ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 16 : ลำนำบท 16 ดวงใจแม่ทัพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 168
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    28 ต.ค. 63



ลำนำบท 16 ดวงใจแม่ทัพ

 

กลิ่นหอมประหลาดชนิดหนึ่งทำให้หวังเจิ้นฮว๋าลืมตาตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ข้างกายที่เคยเป็นมู่หรงจื่อเจิน บัดนี้กลับเป็นอนุชาที่ถูกเขาทำให้ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะจึงต้องให้พักเสียที่นี่อย่างจนใจ แต่สิ่งที่ทำให้หวังเจิ้นฮว๋าเอะใจคือชุดของหวังอี้จวินที่เหลือเพียงเสื้อตัวใน ทั้งยังเผยอออกเผยให้เห็นแผ่นอกขาว

แขนข้างหนึ่งของหวังอี้จวินวางพาดอยู่บนอกแกร่งของเชษฐาเมื่อขยับกายจะลุกก็ราวกับอีกคนจงใจออกแรงกอดหนักขึ้นจนหวังเจิ้นฮว๋าถอนหายใจยาว

“หายดีแล้วก็กลับไปเสีย ข้ามีธุระ” มือหยาบดันแขนอีกฝ่ายออกจากบนกายตัวเองแล้วลุกขึ้นเปลี่ยนชุดเสร็จสรรพ ก่อนจะออกจากห้องก็ไม่ลืมที่จะคว้าเอาดาบคู่กายติดมือไปด้วย

หวังอี้จวินนอนมองจนกระทั่งเจ้าของห้องเดินออกไป รอยยิ้มแฝงนัยบางอย่างผุดขึ้นที่ริมฝีปากอิ่ม ก่อนเจ้าตัวจะยันกายลุกขึ้นหยิบชุดคลุมตัวนอกที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาสวม จัดแจงเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่เข้าทางแล้วก็ผลักประตูเดินกลับไปยังห้องพักของตัวเองราวกับว่าไม่เคยมีอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด

ทันทีที่ดวงอาทิตย์เริ่มโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า ก็ราวกับกำลังนำพาความคึกคักมาเยือนยังพระราชวังอันโอ่อ่า ทหารและข้ารับใช้มากมายวิ่งวุ่นขวักไขว่ด้วยเพราะต้องทำการต้อนรับเครื่องราชบรรณาการจากต่างแคว้นที่พร้อมหน้ากันเข้ามาถวายตัวบริเวณลานกว้างหน้าพระราชวังชั้นหน้า

องค์จักรพรรดิประทับอยู่บนบัลลังก์กลางด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ผู้ที่ประทับด้านข้างเป็นองค์จักรพรรดินีผู้ที่นานครั้งจะเผยโฉมออกมาให้เห็น ถัดลงมาด้านซ้ายมือเป็นหวังอี้จวินผู้เป็นโอรส และด้านขวามือเป็นหวังเจิ้นฮว๋าว่าที่จักรพรรดิองค์ต่อไป ข้างๆ คือแม่ทัพอู๋ซวงผู้เป็นสหาย

เสียงประกาศนามของแต่ละแคว้นดังกึกก้อง พร้อมเสียงประโคมเครื่องดนตรีต้อนรับเหล่าเครื่องราชบรรณานาการทั้งที่เป็นสิ่งของมีค่าและตัวแทนทั้งหญิงและชายผู้ที่จะเข้าร่วมประลองเพื่อคัดเลือกเป็นคนที่จะเคียงคู่ราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิเป่ยหยาง ทั้งหมดแปดหัวเมืองย่อย เอ๋อเหมย เซี่ยงหยาง หลวนซาน จินเฟิง หลัวตง หลงกัง กวานซาน รวมไปถึงหนานหยางที่กลายมาเป็นหัวเมืองหนึ่งของแคว้นเป่ยหยาง

 

“คุณชายมู่หรงจื่อเจิน แห่งหนานหยาง”

 

สิ้นเสียงก็ปรากฎร่างคุ้นตาเดินตรงเข้ามากลางลานเพียงคนเดียว ไม่ได้มีผู้ติดตามหรือแม้แต่เครื่องราชบรรณาการมาสักชิ้น เป็นที่จับจ้องของทุกสายตา ทว่าหลายคนกลับตะลึงในความรูปงามอันเรียบง่ายในชุดเกราะแกร่งสีเงินของเป่ยหยาง หวังเจิ้นฮว๋าแต่เดิมที่สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์บัดนี้ยกยิ้มพึงพอใจออกมา ซึ่งท่าทีนั้นอยู่ในสายตาของอนุชาที่นั่งอยู่ด้านตรงข้ามทั้งหมด

 

“การประลองวันนี้จะแบ่งออกเป็นสี่ชนิด ธนู หอก ดาบ และการประลองต่อสู้ตัวต่อตัว ซึ่งระเบียบการประลองอาวุธแต่ละชนิดจะประกาศอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนเริ่มการประลอง บัดนี้ขอให้ผู้เข้าร่วมทุกท่านไปรวมกันยังลานประลองธนูทางด้านทิศเหนือ การประลองจะเริ่มในอีกครึ่งชั่วยามข้างหน้า”

 

ลานประลองดังกล่าวเป็นทุ่งหญ้าโล่งขนาดกว้างสุดลูกหูลูกตา ด้านหนึ่งถูกจัดเป็นพลับพลาเอาไว้สำหรับให้เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ประทับชมการประลอง

อีกด้านเป็นจุดรวมของบรรดาผู้เข้าร่วมจากแคว้นหัวเมืองต่างๆและผู้ดูแลใกล้ชิด ซึ่งแม่ทัพอู๋ซวงเองก็รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลมู่หรงจื่อเจินเป็นการชั่วคราวในวันนี้

 

“การประลองธนูครั้งนี้คือการยิงเป้าเคลื่อนที่ จะแบ่งออกเป็นสองรอบ รอบละสี่คน โดยเป้าเคลื่อนที่คือนกที่จะถูกปล่อยออกมาทั้งหมดพร้อมๆ กัน ผู้ที่สามารถยิงเป้าเคลื่อนที่ได้จำนวนน้อยที่สุดสองคนจะถูกคัดออกและหมดสิทธิ์เข้าสู่การประลองถัดไป ขอเชิญผู้ประลองจากเอ๋อเหมย เซี่ยงหยาง หลวนซาน และจินเฟิงเข้าประจำที่!!

