม่มีใครอยู่ข้างฉัน เสียใจเหลือเกินที่ตอกหน้าท่านไปอย่างนั้น ฉันรู้ว่าท่านห่วงใยฉันท่านถึงได้พูดความจริงแบบนั้นออกมา แต่ฉันก็ดื้อดึงเกินกว่าจะกลับไปรับการปลอบประโลม

 

และฉันรู้ว่าฉันจะต้องกลับไปขอโทษแม่ในภายหลัง...

 

ฉันเดินไปเรื่อย ๆ จนมาถึงสวนหย่อมภายในคฤหาสน์ ร่างกายหอบหายใจด้วยความโกรธและอ่อนล้า ก่อนจะตัดสินใจนั่งพักสงบจิดสงบใจบนม้านั่งใกล้ ๆ

 

“เซ็นยกเรือวันเดอร์ เลิกทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” ฉันยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาเป็นอันขาด

 

ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับให้ยืนอยู่บนทางแยกและไม่สามารถเดาได้ว่าเมื่อเลือกทางใดทางหนึ่งไปแล้วจะมีผลอะไรตามมา แต่ที่ตลกร้ายยิ่งกว่าคือฉันถูกบีบบังคับให้เลือกทางที่ไม่ต้องการที่สุด และถ้าเลือกไปแล้วฉันอาจก็จะหลงลืมอันเดอร์แลนท์และอาจจะสูญเสียตัวตนของตัวเองไป ฉันกลัวเหลือเกิน

 

“แล้วฉันจะกลายเป็นใคร...”

 

ขณะที่ฉันกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความสิ้นหวังอยู่นั้น เสียงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

 

“เธอก็เป็นอลิซน่ะสิ”

 

ราวกับคำพูดนั้นขับไล่ความพร่ามัวออกไปจากสายตา ฉันเห็นผีเสื้อสีฟ้าเกาะอยู่บนดอกลิลลี่สีขาว

 

แอบโซเลม!” ฉันจำเขาได้

 

เขาคือหนอนสีฟ้าผู้เป็นปราชญ์หยั่งรู้แห่งอันเดอร์แลนท์และตอนนี้เขากลายเป็นผีเสื้อไปแล้ว แต่ว่ามาโผล่อยู่ในโลกของฉันได้ยังไง ก็ยังไม่รู้ ฉันไม่สนเรื่องหยุมหยิมอย่างเหตุผลนั่นหรอก!

 

“แอบโซเลม!” ฉันเรียกให้เขาหยุดอยู่กับที่ แต่ว่าเจ้าผีเสื้อก็บินหนีเหมือนกำลังนำทางฉันไปที่ไหนสักแห่ง

 

แอบโซเลมบินเข้าไปในห้องโถง ห้องของพวกผู้ดีที่กำลังถือแก้วไวท์และหยอกล้อกันอย่างสนุกปาก ส่วนมากก็มีแต่คำนิททา ฉันแน่ใจว่าฉันต้องเป็นหัวข้อการสนทนาของพวกเขาแน่ แต่ฉันไม่สนแล้วตอนนี้!

 

ฉันเห็นผีเสื้อบินขึ้นไปเกาะบนโคมไฟระยา โดยไม่คิดวิธีการให้ยุ่งยากและเสียเวลา สองขารีบก้าวขึ้นไปเหยียบลงบนโต๊ะที่มีอาหารหรูหรามากมาย แน่นอนว่าฉันไม่สนหรอกว่าผู้คนที่มองอยู่ข้างล่างนั่นจะคิดกันยังไง มันบ้ามากเลยใช่มั้ย แฮทเทอร์

 

เมื่อฉันเข้าไปหมายจะเอื้อมมือคว้า แอบโซเลมก็เล่นตลกอีกครั้ง เจ้าผีเสื้อกลับบินหนีและบินวนรอบหัวของตาทึ่มเฮมิชที่กำลังยืนคุยอยู่กับคณะกรรมการของเขาอย่างท้าทาย 

 

เฮมิชตวัดตามองอย่างรังเกียจ ก่อนจะยกมือขึ้น “แมลงน่าขยะแขยง” เขาตบผีเสื้อที่เกาะอยู่บนโต๊ะดังปึง!

 

“แอบโซเลม!” ฉันวิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าจะพุ่งทะยานได้

 

เฮเมิชกรีดร้อง กรี๊ดจริง ๆ กรี๊ดแบบสาวแตก เมื่อเห็นฉันวิ่งเข้าไปหาด้วยความเร็วสูง

 

 “แก! ไอ้คนใจทราม!” ฉันพุ่งเข้าชาร์จจนร่างของเฮมิชล้มลงหลังกระแทกพื้นดังโครม! ฉันขึ้นคร่อมเขาเพื่อกันไม่ให้เขาหาทางหนีก่อนจะรัวหมัดใส่หน้าด้วยความโกรธแค้น

 

“นังนี้มันเสียสติไปแล้ว! แม่จ้าช่วยผมด้วย!!” เขายกมือขึ้นปัดป้อง ร้องไห้หาแม่ไม่ต่างจากเด็ก 5 ขวบ จนฉันอยากจะรู้จริง ๆ ว่าเขามีปัญญาหาเมียได้ยังไง คนพรรค์นี้เนี่ยนะที่เป็นเจ้าของบริษัท?!

 

ยามสองคนเข้ามาดึงฉันจากข้างหลัง บังคับให้ฉันลุกขึ้นยืนและถอยห่างจากเฮมิช เลดี้แอกคอร์ทปรี่ตัวเข้าไปดูอาการของเทวดาน้อยอย่างเสียขวัญ

 

ฉันฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนกำลังสนใจแต่เฮมิช รีบคว้าเกลือกับพริกไทยที่อยู่ข้างหลังมาเต็มสองกำมือก่อนจะสาดพวกมันเข้าตาของยามทั้งสองนาย ก่อนจะดิ้นให้หลุดจากพันธนาการและหนีออกไปจากห้อง

 

“ตามนังคนบ้านั่นไป!!

 

ตอนนี้พวกเขากล่าวหาว่าฉันเป็นบ้าไปแล้ว

 

ใครสนล่ะ?!

 

ใช้เวลากวาดสายตาเพียงชั่วขณะ ในที่สุดฉันก็พบกับผีเสื้อสีฟ้า มันนำฉันมายังห้องห้องหนึ่งซึ่งฉันรีบล็อคประตูทันทีที่เข้าไปข้างใน ซึ่งถือว่าดีมากเพราะฉันกำลังหลบหนีอยู่เลย ฉันกับแม่คงไม่ได้มาเหยียบในคฤหาสน์แอกคอร์ทอีกแล้วชั่วชีวิต

 

ฉันเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา เมื่อแอบโซเลมบินทะลุเข้าไปในกระจก!

 

น่าพิศวง มันเป็นคำติดปากของฉัน เมื่อลองแหย่มือเข้าไปสัมผัสกับกระจก ซึ่งควรจะเป็นผิวเรียบมันวาว มือกับแขนของฉันกลับทะลุเข้าไปราวกับจุมลงไปในน้ำพร้อมหมอกสีเงินสดใส

 

ฉันชักมือกลับเข้าหาตัวด้วยความตกใจ พลิกมือไปมาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรขาดหายไป อย่างนิ้วหรือเล็บ “แปลกจริง” โชคดีที่อวัยวะยังอยู่ครบ

 

แกร๊ก! แกร๊ก!

 

 “ประตูห้องล็อค! เธออยู่ข้างใน!

 

แย่แล้ว!

 

เมื่อเห็นพวกยามกำลังจะพังประตูเข้ามา ฉันจึงตัดสินใจเหยียบขึ้นไปบนเตาผิงพร้อมกับจิตใจที่แน่วแน่ว่าจะไม่ยอมให้ถูกจับ ก่อนจะก้าวขาเข้าไปอีกข้างและอีกข้าง ร่างของฉันทะลุผ่านเข้าไปในกระจก...

 

เมื่อพ้นออกมาจากอีกฟาก ร่างของฉันกลับหดเล็กลงเหมือนกับตอนที่มายังอันเดอร์แลนด์เมื่อ 3 ปีก่อน ฉันมองไปรอบ ๆ ห้องนี้ก็ดูคล้ายกับห้องธรรมดาในโลกของฉัน แต่พวกสิ่งของกลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น พรมหนังเสือที่นอนทอดหุ้ยอยู่บนพื้นไม้เรียบกำลังอ้าปากหาวอย่างเกียจคร้าน อีกัวน่าที่น่าจะเป็นของสตาฟบนโต๊ะก็ขยับท่าทางไปมา สิ่งที่อยู่ในภาพข้างฝาก็ดูราวกับว่ามีชีวิตจริง ๆ

 

“น่าพิศวงขึ้นทุกที” ฉันก้าวขาไปจนถึงขอบของเตาผิง ก้มลงไปเห็นกระดานหมากรุกก่อนจะชำเลืองเห็นเชือกเส้นหนา และไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้าไปคว้ามันเพื่อรูดตัวเองลงไปข้างล่าง

 

แต่ทันทีที่ฉันมาเยือนกระดานหมากรุก พวกตัวหมากที่ยืนแข็งทื่อก็กลับหันมามองที่ฉันเป็นตาเดียวกัน ตัวม้าสีขาวส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความแปลกใจก่อนจะโดนม้าดำรุกฆาตอย่างไม่ทันตั้งตัว ฉันตกใจจนเผลอถอยหนี ไม่ทันระวังใครบางคนที่อยู่ข้างหลัง

 

“เหวอ!” ปรากฏว่ามันคือไข่ลูกใหญ่ มีตาสองข้าง มีจมูกและปาก กับขาและแขน ชวนให้นึกถึงฮัมพ์ตี้ ดัมพ์ตี้ขึ้นมาทันที “โอ้ ไม่! อีกแล้วเหรอ?!” เขาร้องเมื่อร่างของตนกลิ้นหลุน ๆ ไปทางด้านหลังก่อนจะตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง

 

คิงสีขาวกระโดดเข้ามาพร้อมกับควงคฆา “ม้าของข้า ทหารของข้า ไปช่วยเขาเร็ว!” ทั้งหมดกระโดดลงไปตามที่พระราชาสั่ง พวกหมากดำก็ด้วย ฉันรูดตัวลงไปตามที่เขี่ยไฟ

 

“ฉันดูเป็นไง? ฉันดูเป็นไง?” ฮัมพ์ตี้ ดัมพ์ตี้ถามอย่างเสียขวัญ ท่อนล่างของเขายังอยู่ครบดีและเดินไปมาอย่างไม่รู้จุดหมาย ยกเว้นท่อนบนที่ไม่เหลือเลยสักเสี้ยว เหล่าตัวหมากต่างช่วยกันหยิกชิ้นส่วน-เปลือกไข่ของเขามาตามจุดต่าง ๆ เพื่อนำมาประกอบกันใหม่ ฉันหยิบชิ้นที่เป็นดวงตาขึ้นมา

 

“ขอโทษนะ” ฉันกล่าวด้วยความรู้สึกผิด

 

“ซุ่มซ่ามเหมือนเก่าและเซ่อเป็นสองเท่า” ฉันลดเปลือกไข่ลง เมื่อรู้ว่านั่นเป็นเสียงของใคร ผีเสื้อสีฟ้า “ฉันนึกว่าเธอจะไม่เข้าใจซะแล้ว”

 

“แอบโซเลม” ตอนนี้เขากลับมาเป็นแอบโซเลม หมายถึง-เขามีหน้าตาเหมือนตอนที่เป็นหนอน ไม่ใช่ผีเสื้อธรรมดาเหมือนในโลกของฉัน

 

“ขอโทษนะ สาวน้อย เราต้องใช้ชิ้นนั่นน่ะ” เบี้ยขาวเข้ามาหยิบเปลือกไข่ไปจากในมือของฉัน

 

แอบโซเลมบินเข้ามาหา “เธอไปนานมากนะ อลิซ และเขาก็จะไปในอีกไม่นาน”

 

“ใครจะไปไหน? เกิดอะไรขึ้น?” ฉันถามเมื่อถูกนำให้เดินตามไป

 

“ทุกอย่างจะชัดเจนเมื่อถึงเวลาของมัน ตอนนี้...รีบไปก่อน” เขาพูดจาให้ชวนสงสัยอีกแล้ว ส่วนฉันก็ไม่มีปัญหาที่จะหาคำตอบด้วยตัวเอง

 

แขนเรียวเล็กจ๋อยแบบผีเสื้อของเขาชี้ไปที่ประตูขนาดพอดีกับฉัน ไม่แน่ใจว่ามีมันอยู่ตรงนั่นเมื่อไหร่ ฉันคว้าลูกบิดประตูเพื่อหวังจะพบกับสถานที่ใดสักแห่งในอันเดอร์แลนท์ แต่แอบโซเลมก็เรียกให้ฉันหันกลับไป

 

“เอ่อ แล้วก็เดินระวัง ๆ ด้วยนะ”

 

ขณะที่ในหัวกำลังคิด เขาหมายถึงอะไร? ฉันก็พบกับคำตอบ

 

ใบหน้าและร่างของฉันปะทะกับลมเข้าเต็ม ๆ ไม่มีพื้นที่ให้เหยียบ ไม่มีอะไรให้คว้า เพราะตอนนี้ฉันถูกทิ้งให้ท้ามฤตยูกลางเวหา!

 

กรี๊ดดดด!!!

 

ทำไมถึงทำกับฉันอย่างนี้อีกแล้ว!!!

 

ผลั่ก! ตุบ!!

 

โชคดีจริงที่ฉันตกลงมาทับบนสวนดอกไม้พอดี ไม่งั้นกระดูกของฉันคงจะหักตั้งแต่คอยันขาไปแล้วแน่ ๆ

 

น่าแปลกที่ฉันไม่รู้สึกมึนหัวอย่างที่คิด ก็เพิ่งตกจากที่สูงนี้ แต่ก็ไม่มีเวลาให้สงสัยเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะที่คุ้นหู เรียกให้ฉันหันหลังไปอย่างช้า ๆ ด้วยความตื่นเต้น

 

ฉันกำลังจะได้เจอเขา หลังจากที่ไม่ได้พบกันเลยมาตั้ง 3 ปี

 

ราชีนีขาวมิราน่า กระต่ายมีนาคมแทรคเคอรี่ แฝดทวิลเดิ้ลดีกับดัม กระต่ายขาวแม็กโทวิส สุนัขพันธุ์บีเกิ้ลพูดได้เบออซ และดอร์เมาส์มอลลีออมกุน พวกเขากำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะหินทรงกลมและมีแต่ม้วนคัมภีร์กับหนังสือเล่มหนากองโต แทนที่จะเป็นขนมหรืออะไรแปลก ๆ พิสดารอย่างที่ควรจะเป็นในโลกนี้

 

“อลิซ ในที่สุดเธอก็มา!” แมกโทวิสกระโจนเข้ามาคลอเคลียที่แขนของฉันด้วยความคิดถึง

 

“เธอคนนั้นอีกแล้ว!” แทรคเคอรี่ชี้นิ้วหงิก ๆ หงอ ๆ มาที่ฉัน โดยที่ยังมีกระดาษจากม้วนคัมภีร์พาดอยู่บนแขน

 

“อลิซ เธอกลับมา” ดีกับดัมพูดขึ้นบ้าง และเจ้ายักษ์ขนปุยแบนเดอร์สแนทช์ที่ฉันเคยขี่หลัง ก็แผดเสียงคำรามด้วยความดีใจจนแม็กโทวิสที่เกาะแขนฉันอยู่นั้นปลิวกระเด็น

 

ฉันยิ้มจนแก้มปริแต่ความตื่นเต้นจากร้อยลดเหลือเพียงแค่ครึ่งเดียว เมื่อพบว่าไม่มีแฮทเทอร์อยู่ตรงนั้น

 

“อย่าไปดีกับเธอ! เธอมาสาย!” มอลลีออมกุนใช้ดาบของเธอชี้หน้าฉันเหมือนอย่างเคย

 

“นี่ฉันมาผิดเวลาเหรอ?” นั่นสิ ก็ไม่มีแฮทเทอร์นี้น่า ฉันน่าจะมาตอนที่เขาอยู่คงไม่สาย..

