[SF] คนในฝัน [Jesse x Taiga] - [SF] คนในฝัน [Jesse x Taiga] นิยาย [SF] คนในฝัน [Jesse x Taiga] : Dek-D.com - Writer

    [SF] คนในฝัน [Jesse x Taiga]

    ความรักที่มีอยู่ในเพียงแค่ความฝัน ถ้าคนที่เรารักมีตัวตนเพียงแค่ในความฝัน ไม่สามารถสัมผัสได้ในโลกแห่งความเป็นจริง มันจะเรียกว่าความรักได้มั้ยนะ

    ผู้เข้าชมรวม

    313

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    10

    ผู้เข้าชมรวม


    313

    ความคิดเห็น


    2

    คนติดตาม


    3
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  20 ก.ค. 56 / 22:36 น.

    แท็กนิยาย

    Jesse Taiga



    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

    คนในฝัน

    โดยปกติทั่วไปคนเราจะรู้จักกันและเริ่มต้นความสัมพันธ์จากการแนะนำตัว  แต่ความสัมพันธ์และความรักของคู่นี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความฝัน  คนสองคนที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของกันและกันจะรักกันได้อย่างไร?


    โปรดติดตาม
     




    Lewis Jesse x Kyomoto Taiga

     

    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ

      คนในฝัน

       

      Lewis Jesse x Kyomoto Taiga

       

       

      คุณเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์มั้ยครับ?

       

      คุณเชื่อหรือไม่ว่าคนสองคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนจะสื่อถึงกันได้แม้กระทั่งในความฝัน?

       

      หากความรักของคุณมีอยู่เพียงแค่ในความฝัน สัมผัส กอด จูบ กันได้แค่เพียงในฝันล่ะ?

       

      แล้วถ้าคนที่คุณกำลัง กอด จูบ ลูบไล้สัมผัสอยู่นั้น คือใครที่ไหนก็ไม่รู้ที่คุณก็ไม่รู้จักล่ะ?

       

      คุณจะเชื่อหรือไม่ว่าคนในฝันนั้นมีตัวตนอยู่จริง ไม่ใช่วิญญาณเร่ร่อนที่เข้ามาอำคุณเล่นเพียงชั่วข้ามคืนแล้วก็จากไป?

       

       

       

      “นายรักฉันมั้ย?”  เสียงนุ่มลึก อ่อนโยน ฟังแล้วอบอุ่น พร่ำถามคำถามนี้ทุกครั้งที่เจอกัน

      “รักสิ ฉันรักนาย  ถ้าฉันไม่รักนายก็คงไม่ยอมให้นายใกล้ชิดและสัมผัสตัวฉันได้ถึงขนาดนี้หรอก”  เสียงเล็กหวานใสของคนที่อยู่ใต้ร่างคนถามเอ่ยอย่างแผ่วเบาข้างๆหู วงแขนเล็กๆเกี่ยวกระหวัดต้นคอของร่างหนาเอาไว้

      “ฉันก็รักนาย”  ดวงตาคมจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่เปล่งประกาย ความสุขพวยพุ่งออกมาทางสายตาคู่นั้น เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำมันก็สามารถทำให้คนๆนึงมีความสุขจนล้นอกได้ขนาดนี้เชียวหรือ? พูดจบก็ค่อยๆยื่นหน้าลงไปประทับริมฝีปากกับร่างบางที่ยังคงเหนี่ยวรั้งต้นคอแข็งแกร่งของตนไว้

       

      จูบอันเนิ่นนาน อ้อยอิ่ง แต่แฝงไปด้วยอารมณ์อันเร่าร้อน ตัณหาอยากในรสจูบเพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงขณะจิต แม้ลมหายใจแทบจะขาดช่วงแต่การจูบก็ยังคงไม่สิ้นสุดไปง่ายๆ มือบางลูบไล้ไปตามแผ่นหลังของร่างหนาที่ยังคงไม่ถอนจูบออกไปเสียที มือใหญ่ของร่างหนาก็ประคองอยู่ตรงสองข้างแก้มของร่างบาง ในขณะที่กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกของทั้งคู่แนบชิดติดกัน เบียดคลึงถ่ายทอดความอบอุ่นให้แก่กันและกัน

      เมื่อปริมาณออกซิเจนในร่างกายของทั้งคู่เริ่มน้อยลง จึงได้ฤกษ์ที่ร่างหนาจะถอนจูบออกมาก่อนที่ร่างบางจะหายใจไม่ออกไปมากกว่านี้

      ทั้งคู่หอบหายใจด้วยความเหนื่อยแต่แฝงไปด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขที่ส่งมอบให้กันและกัน ดวงตาเรียวสวยของคนที่นอนหลังติดเบาะนุ่มจ้องมองอีกฝ่ายที่ยังคงคร่อมร่างของตนด้วยแววตาพราวระยับ ความในใจ คำพูดทั้งหมด ไม่อาจเอื้อนเอ่ยด้วยวาจา แต่สื่อสารกันทางแววตาและภาษากาย