 

สิ้นเสียงเหล่าตัวแทนจากแคว้นหัวเมืองที่ถูกเอ่ยนามก็เดินไปประจำยังจุดที่ถูกเตรียมไว้ ทหารเป่ยหยางที่ประจำอยู่ในแต่ละจุดยื่นคันธนูและกระบอกศรส่งให้ซึ่งแต่ละคนก็รับไปอย่างพร้อมเพรียงและพาดดอกศรประดับปลายขนนกต่างสีขึ้นคันธนูเตรียมพร้อม ทันทีที่เสียงกลองขนาดใหญ่ดังสั่นหวั่นไหวไปทั่วลานโล่งนั้น ก็ปรากฎฝูงนกพิราบกว่าร้อยตัวทะยานพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับเม็ดฝนที่ย้อนกลับ ผู้ร่วมประลองทั้งสี่ปล่อยดอกศรออกไปแทบจะพร้อมๆ กันจนมองไม่ทันในชั่วเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ นกทั้งฝูงก็บินจากไป พิราบสีขาวกว่ายี่สิบตัวร่วงผล็อยกระแทกพื้นจากอาวุธของมนุษย์ที่ปักคาอยู่กลางลำตัวบ้าง ลำคอบ้าง ปีกบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนน้อย เนื่องจากแสงอุทัยที่สาดส่องทำให้ความสามารถในการใช้สายตาลดลง

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั้งลานก่อนจะสลับเปลี่ยนให้ผู้ประลองชุดสองเข้าประจำที่แทน ระหว่างนั้นก็มีทหารจัดการเก็บซากพิราบเคราะห์ร้ายไปรวมไว้ยังจุดหนึ่งเพื่อนับแต้ม

มู่หรงจื่อเจินบัดนี้มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ในฐานะหมอเขาแทบไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต กลับกันมักจะคอยช่วยเหลือเสียด้วยซ้ำ แล้วนี่จะต้องมายิงนกเพื่อการแข่งขัน จากที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับธนูอาวุธถนัดบัดนี้ความมั่นใจที่เคยมีหายไปเสียสิ้น บวกกับความหดหู่และลำบากใจ จนลืมสนใจหยิบคันธนูที่ทหารคนหนึ่งยื่นให้ค้างไว้อยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน

เสียงกลองตีดังหนึ่งครั้งเป็นสัญญาณเตรียมพร้อม เหล่าผู้แข่งขันรอบสองพาดดอกศรขึ้นสายตั้งท่าพร้อม แต่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงยืนไม่ไหวติง มือเรียวที่อยู่แนบลำตัวบัดนี้เย็นเฉียบจนเจ้าของต้องกำนิ้วมือเข้าหากัน

พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายต่างมองอย่างสงสัยแต่ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา องค์จักรพรรดิและโอรสหนุ่มยืดกายขึ้นเล็กน้อยอย่างสนใจใคร่รู้ว่าคนๆ นี้ต้องการจะทำอะไรกันแน่ ส่วนหวังเจิ้นฮว๋าที่มองสีหน้าของอีกคนออกตั้งแต่แรกและรู้ดีว่ามู่หรงจื่อเจินคงไม่กล้าลงมือเป็นแน่จึงจัดสินใจเรียกผู้ใต้บังคับบัญชามารับคำสั่งไม่รอช้า

เสียงตึงตังจากกลองหนังสามคนโอบดังอีกสามครั้ง นกร้อยกว่าตัวก็ถูกปล่อยออกมาระลอกสอง ดอกศรถูกกระหน่ำยิงขึ้นฟ้าตามไปอย่างรวดเร็วดอกแล้วดอกเล่าจนกระทั่งพิราบผู้รอดตายบินจากไปจนลับตา จึงเป็นอันสิ้นสุดการประลอง ผู้ประกาศกำลังจะเอ่ยแต้มที่แต่ละแคว้นหัวเมืองทำได้ ก็ต้องหยุดกึกเมื่อจู่ๆ ผู้เป็นว่าที่จักรพรรดิในชุดแม่ทัพก้าวออกจากจุดชมมายังลานธนู มือหนาคว้าคันธนูจากทหาร แล้วยื่นไปข้างหน้าระดับอกของมู่หรงจื่อเจินด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

“รับไว้เสีย” เมื่อคนถูกสั่งรับอาวุธไปอย่างว่าง่ายแล้ว หวังเจิ้นฮว๋าจึงหันไปทางผู้ชมก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เบานัก

“การประลองทั้งสองรอบสิ้นสุดแล้ว แต่อย่างที่หลายท่านทราบ ในการประลองครั้งนี้มีคนจากตระกูลแพทย์มู่หรงหัวเมืองหนานหยางเข้าประลองด้วย การจะให้ผู้เป็นหมอง้างธนูฆ่าสัตว์ถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ข้าเห็นสมควรว่าควรให้คุณชายมู่หรงประลองเดี่ยว โดยเปลี่ยนรูปแบบใหม่”

สิ้นคำก็ปรากฎเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงทั้งจากผู้ชมและผู้ประลองคนอื่นๆ ด้วยเพราะเห็นถึงความไม่ยุติธรรม แต่หวังเจิ้นฮว๋ารู้ดีว่าต้องมีคนคัดค้านจึงเอ่ยออกไปอีกครั้ง