 

“ตรงกันข้ามเลยจ๊ะ” ราชินีมิราน่าทรงตรัสขึ้นด้วยพระพักตร์กังวล “เรากลัวกันอยู่ว่าเธอจะไม่มาเลย”

 

“เป็นอะไร?” ฉันถามขึ้น รู้สึกกังวล

 

“แฮทเทอร์ต่างหากที่เป็น!” แมกโทวิสเสริม ทุกคนพากันจับจ้องมาที่ฉัน

 

“หรือมันเป็นที่แฮทเทอร์” จากนั้นแฝดอ้วนก็เถียงกันว่า “อันแรกถูก ไม่ถูกอันหลัง” ฉันยังแยกไม่ออกว่าใครเป็นดี ใครเป็นดัม เพราะทั้งรูปลักษณ์ทั้งนิสัย หรือแม้แต่เสียงของพวกเขาก็เหมือนกันเปี๊ยบ

 

“แฝดทวิลเดิ้ล” มิราน่าแทรกขึ้นอย่างระอา

 

ทั้งคู่มองหน้ากันก่อนจะมองมาที่ฉันพร้อมกัน “เขาเป็นบ้า

 

“แฮทเทอร์นะเหรอ?” ฉันทวนอย่างฉงน ทุกคนที่นี่ล้วนบ้าบอสำหรับฉัน แต่การที่คนบ้าเรียกอีกคนว่าบ้า นี่สิแปลก “ใช่ ฉันรู้ ก็เป็นตัวเขานี้” ฉันผุดลุกขึ้นมาจากพุ่มไม้ พร้อมกับรวบหมัดผมไว้ให้เรียบร้อย “นั่นทำให้เขา เป็นเขา”

 

“แต่เขาเฉยมากขึ้น” ดีหรือดัมแย้งขึ้น

 

“ขี้เล่นน้อยลงและไม่ยอมหัวเราะเลย” แฝดอีกคนเสริม

 

“ไม่ว่าเราเล่นสนุกยังไงก็เรียกรอยยิ้มเขาไม่ได้” ฉันหันหลังไป ปรากฎร่างแมวแชสเชอร์นอนอิงแอบอยู่บนต้นไม้ “เราเลยต้องฝากความหวังไว้ที่เธอให้ช่วยเขาหน่อย”

 

หลังจากนั้นเบออซก็เล่าถึงสาเหตุตั้งแต่ต้น วันหนึ่งเขาและทีมโต๊ะน้ำชาอาสาออกไปสืบหาต้นเหตุของพายุใหญ่ที่ป่าแห่งหนึ่ง(ฉันจำชื่อไม่ได้) กระทั่งแฮทเทอร์เดินไปพบกับหมวกกระดาษสีฟ้าชึ้นหนึ่งตกอยู่ระหว่างทาง และนั่นก็ไปสะกิดความทรงจำที่แฮทเทอร์ต้องเสียครอบครัวไปในวันฮอรันเวนดัซเมื่อหลายปีก่อน...

 

หลังจากนั้น ชายผู้ฟั่นเฟืองก็จมอยู่กับเศร้าอีกครั้ง และพวกเขาเชื่อว่าแฮทเทอร์คงจะไม่กลับมาเป็นคนเดิมที่รู้จักได้ง่าย ๆ

 

“แต่ถ้าจะมีสิ่งที่ทำให้แฮทเทอร์กลับมา นั่นคือการได้พบเธออีกครั้ง” พอราชินีพูดขึ้น ทุกคนก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

 

หัวใจฉันเต้นแรง เมื่อหลงคิดไปว่าตัวเองมีความสำคัญกับเขา ให้ตายเถอะ ฉันไม่ควรจะคิดอะไรแบบนั้น ฉันเป็นแค่เพื่อนของเขา แต่ก็อดกลัวไม่ได้เหมือนกัน ถ้าฉันไม่สามารถทำให้เขากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ล่ะ?

 

แต่ฉันจะมามัวกลัวไม่ได้ ฉันควรรีบไปหาเขา ช่วยพูดและทำให้เขาดีขึ้น เหมือนที่เคยทำ

 

“แล้วแฮทเทอร์อยู่ไหน?” จากนั้นทุกคนก็ชี้ไปที่บ้านรูปทรงประหลาดหน้าตาเหมือนกับหมวกทรงสูง ก่อนที่จะโบกมือให้กำลังใจกันอย่างพร้อมเพรียงเมื่อฉันเดินตรงไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อพบกับแฮทเทอร์

 

ก๊อก! ก๊อก!

 

ไปให้พ้น! ไม่ให้เข้ามา!

 

เสียงทุ้มแต่แหบพร่าของแฮทเทอร์ดังออกมาจากหลังประตู ทำให้ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมานิดหน่อย

 

“แฮทเทอร์ นี่ฉันเอง อลิซ!

 

เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาก่อนที่คนข้างในจะเปิดประตูออกมามองใบหน้าของแขก

 

ฉันยืนตะลึง ตกใจกับสภาพของแฮทเทอร์ ผิวพรรณที่เคยเปล่งปลั่งกลับดูไร้ชีวิตชีวาเหมือนกับคนป่วยและเขายังสวมเสื้อสีเทากับน้ำตาลยิ่งทำให้เขาดูเหมือนกับคนแก่คลั่งวิชาการ พระเจ้า เกิดอะไรขึ้นกับเขา?!

 

“อลิซ? เธอจริง ๆ และเธอมา” เขาพูดด้วยสีหน้าดีใจ ดวงตาสีเขียวมรกตขี้เล่นที่ฉันรู้จักเบิกกว้าง ฉันจึงยิ้มและโผเข้ากอดเขา เผลอกอดเขาแน่นอย่างลืมตัว

 

หลังจากนั้นเขาก็คลายอ้อมกอด และจับหน้าฉัน หมุนฉันไปรอบ ๆ เพื่อสำรวจ เช็คเพื่อความแน่ใจว่าใช่ฉันตัวจริงไหม ก่อนจะจูงมือฉันเข้าไปในบ้านอย่างรีบร้อน

 

“ฉันคิดถึงคุณ แฮทเทอร์” ฉันหวังจะให้เขาหันมาสนใจแต่เหมือนว่าเขาจะไม่ได้ยิน เอาแต่พึมพำถึงครอบครัวที่จากไปของเขาพร้อมกับถือหมวกกระดาษสีฟ้าใบเล็กเท่าฝ่ามือที่เบออซพูดถึงขึ้นมาให้ฉันดู มันดูเก่ามากและมีสีน้ำตาลแดงของดินติดอยู่

 

“ฉันเจอนี้ หมวกใบแรกที่ฉันทำ ฉันว่ามันถูกทิ้งไปนานมาก ๆ แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะมาอยู่นี้ แต่ก็อยู่นี้ไง...!” เขาจ้องมองหมวกชิ้นนั้นราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ฉันไม่กล้าขัดคำพูดของเขา “ถ้าหากหมวกนี้ยังรอดมาได้ครอบครัวฉันก็ต้องรอดเหมือนกัน”

 

“แต่ แฮทเทอร์ นั่น...”

 

“ฉันเคยคิดว่าไม่คู่ควรกับนามสกุลไฮท็อปเลยสักนิด” เขาหันหลังไป จดจ้องแต่หมวกในมือราวกับไม่เห็นความสำคัญของฉัน “พ่อฉันน่ะเครียดจริงจังมาก เราทะเลาะกันอย่างหนัก ฉันไม่ยอมขอโทษตอนที่ฉันยังมีโอกาส” เขาหมุนตัวกลับมาพร้อมกับแววตาแห่งความหวังเต็มเปี่ยม “แต่ว่านี้ ฉันมีโอกาสแก้ตัวใหม่”

 

ฉันเดินเข้าไปหาเขาช้า ๆ กลัวว่าถ้ารีบร้อนเกินไปอาจทำให้เขาบาดเจ็บ “แฮทเทอร์ ครอบครัวของคุณน่ะ...”

 

“เธอ...เชื่อฉันใช่หรือเหล่าล่ะ? อลิซ” เขาย้อนถาม น้ำเสียงของเขาอิดโรยราวกับไม่มีเรี่ยวแรง มันทำให้ฉันยิ่งกลัวที่จะบอกความจริง ช่วงเวลานี้ฉันเข้าใจความรู้สึกของแม่ตอนที่ท่านต้องเป็นคนบอกข่าวร้ายเรื่องพ่อของฉัน

 

“ฉันอยากเชื่อนะ แต่...”

 

แฮทเทอร์นั่งลงเหมือนไม่มีแรงยืน เส้นผมสีส้มของเขาเริ่มใกล้เป็นสีเดียวกับขี้เถ้า ฉันรีบเข้าไปคว้าแขนของเขาอย่างตกใจกลัว

 

“แฮทเทอร์! คุณไม่สบายนะ! ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง?!

 

“แน่นอน” เขาเอ่ยเสียงราบเรียบ โดยไม่สนใจสภาพตัวเอง “อลิซของฉันจะต้องพาครอบครัวกลับมาหาฉันได้”

 

 “แต่แฮทเทอร์ ปัญหาคือครอบครัวคุณตาย พวกเขาตายนานแล้ว คุณเป็นคนบอกฉันเองนี้ ไม่มีใครพาพวกเขากลับมาได้”

 

“ก็มีเพียงเธอไงล่ะ”

 

ฉันอึดอัดและเสียใจเหลือเกินเมื่อรู้ว่าเขาตั้งความหวังไว้กับฉันสูงลิ่ว มันจริงอย่างที่แม่บอก ไม่มีอะไรที่ฉันสามารถทำได้ทุกอย่าง ฉันต้องบอกความจริงเพื่อตัวเขาเอง

 

“ฉันขอโทษนะ แต่...มันเป็นไปไม่ได้”

 

ฉันหวังว่าเขาจะเข้าใจแต่สีหน้าของเขากลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าซีดใต้ตาดำคล้ำ ดวงตาสีเขียวกลายเป็นสีอำพันแห่งความโกรธเกรี้ยว

 

เธอ...ไม่ใช่เธอ

 

เขากระซิบเสียงแหบพร่าน่ากลัวก่อนจะดึงแขนฉัน และไล่ฉันออกไปจากบ้านของเขา

 

“แฮทเทอร์...ได้โปรด...” ฉันส่งสายตาอ้อนวอนแต่เขาไม่สนใจสักนิด

 

“ฉันไม่รู้ว่าเธอคือใคร...เธอไม่ใช่อลิซของเธอ...อลิซของฉันจะต้องเชื่อฉัน!” แฮทเทอร์จ้องหน้าฉันด้วยความโมโหระคนผิดหวัง ก่อนที่จะปิดประตูลงใส่กรอน

 

“แฮทเทอร์! ได้โปรด!” ฉันตะโกนเรียก เห็นร่างของเขาทรุดลงผ่านกระจกของประตู อยากจะเข้าไปช่วยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

 

ไม่คิดเลยว่าการถูกปฎิเสธพร้อมกับความผิดหวังจะรู้สึกแย่ขนาดนี้ ยิ่งคิดก็เสียใจเรื่องที่เคยทำกับแม่เอาไว้และยิ่งเสียใจที่ทำให้แฮทเทอร์ผิดหวังกับฉันอีกครั้ง ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดีนอกจากวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ

 

 

หลังจากที่ฉันกลับมาแจ้งให้ทุกคนทราบถึงสภาพของแฮทเทอร์ ราชินีขาวก็ทรงแนะนำให้ฉันไปขโมยกงล้อเวลาของเวลา(เป็นผู้ชาย) เพื่อนำมาใช้เดินทางข้ามเวลาเพื่อเปลี่ยนอดีตและช่วยชีวิตครอบครัวของแฮทเทอร์ ฉันรู้ว่าการขโมยนั้นมันผิด แต่เพื่อช่วยแฮทเทอร์ ในหัวของฉันก็ไม่สนเรื่องถูกผิดอะไรทั้งนั้น

 

ฉันก้าวเท้าเข้าไปในนาฬิกาลูกตุ้มโบราณโดยมีทุกคนมายืนส่งให้กำลังใจอยู่ด้านนอก มิราน่าบอกว่ามันเป็นทางเชื่อมไปสู่ปราสาทอันเร้นลับของผู้เป็นเจ้าของกงล้อเวลา และพวกเขาไม่สามารถเดินทางย้อนอดีตไปกับฉันได้ เพราะถ้าตัวตนในอดีตได้เจอกับตัวตนในปัจจุบันทุกอย่างจะกลายเป็นซากประวัติศาสตร์(ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจแต่ไม่ขอเสี่ยงให้มันเกิดขึ้นคงจะดีที่สุด)

 

“เราหวังพึ่งเธอนะ อลิซ”

 

ทุกคนเชื่อมั่นในตัวฉัน ฉันจะต้องทำให้สำเร็จ!

 

ลูกตุ้มนาฬิกาแกว่างไปมาอย่างเชื่องช้าอ่อยอิ่ง ภายในมืดสนิทเต็มไปด้วยฝุ่นละอองชวนหายใจลำบาก มีเพียงแสงจากหน้าทางเข้าเท่านั้นที่ช่วยทำให้ฉันมองเห็น ใช้เวลาเพียงไม่นานฉันก็สามารถเดินพ้นออกมาจากความมืด ฉันขมวดคิ้วอย่างขัดใจ เมื่อทุกครั้งที่ฉันโผล่ออกมาจะต้องเจอกับปากเหวทุกทีสิน่า

 

เบื้องหน้าไม่ไกลจากจุดที่ยืนอยู่ อีกฟากหนึ่งของเหวที่ไม่รู้จุดจบ ปราสาทของเวลาทำจากเหล็กกล้าแห่งนิจนิรันดร์ ยอดหอคอยสูงแหลมตั้งเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าไม่สิ้นสุด(ตามคำบอกกล่าวของราชินีขาว) บรรยากาศของที่นี่ราวกับเป็นช่วงเวลากลางคืน ขณะกำลังคิดหาทางอยู่ว่าจะข้ามฟากไปถึงที่นั่นได้อย่างไร บางอย่างก็ขยับใกล้เข้ามาเป็นจังหวะ เมื่อมันมาถึง ฉันจึงรีบกระโดดขึ้นไปบนนั้นและรีบเดินไปให้ถึงตัวปราสาทขณะเดียวกันก็ต้องยืนทรงตัวอย่างระมัดระวังทุกครั้งที่มันขยับตามเข็มนาฬิกาจนมาถึงหน้าทางเข้าของปราสาท

 

ฉันผลักประตูเข้าไป มันง่ายกว่าที่ฉันคิดไว้ ที่นี่ไม่มียามรักษาการณ์หรือกับดักอะไรเลย ไม่แน่ว่าเจ้าของปราสาทอาจจะเห็นฉันและดักซุ่มทำร้ายฉันอยู่ก็ได้...หรืออาจจะไม่?

