ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 17 : ลำนำบท 17 ความลับในวังหลวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 252
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    30 ต.ค. 63



ลำนำบท 17 ความลับในวังหลวง

 

“บังอาจนัก!

ข้าวของบนโต๊ะตกกระจัดกระจายจากแรงตบ องค์จักรพรรดิแสดงความโกรธออกมาอย่างเห็นได้ชัดผ่านทางแววตาและสีหน้าถมึงทึง ทว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้ากลับมีสีหน้าเรียบสงบ ไม่ได้โต้แย้งคำใดออกไป นั่นยิ่งทำให้ผู้เป็นใหญ่ในดินแดนนี้ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังยั่วโมโหตนอย่างไรอย่างนั้น

“ออกหน้าออกตาให้กับผู้แข่งขัน เข้าไปในการประลองโดยพลการ แล้วยังประกาศต่อหน้าผู้คนว่าเจ้าไปขลุกอยู่กับ...” เสียงกร้าวนั้นเว้นไป มือเหี่ยวย่นตามวัยยกขึ้นชี้หน้า ก่อนจะตะเบ็งเสียงราวกับกำลังระเบิดอารมณ์ที่คุกรุ่นมาตั้งแต่ช่วงเช้าของวัน “เจ้ากล้าดีอย่างไร หวังเจิ้นฮว๋า!

“อย่างที่กระหม่อมได้เคยทูลไปแล้ว หากกระหม่อมจำเป็นต้องขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากพระองค์ ผู้ที่สมควรเคียงบัลลังก์จะต้องเป็นมู่หรงจื่อเจินเท่านั้นพะยะค่ะ”

“มันผู้นั้นมีดีอะไรนัก นอกจากจะเป็นผู้สืบสายเลือดมิตรทรยศที่ฆ่าแม่ของเจ้า!

จากที่ก้มศีระษะต่ำกลับเงยขึ้นทันทีที่ฟังประโยคนั้นจบ หวังเจิ้นฮว๋าจ้องผู้เป็นกษัตริย์ตาไม่กระพริบ “หากชิงชังถึงปานนั้น เหตุใดจึงรับสั่งให้คุณชายมู่หรงเข้ามาอยู่ในสำนักหมอหลวงเล่าพะยะค่ะ”

จักรพรรดิหวังเหว่ยหลงถึงกับหนวดกระดิก จริงอยู่ที่ว่าเขาเกลียดและแค้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน ทว่ามู่หรงจื่อเจินไม่เพียงมีสายเลือดของสหายผู้นั้น แต่เลือดในกายที่กำลังไหลเวียนส่วนหนึ่งก็คือเลือดจากหญิงผู้เป็นที่รักของเขา แล้วจะให้ทำอย่างไรได้ นอกจากจะเอาไว้ใกล้ตัวให้เป็นหนามที่คอยทิ่มแทงย้ำเตือนความทรยศและความรักที่ผสมปนเปจนยากจะแยกความรู้สึกเหล่านั้นออกจากกัน

“ขอพระองค์ทรงตรึกตรองสักนิด เปิดพระทัยของพระองค์แล้วมองให้กว้างขึ้นจะทราบความจริงทั้งหมดว่ามิตรก็ยังคงเป็นมิตรวันยังค่ำ”

กล่าวจบเท่านั้นก็ขยับกายขึ้นจากท่าคุกเข่า กระดาษแผ่นหนึ่งถูกยื่นวางไว้ตรงหน้าพระพักตร์ก่อนร่างสูงจะหมุนตัวออกไปจากห้องที่ประทับ ปล่อยให้กษัตริย์แห่งเป่ยหยางมองตามก่อนจะลากสายตามาหยุดอยู่ที่แผ่นกระดาษบางบนโต๊ะ

ตัวอักษรยาวเหยียดค่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนอย่างละเอียดผ่านสายตากร้านโลกท่ามกลางความเงียบสงัด...

 

 

 

“ได้ความว่าอย่างไร”

“ตอนนี้มันถูกขังไว้ในคุกใต้ดิน แต่ไม่ได้ซัดทอดมาถึงพระองค์พะยะค่ะ” บุรุษวัยกลางคนในชุดข้าราชการอันมีเอกลักษณ์คือมหาดเล็กที่ติดตามหวังอี้จวินออกมาจากลานประลองเมื่อช่วงเช้ารายงานความคืบหน้าหลังจากไปสืบเรื่องเกี่ยวกับการขโมยป้ายหยกของผู้เข้าประลองจากจินเฟิง

“ดี แต่ก็ยังไว้ใจไม่ได้ หาทางปิดปากมันเสีย”

“พะยะค่ะ” เมื่อรับคำสั่งเสร็จก็ถอยออกไป แต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบกับบุคคลที่ยืนอยู่หน้าประตูที่ประทับขององค์ชายหวังอี้จวิน มหาดเล็กถึงกับทรุดฮวบราวกับถูกท่อนเหล็กตีเข้าที่ข้อพับเข่า

“พระองค์...”

“ออกไป” น้ำเสียงหวานใสสั่งเรียบพอๆ กับดวงหน้าสง่าภายใต้เครื่องประทินโฉมที่ไม่แสดงอารมณ์ใด องค์จักรพรรดินีแห่งเป่ยหยางเยื้องย่างกรีดกรายเข้าไปด้านในพร้อมกับองครักษ์ประจำกายโดยที่ผู้ดูแลประตูต่างก็โค้งคำนับให้ไม่มีการขัดขวางแต่อย่างใด

“ท่านแม่”

“ข้าคิดไว้แล้วว่าต้องเป็นเจ้า”

หวังอี้จวินไม่ได้ตอบคำใด เพียงแค่ลดใบหน้าลงต่ำเพื่อรอฟังความประโยคถัดไป “แทนที่จะจัดการกับเสี้ยนหนามอย่างหวังเจิ้นฮว๋าที่กำลังจะแย่งบัลลังก์ของเจ้า เจ้ากลับไปมัวทำอะไรไร้สาระ!

