FanFiction เทพยุทธ์เซียน GLORY l ลำนำพิรุณ

ตอนที่ 3 : เมฆาล่องลอย -3-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 41
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    25 พ.ค. 61

:: พวกเราล้วนไล่ตามเมฆาล่องลอย ::


ตำหนักหลานซีเก๋อแห่งปรโลกนั้น บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เหล่าเทพเซียนน้อยใหญ่ต่างเรียกขานกันอย่างลับๆ ว่า 

‘ตำหนักในของแม่ทัพเยี่ยอวี่เซิงฝาน’ 

ว่ากันด้วยศักดิ์ตำแหน่งแล้ว เรื่องนินทาเหลวไหลเช่นนี้ ถือว่าดูหมิ่นเกียรติของซ่างเสินทั้งสองท่านเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยอายุอานามหลายหมื่นปีเข้าไปแล้วของทั้งคู่ กลับไม่ตบแต่งสนมชายาใดเข้าตำหนักตนสักที 

พฤติกรรมซ่างเสินสองท่านนั้น 
เล่า

ท่านแม่ทัพหนุ่มวนเวียนไปหาท่านพญายมทุกคราวหลังกรำศึกเสร็จสิ้น ประหนึ่งสามีหนุ่มกลับบ้านไปหาภรรยาสาวหลังเลิกงานก็มิปาน

และท่านผู้นั้นเองก็มิได้ห้ามปรามจริงจัง ต้อนรับสหายหนุ่มเป็นอย่างดี ถึงขั้นมีห้องหับเฉพาะไว้รับรองเสียด้วยซ้ำ

ประกอบกับความสง่างามชวนฝัน ยามสงบปากสงบคำของท่านแม่ทัพเยี่ยอวี่เซิงฝานและรูปโฉมงดงามเลิศล้ำเป็นหนึ่งไม่มีสองของท่านพญายม

เรื่องที่เล่าลือกันมากที่สุดก็เห็นจะเป็นท่านทั้งสองเป็นต้วนซิ่ว* มีใจผูกสมัครรักใคร่กัน แต่ด้วยศักดิ์ฐานะและหน้าที่แล้ว 

ท่านแม่ทัพมิอาจยกเกี้ยวเจ้าสาว ตบแต่งท่านพญายมเข้าตำหนักหลานอวี่บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าได้อย่างถูกต้องตามธรรมเนียม

ใส่สีตีไข่กันสนุกสนาน เอิกเกริกเป็นที่รู้กันทั่ว เทียนจวินเองก็คร้านจะห้ามปรามลงทัณฑ์ เพราะหนึ่งในนั้นมีมหาเทพบรรพกาล ท่านเทพมังกรอัคคี ‘เยี่ยซิวซ่างเสิน’ ท่านนั้นร่วมวงด้วย อายุกี่แสนปีเข้าไปแล้ว มิมีใครทราบ แต่กลับเข้าร่วมเพิ่มเชื้อไฟให้สองสหายสนิทด้วยความยินดียิ่ง

ท้าวความสืบไปถึงสงครามเทพมารสมัยบรรพกาล ยุคที่ซ่างเสินสองท่านนั้นเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้ร่วมกัน ก่อเกิดเป็นตำนานรักเหนือภพขึ้นมาบทหนึ่ง

หากจินตนาจะเพริศแพร้วปานใด ก็มิมีผู้ใดขวัญกล้าเทียมฟ้า เล่าลือไปจนถึงหูตาของท่านทั้งสอง 

เรื่องเล่าลือจึงเป็นเพียงเสียงนินทา หาได้มีผู้ใดนำมาใส่ใจ

กระทั้งเมื่อหนึ่งพันปีก่อน เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น เล่นเอาสะท้านสะเทือน เลือนลั่นไปถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเลยทีเดียว

เด็กน้อยผู้หนึ่ง ผมสีฟ้าครามเข้ม ตาสีเดียวกับเส้นผม วิ่งเล่นอยู่ในสวนของตำหนักหลานซีเก๋อ