 

บางอย่างเล็ก ๆ ส่งเสียงกุ๊ก ๆ ท่าทางเหมือนไก่กระโดดผ่านหน้าฉันไปอย่างลนลาน ฉันรีบตามไปจนสะดุ้งกับเงาสูงใหญ่ของบุคคลปริศนา

 

ตึก! ตึก! ตึก!

 

เขากำลังเดินมาทางนี้ ฉันรีบหาที่หลบ หลบอยู่หลังบันไดนี้แหละ

 

ตึก! ตึก! ตึก!

 

เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาแล้ว ฉันกลัวเหลือเกินว่าจะถูกเขาพบ เขาอาจทำร้ายฉันก็ได้

 

โครม!

 

ชายคนนั้นล้มลงก้นจ้ำเบ้าหัวโขกพื้น เท้าชี้ฟ้า ก่อนจะพยายามลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก คงเพราะชุดโหญ่โตกับหมวกทรงสูงประหลาด ๆ ของเขาโดยเฉพาะส่วนไหล่ที่กว้างกว่าปกติแบบคูณสอง อะไรทำให้เขามั่นใจว่าชุดพรรณนั้นทำให้เขาดูดีกันนะ?

 

เมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาเขาถึงกับถอนหายใจสองรอบ “โธ่เอ๊ย ไม่ไหวเลย ทางเดินที่เป็นรูปร่างข้าเนี่ย” เขาเดินไปบ่นพึมพำกับตัวเอง เมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาดังขึ้นเขาถึงกับถอนหายใจสองรอบ “มันจะไม่หมดวันนี้กันเลยหรือยังไงกันน้า เฮ้อ...เกาะแข้งพันขาอย่างกับเป็นกางเกงตัวตลกยังไงยังงั้น”

 

เขาดูไม่น่าจะเป็นคนไม่ดี ฉันอาจจะขอร้องเขาให้ช่วยได้

 

ฉันติดสินใจเดินตามหลังเขาไปเงียบ ๆ เขาเดินเข้าไปในรั้วติดป้ายบอก อันเดอร์แลนท์คนเป็น ภายในนั้นมีแสงสีทองเปล่งประกายกับปุยเมฆราวกับอยู่บนสวรรค์ ก่อนที่จะเดินกลับออกมาและตรงเข้าไปในรั้วติดป้าย อันเดอร์แลนท์คนตาย พร้อมกับนาฬิกาหยุดเดินในมือ ข้างในรั้วนั่นทำให้ฉันรู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจ

 

เขาวาดนิ้วมือไปตามรายชื่อต่าง ๆ บนราวแขวนนาฬิกาตายเหมือนกับเลือกเครื่องประดับ “ฮิตกินส์ เอ่อ...ไฮบอตท่อม” เขาหยุดอยู่ตรงป้ายกำกับไฮท็อปชั่วขณะ “ยังไม่มาตอนนี้” มันไม่มีนาฬิกาตายแขวนอยู่สักอัน ก่อนจะมาไล่ชื่อตามตัวอักษรต่อ “ไฮเทิน...อ่า ทิงเคิล หวังว่าเจ้าคงจะแฮปปี้และได้ใช้เวลาอย่างดีแล้ว ราตรีสวัสดิ์”

 

ฉันจำได้ ไฮท็อป คือนามสกุลจริงของแฮทเทอร์

 

เคร้ง! ตายแล้ว ฉันเผลอผลักประตูลูกกรง มันดังมากจนเขารู้สึกตัวทัน

 

“นั่นใครน่ะ! ข้าเห็นเจ้า! เจ้าเข้ามาได้ยังไง?!” เขาตวาด ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ประตู “นี่มันเป็นไปไม่ได้! ออกมาซะดี ๆ เจ้าหนอนจอมจุ้น!

 

โดนเจอตัวเข้าซะแล้ว มาถึงขั้นนี้ฉันก็กล้าที่จะออกไปเผชิญหน้ากับเขา

 

ชายคนนั้นทำสีหน้าผิดหวังออกมาทันที คงคิดว่าฉันน่าจะเป็นศัตรูร้ายกาจสินะ “อ่อ เป็นผู้หญิง”

 

“ได้โปรดค่ะ ขอโทษที่มารบกวนท่าน ฉันอยากขอเวลาท่านสักนิดหนึ่ง”

 

“เวลาเหรอ?” เขาแทรกขึ้นพร้อมกับผลักไหล่ฉันออกไป ไม่ให้มาเกะกะขวางทางการเดินลงมาจากบันไดอย่างสง่างามของเขา “เฮอะ! แม่สาวน้อย ตัวข้าคือเวลา!

 

จากนั้นเขาก็เชิดหน้าขึ้น กางแขนออกทั้งสองข้าง ผ้าคลุมไหล่ยาวสีดำแต้มจุดสีขาวเหมือนทำจากขนสัตว์ค่อย ๆ ถูกวางพาดลงบนบ่าของเขาอย่างรู้หน้าที่

 

“ผู้ไม่สิ้นสุด ผู้เป็นนิรันดร ผู้เป็นอมตะ ผู้ไม่สามารถตรวจวัดได้ เว้นแต่ว่าเจ้ามีนาฬิกา” เขาเหมือนหน้าแตกยับเมื่อฉันไม่มีปฏิกิริยา “เมื่อข้าเป็นเวลา ข้าก็ต้องแบ่งส่วนหนึ่งในตัวข้าให้เจ้านะสิ เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดไหมเนี่ย?”

 

 “ค่ะ...”

 

“จริงนะ สัญญานะว่าจะพูดให้กระชับ” ไทม์ทำหน้าจริงจัง (ขอเรียกเขาว่าไทม์นะเพราะ เรียกเขาว่าเวลาทำให้ฉันสับสนในการเล่าเรื่อง)

 

“ค่ะ ฉันสามารถ”

 

“เพราะอย่างหนึ่งที่ข้าไม่ชอบเลยก็คือคนที่ไม่สามารถ ไม่ยินยอมหรือ...ไม่...เอ่อ...คือ...เอ...ไม่..อืม...” เขาทำหน้างงก่อนจะหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาจากใต้เสื้อคลุม คิดว่าน่าจะเป็นพจนานุกรม “ไม่พูดรวบรัด กระชับใจความให้ดี”

 

“เพื่อนฉันมีอันตรายอาจถึงตายได้”

 

“เลิกพูดจาเยอะแยะยืดยานสักที! ข้ามีงานต้องทำนะ!” เขากระชากเสียงใส่ ฉันอึ้ง ฉันทำอะไรผิด?

 

“ได้โปรด! ท่านยังไม่ต้องคำถามฉันเลย!” ฉันรีบทวงเมื่อไทม์เดินนำฉันไปที่ไหนสักแห่ง กลัวว่าเขาจะไม่สนใจช่วย ท้ายทอยของเขาเป็นเฟื่องสีทอง มันส่งเสียงประหลาดคล้ายกับว่าเขาเกิดความคิดอะไรได้

 

“หนึ่งนาที ทำไมเจ้าถึงพกนาฬิกาตายเรือนนั้นใส่ในกระเป๋า?” เขาถามอย่างสนใจ เพราะเขาเป็นเวลาหรือเปล่าก็ไม่รู้  ฉันหยิบนาฬิกาพกของพ่อออกมาจากในกระเป๋าเสื้อ หวังว่าเขาจะยอมลดทิฐิและฟังฉัน

 

“นี่นาฬิกาของพ่อฉัน เราจะไม่พรากจากกัน”

 

เขาจ้องตา บอกว่าไม่ได้รู้สึกเห็นใจเลยสักนิดเดียว  “ท้ายที่สุดคนเราก็ต้องพรากจากทุกสิ่ง หนูเอ๊ย”

 

เมื่อกล่าวเสร็จ ไทม์ก็เดินต่อไป ไม่สนว่าฉันจะรู้สึกอย่างไรหรืออยากตามเขาไปไหม ฉันหยุดยืนจ้องนาฬิกาที่ตายแล้วในมือ หงุดหงิดแต่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูดมา ฉันรู้ว่าตัวเองยังคงยึดติดอยู่กับสิ่งนี้ แต่ฉันยังไม่พร้อมที่จะขาดมันไปได้...

 

ฉันส่ายหน้าไล่ความคิดเมื่อสักครู่ เพราะตอนนี้ฉันต้องรีบหาวิธีช่วยแฮทเทอร์ให้ได้ก่อน ฉันเข้าใจความรู้สึกสูญเสียนี้ดีและฉันไม่อยากจะเจ็บปวดกับมันอีก!

 

ไทม์กับคนรับใช้ตัวเล็กของเขาพาฉันเข้ามาเสวนากันในห้องห้องหนึ่ง ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนทำจากไม้อย่างปราณีตและมีเตาผิงมอบความอบอุ่นอยู่ใกล้ ๆ เขานั่งลงบนเก้าอี้โซฟาตัวใหญ่ตัวเดียวในห้องและวางไม้เท้าลงบน ๆ โต๊ะ

 

“เอาล่ะ คำถามเจ้าคืออะไร เจ้ามีเวลาหนึ่งนาทีเป๊ะ”

 

“เรื่องเกี่ยวกับแฮทเทอร์ ทาร์แรนท์ ไฮท็อป เขาเป็นเพื่อนรักของฉัน และไม่นานมานี้เขามั่นใจว่าครอบครัวเขาที่ตายไปนานแล้วยังไม่ตาย ซึ่งยังไงครอบครัวก็ต้องตาย” ไทม์หาววอด ๆ ก่อนจะหมุนนาฬิกาบนหน้าอกของตัวเอง ไม่รู้ว่าเขาทำไปทำไมและฉันต้องรีบอธิบายให้เสร็จภายในหนึ่งนาที “เพราะแจบเบอร์วอคกี้ฆ่าครอบครัวของเขาในวันฮอรันเวนดัช และฉันฆ่าแจบเบอร์วอคกี้ได้ในวันแบล็คแจ็ค ฉันขออนุญาตท่านให้ยืมกงล้อเวลา ฉันจำเป็นจะต้อง--”

 

“กงล้อเวลาเหรอ?” ไทม์ขัดขึ้น สีหน้าโมโหและกดดัน

 

“ยังไม่ถึงนาที?”

 

“เจ้าอยากจะยืมใช้ กู้ใช้ ขโมยใช้เหรอ?”

 

ทีแรกฉันก็คิดอย่างนั้นและฉันยอมรับ “ใช่ค่ะ”

 

ไทม์ลุกขึ้นยืน “เจ้าจะขอ...ทำลายประวัติศาสตร์แตกเป็นชิ้น กงล้อเวลาคือลานหมุนนาฬิกาแกรนคล็อก” เขาพูดเนิบช้าเหมือนจงใจให้ฉันรับรู้ถึงอันตราย และบอกว่าเขาไม่ได้เห็นด้วยกับฉัน ฉันเข้าใจดีว่ามันเสี่ยงต่อโลกนี้ แต่เขาไม่มีวันรู้ซึ้งหรอกว่าทุกคนในอันเดอร์แลนท์จะเสียใจแค่ไหนถ้าต้องเสียเพื่อนรักอย่างแฮทเทอร์ไป

 

“แต่ฉันต้องใช้มัน ถ้าฉันไม่มีมัน แฮทเทอร์ก็จะไม่อาการดีขึ้น ฉันจะต้อง--”

 

วีลคินส์! เจ้าช่วยเชิญแซะแม่นาง เอ่อ ยัยหนูผมสีเหลืองอ๋อยนี้ออกไปซะ” เขาปัดมือไล่ จากนั้นคนรับใช้ร่างเล็กของเขาเปิดประตูเข้ามาและพยายามเรียกฉันออกไปตามคำสั่งของผู้สร้าง

 

ฉันรีบเร่ง คิดคำพูดให้เขาเจ็บใจสำหรับความไร้น้ำใจของเขา “ขอบคุณที่ให้ยืมตัวท่าน”

 

“อะไรนะ?”

 

“ที่ให้เวลา” ฉันกระแทกเสียง ไม่ปิดบังความโมโห

 

ไทม์ถอนหายใจอย่างเหนี่อหน่าย “อีหนูเอ๊ย เจ้าไม่สามารถเปลี่นอดีต แต่ข้าพูดได้เพียงเจ้าอาจเรียนรู้จากมัน” เขาเอ่ยราวกับเป็นผู้รู้ด้วยอากัปกิริยานิ่งเฉยผิดกับการแต่งตัวสไตล์แบบนั้น

 

แทนที่จะทำให้เขารู้สึกผิด ฉันกลับเป็นคนรู้สึกหน้าเสียเสียเอง ความจริงที่รู้รู้กันอยู่ แต่ฉันปฏิเสธที่จะยอมรับมัน ฉันจะกลับไปมือเปล่าและบอกกับเพื่อน ๆ ว่าไม่มีหนทางช่วยแฮทเทอร์ได้แล้วอย่างนั้นหรอ?

 

วีคคินส์พาฉันมาส่งหน้าบริเวณทางเข้าออกและรีบหายไปเมื่อได้ยินเสียงเป่าแตร ตามด้วยเสียงของรองเท้าสนสูงกระทบกับพื้น ฉันมองหาด้วยความสงสัย ก่อนจะรีบหาที่ซ่อนเมื่อฉันเห็นเงาเงาหนึ่งทอดยาวลงมาจากทางเข้าอีกแห่ง ฉันจำลักษณะของเจ้าของเงานี้ได้ดี

 

วีลคินส์กับบรรดาจักรกลตัวจิ๋วเรียงแถว “ถวายบังคบเจ้าหญิง”

 

ข้าเป็นราชินี!!!” หล่อนตวาดเสียงแหลมสูงเสียจนพวกเขาตกใจกลัว

 

“องค์ราชินี เจ้านายข้ารออยู่ที่ห้องรับรองแขก จะให้ข้าประการชื่อมั้ย?”

 

“ไม่! ข้าประกาศเองได้” หล่อนปฏิเสธก่อนจะยกแตรอันเล็กออกมาเป่าและส่งเสียงน่ารำคาญขณะเดินไปหาไทม์ “ติ๊ก-ต่อก! เจ้าอยู่ไหน!! ติ๊ก-ต่อก!

 

ราชินีแดงไอราซาเบธ เธอมาทำอะไรที่นี่?!

 

ถ้าไทม์สนิทกับคนโหดเหี้ยมอย่างราชินีแดง เขาก็ต้องไม่ใช่คนดีนักหรอก เอาล่ะ

 

ยังไงฉันก็ต้องช่วยแฮทเทอร์ให้ได้ ฉันตัดสินใจหันกลับไป ทำตามจุดมุ่งหมายเดิมคือขโมยกงล้อเวลา!

 

 

ฉันเดินกลับมาที่นาฬิกาแกรนคล็อกอีกครั้ง และเดินผ่านช่องเล็ก ๆ ของพวกจักรกลเพื่อเข้าไปในห้องกลไก ดวงไฟสีฟ้าลูกเล็กเหมือนประจุไฟฟ้ากำลังปล่อยพลังงานมหาศาลอยู่ตรงกลางเฟืองขนาดใหญ่ ฉันข้ามไปโดยการคว้าลูกตุ้มนาฬิกาเอไว้ก่อนอาศัยจังหวะโดดขึ้นไปเหยียบบนเฟืองได้สำเร็จ  ฉันเอื้อมมือออกไป หวังว่ามันจะไม่ช็อตร่างของฉันนะ

 

หมับ! ฉันคว้ากงล้อมาไว้ในมือกและไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผิดคาดแฮะ?