“ท่านแม่”

“ไม่ต้องมาเรียกข้า หากเจ้ายังมัวชักช้าจะไม่ทันการ” ความอ่อนโยนจากภายนอกนั้นช่างต่างกับน้ำเสียงที่เปล่งออกมาอย่างเฉียบขาด ทำให้ผู้เป็นบุตรต้องค้อมตัวต่ำลงไปอีกอย่างนอบน้อม แต่ไหนแต่ไรมาท่านแม่ของเขาแทบจะไม่เคยมีความอ่อนโยนให้ จะมีก็แต่การออกคำสั่ง ซึ่งเขาก็จำใจต้องทำตาม

“แต่ท่านแม่จะให้ข้าจัดการกับท่านพี่ได้อย่างไรเล่า” เพราะนั่นคือคนสำคัญของเขา... หวังอี้จวินไม่ได้พูดออกไปอย่างใจคิด

“คิดหาทางเอาเอง แต่ถ้าหากยังไม่รีบทำให้เสร็จเรื่อง ข้าจะจัดการเอง” ว่าจบราชินีคนงามก็สะบัดชายเสื้อสยายพลิ้วแล้วหมุนกายออกจากห้องโดยไม่แม้แต่ปรายตามองหวังอี้จวิน

เวลายามค่ำเดินอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางแสงไฟตะเกียงสลัว ร่างสูงโปร่งขององค์ชายหวังอี้จวินเดินไปมาภายในห้องราวกับหนูติดจั่น เขารู้สึกกระวนกระวายเมื่อถูกกดดันจากผู้เป็นแม่ให้ต้องทำในสิ่งที่พยายามปฏิเสธมาโดยตลอด จะให้เขาทำอะไรก็ย่อมได้ แต่กับหวังเจิ้นฮว๋า เขาทำไม่ลงจริงๆ อีกอย่างคนผู้นั้นก็ไม่ใช่คนธรรมดา เป็นถึงแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงเรียงนามระบือไกลในด้านของความสามารถรอบด้าน อีกอย่างยังมีศักดิ์เป็นเชษฐาของเขาด้วย ไม่ว่าจะคิดวิธีไหนก็ดูจะไม่เห็นหนทาง

ลมหายใจแรงถูกปล่อยออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเหนื่อยใจ จนในที่สุดก็หุนหันออกจากห้องบรรทมของตนเองตรงไปยังวังอันเป็นที่ประทับของท่านแม่ไม่รอช้า

ทหารเฝ้ายามโค้งให้อย่างเคารพเมื่อองค์ชายของพวกตนเดินผ่านเข้าไปยังเขตประทับภายในขององค์จักรพรรดินี หากแต่เท้าเรียวกลับต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงผิดปกติบางอย่างลอดออกมาจากห้องห้องหนึ่งไม่ไกลจากห้องบรรทมของท่านแม่นัก ไวเท่าความคิดกายโปร่งขยับกายเข้าไปใกล้ พยายามเงี่ยหูฟังอยู่ชั่วอึดใจ

เสียงกรีดร้องโหยหวนทรมานหวีดลั่นราวถูกกำลังของอาชาแกร่งทึ้งกระชากแขนขาก่อนจะเงียบไปราวกับถูกตัดลิ้น มือขาวกำลังจะออกแรงผลักประตูด้วยเพราะเป็นห่วงกลัวว่าอาจจะเป็นท่านแม่ของเขาที่เป็นอะไรไป แต่ก็ยั้งมือไว้แทบไม่ทันเมื่อน้ำเสียงดุเฉียบที่คุ้นเคยแว่วดังออกมา

“น่ารำคาญนัก เสร็จแล้วก็รีบนำมาให้ข้าเสียที” เหตุใดเวลานี้ท่านแม่จึงไม่อยู่ที่ห้องบรรทม เสียงกุกกักด้านในยิ่งทำให้หวังอี้จวินฉงนหนัก หัวคิ้วเรียวเข้มขมวดเข้าหากัน พลันก็ได้กลิ่นคาวฉุนกึกจนแทบอาเจียน สมองสั่งการไม่รอช้าให้เท้าทั้งสองข้างรีบวิ่งออกไปให้ห่างจากตรงนี้ อาหารที่เพิ่งจะเสวยไปเมื่อช่วงหัวค่ำถูกกล้ามเนื้อภายในบีบเกร็งจนขย้อนพรวดออกมา

หวังอี้จวินยืนเกาะลำต้นสนใหญ่ พลางยกชายแขนเสื้อขึ้นซับของเหลวที่ยังเปรอะอยู่ตามมุมปาก กลิ่นชวนคลื่นเหียนนั้นยังคงติดจมูกจนอาเจียนออกมาอีกระลอก ทหารสองนายที่อยู่บริเวณนั้นวิ่งเข้ามาสอบถามด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ถูกผู้เป็นนายโบกมือไล่ จึงได้แต่มองหน้ากันอึกอักแล้วก็จำใจผละออกไปเฝ้าหน้าประตูต่อดังเดิม

โอรสแห่งเป่ยหยางสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วก้าวกลับเข้าไปด้านในก่อนจะไปหยุดอยู่หน้าห้องเดิมอีกครั้ง คราวนี้สิ่งที่ได้ยินไม่ใช่เสียงกรีดร้องทรมาน ทว่าเป็นเสียงครวญครางพิลึกพิลั่น หวังอี้จวินเลือกที่จะผลักประตูบานหนักให้เปิดออก ภาพที่ปรากฎตรงหน้าทำให้ต้องเบิกตากว้าง

ภายในห้องขนาดใหญ่ตกแต่งหรูหราด้วยสีทองอร่าม เพดานบนถูกเปิดโล่งจนแสงจันทร์กระจ่างในคืนเดือนหงายส่องลงมายังเตียงกว้างทรงสี่เหลี่ยมที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของห้อง ด้านบนมีร่างสองร่างกอดก่ายนัวเนียในสภาพเปลือยเปล่า แสงจันทร์ที่อาบกระทบขับให้ผิวกายนั้นยิ่งขาวผุดผ่องล้อแสง เบื้องล่างเป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำและเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อกำลังขยับกายท่อนล่างกระทั้นถี่ ปทุมถันอวบตึงโดดเด้งตามแรงกระแทกดึงดูดสายตา เสียงครางหวีดหวิวขาดๆ หายๆ  ทำเอาหวังอี้จวินแทบหยุดหายใจ เมื่อคนที่ปรากฎในสายตาทั้งสองคือผู้เป็นมารดาและองครักษ์ประจำกายที่คอยติดสอยห้อยตามไม่ห่างกายผู้นั้น

ความสะอิดสะเอียนตีตื้นขึ้นมาจุกที่ลำคอจนอาเจียนออกมาอีกครั้ง เมื่อหันไปเห็นว่าอีกมุมหนึ่งของห้องคือร่างของหญิงสาวอีกคนหนึ่งในสภาพถูกตรึงแขนขาบนแท่นทรงกลม ข้อมือและข้อเท้าถูกกรีดจนโลหิตแดงฉานไหลตามร่องที่ถูกทำไว้รอบแท่นหยดติ๋งๆ ลงมายังคนโทกระเบื้องที่รองอยู่ด้านล่าง

บุคคลที่กำลังเสพสุขนิ่งค้างเมื่อภายในห้องไม่ได้มีเพียงพวกเขา แต่กลับมีแขกไม่ได้รับเชิญบุกเข้ามายามวิกาล หากแขกผู้นี้ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันก็คงถูกผู้มีตำแหน่งถึงจักรพรรดินีสั่งประหารเดี๋ยวนั้น

“หวังอี้จวิน!” หญิงงามร้องอย่างตกใจก่อนจะถลันกายลงจากเตียง คว้าผ้าคลุมกายอย่างรวดเร็ว ผู้เป็นองครักษ์เองก็ค่อยๆ ขยับกายหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวมอย่างไม่เดือดร้อนนัก

