FanFiction เทพยุทธ์เซียน GLORY l ลำนำพิรุณ

ตอนที่ 2 : ตำหนักนทีสีคราม -2-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 47
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    25 พ.ค. 61

:: เราพบกัน ณ ตำหนักนทีสีคราม ::


หวงเส้าเทียนเป็นแม่ทัพแห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้า อริยดาบผู้ถูกเรียกขานด้วยนามกร ‘เยี่ยอวี่เซิงฝาน’ 

ซ่างเสินท่านนี้เหยียบย่างไปที่ใดมักตามด้วยฝนเลือดคาวโลหิต และเป็นที่รู้กันดีว่านอกจากตำหนักกรมกองของทัพสวรรค์แล้ว ยามว่างเว้นไม่ได้พักประจำที่ตำหนักตนแต่อย่างใด ชอบแวะเวียนมายังปรโลกเสมอ

สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับท่านพญายม ‘อวี้เหวินโจว’ เป็นอย่างยิ่ง

ตำหนักหลานซีเก๋อแห่งนี้ จึงแทบเป็นตำหนักหลังที่สองของหวงเส้าเทียนไปโดยปริยาย

ไม่แปลกอันใดที่เวลามาเยี่ยมเยือนจะมีของฝากติดไม้ติดมือมาเสมอ

หากเป็นสิ่งของก็ย่อมมิมีอันใดผิดแผก แต่คราวนี้กลับเป็นวิญญาณเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง 

ข่าวสารจากสะพานสีครามมาเร็วยิ่ง จังหวะเดียวกับที่ท่านแม่ทัพสวรรค์หอบหิ้วเด็กหนุ่มผู้นั้นมาถึงหน้าโต๊ะทำงาน อวี้เหวินโจวก็ทราบความเป็นมาของร่างในอ้อมแขนสหายและเหตุการณ์บนสะพานเรียบร้อยแล้ว

เนื่องจากเป็นจิตวิญญาณที่ล่องลอยมาในแม่น้ำลืมเลือนกว่าพันปี แม้รูปกายจะก่อเกิดจากหิมะวสันต์อันเป็นปราณเทพบริสุทธิ์ แต่ไอหยินสะสมบนร่างวิญญาณของหลานเฉียวชุนเสวี่ยมากเกินไป เมื่อเข้าใกล้เทพเซียนชั้นสูงเป็นเวลานานย่อมทำให้พลังฝีมือหดหาย พาให้มือเท้าอ่อนแรง 

ดังนั้นแล้ว ด้วยน้ำใจหรือนึกสนุกก็ไม่อาจรู้ สหายตนถึงได้หอบหิ้วเด็กคนนั้นมาถึงตำหนักหลานซีเก๋อด้วยตัวเอง

จริงๆ จะใช้คำว่าหิ้วก็ไม่ถูกนัก

ศีรษะของเด็กหนุ่มพิงซบกับแผ่นอก เรือนผมสีครามยาวสลวยเกาะเกี่ยวบนร่าง สองขาถูกอุ้มรวบ อาภรณ์สีขาวสะอาดราวหิมะแรกฤดูบางพลิ้ว แทบจะเหมือนหวงเส้าเทียนฉุดคร่าสาวน้อยบอบบางนางหนึ่งหนีมาหาเขาด้วยซ้ำ

อวี้เหวินโจวสำลักน้ำชา กระอักกระไออยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงยกมือปฏิเสธน้ำชาถ้วยที่สอง ก่อนสั่งผู้รับใช้ให้เตรียมห้องรับรองท่านแม่ทัพสวรรค์ 

แน่นอน... รวมถึงแขกในอ้อมแขนท่านแม่ทัพด้วย

หลานเฉียวชุนเสวี่ยลืมตาอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาคู่สวยปรือปรอยคล้ายกับยังนอนไม่เต็มที่ แล้วฝืนบังคับตนให้ตื่นขึ้น

สิ่งแรกเห็นเป็นเพดานสีดำสนิท 

“เป็นไงๆ ตกลงเด็กนี้เป็นอะไรเหรอเหวินโจว คุยกันยังไม่ทันรู้เรื่องดีเลย เจ้าหนูนี่มองหน้าข้าอยู่ดีๆ ก็เป็นลม คอพับคออ่อนไปเลย ดีว่าข้ามือไวฉวยไว้ทัน ไม่งั้นได้มีเลือดตกยางออกไปแล้ว นี่นี่นี่ ตกลงเป็นอะไรไป?”