“ข้า...แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋า ผู้เป็นต้นเหตุให้เกิดการประลองนี้ขึ้น มีสิทธิ์ในการตั้งและเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการประลองสำหรับผู้ที่จะมาเคียงคู่บัลลังก์แห่งจักรพรรดิเป่ยหยาง การที่ทุกคนสามารถง้างธนูได้ แต่ผู้ประลองจากหนานหยางไม่สามารถทำได้ หาใช่เพราะไร้ความสามารถไม่ แต่เป็นเพราะจิตวิญญาณแห่งความเป็นหมอต่างหากเล่า หากจะคัดออกโดยยังไม่ได้แสดงฝีมือเช่นนี้ ข้าจึงถือว่าเป็นความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง อีกอย่างกฎใหม่ในการประลองสำหรับคุณชายมู่หรงผู้นี้ข้าเชื่อว่าหากทุกท่านได้รับฟังแล้ว คงจะยอมให้เกิดการประลองขึ้นต่อโดยไม่มีใครกล้าค้าน” ว่าจบก็หันไปพยักหน้าให้กับผู้ประกาศที่ได้รับการบอกกล่าวกฎระเบียบใหม่จากทหารใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพหวัง

 

“ในการประลองรอบที่สามนี้จะเปลี่ยนจากนกพิราบเป็นผลส้มที่จะถูกปาผ่านหน้าผู้ประลองจำนวนสิบผลโดยไม่ระบุทิศทาง แต่ระหว่างยิง ผู้ประลองจะต้องปิดตาด้วยผ้า หากยิงได้มากกว่า 8 ผล จะถือว่าผ่านเข้าสู่การประลองรอบต่อไป”

 

กฎที่ถูกป่าวประกาศออกไปสร้างความพึงพอใจและตื่นตะลึงให้กับหลายคนไม่น้อย เพราะการยิงผลส้มดูเหมือนจะง่ายแต่เมื่อคิดดีๆ นอกจากส้มมีผลกลมเล็กแล้ว ระยะสายตาและการมองเห็นจะแคบลงและต้องใช้ความเร็วกว่าการเล็งนกบนท้องฟ้าหลายเท่า ยิ่งหากปิดตายิงเท่ากับว่านอกจากความสามารถในการยิงอย่างแม่นยำ ยังต้องมีสมาธิและโสตประสาทอันดีเยี่ยม บางคนถึงกับปลงตกตั้งแต่ฟังกฎจบ เพราะคิดว่าสามารถเดาผลได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

หวังเจิ้นฮว๋าปลดผ้าพันข้อมือข้างซ้ายของชายแขนเสื้อตัวเองออกแล้วอ้อมไปหยุดอยู่ด้านหลังของมู่หรงจื่อเจิน เจ้าตัวทำท่าอึกอักจะหันไปมองแต่ก็ถูกเสียงทุ้มที่ไม่ได้ยินเกือบสัปดาห์เอ่ยกำชับ

“ตั้งสมาธิ”

“....” พลันผ้าสีทองสลับเงินก็ถูกพาดผ่านรอบดวงตากลมทั้งสองข้าง หวังเจิ้นฮว๋าบรรจงผูกผ้าให้อย่างไม่เร่งรีบนัก ก้อนเนื้อในอกซ้ายของมู่หรงจื่อเจินเต้นระส่ำด้วยความอุ่นซ่านที่แผ่จากกลางอก หลังจากยินเสียงกระซิบใกล้ๆ ใบหู

“ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ใจพี่มิเปลี่ยนแปลง”

ทหารสองสามนายที่ยังยืนอยู่ใกล้ต่างมองหน้ากันแล้วแอบกลั้นยิ้มกรุ้มกริ่มราวกับตัวเองเป็นมู่หรงจื่อเจินอย่างไรอย่างนั้น จนกระทั่งถูกสายตาคมตวัดปรามจึงพากันก้มหน้าลง

ร่างบางสูดลมหายใจลึก ความมั่นใจที่เคยหลุดลอยหายถูกดึงกลับเข้ามาจนล้นปรี่ นิ้วเรียวหนีบดอกศรออกจากกระบอกวาดขึ้นสายพร้อมยกธนูขึ้นตั้งท่า เมื่อนั้นหวังเจิ้นฮว๋าจึงผละออกมาแล้วกลับไปยังพลับพลาเพื่อรอดูการแข่งขันพิเศษรอบนี้

สิ้นเสียงสัญญาณ ปลายศรก็ถูกเบี่ยงเยื้องไปด้านซ้ายมือก่อนจะปล่อยออกไปอย่างทันท่วงที ผลส้มลูกแรกถูกเจาะจนเนื้อกระจายก่อนจะหล่นตุบลงพื้นหญ้า เสียงครางอื้ออึงด้วยความทึ่งดังมาจากด้านในพลับพลาหนึ่งระลอก ทว่าส้มผลที่สองและสามกลับถูกปาออกมาพร้อมกันทำให้ผู้ประลองจากหนานหยางไม่สามารถจับทิศทางและส่งดอกศรออกไปได้ทันกลายเป็นว่าต่อไปนี้หากพลาดอีกสักลูกเดียว เท่ากับว่าหมดสิทธิ์เข้าประลองหอกและดาบ

แม่ทัพอู๋ซวงบัดนี้พาตัวเองไปนั่งอยู่ข้างๆ แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋า เนื่องจากเมื่อดูจากจุดนี้แล้วจะมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจนที่สุด แม้ว่าเขาจะช่วยฝึกให้กับมู่หรงจื่อเจิน แต่ก็ใช่ว่าจะเคยฝึกแบบนี้ ทำให้รู้สึกร้อนใจอย่างไรพิกล ผิดกับหวังเจิ้นฮว๋าที่ยังคงสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม

ส้มผลแล้วผลเล่าถูกส่งออกมาจากซ้ายบ้าง ขวาบ้าง บางลูกถูกปาโด่งขึ้นแต่มู่หรงจื่อเจินก็สามารถจับทางได้ทันท่วงที เป็นอันว่าตั้งแต่ส้มผลที่สี่เป็นต้นมายังไม่มีพลาดเลยสักลูก จนกระทั่งสองลูกสุดท้ายที่คราวนี้ถูกส่งออกมาพร้อมกันอีกครั้งจากด้านซ้ายและขวา

ฟันขาวขบริมฝีปากแน่น ใบหูขาวฟังเสียงความเคลื่อนไหวผ่านอากาศอย่างตั้งใจ ก่อนจะปล่อยสายธนูเพื่อส่งดอกศรสู่เป้าหมาย โลหะจากหัวศรทะลวงเข้าควบผลส้มทั้งสองก่อนจะตกลงพื้นขณะที่ตัวศรยังคงพุ่งตรงไปข้างหน้ากวว่าสองร้อยเมตรแล้วปักลงบนพื้น ปลายขนนกสีแดงสะบัดพลิ้วตามแรงลมท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องของผู้ชม

หวังเจิ้นฮว๋าจุดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างยินดี แล้วลุกขึ้นมุ่งหน้าไปยังลานประลองถัดไปโดยไม่รอฟังการประกาศผลอย่างเป็นทางการ

มู่หรงจื่อเจินดึงผ้าปิดตาออกเพื่อมองผลงานของตนเองว่าเข้าเป้ากี่ดอก ก่อนจะเผยยิ้มกว้าง หันไปมองยังพลับพลาแต่กลับไม่พบคนที่มองหา จึงเดินกำผ้าปิดตานั้นเข้าไปยังจุดรวมผู้เข้าประลองที่บางคนมองเขาด้วยสายตาประหลาด แต่บางคนก็มองด้วยความชื่นชม ผู้เข้าประลองหนึ่งหญิงหนึ่งชายจากหลงกังและหลวนซานถึงกับปรี่เข้ามาหาเพื่อกล่าวแสดงความยินดี

 

 

การประลองหอกเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยกฎที่ให้ผู้ประลองยืนอยู่บนท่อนซุงกลมคนละฝั่ง ซึ่งท่อนซุงดังกล่าวก็ถูกวางบนแท่นสูงสามเมตร ทำให้สามารถกลิ้งไปมาได้ตามแรงส่งที่ได้รับ ใครที่ยังคงยืนหยัดอยู่บนท่อนซุงได้ถือว่าชนะ ส่วนคนที่ตกลงไปหากไม่แขนขาหัก ก็คงมีอาการเคล็ดขัดยอกกันบ้าง แน่นอนว่าคนที่เข้าสู่รอบที่สองเหลือเพียงหกคน และในการแข่งรอบนี้เท่ากับว่าผู้ชนะจะเหลือเพียงสามเท่านั้น

ถึงแม้ว่าจะเป็นอาวุธที่มู่หรงจื่อเจินไม่ได้ชำนาญนัก แต่ด้วยท่วงท่าทั้งรับและรุกที่ถูกฝึกโดยแม่ทัพอู๋แห่งเป่ยหยาง ทำให้สามารถเอาชนะคู่ประลองได้อย่างหวุดหวิดด้วยเพราะเกือบจะตกลงไปหลายครั้ง เป็นอันว่าผู้ที่ผ่านเข้าสู่สนามประลองดาบได้คือ มี่ถังไป่อวี้จากหลวนซาน กงซุนหงเซวียนจากจินเฟิง และมู่หรงจื่อเจินตัวแทนหนานหยาง

“การประลองดาบมีความอันตรายนัก เพราะต้องฝ่าดงทหารนับร้อยนายเพื่อเข้าไปชิงป้ายหยก... อาจถึงแก่ชีวิตได้ เจ้าจะไหวหรือ” แม่ทัพอู๋ซวงยื่นกระบอกน้ำดื่มให้ แล้วลดกายลงนั่งข้างๆ จื่อเจินที่ถอดชุดเกราะออกพักผ่อนก่อนจะเข้าสู่การประลองในช่วงบ่าย

“ข้าไหว” จะไม่ไหวได้อย่างไรเล่า ในเมื่อหวังเจิ้นฮว๋าตอบตกลงจะขึ้นครองราชย์ก็ด้วยเงื่อนไขว่าต้องมีเขาอยู่ด้วย สิ่งที่มู่หรงจื่อเจินทำได้ตอนนี้ก็มีเพียงการพยายามอย่างสุดความสามารถเท่านั้น อย่างมากก็แค่บาดเจ็บ แต่คงไม่ถึงตายกระมัง

ขอให้หวังเจิ้นฮว๋าได้นั่งบนบัลลังก์เสียก่อน จากนั้นตัวเขาจะเป็นอย่างไรต่อก็ยอมรับชะตากรรมทั้งสิ้น

เวลาบ่ายคล้อย ความอบอ้าวจากแสงอาทิตย์ทำให้เริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวนัก พื้นสนามประลองด้านตะวันตกที่ถูกปูด้วยแผ่นหินนับพันแผ่นยิ่งเพิ่มความระอุเป็นเท่าตัว ผู้ประลองสามคนยืนกำดาบคนละฝักอยู่ด้านหนึ่งของลานกว้าง ส่วนอีกด้านเป็นเหล่าขุนพลเมืองเป่ยหยางที่ยืนเรียงแถวแน่นขนัดพร้อมรบ แม้ในสนามสงครามจริงดูยังไงสามต่อร้อยก็เสียเปรียบและอันตรายเกินไป

“ท่านพี่ว่าสามคนจะฝ่าไปได้หรือ” อนุชาเอ่ยถามด้วยเพราะต้องการเรียกความสนใจจากผู้เป็นพี่ แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจฟังนัก เพราะตอนนี้สิ่งที่สนใจมากที่สุดคือการประลองตรงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างบางในเกราะเงินอันหนักอึ้งนั้น เขารู้ดีกว่าใครว่าการที่จะต้องสู้รบกับศัตรูด้วยอาวุธและชุดเกราะเทอะทะท่ามกลางแดดแผดเผาให้ความทรมานและตึงเครียดกับคนที่อยู่ในสนามรบมากแค่ไหน