“ท่านแม่ทำแบบนี้ได้อย่างไร!” ร่างสูงโปร่งตะโกนออกไปด้วยความรู้สึกสับสน ดวงหน้าเกลี้ยงเกลาขึ้นสีด้วยความโมโหระคนผิดหวัง ผู้เป็นแม่ไม่ได้เอ่ยคำใด แต่เดินเข้ามาใกล้ลูกชายก่อนจะเอื้อมมือบางลูบใบหน้าได้รูปแผ่วเบา หวังอี้จวินเบี่ยงหน้าออกด้วยความรู้สึกขยะแขยง

“จงฟังสิ่งที่ข้าจะบอกเจ้า”

“ข้าไม่ฟัง จะให้ข้าฟังอะไร ในเมื่อข้าเห็นอยู่เต็มสองตา หญิงผู้นั้นเป็นใคร แล้วทำไมต้องฆ่านาง แล้วยังเจ้า....เจ้าคนคิดคดทรยศ! ท่านพ่อข้าเลี้ยงดูเจ้า ให้เจ้ามีตำแหน่งมียศฐาบรรดาศักดิ์ แต่เจ้ากลับ....” หวังอี้จวินตะคอกด้วยแรงอารมณ์ทั้งหมดที่ปะทุออกมา นิ้วมือชี้ไปยังหญิงผู้เคราะห์ร้ายในสภาพเลือดอาบ ก่อนจะเลื่อนมาชี้ที่องครักษ์ด้วยมืออันสั่นเทา

“เจ้ามันชั่วช้าเลวทรามนัก”  

เพี๊ยะ!

ใบหน้าโอรสแห่งเป่ยหยางหันตามแรงตบ เจ้าตัวค่อยๆ หันกลับมาด้วยสภาพเลือดกบปาก ไม่เชื่อสายตาและความรู้สึกที่ได้รับว่าท่านแม่ของเขาจะกล้าลงไม้ลงมือกับเขาเพียงนี้ ผู้เป็นแม่เองก็ดูจะตกใจอยู่ไม่น้อยที่จู่ๆ ก็ใช้กำลังกับบุตรชายด้วยอารมณ์ชั่ววูบ หวังอี้จวินน้ำตาเอ่อคลอ

“องค์ชาย ขอได้โปรดทรงเย็นพระทัย” เป็นประโยคแรกที่องครักษ์เอ่ยพูดกับเขา แต่เพียงแค่ได้ยินเสียง หวังอี้จวินก็รู้สึกรังเกียจจนแทบจะตะโกนเรียกให้ทหารด้านนอกเข้ามาจับตัวมันออกไป

“หญิงชั่วกับชายโฉด...” ยังไม่ทันพูดคำใดต่อ องค์จักรพรรดินีก็ปราดเข้าใส่ มือเรียวข้างหนึ่งบีบรอบลำคอของผู้เป็นโอรสอย่างแรง

“ข้าเป็นแม่เจ้า ถ้าไม่มีข้า เจ้าจะได้มายืนด่าข้าอย่างนี้รึ!

“พระองค์ ขอทรงเย็นพระทัยลงเถิด” บุรุษวัยกลางคนผู้เป็นคนอารักขาข้างกายเอ่ยปรามอีกครั้งกับผู้เป็นนาย แต่คราวนี้ตั้งใจกล่าวกับองค์จักรพรรดินี

“จะให้ข้าเย็นได้อย่างไร ในเมื่อมันกล้าด่าผู้ให้กำเนิดมัน!

“ข้าจะให้ท่านพ่อจัดการกับคนทรยศ” หวังอี้จวินกัดฟันเปล่งคำพูดออกมาทั้งที่ลมหายใจเริ่มติดขัด แต่ราวกับว่าราชินีจะไม่ได้ใส่ใจในคำพูดนั้น กลับเผยยิ้มบางแต่เย็นเยือกจนหวังอี้จวินรู้สึกว่าขนทั้งกายลุกชัน

“หึ ท่านพ่ออย่างนั้นรึ...”  เล็บยาวจิกเข้าเนื้อบนลำคอแล้วออกแรงบิดให้คนพูดประโยคเมื่อครู่หันไปเผชิญหน้ากับชายผู้ร่วมเสพสังวาส “คนผู้นี้ต่างหากเล่า ท่านพ่อของเจ้า”

หวังอี้จวินราวกับหยุดหายใจไปจริงๆ ทั้งจากความจริงที่ได้ฟังและแรงบีบที่คอจนตาเหลือกถลน หยาดน้ำใสไหลพรากอาบลงบนแก้ม มือสองข้างพยายามแกะการเกาะกุมนั้น แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด หญิงตรงหน้าจึงมีเรี่ยวแรงมหาศาลกว่านัก พลันก็ราวกับกระจ่างแจ้งขึ้นมาเมื่อดวงตากลมโตของผู้เป็นแม่วาวขึ้นผิดปกติ ก่อนจะรู้สึกถึงลมเบาๆ วูบหนึ่งปะทะใบหน้าแล้วภาพในคลองจักษุก็กลับมืดสนิท

 

 

 

คืนนี้เป็นอีกหนึ่งคืนที่หวังเจิ้นฮว๋าลอบเข้ามายังที่พักของหมอหลวงด้วยการใช้ตำแหน่งฐานะโอรสองค์โต พร้อมกับให้คนของตนยกกระถางต้นไม้ชนิดหนึ่งมาตั้งไว้ริมหน้าต่างห้องพักของมู่หรงจื่อเจินโดยพลการ น้ำค้างยามดึกตกกระทบกับใบไม้แห้งรอบๆ ที่พักดังเปาะแปะๆ ส่งผลให้พืชในกระถางที่ได้รับความชื้นจากหยาดน้ำเริ่มส่งกลิ่นอวลประหลาดออกมา

เจ้าของห้องตั้งแต่ที่ยอมเปิดประตูให้แขกเข้ามาภายใน ก็ถูกบังคับให้นอนทั้งยังถูกกอดรัดแน่นจากด้านหลังในท่านอนตะแคงจนขยับตัวไม่ได้ แม้จะพยายามดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด

“ปล่อยข้า”

“ไม่ได้กอดเจ้ามาหลายวัน ขอให้พี่กอดเจ้าแบบนี้ไปจนรุ่งเช้าได้หรือไม่” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบถามริมใบหูจนมู่หรงจื่อเจินสะท้านไปทั้งกาย ก่อนจะรู้สึกว่ามือหยาบกำลังเลิกชายเสื้อของเขาขึ้นแล้วสอดเข้ามาภายในจนสัมผัสเข้ากับผิวเนื้อให้เกิดความวาบหวิวประหลาด

มู่หรงจื่อเจินหารู้ไม่ว่า คำว่า กอดที่หวังเจิ้นฮว๋าหมายถึงไม่ใช่เพียงแค่กอด แต่มากกว่านั้น

“องค์ชายหวังเจิ้นฮว๋า”

“หืม” ร่างสูงไม่ได้ปฏิเสธสรรพนามเรียกแปลกหูนั้นแต่กลับครางรับในลำคอ ด้วยเพราะกำลังมัวเมากับการซุกไซ้ดอมดมซอกคอขาวอย่างคิดถึง

...มิใช่ว่าจะปล่อยผ่าน แต่รอให้เสร็จกิจก่อน แล้วจะคิดบัญชีเรื่องนี้ทีหลัง...