       

       

       

       

      พระอาทิตย์เริ่มฉายแสงในยามเช้า  แต่ใครบางคนยังซุกตัวอยู่ใต้ผ้านวมผืนหนาไม่มีทีท่าว่าจะลืมตาตื่นขึ้นมาง่ายๆ แถมยิ่งแสงแดดแห่งวันใหม่ยิ่งแรงขึ้นเท่าไหร่ร่างนั้นก็ยิ่งมุดเข้าไปซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้านวมมากขึ้นเท่านั้น

       

       

      “ปังๆๆๆๆ”  เสียงที่ดังเหมือนอะไรจะถล่มลงมาทับหัวซะให้ได้แบบนี้ มันช่างขัดจังหวะการนอนซะจริงๆให้ตายเหอะ

      “อือ อื้ออออออ”  คนบนเตียงบิดขี้เกียจในขณะที่พยายามลืมตาและปรับสายตาให้เข้ากับแสงในยามเช้า

      “เจสสสสสส ตื่นได้แล้ว สายแล้วนะวันนี้มีสอบไม่ใช่เหรอ?”  เสียงเข้มของคุณแม่เรียกชื่อลูกชายแบบลากยาวแถมด้วยการกระหน่ำเคาะประตูไม่หยุดเพื่อปลุกให้ลูกชายจอมขี้เซาตื่นขึ้น

      “ตื่นแล้วครับแม่”  เจสซี่ผงกหัวขึ้นมาบอกด้วยอาการงัวเงีย น้ำเสียงฟังแล้วไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ที่โดนปลุกแบบไม่เต็มใจแบบนี้

      เสียงปลุกและเสียงเคาะประตูจากคนเป็นแม่เงียบไปแล้วนั่นย่อมแสดงว่าแม่รับรู้การตอบสนองของลูกชายแล้วจึงผละออกจากหน้าประตูไป

      “กำลังฝันดีเลยแม่จะรีบปลุกไปไหนเนี่ย”  ลุกขึ้นมานั่ง ขยี้หัวตัวเอง แถมบ่นใส่บุพการีที่มาขัดจังหวะความสุขในความฝันอีก

      “เราฝันแบบนี้มากี่ครั้งแล้วเนี่ย”  เจสซี่ยังคงนั่งอยู่บนที่นอนอย่างนั้นแล้วคิดถึงเรื่องความฝันของตัวเอง ยกมือขึ้นนับนิ้วดูว่าที่ผ่านมาเค้าฝันแบบนี้มากี่ครั้งกันแล้ว แต่ดูท่าทางนิ้วมือคงไม่พอคงต้องใช้นิ้วเท้าช่วยแล้วล่ะ

      “นายเป็นใครมาจากไหนกันนะ? แล้วนายมีตัวตนอยู่จริงๆรึป่าว? ทำไมฉันถึงได้รู้สึกผูกพันกับนายอย่างประหลาด เฮ้อออออ..........”  คิดไม่ตก สงสัยแต่ก็หาคำตอบให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ จึงได้แต่ถอนหายใจยาวๆ รับวันใหม่ แล้วก็รีบลุกออกจากที่นอน เข้าห้องน้ำอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า วันนี้เป็นวันสอบกลางภาควันแรก  ถ้าไปถึงห้องสอบสายนี่คงซวยตลอดการสอบแน่ๆเลย

      ใช้เวลาไม่นานนัก เจสซี่ก็เตรียมตัวเสร็จ พร้อมที่จะออกไปสู้รบฟาดฟันกับข้อสอบอันหนักหนาสาหัสที่ไม่รู้ว่าไอที่อ่านๆไปน่ะอาจารย์จะเอามาออกข้อสอบรึป่าว?

      “โชคดีนะลูก” แม่ของเจสซี่ออกมายืนส่งลูกชายที่หน้าบ้านพร้อมกับคำอวยพรแถมด้วยการหอมแก้มลูกชายสุดที่รักฟอดใหญ่เพื่อเป็นกำลังใจ

      “ขอบคุณครับแม่ ผมไปก่อนนะครับ”  เจสซี่บอกลาแม่แล้วก็เดินออกจากหน้าบ้านตรงไปยังสถานีรถไฟใกล้บ้านเพื่อจะเดินทางไปยังมหาวิทยาลัย

       

       

      ในระหว่างที่แออัดเบียดเสียดกับผู้คนที่อัดแน่นอยู่บนรถไฟเยี่ยงปลากระป๋อง  เจสซี่ก็ยืนพิงผนังส่วนที่ติดกับประตู แทบจะเรียกได้ว่ากำลังจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันกะรถไฟอยู่แล้ว คนจะเยอะแยะอะไรขนาดนี้นะ อึดอัดชะมัด แต่ก็ต้องทนเพราะนี่เป็นทางเดียวที่จะไปถึงมหาวิทยาลัยเร็วที่สุด ยังงัยซะมันก็ดีกว่าต้องเดินล่ะน่า

