ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 1 : ลำนำบท 1 พบเจอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 553
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    20 ส.ค. 63


 

 

ลำนำบท 1  พบเจอ

 

ศึกรบกำลังดุเดือดและยืดเยื้อ หากแต่ด้วยภูมิประเทศที่เป็นรอง ทั้งยังเป็นสงครามที่ถูกลอบบุกเข้ามาในช่วงรุ่งสาง เหล่าทหารกล้าส่วนใหญ่กำลังหลับใหล เพื่อออมแรงเอาไว้ในการรบราวันรุ่งขึ้น หากแต่ใครจะทราบว่าจู่ๆ ก็ถูกข้าศึกบุกล้อมตีเข้าเป็นวงกว้างรอบนอก ก่อนจะยิงธนูไฟเข้ามายังบริเวณพักของฝ่ายแม่ทัพ เหล่าทหารหาญตื่นตัวเป็นพัลวัน แต่ยังไม่ทันได้หยิบอาวุธก็ถูกโจมตีจนเสียชีวิตไปหลายราย

ฝ่ายตัวแม่ทัพเองพอทราบเรื่องก็รีบออกคำสั่งเตรียมการรบทันที การรบติดพันมาเป็นระยะเวลากว่าครึ่งค่อนวัน เสียงดาบที่ฟาดฟัน เสียงโห่ร้อง และเสียงกีบฝีเท้าม้านับพันดังสนั่นสะเทือนไปทั่วแผ่นดินตั้งแต่ย่ำรุ่งจนกระทั่งบ่ายคล้อย ทหารของทั้งสองฝ่ายต่างบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ซากศพนับหมื่นนอนกระจัดกระจายเต็มไปทั่วเนินศึกมรณะแห่งนั้น แสงอาทิตย์ที่เคยสาดส่องกระทบชุดเกราะนักรบสีเงินอาบสีแดงฉานของโลหิตราวกับเป็นพยานในการสู้รบครั้งนี้ค่อยๆ จางหายไป ท้องฟ้ายามนี้ก็แปรเปลี่ยนราวกับกำลังอาลัยให้กับเหล่าวีรชนผู้กล้า เมฆสีเทาดำทะมึนลอยปกคลุมบริเวณเนินผาแดงพร้อมกับลมกระโชกจนทำให้ทัศนวิสัยการมองเห็นต่ำลง

ท่านแม่ทัพผู้ได้ชื่อว่าเก่งกาจด้านการรบตระหนักได้ว่าศึกครานี้เนื่องจากเสียทีให้กับข้าศึก ทำให้ฝ่ายของตนเองเป็นรองอย่างเสียมิได้ เมื่อเห็นว่าจำนวนทหารฝ่ายตนเหลือเพียงแค่หยิบมือ อีกทั้งเกรงว่าด้วยสภาพอากาศเช่นนี้มิดีต่อฝ่ายตนเป็นแน่แล้ว รวมทั้งเมื่อเทียบกับฝ่ายตรงข้ามที่ยังมีกองกำลังหนุนเนื่องเข้ามาไม่ขาดสาย ก็รีบออกคำสั่งถอยทัพทันที

“ถอย!! ” ทหารในชุดรบพากันชูดาบถอยทัพตามคำสั่ง ระหว่างถอนกำลังก็มีผู้ถูกศรธนูยิงไล่หลังจนล้มไประหว่างทางก็มาก