“หยุดก่อน อ้ะ” ร้องห้ามได้เพียงเท่านั้นก็ต้องหุบปากฉับเมื่อส่วนกลางลำตัวถูกกอบกุมเข้าเต็มๆ มือหนาขยับรูดรั้งเบาๆ ก็ทำให้จื่อเจินบิดกายเร่าๆ

และโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว หวังเจิ้นฮว๋าก็ผละวงแขนออกแล้วเลื่อนกายไปยังหว่างขาเรียวพลางดึงกางเกงที่ขวางหูขวางตานั้นลงมาทางปลายเท้า มือหนาจับเข่ามู่หรงจื่อเจินชันขึ้นก่อนจะเลื่อนมาล็อคอยู่อยู่ข้อเท้าขาว ดวงหน้าคมซุกลงไประหว่างขาสองข้าง โลมเลียเชยชิมแก่นกายขนาดพอเหมาะราวกับกำลังลิ้มขนมรสหวาน ก้อนกลมสองก้อนถูกกลืนเข้าไปในโพรงปากจนมู่หรงจื่อเจินสูดปาก ลิ้นร้อนของท่านแม่ทัพดูเหมือนจะซุกซนยิ่งขึ้นเมื่อบัดนี้เลื่อนไปหยอกล้ออยู่กับช่องทางสีหวานด้านหลังจนมันขมิบรัดตุบๆ หาบางอย่างเข้ามาเติมเต็ม

มู่หรงจื่อเจินครางกระเส่า มือเรียวปัดป่ายไปมาเพื่อหาที่ยึด แต่สุดท้ายก็จำต้องเลื่อนไปจับศีรษะที่กำลังขยับไปมา ก้านนิ้วเรียวสอดเข้าไปขยุ้มกลุ่มเส้นผมยาวสยายเพื่อระบายอารมณ์ที่กำลังจะปะทุ ความเฉอะแฉะเริ่มเอ่อปริ่มออกมาจนยากจะทานทน ทว่าเหมือนหวังเจิ้นฮว๋าจะรู้ทัน เขาผละเรียวปากออกมาจากจุดซ่อนเร้นแล้วตะโบมจูบบนเรียวปากอิ่ม ดูดดึงขบกัดจนบวมเจ่ออย่างราชสีห์กระหายเหยื่ออย่างไรอย่างนั้น

ชุดสีทองสง่าถูกเปลื้องออกไวดั่งใจคิดเผยให้เห็นแผงอกแกร่งของเจ้าของ ความแข็งแรงของบุรุษนักรบเด้งผงาดต่อหน้าจนมู่หรงจื่อเจินต้องเบนสายตาไปทางอื่นด้วยความประหม่า แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกก็ตามที แต่เขาไม่เคยเห็นจะๆ แบบนี้

“ให้พี่กอดเจ้าไปจนรุ่งเช้าได้หรือไม่” คำถามเดิมถูกเปล่งออกมาซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูเหมือนว่าหากเจ้าของคำถามยังไม่ได้รับคำตอบก็คงจะจ้องหน้าเขานิ่งอยู่แบบนี้ ผิดกับนิ้วมือที่สะกิดติ่งไตระเรื่อบนยอดอก ร่างบางขบเม้มริมฝีปากตัวเองพลางบิดกายไปมาด้วยเพราะอารมณ์ที่ถูกปลุกยังไม่ได้รับการตอบสนอง

“หากเจ้าไม่ตอบ ไม่ร้องขอ พี่จะรออยู่เช่นนี้”

“หะ หวังเจิ้นฮว๋า...อื๊อ”

แก้มเนียนสองข้างขึ้นสีแดงปลั่งราวถูกไฟลน มู่หรงจื่อเจินยกสะโพกขึ้นแล้วสอดนิ้วเรียวของตนเองเข้าไปในช่องทางที่เต้นตุบด้านหลังเพื่อสนองอารมณ์ใคร่ ทำเอาหวังเจิ้นฮว๋าลมหายใจสะดุด เขารีบจับข้อมือบางเพื่อหยุดยั้งการเคลื่อนไหวอันยั่วยวนนั้นทันควัน จนในที่สุดร่างบางก็จำต้องตัดสินใจเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกไป “จะกอดไปจนแก่ข้าก็ยอม เร็วเข้าเถิด เข้ามาในกายข้าแล้วกอดข้าแน่นๆ ได้หรือไม่”

รอยยิ้มกว้างจุดขึ้นบนใบหน้าหล่อคมกับคำพูดเร่งเร้าที่ถูกสลัดความขวยเขินออกไปจนหมดสิ้น

“ช่างน่าเอ็นดูนัก” ถ้าเช่นนั้นพี่จะกอดเจ้าไปจนแก่เฒ่าเลยทีเดียว หวังเจิ้นฮว๋าคิด และไม่รอช้าโถมกายแกร่งเข้าใส่ร่างบางอย่างโหยหา ช่องทางสีหวานค่อยๆ กลืนกินแท่งเนื้อร้อนเข้าไปจนสุด บุรุษทั้งสองขยับกายไปตามจังหวะแห่งความสุขสมจนปลดปล่อยออกมาหลายต่อหลายครั้ง กลิ่นน้ำค้างยามเช้าจากกายบางฟุ้งกระจายชัดเจนยามเม็ดเหงื่อเล็กๆ ผุดพราย เสียงหอบกระเส่าครางเครือระงมทั่วทั้งห้องพักเล็กๆ จากความเจ็บแปลบในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นเสียวสะท้านเมื่อได้รับการเติมเต็มซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งฟ้าสาง แสงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า ทว่าแม่ทัพหวังแห่งเป่ยหยางและคุณชายตระกูลมู่หรงเพิ่งจะผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากสงครามกามารมณ์ตลอดคืนที่ผ่านมา

เสียงตบประตูเรียกชื่อผู้เป็นหมอดังสนั่นจนมู่หรงจื่อเจินสะดุ้งตื่น ทั้งกายโดยเฉพาะช่วงสะโพกและบั้นเอวปวดร้าวจนขยับลุกไม่ไหว

...การประลองว่าหนักหนาแล้ว แต่สงครามเมื่อคืนแลดูจะหนักหนายิ่งกว่า...