 

ฉันหันไปเมื่อได้ยินเสียงโลหะกระทบกันดึงปึงปัง พวกจักรกลตัวจิ๋วรวมตัวกันกลายเป็นจักรกลร่างมหึมา ดวงตาสีแดงน่ากลัว พวกมันขู่คำรามเหมือนสัตว์ร้าย ฉันหนีออกมาจากแกรนคล็อกแต่มาสะดุดเอาตอนกระโดดลงจากบันได

 

กงล้อเวลากระเด็นหลุดออกมา กลิ้งหลุน ๆ ไปตามพื้น ก่อนจะขยายใหญ่ขึ้น ที่แท้มันก็คือพาหนะข้ามเวลา ฉันรีบเข้าไปข้างในทันที

 

“จับเธอไว้!!” เสียงของไทม์กรีดผ่านเสียงคำรามของพวกจักรกลที่อยู่ข้างหลังฉัน

 

ฉันดึงสายเส้นหนึ่ง(ไม่รู้ว่าใครติดป้ายไว้ว่าให้ดึง) ยานลอยขึ้นมาเหนือพื้นทันที ไม่รู้ว่ามันใช้ยังไง ฉันลองดึงคันโยก มันพุ่งไปทางระเบียง ไทม์กับราชินีแดงยืนอยู่ พวกเราทุกคนต่างยกมือขึ้นมากำบังหน้าฉันเองก็เหมือนกัน รอรับการปะทะ

 

ฟุ่บ!

 

แปลก? ฉันลืมตาขึ้น ทุกอย่างรอบ ๆ กลายเป็นคลื่นน้ำวน ฉันอยู่ที่ไหน? กงล้อพุ่งทะยานออกมาจากผิวน้ำและลอยอยู่เหนือมหาสมุทรอย่างรวดเร็ว บนคลื่นน้ำเต็มไปด้วยแสงสีและภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เหมือนถูกฉายขึ้น จะเรียกที่นี่ว่ากระแสแห่งเวลาก็คงไม่ผิด เสียงหัวเราะของเด็กเสียงคำรามของสัตว์ ก่อนจะได้ยินเสียงของแฮทเทอร์ ฉันรีบตามหาและพบกับภาพของเขาบนคลื่นยักษ์ เขากำลังนั่งมองหมวกสีฟ้าใบนั้นด้วยดวงตาสีเขียวสดใสที่ฉันรู้จัก ฉันอยากให้เขากลับมาเป็นเหมือนเดิม

 

“ไม่ต้องห่วงนะ แฮทเทอร์ ฉันจะช่วยคุณและครอบครัวของคุณ” ฉันให้สัญญา ก่อนจะบังคับยาน ฉันดึงคันโยก กงล้อพุ่งทะยานไปเร็วมาก บนแผ่นกระดาษเหนือแผงควบคุมหมุนติ้ว ๆ และหยุดลงที่ภาพวาดด้วยน้ำหมึกรูปแจบเบอร์วอกกี้ ฉันกำลังจะย้อนเวลาไปวันฮอรันเวนดัช

 

ตูม!

 

แต่แล้วฉันก็ถูกขัดขวาง ไทม์ไล่ตามฉันมาทัน ฉันกับกงล้อเวลากระเด็นกระดอนไปมาบนเกลี้ยวคลื่นอย่างหวาดเสียว ฉันพยายามยึดหาที่จับเอาไว้ จนยานของไทม์พุ่งเข้าชนยานของฉันจนหลุดเข้าไปในวันทูเมลโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

 

กงล้อเวลาพุ่งออกมาจากฟ้า ก่อนจะร่วงลงสู่พื้นอย่างไร้การควบคุม ฉันกรีดร้องเสียงหลงจนยานกระแทกกับพื้นอย่างแรง ส่งผลให้ฉันตัวลอยหลุดออกจากยาน

 

ตุบ! ผลั่ก!

 

อุ๊บ!” ฉันร้องด้วยความจุกเมื่อปะทะกับพื้นแต่โชคดีที่ไม่ได้แผล ฉันรีบคว้ากงล้อเวลาที่ย่อขนาดเล็กลงเท่ากำมือและรีบเดินเข้าไปในเมืองอย่างโซซัดโซเซ

 

ท่ามกลางผู้คนหนาแน่นภายในเมือง แต่ฉันกลับเห็นผู้ชายคนหนึ่ง เจ้าของผมหยักศกสีส้ม สวมหมวกทรงสูงคาดโบสีชมพูเข้มกับสวมเสื้อนอกหรูหราสีเขียวดูเด่นสะดุดตา มันทำให้ฉันแน่ใจในทันทีว่าเขาคนนั้นคือใคร

 

“แฮทเทอร์? ฉันรีบเข้าไปสะกิดเรียก เขาหมุนตัวมาหาด้วยความตกใจ “แฮทเทอร์!

 

ใบหน้าของเขาดูเด็กลงมาก และเขายังดูสดใส?!

 

“คุณนั่นเอง คุณกลับมาเป็นคุณแล้ว” ฉันกอดเขาด้วยความคิดถึง แต่เขายืนแข็งทื่อ นี่มันแปลก ๆ

 

“ถึงฉันไม่เป็นก็อยากเป็นนะ” เขาฉีกยิ้มก่อนจะหรี่ตา จ้องหน้าฉันด้วยความสงสัยหลังจากที่ผละจากอ้อมกอดอันอุกอาจ “เคยเจอกันเหรอ?”

 

นี่ฉันย้อนเวลามาก่อนที่เราจะพบกันเหรอเนี่ย?!

 

“ใช่ เอ่อ...เปล่า ยังไม่เจอกัน” ฉันพยายามแก้ตัว เมื่อรู้ว่าเผลอทำเรื่องน่าอับอายลงไป

 

“ฉันรู้สึกว่าฉันควรจะรู้จักเธอนะ” เขาพูด หวังว่าจะไม่ได้คิดว่าฉันแต๊ะอั๋งเขานะ

 

“เราเคยเจอกันตอนที่ฉันเด็กกว่านี้”

 

เขาส่งเสียงประหลาดใจ “แต่สงสัยว่าฉันจะนึกไม่ออก”

 

“นั่นเป็นเพราะมันยังไม่เกิดขึ้น”

 

“แล้วมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่อ่ะ?”

 

“อีกหลายปี ตอนคุณแก่กว่านี้”

 

“ฉันจะเจอเธอตอนเธอเด็กและฉันแก่เหรอ?”

 

 “ฉันรู้ว่ามันไม่มีสติ” นี่ฉันพูดอะไรเนี่ย?! ฉันไม่ควรบอกเรื่องในอนาคตให้เขารู้!

 

เขาขมวดคิ้วก่อนจะยิ้มแป้น “มีสติดีสำหรับฉัน ฉันทาร์แรนท์” เขาจับมือฉัน และเขย่าไปมาอย่างสนุกสนาน ทำให้ฉันอดยิ้มไม่ได้

 

แฮทเทอร์ก็ยังเป็นแฮทเทอร์...

 

“ฉันรู้ ฉันอลิซ”

 

อ-าลิซ-! ดูเหมือนเธอจะทำให้เวลาสับสนนะ”

 

“เขาไม่สับสนหรอก แต่เขาโกรธฉันมากเลย”

 

“เธอบ๊องใช่ม๊า?” เขาหัวเราะคิกคัก ก่อนจะเดินออกไป

 

“ใคร ๆ ก็ว่างั้น” ฉันพึมพำและรีบเดินตามหลังเขา

 

“คนดีก็ต้องบ๊องสิ” เขาดึงขนสีชมพูมาจากก้นของนกโดโด้ ดอกไม้ในกระถางจากข้างทางมารวมกัน ทำอะไรบางอย่างในมือพร้อมกับริบบิ้นสายรุ้งและเส้นด้ายขณะเดิน

 

“แฮทเทอร์ ฉันรู้ว่ามันแปลก แต่ฉันต้องตามหาครอบครัวคุณ”

 

“โชคเข้าข้างเธอ ตามมาเลย” เขาพูดก่อนจะหันมาพร้อมกับหมวกใบหนึ่ง สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในมือก็คือหมวกใบใหม่เพิ่งเสร็จหมาด ๆ มันหน้าตาเหมือนกับหมวกแฟนซี เขาเก่งมากนะเนี่ย

 

ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ชื่นชมความสวยงามของมันมาพอ ร่างกายก็แข็งทื่อเมื่อแฮทเทอร์โน้มตัวเข้ามาเพื่อสวมหมวกให้กับฉันโดยไม่บอกกล่าว ใบหน้าของเราอยู่ใกล้กันมาก จมูกแทบจะชนกันอยู่แล้ว เล่นทำเอาหัวใจของฉันเต้นแรง มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้?!

 

ทาดา!

 

ฉันสะดุ้งตกใจเมื่ออยู่ดีดีเขาก็ตะโกนก่อนจะดึงเชือกที่อยู่ด้านหลังของหมวก ขนของนกโดโด้แผ่ออกมาเหมือนกับหางนกยูง แฮทเทอร์ผละออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเหมือนเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งฉันไว้กับใบหน้าร้อนผ่าว นี่เขาแกล้งฉันงั้นเหรอ?

 

เมื่อกี้เขาไม่ได้จีบฉันใช่มั้ย?!

 

“แฮทเทอร์ เดี๋ยวก่อน!” ฉันพยายามไล่ตามไปแต่ผู้คนในเมืองกำลังเดินไปทางเดียวกัน เลยทำให้ฉันคลาดสายตาจากเขาจนได้

 

 

ที่แท้วันนี้ก็คือวันแต่งตั้งรัชทายาท ทุกคนจึงมารวมตัวกันที่โบสถ์และหัวหน้าครอบครัวไฮท็อปได้รับเกียรติให้สวมมงกุฎให้กับรัชทายาทในตอนนั้น นั่นคือไอราซาเบธ แต่กลับไม่มีใครแสดงความยินดีกับเธอเลยสักคนยกเว้นมิราน่าผู้เป็นน้องสาว แต่ก็เกิดความผิดพลาดขึ้นเพราะหัวที่ใหญ่โตเกินไปของหล่อน ทำให้มงกุฏเกิดหักขณะที่พ่อของแฮทเทอร์พยายามสวมให้แหลกคามือ และเขาหลุดขำออกมา ทุกคนจึงพากันรุมหัวเราะเยาะ หล่อนอับอายหน้าแดงก่ำและชี้หน้าด่าสาปแช่งทุกคนอย่างปะทุร้าย จนพระราชาทนเห็นไม่ได้จึงตัดสินใจยกตำแหน่งรัชทายาทให้กับมิราน่าแทน จึงทำให้ไอราซาเบธโกรธแค้นและบอกว่าจะแก้แค้นกับครอบครัวของแฮทเทอร์ให้ได้

 

วันฮอรันเวนดัช มันเกิดขึ้นเพราะอย่างนี้นี่เอง

 

หลังจากนั้นแฮทเทอร์ก็ทะเลาะกับพ่อของเขาอย่างรุนแรง จนเขาหมดความอดทนและยื่นคำขาดออกจากตระกูลไฮท็อป ฉันจึงรีบวิ่งตามเขาไปจนออกนอกเมือง

 

“แฮทเทอร์ เดี๋ยว!

 

“ฉันไม่ใช่ช่างทำหมวก” เขาเดินต่อไป ไม่ยอมหันมามองหน้า

 

“แน่นอน คุณเป็น คุณคือแฮทเทอร์ หรือกำลังจะเป็นตอนที่ฉันรู้จักคุณ” นี่ฉันพูดอะไรแปลก ๆ อีกแล้วเนี่ย?

 

เขาหัวเราะในลำคอ “เธอต้องมารู้จักกับแทรคเคอรี่ เขาบ้าพอ ๆ กับเธอเลย ไปดื่มน้ำชากับเรามั้ย?” ตอนแรกก็หาว่าฉันบ๊อง ตอนนี้ก็เรียกฉันว่าบ้าแล้วเหรอ?

 

“แฮทเทอร์ได้โปรด คุณต้องกลับไปหาครอบครัวคุณ” ฉันคว้าแขนเขา บังคับให้เขาหันมาเผชิญหน้ากัน

 

เขาทิ้งกระเป๋าเดินทางหล่นดังตุบ เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าความเป็นมิตรของเขาถูกเก็บล็อคใส่กุญแจไปแล้ว “แล้วเธอรู้จักครอบครัวฉันเหรอ?” เขากดเสียงต่ำ จ้องฉันอย่างไม่พอใจ

 

“พวกเขามีอันตรายนะ คุณต้องเตือนพวกเขาเกี่ยวกับวันฮอรันเวนดัช”

 

“ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอพูดถึงเรื่องอะไร” เขาหันหลังเดินหนี ยกมือกอดอกเชิดหน้าหยิ่งผยอง “แล้วถ้าพ่อฉันส่งเธอมาเกลี่ยกล้อมฉันล่ะก็ ไม่สำเร็จ”

 

ฉันหยิบกระเป๋าของเขาและรีบเดินตาม เราสองคนอยู่บนสะพาน “ถ้าคุณไม่กลับไปและคืนดีกันเดี๋ยวนี้ คุณจะเสียใจ ฉันรู้จริงนะ!

 

“ไว้ทีหลังล่ะกัน” เขาหันมายิ้ม แต่ฉันรู้ว่าเขาแกล้ง เขากำลังจะเดินหนีไปอีกแล้ว ในหัวฉันพยายามหาคำพูดรั้งเอาไว้

 

“ฉันเสียพ่อฉันไปแล้ว” เขาชะงักงัน ฉันพูดต่อด้วยน้ำเสียงน้ำหนัก “และฉันคิดถึงเขาทุกวัน ถ้าคุณเดินจากไปตอนนี้ คุณจะเสียพ่อคุณไปเหมือนกัน”

 

เขาไม่พูดและเดินกลับมา ดวงตาแข็งกร้าวราวกับกดเก็บความรู้สึกเอาไว้ให้อยู่ลึกสุดหัวใจ เขาเอื้อมมือออกมาเพื่อแย้งกระเป๋าคืน

 

“ฉันเสียพ่อไปตลอดกาลแต่คุณไม่จำเป็นต้องเสียพ่อตลอดไปนะ คุณยังพาเขากลับมาได้ และคุณจะเป็นคุณเหมือนเดิม และเป็นช่างทำหมวกเหมือนเขา”

 

เขาหรี่ตา จ้องเขม็ง เขาไม่รู้จักฉัน คำพูดของฉันคงไม่มีผลกับเขาตอนนี้

 

“สิ่งที่ฉันไม่อยากทำที่สุด...” เขากดเสียงต่ำเต็มไปด้วยความโกรธ “ก็คือการเป็นเหมือนพ่อฉัน!

 

คำพูดของเขาเหมือนแทงเข้าหัวใจฉันเต็ม ๆ เพราะฉันเคยพูดแบบนี้กับแม่ เตือนว่าฉันกล้าดียังไงถึงมาสั่งสอนเขากัน เขาแย้งกระเป๋ากลับคืนและเดินออกไปจากสะพานในที่สุด

 

“ทาร์แรนท์! เดี๋ยว! คุณกำลังจะเสียครอบครัวของคุณไปและคุณจะไม่ทำอะไรเพื่อหยุดมันเลยเหรอ?!