       

      เจสซี่มองเห็นเงาตัวเองผ่านกระจกใสในขณะที่รถไฟแล่นผ่านตึกสูงใหญ่กลางเมือง เค้ายกมือขึ้นจรดริมฝีปากตัวเอง สายตาเหม่อมองออกไปยังโลกภายนอกเจ้ากล่องเหล็กที่แล่นอยู่นี่

      “มันเหมือนจริงมาก สัมผัสทุกอย่างมันเหมือนความจริงมากกว่าความฝัน”  เจสซี่คิดถึงความฝันของเค้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายเดือน

      เหตุการณ์เดิมๆ คำพูดเดิมๆ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านถึงกันและกันในยามที่เจอคนในฝันมันช่างเหมือนกับว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ เพราะความรู้สึกทั้งหมดยังส่งผลอยู่แม้ในยามตื่น

      ความโหยหาในตัวใครบางคนที่เจสซี่ไม่เคยรู้จัก นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น  แต่จะไปตามหาคนในฝันได้ที่ไหนกันล่ะ  คนๆนั้นมีตัวตนอยู่รึป่าวเจสซี่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ

      ถ้าความโหยหาที่มีอยู่มันมากมายล้นอกขนาดนี้ วันนี้เจสซี่จะทำข้อสอบได้มั้ยเนี่ย คิดแล้วก็ได้แต่เกาหัวตัวเอง สะบัดหน้าแรงๆ ไล่ความคิดที่มันฟุ้งซ่านออกไปจากหัว

      รถไฟจอดเทียบตรงสถานีที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนัก เจสซี่ออกจากโบกี้แล้วบิดตัวสองสามทีเพื่อคลายความเมื่อย อยู่ในรถไฟที่แออัดขยับไปไหนก็ไม่ได้เมื่อยจะแย่ เสร็จแล้วก็เดินต่อไปยังจุดหมายคือสนามสอบกลางภาคที่อยู่เบื้องหน้านั่นเอง

      ถ้าจู่ๆเค้าเกิดวาดรูปหน้าคนในฝันลงไปในข้อสอบแทนการวาดแปลนตามคำสั่งของโจทย์ล่ะจะทำยังงัยดีนะ? คงต้องโทษว่าเป็นความผิดของคนในฝันที่ทำให้เค้าถึงกับเพ้อหาได้ถึงขนาดนี้สินะ

       

       

       

       

      “เป็นอะไรไป นั่งทำหน้าซังกะตาย ข้อสอบมันง่ายไปจนรู้สึกเบื่อรึงัย”  เสียงเอ่ยแซวพร้อมการตบบ่าเบาๆเรียกให้คนที่นั่งเหม่อลอยอยู่ที่ม้าหินอ่อนบริเวณลานพักผ่อนของมหาวิทยาลัยต้องตื่นจากภวังค์หันไปหาต้นเสียงทันที

      “ไม่ใช่เลยซักนิด ฉันรู้สึกว่าทำข้อสอบไม่ได้เลยต่างหากล่ะ”  คนโดนแซวตอบกลับแบบเซ็งๆ สายตาไร้วี่แววของความสดใส

      “เฮ้ย!! เป็นไปได้ยังงัย คนอย่างเคียวโมโตะ ไทกะ ว่าที่เกียรตินิยมของคณะเนี่ยนะบอกว่าทำข้อสอบไม่ได้ พูดเป็นเล่น ถ้าคนอย่างนายทำไม่ได้นะทั้งคณะคงจะมีแต่คนได้คะแนนติดลบแล้วล่ะ”  อีกคนพูดออกมาแบบไม่เชื่อว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากของเพื่อนตัวเองที่ได้ชื่อว่าเรียนเก่งที่สุดในคณะ

      “จริงๆนะ ฉันไม่ได้พูดเล่น”  ไทกะยืนยันอีกครั้งด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง

      “นายเป็นอะไรไป ไม่สบายรึป่าวไทกะ”  อีกคนถามด้วยความเป็นห่วงพร้อมยื่นมือออกไปอังหน้าผากบาๆเพื่อวัดไข้  “ตัวก็ไม่ร้อน สงสัยอาจจะเป็นเพราะนายเครียดและจริงจังกับการเรียนมากเกินไปเลยรู้สึกกังวลล่ะมั้ง”

       

      “คงจะใช่แหละ”  ไทกะบอกปัดแบบขอไปที แล้วสายตาก็เหม่อมองไปข้างหน้า ไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวอีก

       

       

      “มันจะมีจริงๆเหรอ ความรักที่มีอยู่ในเพียงแค่ความฝันน่ะ  ถ้าเป็นคนที่เราไม่สามารถสัมผัสได้ในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ มันจะเรียกว่าความรักได้มั้ยนะ?”  ไทกะยังคงความสงสัยนี้มาโดยตลอดตั้งแต่มีใครบางคนบุกรุกเข้ามาขโมยหัวใจของเค้าถึงในฝัน