หวังเจิ้นฮว๋าที่ยังคงโอบเอวบางเมื่อรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวในอ้อมกอดบวกกับเสียงเอะอะโวยวายด้านนอกก็ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น เรียวปากหยักกดจุมพิตไปที่ขมับขาวอย่างรักใคร่พลางมือแกร่งก็ปัดปอยผมยาวที่ปรกอยู่บนดวงหน้ารูปไข่ด้วยความอ่อนโยน

“นอนพักเถิด พี่จะออกไปจัดการเอง”

ประตูบานเล็กยังคงถูกกระแทกหนักๆ อีกหลายครั้งติดๆ กัน จนเมื่อผู้ที่อยู่ด้านในเปิดออก คนด้านนอกก็ถึงกับถอยออกไปทำความเคารพแทบไม่ทัน

“ท่านแม่ทัพ อะ เอ่อ องค์ชาย” หมอหลวงในชุดขาวสะอาดพูดตะกุกตะกักด้วยเพราะไม่คิดว่าจะเจอใครอื่นอยู่ที่นี่

“มีเรื่องอันใด”

“ทุกคนที่สำนักหมอหลวงเห็นว่าหมอหลวงฝึกหัดมู่หรงยังไม่ปรากฎตัว ด้วยความเป็นห่วงจึงให้กระหม่อมมาดูเพคะ”

“จื่อเจินร่างกายอ่อนแอมากจากงานประลอง ให้พักผ่อนสักวันได้หรือไม่ อ้อ แล้วช่วยจัดยาบรรเทาปวดและสมุนไพรบำรุงร่างกายมาให้ด้วย เอาไปให้ที่ห้องข้าที่วังปีกซ้าย”

หมอหลวงหญิงวัยแรกรุ่นไม่ได้เอ่ยถามอะไรให้มากความกับข้ออ้างนั้น กลับรับคำอย่างแข็งขันแล้วก็ถอยออกไปอย่างรู้งาน

 

 

 

 

หลังจากงานประลองผ่านไปกว่าสัปดาห์ ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะราบรื่นไร้อุปสรรค ไม่ว่าจะหวังเจิ้นฮว๋าที่ใครๆ ก็ต่างเปลี่ยนการเรียกขานจากแม่ทัพเป็นองค์ชาย ทั้งยังมีภารกิจนอกจากดูแลกองทัพแล้วยังต้องออกว่าราชการแทนผู้เป็นพ่อบ้างเป็นครั้งคราว ในด้านความสัมพันธ์ของหวังเจิ้นฮว๋าและมู่หรงจื่อเจินเองก็เป็นที่รู้กันทั้งวัง แต่ก็ยังไม่มีใครเอ่ยอะไรโจ่งแจ้งเนื่องจากยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการออกมา ส่วนจักรพรรดิหวังเหว่ยหลงเองก็มีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ได้มีการตั้งแง่หรือแสดงท่าทีชิงชังมู่หรงจื่อเจินดั่งเคย จนถึงขั้นแต่งตั้งให้มู่หรงจื่อเจินกลายมาเป็นหมอหลวงประจำพระองค์ด้วย

ระยะเวลาอีกสองเดือนข้างหน้าจะมีพิธีแต่งตั้งและขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิองค์ใหม่ ทำให้ในวังดูวุ่นๆ กว่าแต่ก่อนอยู่บ้าง แต่ทุกคนก็ยังใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ผิดกับองค์จักรพรรดินีและผู้เป็นบุตรชาย รวมไปถึงองครักษ์ประจำกาย ที่กำลังคิดหาทางจัดการกับเหตุการณ์ที่เป็นปกติเกินไปจนพวกเขารู้สึกร้อนรนหนัก

“เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง ไม่ต้องให้ถึงมือท่านแม่ แต่ข้ามีข้อแม้”

“ข้อแม้อะไร” องค์จักรพรรดินีผู้สวยงามหยดย้อยดังดรุณีแรกรุ่นถามเรียบพลางยกถ้วยขาขึ้นจิบอย่างใจเย็น

“ข้าจะไม่ทำอะไรท่านพี่เป็นอันขาด”

“ถ้าเสี้ยนหนามยังอยู่ เจ้าจะขึ้นเป็นจักรพรรดิได้อย่างไร โง่เง่านัก”

“ข้าไม่ได้ต้องการตำแหน่งจักรพรรดิอย่างที่ท่านแม่ต้องการให้ข้าเป็น... แต่ขอเพียงให้ข้ามีอำนาจเทียบเท่ากับองค์จักรพรรดิเท่านั้นก็เพียงพอมิใช่หรือท่านแม่”

“เจ้าหมายความว่าอะไร” มือขาววางถ้วยชาลงแล้วมองหน้าผู้เป็นลูกด้วยความฉงนกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อ

“ท่านแม่ก็ทราบดีว่าข้าชื่นชมท่านพี่หวังเจิ้นฮว๋ามากเพียงใด อีกอย่าง...ในเมื่อข้ามิได้เป็นอนุชาแลท่านพี่เองก็มิได้เป็นเชษฐาข้า เหตุใดข้าจะไม่มีสิทธิ์ที่จะเคียงบัลลังก์คู่ท่านพี่เล่า

“เจ้าหมายความว่า....”

“จักรพรรดิหวังเหว่ยหลงเอง ในเมื่อมิใช่ท่านพ่อแท้ๆ ของข้า จะให้อยู่ขวางหูขวางตาไปไย”

“นี่เจ้า!

“ขอให้ท่านแม่โปรดวางใจ” ร่างสูงโปร่งหมุนกายออกไปจากที่ประทับของผู้เป็นแม่ทันทีที่กล่าวจบโดยไม่รอฟังคำค้านใดๆ อีก ทิ้งให้องค์จักรพรรดินีบีบถ้วยชาจนเส้นเลือดขึ้นหลังมือ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยหงุดหงิดเพราะลูกไม่ได้ดั่งใจ ขณะเดียวกันก็ราวกับมีภาพซ้อนทับจากในอดีตแว่บเข้ามาในห้วงความคิด

 

 

 

กิจวัตรประจำวันของมู่หรงจื่อเจินในช่วงเช้าคือการเข้าไปตรวจพลานามัยขององค์จักรพรรดิพร้อมกับหมอหลวงอาวุโส จากนั้นจะรอจนพระองค์เสวยกระยาหารเช้าจนเสร็จจึงขอตัวออกมาเพื่อไปตรวจคนป่วย จากนั้นในช่วงบ่ายหากเป็นเวรของตนเองในการดูแลสำนักหมอหลวงก็จะต้องเข้าไปอยู่ในนั้นทั้งช่วงบ่าย

นอกจากนี้หมอหลวงพิเศษอย่างมู่หรงจื่อเจินยังมีคนคอยติดตามอีกหนึ่งคือ มี่ถังไป่อวี้ หญิงผู้เคยร่วมงานประลองที่มาจากหลวนซาน ซึ่งหลังจากที่บาดเจ็บก็ได้รับการรักษาจนหายดีก่อนจะถูกเปลี่ยนฐานะจากเครื่องราชบรรณาการมาเป็นคนคอยติดตามหมอหลวงมู่หรง ด้วยเพราะเป็นคำสั่งจากทั้งองค์จักพรรดิและองค์ชายหวังเจิ้นฮว๋า