 

เขายังคงมุ่งหน้าเดินต่อไป ไม่มีเหลียวหันมามองเลยสักนิด

 

“ได้! ฉันจะไปเตือนพวกเขาเอง!” ฉันตัดสินใจวิ่งกลับเข้าไปในเมือง ไม่ได้หวังเลยว่าเขาจะเปลี่ยนใจ เพราะเขาดื้อด้านไม่ต่างกับฉัน

 

เราเหมือนกันมากกว่าที่คิดอีกนะ แฮทเทอร์

 

 

จังหวะที่ฉันพยายามจะบอกกับพ่อแม่ของแฮทเทอร์ เจ้าหญิงมิราน่าก็เข้ามากล่าวขอโทษกับพวกเขาและเล่าถึงสาเหตุที่ไอราซาเบธหัวโตจนมาถึงทุกวันนี้เพราะเกิดอุบัติเหตุเมื่อตอนที่เธอเป็นเด็ก ฉันเกิดนึกไอเดียตอนที่มิราน่าพูดขึ้นมา ช่วงเวลานั้นเปลี่ยนทุกอย่าง ถ้าฉันย้อนกลับไปเปลี่ยนเวลานั้น ไอราซาเบธก็จะไม่กลายเป็นคนเผด็จการ ก็จะไม่มีวันฮอรันเวนดัช ฉันก็จะช่วยแฮทเทอร์ได้

 

เมื่อตัดสินใจได้ ฉันจึงย้อนเวลากลับไปในวันเฟลตามที่มิราน่าบอก ฉันได้เห็นภาพของราชินี แม่ของไอราซาเบธกับมิราน่ายืนอยู่กับเด็กสาวทั้งสอง ได้ยินเสียงของใครสักคนพูดว่า มันไม่แฟร์ มันไม่แฟร์ ซ้ำ ๆ อยู่ในวังวน ฉันสังหรณ์ใจว่ามันต้องไม่มีเรื่องดีในวันนั้นแน่

 

ฉันกลับมาที่เมืองวินเซนต์อีกครั้ง แต่ครานี้เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน ฉันเห็นแฝดทวิลเดิ้ลในวัยเด็ก ตัวกลมตุ้ยนุ้ยสวมหมวกกับถุงมือลายทางเหมือนกันกำลังปั้นตุ๊กตาหน้าเหมือนพวกเขา แต่ก็ต้องทะเลาะกันตามเคย ฉันหลบเข้าไปหลังตกไม้ เมื่อเห็นลูกแมวเชสเชอร์กำลังแสดงมายากลล่องหนหายตัวไปต่อหน้าเด็กชายสวมหมวกทรงสูงกับเจ้าลูกหมาขนสีน้ำตาลพันธุ์บีเกิ้ลน่ารัก

 

พวกเขาน่ารักกันจัง เห็นแล้วอยากเข้าไปเล่นด้วยเลย

 

ติ๊ง-! ติ๊ง-! ติ๊ง-!

 

เสียงของนาฬิกาดึงความสนใจของฉัน มันบอกเวลาอีกสิบห้านาทีก็จะหกโมงเย็น มิราน่าบอกว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นตอนนั้น ฉันควรจะเข้าไปในเมืองและเตรียมรอรับมือกับเหตุการณ์

 

“สวัสดี” ฉันหันไปตามคำทักทาย ที่แท้ก็คือเด็กชายคนนั้นที่ยืนมองการแสดงของเชสเชอร์เมื่อกี้ “หัวของเธอช่างสวยงามมากนะ”

 

“ขอบคุณ” ฉันเขินแปลก ๆ ไม่เคยมีใครชมว่าหัวของฉันสวยเลยสักครั้ง ก็คงจะมีแต่คนเพี้ยน ๆ อย่างแฮทเทอร์

 

“เมื่อหัวสวย ๆ ก็ควรจะสวมหมวกสวย ๆ คำพูดติดปากของพ่อฉันล่ะ เขาเป็นสุดยอดช่างทำหมวกในวินเซนต์ อย่างให้เขาทำหมวกให้มั้ย?” เขาคว้ามือฉันก่อนที่จะได้พูดอะไรและจูงกันเดินเข้าไปในเมือง คาดว่าเขาต้องพาฉันไปหาพ่อของเขาแน่ ๆ “เขาทำหมวกได้หลายแบบนะ จะเป็นหมวกผูกโบ หมวกทรงกว้าง หมวกมีปีก หมวกไม่มีปีก--”

 

ชัวร์ เขาคือแฮทเทอร์ เขาเอ่ยถึงสารพัดหมวกรูปแบบต่าง ๆ ออกมาไม่ขาดปาก

 

เอาเถอะ เหลือเวลาตั้ง 15 นาที ฉันแอบมองสำรวจเขา เขาตัวเล็กประมาณเด็ก 13 ขวบ ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ผมหยักศกสีส้มอ่อนเหมือนกับดวงอาทิตย์ ดวงตาสีเขียวสดใสไร้เดียงสา ภาพรวมของเขาช่างเหมือนกับเทวดาน้อยร่าเริง ฉันไม่รู้สึกเบื่อหรือรำคาญเลยตอนที่เด็กน้อยคนนี้พูด ฉันยิ้มให้เขาอย่างเอ็นดู เขาช่างน่ารักตั้งแต่เด็ก ๆ

 

หนูน้อยแฮทเทอร์พาฉันมาถึงบ้านช่างทำหมวกของเขา ที่นั่นพ่อของเขากำลังทำงาน

 

“คุณพ่อดูสิ ลูกค้าผู้หญิงหัวสวยคนนี้ อยู่นี้แล้ว” เขาโชว์ฉันให้พ่อของเขาดู แต่พ่อของเขากำลังยุ่งอยู่ ฉันเห็นเขาแอบทำหน้าจ๋อยก่อนจะหันมายิ้มกับฉัน

 

“แล้วอยากได้หมวกแบบไหนหรือครับ มาดาม เอาแบบประดับขนนก!” เขายกลูกนกโดโด้มาจากไหนก็ไม่รู้ “เอาแบบมีกระดุม”! เขายกเชือกร้อยกระดุมมากมายตามมาราวกับมายากล เขายิ้มยิงฟัน ยิ่งทำให้เขาน่ารักขึ้นไปอีก

 

“สวัสดี คุณผู้หญิง” พ่อของแฮทเทอร์เดินเข้ามาพร้อมกับสายวัดอันยาว และวัดศีรษะของฉันอย่างบรรจง “หน้าที่ของหมวกก็คือเครื่องแต่งกายตามมารยาทสังคม”  เขามองลูกชาย “ไม่ใช่ของเพื่อสนุก”

 

แฮทเทอร์ก้มหน้าลงอย่างเศร้า ๆ พ่อของเขาดูเป็นคนเคร่งขรัดขนบธรรมเนียม เหมือนกับแม่ของฉันเลย

 

“คุณพ่อครับ ลูกมีของสนุก ๆ” หนูน้อยแฮทเทอร์หยิบหมวกใบสีฟ้าออกมาจากในเสื้อโค้ช ก่อนยื่นให้พ่อของเขาชม มันคือหมวกสีฟ้าใบเล็กใบนั้น

 

“อะไรเนี่ย?” พ่อของเขาหยิบหมวกใบนั้นขึ้นมาเพ่งมองอย่างไม่พอใจ

 

“หมวกไงฮ่ะ...” เขาตอบเสียงแผ่ว สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและหวาดกลัว

 

“โอ้ว ทาร์แรนท์ ลูกทำหมวกกลับหลังซะแล้ว” เขาพลิกมันไปมา

 

“ไม่เอา เดี๋ยวพ่อทำเสีย”

 

“ไม่ ให้พ่อทำ” เสียงขาดดังแคว่ก! หมวกสีฟ้าใบจิ๋วขาดคามือของเขา “โอ้วตาย แย่...” เขาถอนหายใจ ก่อนโยนมันทิ้งลงในถังขยะราวกับไม่มีค่า “เอาเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ พ่อจะสอนการทำหมวกที่ถูกต้องให้ล่ะกัน”

 

หนูน้อยแฮทเทอร์มองตามลงไปที่ถังขยะอย่างเศร้าสร้อย ก่อนจะวิ่งหนีขึ้นไปยังชั้นบน

 

จังหวะนั้นแม่ของแฮทเทอร์ก็เดินเข้ามาและรู้ทุกอย่างในทันที

 

“คุณจริงจังกับลูกเกินไปนะ ซานิค” เธอทักท้วง

 

“การทำหมวกเป็นอาชีพที่จริงจัง ผมยอมให้ความคิดเพ้อเจ้อมาบดบังความสามารถที่แท้จริงของเขาไม่ได้หรอก” ซานิคพูดอย่างหนักใจ ทำให้ฉันนึกถึงแม่ขึ้นมาอีกครั้ง

 

บางครั้งพ่อแม่ก็ต้องฝืนใจพูดสิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกของลูก ฉันรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจ อา ฉันอยากกลับไปขอโทษแม่ซะแล้ว

 

ฉันเหลือบไปเห็นนาฬิกา เหลือเวลาอีก 5 นาที ฉันรีบกล่าวลาและเดินออกมาจากบ้านตระกูลไฮท็อปเพื่อไปที่จัสตุรัสกลางเมือง ฉันมองออกไปรอบ ๆ มองหาไอราซาเบธ

 

 

กบสองนายกำลังช่วยกันแบกนาฬิกา ฉันเห็นหนูน้อยไอราซาเบธกำลังวิ่งเข้ามา

 

ฉันวิ่งเข้าไปผลักนาฬิกาเรือนนั้นจนล้ม เสียงไม้หักแตกกระจาย เจ้าหญิงหลบพ้นแต่สะดุดล้มกลางคัน ร่างไถลไปกับพื้นเย็นเฉียบของหิมะ

 

ติ๊ง-! ติ๊ง-! ติ๊ง-!

 

ฉันเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นร่างของไอราซาเบธนอนอยู่บนพื้น เธอกระแเทกกับอนุเสาวรีย์เข้าอย่างจัง ศีรษะของเธอค่อย ๆ ปูดขึ้นมาอย่างน่ากลัว ราชินีร้องไห้ด้วยความเสียใจและราชาวิ่งเข้ามาอุ้มลูกสาวของพระองค์ก่อนจะพาตัวกลับวัง

 

ฉันได้แต่ยืนมองทุกอย่าง กลายเป็นคนโง่ไปโดยปริยาย...

 

 “เธอเปลี่ยนอดีตไม่ได้”

 

ข้าพูดได้เพียงว่าเจ้าจะเรียนรู้บางอย่างจากมัน คำพูดของไทม์กระซิบเตือน เหมือนยืนยันว่าสิ่งที่ฉันทำนั้นผิดมาตลอด

 

ฉันหันไปเห็นหน้าต่างของบ้านช่างทำหมวก เห็นซานิคหยิบหมวกสีฟ้าที่เขาทิ้งลงถังขยะไปแล้ว ขึ้นมาประคองดูอย่างรู้สึกผิด ก่อนจะใส่มันไว้ในกระเป๋าเสื้อราวกับมันเป็นสมบัติที่มีอยู่ชิ้นเดียวในโลก

 

หมวกใบแรกที่ฉันทำ ฉันว่ามันถูกทิ้งไปนานมาก ๆ แล้ว คำที่แฮทเทอร์เคยบอกเอาไว้ช่วยยืนยัน

 

“เขายังเก็บมันไว้”

 

เป็นไปไม่ได้ที่จะมาอยู่นี้ แต่ก็อยู่นี้ไง ถ้าหากหมวกนี้ยังรอดมาได้ครอบครัวฉันก็ต้องรอดเหมือนกัน

 

หมวกใบนั้นยังอยู่ ไม่มีนาฬิกาตายนามสกุลไฮท็อปในอันเดอร์แลนท์คนตาย นั่นก็แปลว่า

 

“พวกเขายังไม่ตาย”

 

ทันใดนั้น ฉันก็ถูกกระชากแขนอย่างแรง ใครบางคนผลักฉันเข้าไปในบ้านและล็อคประตู

 

“ความโง่เขลาของเจ้าทำให้ข้าประหลาดใจ” ที่แท้คนนั้นก็คือไทม์ สีหน้าเขาดูแย่ลงมาก ผิวซีดตาคล้ำ ดวงตาสีฟ้ากระพริบปริบ ๆ เหมือนใกล้จะเสีย ท่าทางอิดโรยเหมือนจะยืนแทบไม่ไหว เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า “น้ำหน้าอย่างเจ้านึกไม่ออกหรอกว่าเจ้าทำเรื่องเสี่ยงขนาดไหน อันตรายที่เจ้าก่อ--”

 

เสียงช็อตลั่นออกมาจากตัวของไทม์ เขาร้องอย่างทรมานพร้อมกับแผ่นดินไหว นาฬิกาแขวนตามผนังและนาฬิกาตั้งโต๊ะรอบ ๆ หมุนติ้วอย่างบ้าคลั่ง

 

“ข้าต้องการกงล้อเวลาของข้าเดี๋ยวนี้ มันจะต้องกลับไปอยู่กับแกรนคล็อก!” เขาพูดอย่างยากลำบาก สีหน้าเจ็บปวดทรมาน

 

“แต่วันฮอรันเวนดัช ฉันขอใช้มันอีกเพียงแค่ครั้งเดียว ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวไฮท็อป เพื่อที่จะช่วยพวกเขา!” ฉันหนีขึ้นไปบนโต๊ะ สภาพเขาในตอนนี้ ทำให้ฉันกลัวว่าเขาจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อแย่งกงล้อเวลาคืน

 

“เจ้าจะไม่ได้ช่วยใคร ไม่ว่าเจ้าจะไปที่ไหนข้าก็จะตามเจ้าจนเจอ!” เขาเยื่อย่างเข้ามาอย่างใจเย็น เหมือนรู้ว่าไม่มีทางที่ฉันจะหนีเขาได้

 

ฉันหันไปมองกระจก มันจะสามารถนำฉันไปที่ไหนก็ได้ เหมือนตอนนั้นหรือเปล่า? มีแต่ต้องลองพิสูจน์ดู

 

“นาฬิกาแกรนคล็อกจะหยุดเดินไม่ได้! เจ้าไม่สามารถหนีพ้นจากข้า!” เขาประกาศกร้าว

 

“ขอโทษด้วยนะ แต่ว่าฉันต้องช่วยแฮทเทอร์” ฉันกำกงล้อเวลาไว้แน่นก่อนจะกระโจนเข้าไปในกระจก ฉันทะลุเข้าไปตามคาด โดยไม่รู้ว่ามันจะนำฉันไปที่ไหน แต่ที่แน่ ๆ ฉันหนีพ้นจากไทม์ได้สำเร็จ

 

“อลิซ! กลับมา! เอากงล้อเวลาของข้าคืนมา!” เสียงคำรามของเขากลืนหายไปในช่วงเวลาอันสั้น ตอนนี้ได้ยินแต่เสียงที่ไม่รู้จักกำลังต่อว่าฉันอยู่รอบ ๆ

 

“นั่นลูกสาวบ้านคิงส์ลีห์ เธอเสียสติไปแล้ว!

 

“จับเธอไปเลย!