การประลองครั้งนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน ต่างกันที่คนทั้งสามไม่ใช่นักรบ ทว่าเป็นโอรสธิดาของเจ้าเมืองจากแคว้นจินเฟิงหลวนซานในปกครองของเป่ยหยาง และอีกหนึ่งผู้สืบเชื้อสายจากตระกูลแพทย์มีชื่อ

เสียงหวูดยาวจากเครื่องเป่าเขาสัตว์เป็นสัญญาณการเริ่มต้นสนามรบขนาดย่อม เหล่าทหารกล้าส่งเสียงโห่ร้องก้องพร้อมกับวิ่งกรูเข้าใส่คนทั้งสามราวกับฝูงหมาป่าหิวกระหาย เกิดการปะทะกันชุลมุนจนฝ่ายคนดูมองแทบไม่ออกแล้วว่าตอนนี้ผู้ประลองทั้งสามคนอยู่ตรงส่วนใด

ผู้ประลองพยายามป้องกันตนเองจากคมดาบอย่างสุดความสามารถกว่าครึ่วชั่วยาม ยิ่งสู้ก็ยิ่งดูราวกับว่าจำนวนของทหารยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทว่าความเป็นจริงคือผู้ประลองเริ่มอ่อนแรงลงต่างหาก ภาพที่ปรากฎในจักษุหลายคู่ของผู้ชมก็ทำเอานั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะขืนให้ต่อสู้แบบนี้ต่อไป คงไม่พ้นถึงชีวิตเป็นแน่

หวังเจิ้นฮว๋าผู้อยู่ยังดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ไม่รอช้ากระชับดาบเงินปราดลงไปยังลานกว้างที่แน่นขนัดไปด้วยพลทหาร ตามติดด้วยแม่ทัพอู๋ซวงสหายรบคู่กาย และราวกับนัดกันไว้ แม่ทัพไร้เกราะสองนายกระชากดาบปรี่เข้าจู่โจมผู้ใต้บังคับบัญชาของตนจนหลายคนผงะถอยด้วยไม่คิดว่าจะต้องประมือกับผู้เป็นนายถึงสองคน

อย่างน้อยห้าต่อร้อย ก็ยังพอยอมรับได้ในเมื่อสองในห้าเป็นถึงนักรบผู้เก่งกาจแห่งเป่ยหยาง คมดาบโลหะสีเงินฟาดเข้าใส่เพื่อปลดอาวุธทหารที่ราวกับกำลังรุมทึ้งผู้มาเยือนจากแดนไกลจนล่าถอยออกไปหลายราย เพียงชั่วครู่เท่านั้นจำนวนของคนที่อยู่ในลานประลองลดลงเกือบครึ่ง ทำให้พอจะมองอะไรได้ถนัดถนี่มากยิ่งขึ้น หนึ่งในผู้แข่งขันได้รับบาดเจ็บจนกองลงไปกับพื้นแม้กายจะไม่สามารถขยับได้แต่ยังคงกำอาวุธยาวในมือไม่ปล่อย อีกสองคนบัดนี้กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าพลางปัดป้องการโจมตีไปด้วย

แม่ทัพอู๋ซวงตรงเข้าไปพยุงผู้บาดเจ็บผู้เป็นหญิงหนึ่งเดียวในการประลองดาบพาออกไปนอกลานเพื่อส่งต่อให้หมอหลวงทำการรักษา ส่วนหวังเจิ้นฮว๋าเมื่อเห็นว่าสถานการณ์คับขันเมื่อครู่เริ่มดีขึ้นจึงรามือแล้วปลีกตัวออกมาจากลานเช่นเดียวกัน องค์จักรพรรดิมองลงมาด้วยสีหน้าที่ไม่พอพระทัยนักกับการกระทำอันเหิมเกริมหุนหันพลันแล่นโดยพลการ แต่หลายคนกลับรู้สึกว่าหากลดจำนวนทหารลงเช่นนี้การประลองน่าจะสมน้ำสมเนื้อและน่าดูยิ่งกว่าเดิม

มู่หรงจื่อเจินและกงซุนหงเซวียนยังคงกระหน่ำดาบเหล็กอย่างไม่ลดละ เป้าหมายอันเป็นป้ายหยกสองแผ่นตั้งอยู่บนแท่นหินเบื้องหน้าภูผาตระหง่านไม่ไกล พลันราวกับสายอสุนีฟาดลงกลางหลังหุ้มเกราะ จื่อเจินเสียหลักเซถลาไปข้างหน้าแผ่นหลังปวดตื้อ เหล่าทหารได้ทีรี่เข้าหาพร้อมเงื้อดาบ โอรสแห่งจินเฟิงทันเห็นสภาพการณ์ของอีกฝั่งก็เสือกดาบเข้าขวางแล้วตวัดคมโลหะในมือทหารออกไปได้ทันท่วงที จื่อเจินหันมองด้วยสายตาขอบคุณแล้วจึงดาหน้าเข้าสู้ต่อ กระทั่งอีกอึดใจแผ่นป้ายหยกก็ตกอยู่ในมือของผู้ร่วมประลองทั้งสองคนในสภาพเหงื่อไหลไคลย้อยเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคนแล้วว่าผลการประลองในวันนี้เป็นเช่นไร

 

 

 

คืนก่อนการประลองรอบสุดท้าย มู่หรงจื่อเจินเลือกที่จะพักผ่อนในห้องพักเล็กๆ ของตนเองหลังจากกรากกรำกับการใช้กำลังต่อสู้มาทั้งวันแทนที่จะออกไปฝึกซ้อมอย่างเคย ซึ่งเหล่าหมอหลวงคนอื่นๆ ก็ต่างเห็นดีเห็นงามด้วย ทั้งยังจัดยากินยาทาเพื่อบรรเทาบาดแผลเล็กๆ และรอยฟกช้ำให้