      ยามที่เจอกัน แม้เป็นเพียงในความฝัน แต่กลับรู้สึกผูกพัน อบอุ่นใจ อยากจะใกล้ชิดมากกว่าเดิมเข้าไปอีก ประสาทสัมผัสทั้งรูป ยามได้มองเห็นใบหน้าเค้าใกล้ๆ รส จูบที่แสนอ่อนหวาน อ้อยอิ่ง เนิ่นนานแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกจากก้นบึ้งของจิตใจที่ถูกถ่ายทอดออกมา กลิ่น กลิ่นกายของอีกฝ่ายที่แม้จะเคล้าเหงื่อไปบ้างแต่มันก็ชวนหลงใหล เสียง คำรักที่เค้าพร่ำบอก เสียงอันอ่อนโยน นุ่มลึก ที่ฟังแล้วต้องลุ่มหลง สัมผัส จากการกอดแอบอิงแนบชิด แต่ยังคงรู้สึกว่าสัมผัสนั้นมันยังคงดำเนินอยู่ไม่จบไม่สิ้น

      ถ้าไม่ได้พบกันในโลกของความเป็นจริงแล้วล่ะก็ ไทกะแทบไม่อยากจะตื่นขึ้นมาเลย เพราะในความฝันนั้นมันช่างมีความสุข มีคนที่เค้ารักและคนๆนั้นก็รักเค้า มันเป็นสถานที่ปิดตายที่มีเพียงแค่พวกเค้าสองคนเท่านั้นที่เข้าไปได้ ไม่มีผู้สังเกตการณ์ ไม่มีคนสอดรู้สอดเห็น และไม่มีใครรู้ว่าพวกเค้าคบกันในความฝัน

       

       

      ไทกะลุกขึ้นจากที่นั่ง เก็บหนังสือที่วางเรียงอยู่ตรงหน้าใส่กระเป๋า เพราะตอนนี้เค้าคงไม่มีสมาธิพอที่อ่านและจำมันแล้วล่ะ

       

      “นายจะไปไหนน่ะ?”  เพื่อนอีกคนที่ยังคงนั่งอยู่ด้วยกันเอ่ยถาม เพราะจู่ๆร่างบางนี่ก็ลุกพรวดพราดเล่นเอาตกใจหมดเลย

      “กลับบ้าน วันนี้ฉันไม่มีสอบแล้ว”  ตอบห้วนๆ แล้วก็เดินดุ่มๆออกจากตรงนั้นทันที ปล่อยให้เพื่อนที่อุตส่าห์นั่งเฝ้าด้วยความเป็นห่วงนั่งอึ้งกระพริบตาปริบๆพูดอะไรไม่ออกซักคำ

      “อะไรของมันว๊า ทำให้เป็นห่วงทีนึงละ แถมนึกจะไปก็ไปอีก”  คนที่ยังงงๆกะชีวิตก็ได้แต่นั่งเกาหัวแกรกๆไม่เข้าใจเพื่อนอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ

       

       

       

       

       

      รถไฟสองขบวนที่แล่นมาจากต้นทางคนละฝั่งเมือง หยุดจอดตรงสถานีหนึ่งพร้อมกันพอดี สองคนที่เดินออกมาจากรถไฟคนละขบวน จากชานชาลาที่อยู่ตรงกันข้ามกัน

       

      คนหนึ่งเดินออกจากสถานีไปแล้ว ส่วนอีกคนต้องขึ้นบันไดแล้วเดินข้ามมาอีกฝั่งถึงจะออกจากสถานีไปได้

      ต่างคนต่างที่มาแต่ที่ไปคือที่เดียวกัน คือศาลเจ้ามิเรียวคุ  ศาลเจ้าที่เป็นต้นกำเนิดของความฝันและเรื่องราวทั้งหมด

       

      3 เดือนก่อน......

       

      หนุ่มร่างบาง ผิวขาว นัยน์ตาเรียวสวย ปากแดงอมชมพู ใบหน้าหวานมองดูคล้ายผู้หญิง เดินเข้าไปยังศาลเจ้า ที่เค้ามาที่นี่ก็เพื่อขอพรให้ชีวิตของการเรียนในปีสุดท้ายของเค้าผ่านไปอย่างราบรื่นอย่างที่เคยผ่านมาแล้วสามปี

       

      ไหว้พระสวดมนต์ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความสบายใจตามธรรมเนียมเสร็จแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการมาที่นี่นั่นคือ การเสี่ยงเซียมซี เพราะที่นี่ขึ้นชื่อว่าคำทำนายในเซียมซีแม่นมาก

       

      “แซ่กๆๆๆๆ” เสียงเขย่ากระบอกเซียมซีดังอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งหยุดลงเมื่อไม้ไผ่แท่งหนึ่งตกลงมานอนอยู่บนพื้นตรงหน้าชายหนุ่ม