 

“ช่วยกันจับเธอมัดไว้!

 

ทุกอย่างเงียบเมื่อฉันสลบไป

 

 

อลิซ...อลิซ...

 

แสงจากเบื้องบนแยงตาจนมองอะไรไม่ค่อยถนัด ฉันกะพริบตาหลายทีก่อนเห็นใบหน้าของแม่ชัดเจน ท่านนั่งอยู่ข้างเตียง กุมมือฉันไว้อย่างเป็นห่วง ฉันยันตัวขึ้นมามองไปรอบ ๆ อย่างมึนหัว ฉันใส่ชุดคลุมตัวยาวเหมือนกับชุดนอนกับกางเกงสีเทาไม่ได้ใส่เสื้อใน ชุดที่ฉันเคยใส่พับไว้อย่างดีบนเก้าอี้ข้างหัวเตียง ในห้องกว้างมีแต่เตียงเต็มไปหมด เสียงร้องโหยหวนชวนขนพองสยองเกล้าดังอยู่ทั่วราวกับอยู่ในฝันร้ายไม่มีผิด

 

“ที่นี่ที่ไหน?”

 

“ลูกอยู่โรงพยาบาลจิตเวช” แม่ตอบเสียงราบเรียบ เหมือนกังวลว่าจะทำให้ฉันสติแตกได้

 

ฉันตกใจกลัว เผลอคิดว่าที่ผ่านมาฉันติดอยู่ที่นี่มาตลอด “หนูอยู่มานานแค่ไหนแล้ว?”

 

“ไม่นาน” แม่ทำหน้าลำบากใจเมื่อต้องเล่าให้ฉันฟัง “พวกเขาเจอลูกอยู่ในชั้นบนของบ้านแอกคอร์ท เฮมิชส่งตัวลูกมานี้ ลูกมีพฤติกรรมที่แปลกมาก ๆ”

 

ชายคนหนึ่งสวมเสื้อกาวน์ผลักประตูเข้ามาเสียงดัง ก่อนจะหันไปเซ็ทผมที่หน้ากระจก

 

แม่โน้มตัวเข้ามากระซิบ “เขาบอกว่าลูกพยายามจะมุดไปใต้เก้าอี้ ปากพูดถึงแต่บรรยากาศ...”

 

นี้ฉันมัวมาทำอะไรที่นี่ ฉันต้องรีบไปช่วยแฮทเทอร์

 

“หนูต้องกลับไปค่ะ!

 

แม่มองฉันอย่างไม่เข้าใจ ประจวบเดียวกับชายคนนั้นเดินเข้ามาพร้อมด้วยรถเข็นและแฟ้มเอกสาร

 

“ลุกลี้ลุกลน อารมณ์แปรปรวน เห็นภาพที่ไม่มีจริง นี้เป็นตัวอย่างของผู้หญิงที่เป็นโรคฮิสทีเรีย บางคนบอกว่านี่เป็นโรคที่รักษาไม่ได้” เขาหัวเราะเบา ๆ พร้อมหยิบเข็มฉีดออกมา กดให้มันมีน้ำพุ่งออกมาจากรูเข็มหน่อยนึงเพื่อให้แน่ใจว่ามันใช้การได้ ก่อนจะหันมาฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย “แต่ผมคิดว่าพอได้”

 

“ฉันไม่ได้เป็นโรคอะไรนะ!” ฉันค้าน ตานี้ต้องมั่วแน่!

 

“นอนลง อลิซ” ตาโรคจิตใกล้เข้ามา ฉันรู้สึกขยะแขยง มันกดฉันลงด้วยแขนข้างเดียว และเตรียมจะฝังเข็มเข้าไปในคอหรืออาจจะเป็นที่หัวของฉัน มันหายใจเสียงดังฟืดฟาดเหมือนกับหมาบ้าติดสัตว์

 

“คุณหมอเบนเน็ท ต้องบังคับกันอย่างนี้เลยเหรอ?” แม่ทักท้วง

 

“พาคุณคิงส์ลีห์ออกไป เรามีงานต้องทำ” ตานี้เป็นหมอหรือเนี่ย?! ชายร่างใหญ่เดินเข้ามาพาแม่ฉันออกไป จังหวะนั้นเบนเน็ทวางเข็มฉีดยาลงและหันไปส่งยิ้มหวานให้ท่าน “ไม่ต้องห่วง เราจะรักษา อลิซ เดี๋ยวก็หาย”

 

มันหันกลับมาไม่เห็นเข็มที่วางไว้

 

“นี่ฉันวาง--”

 

ฉันแทงเข็มลงไปที่ก้นของมันดังจึก! เป็นอย่างที่ฉันคิดมันเป็นยาสลบ เจ้าหมอโรคจิตล้มลงไปนอนหน้าจูบพื้น ฉันกระโดดลงจากเตียงและเตรียมจะหนีแต่ก็รีบคว้านาฬิกาพกของพ่อมาไว้ในมือ ฉันจะไม่ยอมให้มันห่างจากตัว

 

“คุณหมอเบนเน็ท ฉันขอคัดค้านค่ะ!” แม่เปิดประตูเข้ามา ได้ทันเห็นฉันกำลังขโมยกุญแจจากหมอ “อลิซ”

 

พวกผู้ชายข้างนอกสังเกตเห็นถึงความผิดปกติและกำลังจะเข้ามา แต่แม่กั้นประตูไว้

 

“รีบหนีไป!!” เมื่อท่านตะโกนบอก ฉันจึงรีบกระโจนหนีออกไปอีกประตู และวิ่งขึ้นไปชั้นบนด้วยบันได พวกเขาหลายคนกำลังไล่ตามหลังฉันมาอย่างคลุ้มคลั่ง ให้ตายเถอะ ฉันจะไม่มาเหยียบที่โรงพยาบาลนี้อีกเด็ดขาด

 

ฉันวิ่งขึ้นมาจนถึงด่านฟ้าและล็อคประตู ก่อนจะผูกเชือกเป็นปมกับเอว พวกนั้นมาถึงและพยายามจะพังประตู จังหวะนั้นฉันโหนตัวลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ฉันหล่นลงมาบนรถม้าพอดิบพอดี จากนั้นก็ขโมยรถม้าคันนั้นไป ฝีเท้าของม้าทำให้คนอื่น ๆ วิ่งตามมาไม่ทัน ฉันตัดสินใจมุ่งตรงกลับไปที่บ้านแอกคอร์ทอีกครั้ง ฉันแน่ใจว่ากงล้อเวลาต้องตกอยู่ในห้องที่ฉันทะลุเข้าไปในกระจกครั้งแรกแน่นอน

 

 

กงล้อเวลากลิ้งตกไปอยู่ใต้เตียง ฉันหยิบมันขึ้นมาก่อนจะพุ่งเข้าไปในกระจกบานนั้นอีกครั้ง และใช้มันเดินทางกลับไปในวันฮอรันเวนดัช คราวนี้ฉันจะไม่มีวันทำพลาดอีกแล้ว!

 

ยานข้ามเวลาพุ่งออกมาจากท้องฟ้าและเกือบจะชนเข้ากับแจบเบอร์วอคกี้ที่กำลังบินอยู่ เมืองวินเซนต์ตอนนี้ตกอยู่ในเปลวเพลิงและชาวเมืองก็กำลังวิ่งหนีกันอย่างอลม่าน พอเครื่องจักรร่อนลงฉันก็รีบวิ่งตามหาครอบครัวไฮท็อป ฉันมองไปรอบ ๆ และเห็นซานิคออกตัวมาบังครอบครัวของเขา ฉันรีบวิ่งไปหาแต่เจ้าแจบเบอร์วอคพ่นไฟลงมากั้นกลางพอดิบพอดี ไฟลุกโหม ความร้อนแพร่กระจายจนฉันยกมือขึ้นมาปิดหน้าป้องกันแทบไม่ทัน

 

“ไม่”

 

ทันทีที่ไฟเริ่มสงบ ฉันก็พบว่ามีทหารไพ่เกราะแดงกลุ่มหนึ่งต่อตัวกันเป็นโล่ป้องกันให้กับครอบครัวไฮท็อป ก่อนที่จะบังคับพวกเขาให้ออกไปตามคำสั่งของราชินีแดง หล่อนยกมงกุฎประดับอัญมณีทับทิมขึ้นมา ถ้าจำไม่ผิดนั่นเป็นมงกุฎอันเดียวกันในวันทูเมล เจ้ามังกรบินโฉบลงมาหาเจ้านาย จนฉันต้องรีบนอนหมอบลงกับพื้นเพื่อหลบ

 

“แค้นนี้ต้องชำระ” ไอราซาเบธหัวเราะด้วยความสะใจ ก่อนที่หล่อนจะเกาะขาของแจบเบอร์วอคกี้และบินหายไป ทิ้งให้เมืองวินเซนต์ตกอยู่ในเปลวเพลิงได้อย่างเลือดเย็น

 

ที่นี่ก็ยืนยันแล้วว่าครอบครัวไฮท็อปยังไม่ตาย พวกเขาถูกจับตัวไป ฉันจะต้องไปบอกกับแฮทเทอร์ว่าฉันคิดผิด และพาเขาไปช่วยครอบครัวของเขา ฉันรีบใช้กงล้อเวลาเดินทางกลับไปเวลาปัจจุบันทันด่วน

 

 

“แฮทเทอร์! ครอบครัวคุณยังมีชีวิตอยู่นะ!” เมื่อฉันเปิดประตูเข้าไปในบ้านรูปทรงหมวกของเขา ก็กลับได้ยินเสียงร้องไห้รำพึงรำพันดังมาจากชั้นบน

 

ไม่นะ ฉันรีบเดินขึ้นบันไดไป พบว่าทุกคนมารวมตัวกันและยืนล้อมวงกันอยู่เหนือเตียงที่มีร่างขาวซีดของแฮทเทอร์นอนอยู่ราวกับรอความตายที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่อึดใจ

 

แมกโทวิสกำลังเงี่ยหูฟังเสียงหัวใจของแฮทเทอร์ ก่อนจะลุกขึ้นมาด้วยสีหน้าโศกเศร้าเช่นเดียวกับทุก ๆ คน

 

“หัวใจเขาแทบไม่เต้น” เขาฝืนใจบอกข่าวร้าย ไม่

 

“เกรงว่าเธอจะมาช้าไป” มิราน่าพูดขึ้น บนดวงหน้ามีร่องรอยของคราบน้ำตา ไม่

 

เสียงร้องไห้ที่แท้ก็มาจากมอลลีออมกุน ตอนนี้เธอไม่หลงเหลือความเป็นหนูใจเด็ดคนนั้นอีกแล้ว ไม่

 

“แฮทเทอร์!” ฉันปรี่ตัวเข้าไปหาเขา คนอื่น ๆ พากันเดินออกไป เหมือนต้องการให้ฉันมีเวลากล่าวอำลา

 

ไม่ มันไม่ต้องไม่เป็นแบบนี้

 

“แฮทเทอร์ ตื่นสิ ได้โปรด ตื่นขึ้นมา ได้โปรด...ตื่นเถอะ...” ฉันวิงวอน เมื่อไม่ได้ผลจึงหยิบหมวกใบสีฟ้าที่เขาเก็บไว้ขึ้นมา “ฉันรู้ความหมายของมันแล้วนะ คุณทำหมวกให้พ่อตอนคุณเป็นเด็ก เครื่องหมายความรักที่คุณคิดว่าพ่อคุณคงทิ้งไปแล้ว เขาเก็บมันไว้ตลอดเวลา เขาเก็บมันไว้ แล้วตอนนี้เขาต้องการให้คุณช่วย!

 

ผมของเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน นอกนั้นก็ไม่มีการตอบสนองใด ๆ มันเหมือนเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกแล้ว

 

“ฉันเสียใจจริง ๆ ที่คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้...” ฉันยัดหมวกสีฟ้าเข้าไปในมือที่ประสานกันหลวม ๆ ของแฮทเทอร์ มือของเขาเย็นเฉียบเหมือนเลือดไม่ไหลเวียน

 

ฉันก้มหน้า ในหัวเต็มไปด้วยความโกรธ เสียใจ รู้สึกผิด ความรู้สึกทั้งหมดกลั่นออกมาเป็นน้ำตา

 

“ฉันน่าจะเชื่อคุณ...”

 

ถ้าฉันไม่มัวเสียเวลาพยายามแก้ไขอดีต ฉันก็คงจะช่วยคุณไว้ได้ทัน

 

ถ้าฉันไม่มัวทำตัวโง่เขลา คุณก็คงจะไม่ผิดหวังในตัวฉันและจากฉันไปโดยพูดอะไรแบบนี้

 

ช่วงเวลาที่เราได้ดื่มชา และตอนที่คุณพูดคุยกับฉัน ทั้งเรื่องหมวกทั้งเรื่องไร้สาระ ทุกอย่างที่ฉันนึกถึงคุณทำให้ฉันมีความสุขเสมอ

 

แต่หลังจากนี้ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงคุณจะมีแต่ความเจ็บปวด

 

นิ่งนานจนฉันลืมไปแล้วว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด

 

“...เธอเชื่อฉันเหรอ?”

 

ฉันเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของเขา โครงหน้าขาวซีดลืมตาขึ้นมา

 

เขาฟื้นแล้ว?!

 

“ฉันจะเชื่อคุณเสมอ” ฉันตอบอย่างมั่นใจ แฮทเทอร์ประคองหมวกสีฟ้าขึ้นมาดูและมองฉันสลับกัน

 

“นี่คือเธอใช่หรือเปล่า?...” ฉันยิ้ม เขาก็ยิ้มตอบ “เจอที่ไหนก็จำได้....” เขาเอ่ยเสียงเรียบนิ่งและเนิบชา จ้องมองฉันไม่วางตา “เธอคืออลิซ

 

“แฮทเทอร์” ฉันโผเข้ากอดเขา อิงใบหน้าสบกับไหล่กว้าง มันอบอุ่นจนฉันไม่อยากปล่อย “ฉันคิดถึงคุณมากเลย”

 

มือของเขาลูบแผ่นผลังฉันอย่างแผ่วเบา “เหมือนกัน...ที่รัก

 

ฉันหน้าร้อนผ่าวเมื่อได้ยินเสียงทุ้มนุ่มกระซิบอยู่ข้างหู  เหมือนหัวใจอ่อนระทวย แต่ฉันรีบผละออกมาสบตากับเขา รอคอยด้วยความคาดหวังถัดไป

 

“แต่ถ้าครอบครัวฉันยังมีชีวิต ทำไมพวกเขาไม่กลับบ้าน” แฮทเทอร์พูดอย่างเศร้า ๆ เหมือนจะไม่ได้รู้สึกอย่างเดียวกับฉัน จริงสิ! ตอนนี้เรามีเรื่องสำคัญที่ต้องรีบจัดการก่อน!

 

“เพราะพวกเขาถูกจับตัวโดยคนคนเดียวที่ใจร้ายพอที่จะขังพวกเขาไว้นานตลอดหลายปี” ฉันตอบ

 

จากนั้นแฮทเทอร์ก็โคลงศีรษะไปมา ผมหยกศกสีขาวโพลนค่อย ๆ เปลี่ยนกลับมาเป็นสีส้มและชี้เด่เหมือนกับความเพี้ยนของเขา ดวงตาสีเขียวมรกตก็กลับมาสดใสพร้อมกับกรอบตาสีชมพูสลับขาวเหมือนกับลูกอมลายทางสลับกับเปลือกตาสีฟ้า

 

“ยัยแตงโมหัวโต” เขากดเสียงต่ำ ก่อนจะลุกขึ้นมาบนเตียงเพื่อป่าวประกาศ “ฉันจะไปหาราชินีโพธิ์แดงและพาครอบครัวของฉันกลับบ้าน!