นอกจากตามแขนขาและใบหน้าแล้ว แผ่นหลังขาวบัดนี้ยังมีสีม่วงช้ำพาดผ่านเป็นแนว มู่หรงจื่อเจินนอนคว่ำกายเพื่อไม่ให้กดทับแผลจนเกือบจะผล็อยหลับไปหากไม่มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเสียก่อน

“เข้ามาได้ขอรับ”

เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งเคลื่อนมาหยุดอยู่ด้านข้าง ทว่ามู่หรงจื่อเจินบัดนี้ถูกความอ่อนล้าเข้าเล่นงานเสียจนแม้แรงจะลืมตายังแทบไม่มี จึงไม่ต้องพูดถึงการยันตัวลุกขึ้น จนผ่านไปอีกครู่หนึ่งก็ยังไม่ปรากฎเสียงใด จึงจำใจเอี้ยวตัวมองว่าแท้จริงแล้วมีใครเข้ามาหรือว่าเขาแค่ฝันไป

หวังเจิ้นฮว๋าทอดมองรอยตามตัวมู่หรงจื่อเจินด้วยความเจ็บปวด แผ่นหลังขาวเนียน เอวบางคอด บัดนี้ถูกแต้มด้วยสีเขียวม่วงเต็มไปหมด เขาไม่ได้ต้องการให้คนตรงหน้าเข้าร่วมการประลองแม้แต่นิด แต่การที่มู่หรงจื่อเจินออกปากเองจึงเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถบังคับหรือควบคุมได้ หลายวันที่ผ่านมาถึงเขาไม่ได้มาหา แต่ก็รู้ข่าวคราวความเป็นไปจากปากของอู๋ซวงสหายผู้เป็นตัวแทนของเขา ทว่าคืนนี้เขาไม่สามารถทำเช่นเดิมได้ในเมื่อก้อนเนื้อในอกเรียกร้องให้ขาทั้งสองข้างก้าวเดินมายังที่นี่

คนที่ยังนอนอยู่ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจะหันมามองว่าผู้มาเยือนเป็นใคร แต่ก็ถูกห้ามไว้ด้วยแรงกดเบาๆ บนหัวไหล่

“มิต้องหันมา” และดูเหมือนว่ามู่หรงจื่อเจินคืนนี้จะว่าง่ายเป็นพิเศษ ทรุดกายลงพาดคางบนหมอนเหลี่ยมตามเดิม ก่อนจะรู้สึกถึงความเย็นชื้นบริเวณหลังจากสมุนไพรแก้ฟกช้ำชนิดหนึ่ง มู่หรงจื่อเจินไม่สามารถต้านความหนักอึ้งของเปลือกตาได้อีกต่อไปจึงเคลิ้มหลับไปในที่สุด

หวังเจิ้นฮว๋าไม่รู้ว่าคนตรงหน้าจะรู้หรือไม่ว่าเขาอยู่ที่นี่ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญเท่ากับการให้เขาได้มาเห็นว่ามู่หรงจื่อเจินยังคงสามารถพักผ่อนนอนหลับได้ก็โล่งใจขึ้นมาก เมื่อดึงผ้าขึ้นคลุมกายให้อีกคนแล้ว มือหนาก็เก็บกระปุกยาแล้วดันไปไว้อีกมุมหนึ่ง กายแกร่งค่อยๆ สอดตามเข้าไปในผ้าห่มผืนโต ตระกองกอดกายหอมด้วยความคะนึงหา เรียวปากหยักบรรจงประทับแนบไปบนไหล่ลาดแผ่วเบา พลางคิดว่าหากวันพรุ่งมาถึงจะเป็นเช่นไรต่อไป

“เจ้าเข้มแข็งกว่าที่พี่คิดไว้นัก จื่อเจิน”

 

 

 

มู่หรงจื่อเจินตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดร้าวไปทั้งกาย เขารีบจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมเข้าสู่การประลองอันทรหดรอบสุดท้าย ทว่าเมื่อจะหยิบแผ่นป้ายหยกที่กว่าจะชิงมาได้ก็แทบหมดลม กลับพบว่ามันอันตรธานหายไปเสียแล้ว

มือเรียวเปิดดูตามตู้และลิ้นชัก เปิดดูตามใต้กองตำรา แต่ก็ไม่พบ ดวงหน้าเรียวเผือดสี หากไม่มีป้ายหยกแล้วจะเข้าประลองได้อย่างไร!

การประลองในวันนี้ถูกป่าวประกาศออกไปทั่วทั้งแคว้น ทำให้นอกจากจะมีคนในวังมารอชมแล้ว ชาวบ้านชาวเมืองยังสามารถเข้าร่วมชมได้เช่นเดียวกับการชมประลองต้อนรับแม่ทัพ แต่ต่างตรงที่รอบนี้ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากใดๆ ไม่ต้องเสียเวลาคาดเดาว่าใครเป็นใครกันแน่ ความครึกครื้นตื่นเต้นและเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังไม่ขาดสายผสานไปกับเสียงเครื่องประโคมบรรเลงอย่างยิ่งใหญ่

กงซุนหงเซวียนมาถึงสนามแล้ว ขาดก็แต่มู่หรงจื่อเจินที่ยังไม่ปรากฎตัว องค์ชายผู้เป็นเครื่องราชบรรณาการจากจินเฟิงทันทีที่เห็นแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋ารูปงามเดินเข้ามาในจุดพักของผู้ประลองด้วยชุดเกราะเหล็กก็รีบตรงรี่เข้าไปค้อมกายทักทายไม่รอช้า

“เป็นเกียรติของกระหม่อมเหลือเกินที่ได้โอกาสประลองฝีมือกับองค์ชายแห่งเป่ยหยาง”