หวัง เจิ้นฮว๋า บนอาชาสีดำขลับสั่งให้แยกออกเป็นสองทาง แล้วไปพบกันยังดงมรกตซึ่งเป็นจุดตั้งรับใหญ่ที่สุดของแคว้น สหายร่วมรบคนสนิทพยักหน้า พร้อมกับนำไพร่พลจำนวนหนึ่งเบี่ยงออกไปทางซ้าย ฝ่ายตัวเขาเองยังคงรั้งรอให้เหล่าทหารร่วมรบล่าถอยจนได้ระยะหนึ่งแล้วจึงควบม้าคู่ใจแหวกฝ่ายศัตรูที่จวนจะเข้าถึงตัว ดาบสีเงินอาบด้วยโลหิตตวัดฉวัดเฉวียนเกิดเสียงดังสะท้านจนเหล่าศัตรูไม่กล้าเข้าใกล้ ก่อนจะห้อตะบึงอาชาไนยเบนไปทิศทางด้านขวา เนื่องจากเป็นเนินผาสูงชันที่มีเหลี่ยมคมโขดหินเป็นจำนวนมาก บวกกับสายฝนที่เริ่มโปรยปรายหนักขึ้น ข้าศึกที่ตามมาติดๆ กลับละล้าละลังเนื่องจากความลื่นของหิน บวกกับเกรงว่าบริเวณนั้นอาจจะมีคนของอีกฝ่ายคอยซุ่มโจมตี เมื่อแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามเห็นเป็นเช่นนั้นจึงสั่งถอยเช่นเดียวกัน แต่ทหารกล้าจำนวนหนึ่งก็ยังคงบุกตามโจมตีอย่างไม่ลดละ

ขุนพล*อู๋ซวงผู้เป็นสหายร่วมรบกับแม่ทัพหวัง นำพาทหารจำนวนหนึ่งหลุดจากศัตรูไปได้อย่างหวุดหวิด เป็นห่วงก็แต่อีกฝ่ายที่คอยคุ้มกันรั้งท้าย

*ขุนพล(校尉)มีตำแหน่งต่ำกว่าแม่ทัพ(將軍)

 

หวังเจิ้นฮว๋าควบม้ากระโจนทะยานไปข้างหน้า มองเห็นทหารฝ่ายตนเองอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลนัก ส่วนด้านหลังก็ถูกตามกระชั้นจากขุนพลผู้หนึ่งของฝ่ายกองทัพโอวหยาง แม่ทัพหวังตัดสินใจหันหลังกลับ ก็พอดีกับที่ศรหลายดอกพุ่งตรงมาที่เขา ดาบในมือตวัดฉับตัดหัวศรเหล่านั้นได้พอดี หากแต่ก็มีศรดอกหนึ่งปักเข้าที่สีข้างพอดิบพอดี เจิ้นฮว๋ากัดฟันพร้อมกับที่มือแกร่งหักด้ามศรนั้นเหลือไว้เพียงหัวศรที่ฝังในผิวเนื้อของตนเองไว้เท่านั้น

ขุนพลโอวหยางแสยะยิ้มกระชับดาบในมือก่อนตะเบ็งเสียงลั่น พร้อมกับที่ม้าของทั้งสองจะกระโจนไปตามการควบคุมของผู้เป็นนาย เสียงโลหะกระทบกันสะท้านแข่งกับเสียงฟ้าร้องและสายฝน ปลายดาบถูกตวัดทั้งรุกทั้งตั้งรับเท่าทันกันแทบทุกท่วงท่า หากแต่ทักษะของขุนพลโอวหยางนั้นยังด้อยกว่านัก หวัง เจิ้นฮว๋าเมื่อเห็นว่าหลังจากปะทะกันแล้วฝ่ายม้าของอีกฝ่ายกลับลำได้ช้ากว่าก็อาศัยจังหวะนี้ตะบึงอาชาเข้าใกล้ ทันทีที่อีกฝ่ายกลับตัวได้ก็สายไปเสียแล้ว ม้าสีดำปลอดคู่ใจท่านแม่ทัพหวังตะเบ็งเสียงร้องพร้อมยกสองขาหน้าข่มขู่ม้าอีกฝ่าย พร้อมกับที่ดาบคมของแม่ทัพหวังตวัดฉับเข้าที่ลำคออีกฝ่ายขาดสะบั้น

พลันดวงตาของหวังเจิ้นฮว๋าก็พร่าเลือน มือแกร่งสะบัดเชือกสั่งอาชาคู่ใจมุ่งตรงไปยังทิศทางของดงมรกตก่อนที่ร่างของตนเองจะอ่อนแรงลงจนในที่สุดก็ฟุบบนแผงคอที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของสัตว์ร่วมรบ

 