 

ฉันหัวเราะเมื่อเขากระโดดลงมาจากเตียงเหมือนกับเด็ก ก่อนจะพาฉันไปหาเพื่อน ๆ ที่นั่งร้องไห้กันอยู่ชั้นล่าง ทุกคนตกใจก่อนจะโห่ร้องและเข้าไปสวมกอดแฮทเทอร์ด้วยความดีใจและรักใคร่ จากนั้นพวกเขาก็ตกลงกันว่าจะไปช่วยครอบครัวไฮท็อป มิราน่าบอกว่าจะไปด้วยเพราะเธอรู้ว่าพี่สาวของเธอกบดานอยู่ที่ไหน

 

แต่ก่อนที่จะออกเดินทาง ฉันก็ขอเปลี่ยนชุดก่อนเพราะชุดที่ฉันใส่อยู่มันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ (ก็ชุดเดิมตอนอยู่โรงบาลจิตเวชนั่นแหละ นี่ฉันกอดเขาโดยไม่ใส่ชั้นในหรือเนี่ย?!) แฮทเทอร์ก็ขอเปลี่ยนเหมือนกัน ก็...จะให้ใส่ชุดนอนไปสู้กับกระไรอยู่เนอะ

 

“ทำไมเป็นชุดนี้?” ฉันมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาไม่ได้สวมชุดที่เคยใส่ประจำ เขาสวมชุดนักสำรวจ เสื้อโค้ชสีเลือดหมู  บู๊ทคู่ยาวสีน้ำตาล พร้อมกับหมวกแบบพวกนักสำรวจเดินป่า ก็ดูดีไปอีกแบบ

 

“มันดูเข้ากับเธอดี” เขาหัวเราะอย่างไร้เดียงสา(แค่ใส่ชุดสีเดียวกันก็ได้หรือ?) ก่อนจะจูงมือฉันและพาขึ้นขี่แบนเดอร์สแนทช์ เขายืนยันหนักแน่นว่าจะเป็นคนขี่มันเอง(เอาที่สบายใจ) มิราน่ากับแมกโทวิสควบม้าขาว แฝดทวิลเดิ้ลกับแทรคเคอรี่ขับราชรถลากด้วยสัตว์เลื่อยคลานที่น่าจะเป็นอีกัวน่ายักษ์สี่ตัว และมอลลีออมกุนขี่หลังเบออซ

 

แฮทเทอร์บังคับให้เจ้าขนปุยออกตัววิ่งโดยไม่บอกกล่าวจนร่างของฉันเสไปกระแทกหลังเขาดังปึก!

 

“ขะ ขอโทษ” ฉันบอกอย่างอาย ๆ

 

 “จะกอดหลังฉันไปตลอดทางก็ได้นะ” เขาพูดติดตลก

 

คนบ้า ฉันเอื้อมมือไปกำชายเสื้อของเขาแน่น ไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะตกจากหลังเจ้าขนปุยแต่เขินเกินกว่าจะทำตามที่เขาบอก...ฉันรู้ว่าไม่ควรรู้สึกแบบนี้กับเขาแต่มันห้ามได้ที่ไหนกันล่ะ

 

 

พวกเรามาถึงปราสาทรูปทรงหัวใจทำจากรากไม้สีแดงเหมือนดั่งโลหิต ภายในนั้นเต็มไปด้วยหนอนเรืองแสงสีฟ้าน่าเกลียด มันแปลกมากที่ไม่มีใครอยู่เฝ้าปราสาทเลยสักคน แต่พวกเราก็ตัดสินใจแยกย้ายกันออกตามหาครอบครัวไฮท็อป ฉันกับแฮทเทอร์ช่วยกันสำรวจจนมาถึงห้องสุดท้าย

 

ห้องนั้นเต็มไปด้วยเครื่องเรือนทำจากไม้ และเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นในการตกแต่ง มีเตียงมีผ้าม่าน เทียนหอมและเครื่องทรมานนักโทษ ซึ่งฉันรู้เลยว่าที่นี่ต้องเป็นห้องของไอราซาเบธ แต่ที่นั่นไม่มีใครอยู่เลย

 

“พ่อฮ่ะ! แม่ฮ่ะ!”แฮทเทอร์เรียก ดวงตาเปล่งประกายด้วยความหวัง แต่มีเพียงแค่เสียงลมพัดตอบกลับมา

 

รอยยิ้มเลือนหายไปในที่สุด ก่อนที่เขาจะทรุดเข่าลงตรงกลางห้อง

 

“พวกเขาไม่อยู่ที่นี่...พวกเขาไม่อยู่ที่นี่...พวกเขาไม่อยู่ที่นี่...” เขาพึมพำอย่างโศกเศร้าราวกับความหวังพังทลาย “แต่ฉันแน่ใจว่าพวกเขาอยู่ที่นี่...ฉันรู้สึกเลย...”

 

ฉันเดินเข้าไป วางมือบนบ่า ที่ทำได้คือช่วยประคองใจเขาเอาไว้ “เสียใจด้วยจริง ๆ นะ”

 

แฮทเทอร์เบือนหน้าเหมือนจะหันมามองฉัน แต่ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เขาเห็นอะไรบางอย่างและลุกพรวด มุ่งไปหาตู้กระจกเลี้ยงมด เขาหยิบมันขึ้นมา

 

“พ่อนี่ แม่ด้วย นั่นทุก ๆ คน” แฮทเทอร์พูดขึ้น ฉันจึงสังเกตเห็นว่ามีกลุ่มคนตัวจิ๋วอยู่ในนั้น(พวกเขาอาจจะถูกบังคับให้กินน้ำย่อส่วน) เขายิ้มก่อนจะจับตู้กระจกขึ้นมาจูบด้วยความคิดถึง จนฉันอดยิ้มขำเขาไม่ได้และอยากจะเข้าไปร่วมแสดงความยินดีด้วย

 

แต่แล้วลูกกรงหน้าต่างก็ปิดทางหนี ฉันหันไปที่ประตู ไม่รู้ว่าราชินีแดงมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ และมาพร้อมกับทหารร่างสูงใหญ่มีส่วนประกอบเป็นผักผลไม้สองนาย หล่อนแย่งกงล้อเวลาไปจากฉัน พร้อมกับจับฉันและทุกคนไปขังไว้บนด่านฟ้า ไทม์ก็ถูกจับมาที่นี่ด้วย เขาถูกมัดด้วยโซ่ไว้กับเก้าอี้ อีกตัวข้าง ๆ กันมีโครงกระดูกซากร่างของสเตนถูกมัดไว้ไม่ต่างกัน (แฟนทุกคนของไอราซาเบธต้องลงเอยกันหมดอย่างนี้เลยเหรอ?) และหล่อนเผยว่าจะย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนอดีต ฉันพยายามห้ามแต่หล่อนก็ไม่ฟังพร้อมกับพาตัวมิราน่าจากไป

 

หลังจากที่กงล้อเวลาหายไปในอากาศ ไทม์ร้องครวญอย่างเจ็บปวด กระแสไฟส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ พื้นสั่นสะเทือนเลือนลั่น ช่วงเวลาบนท้องฟ้าหมุนเร็วอย่างฉับพลัน เช้ากลายเป็นกลางคืน ฉันไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน นาฬิกาของแมกโทวิสหมุนติ้ว ๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลงเมื่อเวลากลับมาเดินปกติและเป็นเวลาเช้าเหมือนเดิม

 

กงล้อเวลาคือเวลาของทุกอย่างในโลกนี้ ฉันควรรีบไปเอามันคืนมาจากไอราซาเบธก่อนที่หล่อนจะพบกับตัวเองในอดีต ฉันบอกให้ทุกคนที่เหลือพาไทม์กลับไปที่ปราสาทของเขา ส่วนฉันกับแฮทเทอร์จะข้ามเวลาไปวันเฟลโดยใช้พาหนะข้ามเวลาของไทม์

 

แต่เมื่อเราไปถึงทุกอย่างก็สายไปแล้ว

 

มิราน่ายืนตะลึง ฉันตกใจเมื่อเห็นร่างของไอราซาเบธยืนแข็งทือกำลังชี้อะไรบางอย่างในห้องห้องหนึ่งด้วยใบหน้าโกรธจัด ทั้งร่างอาบไปด้วยสีแดงของสนิมเกรอะกรัง

 

“แบบนี้ไม่ดีแน่ ๆ” แฮทเทอร์พูดขณะกอดตู้เลี้ยงมดไว้แน่น (เขายืนยันว่าจะเอาไปด้วยทุกที่)

 

ฉันก้มลงหยิบกงล้อเวลามาจากบนพื้นและเห็นร่างของราชินีกับเจ้าหญิงทั้งสองเต็มไปด้วยสนิมและหนามแหลมตะปุ่มตะป่ำ มันเริ่มลุกลามใหญ่โต

 

“เราต้องไปจากที่นี่!

 

สนิมพวกนั้นคืบคลานใกล้เข้ามาและพร้อมจะกัดกินทุกอย่างอย่างหิวกระหาย มันกัดกินทั้งท้องฟ้าทั้งกระแสน้ำแห่งกาลเวลา รวดเร็วอย่างน่าสะพรึง ฉันพาทุกคนกลับมาถึงปราสาทของไทม์ และรีบตรงดิ่งไปที่นาฬิกาแกรนคล็อก เห็นทุกคนถูกสนิมอาบไปทั่วทั้งร่าง ตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นราวกับถูกสาป

 

ฉันวิ่งจนหอบ แก่นกลางอยู่อีกไม่ไกล!

 

สนิมลามมาถึงต้นขาฉันแล้วแต่อีกไม่กี่ก้าว ฉันขยับตัวไม่ได้ ฉันเอื้อมกงล้อเวลาออกไป อีกนิดเดียว กงล้อเวลาก็จะกลับคืนที่เดิม แต่ก็ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ภายในเสี้ยววิสนิมก็ครอบงำฉันทั้งตัว และกัดกินทุกอย่างโดยสมบูรณ์...

 

นี่สินะที่เรียกว่าเวลาหยุดนิ่ง...

 

 

เฮือก!

 

ฉันสูดอากาศเข้าเต็มปอดราวกับไม่ได้หายใจเป็นล้านนาที แสงสีฟ้าสว่างวาบสดใส สนิมสีแดงค่อย ๆ ลอกออกไปจากตัวและทุก ๆ อย่างรอบกาย ทุกคนกลับมาขยับตัวได้อีกครั้ง เครื่องจักรในปราสาทกลับมาทำงานเมื่อกงล้อเวลากลับคืนสู่ที่เดิม

 

ฉันทำสำเร็จ

 

แต่ฉันอยากจะไปกล่าวขอโทษกับไทม์ ก่อนที่จะไปร่วมแสดงความยินดีกับเพื่อนทุกคน

 

ไทม์เข้ามาตรวจสอบความเรียบร้อยในอันเดอร์แลนท์ดินแดนคนเป็น ข้างในนี้อบอุ่น และมีแสงสีทองเรืองรองให้ความสงบราวกับอยู่บนสวรรค์ เขาหมุนตัวมาหาฉันเมื่อรู้ว่าเดินมาถึง

 

“ว่าไง?” เขาถาม

 

“ฉันรู้ว่าท่านเตือนฉันแล้ว แต่ฉันไม่เชื่อฟัง ฉันขอโทษ”

 

ไทม์นิ่งขรึม เหมือนเข้าใจและไม่ถือสา

 

“ฉันเคยคิดว่าเวลาคือโจร ขโมยทุกอย่างที่ฉันรักไป แต่...ตอนนี้ฉันรู้แล้ว อยากได้เราต้องให้ก่อน” ฉันหยิบนาฬิกาพกของพ่อออกมาจากกระเป๋าเสื้อ และมองมันเป็นครั้งสุดท้าย “และทุกวันคือของขวัญ ทุกชั่วโมงทุกนาทีทุกวินาที”

 

เขาทำหน้าประหลาดใจเมื่อฉันยื่นนาฬิกาที่ฉันรักให้เขา “นาฬิกาที่ตายแล้ว เจ้าอยากให้ข้าซ่อมมันสินะ”

 

“เปล่า ฉันอยากให้ท่านเก็บมันไว้”

 

ไทม์รับมันไปจากมือของฉันอย่างไม่รังเกียจ เหมือนเราได้แบ่งปันมิตรภาพให้กัน

 

“พ่อเคยพูดว่าสิ่งเดียวที่มีค่าคือการกระทำเพื่อผู้อื่น” ฉันจำคำสอนทุกอย่างพ่อจนขึ้นใจ ท่านยังอยู่กับฉันเสมอ แม้จะไม่มีนาฬิกาของท่านติดตัวอีกแล้วก็ตาม “ฉันคิดว่าเขาต้องชอบท่าน”

 

“ข้าว่าเวลาไม่เป็นมิตรกับมนุษย์คนไหน แต่ข้าจะจำเจ้าตลอดไป” เขายิ้ม สายตาบ่งบอกว่าเขาจริงใจ “แต่ขอร้อง อย่ากลับมาอีก”

 

ฉันยิ้ม รู้ว่าประโยคท้ายเขาพูดเล่น ฉันกล่าวอำลากับเขา ก่อนจะมุ่งตรงไปหาแฮทเทอร์ อยากไปบอกให้เขารู้ว่าฉันคิดถึงเขามากแค่ไหน...

 

 

“อลิซ!!” แฮทเทอร์วิ่งเข้ามาหาและกุมมือฉันไว้อย่างนิ่มนวล “เธอต้องไปเจอครอบครัวของฉันนะ เธอเป็นคนสำคัญที่ช่วยพวกเขานะจริงมั้ยล่ะ เราจะต้องสนุกด้วยกันมากเลย!

 

เขาหัวเราะรัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข ฉันอยากจะอยู่และอยากจะเห็นใบหน้าของเขาทุกวัน แต่ฉันไม่รู้ว่าควรจะเริ่มพูดว่ายังไงดี...

 

ด้วยความกระวนกระวายทำให้ฉันหันหนีโดยไม่ได้ตั้งใจ กระจกปรากฎควันสีเงินออกมาบางเบาเหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าได้เวลากลับบ้าน เตือนให้ฉันรู้ว่าฉันยังมีสถานที่ที่ต้องกลับไป ฉันรู้สึกลังเล และเหมือนเขาจะรู้ว่ากระจกบานนั้นสามารถนำฉันกลับไปที่โลกเดิม

 

“แน่นอน เธอมีครอบครัวของเธอเองใช่มั้ย?”

 

ฉันพยักหน้าช้า ๆ ฉันอยากได้ยินคุณพูด แฮทเทอร์ พูดสิ พูดว่าอยากให้ฉันอยู่ ฉันจะอยู่กับคุณที่นี่ เดี๋ยวนี้ ตลอดไป

 

“เป็นสิ่งสำคัญเลยนะ ครอบครัว” เขาทำสีหน้าจริงจัง จนความหวังของฉันไม่มีเหลือ “เรามีครอบครัวเดียว

 

รอยยิ้มของฉันเลือนหายไปจากใบหน้า ราวกับฉันเป็นผู้กระทำผิด จิตใต้สำนึกบอกว่าฉันไม่ควรทิ้งแม่และฉันยังไม่ได้ขอโทษท่านเลย แต่ว่า...ฉันต้องจากเขาไปอีกเหรอ?