      มือบางวางกระบอกเซียมซีไว้ข้างตัวแล้วก็หยิบแท่งไม้ไผ่ที่บอกหมายเลขที่ตนได้ขึ้นมาดู

      “เลข 12”  พูดเบาๆกับตัวเองเพื่อให้จำเลขนั้นได้ก่อนจะเสียบแท่งไม้กลับเข้ากระบอก เอาไปวางรวมกับพรรคพวกของมันที่เดิม แล้วก็เดินไปที่ตู้เก็บคำทำนาย

      ตู้ที่เก็บคำทำนายมีอยู่ทั้งสองฝั่งซ้ายและขวาแล้วแต่ใครจะเดินไปหยิบจากฝั่งไหนก็ได้ตามถนัด

       

      นิ้วเรียวๆไล่ชี้ไปตามตู้ตั้งแต่เลข1จนกระทั่งถึง12 และก็เปิดตู้ออกหยิบกระดาษใบเล็กๆในนั้นออกมาแผ่นหนึ่ง  แล้วก็เดินก้มหน้าก้มตาอ่านแบบไม่สนใจใคร จิตใจจดจ่ออยู่กับคำทำนายบนกระดาษใบนั้น

       

      ร่างบางเดินออกทางประตูนึงในขณะที่อีกคนนึงกำลังเดินเข้ามายังศาลเจ้าแห่งนี้จากอีกประตูนึง  ทั้งคู่เดินสวนทางกันแต่ก็หาได้รับรู้การมีตัวตนของอีกคนนึงไม่ เพราะระยะห่างระหว่างสองประตูที่กั้นกลางด้วยผนังสีขาวหม่นทำให้ทั้งคู่มองไม่เห็นกัน หรืออีกนัยนึงคือแต่ละคนไม่ได้สนใจใครอยู่แล้ว เนื่องด้วยไม่รู้จักกันมาก่อน การจะปล่อยให้คนแปลกหน้าเดินสวนทางไปโดยไม่ทักทายอะไรนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

       

      คนที่เพิ่งเดินเข้าไปหยุดลงนั่งคุกเข่าขอพรตามธรรมเนียมเช่นกัน เมื่อเสร็จ สายตาก็พลันหันไปเห็นกระบอกเซียมซีตั้งอยู่พอดี แม้ในใจจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องโชคชะตาหรือการทำนายทายทักซักเท่าไหร่ แต่ว่า เอาก็เอา ลองเสี่ยงดูซักหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไร เพราะถึงยังงัยซะชีวิตของใครคนๆนั้นต้องเป็นผู้กำหนดชะตาเองอยู่แล้ว

      ความบังเอิญชักนำ พรหมลิขิตชักพา หรือฟ้าบันดาล เรื่องแบบนี้ถึงจะมองไม่เห็นแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีจริง  หนุ่มร่างสูงที่ไม่เชื่อเรื่องโชคชะตาและการทำนาย แต่เสี่ยงเซียมซีได้เลขเดียวกับหนุ่มร่างบางที่เพิ่งจะเดินออกไปเป๊ะ อย่างกับว่าได้มีการจัดฉากเอาไว้แล้วยังงัยยังงั้น แต่ชายหนุ่มก็ไม่รู้หรอกว่าคนก่อนหน้าเสี่ยงได้เลขอะไร

      เป็นเพียงแค่นิสัยขี้สงสัยส่วนตน ด้วยความที่เรียนวิทยาสาสตร์มาคุณครูที่สอนบอกว่าการทดลองจะต้องทำซ้ำกันสามครั้งจึงจะสรุปได้  หนุ่มร่างสูงจึงเชื่อฟังคำสอนของคุณครู เขย่าเซียมซีถึงสมครั้งแต่ยังงัยก็ยังได้เลขเดิมอยู่ดี คำว่าสงสัยใคร่รู้แปะอยู่บนหน้าผาก ชายหนุ่มจึงเทแท่งไม้เสี่ยงทายออกจากกระบอกทั้งหมดเพื่อดูว่ามันไม่ได้แปะเลขเดียวกันเอาไว้ทั้งกระบอก

      เมื่อความสงสัยได้รับการพิสูจน์แล้วว่ากระบอกเซียมซีนี่ไม่ได้มีการวางทริคใดๆเอาไว้ตัวเลขบนแท่งไม้แต่ละอันก็คนละเลขกัน เพราะฉะนั้นการพิสูจน์เสร็จสิ้น ร่างสูงจึงเดินไปยังตู้เก็บคำนายแล้วก็หยิบกระดาษในนั้นออกมา ก่อนจะเดินออกจากประตูศาลเจ้า และมุ่งสู่ซุ้มประตูทางเข้า-ออกซึ่งเป็นปราการอีกชั้นหนึ่งของศาลเจ้าแห่งนี้  ออกไปสู่โลกของความเป็นจริงที่แสนจะวุ่นวาย

       

       

      ....เซียมซีใบที่ 12

       

      ชีวิตดิ้นรน สับสนวุ่นวาย

      ปีนป่าย ไต่เต้า สิ่งที่เฝ้าจึงได้มา

      ผู้คนรายล้อม ในใจเปลี่ยวเหงา

      ความรักรันทด ไขว่คว้าเพียงเงา

      เดินทางพานพบ ประสบเพียงฝัน

      รักนี้นิรันดร์ มั่นคงยืนนาน.............