ทว่าแม่ทัพเพียงแค่ปรายตามอง ไม่ได้กล่าวคำใด แล้วก็เดินผ่านไปทิ้งให้กงซุนหงเซวียนหน้าชาจนหุบยิ้มแทบไม่ทัน

เมื่อองค์กษัตริย์แห่งเป่ยหยางพร้อมโอรสและผู้ติดตามเข้าประทับประจำตำแหน่งแล้ว เสียงประกาศเบิกตัวผู้เข้าประลองก็เริ่มขึ้นทันที ชายในชุดเกราะสีเข้มบนหลังม้าเคลื่อนกายเข้าสู่ลานกว้างทรงกลม ก่อนที่อีกฝั่งจะปรากฎร่างของผู้เป็นที่รู้จักทั่วหล้าบนอาชาสีนิล นามของทั้งสองฝ่ายถูกเอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำยิ่งเรียกเสียงกู่ก้องได้เป็นอย่างดี

มู่หรงจื่อเจินที่ควรจะต้องอยู่ในจุดพักตัวผู้เข้าแข่งขันบัดนี้กลับนั่งอยู่บนแท่นชมการประลองในส่วนของหมอหลวงที่เตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือให้การรักษาผู้บาดเจ็บทันทีหลังจากการประลองจบ เขาพยายามหาป้ายหยกแล้วแต่ไม่พบจริงๆ จึงได้แต่จำใจยอมรับผล อย่างน้อยก็ได้มีโอกาสชมฝีมือของแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าอีกครั้ง แม้จะไม่รู้ว่ากฎระเบียบการแข่งขันในรอบนี้ตัดสินอย่างไรก็ตาม รู้เพียงแค่ว่าผู้ที่เข้าสู่รอบนี้จำเป็นต้องต่อสู้กับหวังเจิ้นฮว๋า

ถ้าหากแพ้ให้กับหวังเจิ้นฮว๋า จะเป็นเช่นไรต่อ?

แล้วถ้าชนะเล่า...แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ถ้าหากว่าที่จักรพรรดิต้องแพ้ให้กับคนที่จะมาเคียงคู่ในอนาคต จะมิเป็นการหยามกันเกินไปหน่อยหรือ?

ยังไม่ทันได้คิดฟุ้งซ่านไปไกล ม้าศึกทั้งสองก็ถีบตัวกระโจนเข้าหากันด้วยความเร็วจนมองแทบไม่ทัน ดาบเงาวับในมือแม่ทัพหวดเข้าใส่ส่วนอาวุธในมืออีกฝ่ายเต็มแรงจนปลิวตกสู่พื้นอย่างง่ายดาย คุณชายกงซุนหงเซวียนคิดจะเบี่ยงตัวหลบแต่ก็สายไปเมื่อถูกคมดาบวาวจ่อเข้าที่ลำคอพร้อมปลิดชีวิต

ผู้ชมทั้งหลายที่นิ่งเงียบไปอึดใจโห่ร้องขึ้นระลอกใหญ่เมื่อคิดว่าจะได้เห็นการประลองที่ยาวนานกว่านี้ แต่กลับผิดคาดเมื่อการประลองจบเร็วกว่าที่คิด

“คนของจินเฟิงมีความสามารถเพียงเท่านี้น่ะรึ” เสียงทุ้มเอ่ยก้องจนไปยินไปทั่วทั้งสนาม “มิน่าเล่า...จึงต้องใช้วิธีสกปรกกำจัดคู่แข่ง”

“พระองค์หมายความว่าอะไร กระหม่อมไม่เข้าใจ” ผู้ถูกคมดาบจ่อเอ่ยตอบเสียงสั่น หวังเจิ้นฮว๋ายังไม่ทันตอบอะไรก็มีทหารนายหนึ่งวิ่งเหยาะๆ เข้ามาภายในลานประลองพร้อมกับของบางอย่างในมือก่อนจะยื่นให้ผู้เป็นนาย

อีกฝ่ายปั้นหน้าเหลอหลา “แผ่นป้ายหยกนี้เป็นของที่กระหม่อมชิงมาด้วยความสามารถ”

“ที่เจ้าพูดนั้นมิผิด แต่ต้องไม่ใช่ป้ายหยกแผ่นนี้ที่พบในห้องของเจ้า” สิ้นคำก็เกิดเสียงระเบ็งเซ็งแซ่จากรอบด้าน องค์จักรพรรดิรวมถึงขุนนางทั้งหลายต่างยืดกายขึ้นอย่างสนใจเหตุการณ์เบื้องหน้า แน่นอนว่าผู้เข้าประลองจากต่างแคว้นจำเป็นต้องมอบป้ายหยกให้กับทหารก่อนเข้าลานประลอง นั่นหมายความว่าจะต้องไม่มีป้ายหยกอีกแผ่นปรากฎอยู่ในสถานที่อื่นเป็นอันขาด

“กระหม่อมไม่ทราบว่าพระองค์กำลังพูดเรื่องอะไร” กงซุนหงเซวียนกำเชือกบังเหียนม้าจนเจ็บมือพลางบังคับเสียงให้เป็นปกติที่สุด

“คนความจำสั้นแบบนี้น่ะรึที่จะมาเคียงคู่บัลลังก์แห่งเป่ยหยาง ถ้าเช่นนั้นข้าจะช่วยทวนความจำให้ดีหรือไม่”

ผู้ชมต่างแสดงอาการเห็นด้วยด้วยการตีมือโห่ร้องอีกยกใหญ่ จนเมื่อเสียงเหล่านั้นค่อยๆ จางลงไป หวังเจิ้นฮว๋าจึงเปล่งถ้อยคำที่ยิ่งสร้างความตื่นตะลึงแก่คนฟัง

“ที่พักของเครื่องราชบรรณาการต่างแคว้น และที่พักของสำนักหมอหลวงเป่ยหยางถูกจัดให้อยู่คนละด้าน แล้วเหตุใดข้าจึงเห็นเจ้าไปโผล่ยังที่พักหมอหลวงในยามวิกาลได้เล่า?”