ช่วงบ่ายวันนี้ก็เฉกเช่นวันวาน คนที่ปรากฎกายในสำนักหมอหลวงคือแขกประจำที่มักจะมาขอให้ช่วยจัดสมุนไพรสำหรับทำซุปต่างๆ ในแต่ละวัน

“องค์ชาย ต้องการสมุนไพรเช่นเดิมใช่หรือไม่พะยะค่ะ”

“ใช่ ช่วยจัดให้ข้าที” มู่หรงจื่อเจินไม่รอช้ารีบกุลีกุจอเข้าไปจัดตัวยาสมุนไพรในห้องเก็บสมุนไพรโดยเฉพาะ หวังอี้จวินเองก็เดินตามเข้าไป พลางสอบถามเมื่อเห็นสมุนไพรหน้าตาประหลาดต่างๆ

“นี่คืออะไรหรือ”

“เป็นสมุนไพรรักษาอาการเหน็บชาพะยะค่ะ เพียงแค่นำไปต้มดื่มก็จะช่วยบรเทาอาการได้ชะงัด”

“อย่างนั้นหรือ”

“พะยะค่ะ” ตอบเสร็จแล้วก็หันไปยุ่งกับการจัดตัวยาสมุนไพรต่อ ส่วนองค์ชายก็เดินดูรอบๆ พลางหยิบจับดูนู่นนี่ จนมู่หรงจื่อเจินต้องหันไปปรามเพราะมีสมุนไพรพิษบางตัวถูกเก็บอยู่ในห้องนี้ด้วย

“องค์ชายกรุณาระวังสมุนไพรทางด้านซ้ายมือพะยะค่ะ บางประเภทมีพิษ กระหม่อมเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อพระองค์”

หวังอี้จวินชะงักมือตัวเองทันทีที่ได้ยินคำเตือนนั้น ทว่าสายตาก็ยังคงกวาดมองอย่างสนอกสนใจ

“เจ้ามีความสามารถนัก เข้ามาเพียงไม่นานก็ได้เลื่อนเป็นหมอหลวงประจำกายท่านพ่อ” ไม่พูดเปล่า ยังคงซุกซนหยิบก้านแข็งๆ ของพืชบางอย่างขึ้นมาพลิกดู

“ไม่หรอกพะยะค่ะ กระหม่อมยังต้องเรียนรู้อีกมากนัก” สมุนไพรแปดเก้าชนิดถูกจัดเรียงลงบนกระดาษสีอ่อน บ้างก็เป็นใบ บ้างก็เป็นรากไม้เล็กๆ บ้างก็เป็นก้อน มู่หรงจื่อเจินค่อยๆ ห่อมันเข้าด้วยกันแล้วมัดด้วยเชือกอย่างดี พร้อมทั้งเขียนระบุชื่อบนกระดาษเล็กๆ แล้วเสียบแนบเข้าไปให้เสร็จสรรพ พลางหันไปเปิดหนังสือเล่มหนาเพื่อจดบันทึกการใช้สมุนไพรประจำวันตามความเคยชิน

“หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ถ้าข้าอยากจะเรียนรู้เรื่องสมุนไพรบ้าง เจ้าจะช่วยสอนข้าได้หรือไม่” องค์ชายร่างสูงโปร่งหันกลับมาถามด้วยรอยยิ้มไม่ถือตัวดังเช่นที่เคยเป็นมายิ่งทำให้หมอหลวงหน้าใหม่รู้สึกประหม่า

“กระหม่อมมิมีความสามารถมากพอจะสอนใคร ยิ่งกับองค์ชายด้วยแล้ว กระหม่อมมิกล้าพะยะค่ะ”

“อะไรกัน เจ้าจะถ่อมตัวไปไย คิดเสียว่าข้าเป็นเพื่อนของเจ้าคนหนึ่งก็แล้วกันดีหรือไม่ เพื่อนจะสอนหรือช่วยเหลือเพื่อนก็ย่อมได้มิใช่หรือ” มือขาวแลดูบอบบางด้วยเพราะไม่เคยตรากตรำทำงานหนักหรือหยิบจับอาวุธใดเอื้อมมารับห่อสมุนไพรจากมู่หรงจื่อเจินพร้อมจุดยิ้มสว่างไสว มู่หรงจื่อเจินได้ฟังคำพูดนั้นก็ให้รู้สึกยินดีเนื่องจากองค์ชายหวังอี้จวินผู้เป็นอนุชาขององค์ชายหวังเจิ้นฮว๋ายอมลดตัวลงมาเพื่อรับเขาเป็นเพื่อน

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมองกระหม่อมเป็นดังมิตร หากมีเรื่องอันใดที่กระหม่อมพอจะช่วยได้ กระหม่อมเต็มใจพะยะค่ะ”

“ขอบใจ”

หลังจากที่องค์ชายรองจากไปพร้อมกับห่อยาแล้ว มี่ถังไป่อวี้ที่นั่งสังเกตมานานจึงรีบปรี่เข้าไปหามู่หรงจื่อเจินทันที

“จื่อเจิน คนผู้นั้นคือองค์ชายหวังอี้จวินอย่างนั้นหรือ”

“ใช่ มีอะไรหรือ”

“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าหลวนซานได้ชื่อว่าเป็นแคว้นแห่งนักพรต ตัวข้าเองก็พอจะมีความรู้และฌาณอยู่บ้าง”

“แล้วอย่างไรต่อ”

“ข้ารู้สึกถึงพลังที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก หากเป็นไปได้...”

“เจ้าคิดมากไปกระมัง”

“แต่ข้ารู้สึกว่ารอบกายขององค์ชายผู้นั้นมีกลิ่นอายของความอาฆาตวนเวียนอยู่ตลอดเวลา”

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าต้องรีบเตือนองค์ชายหวังอี้จวิน พระองค์อาจจะมีอันตรายก็ได้”

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาเหล่าหมอหลวงในสำนักก็มักจะเห็นองค์ชายผู้เป็นโอรสองค์รองของจักรพรรดิแวะเวียนมาที่สำนักหมอหลวงเป็นประจำ ทั้งยังขลุกตัวอยู่กับมู่หรงจื่อเจินอย่างสนิทสนม โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนรู้ในสิ่งที่มู่หรงจื่อเจินจะต้องทำในแต่ละวัน รวมไปถึงการจัดการสมุนไพรและตัวยาต่างๆ เพียงไม่กี่วันเขาก็รู้จักสมุนไพรช่วยบำรุงและรักษาร่างกายพื้นฐานแล้ว