       

       

      “เหอะ! บ้ารึป่าว ความรักที่ไขว่คว้าได้แค่เงาเนี่ยนะ มั่นคงยืนนาน”  ร่างสูงเดินออกมาจากศาลเจ้าแล้วก็อ่านคำทำนายไปด้วย สบถออกมาอย่างไม่พอใจเมื่ออ่านจบ

      “ไร้สาระสิ้นดี” แล้วก็ขยำคำทำนายนั้น แต่ทว่าหากจะปาลงพื้นคนดีศรีสังคมอย่างเค้าคงไม่ทำ แต่มันก็ไม่มีถังขยะให้ทิ้งเจ้ากระดาษที่อยู่ในมือลงไปได้ จึงจำใจยัดเยียดมันลงกระเป๋าสะพายที่อัดแน่นไปด้วยตำราเรียนที่เพิ่งจะถอยมาหมาดๆเพื่อเตรียมตัวต้อนรับการเปิดเทอมในปีสุดท้ายในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านั่นแหละ

       

       

       

      “เฮ้อ...........คำทำนายไม่ดีเลยแฮะ ต่อไปคงต้องพยายามมากกว่านี้แล้วล่ะ สู้ๆ เคียวโมโตะ ไทกะ นายต้องทำได้”  แต่ทว่าคำทำนายนี้มันกลับสร้างกำลังใจให้กับใครอีกคนที่มองข้ามประเด็นเรื่องความรักไป เป็นเซียมซีใบเดียวกันที่คนสองคนมองต่างมุมกันสินะ

       

       

      หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา คำทำนายสามบรรทัดสุดท้ายก็เริ่มต้นขึ้น เจสซี่และไทกะ คนสองคนที่ไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยเห็นหน้ากัน เรียนคนละที่ใช้ชีวิตคนละแบบ เพียงแค่เดินสวนทางกันคนละประตูที่ศาลเจ้า เสี่ยงเซียมซีได้หมายเลขเดียวกัน แต่พวกเค้ากลับพบเจอ หลงรักกันและกัน มีความสัมพันธ์กันในความฝัน

       

      มันช่างเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่เมื่อเอาไปเล่าให้มนุษย์หน้าไหนก็ตามฟัง เค้าคงจะว่าสองคนนี้บ้าไปแล้วแน่ๆ แต่ความฝันของทั้งคู่นั้นชัดเจน แจ่มแจ้ง ไม่รางเลือน และความรู้สึกติดแน่นทนนานยิ่งกว่ากาวตราช้างซะอีก จนบางครั้งแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่านี่เรื่องจริงหรือฝันไปกันแน่

       

       

       

       

       

      กลับสู่ปัจจุบัน.............

       

      สองคนที่เดินออกจากสถานีเดียวกันจากรถไฟคนละขบวนนั้นก็มุ่งหน้าไปยังศาลเจ้ามิเรียวคุทันที

       

      พวกเค้ามาที่นี่กันเพื่ออะไร? มาแล้วจะได้คำตอบอะไรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์งั้นเหรอ?

       

      ไทกะที่เข้ามาถึงก่อนไม่รอช้าคุกเข่าลงหยิบกระบอกเซียมซีขึ้นมา ในใจอธิษฐานจิตถามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในความคิด แล้วก็เขย่ากระบอกเซียมซีไปเรื่อยๆรอให้แท่งไม้แห่งโชคชะตาตกลงมาเท่านั้น

       

      ส่วนอีกคน เจสซี่ ชายหนุ่มร่างสูงที่เดินเข้ามาทีหลัง ไม่ได้สนใจหรอกว่าจะมีใครนั่งอยู่ก่อนแล้วบ้าง เค้าเข้าไปนั่งคุกเข่าใกล้ๆกับไทกะ มือใหญ่เอื้อมไปหยิบกระบอกเซียมซีแบบไม่รอช้า  เขย่าไปเรื่อยๆโดยไม่สนใจคนข้างๆ แต่อีกคนนึงก็ไม่ได้สนใจเจสซี่เช่นกัน

       

      ไทกะหยิบแท่งไม้ที่ตกขึ้นมาดูแล้วก็จำเลขไว้ เก็บกระบอกเซียมซีไว้ที่เดิมแล้วก็ลุกไปหยิบกระดาษคำทำนายในตู้ แต่พอเปิดตู้ฝั่งที่เค้าเดินไปนั้นปรากฏว่าคำทำนายหมด  ไทกะจึงต้องเดินกลับมาอีกฝั่งหนึ่ง  ในขณะเดียวกันเจสซี่เองก็ลุกขึ้นไปหยิบคำทำนายเช่นกัน