“เส้าเทียน เจ้ากำลังจะทำให้เขาตื่น”

“โอ๊ะ! ไม่ทันแล้ว เหวินโจว ...” 

เปลือกตาบางกะพริบไหว ส่งให้ขนตาบางเต้นระริกราวผีเสื้อขยับปีก แตะต้องลงบนผิวแก้มนวล เป็นภาพที่งดงามละมุนละไมมากทีเดียว

น่าอัศจรรย์ ... หิมะวสันต์ในปีนั้นสร้างสิ่งสวยงามได้ถึงเพียงนี้

ซ่างเสินทั้งสองเหลือบมองกันเล็กน้อย และเป็นฝ่ายท่านพญายมเอ่ยตัดบทออกมาก่อน ไม่ให้สหายพูดพล่ามออกนอกเรื่องไป

“เจ้าคือ... หลานเฉียวชุนเสวี่ยใช่หรือไม่?”

หลานเฉียวชุนเสวี่ยไม่เคยเจอท่านพญายมมาก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้จักท่านผู้นี้

เหล่ายมบาลแห่งปรโลกล้วนชื่นชมท่านเป็นอย่างยิ่ง ยามว่างเว้นจากการงานมักกล่าวถึงรูปโฉมงามเลิศล้ำเป็นหนึ่งไม่มีสอง เหนือกว่าบุปผาใดมนแดนวสันตกางที่มิมีวันร่วงโรย ยิ่งกว่าเทพเซียนหญิงนางใดแห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้า

ดวงตาสีฟ้าอ่อนจางใสกระจ่างราววารี เส้นผมสีดำขลับเงางามดั่งขนกา ผิวขาวเนียนลออเหมือนหยกขาวเนื้อดี 

น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล ไพเราะ เสนาะหู คลิเคล้า ยามเอื้อนเอ่ยริมฝีปากสีแดงระเรื่อนั้นดั่งกลีบบุปผาขยับไหว 

ท่านพญายม ‘อวี้เหวินโจว’ มักสวมใส่อาภรณ์สีดำเข้มเฉกเช่นเดียวกับเรือนผมของท่าน เครื่องทรงล้วนเป็นเครื่องเงินประดับมุกมณีรัตนชาติ สีฟ้า สีน้ำเงิน คล้ายนัยน์ตาของท่าน

เช่นนั้นแล้ว

คนงามผมดำ เจ้าของใบหน้างดงามที่สุดที่ข้าเคยเห็นมาผู้นี้ คงเป็นท่านพญายมอย่างแน่นอน

“เจ้าคือ... หลานเฉียวชุนเสวี่ยใช่หรือไม่?”

เจ้าของนามพยักหน้าตอบ ปฏิกิริยาเชื่องช้าไปบ้าง เป็นที่เข้าใจได้ว่ายังคงงุนงงอยู่ 

ยามตรวจดูเด็กคนนี้ จึงได้รู้ในที่สุดว่าเหตุใด สหายถึงหอบหิ้วมาให้ดูแล ด้วยไอหยินมากมายของร่างวิญญาณนี้ 

หากจะแก้ไขไม่มีผู้ใดในสามภพแจ่มแจ้งไปกว่าตน ผู้อาบเอิบไปด้วยไอหยินทั้งร่างอีกแล้ว

อวี้เหวินโจวถอนหายใจบาง ใคร่ครวญสาเหตุดูแล้ว คงไม่พ้นไอหยางอันพลุ่งพล่านตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของท่านแม่ทัพสวรรค์ผู้นี้ ปะทะเข้ากับไอหยินอันอ่อนด้อยของเด็กหนุ่ม เพียงสนทนากันไม่กี่คำก็เป็นลม ล้มพับสิ้นเรี่ยวแรงเสียแล้ว

ท่านพญายมอดสงสารเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ แม้จะเป็นเพียงวิญญาณดวงน้อย มิได้สลักสำคัญอันใดกับปรโลก แต่เหล่ายมบาลใต้บังคับบัญชาเขาก็ล้วนรักใคร่เอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง มาล้มป่วยเช่นนี้ ซ้ำยังมาจากสหายตน จึงรู้สึกผิด อยากจะช่วยเหลือตอบแทนขึ้นมา

“หลานเฉียวชุนเสวี่ย เจ้าปรารถนาสิ่งใด”

“ข้าอยากอยู่... กับท่าน”

อวี้เหวินโจวทำหน้าพิกล ฟังความจากเหล่ายมบาลรับใช้เด็กหนุ่มผู้นี้วิ่งไล่ตามสหายตน หวงเส้าเทียนมิใช่เหรอ?