จนกระทั่งวันนี้มู่หรงจื่อเจินได้รับคำสั่งให้ศึกษาเกี่ยวกับพืชพิเศษสองสามชนิด หนึ่งในนั้นมีหญ้าที่เขาเคยอ่านเจอในตำราแล้วยังคงจำได้ขึ้นใจ แต่ก่อนจะทันได้คิดอะไร สมองก็สั่งการให้กลับไปยังที่พักของตนเพื่อหยิบเอาสมุดออกมาเพื่อจดบันทึกเพิ่มเติม  แน่นอนว่าหวังอี้จวินเองก็ตามติดไปด้วยไม่ห่าง แต่พอถึงหน้าที่พักก็ต้องชะงักกึกเมื่อสายตาของผู้เป็นหมอไปสะดุดเข้ากับกระถางพืชชนิดหนึ่งข้างหน้าต่างห้องของตัวเอง หวังอี้จวินก็หยุดมองด้วยความใครรู้

“นี่ต้นอะไรกัน”

“กระหม่อมก็ไม่แน่ใจนัก...” ร่างโปร่งย่อตัวลง ก้านนิ้วเรียวเลื่อนไปแตะใบยาวรีนั้น หากไม่ได้สังเกตคงจะคิดว่าเป็นต้นหญ้าธรรมดา แต่ไม่ใช่กับมู่หรงจื่อเจินที่เคยเห็นผ่านตามาจากรูปภาพประกอบตำราสมุนไพรที่มีเฉพาะในเป่ยหยาง

“นี่มัน...”

“มีอะไรรึ”

“หญ้านี้มีลักษณะพิเศษอยู่ที่กลิ่นของมันในตอนกลางคืน หากถูกน้ำค้างจะส่งกลิ่นหอมประหลาดที่ทำให้ผู้ได้กลิ่นมีอารมณ์ทางเพศสูง หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธีจะทรมานมาก แต่จะเริ่มทุเลาเมื่อเริ่มมีแสงอาทิตย์พะยะค่ะ” แต่สิ่งที่มู่หรงจื่อเจินสงสัยคือหญ้าหายากนี้มันมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ต่างหาก แน่นอนว่าหลังจากจบงานประลองและคืนที่หวังเจิ้นฮว๋าแวะมาที่นี่เพื่อมาทำสงครามกับเขาจนเช้า เขาก็ไม่ได้มานอนที่นี่อีกเลยด้วยเพราะถูกพาตัวไปที่วังปีกซ้ายและนอนห้องเดียวกับหวังเจิ้นฮว๋าตลอดช่วงที่ผ่านมา

“เพราะเหตุใดเมื่อเริ่มมีแสงอาทิตย์จึงทุเลาได้เล่า”

“เนื่องจากใบของมันเมื่อเริ่มสัมผัสว่ามีแสงก็จะลดการคายกลิ่นออกมาพะยะค่ะองค์ชาย”

“มีของเช่นนี้ด้วยหรือ”

“พะยะค่ะ เป่ยหยางนอกจากจะเป็นแคว้นที่ร่ำรวยและเจริญรุ่งเรื่องหลายด้าน สมุนไพรแปลกๆ หลายอย่างก็มีกำเนิดเฉพาะในเป่ยหยางเช่นเดียวกัน” อธิบายจบก็ราวกับฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

...หากเขายังอยู่ที่ห้องนี้และเคยได้กลิ่นหญ้านี้ตอนกลางคืนเล่า...

...แต่ตอนนั้นเหตุใดเขาจึงไม่รู้สึกกำหนัด...

พลันใบหน้าขาวก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำจนหวังอี้จวินทักจึงได้แต่อึกอักตอบ “กระหม่อมมิเป็นไรพะยะค่ะ” ไม่ต้องคิดอะไรให้มากความอีกต่อไป เมื่อสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้เลาๆ หากเขาอยู่ที่นี่คงไม่สามารถต้านอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นแน่ แต่ถ้าหากเป็นคืนที่หวังเจิ้นฮว๋าอยู่ที่นี่ด้วยเล่า

นั่นปะไร! ตัวการจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนผู้นั้น

หวังอี้จวินสังเกตอาการจากสีหน้าของมู่หรงจื่อเจินที่เดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาวก็พอจะเดาออก นิ้วเรียวกำแน่นเล็บจิกเข้าไปบนฝ่ามือจนขึ้นรอยด้วยพยายามกักเก็บอารมณ์บางอย่างที่กรุ่นอยู่ในอก

 

 

 

“ระยะนี้มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นในชุมชน ชาวบ้านหลายคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจนมีการติดป้ายประกาศตามหาตัวเต็มเมืองไปหมด”

“นอกจากการหายตัวของชาวบ้าน เรื่องของการจี้ปล้นก็ไม่มีให้เห็นมิใช่หรือ”

“จะให้ข้าไปลองสืบดูเพิ่มเติมดีหรือไม่ เผื่อว่าอาจจะมีโจรหรือศัตรูจากแคว้นอื่นเมืองอื่นลอบเข้ามาสร้างสถานการณ์”

“อืม มีอะไรที่ข้าพอช่วยได้ก็แจ้งมาแล้วกัน” บุรุษสองนายยกถ้วยชาขึ้นดื่มพลางปรึกษาอย่างเคร่งเครียด หนึ่งคือแม่ทัพหวังที่ถูกเปลี่ยนฐานะเป็นองค์ชายก่อนจะขึ้นครองราชย์ในอีกไม่นาน อีกหนึ่งคือแม่ทัพอู๋ผู้เป็นสหายที่ปัจจุบันรับผิดชอบเป็นแม่ทัพใหญ่เต็มตัว จึงทำให้หวังเจิ้นฮว๋าบัดนี้กลายเป็นเพียงที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เท่านั้น แต่ถึงอย่างไรด้วยยศที่มากกว่าทำให้มีอำนาจในการปกครองเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน

“นอกจากนี้เท่าที่สังเกต คนที่หายไปทั้งหมดล้วนแต่เป็นหญิงทั้งสิ้น”

“แปลกนัก... แล้วเรื่องนี้มีคนในวังรู้หรือไม่”

“นอกจากทหารที่ออกไปตระเวนตรวจตราชุมชนแล้ว ก็ยังไม่มีใครรู้ทั้งนั้น”

“ถ้าเช่นนั้นก็อย่ากระโตกกระตากไป ข้าเกรงว่าหากรู้เรื่องเป็นวงกว้างจะยิ่งตระหนก แล้วจะกลายเป็นเรื่องใหญ่”

“ข้าทราบ”

“นอกจากทหารลาดตระเวนแล้ว จัดทหารไปประจำจุดต่างๆ ในชุมชนเพิ่มด้วยจะเป็นการดี เป็นการช่วยคุ้มครองชาวบ้านไปในตัว แล้วก็....”