“......”

“อย่างที่ทราบว่าในการประลองครั้งนี้มีหมอจากตระกูลมู่หรงเข้าร่วมประลองด้วย คงไม่ต้องให้ข้าอธิบายว่าเหตุใดแผ่นป้ายหยกแผ่นนี้จึงไปปรากฎที่ห้องของเจ้า ขณะที่คุณชายมู่หรงจื่อเจินไม่สามารถเข้าร่วมประลองในวันนี้”

หวังอี้จวินอนุชาของหวังเจิ้นฮว๋าที่ประทับอยู่ข้างผู้เป็นบิดาถึงกับเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น

“ตะ แต่กระหม่อมเพียงแค่ไปเยี่ยมคุณชายมู่หรงเท่านั้น พระองค์จะกล่าวหากระหม่อมแบบนี้ไม่ได้พะยะค่ะ” ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ยอมรับ ด้วยเพราะมั่นใจว่าไม่มีหลักฐานว่าเขาเป็นคนขโมยป้ายหยกออกไป

เมื่อนั้นหวังเจิ้นฮว๋าจึงลดดาบลงเสียบเข้าฝักพร้อมกับจุดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก “ข้าจะเชื่อคำพูดของเจ้า” กงซุนหงเซวียนเห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจพรูออกมาอย่างโล่งอก แต่ก็เพียงชั่ววินาทีเท่านั้น เมื่ออาชาดำปลอดของแม่ทัพหวังขยับเข้าไปจนชิดที่ด้านขวาขององค์ชายจากจินเฟิง คำพูดที่ออกจากริมฝีปากของหวังเจิ้นฮว๋าประโยคถัดมาทำเอาแทบตกจากหลังม้า

“หากข้าไม่ได้อยู่ในห้องของคุณชายมู่หรงตลอดทั้งคืนแล้วเห็นกับตาข้าเอง”

ผู้ถูกเอ่ยชื่อนั่งตัวแข็งทื่อใบหน้าร้อนเห่อกับสิ่งที่ได้รับฟัง  ส่วนผู้กระทำความผิดบัดนี้มีสีหน้าขาวสลับแดงด้วยกลัวความผิดที่ถูกจับได้และความอับอายที่ถูกประจานต่อหน้าธารกำนัลนับหมื่น

องค์จักรพรรดิที่สดับรับฟังมานานขบกรามแน่น ก่อนตบพนักวางแขนบัลลังก์ประทับด้วยความพิโรธแล้วหันขวับไปหาลูกชาย “นี่มันอะไรกัน เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร”

“ลูกก็ไม่ทราบพยะค่ะ แต่ลูกจะให้มหาดเล็กสอบสวนให้ถึงที่สุด” ว่าจบก็ลุกขึ้นปลีกตัวออกจากแท่นชมประลองพร้อมสั่งให้มหาดเล็กตามตนไปไม่รอช้า องค์จักรพรรดินีเพียงแค่มองดูเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่ยังคงความงามมิคลาย

ตอนนี้สิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจคือความจริงในเรื่องที่ว่าผู้ประลองจากจินเฟิงขโมยป้ายหยกของผู้ประลองหนานหยางไปด้วยเพราะต้องการตัดสิทธิ์การเข้าแข่งขันในรอบสุดท้าย แต่เมื่อผ่านไปเพียงครู่ก็ราวกับหลายๆ คนเริ่มฉุกใจคิดถึงประโยคที่แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าสื่อ 

 

...หากข้าไม่ได้อยู่ในห้องของคุณชายมู่หรงตลอดทั้งคืนแล้วเห็นกับตาข้าเอง...

 

ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความอีกต่อไป เมื่อว่าที่จักรพรรดิในอนาคตของพวกเขาเลือกผู้ที่จะมาเคียงบัลลังก์ชัดเจนแล้ว เหล่าชาวบ้านชาวเมืองพากันร้องยินดีถ้วนหน้า

องค์จักรพรรดิลุกขึ้นแล้วสะบัดกายลงจากแท่นประทับเสด็จกลับทันทีด้วยอารมณ์คุกรุ่น



--------

ไปค่ะ แจวไปเรื่อยๆ
ถึงจะมีอะไรมาขวาง แต่คนที่ใช่ ยังไงก็เป็นคนที่ใช่

แอบกระซิบ หลังจากที่ฟินๆ กันมาหลายตอน ตอนหน้าจะเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องกันแล้วนะคะ เตรียมตัวรับแรงกระแทกได้เลยจ้า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #34 Faye V. Charlotte (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 08:10
    จักรพรรดิเป็นไรมากปะ เอาความแค้นตัวเองมาลงกับลูก
    #34
    1
    • #34-1 lollistar(จากตอนที่ 16)
      30 ตุลาคม 2563 / 20:27
      จักรพรรดิแค่ไม่รู้ง่าเตง ไม่รู้ แปลว่า ยังทำแบบเดิมได้อยู่ ;-;
      #34-1
  2. #32 floer53643ra (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 08:58

    รออ่านตอนต่อไปน้า
    #32
    0
  3. #31 Wu_poon (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 22:37
    โอ้ยยย น้องจะตาบอดใช่ไหมคะ เส้าอ่าาา
    #31
    1
    • #31-1 lollistar(จากตอนที่ 16)
      30 ตุลาคม 2563 / 20:24
      เป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยากจริงๆ ค่ะ ;-;
      #31-1
  4. #30 ka_ra_su_no_003 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 21:16

    บวก 10 ไม่หักซักแต้มเดียวค่ะ โอ้ยฟินแท้น้อ

    #30
    1
    • #30-1 lollistar(จากตอนที่ 16)
      30 ตุลาคม 2563 / 20:23
      บทนี้ยกให้แม่ทัพหวังไปเล้ยยย ความคลั่งรัก ความห่วงนี้
      #30-1