 

“ฉันกลัวว่าฉันจะไม่ได้พบคุณอีก” ฉันไม่อาจซ่อนความกลัวไว้ในน้ำเสียง

 

“อลิซที่รัก” เขาส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะประคองมือฉันและพาเดินไปที่หน้ากระจกบานนั้น ภาพของเราสองคนสะท้อนอยู่ข้างใน ฉันกับเขาหันมาสบตากัน ดวงตาของเขาเปล่งประกาย “ในสวนของความทรงจำ ในวังของความฝัน นั่นคือสถานที่ที่เธอกับฉันจะมาพบกัน”

 

“แต่ความฝันไม่ใช่ความจริงนะ” ฉันค้านเสียงสั่น คงเพราะแรงสะอื้นในลำคอ น้ำตารื่นขึ้นมาขอบตา

 

เขาโน้มตัว ยื่นหน้าเข้ามา พร้อมกับทำสายตาเจ้าเล่ห์ “รู้ไหมล่ะว่าอันไหนคือฝันอันไหนคือจริง?”

 

เขากระตุกยิ้งตรงมุมปาก ไม่รู้ว่าเขายิ้มจริง ๆ ไหม แต่ฉันอยากจะจากลาด้วยรอยยิ้มมากกว่า

 

ฉันเดินเข้าไปสวมกอดเขาเป็นครั้งสุดท้าย ใบหน้าสบลงบนแผงอก นิ้วมือของเขาลูบหัวและเส้นผมของฉันอย่างแผ่วเบา ฉันกลั้นน้ำตาเอาไว้ ไม่อยากจะปล่อยจากอ้อมกอดนี้เลย

 

เราสองคนผละจากกัน แต่ฉันยังไม่ยอมปล่อยมือจากแฮทเทอร์ ฉันก้าวขึ้นไปบนขั้นบันได เตรียมใจจะก้าวเข้าไปในกระจก มอลลีออมกุน เชสเชอร์ แมกโทวิส แฝดทวิดเดิ้ล แทรคเคอร์รี่กับเจ้ากาน้ำเพื่อนใหม่ และเบออซมายืนส่งฉันกลับบ้าน

 

“เธอทำสำเร็จ อลิซ ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” มอลลีออมกุนพูดขึ้นพร้อมกับซับหน้าตาด้วยใบหูของเบออซ

 

“นั่นไม่ยากเท่ากับการบอกลาพวกเธอที่เป็นเพื่อนฉัน” ฉันเริ่มจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่แล้ว ฉันพยายามยิ้มออกมา ให้มันเป็นความทรงจำที่ดี ฉันหันไปมองแฮทเทอร์

 

มีแต่ต้องตัดใจใช่มั้ย? ฉันควรจะบอกเขา

 

“ลาก่อน แฮทเทอร์” เราสองคนปล่อยมือจากกันในที่สุด

 

ฉันเดินอยู่ในกลุ่มควันสีเงิน ได้ยินเสียงของเขาดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ ไม่แน่ใจว่ามันคือความจริงไหม

 

“ลาก่อน...อลิซ...”

 

ร่างกายของฉันชาแต่เจ็บปวดที่หัวใจ น้ำตาไหลออกมาอย่างไร้การควบคุม ล้มเหลวที่จะเก็บความรู้สึกเศร้าเสียใจไว้ได้อีกต่อไป ฉันไม่ชอบการจากกลานี้เลย...ฉันเสียเวลาเช็ดคราบน้ำตาด้วยหลังมืออยู่นานโข

 

ร้องไห้ให้พอ อลิซ อีกเดี๋ยวเธอก็ต้องลุกขึ้นมา กลับมายืนให้ได้อีกครั้ง!

 

 

ฉันออกมาจากในกระจกของบ้านแอกคอร์ทในตอนเช้าตรู่ และได้รู้ว่าแม่มาที่นี่เพื่อตกลงยกเรือวันเดอร์ให้กับเฮมิช ฉันรู้แล้วว่าควรจะตัดสินใจยังไงกับเรื่องนี้ ในห้องมีเฮมิช ยัยอเล็กซานดร้า เลดี้แอกคอร์ท ฮาร์คอร์ทและแม่ของฉัน

 

“เอาล่ะ นี่เอกสารสิทธิเรือของสามีคุณ เซ็นชื่อตรงนี้และบ้านจะเป็นของคุณ” เฮมิชยื่นปากกาหมึกซึมให้กับแม่ของฉัน ท่าทางมั่นใจว่าเขากำลังจะได้สิ่งต้องการในอีกไม่กี่นาที

 

ท่านหยิบปากกา และถอดถอนหายใจอย่างห่อเหี้ยว ไม่ยินดี ราวกับถูกบังคับ

 

“คุณฮาร์คอร์ท! เวลาเป็นเงินเป็นทอง” เฮมิชขึ้นเสียง เมื่อฮาร์คอร์ทลังเลที่จะส่งเอกสารให้แม่ของฉัน

 

“เกรงว่ามันจะไม่ใช่อย่างนั้นนะ” ฉันก้าวเข้าไปเปิดตัว ทุกคนหันมาจ้องตาโต ฉันกะเวลาได้ดี

 

“อลิซ” แม่ลุกขึ้นยืน ตกใจและดีใจที่เห็นฉันเช่นเดียวกับฮาร์คอร์ท แต่ครอบครัวแอกคอร์ทพากันหน้ามุ่ย

 

“เวลาเป็นหลายอย่างนะ เฮมิช แต่เขาไม่ใช่เงิน” ฉันสาวเท้าเข้าไปหาแม่ “และเขาก็ไม่ใช่ศัตรูค่ะ แม่”

 

“เธอมาจากไหนเนี่ย?” ตาอ้วนลงพุงถาม

 

“ฉันเดินทะลุกำแพงมาไง” ฉันพูดพร้อมกับกระจายมือและทำเสียงปุ! ฮาร์คอร์ทหัวเราะชอบใจ  แต่เฮมิชชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ

 

ฉันหันไปสบตาแม่ บอกให้รู้ว่าฉันจริงจัง “หนูไม่สามารถเปลี่ยนอดีต แต่ว่าหนูก็สามารถเรียนรู้จากมันได้...เซ็นเอกสารเถอะ แม่”

 

“แล้วลูกอยากให้แม่เซ็นเหรอ?” ท่านถามลองใจ เฮมิชหันไปยิ้มกับแม่ของเขา ฉันหยิบปากกาขึ้นมาส่งให้แม่ด้วยรอยยิ้ม ให้รู้ว่าฉันเต็มใจ แต่ท่านก็ยังแปลกใจอยู่ดี “ลูกไม่สนวันเดอร์แล้วเหรอ?”

 

“มันก็เป็นแค่เรือค่ะ ยังมีลำอื่นอีก” ฉันส่ายหน้าปฏิเสธและพูดสิ่งที่ควรพูดมาตั้งนานแล้ว “แต่แม่เป็นแม่ของหนู และหนูมีแม่คนเดียว”

 

“งั้นเธอตัดสินใจเป็นเสมียณแล้วล่ะสิ ฉันนึกแล้วว่าเธอต้องยอม จะหัวแข็งหรือไม่ก็ตาม” เฮมิชแทรกขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะ อเล็กซานดร้าเยียดยิ้มให้กับสามี น่ารังเกียจทั้งคู่

 

ฉันสงบนิ่ง มาถึงขั้นนี้แล้ว ฉันพร้อมยอมรับทุกอย่างแต่โดยดี

 

ปึง! แม่กระแทกปากกาลงกับโต๊ะ เฮมิชหน้าเหวอเหมือนเจอดีเข้าแล้ว

 

“เธอไม่ใช่คนดีเลยนะ เฮมิช” แม่พูดเสียงราบเรียบแต่กดดัน สายตาบ่งบอกว่าผิดหวัง “ดีนะที่ลูกสาวของฉันไม่แต่งงานกับคนอย่างเธอ”

 

“คุณนายคิงส์ลีห์! คุณนายคิงส์ลีห์! ไม่! ไม่! ไม่ได้นะ!” เขาพูดเหมือนคนติดอ่าง เมื่อแม่ฉีกเอกสารใบนั้นทิ้งคาตาพวกเรา

 

“อลิซสามารถทำได้ทุกอย่างที่อลิซเลือก ฉันเองก็เหมือนกัน” แม่หยิบกระเป๋าถือและคว้ามือของฉัน พร้อมจะกลับบ้าน แต่ก่อนไป เธอหันไปกล่าวด้วยสีหน้าอย่างผู้มีชัย “โชคดีนะ”

 

แม่ฉันเท่ที่สุดเลย

 

“แม่ หนู...หนูขอโทษ” ฉันพูดขึ้นเมื่อเราขึ้นมานั่งในรถ

 

“ไม่ แม่ก็ต้องขอโทษลูก อลิซ แม่ควรบอกกับลูกก่อน” ท่านโผเข้ากอดฉัน เหมือนต้องการพักเหนื่อย

 

“ขอบคุณค่ะ...รักแม่นะ” ฉันกอดท่านไว้แน่น ดีใจและรู้สึกผิด ฉันไม่ควรคิดจะทิ้งท่านไปแม้แต่วินาทีเดียว นับแต่นี้ไปฉันจะใช้เวลาอยู่กับท่านให้มากที่สุด

 

ท่านหัวเราะ “แม่ก็รักหนูจ๊ะ”

 

 

หลังจากนั้นฉันกับแม่ก็ร่วมกันทำธุรกิจด้วยกันอย่างเต็มตัว เราย้ายไปอาศัยอยู่ที่ประเทศจีนและเปิดการส่งออกสินค้าการคมนาคมด้วยเรือวันเดอร์ของเรา โดยใช้ชื่อบริษัทว่า คิงส์ลีห์ แอนท์ คิงส์ลีห์ บ้านใหม่ของเราก็เต็มไปด้วยความสุขและมีลูกเรือที่พร้อมช่วยเหลือ และได้หุ้นส่วนและที่ปรึกษาด้านการค้าที่ดีอย่างฮาร์คอร์ท ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด

 

“ลูกแน่ใจนะว่าจะตัด” แม่ถามขึ้นก่อนที่จะจับกรรไกรขลิบผมของฉัน “แม่ว่าลูกไว้ผมยาวดูดีกว่านะ”

 

“ตัดให้สั้นไปเลยค่ะ” ฉันยืนยันหนักแน่น แม่ถอนหายใจก่อนจะตัดผมให้ตามคำขอ

 

วันหนึ่งฉันเกิดนึกขึ้นมา ฉันไว้ผมยาวแบบนี้มาตลอด 24 ปี ฉันรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวันที่ดีข้างหน้า แต่ทุก ๆ ชั่วโมง ทุก ๆ นาที

 

ฉันจะยังคิดถึงคุณ...

 

...To Be Continued

 

 

Talk

Hi! I am Fify. ขอบคุณที่เฝ้ารอกันอยู่ ที่หายไปนานเพราะต้องการจะแต่งให้จบไปเลยทีเดียว ซึ่งยาวมากสำหรับเรื่องสั้นที่รวมทั้งสิ้น 17,690 คำ พร้อมกับจัดการเรื่องต่าง ๆ มากมายแต่คิดว่าคงไม่ต้องบอกหรอก แฮ่ร์!

ขอรีวิวภาคนี้สักเล็กน้อย ตัวละครภาคนี้มีเยอะมาก มากันครบทุกตัว ไม่เว้นแม้แต่สเตน(ฮา) ตัวหนังเน้นไปทางครอบครัว ไม่มีฉากโหด ๆ ทะมึน ๆ  เหมือนที่ทิม เบอร์ตันเคยกำกับไว้เมื่อภาคแรก เสียดายที่ไม่เหมือนเมื่อก่อนและจำเป็นจะต้องตัดเรื่องของไอราซาเบธกับมิราน่าไปเพราะไม่งั้นจะแย่งความเด่นกับคู่จิ้นของเรา(ฮา) จุดที่ฟี่ชอบก็คงไม่พ้นเรื่องของคุณพ่อคุณแม่ พวกท่านพร้อมจะห้ามปรามเวลาที่ลูกทำผิดและสนับสนุนความดีของลูก เหมือนที่ซานิคยังคงเชื่อมั่นในตัวแฮทเทอร์ และเฮเลนก็ยังอยู่ข้างอลิซเสมอไม่ว่าคนอื่นจะมองว่าลูกของเธอไม่เหมือนคนอื่น ดังนั้นขอให้ทุกคนรักคุณพ่อคุณแม่กันให้มาก ๆ นะคะ ตัวหนังก็แฝงข้อคิดเกี่ยวกับความสำคัญของเวลาและอย่างอื่นเอาไว้มากได้อย่างแนบเนียน ไม่รู้ว่าเพราะบทตัวละครมันเยอะหรือเปล่า เลยทำให้เนื้อเรื่องไม่มีจุดพีคเรียกความประทับใจได้มากพอ แต่ก็ดีใจที่ผู้กำกับยังไม่ทิ้งความสัมพันธ์ของอลิซกับแฮทเทอร์ซึ่งดูก็รู้เลยว่าสองคนนี้พัฒนาขึ้นเป็นกอง โดยเฉพาะบทที่ต้องจากลาสีหน้าของนักแสดงมันให้อารมณ์นั้นจริง ๆ แอบหวังอยู่ว่าจะมีภาคสาม แต่ได้ทราบข่าวแล้วว่าหนังขาดทุนยับก็คงจะไม่มีแล้วจริง ๆ (ทำไมถึงขาดทุน?!) ฟี่จึงจะขอมโนแต่งบทสรุปของฟิคนี้อีกภาค ถือว่าเป็นภาคสามได้ไหมเนี่ย?

ชี้แจง ในภาคสามภาคสุดท้ายฟี่จะขอเปลี่ยนมาใช้การบรรยายแบบ The Third Person แทน และตัวละคร มากาเร็ต คิงส์ลีห์และ เจมส์ ฮาร์คอร์ท จะมีบทบาทสำคัญด้วยนะ

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ คอมเมนท์ของทุกคนเป็นกำลังใจต่อฟี่มาก ๆ ไว้เจอกันในภาคสุดท้าย

ผลงานอื่นๆ ของ Lucifer Nat

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:19

    มาต่อเถอะค่ะฮืออออ ยังรออยู่นะคะ
    #6
    0
  2. #5 Marina Cator (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 14:06
    ชอบมากกกเลยค่ะ <3 ถึงเนื้อเรื่องจะไปตามหนังแต่ก็ขอชื่นชมการบบรยายเหตุการณ์และอารมณ์ของตัวละครที่ทำได้ดีมากก จะรอเรื่องต่อไปนะคะ (:
    #5
    0
  3. วันที่ 8 ธันวาคม 2560 / 07:54
    หายไปเนี่ยย "แต่งอยู่น้า" รออนานแล้วน้าาา
    #4
    0
  4. วันที่ 15 กันยายน 2560 / 22:43
    มาต่อไว้ๆนะคะ สนุกมาก
    #3
    0
  5. วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 20:37
    รออยู่น้าาา มาต่อไวๆน้าไรท์  ^^
    #2
    0
  6. วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 18:16
    ไรท์รีบมาต่อนร้าาาเค้ารอยุ
    #1
    0