      สองมือสัมผัสกันตรงหน้าตู้เพราะทั้งคู่ยื่นมือมาจะเปิดตู้คำทำนายตู้เดียวกัน  เหมือนกระแสไฟแล่นแปลบปลาบเข้าสู่กล้ามเนื้อหัวใจ  ทั้งคู่หันมามองหน้ากัน และวินาทีนั้นราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน แต่หัวใจของพวกเค้ายังคงไม่หยุดเต้นหนำซ้ำยังเต้นแรงกว่าเดิมซะอีก

      สายตาจับจ้องอยู่ที่คนตรงหน้าอย่างไม่วางตา แต่คำพูดที่อยากจะเอ่ยออกมากลับถูกกลืนหายไปกับกระแสลมและหัวใจที่เต้นแรงขึ้นทุกวินาที

      ความเงียบเข้าปกคลุมมีเพียงลมหายใจถี่ๆของทั้งคู่เท่านั้นที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบภายในศาลเจ้าแห่งนี้

       

      “ในที่สุดก็ได้เจอกันซะที....”  สองคนที่เงียบไปพูดขึ้นพร้อมกัน แต่ละคนทำหน้างงกับคำพูดของอีกฝ่ายที่บังเอิญเหมือนกับตัวเอง

      “......คนในความฝัน”  แล้วก็พูดต่ออีก ทั้งคู่พูดเหมือนกันอีก จนไม่คิดแล้วว่ามันคือความบังเอิญ

      รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้าของทั้งคู่ หน้าที่แดงระเรื่อขึ้นด้วยความเขินอายจนต้องแสร้งหันหลบกันไปคนละทาง ต่างฝ่ายต่างคิดกันไปเองว่า ถ้าลองพูดออกมาเหมือนกันขนาดนี้แล้วล่ะก็ เหตุการณ์อื่นๆที่เกิดขึ้นในฝันนั้นก็คงไม่ต่างกันสินะ  คิดแล้วมันน่าอายชะมัดเลย

       

      “นายชื่ออะไรเหรอ”  ร่างบางเป็นฝ่ายหันมาถามแก้เขินขึ้นก่อน

      “หลุยส์ เจสซี่”  พูดอ้อมแอ้มตอบอยู่ในคอเบาๆ แต่ก็สามารถเรียกรอยยิ้มของอีกฝ่ายได้ดีทีเดียว จนคนถูกถามอดใจไม่ไหวต้องหันกลับมามองราวกับต้องมนต์สะกด  “แล้วนายล่ะ”  เจสซี่ถามกลับ

      “เคียวโมโตะ ไทกะ”  ตอบพร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานบาดใจไปให้อีก

      “ฉันขอเรียกนายว่าไทกะนะ”

      “ได้สิ งั้นฉันจะเรียกนายว่าเจสซี่นะ”  เจสซี่ไม่มีคำตอบใดๆออกจากปากแต่เค้าตอบรับด้วยการยิ้มจนตาหยีแล้วพยักหน้าให้แทนคำตอบ

      การแนะนำตัวเพื่อที่จะให้คนสองคนได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น ถ้าเป็นปกติทั่วไปมันต้องมาก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด เพื่อที่ความสัมพันธ์จะได้เดินหน้าไปได้  แต่ไม่ใช่กับคู่นี้ที่การแนะนำตัวมาเป็นลำดับสุดท้าย

                      ทั้งคู่พบกัน รักกัน โดยที่ไม่รู้จักชื่อของอีกฝ่าย และก็คงความสัมพันธ์แบบคนรักแค่เพียงในความฝัน แต่ก็มั่นคงยาวนานจนมาถึงวันนี้

                      เจสซี่ลดมือลงจากหน้าตู้เก็บคำทำนาย ทำให้ไทกะละความสนใจจากใบหน้าอันคมเข้มของเจสซี่หันไปมองที่ตู้ทันที

                      “นายไม่อยากรู้เหรอว่าคำทำนายมันเป็นแบบไหนน่ะ”  ไทกะถาม

                      “ไม่แล้วล่ะ”  เจสซี่ตอบ ไทกะขมวดคิ้วมองอย่างสงสัย  “ก็เพราะฉันรู้แล้วว่าคำทำนายคืออะไร เพราะฉะนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดตู้นี่อีกแล้ว”  เจสซี่ตอบ

                      “นายรู้ว่ามันคืออะไรงั้นเหรอ”  ไทกะยังคงถามต่อ

                      “รู้สิ  เพราะคำทำนายนั้นก็คือตัวนายนั่นแหละที่มายืนอยู่ตรงหน้าฉัน”  พูดพลางก็ยกนิ้วขึ้นแตะปลายจมูกอีกฝ่ายเบาๆ