“เจ้าพูดให้ชัดเจน หากเป็นสิ่งที่ข้าทำได้ ย่อมไม่แชเชือนเจ้า”

“ข้าอยากอยู่กับท่านพญายม”

เงียบ... ในตำหนักหลานซีเก๋อสิ้นสรรพเสียงใด มีเพียงเสียงหัวเราะของหวงเส้าเทียนที่ดังก้องกังวาน

เด็กหนุ่มไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนมากมาย 

จริงอยู่เขาไล่ตามแสงสีเงิน... ท่านแม่ทัพสวรรค์ แต่เมื่อพบเจอกลับไม่สบายกาย ใจปรารถนาพูดคุย แต่ร่างกายกลับตรงข้าม รู้สึกตัวอีกทีเขาก็เป็นภาระให้ท่านแม่ทัพหอบหิ้วเสียแล้ว

ท่ามกลางสติอันเลือนราง ยามฝ่ามือนุ่มนวลคู่หนึ่ง วางจับแตะต้องลงมา เขารู้สึกสบายกายเป็นอย่างยิ่ง ลืมตาตื่นมาสัมผัสกับกลิ่นไอของท่านผู้นี้ข้างตัวยิ่งปลอดโปร่ง

หากถามว่าอยากอยู่กับผู้ใด แม้ใจหมายติดตามท่านแม่ทัพ แต่หลานเฉียวชุนเสวี่ยตระหนักว่าตนคงเป็นภาระมากกว่า เลือกอยู่กับท่านพญายมและเหล่ายมบาลที่คุ้นเคยเช่นเดิม สบายอกสบายใจกว่าแน่นอน

ท่านแม่ทัพสวรรค์หัวเราะตัวงอ แทบจะลงไปกลิ้งกับพื้นตำหนักเสียด้วยซ้ำ 

ใบหน้าหนึ่งซื่อใสไร้เดียงสาพูดตอบอย่างหนักแน่นมั่นคง 

อีกใบหน้าหนึ่ง แข็งทื่อ ประหลาดได้เท่าใดก็พิกลได้เท่านั้น ดีที่ใบหน้าดวงนี้ของสหายตน งามเลิศล้ำเหนือผู้ใด จึงไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัว แต่ตลกขบขันเสียมากกว่า

หลายร้อยหลายพันปี นอกจากถ้อยคำของมหาเทพบรรพกาล ‘เทพมังกร’ ผู้นั้น น้อยครั้งนักที่อวี้เหวินโจวจะเสียกิริยาเล่นนี้

นับว่าคิดถูกแล้วที่หอบหิ้วเด็กหนุ่มผู้นี้มาเป็นของฝาก ไม่เสียแรงเปล่าจริงๆ

“เจ้าพูดแล้วน่ะเหวินโจว ห้ามคืนคำล่ะ”

หวงเส้าเทียนสนุกสนานกับใบหน้าปั้นยากของสหายเป็นอย่างมาก 

ฉวยโอกาสที่เจ้าตัวนั่งลูบหน้า นิ่งอึ้ง จับยกร่างเพรียวบางของเจ้าของตำหนักวางไว้ที่มุมหนึ่ง แล้วนั่งลงสนทนากับหลานเฉียวชุนเสวี่ยที่ยังคงจับต้นชนปลายมองซ่างเสินท่านทั้งสองด้วยสายตางุนงงสงสัย 

คราวนี้ ไม่มีการเป็นลมล้มพับไปกลางบทสนทนาอีกแต่อย่างใด

ผ่านไปหลายชั่วยาม ได้เวลาท่านพญายมกลับไปสะสางงานประจำวันและท่านแม่ทัพสวรรค์โดนเรียกตัวจากเทียนจวิน ประมุขแห่งปวงเทพให้ไปรายงานผลการรบครั้งล่าสุด จึงได้แยกย้ายกันไป

ด้วยเหตุนี้ แม้จะที่มาที่ไปจะแปลกประหลาดและเกิดเหตุชวนหัวไปสักหน่อย ตำหนักหลานซีเก๋อก็มีเด็กรับใช้ข้างกายท่านพญายมเพิ่มอีกหนึ่งตน




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น