ยังไม่ทันจะได้ต่อประโยคถัดไป ประตูห้องอันคุ้นเคยก็ถูกเปิดออก หมอหลวงในชุดขาวก้าวเข้ามาพร้อมเอ่ยทักผู้เป็นแม่ทัพด้วยเพราะตั้งแต่งานประลองผ่านไปก็ไม่ค่อยได้เห็นหน้าค่าตา จะเห็นก็เพียงผ่านๆ เท่านั้นแต่ไม่ได้มีโอกาสสนทนาใดๆ

“แม่ทัพอู๋ซวง”

“คุณชายมู่หรง อ้อ ไม่สิ หมอหลวงมู่หรง ช่วงนี้สบายดีหรือ อยู่ที่นี่มีใครรังแกเจ้าหรือไม่” หากไม่ได้คิดอะไรนี่ก็เป็นเพียงคำถามแสดงความเป็นห่วงธรรมดาตามประสาคนรู้จัก แต่สำหรับหวังเจิ้นฮว๋าแล้วเขารู้ดีว่าคนตรงหน้าหมายความว่าอะไร จึงจงใจแสร้งกระแอมไปหนึ่งที ซึ่งก็ได้ผลเมื่อแม่ทัพอู๋ซวงเหลือบตามามองอย่างมีเลศนัย

“ข้าสบายดี ไม่มีใครรังแกข้าหรอก”

หวังเจิ้นฮว๋าส่งสายตาเป็นเชิงบอกให้มู่หรงจื่อเจินนั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างๆ ซึ่งอีกคนก็นั่งลงแต่โดยดีก่อนมือหนาจะเลื่อนชาถ้วยเล็กไปให้ที่ด้านหน้า

“ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว หากใครรังแกเจ้าให้รีบบอกข้าทันทีรู้หรือไม่”

“ขอบใจท่านแม่ทัพที่เป็นห่วงข้า” มู่หรงจื่อเจินยกเอาถ้วยชาขึ้นแตะริมฝีปากก่อนจะจิบเข้าไปเพียงนิดแล้ววางลง

“วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เหนื่อยหรือไม่” คราวนี้เป็นหวังเจิ้นฮว๋าที่เอ่ยขึ้นบ้างเพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็นอากาศธาตุระหว่างคนทั้งสองไป คนถูกถามส่ายหน้าดิกพร้อมส่งยิ้มให้

“พี่ให้คนตักน้ำเข้ามาแล้ว จะอาบน้ำอาบท่าเลยหรือไม่”

แม่ทัพอู๋ซวงที่กำลังกรอกน้ำชาสีเข้มเข้าปากถึงกับสำลักพรวดจนต้องทุบอกตัวเองอักๆ เมื่อได้ยินสรรพนามแปลกหูนั้น ปกติแล้วเพื่อนของเขาไม่เคยเรียกแทนตัวเองเช่นนี้กับใคร ทำให้นี่กลายเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคำแทนตนเองว่า พี่ออกมาจากปากอดีตแม่ทัพ

“ขอข้านั่งพักสักครู่เถิด อ้อ พูดถึงน้ำ...ข้าคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ วันนี้ข้าเจอกระถางต้นไม้ที่ข้างหน้าต่างที่พัก หากข้าจำไม่ผิดนั่นเป็นหญ้าหายากที่มีฤทธิ์พิเศษบางอย่าง...”

“อืม แล้วอย่างไรต่อเล่า” หวังเจิ้นฮว๋าทำเป็นยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก แต่ดวงตาคมยังคงมองคนพูดไม่กระพริบ ส่วนแม่ทัพอู๋ซวงหลังจากเช็ดหน้าเช็ดตาแล้วก็นิ่งฟังบทสนทนาอย่างตั้งใจ มู่หรงจื่อเจินเปล่งคำถามออกไปเสียงเบาหวิวราวกระซิบ “คงไม่ใช่เจ้าที่เป็นคนนำไปวางใช่หรือไม่” ทำเอาคนถูกถามลอบยิ้ม ส่วนแม่ทัพอู๋ก็ได้แต่มองสองคนไปมาอย่างไม่เข้าใจนัก

“ถ้าใช่แล้วเจ้าจะทำอะไรพี่อย่างนั้นหรือ”

“หวังเจิ้นฮว๋า!” มู่หรงจื่อเจินถึงกับแหวใส่เมื่อได้ยินคำถามย้อนกลับมา ดวงหน้าเรียวขึ้นสีเป็นรอบที่สองของวันจนผิวแก้มร้อนเห่อ ผิดกับบุคคลที่สามที่ทำหน้าตาเหลอหลาไม่เข้าใจว่าคนทั้งสองกำลังพูดเรื่องอะไร

“ถะ ถ้าเช่นนั้น ที่โอสถสถานมู่หรงเมื่อตอนนั้นก็...ไม่ใช่ความฝัน”

“เป็นเช่นนั้น” เพียงแค่ประโยคสั้นๆ แต่ก็ทำให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้นมาทันที ร่างบางถึงกับผุดลุกขึ้นปลีกตัวไปอีกด้านของห้อง พร้อมกับใช้มือพัดใบหน้าของตนถี่ๆ  พร้อมสูดหายใจลึก ทำเอาแม่ทัพอู๋ซวงงุนงงหนัก ส่วนตัวปัญหาของเรื่องกลับยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจในปฏิกิริยาที่ได้รับ

“พวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกัน บอกข้าให้รู้ด้วยไม่ได้หรือ”

“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”

“แต่ข้าว่าข้าพอจะเดาได้...” ยังไม่ทันเอ่ยสิ่งที่คาดเดาออกมา ประตูห้องก็ถูกคนด้านนอกเคาะปึงปังราวกับมีเรื่องด่วนก็ไม่ปาน

“หมอหลวงมู่หรงอยู่ด้านในหรือไม่ขอรับ”

ผู้ถูกถามถึงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดแล้วตรงรี่ไปเปิดประตูไม่รอช้า

“มีเรื่องอันใด”

“องค์จักรพรรดิประชวรหนักขอรับ!



----------------------

ตอนนี้เป็นตอนที่ยาวที่สุดของเรื่องนี้ตั้งแต่แต่งมาเลย

ตัวละครแต่ละตัวมีเหตุผลในการกระทำของตัวเองนะคะ แต่ไม่ใช่ว่าดีก็ดีไปเลยหรือเลวก็เลวไปเลย จะเห็นว่าบางตัวละครมัน เอ๊ะๆ ยังไงกันนะ ออกโทนเทาๆ แม้แต่ตัวเอกอย่างแม่ทัพหวังก็เหมือนกัน แต่ก็อย่างที่บอกไปค่ะว่าเนื้อเรื่องจะไม่มีความสลับซับซ้อนอะไรค่ะ ยังคงสามารถอ่านได้เรื่อยๆ เพื่ออรรถรสเช่นเดิม


และในส่วนพาร์ทสองของลำนำแม่ทัพจะจบที่บทที่ 20 นะคะ จากนั้นพาร์ทสามจะเริ่มตั้งแต่บทที่ 21 เป็นต้นไป เป็นพาร์ทดราม่าและบทสรุปค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น