แรกเริ่ม ข้ารับใช้ในตำหนักคิดว่าเป็นวิญญาณเด็กหรือเทพเซียนน้อยตนไหนนึกสนุก จึงวิ่งไล่จับกันเป็นพัลวัน มิได้รายงานแก่ท่านพญายม ผู้เป็นเจ้าของตำหนัก แต่จนแล้วจนเล่าก็ตามจับกันไม่ได้สักที จึงจำต้องรายงานขึ้นไป

คิ้วเรียวสวยของท่านพญายม ขมวดหม่น ใบหน้าดำคล้ำคล้ายเวลาท่านสังหรณ์ใจไม่ดี แต่ยังไม่ทันให้ท่านวางพู่กัน รามือจากการสะสางงานที่เหมือนไม่จบไม่สิ้นของปรโลก เสียงทักทายดังฟ้าผ่าก็พลันเรียกความสนใจทุกผู้นามในห้องก่อน

แขกประจำของตำหนักหลานซีเก๋อ ‘ท่านแม่ทัพเยี่ยอวี่เซิงฝาน’ นั้นเอง

ไม่เพียงนั่งลงฟังอย่างใส่ใจ ยังโบกมือให้ท่านพญายมทำงานของตัวเองต่อไป แล้วรับเอาปัญหาของพวกเขามาดูแลเอง

เหล่ายมบาลและข้ารับใช้ที่วิ่งวุ่นกันมาหลายวันซาบซึ้งน้ำตาริน ไม่คิดไม่ฝันว่าท่านแม่ทัพจะจิตใจดีเพียงนี้

หารู้ไม่ว่าเจ้าตัวแค่ชื่นชอบเรื่องสนุกเท่านั้นเอง

“เพ้ยเพ้ยเพ้ย เจ้าหนูนั่นเป็นเมฆลอย(หลิวหยุน) หรือไง แว่บตรงโน้น โผล่ตรงนี้!! อย่าให้เกอจับได้น่ะ พ่อจะเอามาลองคมปิงอวี่ให้สาแก่ใจ อย่าหาว่าเกอรังแกเด็กก็แล้วกัน!!

เจ้าเมฆลอย! เจ้าเมฆลอยตัวดี!!”

ส่วนเหตุการณ์ต่อจากนั้น 

การไล่จับอันยาวนานระหว่างท่านแม่ทัพกับเซียนเมฆมงคลน้อย จบลงด้วยการทาถึงของท่านพญายมคนงาม

ร่างปราดเปรียวที่วิ่งไปทางโน้น แว่บไปมาทางนั้น พลันเปลี่ยนทิศทางไปหาร่างสูงโปร่งเจ้าของตำหนักหลานซีเก๋อ 

อวี้เหวินโจวนั่น มีพลังฝีมือและปราณเทพระดับซ่างเสิน แต่ในเรื่องที่อ่อนด้อยที่สุด แต่ไหนแต่ไรมาคือความเร็ว 

เมื่อถูกพุ่งเข้าเช่นนี้ ไม่อาจต่อต้านขัดขืนได้เลย

นั่นคือสำหรับอวี้เหวินโจว ไม่ใช่กับหวงเส้าเทียน 

แม่ทัพสวรรค์แห่งเก้าชั้นฟ้า ดีดตัวพุ่งตามติดและเร็วกว่าเสินจวินน้อยไปหนึ่งก้าว คว้าร่างสูงโปร่งของท่านพญายมจากรัศมีการพุ่งตัวของเมฆมงคลน้อยไป แต่ตัวเองกลับไม่รอดพ้นมือคู่นั้น

“ท่านพ่อ!!”