ชายหนุ่มในชุดสีขาวเดินไปตามสวนป่าบริเวณใกล้ๆ กับเคหสถาน ในมือมีดอกหญ้าเล็กๆ หนึ่งดอกกวัดแกว่งไปมาอย่างอารมณ์ดี ส่วนมืออีกข้างถือตะกร้าถักหวายใบหนึ่งพร้อมสำรวจพืชพรรณ บางครั้งก็นั่งยองๆ ลงเพื่อสังเกตใบไม้ และต้นหญ้าเพื่อดูว่าจะสามารถเป็นสมุนไพรได้หรือไม่ จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าสัตว์บางอย่างดังอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล แน่นอนว่าคนอย่าง ‘มู่หรง จื่อเจิน’ ชอบที่จะไปแอบดูพวกสรรพสัตว์ออกมากินน้ำที่ลำธารใส ครั้งนี้ก็เช่นกัน

เขาค่อยๆ ย่องอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดเสียงจนสัตว์ตกใจเตลิดหนีไป ร่างโปร่งบางแอบอยู่หลังต้นหลิวใหญ่อายุหลายสิบปีที่แผ่กิ่งก้านและใบห้อยระย้าลู่ลม ดวงตาเรียวสะดุดเข้ากับม้าตัวสีดำมะเมื่อมกำลังโน้มคอกินน้ำสะอาดที่ไหลเอื่อยๆ บางครั้งก็ย่ำกีบเท้าริมลำธารกระทบสายน้ำเกิดเป็นเสียงธรรมชาติเสนาะโสต

จื่อเจินรู้สึกแปลกใจนัก เพราะปกติแล้วจะเป็นสัตว์เล็กที่เข้ามาแถบนี้ อีกอย่างบนหลังม้าก็ยังมีอานและเกราะม้าสีเงินสวมป้องกันทั้งบริเวณใบหน้าและช่วงต้นขาทั้งสี่ไว้อยู่ เมื่อสังเกตดีๆ จึงเห็นว่าด้านบนมีคราบเลือดเปรอะเปื้อนกระเซ็นเป็นวงกว้าง เขาไม่รอช้ารีบขยับกายเข้าไปใกล้อีกเพื่อจะสำรวจดูว่าม้าตัวนั้นได้รับบาดเจ็บส่วนไหน เผื่อจะได้หาทางพากลับไปรักษา เขาค่อยๆ ขยับเข้าไปจนระยะห่างไม่ถึงสองเมตร

เสียงจมูกพ่นลมฟึดฟัดอย่างหงุดหงิดใจของสัตว์สี่เท้าดูแข็งแรงนั้นก็ยิ่งดังขึ้น จื่อเจินเผยตัวออกจากหลังต้นไม้ให้มันเห็นเข้าจังๆ เจ้าม้าสีดำร้องฮี้ด้วยความตกใจ แต่ก่อนที่เขาจะคิดว่าจะรับมืออย่างไรนั้น สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นลำน้ำไหลเอื่อยเป็นสีแดงเข้มในลำธาร ชายในชุดเกราะสีเงินคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าริมธารน้ำนั้น ลำตัวครึ่งหนึ่งพาดอยู่บนตลิ่ง ส่วนอีกครึ่งอยู่บนผิวน้ำ