                      “ฉันได้เจอคนในฝันของฉันแล้ว  คำทำนายใดๆก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป  นายคือคำตอบของทุกๆอย่างที่ฉันเฝ้าหาคำตอบมานานนะ ไทกะ”  เจสซี่จ้องมองไทกะด้วยดวงตาเปล่งประกาย  คำพูดที่กลั่นออกมาจากใจ  เพียงแค่ได้พบหน้าคนๆนี้คำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบมานานได้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ไม่มีคำตอบใดดีไปกว่าคำว่า ไทกะคือคนในฝันของฉัน อีกแล้ว

                      จูบที่แผ่วเบาจากร่างสูงประทับลงบนหน้าผากเนียนๆของไทกะ ท่ามกลางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตอยู่ ณ ศาลเจ้าแห่งนี้ เป็นพยาน

                      “นายก็เหมือนกันนะเจสซี่ นายคือคนในฝันของฉัน และจะเป็นคนที่อยู่ในความเป็นจริงของฉันต่อจากนี้ไปด้วย”  ไทกะบอกกับเจสซี่เมื่อฝ่ายนั้นถอนจูบออจากหน้าผากตนแล้ว

                      “ฉันรักนาย”  เจสซี่ก้มลงไปกระซิบข้างหูไทกะ

                      “ฉันก็รักนาย”  ไทกะตอบกลับคำสารภาพรักจากเจสซี่

                      “เป็นแฟนฉันนะ”  ถึงจะบอกรักไปแล้วแต่เจสซี่ก็ยังเขินกับประโยคขอเป็นแฟนเมื่อครู่นี้อยู่ดี

                      “มาถึงขั้นนี้แล้วไม่ต้องขอเป็นแฟนแล้วล่ะ เพราะในฝันนั่นเราก้าวหน้าจากประโยคนี้ไปมากแล้วนะ”  ไทกะบอกไปหน้าก็แดงเห่อขึ้นเรื่อยๆ อุณหภูมิบนหน้าเริ่มจะสูงขึ้นตามความรู้สึกที่เจ้าตัวสัมผัสได้

                      “ก็แค่ขอพอเป็นพิธีแหละน่า  แต่ว่าในความเป็นจริงเรายังไม่เคยแม้กระทั่งกอดเลยนะ”  พูดพลางเจสซี่ก็ขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วคว้าตัวไทกะมากอดเอาไว้แนบอก

                      “ทำอะไรน่ะเจสซี่ เกรงใจเจ้าที่เจ้าทางบ้างเถอะ”  ไทกะพูดอู้อี้ในขณะที่ใบหน้ายังคงฝังอยู่กับอกแกร่งของอีกฝ่าย

                      “งั้นเราก็ออกไปจากที่นี่กันเถอะ จะได้ไม่ต้องเกรงใจเจ้าที่เจ้าทางท่าน”  เจสซี่พูดยิ้มๆแล้วหัวเราะออกมานิดๆ เมื่อเห็นไทกะเขินจนหน้าแดงลามไปถึงใบหูแล้ว

       

                      สายลมพัดหมุนวนพลอยทำให้สิ่งต่างๆที่บางเบาปลิวว่อนไปทั่วศาลเจ้า  ไม่รู้ว่าเป็นการขับไล่ให้ไปพรอดรักกันไกลๆหรือว่าเป็นการแสดงความยินดีจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันแน่

       

                      ทั้งสองคนจูงมือเดินออกจากศาลเจ้าพร้อมกัน หันมองหน้าแล้วก็ส่งยิ้มให้กันละกัน

       

                      สิ่งที่เกิดขึ้น บุคคลที่อยู่ในความฝัน ได้หลุดออกมาจากฝันสู่โลกแห่งความเป็นจริง ราวกับปาฏิหาริย์

       

      แล้วคุณล่ะ ได้พบเจอคนในฝันของคุณหรือยัง?..............

       

      ...........................END………………..

       

      แถมๆๆๆ คำทำนายจากเซียมซีที่ทั้งคู่เสี่ยงได้

       

      ..........เซียมซีใบที่ 8

       

      หน้าที่ต้องชะงักเพราะความฝัน

      อยากรู้พลันดั้นด้นมาค้นหา

      คนที่พบเจอเพียงเสี้ยวเวลา

      จะนำพาความสุขชั่วนิรันดร์

      บุคคลปริศนาพาใจเจ้าว้าวุ่น

      เพียงเดินหมุนกลับหลังก็พบเห็น

      คนที่ใจปรารถนาทุกเช้าเย็น

      ได้ข้ามเส้นข้ามฝันสู่ความจริง............................

       

      .................................จบ(จริงๆ)............................

       

       

       

       

      นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

      loading
      กำลังโหลด...

      คำนิยม Top

      ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

      คำนิยมล่าสุด

      ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

      ความคิดเห็น

      ×