คำเรียกนี้ เอ่ยออกไปแล้ว ทรงพลังยิ่งกว่าอสนีบาตซึ่งพุ่งผลาญขุนเขาหม่นไหม้เป็นเถ้าธุลีเสียอีก

ท่านพญายมแห่งปรโลกทราบในตอนนั้นเองว่า ’สังหรณ์ไม่ดี’ ครั้งได้ยินเรื่องราววุ่นวายในตำหนักหลานซีเก๋อคือเสินจวินน้อยตนนี้นำพามานี่เอง

สหายสนิทปล่อยมือจากการเกาะกุมท่อนแขนตน แล้วหันไปถกเถียงกับเสินจวินตัวน้อยแทนแล้ว

ดูท่าจากหูตามากมายในตำหนักหลานซีเก๋อแห่งนี้ ข่าวคราวของเซียนน้อยตนนี้คงแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

ความเป็นจริงเป็นเช่นไร คงยากจะสืบสาวอธิบายหรือต่อให้ป่าวประกาศก็ยากนักที่จะบังคับให้เชื่อถือกันได้

สรวงสรรค์เก้าชั้นฟ้าและปรโลก ขาดแคลนเรื่องทำนองสายลมจันทรามาเนิ่นนานเกินไปแล้วจริงๆ จึงได้ขยันปั้นแต่งชีวิตอันเรียบง่ายของพวกตนถึงเพียงนี้

หลิวหยุนเป็นเสินจวิน(เทพเซียนน้อย)ที่กำเนิดมาในตำหนักหลานซีเก๋อ ครอบครองไอหยินขั้นสุดของท่านพญายมและไอหยางขั้นสูงของท่านแม่ทัพ 

เมื่อเป็นเทพเซียนแต่กำเนิดจึงไม่รู้จักความหิวโหยหรือเหน็ดเหนื่อยเท่าใด ลำพังไอหยินที่อบอวลในตำหนักแห่งนี้ก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว

หากจะถามว่าที่มาของเขาเป็นเช่นไร คำเรียกขานที่แม่ทัพสวรรค์กำลังตะโกนกร้าวอยู่ตอนนี้ก็นับว่าใกล้เคียง

เนื่องจากตัวตนของเขานั้นเกิดจากท่านพญายม ‘อวี้เหวินโจว’ แบ่งปราณเทพให้เมฆมงคลก้อนหนึ่ง ให้เป็นพาหนะของแม่ทัพเยี่ยอวี่เซิงฝานใช้ยามเดินทางมาปรโลก

เมื่อมีไอหยินของผู้อาบเอิบไอหยินมากที่สุดในสามภพ ณ ดินแดนปรโลกย่อมเดินทางได้รวดเร็วมากกว่าเมฆมงคลอื่น ท่านแม่ทัพสวรรค์จึงชอบใช้งานเมฆก้อนนี้เป็นพิเศษ เลยได้ดูดซับปราณแม่ทัพสวรรค์ไปด้วยอีกคนโดยปริยาย

จะกล่าวว่าเป็นบุตรของสองคนนี้ก็ไม่ผิดนัก 

แต่นั่นเป็นคนละเรื่องกันกับความเข้าใจเหล่าเทพเซียนมุงบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ซึ่งได้จินตนาการไปถึงขั้นว่าท่านพญายมกับท่านแม่ทัพมีการผสานซวงซิว**เนิ่นนานหลายพันปี พระโพธิสัตว์เห็นใจในรักมั่นมิสั่นคลอนของซ่างเสินทั้งสองท่าน จึงมอบบุตรให้

เรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ ที่มีประจักษ์เป็นเสินจวินตัวน้อย ที่ไม่เพียงมีไอหยินและหยางของท่านแม่ทัพกับท่านพญายม ยังมีเค้าหน้ารูปกายผสมผสานกับทั้งสองท่านไปอีก

คราวนี้ต่อให้เรื่องราวแท้จริงเป็นเช่นไร เหล่าเทพเซียนและเหล่ายมบาล แดนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าจรดขอบเขตแดนปรโลก ล้วนแล้วแต่ปักใจเชื่อไปแล้วว่าซ่างเสินทั้งสองนั้นมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันอย่างแน่นอน!!


*************************************


*ต้วนซิ่ว ชายรักชาย
** ซวงซิว ร่วมฝึกวิชาเป็นคู่ ความหมายโดยนัย ร่วมรักกัน

ขอยกยอดหลิวหยุนเจอหลานเฉียวไว้ตอนหน้า
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น