จื่อเจินทิ้งตะกร้า แล้ววิ่งเข้าไปดูอย่างไม่ลังเล มือเรียวจับพลิกใบหน้าเปรอะเปื้อนนั้นก่อนจะตบเบาๆ หากแต่เจ้าของใบหน้าไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ เขาจึงใช้นิ้วมืออังที่จมูกจึงทราบว่ายังมีลมหายใจผะแผ่วอยู่ ไม่รอช้า จื่อเจินก็รีบคว้าจับร่างในชุดเกราะเหล็กนั้นพลิกตัวขึ้นมาจากลำธาร ดวงตาเรียวเห็นแล้วว่าที่สีข้างมีดอกธนูปักอยู่จนมิด พยายามปลดชุดหนักนั้นออก แล้วแนบหูลงไปฟังเสียงหัวใจเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง เมื่อรู้แน่แล้วว่าคนเจ็บตรงหน้ายังมีโอกาสรอดก็รีบจัดแจงดึงร่างนั้นขึ้นเพื่อจะแบก แต่ด้วยขนาดของร่างกายที่ต่างกันนั้นเอง เพียงแค่ลากขึ้นมาจากน้ำ เขายังใช้แรงไปจนหอบ เจ้าม้าที่ลอบมองอยู่ข้างๆ นั้นก็ช่างแสนรู้ เมื่อสัมผัสได้ว่าผู้มาใหม่นั้นไม่ใช่ผู้ไม่หวังดีกับนายของตัวเองก็เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับย่อขาลงต่ำ มองหน้าของจื่อเจินอยู่อย่างนั้นพร้อมส่งเสียงฟึดฟัดในจมูก

ชายหนุ่มเข้าใจในทันที พยายามลากเจ้าของร่างหนักนั้นไปพาดบนหลังอาชา กินเวลาไปหลายนาที แต่เมื่อพาดขึ้นหลังม้าได้แล้วนั้น จื่อเจินคว้าดาบบนพื้น แล้วจึงรีบลากเจ้าม้าแสนรู้กลับไปยังเส้นทางที่ตัวเขาเดินมา

ทันทีที่กลับถึงบ้าน เหล่าคนใช้ต่างก็ออกมารับ “คุณชาย ท่านไปที่ใดมิบอกกล่าว”

“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน พาคนเจ็บเข้าไปรักษาเร็ว” เมื่อผู้รับใช้เห็นว่าคุณชายของตนเองพาคนเจ็บมา ก็รีบกุลีกุจอจัดแจงพื้นที่เพื่อทำการรักษาทันที อีกด้านก็มีคนพาพาหนะสี่เท้าสีดำไปพักที่สวนข้างๆ อันเต็มไปด้วยพืชพันธุ์และสระบัวขนาดใหญ่

ที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นบ้านของเขาแล้ว ยังเป็นโอสถสถานของตระกูลมู่หรง ที่สืบทอดด้านการแพทย์มารุ่นต่อรุ่น และยังได้เข้ารับราชการเป็นหมอหลวงถวายการรักษาในวังมาแล้วหลายต่อหลายคน

“ท่านพ่อเล่า?” ร่างโปร่งหันไปถาม ส่วนมือเรียวก็รีบจัดแจงอุปกรณ์ที่จำเป็นในการรักษามาวางเรียงไว้ด้านข้าง

“อยู่ที่เรือนใหญ่ขอรับ”

“ไปตามมาเร็ว” สิ้นคำสั่ง ผู้รับใช้คนหนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งออกไป

ระหว่างที่รอ จื่อเจินก็จัดแจงปลดชุดคนเจ็บออก ก่อนจะใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดบิดหมาดเช็ดทำความสะอาดรอการผ่าตัด บนแผงอกแกร่งมีร่องรอยแผลจากของมีคมเป็นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่แปลกอันใด เพราะแค่ดูจากชุดก็รู้ว่าต้องเป็นทหารที่บาดเจ็บจากสงครามมา

มือเรียวใช้ผ้าซับไปที่ใบหน้าเปื้อนโคลนนั้นเบาๆ เจ้าของใบหน้าขมวดคิ้วแน่น ขบกรามจนขึ้นเป็นสัน พลันก็ตวัดมือหนาจับหมับเข้าที่ข้อมือเรียวนั้น

จื่อเจินสะดุ้งไปนิด แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีต่อต้านอะไรอีกก็แกะมือที่บีบแน่นนั่นออกแล้ววางไว้แนบลำตัวดังเดิม ใบหน้าหล่อคมปรากฎแก่สายตา

...ช่างรูปงามยิ่งนัก...

...แต่หาได้รูปงามเท่าข้าไม่...

เจ้าตัวกระหยิ่มยิ้มในใจ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #1 Rieng (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2563 / 11:08

    ชอบ ชอบ ชอบค่ะไรท์ ♥️💕♥️💕

    #1
    0